ตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผมเคยสงสัยว่าทำไมผู้ใหญ่ต้องดิ้นรนทำงานหาเงินมากๆ ทำไมไม่รู้จักใช้เวลาแบ่งมาให้คนที่เรารัก ใช้ชีวิตแบบไม่ยึดติดกับเงินมากเกินไป เอะอะอะไรก็ต้องรวยๆๆ ทั้งๆ ที่เราก็รู้กันอยู่แก่ใจว่า เงินจะมีมากแค่ไหนก็ตาม มันซื้อความสุขไม่ได้

“มึงรู้ไหม กูว่าเงินไม่ใช่ความสุขของชีวิตหรอกวะ มึงลองสังเกตดูสิ คนรวยส่วนใหญ่แม่งยิ่งรวยยิ่งไม่มีความสุข”

ผมบ่นกับเพื่อนสนิทถึงประเด็นนี้ ก่อนที่เราจะเรียนจบปริญญาตรีแล้วก้าวเข้าสู่วัยทำงาน มันยกนิ้วโป้งให้ผมแล้วบอกว่า

“คนแบบมึงนี่แหละ คือคนที่โลกนี้ต้องการ”

เมื่อผ่านวัยทำงานผ่านไปสักระยะหนึ่ง ผมเริ่มมองเห็นเพื่อนรอบตัวมีเงินมากขึ้น จากเงินเดือนหลักหมื่นเหมือนกัน เพื่อนบางคนมีเงินเก็บถึงหลักแสนภายในไม่กี่ปี ในขณะที่ผมยังมีเงินติดบัญชีประมาณสองร้อยบาททุกสิ้นเดือน

“พวกมึงเก็บเงินแบบนี้ มึงมีความสุขเหรอวะ”

ผมคิดในใจแต่ไม่กล้าถามออกไปเพราะกลัวโดนด่า ทำได้แต่บ่นว่าสังคมหน้าเงินกับเพื่อนคนเดิมต่อไป น่าแปลกที่คราวนี้มันไม่ยกนิ้วโป้งให้ผม มันแค่ถามกลับมาว่า

“แล้วชีวิตแบบมึงมันมีความสุขแน่เหรอวะ ทำไมมึงต้องคอยสงสัยชีวิตคนอื่นอยู่ได้”

“เฮ้ย กูเปล่า กูก็มีความสุขดีอยู่แล้ว แค่สงสารพวกที่คิดไม่เป็นเท่านั้น”

ผมตอบมันกลับไปพร้อมกับความรู้สึกกลวงเปล่าข้างในจิตใจ เออ... นั่นสินะ ทำไมเราต้องสนใจคนอื่นด้วยวะ?

หลังจากทำงานมาอีกหลายระยะ ผมเริ่มเห็นความก้าวหน้าของคนอีกมากมาย เพื่อนที่เคยเกือบรีไทร์ก็กลายเป็นเจ้าของกิจการ ส่วนเพื่อนที่เรียนเก่งบางคนก็ก้าวหน้าในหน้าที่การงานชนิดที่เรียกว่าก้าวกระโดด ทุกครั้งที่พบเจอคนเหล่านี้ ผมเริ่มสังเกตว่าเขาก็มีความสุขดีกับชีวิต ไลฟ์สไตล์ หรืออะไรต่างๆ โดยที่ไม่ต้องคอยสนใจว่าคนอื่นจะมีความสุขไหม

“หรือว่าจริงๆ กูกำลังคิดผิดวะ”

ผมเปรยๆ กับเพื่อนคนเดิมที่มี มันยักไหล่แล้วตอบผมแบบไม่ยี่หระว่า

“คนแบบมึงก็ดีแต่สงสัย แทนที่จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกับคนอื่นเขา คอยตั้งคำถามกับโลกนี้ราวกลับเป็นศูนย์กลางจักรวาล โลกไม่ต้องการคนแบบมึงหรอกว่ะ”

ผมฉุนขึ้นมาทันที คำพูดนี้ของมันที่เปลี่ยนแปลงราวกับหนังคนละม้วน ทำให้ผมตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตอีกแนวทางหนึ่ง

