โมเดลสร้างความมั่งคั่งด้วย ‘แก้ว 3 ประการ’ ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

เป็นเรื่องปกติที่เราจะอยากรวย เพราะในโลกของทุนนิยมที่ขับเคลื่อนและหมุนด้วยเงิน การมีเงินช่วยทำให้หลายๆ อย่างในชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร เคยบอกว่า “เงินไม่ได้เป็นตัวสร้างความสุข แต่เงินเป็นสิ่งที่ซื้อความทุกข์ทิ้งไป”
แนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า “เทววิทยาเชิงนิเสธ” หรือ (Negative Theology) ที่หมายถึงวิธีแห่งการปฏิเสธ ละทิ้ง คัดออก หรือตัดทอน โดยแนวคิดพื้นฐานคือเราไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งใดคือพระเจ้า แต่บอกได้ว่าสิ่งใดบ้างที่ไม่ใช่พระเจ้า
เมื่อนำมาใช้ในแนวคิดของ ดร.นิเวศน์ ก็คือเมื่อเรารู้ว่าสิ่งใดคือความทุกข์ในชีวิตแล้วสามารถใช้เงินเพื่อซื้อความทุกข์เหล่านั้นทิ้งไปได้ ส่วนที่เหลือในชีวิตก็คือความสุขนั่นแหละครับ
ประเด็นสำคัญคือ “ความอยากรวย” เพียงอย่างเดียวมันไม่ได้ทำให้เรารวยได้นี่สิ แต่สิ่งที่เราต้องรู้คือ “วิธี” ที่จะสร้างความร่ำรวยและลงมือทำมันอย่างจริงจังด้วย
ในหนังสือ “ปลุกความคิด พิชิตการลงทุน” ของ คุณสุภศักดิ์ จุลละศร ได้เขียนเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจในบทที่ชื่อว่า “โมเดลการรวยด้วยแก้ว 3 ประการของ ดร.นิเวศน์”
อย่างที่เราทราบกันดีว่า ดร.นิเวศน์ นั้นเริ่มต้นมาจากชีวิตที่ไม่ได้มีแต้มต่อ ครอบครัวค่อนข้างไปทางยากจน ตอนเริ่มทำงานก็เป็นพนักงานเงินเดือนธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่ด้วยจังหวะและโอกาส พร้อมความสามารถและความพยายามก็กลายเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย
มีเรื่องหนึ่งที่ ดร.นิเวศน์เขียน (และพูดอยู่บ่อยๆ) คือหลักการลงทุนให้ประสบความสำเร็จด้วยแก้ว 3 ประการ ซึ่งได้แก่
1. เงินทุนเริ่มแรก (amount หรือ A)
2. อัตราผลตอบแทนที่ทำได้ (rate of return หรือ R)
3. ระยะเวลาที่ลงทุน (time หรือ t)
คุณสุภศักดิ์ อธิบายว่า “เพียงแค่ใช้สามัญสำนึกก็จะรู้ได้ว่า เราสามารถเพิ่มความร่ำรวยได้ ถ้า 1) เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินมากๆ 2) ลงทุนให้ได้อัตราผลตอบแทนสูงๆ และ 3) ลงทุนในระยะยาว”
แต่ประเด็นสำคัญต่อมาคือ เราจะรู้ได้ยังไงว่าแก้วดวงไหนส่งผลอย่างไรและดวงไหนส่งผลแรงกว่ากัน? แล้วสมมติว่าเราขาดแก้วดวงใดดวงหนึ่งไป (เช่นทุนน้อย) เราจะสู้ต่อไปอย่างชาญฉลาดได้ยังไงกัน?
อย่างแรกเราต้องเข้าใจเรื่องของดอกเบี้ยและผลตอบแทนกันก่อน
สมมติมีเงิน 1,000,000 บาท ไปฝากธนาคารได้ดอกเบี้ย r = 8% (ธนาคารไหนเนี้ย?)
