TaxBugnoms

TaxBugnoms

02 May 2018

อายุเท่าไรก็ต้องรู้…เป็นไลฟ์โค้ชหรือกูรูก็ต้องเสียภาษีทุกคนนะจ๊ะ

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในทุกช่วงอายุ คือ เรื่องของภาษีนี่แหละครับ เพราะไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม ถ้ามีรายได้ต้องมาคำนวณเพื่อเสียภาษีครับ วันนี้พรี่หนอมเลยมีตัวอย่างของการจัดการภาษีสำหรับอาขีพที่ฮอตฮิตช่วงนี้อย่างไลฟ์โค้ชมาฝากกันครับผม

อันดับแรก... ตอบให้ได้ก่อนว่า
 หน้าที่ของโค้ชเหล่านี้ เขาทำอะไรบ้าง?

โดยปกติแล้ว หน้าที่ของโค้ช คือ การให้คำแนะนำและปรึกษา ซึ่งเท่าที่พรี่หนอมสังเกตดูจะเห็นว่าวิธีการให้คำปรึกษานั้นมีอยู่ 2 รูปแบบคือ บริการปรึกษาตัวต่อตัว กับ เรียนการสอนในงานสัมมนา ซึ่งแหล่งรายได้กลุ่มนี้จะเสียภาษีอย่างไรนั้น หลักการคร่าวๆมีดังนี้

จะเห็นว่าภาษีที่ต้องเสียหลักๆ มีอยู่ 2 กลุ่มจากการทำงานให้บริการที่ว่านี้ ซึ่งถ้ามองแยกในส่วนของวิธีการคำนวณภาษีเงินได้ เราต้องมามองกันต่อครับว่า จะมีวิธีคำนวณแตกต่างกันอย่างไร? โดยเราต้องดูว่าโค้ชที่ว่าทำธุรกิจในรูปแบบไหนระหว่าง บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล

วิธีการคำนวณภาษีเงินได้ตามประเภทของบุคคล

กรณีที่โค้ชที่เลือกเสียภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดา ในการตีความเรืองของค่าที่ปรึกษาเป็นเงินได้ประเภทที่ 2 เหมือนกับฟรีแลนซ์ทั่วไปครับ เพราะเป็นลักษณะของการใช้แรงงานแลกเงิน โดยหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท (หักได้แบบเหมาเท่านั้น)

ส่วนในแง่ของการจัดสัมมนาหรือการจัดการต่างๆ หากตัวโค้ชเป็นผู้ดำเนินการด้วยตัวเองทั้งหมด ส่วนนี้อาจจะถูกตีความเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ถ้าหากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงและสามารถที่จะเก็บเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายตามจริงได้ (หักได้ตามจริงเท่านั้น)

โดยรายได้ทั้ง 2 ประเภทนี้จะเป็นรายได้คนละประเภทกันครับ จะเห็นว่าหากโค้ชมีการรับปรึกษาแก่คนจำนวนมากจนได้รับค่าบริการที่สูงแล้วล่ะก็ จะเห็นว่ามีโอกาสเสียภาษีในจำนวนที่มากกว่า เพราะว่าไม่สามารถหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้เหมือนกับการจัดสัมมนาเลยครับ แต่ถ้ามีรายได้จากการจัดสัมมนาเน้นว่าต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายตามจริงเพื่อให้หักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นครับ

ถ้าสังเกตให้ดี โค้ชที่มีรายได้มากในระดับหนึ่ง มักจะเลือกทำธุรกิจในรูปแบบของบริษัทฯมากกว่า เพราะว่าจะได้รับสิทธิหักค่าใช้จ่ายตามจริงที่กฎหมายกำหนดได้ทุกประเภทของรายได้ ประกอบกับอัตราภาษีที่น้อยกว่าและความคล่องตัวในการจัดการรูปแบบบริษัท จะช่วยให้ประหยัดภาษีได้มากกว่าและระบุค่าใช้จ่ายได้ชัดเจนกว่าอีกด้วยครับ

ถ้าหากจะเอาเรื่องภาษีมาเป็นข้อสังเกตว่าโค้ชคนไหนมีรายได้เยอะเพียงพอและมีความมั่นคงในด้านการเงิน การรับเงินในรูปแบบของบริษัทหรือนิติบุคคลก็เป็นหนทางหนึ่งที่แสดงความน่าเชื่อถือในส่วนนี้ได้นะครับ แต่ว่าอันนี้คือความน่าเชื่อถือด้านการเสียภาษีนะครับ ไม่เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือส่วนบุคคล เพราะพรี่หนอมคงไม่อาจทราบได้ครับว่าแต่ละคนน่าเชื่อถือหรือไม่เชื่อถืออย่างไร แต่เชื่อว่าคนที่สอนคนส่วนใหญ่ให้มีชีวิตที่ดีและมีรายได้สูงๆ น่าจะเสียภาษีถูกต้องกันอยู่แล้วล่ะครับ

เห็นไหมครับว่า ถ้าหากเราเอาเรื่องภาษีมาวิเคราะห์และเปรียบเทียบกับชีวิตจริงแล้วล่ะก็ มันจะช่วยให้เรามีความเข้าใจในเรื่องภาษีมากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save