ต่อยอด ‘อั่งเปา 1,000 บาท’ เพื่อวางแผนไปสู่ ‘อิสรภาพทางการเงิน’ เปิดทริกใช้อั่งเปาเป็น ‘เงินขวัญถุง’ เพื่อเริ่มต้นวางแผนการเงินทั้ง 4 ขั้น

หรือจริงๆ แล้ว ‘อั่งเปา’ เป็นกุศโลบายของ ‘ผู้ให้’ ที่ต้องการให้ ‘ผู้รับ’ ไปสู่คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน”
คิดๆ ดูแล้วการให้อั่งเปาก็เหมือนการให้ของมงคล และเป็นการอวยพรให้โชคดีอย่างหนึ่ง โดยการให้ทุกครั้งมักจะทิ้งท้ายด้วยคำว่า “ขอให้เฮงๆ รวยๆ” นั่นจึงทำให้ผู้รับหลายคน เลือกที่จะเก็บอั่งเปาไว้เป็น ‘เงินขวัญถุง’ นิ่งๆ เพื่อรอให้โชคช่วยบรรดาลเงินทองให้ไหลมาเทมาดั่งคำอวยพร
แต่จะดีกว่าไหม ถ้าอั่งเปาที่เราตั้งใจเก็บเป็นเงินขวัญถุง ถูกนำไปสร้างประโยชน์ที่สามารถเห็นผลได้ทันที ไม่ต้องรอเรื่องโชค อย่างเช่น การใช้เพื่อเริ่มต้นวางแผนการเงินเพื่อไปสู่อิสรภาพทางการเงิน ตามแนวทางการสร้างความมั่งคั่ง (Wealth) ทั้ง 4 ขั้น ได้แก่
(1) Wealth Creation
(2) Wealth Protection
(3) Wealth Accumulation
(4) Wealth Distribution
สมมติว่า ตรุษจีนปีนี้ เราได้รับอั่งเปา 1,000 บาท ไม่ว่าจะได้จากญาติพี่น้อง หรือจากหัวหน้าที่ทำงาน เราจะจัดการอย่างไรดี ควรทำอะไรก่อน/หลัง อะไรคือสิ่งสำคัญ และอะไรคือสิ่งจำเป็นสำหรับการเริ่มต้นวางแผนการเงิน วันนี้เราลองมาไล่เรียงกันเลย
Wealth Creation : อั่งเปา = ขวัญถุงในการเริ่มสร้างความมั่งคั่ง
สิ่งแรกที่ควรทำ เมื่อได้รับอั่งเปามา คือ การเก็บไว้เป็นเงินขวัญถุงสำหรับ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’
เพราะเงินสำรองฉุกเฉินเป็นพื้นฐานสำคัญของการเริ่มต้นวางแผนการเงิน กล่าวคือ ทุกคนควรมีไว้เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น การขาดรายได้กะทันหัน หรือ ตกงาน เป็นต้น
โดยเงินสำรองฉุกเฉินแบบทั่วไปจะแนะนำเก็บอยู่ที่ 3 - 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน แต่ถ้ารู้สึกว่ายังไม่สบายใจ สามารถเก็บเพิ่มได้มากสุดถึง 12 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนเลย
สมมติว่า ปกติเรามีค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 12,000 บาท และตั้งเป้าหมายเก็บเงินสำรองฉุกเฉินสัก 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน แสดงว่า เราต้องมีเงินรวมอยู่ที่ 72,000 บาท (12,000 x 6)
สำหรับอั่งเปาที่ได้รับมา 1,000 บาท หากใครที่ยังไม่เคยมีเงินสำรองฉุกเฉินเลย แนะนำให้เก็บเป็นเงินขวัญถุงสำหรับเงินสำรองฉุกเฉินก่อน ใช้อั่งเปา 1,000 บาทแรกเป็นจุดเริ่มต้น และในเดือนถัดไปก็ค่อยๆ เก็บเพิ่มจนครบ โดยระยะเวลาในการเก็บเงินจนถึงเป้าหมายนั้นไม่ควรเกิน 3 ปี
ซึ่งถ้าอิงจากตัวอย่างข้างต้น เป้าหมายอยู่ที่ 72,000 บาท อาจวางแผนการเก็บออมในเวลา 3 ปี ได้ดังนี้
ปีที่ 1 เก็บเดือนละ 1,000 บาท
สิ้นปีเงินสำรองฉุกเฉินเพิ่ม = 12,000 บาท (1 เท่าฯ)
เงินสำรองฉุกเฉินรวม = 12,000 บาท
ปีที่ 2 เก็บเดือนละ 2,000 บาท
สิ้นปีเงินสำรองฉุกเฉินเพิ่ม = 24,000 บาท (2 เท่าฯ)
เงินสำรองฉุกเฉินรวม = 36,000 บาท (12,000 + 24,000)
ปีที่ 3 เก็บเดือนละ 3,000 บาท
สิ้นปีเงินสำรองฉุกเฉินเพิ่ม = 36,000 บาท (3 เท่าฯ)
เงินสำรองฉุกเฉินรวม = 72,000 บาท (12,000 + 24,000 + 36,000)
จะเห็นได้ว่า หากเราเพิ่มเงินเก็บต่อเดือนในอัตราที่เพิ่มขึ้นปีละ 1 เท่าของปีก่อนหน้า จะสามารถทำให้เราเก็บเงินสำรองฉุกเฉินได้สำเร็จตามเป้าหมายในปีที่ 3 พอดี อีกทั้ง ในระหว่างทางถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงเป้าหมาย 6 เท่าฯ ตามที่ตั้งใจไว้ แต่เมื่อสิ้นปีที่ 2 ก็จะได้เงินรวมเท่ากับ 3 เท่าฯ แล้ว ซึ่งถือว่าครบตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่แนะนำ แม้จะยังไม่ถึงเป้าหมายของเรา แต่ก็ถือว่าปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้ว
.
