Trump 2.0 กับเศรษฐกิจไทยและโลกชัยชนะของทรัมป์กระตุ้นตลาด แต่นโยบายของเขาอาจทำให้เศรษฐกิจบางประเทศสะดุด

ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เอง ที่ดัชนี S&P 500, Dow Jones และ Nasdaq มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Bitcoin ยังทำสถิติใหม่ที่ 80,000 USD ต่อ 1 BTC เนื่องจากความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม นโยบายที่เข้มงวดด้านการค้าระหว่างประเทศและการเข้าเมืองอาจสร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
แม้ชัยชนะของทรัมป์กระตุ้นตลาด แต่นโยบายของเขาอาจทำให้เศรษฐกิจบางประเทศสะดุดได้เช่นกัน
นโยบายสำคัญของทรัมป์
แนวทางนโยบายที่ชัดเจนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ได้แก่
- การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนสูงถึง 60% และสินค้าจากประเทศอื่น 10%
- การกีดกันผู้อพยพโดยจะมีมาตรการเข้มงวดในการข้ามแดน
- การลดเงินสนับสนุนทางทหารให้กับพันธมิตร อย่าง ยูเครน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้
- สนับสนุนพลังงานฟอสซิลมากกว่าการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ
- ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและผู้มีฐานะมั่งคั่ง ทำให้รัฐบาลต้องก่อหนี้มากขึ้น
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ในมุมมองของคุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ในระยะสั้นคงต้องรอดูนโยบายที่จะมีการประกาศออกมาอย่างชัดเจน ส่วนระยะปานกลาง หรือประมาณ 2 ปี มองว่านโยบายของทรัมป์ จะทำให้การค้าโลกเติบโตเพิ่มขึ้น
SCB EIC มองว่าผลกระทบจากนโยบายทรัมป์จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง
1. การค้าโลกตึงเครียด - นโยบายกีดกันการค้าและการขึ้นภาษีนำเข้าเป็นวงกว้างของสหรัฐฯ อาจทำให้สินค้าหลายประเภทมีราคาสูงขึ้น ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกให้ลดลง
2. การลงทุนลดลง - ความไม่แน่นอนทางการค้าอาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และประเทศอื่นๆ
3. การลดภาษีในสหรัฐฯ - ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ประเทศอื่นจะได้รับผลกระทบลบ เนื่องจากต้องแข่งขันการลงทุนกับสหรัฐฯ
4. แรงงานลดลง - การคุมเข้มผู้อพยพจะลดจำนวนแรงงานในสหรัฐฯ และยุโรป ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งสองภูมิภาคเติบโตช้าลง
5. อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น - การตอบสนองต่อภาวะการเงินที่ตึงตัว ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา
จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย “นโยบายของทรัมป์มีแนวโน้มส่งผลให้เกิดความเสี่ยงเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงช้ามีแนวโน้วว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเผชิญความเสี่ยง Stagflation (สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อกลับพุ่ง) และเมื่อ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับ Stagflation การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจจะลดความต้องการสินค้าและบริการจากประเทศอื่นๆ ส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจโลกโดยรวม
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน (KKP) กล่าวในงาน 2024 Mid Year Outlook Seminar: Surfing a Sea of Opportunities Amid Geopolitical Tides ไว้ว่า ถ้าทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดี สมัยที่ 2 จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดทุนและพันธบัตรโลกผันผวนหนัก ด้วยนโยบายของทรัมป์เอง ทั้งจาก
1. การแก้แค้น (Retribution) จะเกิดการเปลี่ยนข้าราชการเปลี่ยนคนตั้งแต่ตำแหน่งรองอธิบดี ซึ่งมีประมาณ 2,000-3,000 ตำแหน่ง อาจทำให้เกิดความปั่นป่วนในสหรัฐฯช่วงแรก
2. การจัดการกลุ่มแรงงานอพยพในสหรัฐ (Sharply cut immigration) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นโยบายทรัมป์ที่จัดการกับแรงงานอพยพ จึงไม่ต่างจากการยิงปืนใส่เท้าตัวเอง
3. ขยายลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและลดอัตราภาษีนิติบุคคล (Extend Trump cuts) จะสร้างแรงกดดันให้สหรัฐเดินเข้าสู่การขาดดุลปีละ 5-6% และส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับตัวสูงต่อเนื่อง นับจากปีแรกทรัมป์เริ่มนโยบาย ปี 2560 (ค.ศ. 2017) หนี้สาธารณะ 74% ต่อ GDP และปี 2563 ขึ้นไปพีกสุดที่ 103% ต่อ GDP โดยหากทรัมป์ดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อ จะทำให้ภายในปี 2577 สหรัฐฯ จะมีหนี้สหรัฐสูง 122.7% ต่อ GDP
4. การขึ้นภาษีนำเข้า (Increase tariffs) โดยเฉพาะกับจีนที่จะขึ้นภาษีนำเข้าอัตรา 60% ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อมากขึ้น
ปัจจัยในข้อ 3 และ 4 จะมีผลให้อัตราพันธบัตรสหรัฐผลตอบแทนสหรัฐปรับตัวสูงกว่าที่คิด ด้วยหนี้สาธารณะสูง และขาดดุลชำระ ส่วนนโยบายขึ้นภาษีจีน 60% จะทำให้จีนซื้อพันธบัตรสหรัฐลดลง จากที่ผ่านมาจีนถือพันธบัตรสูง 7.9 แสนล้านเหรียญฯ และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นทั่วโลก
การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในยุคทรัมป์
