“ห่วงทางการเงิน” แก้ด้วยการวางแผนการเงิน เปิดตัวช่วยทลาย “5 ห่วงในชีวิต” เพื่อพิชิตบ่วงแห่งความกังวลใจ

“ห่วงทางการเงิน” แก้ด้วยการวางแผนการเงิน เปิดตัวช่วยทลาย “5 ห่วงในชีวิต” เพื่อพิชิตบ่วงแห่งความกังวลใจ

“ห่วง” ในที่นี้มี 2 ความหมาย คือห่วงที่หมายถึง “ความกังวลใจ” และห่วง ที่หมายถึง “ห่วงที่ร้อยกันเป็นโซ่” ดังนั้น “ห่วงทางการเงิน” ในที่นี้ จึงต้องการสื่อให้เห็นถึงความกังวลใจในเรื่องต่างๆ ของชีวิต ที่มีผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของเรา รวมไปถึงห่วงเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มักจะมีผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ด้วย ถ้าเราไม่มีวิธีบริหารจัดกาารที่ดีพอ ดังนั้น วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า คนเรามีห่วงอะไรที่ต้องจัดการบ้าง

⭕ 1. ห่วง “เหตุการณ์ไม่คาดฝัน” กลัวไม่มีเงินใช้

“ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน“ เพราะในชีวิตของเรา เหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และมักส่งผลต่อสถานะทางการเงินของเรา เช่น ตกงานหรือต้องออกจากงานกะทันหัน ทำให้ต้องสูญเสียรายได้ไป แม้กระทั่งเหตุการณ์ที่ต้องทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น อุปกรณ์ที่เป็นเครื่องมือในการทำงานเสียหาย แบบนี้ก็เป็นเหตุให้ต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นได้

แน่นอนว่า ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั้นจะเกิดขึ้นวันไหน แต่เราสามามรถเตรียมพร้อมรับมือได้ตั้งแต่วันนี้ โดยเริ่มสร้างสิ่งที่เรียกว่า เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ที่มีวัตถุประสงค์ไว้ดึงออกมาใช้ เมื่อมีเหตุจำเป็นที่ต้องสูญเสียรายได้ หรือมีรายจ่ายที่งอกมาโดยไม่รู้ตัว

ปกติแล้วมักจะแนะนำให้เก็บเงินก้อนนี้สักประมาณ 3 - 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน หรือถ้าอยากปลอดภัยอุ่นใจสุดๆ สามารถเก็บได้ถึง 12 เท่าเลย คำถามต่อมาแล้วเก็บไว้ที่ไหนดี คำตอบคือ “ต้องเก็บแบบมีสภาพคล่อง” หมายความว่า ถ้ามีเหตุต้องใช้ ต้องถอนเงินได้ทันที ดังนั้นแล้วการเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

แต่บางคนยังมีข้อสงสัยว่า เก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ใน “ทองคำ” ได้หรือไม่ เพราะสภาพคล่องก็สูง อยากขายก็ขายได้เลย บอกเลยว่า ไม่แนะนำ จริงอยู่ที่ทองคำ ค่อนข้างมีสภาพคล่อง แต่ข้อจำกัดคือ ทองคำมีความผันผวนของราคา หากวันหนึ่งเราฉุกเฉินและต้องใช้เงินในวันที่ราคาทองคำลง แบบนี้เราก็จะได้เงินน้อยลง เหมือนกับการบังคับขายแบบขาดทุนนั่นเอง

⭕ 2. ห่วง “ความเจ็บป่วย” กลัวไม่มีเงินรักษาพยาบาล

“การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” แต่น้อยคนที่ในชีวิตจะเกิดลาภ จากการไม่เป็นโรค เพราะทุกวันนี้การเจ็บป่วย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และมีแนวโน้มของการเกิดโรคใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งคนที่ออกกำลังกายและสุขภาพดีสุดๆ ก็มีโอกาสเจ็บป่วยได้เช่นเดียวกัน