ทั้งนี้ ต้องอย่าลืมว่า เงินสำรองฉุกเฉินต้องเก็บไว้ในที่ที่ ‘ความเสี่ยงต่ำ’ เพื่อป้องกันเงินหายหรือขาดทุน และที่ที่มี ‘สภาพคล่องสูง’ เพราะในเวลาที่เกิดเหตุจำเป็น เราจะสามารถดึงเงินมาใช้ได้ทันที ดังนั้น ที่ที่เหมาะสมที่สุด คือ ‘การฝากออมทรัพย์’ ถึงแม้ผลตอบแทนจะน้อย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะวัตถุประสงค์ของเงินสำรองฉุกเฉินไม่ได้มีไว้เพื่อแสวงหาผลตอบแทนอยู่แล้ว
Wealth Protection : อั่งเปา = ขวัญถุงในการปกป้องความมั่งคั่ง
“ทุกคนมองหาแต่วิธีที่จะทำให้เงินเติบโตไปข้างหน้า แต่มักลืมมองหาวิธีที่ทำให้เงินของเราไม่ถอยหลัง”
เป็นมุมมองที่น่าสนใจของ ดร.กริช เศรษฐนันท์ นักวางแผนการเงิน CFP® ที่แสดงให้เห็นว่า ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ เมื่อเริ่มเข้าสู่โลกการเงิน ก็มักมองหาแต่ตัวช่วยที่ทำให้มีเงินเข้ามาในชีวิตเยอะๆ อย่างเช่น การลงทุนเลยทันที แต่ลืมคิดถึงตัวช่วยคุ้มครองเงินไม่ให้ถดถอย ในวันที่เราอาจต้องเจอกับค่าใช้จ่ายมหาศาล เช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย หรือ การประสบอุบัติเหตุต่างๆ เป็นต้น
ซึ่งตัวช่วยในเรื่องนี้ คงไม่ใช่การนำเงินสำรองฉุกเฉินมาใช้ เนื่องจากจำนวนเงินที่มีอาจไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด และเมื่อไม่พอ เราอาจต้องดึงเงินเก็บของชีวิตส่วนอื่นๆ มาใช้จนหมด ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้น เครื่องมือที่เหมาะสมที่สุดก็คือการ ‘ทำประกัน’
โดยหลังจากที่เก็บเงินสำรองฉุกเฉินได้แล้ว อย่าเพิ่งรีบนำเงินส่วนเกินไปลงทุน แต่ให้นำมาวางแผนเพื่อทำประกันก่อน เงินอั่งเปา 1,000 บาท ก็เริ่มต้นทำประกันได้
ปัจจุบันเงินหลัก 1,000 บาทต่อเดือน สามารถเลือกซื้อประกันได้หลากหลาย โดยเฉพาะประกันสุขภาพที่ให้ความคุ้มมากถึงหลัก 100,000 - 200,000 บาท เพียงแค่แลกกับการจ่ายเบี้ยประกันหลักหมื่นบาทต่อปี หรือค่าเบี้ยหลักร้อยหลักพันต่อเดือนเท่านั้น
ดังนั้น การทำประกันจึงถือว่าเป็นการโอนย้ายความเสี่ยงที่คุ้มค่าและเป็นสิ่งที่ทุกคนควรมีไว้อย่างน้อย 1-2 ฉบับ เพราะหากเกิดเหตุเจ็บป่วยขึ้นมา จะได้ไม่ต้องวิ่งหาเงินหรือดึงเงินเก็บหลักแสนเพื่อไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลต่างๆ นั่นเอง
Wealth Accumulation : อั่งเปา = ขวัญถุงในการเพิ่มพูนความมั่งคั่ง
เมื่อเงินสำรองฉุกเฉินพร้อมแล้ว ซื้อประกันแล้ว แต่ยังไม่เคยวางแผนลงทุนเลย เมื่อได้อั่งเปามาสามารถเลือกนำเงินไปลงทุนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ หรือเรียกว่า “Real Investment” เช่น การเปิดร้านขายของออนไลน์ เปิดขายอาหาร Food Delivery เป็นต้น
