“สูงวัย” แต่มีเงินใช้ไม่ขาดมือ เริ่มต้นด้วย “การวางแผนการเงิน” รวม 13 เรื่องที่ต้อง “เตรียม” ก่อนเกษียณ เพื่อการเป็น “ผู้สูงอายุที่พร้อม”

1. ‘เตรียมใจ’
ทำไมแผนการเกษียณถึงสำคัญ
เพราะการวางแผนเกษียณนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว และต้องบอกว่ายิ่งเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น อย่ารอจนอายุ 40-50 ปีแล้วค่อยมาคิด เพราะการเริ่มออม และลงทุนช้าไป จะทำให้เราเสียโอกาสสำคัญในการสะสมเงินเพื่อวัยเกษียณไปอย่างน่าเสียดาย
แน่นอนว่าความต้องการเงินเพื่อการเกษียณของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เริ่มต้นออม และลงทุนอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้มีเงินใช้อย่างเพียงพอ และพร้อมใช้ชีวิตในฝันได้อย่างสบายใจ ในวันที่หยุดทำงานอย่างเป็นทางการ
2. ‘เตรียมเป้าหมาย’
ก้าวแรกของการวางแผนการเงิน
การกำหนดเป้าหมายการเกษียณเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการวางแผนทางการเงิน เพราะจะทำให้เรารู้ว่าต้องเก็บเงินเท่าไหร่ เพื่อให้พอใช้จ่ายยามเกษียณโดยไม่ลำบาก การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เรามีแรงจูงใจในการเก็บออม และลงทุนอย่างมีวินัย อีกทั้งยังทำให้เราปรับแผนการใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้
3. ‘เตรียมเงินก้อน’
เพื่อการเป็นคนสูงวัยที่มีเงินใช้ไม่ขาดมือ
ลองตั้งเป้าหมายเงินเก็บสำหรับวัยเกษียณง่ายๆ ด้วยการคำนวณเงินเก็บที่ต้องใช้หลังเกษียณด้วยสูตรง่ายๆ นี้ดู
สูตรคำนวณเงินก้อนหลังเกษียณ = ค่าใช้จ่ายต่อปีที่คาดว่าจะใช้หลังเกษียณ x จำนวนปีหลังเกษียณ
โดย “ค่าใช้จ่ายต่อปีที่คาดว่าจะใช้หลังเกษียณ” นั้นอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน ซึ่งเราสามารถประเมินได้จากค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน และตั้งเป้าว่าในอนาคต เราอยากจะใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ ส่วน “จำนวนปีหลังเกษียณ” นั้นยังคงต้องใช้การคาดคะเนเช่นกัน โดยอาจประเมินจากอายุขัยของปู่ย่าตายายของเรา หรืออาจประมาณแบบกลางๆ ด้วยตัวเลขจำนวนปีหลังเกษียณคนไทยที่ 17 ปีก็ได้เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น เราตั้งเป้าหมายว่าจะใช้เงินเดือนละ 20,000 บาท เมื่อคำนวณออกมาแล้ว เราต้องมีเงินเก็บ 4,080,000 บาท เผื่อใช้ 17 ปี เป็นต้น
สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ เป้าหมายเงินหลังเกษียณนั้น หากตั้งไว้เยอะไปก็อาจทำให้ไปถึงเป้าหมายได้ช้า แต่หากตั้งไว้น้อยไป เมื่อถึงเวลาก็อาจจะทำให้ไม่พอใช้ได้
4. ‘เตรียมแผนลงทุน’
เงินต้น, ผลตอบแทน, ระยะเวลา คือสิ่งสำคัญ
การเริ่มออม และลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อย แม้จะเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เงินก็จะค่อยๆ สะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ การลงทุนยังช่วยให้เงินออมของเรางอกเงยมากขึ้น ด้วยผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ยิ่งเริ่มลงทุนเร็ว เงินออมก็จะยิ่งเติบโตทบต้นมากขึ้นเท่านั้น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการวางแผนลงทุนเพื่อวัยเกษียณถึงยิ่งเริ่มทำเร็วยิ่งดี
ตัวอย่างเช่น หากเริ่มออมเดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่อายุ 25 ปี จนถึงอายุ 60 ปี รวมระยะเวลา 35 ปี เงินออมจะเท่ากับ 1,260,000 บาท แต่ถ้านำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี เมื่ออายุ 60 ปี จะมีเงินสะสมสูงถึง 3,662,887 บาท
ในด้านของการลงทุน นอกจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังต้องเลือกแผนการลงทุนที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเป้าหมายทางการเงินของเราด้วย
5. ‘เตรียมแผนภาษี’
เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ
ถึงแม้จะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้ว หรือเกษียณแล้ว แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้ เพียงแต่ผู้สูงอายุจะได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีจากเงินได้บางประเภท เช่น เงินจาก กบข. เงินจาก PVD รวมทั้งยังได้รับสิทธิลดหย่อนพิเศษให้ โดยผู้ที่มีเงินได้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นผู้ที่อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษีนั้น สามารถยกเว้นเงินได้ 190,000 บาท ซึ่งสามารถเลือกใช้สิทธิยกเว้นประเภทใดประเภทหนึ่งก็ได้
