Mindset ที่ต้องเปลี่ยน หากอยากลงทุนให้รอด จากหนังสือ “สูตรเซียน VI รุ่นใหม่” ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

Mindset ที่ต้องเปลี่ยน หากอยากลงทุนให้รอด จากหนังสือ “สูตรเซียน VI รุ่นใหม่” ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

มีคำพูดหนึ่งที่ผมชอบมากของชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) นักลงทุนระดับตำนานคู่หูของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) ที่บอกว่า “ที่ผมอยากรู้คือผมจะตายที่ไหน ผมจะได้ไม่ไปที่ตรงนั้น”

มันเป็นประโยคที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันของมังเกอร์ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงแนวคิดเรื่องการลงทุนของเขาได้เป็นอย่างดีว่าการอยู่รอดในโลกการลงทุน ไม่ใช่เรื่องของการเดาทิศทางหรือคาดการณ์ทุกอย่างได้ถูกต้องทั้งหมด แต่เป็นการลดความเสี่ยงของภัยที่จะเกิดขึ้น และถ้ารู้ว่าอะไรบ้างที่จะทำให้พอร์ตพัง ก็อยู่ให้ห่างไกลเข้าไว้

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนสาย VI ระดับตำนานของเมืองไทย คงจะเห็นด้วยกับสิ่งนี้ เพราะในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา “สูตรเซียน VI รุ่นใหม่” เขาไม่เพียงเสนอวิธีวิเคราะห์หุ้นหรือสูตรลับสำหรับเลือกบริษัท แต่เน้นไปที่สิ่งที่หลายคนมองข้ามมากที่สุด: กรอบความคิด (Mindset) และนั่นคือจุดสำคัญที่อาจจะตัดสินแพ้หรือชนะของเกมนี้ได้เลย

แล้วนักลงทุนควรมีกรอบคิดแบบไหนละ?

1. จาก “ซื้อหวย” สู่ “ถือกิจการ”

คนส่วนใหญ่เข้าตลาดหุ้นเพราะหวัง “กำไรเร็ว” โดยไม่เข้าใจว่าตนเองกำลังเดิมพันในเกมที่อัตราการอยู่รอดต่ำมาก

แต่นักลงทุน VI อย่างดร.นิเวศน์ไม่ได้มองหุ้นว่าเป็น “ตัวเลข” บนกระดาน แต่เป็น “ธุรกิจ” ที่ต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนลงทุน Mindset ที่ต้องมีคือ “อย่าถือหุ้นถ้าไม่เข้าใจธุรกิจ”

ไม่ว่าจะเป็นหุ้นร้อนแรงแค่ไหน มีคนแนะนำดีเพียงใด หรือราคากำลังขึ้นแรงแค่ไหน ถ้าคุณไม่เข้าใจว่าเงินของคุณกำลังไปทำงานในบริษัทแบบไหน ก็เท่ากับคุณแค่หวังพึ่งดวงชะตา เหมือนการซื้อหวยแล้วหวังว่าจะถูก (ซึ่งส่วนใหญ่ก็อย่างที่รู้กันนั่นแหละ)

ลองนึกถึงสวนมะม่วงสักแปลง คุณจะสนใจรสชาติของผลมะม่วงเพียงฤดูกาลเดียว หรือคุณจะสนใจว่าแปลงนี้มีดินดี น้ำถึง และเจ้าของใส่ใจพรวณดินทุกปี?

หุ้นก็เช่นกัน—เราไม่ได้ซื้อ ‘ราคา’ วันนี้ แต่ซื้อ ‘สิทธิ’ ในกำไรอนาคต

2. อย่าหวังผลตอบแทนเกินจริง

ในงานเลี้ยงช่วงตลาดกระทิง มักมีคนคุยโตว่า “ผมเอาน้อย ๆ แค่ 25% ต่อปีก็พอ” จนทำให้หลายคนหลงคิดไปว่าผลตอบแทน 20-30% ต่อปีเป็นเรื่องปกติ และใครที่ทำไม่ได้ถือว่า “พลาด”

แต่ในความจริงที่ดร.นิเวศน์เตือนคือ “ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวที่เป็นไปได้จริงคือ 7-10% ต่อปี”

ใช่ครับ ตัวเลขนี้อาจดูน่าเบื่อ แต่มันคือความจริง ตัวเลขนี้ช่วยกรอง ‘มายาคติ’ ผิดๆ ออกไป นักลงทุนที่วางแผนบนความหวัง 20% ตลอดกาลจะผิดหวังทุกครั้งที่ตลาดปีนั้นได้เพียง 5% และจะยิ่งเสี่ยงเมื่อพยายาม “เอาคืน” ด้วยการยกระดับความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

ถ้าคุณลงทุนระยะยาวด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี เงิน 1 ล้านบาทจะกลายเป็น 10 ล้านบาทใน 30 ปีโดยไม่ต้องเสี่ยงมาก (และไม่ต้องใส่เงินเพิ่มเลย)

ในขณะที่คนที่หวังจะโต 30% ต่อปี เสียแล้วพยายามเอาคืนหรือไม่ได้ก็เสี่ยงเพิ่ม ส่วนใหญ่ภายในปีที่ 3 ล้างพอร์ตกันแล้ว

3. อย่ากู้เงินมาลงทุน ถ้าอยากอยู่ในเกมให้นาน

บัฟเฟตต์เคยกล่าวเอาไว้ว่าในเรื่องการลงทุนหากอยากสำเร็จ “เราไม่จำเป็นต้องฉลาดกว่าคนอื่น — แต่เราต้องมีวินัยมากกว่าพวกเขา”