เมื่อผ่านไปหนึ่งปี เงินในบัญชีของเราก็จะเปลี่ยนเป็น 1,080,000 บาท
1,000,000 = เงินต้น, 80,000 = ดอกเบี้ย
A(1+r) = 1,000,000 x (1+ 0.08)
= 1,080,000 บาท
ซึ่งเงินตรงนี้ก็จะกลายเป็นเงินต้นของปีต่อไป อย่างที่เรียกกันว่าทบต้นนั่นแหละครับ
ฝากไปหลายๆ ปี ก็เอา (1+r) คูณกันเท่ากับจำนวนปี เช่นฝาก 5 ปี t = 5 สูตรก็จะกลายเป็น
A (1+r)^t = 1,000,000 x (1+0.08) ^5
= 1.47 ล้านบาท
ทำยังไงให้เงินก้อนนี้มันโต?
เอาง่ายๆ ถ้า A หรือ เงินต้นเยอะ, r ได้ผลตอบแทนเยอะ หรือ มี t เวลานานๆ เริ่มลงทุนแต่เนิ่นๆ ทุกอย่างทำเงินก้อนนี้โตได้
แต่การเพิ่มของแต่ละตัวก็ไม่เท่ากัน
1. เพิ่มเงินลงทุน
ชัดเจนสุดครับ สมมติ มีเงิน 1 ล้านบาท ลงทุนได้กำไร 5% ต่อปี หรือ 5 หมื่นบาท อยากได้กำไร 2 แสน ก็เพิ่มเงินลงทุนเป็น 4 ล้านบาท ตามสมการเลย
“ข้อด้อยของวิธีนี้คือ กำไรที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มแบบ เชิงเส้น หมายความก็คือ เมื่อเพิ่มเงินลงทุนเป็นสองเท่า กำไรก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าด้วย เพราะ A เป็นเพียงตัวคูณ ข้างหน้าสมการ”
ถ้าอยากรวย 10 เท่าก็ต้องเพิ่มเงินลงทุน 10 เท่า
แนวทางเพิ่มเงินลงทุนก็มีตั้งแต่ 1) หารายได้เพิ่มขึ้น 2) อย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เหลือเงินมาลงทุนมากขึ้น 3) ได้เงินปันผล ได้กำไรมาก็อย่าเอาไปกินไปใช้ซะหมด เอามาไว้ลงทุนต่อ
2. ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น
“ส่วนที่ฝากธนาคารให้ผลตอบแทนน้อยแต่มีสภาพคล่อง จึงควรมีแต่น้อยเท่าที่จำเป็น ส่วนลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและมีความเชี่ยวชาญควรมีไว้มากๆ ส่วนลงทุนที่ช่วยประหยัดภาษีก็มีประโยชน์ แต่ต้องชั่งน้ำหนักว่าภาษีที่ประหยัดได้คุ้มกับผลตอบแทนหรือไม่” คุณสุภศักดิ์อธิบาย
อัตราผลตอบแทนที่ดีขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยจะส่งผลอย่างมากในระยะยาว เพราะอัตราผลตอบแทนหรือ r ในสมการนั้นไม่ได้ส่งผลต่อกำไรในลักษณะเชิงเส้นแบบเดียวกับการเพิ่มขึ้นของเงินทุน แต่การเพิ่ม r สร้างผลลัพธ์ที่กลับมาแรงกว่า เพราะตัวพจน์ (1+r) จะถูกเอาไปยกกำลังด้วยจำนวนปี ดังนั้นผลกำไรจะเพิ่มแบบเร่งตัว หรือ Exponential นั่นเอง
3. การลงทุนให้นาน
วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีและนักลงทุนผู้ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลกเคยบอกว่า “ผมซื้อได้ทุกอย่าง แต่ผมซื้อเวลาไม่ได้”
ประโยคนี้เป็นจริงเมื่อหลายพันปีก่อน และจะเป็นจริงตลอดไป
ไม่มีใครสามารถย้อนเวลาได้ เพราะฉะนั้นเราควรเริ่มลงทุนเมื่อพร้อมโดยเร็วที่สุด
มอร์แกน เฮาเซิล อธิบายภาพนี้ได้อย่างชัดเจนในหนังสือ ‘จิตวิทยาว่าด้วยเงิน (The Psychology of Money)’ โดยชี้ว่า “ทักษะของเขา [บัฟเฟตต์] คือการลงทุน แต่ความลับของเขาคือเวลา นั่นคือการทำงานของดอกเบี้ยทบต้น”
โดยเฮาเซิลอธิบายเพิ่มเติมจากการให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อปี 2022 ว่า 99% ของความมั่งคั่งทั้งหมดของบัฟเฟตต์เกิดขึ้นหลังเขาอายุ 65 ปีไปแล้ว “หากบัฟเฟตต์เกษียณตอนอายุ 65 เราคงไม่รู้จักเขาในตอนนี้”
ตัว t ในสมการจะเร่งตัวในช่วงท้ายๆ ซึ่งกำไรจะโตเร็วกว่าช่วงแรก
สมมติว่า เงินต้นเท่ากัน 1,000,000 บาท และ r = 10, 15 และ 20 ในระยะเวลา 10 ปี
r (10) จะให้ผลตอบแทน 2.6 ล้านบาท
r (15) จะให้ผลตอบแทน 4 ล้านบาท
r (20) จะให้ผลตอบแทน 6.2 ล้านบาท
ผลตอบแทนระหว่าง r(10) กับ r(20) ต่างกันประมาณ 138% ค่อนข้างเยอะ
แต่ถ้าเราเปลี่ยนระยะเวลาเป็น 20 ปีละ?