เมื่อถึงคราวต้องเจ็บป่วยแล้ว นอกจากต้องต่อสู้กับอาการเพื่อให้หายเป็นปกติแล้ว ก็ยังต้องมากังวลใจเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลอีก เพราะหากเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชน เช่น กรณีเป็นไข้หวัดใหญ่ จะเริ่มต้นอยู่ที่ 40,000 บาท หรือหากต้องมีผ่าตัดด้วย ก็เป็นหลักแสนบาท ซึ่งบางคนอาจคิดว่า รักษาโรงพยาบาลรัฐก็ได้ จริงๆ ไม่ใช่เรื่องผิด สามารถวางแผนได้เลย แต่ถ้าอยากได้ความสะดวกเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลเอกชนก็เป็นตัวเลือกที่ดีเช่นกัน

ดังนั้น สิ่งที่ทุกควรมีติดตัวไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องเงินจากการเจ็บป่วย คือ ประกันสุขภาพ แนะนำว่า ประกันสุขภาพเป็นสิ่งแรกที่ควรทำตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะยิ่งอายุน้อย ค่าเบี้ยจะยิ่งถูกกว่าคนที่ทำตอนอายุเยอะๆ เนื่องจากคนที่อายุเยอะแล้วจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งผ่านการเป็นโรคต่างๆ มาก่อน ทำให้บางครั้งอาจทำประกันไม่ได้แล้ว หรือถ้าทำได้ค่าเบี้ยก็จะสูงมากๆ

หลายคนรู้ดีว่า ประกัน สำคัญ แต่ก็ยังมีความเสียดายค่าเบี้ยอยู่ เพราะคิดว่าทำไปก็ขาดทุนเพราะอาจไม่ได้ใช้ ก่อนอื่นต้องบอกว่าทำประกันไม่มีขาดทุน เพราะไม่ใช่การลงทุน ประกันเป็นเพียงคนที่ช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นแทนเราเท่านั้น หรือบางคนบอกว่า ถ้าเจ็บป่วยก็ใช้เงินสำรองฉุกเฉินจ่ายแทนก็ได้ บอกได้เลยว่า มีโอกาสที่จะไม่พอ ดังนั้น เงินสำรองฉุกเฉินก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาพยาบาลเช่นกัน

⭕ 3. ห่วง “วัยเกษียณ” กลัวไม่มีเงินใช้

"การเกษียณไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่" ถ้าพูดถึงการเกษียณ หลายคนอาจมองภาพว่า เป็นเรื่องของคนสูงอายุเท่านั้น แต่อย่าลืมว่า เราทุกคนก็สูงอายุขึ้นทุกวัน และวันหนึ่งการเกษียณ (หมายถึงวันที่ต้องหยุดทำงานและขาดรายได้) ก็จะมาถึง เมื่อถึงวันนั้นจริงๆ คิดไว้หรือยังว่า ชีวิตใหม่ของเราที่จะเริ่มต้นขึ้น จะนำเงินจากตรงไหนมาใช้ดี

มีคำพูดหนึ่งที่ว่า “อนาคต คือผลของการกระทำในปัจจุบัน” ดังนั้น เราต้องหาก่อนว่าอนาคต (ของเกษียณ) เราต้องการอะไร แล้วจึงย้อนกลับมาทำในปัจจุบัน นั่นก็คือ การวางแผนเกษียณ

การวางแผนเกษียณ มักจะออกแบบตามไลฟ์สไตล์ของเรา ลองถามตัวเองดูว่าหลังเกษียณแล้ว เราอยากจะใช้ชีวิตแบบไหน? แล้วตั้งเป้าหมายตามนั้น โดยสามารถใช้สูตรคำนวณคร่าวๆ ที่เรียกว่า “Replacement Ratio” เพื่อประเมินจำนวนเงินคร่าวๆ ที่เราจะใช้หลังเกษียณ

[ สูตรที่ 1 : คิดจากรายได้ก่อนเกษียณ ]

ลองคำนวณดูว่า ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ เรามี “รายได้” เดือนละเท่าไหร่ โดยค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 รายได้เดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท

[ สูตรที่ 2 : คิดจากรายจ่ายก่อนเกษียณ ]

แบบนี้จะคำนวณจาก “รายจ่าย” ช่วง 1 ปีก่อนเกษียณ ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ก็คาดว่าจะใช้ประมาณ 70% ของตัวเลขนั้น

เช่น ตอนอายุ 59 มีรายจ่ายเดือนละ 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ = ประมาณเดือนละ 70,000 บาท