ดร. นิเวศน์เตือนเอาไว้ชัดเจนว่า “อย่ากู้เงินเล่นหุ้น” เพราะมาร์จินไม่เพียงเพิ่มผลตอบแทน แต่มันคูณความเจ็บเมื่อราคาย่อตัวด้วยเช่นกัน

มังเกอร์เคยเตือนว่า “เงินก้อนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การซื้อขายแต่อยู่ที่การรอให้เป็น”

กรอบคิดที่ถูกคือ “อย่าใช้หนี้มาเร่งรวยในเกมที่ต้องใช้ความอดทน” เพราะการลงทุนคือมาราธอน ไม่ใช่เร่งสปีดในรอบเดียวให้ถึงเส้นชัย และเป็นเรื่องของความสม่ำเสมอ

4. “อย่าตามเซียน” โดยไม่รู้ว่าเขาเล่นเกมอะไร

ดร.นิเวศน์ยกตัวอย่างนักลงทุนที่มักจะซื้อหุ้นตาม “เซียน” โดยเฉพาะเวลาเห็นชื่อโผล่ในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือมีข่าวลือว่าคนนั้น คนนี้ “เข้ามาเก็บของแล้ว”

แต่ในระยะยาว คุณไม่มีทางรู้ว่าเขาออกจากเกมเมื่อไร หรือเล่นเกมคนละแบบกับคุณ เช่น เขาอาจเป็นเทรดเดอร์ระยะสั้น แต่คุณเป็นนักลงทุนแบบถือยาว

Mindset ที่ดีกว่าคือ: “เลือกเล่นตามเกมของตัวเอง ไม่ใช่เกมของคนอื่น”

เพราะแม้แต่เซียน ก็อาจล้มได้ และเมื่อเขาหนีออกจากหุ้น… คุณอาจเป็นคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ในเรือรั่วที่น้ำไหลเข้าไม่หยุดก็ได้

5. อย่าหลงซื้อหุ้น “แพงเว่อร์” เพราะเรื่องเล่าสวยหรู

หุ้นที่มีค่า P/E สูงลิ่วมักมาพร้อมกับ “เรื่องเล่า” ที่สวยงาม: บริษัทนี้จะโตแบบไร้ขีดจำกัด, เทคโนโลยีจะเปลี่ยนโลก, หรือ CEO คืออัจฉริยะ

แต่ดร.นิเวศน์เตือนว่า “หุ้นดีแค่ไหน ถ้าราคาซื้อแพงไป ก็ไม่ใช่การลงทุนที่ดี”

Mindset ที่ควรมีคือ : ไม่ซื้อหุ้นที่แพงเกินไปโดยไม่มีเหตุผลรองรับ ไม่เชื่อคำพูดที่ไม่มีข้อมูลประกอบ และไม่ไล่ซื้อหุ้นเพียงเพราะกลัวจะตกขบวน

ดร. นิเวศน์เสนอกรอบง่าย ๆ

อุตสาหกรรมอิ่มตัว, คู่แข่งมาก : P/E ที่รับได้ ≤ 15 เท่า

เติบโตพอประมาณ, มีความแข็งแกร่งบางส่วน : P/E ที่รับได้ ≤ 20 เท่า

“ดีที่สุดในประเทศ” พร้อมความได้เปรียบชัดเจน : P/E ที่รับได้ ≤ 30 เท่า (แต่ต้องเป็นกรณีพิเศษจริงๆ)

ตัวเลขนี้ไม่ได้ตายตัว แต่ช่วยหยุดเราไม่ให้หลงซื้อความฝันราคาแพงเกินความจริง

6. รู้จักตัวเอง และเลือกสไตล์ให้ชัดเจน

คุณเป็นนักลงทุนแบบไหน?

* VI ระยะยาว?
* เทรดเดอร์ระยะสั้น?
* นักลงทุนเชิงปันผล?
* ควอนต์?

ไม่มีแบบไหนผิด แต่สิ่งที่ผิดคือ “เปลี่ยนวิธีเล่นกลางทางโดยไม่มีเหตุผล”

ดร.นิเวศน์ยกตัวอย่างนักลงทุนที่ซื้อหุ้นมาเก็งกำไร แล้วพอราคาตกก็เปลี่ยนใจ “ถือยาวแทน” โดยอ้างว่ากำลังทำแบบ VI แบบนี้ไม่ใช่การลงทุน แต่คือการแก้ตัว

Mindset ที่ต้องมีคือ: “เลือกให้ชัด แล้วฝึกให้ลึก”

ไม่ว่าจะเป็น VI แบบเข้มข้นอย่างดร.นิเวศน์ หรือ Quant แบบ Jim Simons สิ่งที่ทำให้พวกเขาชนะเกมนี้ไม่ใช่สูตรลับ แต่คือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สั่งสมจากการลงมือทำจริงแบบไม่เปลี่ยนแนวทางทุกปี

สุดท้าย

โฮเวิร์ด มาร์ค (Howard S. Marks) นักลงทุนในตำนานอีกคนหนึ่งบอกเอาไว้ว่า

“กฎข้อที่ หนึ่ง: เกือบทุกสิ่งในโลกการลงทุนล้วนเป็นวัฏจักร
กฎข้อที่ สอง: โอกาสทำกำไรหรือขาดทุนมหาศาลมักเกิดขึ้นเมื่อคนอื่น ‘ลืม’ กฎข้อที่ หนึ่ง”

Mindset ที่ถูกต้องจะทำให้คุณไม่ตกใจง่าย ไม่หลงเชื่อกระแส ไม่ซื้อแพง ไม่ขายพลาด และไม่ออกจากเกมก่อนเวลา

เพราะสุดท้ายแล้ว ความมั่งคั่งที่แท้จริงมักเกิดกับคนที่มีวินัยพอจะอยู่ในเกมได้นานที่สุด — ไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุดในแค่ช่วงแรกเท่านั้น

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save