r (10) จะให้ผลตอบแทน 6.7 ล้านบาท
r (15) จะให้ผลตอบแทน 16.3 ล้านบาท
r (20) จะให้ผลตอบแทน 38.3 ล้านบาท
ผลตอบแทนระหว่าง r(10) กับ r(20) ต่างกันประมาณ 471%!
บัฟเฟตต์เปรียบเปรยกับลูกบอลหิมะที่กลิ้งลงจากเนินเขาที่มันจะโตขึ้นเรื่อยๆ
“เคล็ดลับคือเนินเขาต้องยาวมาก ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นตอนอายุยังน้อย หรือไม่ก็อยู่...จนอายุเยอะมาก”
สรุป
ตอนนี้เราเห็นแล้วว่าในแก้วสามประการของ ดร.นิเวศน์ มี A ที่ส่งผลแบบเส้นตรง ส่วน r และ t นั้นจะเติบโตในอัตราเร่ง เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ประโยชน์จากแก้วแต่ละดวงให้คุ้มค่า
เริ่มต้นลงทุนให้เร็ว อยู่ให้นาน สร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ และมีเก็บเงินมาลงทุนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เฮาเซิลเขียนไว้ในหนังสือ “Same as Ever” ว่า
“นักลงทุน ฮาเวิร์ด มาร์กส เคยเล่าถึงนักลงทุนคนหนึ่งซึ่งผลตอบแทนต่อปีของเขาไม่ติดกลุ่ม 25 เปอร์เซ็นต์แรกที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด แต่พอผ่านไป 14 ปี เขาคือคน 4 เปอร์เซ็นต์แรกของนักลงทุนทั้งหมด และถ้าเขายังทำผลงานแบบกลาง ๆ เช่นนั้นไปอีก 10 ปี เขาก็อาจติดอันดับ 1 เปอร์เซ็นต์แรกก็เป็นได้ ซึ่งถือเป็นสุดยอดในคนรุ่นเขา ทั้งที่เขาไม่เคยทำกำไรที่โดดเด่นในปีใดเลย
ความสนใจส่วนใหญ่เกี่ยวกับการลงทุน มักอยู่ที่ผลตอบแทนที่จะได้ในปัจจุบัน ในปีนี้ หรืออาจจะปีหน้า "ฉันจะได้กำไรสูงสุดเท่าไหร่?" ดูเหมือนคำถามที่ทุกคนต้องถาม
แต่ก็เช่นเดียวกับวิวัฒนาการ คือความมหัศจรรย์ไม่ได้เกิดในเวลาที่ว่า
ถ้าคุณเข้าใจคณิตศาสตร์ของการทบต้นคุณจะรู้ว่าคำถามที่สำคัญ ที่สุดไม่ใช่ ‘ฉันจะได้ผลตอบแทนสูงสุดเท่าไหร่?’ แต่เป็น ‘ผลตอบแทน สูงสุดที่จะได้ไปเป็นระยะเวลานานที่สุด คือเท่าใด?’
การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่สั่งสมยาวนานนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง”
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

