Trump 2.0 กับเศรษฐกิจไทยและโลกชัยชนะของทรัมป์กระตุ้นตลาด แต่นโยบายของเขาอาจทำให้เศรษฐกิจบางประเทศสะดุด

Trump 2.0 กับเศรษฐกิจไทยและโลกชัยชนะของทรัมป์กระตุ้นตลาด แต่นโยบายของเขาอาจทำให้เศรษฐกิจบางประเทศสะดุด

ชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ เอง ที่ดัชนี S&P 500, Dow Jones และ Nasdaq มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Bitcoin ยังทำสถิติใหม่ที่ 80,000 USD ต่อ 1 BTC เนื่องจากความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม นโยบายที่เข้มงวดด้านการค้าระหว่างประเทศและการเข้าเมืองอาจสร้างความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

📍 แม้ชัยชนะของทรัมป์กระตุ้นตลาด แต่นโยบายของเขาอาจทำให้เศรษฐกิจบางประเทศสะดุดได้เช่นกัน

✍️ นโยบายสำคัญของทรัมป์

แนวทางนโยบายที่ชัดเจนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ได้แก่

- การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนสูงถึง 60% และสินค้าจากประเทศอื่น 10%
- การกีดกันผู้อพยพโดยจะมีมาตรการเข้มงวดในการข้ามแดน
- การลดเงินสนับสนุนทางทหารให้กับพันธมิตร อย่าง ยูเครน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้
- สนับสนุนพลังงานฟอสซิลมากกว่าการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ
- ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและผู้มีฐานะมั่งคั่ง ทำให้รัฐบาลต้องก่อหนี้มากขึ้น

✍️ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

👁️‍🗨️ ในมุมมองของคุณชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ในระยะสั้นคงต้องรอดูนโยบายที่จะมีการประกาศออกมาอย่างชัดเจน ส่วนระยะปานกลาง หรือประมาณ 2 ปี มองว่านโยบายของทรัมป์ จะทำให้การค้าโลกเติบโตเพิ่มขึ้น

👁️‍🗨️ SCB EIC มองว่าผลกระทบจากนโยบายทรัมป์จะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านหลายช่องทาง

1. การค้าโลกตึงเครียด - นโยบายกีดกันการค้าและการขึ้นภาษีนำเข้าเป็นวงกว้างของสหรัฐฯ อาจทำให้สินค้าหลายประเภทมีราคาสูงขึ้น ส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกให้ลดลง

2. การลงทุนลดลง - ความไม่แน่นอนทางการค้าอาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน ทั้งในสหรัฐฯ ยุโรป และประเทศอื่นๆ

3. การลดภาษีในสหรัฐฯ - ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ประเทศอื่นจะได้รับผลกระทบลบ เนื่องจากต้องแข่งขันการลงทุนกับสหรัฐฯ

4. แรงงานลดลง - การคุมเข้มผู้อพยพจะลดจำนวนแรงงานในสหรัฐฯ และยุโรป ส่งผลให้เศรษฐกิจทั้งสองภูมิภาคเติบโตช้าลง

5. อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น - การตอบสนองต่อภาวะการเงินที่ตึงตัว ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา

👁️‍🗨️ จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยกสิกรไทย “นโยบายของทรัมป์มีแนวโน้มส่งผลให้เกิดความเสี่ยงเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงช้ามีแนวโน้วว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเผชิญความเสี่ยง Stagflation (สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่เงินเฟ้อกลับพุ่ง) และเมื่อ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับ Stagflation การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนต่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก การชะลอตัวของเศรษฐกิจจะลดความต้องการสินค้าและบริการจากประเทศอื่นๆ ส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจโลกโดยรวม

👁️‍🗨️ ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน (KKP) กล่าวในงาน 2024 Mid Year Outlook Seminar: Surfing a Sea of Opportunities Amid Geopolitical Tides ไว้ว่า ถ้าทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดี สมัยที่ 2 จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดทุนและพันธบัตรโลกผันผวนหนัก ด้วยนโยบายของทรัมป์เอง ทั้งจาก

