อย่าโฟกัสเรื่อง Passive Income จนลืม Active Income : 6 ความเชื่อเรื่องเงินที่ต้องเข้าใจใหม่ จาก Ramit Sethi ผู้เขียน “ผมจะสอนให้คุณรวย”

อย่าโฟกัสเรื่อง Passive Income จนลืม Active Income : 6 ความเชื่อเรื่องเงินที่ต้องเข้าใจใหม่ จาก Ramit Sethi ผู้เขียน “ผมจะสอนให้คุณรวย”

หากเราถามคน 100 คนเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการเงิน เราก็จะได้คำตอบ 100 แบบที่แตกต่างกัน

หลายคนอาจจะจัดการมันได้ดี บางคนอาจจะมีเหตุผลที่ยังใช้เงินแบบเดือนชนเดือน บางคนก็อาจจะมีตึงๆ มีหนี้ติดตัว ต้องแบกคนทั้งครอบครัว และอีกมากมาย

ข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับยุคปัจจุบัน ความรู้ทางการเงินนั้นสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มีคลาสออนไลน์ (ทั้งแบบจ่ายเงินหรือฟรี) เกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล หนังสือดีๆ มากมาย รวมถึงความรู้ทางออนไลน์ เพจการเงินต่างๆ ที่ทุกคนเข้าถึงได้

รามิตร เศรษฐี (Ramit Sethi) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาทางการเงิน ผู้เขียน “ผมจะสอนให้คุณรวย” หนังสือขายดีติด The New York Times Best Seller และเศรษฐีร้อยล้านที่สร้างความมั่งคั่งด้วยตัวเองบอกว่า

“ความจริงที่อาจจะฟังดูโหดร้ายคือคุณไม่ใช่เหยื่อ [ด้านการเงิน] คุณสามารถควบคุมการเงินของตัวเองได้ และยิ่งเราตระหนักถึงเรื่องนี้ได้เร็วเท่าไหร่ เรายิ่งสามารถจัดการเงินแบบเชิงรุกได้เร็วเท่านั้น”

โดยขั้นตอนแรกที่เศรษฐีแนะนำคือเราต้องทำความเข้าใจใหม่กับความเชื่อด้านการเงินบางส่วนที่เราบอกตัวเองมาตลอดก่อน

1. “ฉันต้องโฟกัสเรื่องการหา Passive Income”

“Passive Income” หมายถึงเงินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ หรือสร้างรายรับกลับมาอย่างสม่ำเสมอจากสินทรัพย์ที่ลงทุน ตัวอย่างเช่นการซื้อคอนโดปล่อยเช่าเพื่อให้มีรายได้ทุกเดือน หรือการลงทุนในหุ้นปันผล ฯลฯ

แตกต่างกับ “Active Income” หรือการทำงานแลกเงินเหมือนปกตินั่นเอง

ใครก็ตามพอได้ยินคำว่า “Passive Income” ในหัวก็เริ่มฝันหวาน คิดไปถึงการหยุดทำงานอยู่บ้านสบายๆ ไปเที่ยวทะเล ถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดีย ระหว่างนั้นเงินก็ยังทยอยเติบโตในบัญชีเรื่อยๆ

สิ่งที่เราไม่เคยเห็น/ทราบคือการจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องลงทุนลงแรง ทั้งแรงกาย แรงเงินไปมากขนาดไหน

เศรษฐีแนะนำว่า “คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ยังอายุน้อยควรทุ่มเทให้ Active Income ของตัวเองเพิ่มขึ้นก่อน โดยการโฟกัสที่อาชีพการทำงานของตัวเอง

ทำโดยการพัฒนาทักษะให้เฉียบคมมากขึ้น แก้ปัญหาให้กับหัวหน้าและทำงานหนักกว่าคนอื่นๆ”

คำแนะนำนี้เศรษฐีบอกว่าไม่ค่อยมีใครอยากจะได้ยินนัก เพราะมันไปขัดกับความฝันในการสร้างรายได้แบบ Passive Income ของตัวเองแทนที่จะลงมือทำงานจริงๆ

การสร้าง Passive Income ไม่ใช่เรื่องที่แย่ หากทำได้ แต่สิ่งที่เศรษฐีพยายามจะบอกก็คืออย่าไปโฟกัสเรื่องการหา Passive Income และปล่อยทิ้งงาน Active Income ของตัวเอง

