ปี 2561 เตรียมตัวเก็บภาษี "กองทุนรวม"ที่ลงทุนในตลาดเงินและตราสารหนี้

จากข่าวนี้บอกอะไรเราบ้าง? ถ้าให้พรี่หนอมสรุปสั้นๆ คือ คนที่ลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงินและตราสารหนี้ หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ในปี 2561 จะถูกบังคับให้เสียภาษี โดยการหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย เพื่อให้เท่าเทียมกับการลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้โดยตรง

ย้อนหลักการก่อนครับว่า เดิมทีการลงทุนในหุ้นกู้หรือพันธบัตรโดยตรง ถ้าหากได้รับดอกเบี้ย หรือผลต่างจากการไถ่ถอน จะถือว่าเป็นเงินได้ตามมาตร า 40(4)(ก) และโดนหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% แต่ถ้าหากเราไปลงทุนในกองทุนรวม ตลาดเงินหรือตราสารหนี้แทนเงินได้หรือรายได้จำนวนนี้จะไม่ต้องเสียภาษี (กรณีกำไรจากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม หรืออาจจะเสียในอัตรา 10% สำหรับเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวม

ประเด็นนี้ ถ้ามองจริงๆแล้ว อาจจะมองได้ว่า มันไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้เสียภาษี เพราะคนที่ไปลงทุนกอง ทุนรวม ก็คุ้มค่ากว่าการซื้อตราสารหนี้หรือหุ้นกู้โดยตรง จึงเป็นที่มาของกฎหมายฉบับนี้ที่ตั้งใจจะเก็บภาษี   จากดอกเบี้ยที่กองทุนรวมได้รับ โดยให้ถือว่าผู้ลงทุนเป็นคนที่มีรายได้เหมือนกัน จึงต้องเสียภาษี (ผ่านการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้)

ประเด็นนี้พรี่หนอมเคยเขียนไว้ในเพจ TAXBugnoms มาพักใหญ่แล้วครับ ตั้งแต่มีร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมา ซึ่งหลักการของกฎหมายฉบับนี้คือ  ถ้ากองทุนรวมไปลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตรที่ได้รับดอกเบี้ย ให้ถือว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นรายได้ของผู้ถือหน่วยลงทุน และกองทุนรวมมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายนำส่งให้กับกรมสรรพากรครับ

พรี่หนอมลองตีความแบบนี้นะครับ สมมติ กองทุนรวมลงทุน 100 ล้านบาท เราเอาเงิน 1 ล้านบาทไปลงทุน กองทุนได้ดอกเบี้ยมา 5% คือ 5 ล้านบาท (โดยปกติกองทุนรวมจะไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่แล้ว เพราะถือว่าไม่เข้าข่ายตามที่กฎหมายกำหนด) แต่พอมีกฎหมายฉบับนี้เงินดอกเบี้ย 5 ล้านบาทจะถูกหักภาษี ณ ทีจ่าย แล้วแบ่งสัดส่วนให้ตามแต่ละผู้ถือหน่วยลงทุน เช่น เราถือ 1 ล้านบาท ก็ถือว่าเราได้ดอกเบี้ย 50,000 บาท ดังนั้นเราจะถูกหักภาษีจากรายได้ก้อนนี้ด้วยครับ ซึ่งแปลว่าผลตอบแทนที่กองทุนรวมจะได้รับนั้นลดลงตาม % ภาษีที่หักไว้ครับผม

ซึ่งจากอัพเดทข่าวล่าสุด เห็นว่ากฎหมายฉบับใหม่นี้จะไม่ได้เก็บเฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้และกองทุนรวมตลาดเงินนะครับ แต่จะเก็บจากกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารอะไรก็ตาม เช่น กองทุนรวมตราสารทุน ก็อาจจะต้องเสียภาษีด้วยครับ

แต่ตรงนี้ทางกรมสรรพากรอาจจะมีการยกเว้นให้กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทั้งกรณีการลงทุนในตราสารหนี้โดยตรง และการลงทุนผ่านกองทุนรวม รวมถึงข้อเสนอให้พิจารณายกเว้นหักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินปันผล เนื่องจากมีการมองว่าการจัดเก็บภาษีตราสารหนี้ผ่านผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมอีกทีหนึ่งครับ (อ้างอิงจากข่าว : ชง ครม.เก็บภาษีดอกเบี้ยบอนด์ หัก 15% ทั้ง “บุคคล-กองทุน”)

ดังนั้น ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ เมื่อดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนถูกหักภาษีไว้ ย่อมจะทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลงตามไปด้วย แต่ส่วนที่เพิ่มก็แน่นอนว่าจะต้องเป็นภาษี โดยงานนนี้ทางภาครัฐเองประเมินว่าจะส่งผลให้การจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 1,600-2,500 ล้านบาทเลยล่ะครับผม

ส่วนเรื่องของการลงทุน อาจจะทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ โดยตรงมากขึ้นหรือเปล่า สำหรับนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินมากพอจะเลือกลงทุนได้โดยตรง ส่วนรายย่อยอย่างเราก็คงต้องเหงาและก้มหน้าก้มตาอดทนต่อไป

อย่างไรก็ดี สิ่งที่อาจจะมากขึ้นในตอนนี้อาจจะเปลี่ยนประเภททรัพย์สินการลงทุนมากขึ้น (ถ้าภาษีมีผลกระทบต่อผลตอบแทนมากในระดับหนึ่ง) นักลงทุนอาจจะไปลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์แทน หรือ กองทุนหุ้นมากขึ้น (ยอมรับความเสี่ยงกันไปเลย) 

แต่ส่วนพรี่หนอมเอง คงจะต้องไปเพิ่มการลงทุนในส่วนที่เป็นกองทุนเกษียณที่ได้รับยกเว้นภาษีเรื่องพวกนี้แทนล่ะครับ เดี๋ยวคงต้องรอติดตามกันต่อไปในอนาคตอีกทีว่า เมื่อกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง

สุดท้ายแล้ว... อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดนั่นแหละครับ (ฮืออออ)