ลองเลือกว่าจะใช้สูตรไหน หลังจากนั้นให้เอาตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อเดือนหลังเกษียณ ไปคูณ 300 (ระยะเวลาหลังเกษียณ 25 ปี คูณ 12 เดือน) ก็คือ 70,000 x 300 = 21 ล้านบาท นี่คือเงินก้อนที่เราต้องมีเพื่อใช้ชีวิตเกษียณครับ

⭕ 4. ห่วง “ภาระหนี้สิน” กลัวจ่ายไม่ไหว กลัวเป็นภาระคนอื่น

"ยิ่งหนี้มาก ยิ่งอิสรภาพน้อย" มองในมุมหนึ่ง การมีหนี้ ก็เป็นตัวสะท้อนอิสรภาพในชีวิตได้อยู่เหมือนกัน เพราะบางคนมักพูดว่า “หนี้คือแรงกระตุ้นในการตั้งใจทำงาน” แต่จริงๆ แล้ว หนี้ทำให้เราต้องทำงานแบบหยุดไม่ได้ต่างหาก เพราะหยุดทำงานปุ๊ป เงินใช้หนี้ก็หายปั๊บ มีโอกาสกลายเป็นหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นจากดอกเบี้ย หรืออาจมีผลกับเครดิตหากมีการผิดนัดชำระหนี้นานๆ รวมทั้งเลวร้ายที่สุดคืออาจโดนฟ้องร้องเพื่อเรียกคืนหนี้ด้วยซ้ำ

หลายคนเป็นหนี้โดยไม่รู้ว่า ความสามารถที่เราจะเป็นหนี้ได้สูงสุดเป็นเท่าไหร่ หากคิดง่ายๆ คำนวณตามยอดผ่อนหนี้ต่อเดือนก็ได้ เราไม่ควรผ่อนหนี้เกิน 40% -50% ของรายได้ต่อเดือนที่เรามี เช่น มีรายได้ 30,000 บาท ควรผ่อนหนี้ไม่เกิน 12,000 - 15,000 บาท หากเกิน ควรรีบหาทางโปะหนี้และไม่ก่อหนี้ไหม่

หรือหากมีความกังวลว่า เรามีหนี้มาก และหากจากไป จะเป็นภาระกับคนข้างหลัง จริงๆ แล้ว ถึงแม้ว่าทายาทจะไม่ต้องรับภาระหนี้เกินทรัพย์สินที่ได้รับจากรู้ตาย แต่ถ้าทรัพย์สินทรัพย์นั้นคือที่อยู่อาศัย เครื่องมือทำมาหากินของครอบครัว ก็มีโอกาสที่ทรัพย์สินเหล่านี้จะถูกยึดเพื่อนำมาชำระหนี้ก็เป็นได้ ดังนั้น หากมีหนี้ที่สูงมากๆ เกินว่าทรัพย์สินที่ตัวเองมี ควรจะมีการทำประกันสินเชื่อ ไว้ด้วย ซึ่งคุ้มครองทั้งกรณีที่เราเสียชีวิต หรือทุพพลภาพไม่สามารถหาเงินได้

⭕ 5. ห่วง “ลูกหลาน” กลัวมรดกไม่ถึงมือ

ความสำคัญของการวางแผนมรดก เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราสามารถจัดการและส่งต่อทรัพย์สินตลอดจนความปรารถนาสุดท้ายของเราไปยังคนที่เรารักได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนมรดกที่ดีไม่เพียงแต่จะช่วยลดความขัดแย้งและความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นในครอบครัวหลังจากที่เราจากไป แต่ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าทรัพย์สินและมรดกของเราจะถูกจัดสรรตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเรา

โดยการวางแผนนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการส่งต่อค่านิยม ความเชื่อ และปรัชญาชีวิตให้กับลูกหลาน เป็นโอกาสในการสร้างมรดกทางปัญญาและจิตวิญญาณที่จะอยู่กับครอบครัวไปอีกหลายชั่วอายุคน

ท้ายที่สุด การวางแผนมรดกเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความห่วงใยต่อคนที่เรารัก ช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลแม้ในยามที่เราไม่อยู่แล้ว นี่คือของขวัญล้ำค่าที่เราสามารถมอบให้กับครอบครัวและคนที่เรารัก เป็นการสร้างความมั่นคงและความสบายใจให้กับทุกฝ่าย ทั้งตัวเราเองและผู้ที่จะได้รับมรดกในอนาคต

เขียนโดย: วัฒนา มะสันเทียะ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save