แต่ถ้าใครไม่มีเวลาลงทุนเองก็สามารถลงทุนผ่านสินทรัพย์ทางการเงินได้ หรือเรียกว่า “Financial Investment” คือการลงทุนผ่าน หุ้น หุ้นกู้ พันธบัตรรัฐบาล หรือ กองทุนรวมต่างๆ นั่นเอง ซึ่งผลตอบแทนที่ได้ก็จะเป็นไปตามระดับความเสี่ยงของสินทรัพย์ที่ลงทุนนั้น
สมมติ นำเงิน 1,000 บาท ไปเริ่มต้นลงทุนหุ้น และสามารถลงทุนต่อได้ทุกเดือนอีก 1,000 บาท ด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี ระยะเวลา 1 ปี จะมีเงิน 12,335 บาท แต่ถ้าลงทุนให้นานขึ้นเป็น 10 ปี จะมีเงิน 163,879 บาท
ซึ่งการที่เงินจะเติบโตได้นั้นขึ้นอยู่ กับ 3 ปัจจัย ได้แก่ เงินต้น ระยะเวลา และผลตอบแทน สมมติว่า…
เงินต้น 1,000 บาท/เดือน
ลงทุนระยะเวลา 10 ปี
ผลตอบแทน 5% ต่อปี
มีเงินรวม 163,879 บาท
เงินต้น 10,000 บาท/เดือน
ลงทุนระยะเวลา 10 ปี
ผลตอบแทน 10% ต่อปี
มีเงินรวม 2,300,386 บาท
จะเห็นได้ว่า ระยะเวลาเก็บเงินเท่ากัน ยิ่งเงินต้นสูง ผลตอบแทนสูง ก็มีโอกาสทำให้เงินเติบโตได้ไว แต่สิ่งสำคัญไม่ว่าเราจะลงทุนอะไร ต้องไม่ลืมคำว่า ‘กระจาย’ ทั้ง ‘กระจายสินทรัพย์ที่ลงทุน’ เช่น ต้องมีทั้งหุ้น ตราสารหนี้ หรืออื่นๆ รวมทั้ง ‘กระจายเวลาลงทุน’ นั่นก็คือ การลงทุนแบบ DCA เป็นประจำและสม่ำเสมอ
Wealth Distribution : อั่งเปา = ขวัญถุงในการส่งมอบความมั่งคั่ง
ตามหลักของ Wealth Transfer คือการส่งต่อความมั่งคั่ง เมื่อเราอยู่ในจุดที่พอใจกับทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว การส่งต่อไม่ใช่เพียงเรื่องของ “Wealth” หรือความมั่งคั่งเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความรู้ ประสบการณ์ และทักษะต่างๆ ที่มีได้ด้วย
ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกคนต้องการเป็นคนที่เก่งขึ้นในทุกๆ วัน เพื่อก้าวไปอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของชีวิตที่เรียกว่า “ความสำเร็จ” ดังนั้น การมี “ความรู้และทักษะ” จึงเป็นสิ่งสำคัญ
ไม่ผิดเลยที่จะบอกว่า “มีเงิน 1,000 บาทแล้วจะเอาไปลงทุนในความรู้” เช่น การซื้อคอร์สเรียน การซื้อหนังสือ หรือการออกไปหาประสบการณ์ เพราะการพัฒนาที่มีค่าและมีประโยชน์ที่สุดคือการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ให้เรากลายเป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการในสายงานนั้นๆ เชื่อว่าสิ่งที่ได้กลับคืนมาจากเงิน 1,000 บาท นั้นคุ้มค่ากว่าที่คิดแน่นอน
เขียนโดย: วัฒนา มะสันเทียะ
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

