หน้าที่หลัก “กองทุนทองคำ” คือ กระจายความเสี่ยงและป้องกันเงินเฟ้อในระยะยาว เปิดข้อควรรู้เกี่ยวกับ “กองทุนรวมทองคำ” แม้ที่ผ่านมาราคาทองคำเติบโตได้ดี แต่อาจไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างผลตอบแทน(ที่หวือหวา)

“กองทุนรวมทองคำ” เป็นกองทุนรวมที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ระดมเงินจากนักลงทุน เพื่อไปลงทุนใน ทองคำ หรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ หลักๆ จะแบ่งตามสิ่งที่ลงทุนได้ 3 ประเภท
1. ลงทุนโดยตรงในทองคำแท่ง
2. ลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี (ETF) ทองคำ เช่น SPDR Gold Trust
3. ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าทองคำ ซึ่งจะใช้เครื่องมืออนุพันธ์เพื่อทำกำไรหรือป้องกันความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำ
ซึ่งปัจจุบันกองทุนรวมทองคำที่เสนอขายในไทย ส่วนใหญ่จะเป็น ประเภทที่ 2 โดยไปลงทุนผ่าน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็น ETF ทองคำ ที่ใหญ่ที่สุด มีนโยบายไปลงทุนในทองคำแท่ง แต่ก็มีประเภทที่ 1 ที่ไปลงทุนโดยตรงในทองคำแท่งเช่นกัน
ที่ผ่านมา จากสถิติ พบว่าราคาทองคำมีการปรับตัวสูงขึ้นมากจากบาทละ 18,000 บาท เมื่อ 10 ปีที่แล้ว วันนี้ทองหนึ่งบาทซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 47,000 บาทแล้ว หรือเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นกว่า 140% และที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำที่สูงขนาดนี้ แต่ทำไมทองคำกลับไม่ได้มีหน้าที่ไว้สร้างการเติบโตที่หวือหวาให้กับพอร์ตลงทุน
โดยข้อมูลจาก SCB WEALTH ให้ความเห็นว่า “ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว เพื่อกระจายความเสี่ยงและป้องกันเงินเฟ้อ”
เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ และคนที่ลงทุนในกองทุนรวมอยู่แล้ว เนื่องจากการลงทุนใน “กองทุนรวมทองคำ” สามารถใช้เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในพอร์ตลงทุนกองทุนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถจัดสรรเงินลงทุนที่มีลงทุนในกองทุนรวมทองคำได้สะดวก สามารถสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนระหว่างกองทุนรวมทั่วไปอื่นๆ ที่มีอยู่ กับ กองทุนรวมทองคำได้
แต่เหตุผลที่ทองคำมักไม่ได้ถูกจัดไว้เป็นสินทรัพย์เพื่อสร้างผลตอบแทนที่หวือหวาให้พอร์ตลงทุน ส่วนหนึ่งมาจาก ”ทองคำ” มีคุณสมบัติเด่นในการเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven)” กล่าวคือ แนวโน้มของราคาทองคำมักสวนทางกับสินทรัพย์อื่น เช่น เรามักจะเคยได้ยินว่า “หุ้นขึ้น-ทองร่วง” และ “หุ้นร่วง-ทองขึ้น” สะท้อนว่า ในยามที่สินทรัพย์หลักอย่างหุ้นเกิดแรงกดดัน แต่ยังมีทองทำที่ยังช่วยพยุงพอร์ตลงทุนไว้ได้
อีกทั้ง ทองคำยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ทางเลือก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมาก หากเป็นกองทุนจะจัดอยู่ในความเสี่ยงระดับที่ 8 อยู่ในกลุ่มเดียวกับตราสารอนุพันธ์เลยทีเดียว
ซึ่งคำแนะนำจากทาง SCB WEALTH บอกไว้ว่า การลงทุนในกองทุนนั้นควรกระจายการลงทุน และไม่ควรถือกองทุนทองคำในสัดส่วนสูงเกินไปในพอร์ต โดยควรมีประมาณ 5-15% ของพอร์ต ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนรับได้
เมื่อถามถึงแนวโน้มผลตอบแทนกองทุนรวมทองคำเป็นอย่างไร? SCB WEALTH ได้ให้มุมมองไว้เป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้
- ระยะสั้น – ราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วได้ จากความกังวลเรื่องความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศและสงครามการค้า หากปัจจัยดังกล่าวเริ่มเบาบางลงอาจเห็นแรงขายทำกำไรระยะสั้นได้
- ระยะกลาง – นโยบายต่างๆ ของสหรัฐโดยเฉพาะด้านกำแพงภาษีจะส่งผลให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งทำให้ความต้องการลงทุนในทองคำยังคงอยู่และช่วยให้ราคาทองคำยังปรับตัวขึ้นได้ต่อ
- ระยะยาว – ทองคำมักเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในภาวะเศรษฐกิจผันผวนและราคามีแนวโน้มปรับขึ้นตามเงินเฟ้อ จึงสามารถลงทุนได้ในระยะยาว เพื่อกระจายความเสี่ยง
สุดท้าย แม้กองทุนรวมทองคำจะค่อนข้างเหมาะกับ นักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะนักลงทุนมือใหม่ นักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากค่าเงิน เนื่องจาก NAV ของกองทุนรวมทองคำอาจได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนได้ ในกรณีที่ไม่ได้มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน หรือป้องกันเพียงบางส่วน ดังนั้นควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทองคำหรือสินทรัพย์ใดก็ตาม
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