เพราะฉะนั้นให้ทำงานหนัก ให้ตัวเองเก่งขึ้น เพื่อจะได้หาเงินได้เยอะขึ้น หากที่ทำงานไม่มีโอกาสได้เงินเดือนเพิ่มหรือคิดว่าตัวเองควรได้เยอะกว่านี้ก็ลองหางานที่ได้เงินเยอะขึ้นหรือลองต่อรองเงินเดือนกับหัวหน้าดู

2. “ถ้าฉันพยายามมากกว่านี้ ฉันต้องเก็บเงินได้มากกว่านี้”

“เราทุกคนรู้ดีว่าเราต้องออมเงิน เหมือนอย่างที่เรารู้ว่าต้องออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ หรือโทรหาครอบครัวบ่อยๆ แต่การทำเรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย การบอกว่า “พยายามมากกว่านี้” ก็ไม่ได้ช่วยให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย” เศรษฐีอธิบาย

การพยายามซื้อของที่ราคาถูกลงก็ยังไม่พอ หรือการพยายามลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็ทำได้แค่ถึงจุดหนึ่ง

“เพื่อจะให้เห็นผลจริงๆ คุณต้องนั่งลงแล้วคุยกับตัวเองเลยว่าต้องทำอะไรบ้าง แบบเป็นขั้นเป็นตอนเลยว่าจะต้องทำอะไรบ้าง”

ถามตัวเองเกี่ยวกับเรื่องเงินครับว่าอะไรที่ทำแล้วได้ผลบ้าง? อันไหนทำแล้วแทบไม่ได้ไม่มีผลเลย? อันไหนที่ไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่เวิร์ก? มีอะไรที่ช่วยเราทำให้ดีขึ้นได้บ้าง?

อย่าพยายามพึ่งพา ‘willpower’ หรืออำนาจในการสะกดกลั้นจิตใจของตัวเองครับ เศรษฐีแนะนำว่า “อันไหนทำให้มันเป็นอัตโนมัติได้ในเรื่องการเงิน ให้ทำไปเลย”

3. “ฉันจะเริ่มทำบัญชี”

การทำบัญชีเป็นคำแนะนำเรื่องการเงินที่เราได้ยินกันบ่อยๆ แม้มันจะเป็นเรื่องดีถ้าทำได้ แต่เศรษฐีบอกว่าการจดทุกบาททุกสตางค์ที่ออกไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พอทำไปได้สักสองสามวัน บางส่วนที่ได้ลองก็หยุดทำ

สุดท้ายวนกลับมาที่เดิม

คำแนะนำของเขาคือการสร้างแผนจัดการเงินที่เรียกว่า “แผนการใช้จ่ายอย่างมีสติ” (Concious Spending Plan) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยบังคับให้คุณวางแผนไปข้างหน้า พร้อมกับดูว่าเงินที่เข้ามาควรจะจัดสรรยังไงบ้าง

เมื่อได้เงินมาให้แบ่งออกเป็น 4 หมวด

  • Fixed Costs : ค่าเช่าบ้าน ซื้อของเข้าบ้าน หนี้ต่างๆ ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ (ประมาณ 50%-60%)
  • Long-Term Investment : เงินลงทุนเพื่อการเกษียณ (10%)
  • Savings Goals : ของขวัญให้คนรัก เดินทาง เก็บเงินดาวน์บ้าน ฯลฯ (ประมาณ 5%-10%)
  • Guilt-Free Spending : ทานข้าวนอกบ้าน ซื้อของที่ทำให้คุณมีความสุข (จริงๆ) (ประมาณ 25%-30%)

“การจัดเงินของคุณออกมาแบบนี้ เราจะมั่นใจได้เลยว่าส่วนที่ต้องรับผิดชอบจะถูกจัดการออกไปก่อน หากสิ้นเดือนแล้วมีเงินเหลือ ก็เอาไปใส่ในการลงทุนเพิ่มหรือเงินออมก็ได้” เศรษฐีอธิบายเพิ่ม

4. “เพื่อนฉันได้เงินน้อยกว่า แต่ยังไปเที่ยวปีละ 4 ครั้งได้เลย!”