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ผู้สูงอายุยังมีหน้าทีต้องเสียภาษีเงินได้อยู่ก็ตาม แต่ก็ยังมีสิทธิในค่าลดหย่อนต่างๆ ที่จะช่วยให้ประหยัดภาษีเงินได้ เช่น กองทุนลดหย่อนภาษีต่างๆ หรือค่าลดหย่อนกลุ่มประกัน เป็นต้น
6. ‘เตรียมแหล่งรายได้หลังเกษียณ’
ด้วยอาชีพเสริม หรือธุรกิจส่วนตัว
เพราะนอกจากเงินออมและผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว การมีรายได้เสริมจะช่วยให้เรามีกระแสเงินสดหมุนเวียนเพิ่มขึ้น สามารถนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือนำไปต่อยอดการลงทุนได้ ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาเงินออม หรือผลตอบแทนจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว ช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้นในอนาคต หรือความผันผวนของผลตอบแทนจากการลงทุน
นอกจากนี้ การทำงานหรือทำธุรกิจที่ตนเองรักและถนัด ยังช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดี รู้สึกมีคุณค่า และมีเป้าหมายในชีวิต ซึ่งส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมในวัยเกษียณอีกด้วย
7. ‘เตรียมแผนเคลียร์หนี้’
เดินหน้าสู่วัยเกษียณอย่างหมดห่วง
การเป็นหนี้ในวัยเกษียณนั้นไม่ดีแน่ เพราะเราไม่ได้มีความสามารถในการหารายได้ได้เหมือนเดิมแล้ว ดังนั้น จัดการหนี้สินอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ย และหนี้สินในระยะยาว ทำให้มีเงินเหลือมากขึ้นสำหรับการออม และลงทุน โดยอาจพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้ เช่น รีไฟแนนซ์หนี้บ้าน หรือหาทางลดดอกเบี้ยลง พร้อมทั้งวางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อน และพยายามไม่ก่อหนี้เพิ่ม
8. ‘เตรียมที่อยู่อาศัย’
ปักหลัก ณ บั้นปลายชีวิต
นับเป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรทำตั้งแต่เนิ่นๆ ไปพร้อมกับการวางแผนการเงินยามเกษียณ เพราะจะช่วยให้เรามีเวลาเพียงพอในการเก็บออม และเตรียมความพร้อมด้านการเงินสำหรับการซื้อ หรือปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิม โดยไม่กระทบต่อเป้าหมายทางการเงินด้านอื่นๆ อีกทั้งยังช่วยให้เรามีโอกาสได้เลือกทำเลที่ตั้ง ขนาด และแบบบ้านที่ถูกใจ และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ยามเกษียณของเรามากที่สุดด้วย
สำหรับใครที่ไม่ได้อยากซื้อบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเป้าหมายไม่มีคู่ครอง หรือเรื่องอื่นๆ ‘บ้านพักคนชรา’ ก็เป็นหนึ่งตัวเลือกที่อยู่อาศัยที่น่าสนใจ และต้องมีการวางแผนการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ เช่นกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม โดยข้อดีของบ้านพักคนชราคือ มีคนดูคอยดูแลเราแทนครอบครัว ทั้งยังมีเพื่อนผู้สูงอายุด้วยกัน ที่สามารถพูดคุยสร้างสัมพันธ์ให้ไม่เหงาได้
9. ‘เตรียมแผนดูแลสุขภาพ’
ด้วยประกันสุขภาพในวัยเกษียณ
เพราะสุขภาพที่ดีนั้นเป็นพื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทองใดๆ ในขณะเดียวกัน การเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุก็เป็นความเสี่ยงที่มากับวัยที่เพิ่มขึ้น การมีแผนรองรับด้วยประกันสุขภาพ จึงช่วยสร้างหลักประกัน และความมั่นใจในการใช้ชีวิตวัยเกษียณได้เป็นอย่างดี
ประกันสุขภาพ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นในแต่ละปี อาจกลายเป็นภาระทางการเงินที่ใหญ่หลวง หากวันหนึ่งเกิดเจ็บป่วยหรือต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน ประกันสุขภาพที่คุ้มครองความเสี่ยงส่วนนี้ไว้จะช่วยบรรเทาความกังวล และแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก
โดยเราสามารถเลือกแผนประกันสุขภาพให้เหมาะกับความต้องการ และศักยภาพทางการเงินของตนเอง ทั้งในแง่ของผลประโยชน์ ทุนประกัน และเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย
10. ‘เตรียมแผนรับมือ’
สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจส่งผลต่อการเงิน
หากเราไม่มีการเตรียมพร้อมและวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหล่านี้ขึ้น ก็อาจทำให้แผนการเงินที่วางไว้ต้องหยุดชะงัก เป้าหมายการเกษียณต้องล่าช้าออกไป การสร้างกันชนความเสี่ยงไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นเรื่องจำเป็น
โดยเราสามารถทำได้ตั้งแต่การสร้างวินัยในการออมเงินฉุกเฉิน (Emergency Fund) แยกต่างหากจากเงินออมเพื่อการเกษียณ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดต่างๆ โดยทั่วไปแนะนำให้มีเงินออมฉุกเฉินประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน
การทำประกันชีวิต และประกันสุขภาพก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยง ที่จะช่วยลดผลกระทบทางการเงินจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่จะคุ้มครองการสูญเสียรายได้จากการเสียชีวิตของผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว และช่วยให้ครอบครัวสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้แม้ในยามขาดผู้นำ ส่วนประกันสุขภาพก็จะช่วยลดภาระค่ารักษาพยาบาลที่สูงลิ่ว หากต้องเผชิญกับการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุในวัยเกษียณ
นอกจากนี้ การกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ทั้งในแง่ของประเภทสินทรัพย์ ภูมิศาสตร์ และอุตสาหกรรม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดกับการลงทุนระยะยาวได้
11. ‘เตรียมส่งต่อมรดก’
ทั้งความรู้ และทรัพย์สิน
มรดกไม่ได้หมายถึงสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ความรู้ก็เป็นสินทรัพย์ในตัวได้ การให้ความรู้ทางการเงิน การปลูกฝังนิสัยการออม และการสอนให้ลูกหลานรู้จักวางแผนการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้พวกเขามีทักษะในการบริหารเงิน สามารถตัดสินใจทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวินัยทางการเงินที่ดี ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคง และความมั่งคั่งให้กับชีวิตของพวกเขาในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน การวางแผนมรดกที่ดีก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการส่งต่อความมั่งคั่ง และปูทางสู่อนาคตที่ดีให้กับลูกหลาน ไม่ว่าจะเป็นการทำพินัยกรรมเพื่อกำหนดการแบ่งปันทรัพย์สิน หรือการมอบของขวัญเป็นทุนการศึกษาหรือทุนประกอบอาชีพ เพื่อสนับสนุนความฝัน และเป้าหมายในชีวิตของลูกหลาน
12. ‘เตรียมปรับแผนวัยเกษียณ’
ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
การวางแผนเกษียณเป็นกระบวนการระยะยาว ที่อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปี ซึ่งในระหว่างนั้น ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม เทคโนโลยี รวมไปถึงชีวิตส่วนตัวของเราเอง ดังนั้น การทบทวน และปรับแผนเกษียณให้สอดคล้องกับความเป็นจริงอยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายเกษียณได้อย่างราบรื่น
โดยให้เราสำรวจความต้องการชีวิตในปัจจุบัน และเป้าหมายในอนาคตว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปจากวันที่เราเริ่มวางแผนไว้หรือไม่ เช่น แผนแต่งงาน แผนมีบุตร แผนซื้อบ้าน ไปจนถึงอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเข้ามาในชีวิตของเราภายหลังก็ได้ และจำเป็นต้องจัดการบริหารเงินใหม่ เพื่อให้แผนวัยเกษียณของเรายังคงสำเร็จได้จริงอยู่เสมอ
13. ‘เตรียมสภาพจิตใจ’
เข้าสู่วัยเกษียณอย่างมั่นใจ และมีความสุข
นอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมทางการเงินแล้ว การเตรียมใจ และปรับตัวให้พร้อมสำหรับการก้าวเข้าสู่วัยเกษียณก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะการเกษียณไม่ใช่แค่การหยุดทำงาน แต่หมายถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของวิถีชีวิต บทบาทหน้าที่ และสังคมรอบตัว ซึ่งอาจทำให้หลายคนรู้สึกหวั่นไหว สับสน หรือไม่พร้อมที่จะเผชิญได้
แม้จะไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลง และวัยที่เพิ่มขึ้นได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะปรับมุมมอง เตรียมใจ และใช้ชีวิตในแต่ละช่วงวัยอย่างเต็มที่ในแบบของตัวเองได้เสมอ
.
การเกษียณจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของอีกบทใหม่ในชีวิต การเตรียมความพร้อมทั้งทางการเงิน สุขภาพ และจิตใจ จะเป็นสะพานที่ทอดนำเราข้ามผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมั่นคง และเชื่อมโยงสู่ความสุขในวัยเกษียณที่เราทุกคนปรารถนา
และนี่คือ 13 เรื่องที่ต้องรู้เพื่อวางแผนเกษียณให้สำเร็จ ที่ aomMONEY นำมาฝากทุกคนกัน หวังว่าทุกคนจะมองเห็นภาพ 'ชีวิตวัยเกษียณในฝัน' ที่เปี่ยมไปด้วยความสุขในทุกด้าน ทั้งการเงิน สุขภาพ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งล้วนเป็นผลรวมจากการวางแผน และการลงมือทำในทุกวันนับจากนี้
เขียน: ชลทิศ ทองไพจิตร
ภาพ: ภควดี เขมะพานิช
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