ก่อนการเลือกตั้ง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งย่อมไม่ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยและเอเชีย
InnovestX มองว่าหาก ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งและดำเนินนโยบายการกีดกันทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด จะสร้างความเสี่ยงสูงต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง -0.1% ถึง -0.8% และสมมุติฐานที่รุนแรงที่สุดของ IMF ที่ใช้กับเศรษฐกิจไทยคือ GDP ของไทยอาจขยายตัวเพียง 2.5% และ เงินเฟ้อ อาจเพิ่มขึ้นเป็น 1.6% ในปี 2025 และสถานการณ์จะยิ่งแย่ลงในปี 2026 หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าและเศรษฐกิจทั่วโลก
คุณสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า "ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสหลุด 1,400 จุด รวมถึงมีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลออกด้วย"
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาท
คาดการณ์เศรษฐกิจไทยหลังผลโหวตชี้ชัดว่า ทรัมป์กลับมาแน่
ในภาพรวม SCB EIC ประเมินว่า ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 จะส่งผลกดดันให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ขยายตัวต่ำลงจากแนวโน้มเดิม สาเหตุหลักเกิดจากการส่งออกไทยถูกกดดันจากปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลง และการลงทุนในไทยที่ยังไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตจากต่างชาติได้เต็มที่
1. การส่งออกไทย : SCB EIC คาดว่ามูลค่าส่งออกไทยในปี 2025 จะลดลงประมาณ 0.8-1% จากผลกระทบนโยบายกีดกันการค้า โดยเฉพาะจากการขึ้นกำแพงภาษีในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย
2. การแข่งขันจากจีน : ภาษีนำเข้าสินค้าจีนสูงขึ้นและปัญหาการผลิตเกินของจีน ทำให้จีนหาตลาดอื่นทดแทน โดยเฉพาะไทย ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและการฟื้นตัวของภาคการผลิตช้าลง
3. การลงทุนภาคเอกชน : SCB EIC คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนไทยจะลดลงประมาณ 0.4-0.5% ในปี 2025 จากความไม่แน่นอนของการค้าและการลงทุนโลก นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการลงทุน รวมถึงการย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐฯ ที่อาจช้าหรือไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น
ศูนย์วิจัยกสิกร มองว่านโยบายกีดกันทางการค้าในภาพรวมและผลจากการเปลี่ยนแปลงซัพพลายเชนโลก ยังเป็นความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย
- ในระยะสั้นๆ ไทยอาจได้รับประโยชน์จากจากการเร่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯและการนำเข้าสินค้าจากไทยบางรายการเพื่อทดแทนสินค้าจีน เช่น เซมิคอนดักเตอร์ โซลาร์เซลล์ ถุงมือยาง น้ำผลไม้ อุปกรณ์โทรทัศน์ PCA และของเล่น เป็นต้น
- ในระยะยาวสินค้าส่งออกของไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกมาตรการปรับเพิ่มภาษีศุลกากรขาเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯสูงเป็นอันดับที่ 12 (ปี 2566) ซึ่งคงต้องติดตามและผลสุดท้ายน่าจะต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างทางการไทยกับสหรัฐฯ
- การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีนที่มีมากขึ้น
- ไทยอาจได้ผลประโยชน์บางส่วนจากการย้ายฐานการผลิต แต่ผลบวกคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ เนื่องจากต้องดูท่าทีและความชัดเจนในนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ
- การลงทุนจากต่างประเทศในด้านการผลิตรถยนต์และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไทย และอีกหลายประเทศในอาเซียน ตลอดจน เม็กซิโก อินเดีย ยุโรปตะวันออก
- ผู้ผลิตไทยในกลุ่มเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่มจะเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากจีนและการลงทุนจากจีนในไทย ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันในตลาดทั้งในประเทศและการส่งออก
สรุป Trump 2.0 กับเศรษฐกิจไทยและโลก
แม้การคาดการณ์จากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์จะชี้ว่า การกีดกันทางการค้าและการลงทุนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจทำให้การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนสำหรับเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียโดยรวม แต่ SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบของนโยบายกีดกันระหว่างประเทศในมิติต่าง ๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจเร่งตัวขึ้น ไทยอาจได้รับประโยชน์ จากรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไป โดยกลุ่มประเทศที่มีขั้วเศรษฐกิจต่างกันจะพึ่งพาการค้าระหว่างกันลดลงและหันมาพึ่งพาประเทศที่มีบทบาทเป็นกลาง (Neutral stance) มากขึ้น หากประเทศไทยสามารถรักษาบทบาทเป็นกลางในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกได้ อาจจะได้รับประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุน (Trade and investment diversion) จากกลุ่มประเทศที่แบ่งขั้วกันมากขึ้น
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