เศรษฐีบอกว่าเรื่องนี้มี 2 เหตุผลคือ : ถ้าเพื่อนไม่ใช่คนที่จัดการเงินได้เก่งมาก ก็ไม่รู้เลยว่าต้องจัดการเงินยังไง

เราไม่มีทางรู้หรอกว่าเพื่อน (หรือใครก็ตาม) ที่ไปเที่ยวฉ่ำๆ เห็นลงโพสต์หน้าโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ไปต่างประเทศบ้าง ทะเล ภูเขา น้ำตก ฯลฯ ตลอดเวลา การเงินของพวกเขาจะเป็นยังไง

เมื่อเราไม่รู้จริงๆ ว่าพวกเขาจัดการเงินยังไง การไปเอารูปแบบการดำเนินชีวิตของคนอื่นมาเทียบกับเราก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ

สิ่งที่เศรษฐีแนะนำคือ “กลับมาโฟกัสที่แรงบันดาลใจทางการเงินของเราเอง” พยายามไปให้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้จะดีกว่า

“ถ้าคุณคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะมีเงินจ่ายเยอะขนาดนั้น มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ” เศรษฐีปิดท้าย

5. “ฉันไม่รู้เรื่องการลงทุน”

หากลองถามคนรอบๆ ตัวว่าลงทุนในตลาดหุ้นรึเปล่า หรือซื้อกองทุนอะไรบ้างไหม หรือลงทุนเพื่ออนาคตไว้ยังไงบ้าง?

แน่นอนเราจะเจอบางส่วนที่เริ่มมาแล้วและยังคงเรียนรู้ทำต่อไป (ซึ่งเป็นเรื่องดี)

แต่ก็จะมีอีกหลายส่วนที่บอกว่า “ไม่มีเวลา” “เงินไม่พอ” หรือ “ไม่เข้าใจ กลัวความเสี่ยง”

ประเด็นคือถ้าเราไม่ลงทุน เงินที่หามาก็สูญเสียมูลค่าไปเรื่อยๆ เช่นกันเพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘เงินเฟ้อ’

คิดง่ายๆ ว่า 10 ปีก่อนข้าวผัดจานละ 30 บาท ตอนนี้ 50 บาท ถ้าผ่านไปอีก 30-40 ปี เงิน 100 บาทที่เรามีตอนนี้อาจจะซื้อข้าวผัดสักจานยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ มูลค่าของเงินจำนวนเท่ากันจะน้อยลง เพราะข้าวของแพงขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนั้นอาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้

การลงทุนมีความเสี่ยง และความรู้ใหม่ๆ มักดูน่ากลัวเสมอ แต่การหลีกเลี่ยงก็ไม่ได้ทำให้ปัญหามันหายไป เพราะฉะนั้นหาช่องทางที่เชื่อถือได้ เริ่มศึกษาและลงทุนตั้งแต่ที่ยังมีเวลาอยู่ตอนนี้

6. “อยากรวย อยากรวย อยากรวย!!!”

“การหมกมุ่นอยู่กับเงินทองและการถูกครอบงำด้วยความโลภนั้นไม่ใช่เรื่องดี แต่การต้องการอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคุณและคนที่คุณรักนั้นตรงกันข้าม” เศรษฐีอธิบาย

พูดอีกอย่างหนึ่งคือการมีเงินเพื่อชีวิตที่ดีกว่าเดิมของตัวเอง ของครอบครัวที่รัก ไม่ใช่เรื่องที่เสียหาย แต่ถ้าจดจ่ออยู่กับเงิน อะไรก็เงิน หายใจเข้าออกคือเงินๆ ต้องรวยให้ได้ ต้องมีมากกว่าคนอื่นๆ แบบนี้อันตราย

การมีเงินมากขึ้นช่วยเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้กับชีวิตและคนรอบข้าง

“ผมพูดอยู่เสมอและจะพูดอีกครั้งว่า ความร่ำรวยไม่ใช่แค่เรื่องเงินเท่านั้น มันคือการมีชีวิตที่เต็มอิ่ม (Rich Life) การมีชีวิตที่เต็มอิ่มอาจจะหมายความแตกต่างกันออกไปในแต่ละคน บางคนอาจจะหมายถึงการมีอิสรภาพทางการเงินที่จะใช้จ่ายเต็มที่กับงานอดิเรก บางคนอาจจะหมายถึงมีเงินเพียงพอที่จะจ้างคนมาทำความสะอาดบ้านอาทิตย์ละครั้ง”

สิ่งสำคัญคือให้ลองคิดถึงชีวิตที่เต็มอิ่ม​​ (Rich Life) ของตัวเองว่ามันหมายความว่ายังไง แล้วใช้มันเพื่อนำทาง เป็นแรงบันดาลใจเพื่อจะทำให้เงินของคุณงอกเงยดีกว่า

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save