“ได้ กูจะทำให้มึงดู จำคำพูดของมึงไว้ละกัน”

หลังจากวันนั้น ผมกลับมาศึกษาหาความรู้ด้านการเงินอย่างสุดชีวิต หาหนทางสู่ความร่ำรวย อบรม สัมมนา อ่านหนังสือ และสร้างฐานะขึ้นมาทุกวิถีทาง ประหยัด อดออม ลงทุน ฯลฯ จนชีวิตของผมนั้นเริ่มมีทรัพย์สินมากขึ้น เงินติดบัญชีเดือนละ 200 บาทเริ่มเพิ่มขึ้นเป็นหลายพัน หลายหมื่น เงินฝากธนาคารเริ่มขยับขยาย จากฝากประจำ กองทุนรวม หุ้น ไปจนถึงการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ ที่ผมสนใจ

วันเวลาผ่านไปรวดเร็วกว่าเก่า ผ่านมาอีกเกือบๆ สิบปี ผมถึงมีโอกาสได้เจอกับเพื่อนคนเดิมคนนั้นอีกทีหนึ่ง มันมองผมตั้งแต่หัวจดเท้า ยิ้มให้แล้วถามว่า

รวยแล้วหรอวะมึง ไหนมึงเคยบอกว่ารวยแล้วไม่มีความสุขไง”

ผมยิ้มให้กับมันอีกที ตอบกลับด้วยคำพูดที่เผ็ดร้อนไปว่า

“ถ้ามึงรวย อย่างน้อยมึงก็ไม่ต้องมีความทุกข์เรื่องเงินหนึ่งเรืองล่ะวะ ส่วนไอ้ความสุขนั้นมันอยู่ที่มึงคิดว่ามึงต้องการแบบไหน อย่าไปยุ่งกับชีวิตคนอื่นเขานักเลย”

มันส่งยิ้มกลับมาด้วยรอยยิ้มที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

“ในที่สุดวันนี้มึงก็เข้าใจสิ่งที่กูพยายามจะบอกมึงซักที”

ผมจ้องไปในแววตาที่สะท้อนแสงไฟของมัน มันสบตากลับผมแล้วพูดต่อ

“หลังจากนี้กูคงไม่ต้องมาเจอมึงอีกแล้วสินะ”

ผมไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่พยักหน้ารับ.... มันเอ่ยปากพูดประโยคสุดท้ายกับผม

“ความอยากรวยไม่ใช่เรื่องผิดหรอก แต่สิ่งที่ผิดจริงๆ คือ การพยายามไปบอกว่าชีวิตคนอื่นต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งๆที่วัตถุประสงค์ในชีวิตของคนเราแตกต่างกัน เราไม่มีหน้าที่ไปกะเกณฑ์ใคร เราเกิดมาเพื่อทำชีวิตของเราให้ดี ดำเนินไปตามนิยามชีวิตที่เราต้องการ กูดีใจด้วยที่มึงคิดได้ในวันที่ยังไม่สายเกินไป”

หลังจากมันพูดจบลง ผมมองเห็นแค่สายตาของตัวเองในกระจกตรงหน้า เพื่อนคนที่ว่านี้ได้หายไปแล้ว และมันคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เจอกับเขา ไม่สิ ผมเจอกับเขาน้อยลงตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมอยากรวย การเริ่มตั้งใจทำงาน ศึกษาหาความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับตัวเอง จนไม่มีเวลามาตั้งคำถามกับเรื่องอื่นๆ ทำให้ผมมีโอกาสพบเจอกับเขาน้อยลงไปเรื่อยๆ จนมาถึงวันนี้ วันที่ผมพบคำตอบกับตัวเอง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากรวย จงรู้ว่าสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คืออะไร นิยามความรวยของคุณเป็นแบบไหน และคุณจะก้าวเดินไปอย่างไรให้ถึงมัน และอย่าเอาเวลาไปสนใจว่าคนอื่นจะใช้ชีวิตอย่างไรแบบไหน

และนี่คือสิ่งสำคัญที่ผมอยากจะบอกกับคุณเป็นครั้งสุดท้าย

หมายเหตุ: ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น