1. การแก้แค้น (Retribution) จะเกิดการเปลี่ยนข้าราชการเปลี่ยนคนตั้งแต่ตำแหน่งรองอธิบดี ซึ่งมีประมาณ 2,000-3,000 ตำแหน่ง อาจทำให้เกิดความปั่นป่วนในสหรัฐฯช่วงแรก

2. การจัดการกลุ่มแรงงานอพยพในสหรัฐ (Sharply cut immigration) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นโยบายทรัมป์ที่จัดการกับแรงงานอพยพ จึงไม่ต่างจากการยิงปืนใส่เท้าตัวเอง

3. ขยายลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดาและลดอัตราภาษีนิติบุคคล (Extend Trump cuts) จะสร้างแรงกดดันให้สหรัฐเดินเข้าสู่การขาดดุลปีละ 5-6% และส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับตัวสูงต่อเนื่อง นับจากปีแรกทรัมป์เริ่มนโยบาย ปี 2560 (ค.ศ. 2017) หนี้สาธารณะ 74% ต่อ GDP และปี 2563 ขึ้นไปพีกสุดที่ 103% ต่อ GDP โดยหากทรัมป์ดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อ จะทำให้ภายในปี 2577 สหรัฐฯ จะมีหนี้สหรัฐสูง 122.7% ต่อ GDP

4. การขึ้นภาษีนำเข้า (Increase tariffs) โดยเฉพาะกับจีนที่จะขึ้นภาษีนำเข้าอัตรา 60% ส่งผลให้เกิดเงินเฟ้อมากขึ้น

ปัจจัยในข้อ 3 และ 4 จะมีผลให้อัตราพันธบัตรสหรัฐผลตอบแทนสหรัฐปรับตัวสูงกว่าที่คิด ด้วยหนี้สาธารณะสูง และขาดดุลชำระ ส่วนนโยบายขึ้นภาษีจีน 60% จะทำให้จีนซื้อพันธบัตรสหรัฐลดลง จากที่ผ่านมาจีนถือพันธบัตรสูง 7.9 แสนล้านเหรียญฯ และจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้นทั่วโลก

🔺 การคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในยุคทรัมป์

ก่อนการเลือกตั้ง นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งย่อมไม่ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทยและเอเชีย

👁️‍🗨️ InnovestX มองว่าหาก ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งและดำเนินนโยบายการกีดกันทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด จะสร้างความเสี่ยงสูงต่อเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง -0.1% ถึง -0.8% และสมมุติฐานที่รุนแรงที่สุดของ IMF ที่ใช้กับเศรษฐกิจไทยคือ GDP ของไทยอาจขยายตัวเพียง 2.5% และ เงินเฟ้อ อาจเพิ่มขึ้นเป็น 1.6% ในปี 2025 และสถานการณ์จะยิ่งแย่ลงในปี 2026 หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าและเศรษฐกิจทั่วโลก

👁️‍🗨️ คุณสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า "ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสหลุด 1,400 จุด รวมถึงมีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลออกด้วย"

👁️‍🗨️ กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง เงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งอาจกดดันค่าเงินบาท

🔺 คาดการณ์เศรษฐกิจไทยหลังผลโหวตชี้ชัดว่า ทรัมป์กลับมาแน่

👁️‍🗨️ ในภาพรวม SCB EIC ประเมินว่า ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 จะส่งผลกดดันให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2025 ขยายตัวต่ำลงจากแนวโน้มเดิม สาเหตุหลักเกิดจากการส่งออกไทยถูกกดดันจากปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลง และการลงทุนในไทยที่ยังไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตจากต่างชาติได้เต็มที่

1. การส่งออกไทย : SCB EIC คาดว่ามูลค่าส่งออกไทยในปี 2025 จะลดลงประมาณ 0.8-1% จากผลกระทบนโยบายกีดกันการค้า โดยเฉพาะจากการขึ้นกำแพงภาษีในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทย

2. การแข่งขันจากจีน : ภาษีนำเข้าสินค้าจีนสูงขึ้นและปัญหาการผลิตเกินของจีน ทำให้จีนหาตลาดอื่นทดแทน โดยเฉพาะไทย ส่งผลให้ผู้ผลิตไทยเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและการฟื้นตัวของภาคการผลิตช้าลง

3. การลงทุนภาคเอกชน : SCB EIC คาดว่าการลงทุนภาคเอกชนไทยจะลดลงประมาณ 0.4-0.5% ในปี 2025 จากความไม่แน่นอนของการค้าและการลงทุนโลก นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มชะลอการลงทุน รวมถึงการย้ายฐานการผลิตจากสหรัฐฯ ที่อาจช้าหรือไม่เกิดขึ้นในระยะสั้น

👁️‍🗨️ ศูนย์วิจัยกสิกร มองว่านโยบายกีดกันทางการค้าในภาพรวมและผลจากการเปลี่ยนแปลงซัพพลายเชนโลก ยังเป็นความเสี่ยงด้านต่ำต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทย

- ในระยะสั้นๆ ไทยอาจได้รับประโยชน์จากจากการเร่งนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯและการนำเข้าสินค้าจากไทยบางรายการเพื่อทดแทนสินค้าจีน เช่น เซมิคอนดักเตอร์ โซลาร์เซลล์ ถุงมือยาง น้ำผลไม้ อุปกรณ์โทรทัศน์ PCA และของเล่น เป็นต้น

- ในระยะยาวสินค้าส่งออกของไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะถูกมาตรการปรับเพิ่มภาษีศุลกากรขาเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์ เนื่องจากไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯสูงเป็นอันดับที่ 12 (ปี 2566) ซึ่งคงต้องติดตามและผลสุดท้ายน่าจะต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างทางการไทยกับสหรัฐฯ

- การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยอาจได้รับผลกระทบจากแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจีนที่มีมากขึ้น

- ไทยอาจได้ผลประโยชน์บางส่วนจากการย้ายฐานการผลิต แต่ผลบวกคาดว่าจะไม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ เนื่องจากต้องดูท่าทีและความชัดเจนในนโยบายด้านภาษีของสหรัฐฯ

- การลงทุนจากต่างประเทศในด้านการผลิตรถยนต์และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไทย และอีกหลายประเทศในอาเซียน ตลอดจน เม็กซิโก อินเดีย ยุโรปตะวันออก

- ผู้ผลิตไทยในกลุ่มเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่มจะเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าจากจีนและการลงทุนจากจีนในไทย ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันในตลาดทั้งในประเทศและการส่งออก

สรุป Trump 2.0 กับเศรษฐกิจไทยและโลก

แม้การคาดการณ์จากนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์จะชี้ว่า การกีดกันทางการค้าและการลงทุนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม โดยเฉพาะความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่อาจทำให้การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนสำหรับเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคเอเชียโดยรวม แต่ SCB EIC ประเมินว่าผลกระทบของนโยบายกีดกันระหว่างประเทศในมิติต่าง ๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจเร่งตัวขึ้น ไทยอาจได้รับประโยชน์ จากรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไป โดยกลุ่มประเทศที่มีขั้วเศรษฐกิจต่างกันจะพึ่งพาการค้าระหว่างกันลดลงและหันมาพึ่งพาประเทศที่มีบทบาทเป็นกลาง (Neutral stance) มากขึ้น หากประเทศไทยสามารถรักษาบทบาทเป็นกลางในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลกได้ อาจจะได้รับประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าและการลงทุน (Trade and investment diversion) จากกลุ่มประเทศที่แบ่งขั้วกันมากขึ้น

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save