อยากมีความสุข ให้ลดความคาดหวัง เพราะเราไม่เพียงต้องการจะร่ำรวย แต่เราอยากร่ำรวยกว่าคนรอบข้าง

จอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์ (John D. Rockefeller) เคยเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แต่เชื่อไหมว่าคุณในตอนนี้มีสิ่งหนึ่งที่เขาไม่สามารถซื้อได้ในช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ประมาณ 100 ปีก่อน นั่นคือ เพนิซิลลิน (penicillin) ในยุคของเขาไม่มีสิ่งนี้ สิ่งที่ชัดเจนคือตอนนี้ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะใด โดยรวมแล้วชีวิตเราก็ยังดีกว่าเขาในตอนนั้นอยู่ดี
แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็มีเพนิซิลลินใช้กันหมดแล้ว นี่แหละคือประเด็น มนุษย์มักจะรู้สึกดีต่อเมื่อตัวเอง 'ดีกว่า' คนอื่นในวงสังคมที่ตัวเองอยู่ (ประเด็นนี้สำคัญเพราะเราจะไม่สนใจเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับกลุ่มมหาเศรษฐีเพราะวงสังคมไม่ได้ทับซ้อนกัน)
เราไม่เพียงต้องการจะร่ำรวย แต่เราอยากร่ำรวยกว่าคนรอบข้าง
มอร์แกน เฮาเซิล (Morgan Housel - ผู้เขียนหนังสือขายดีอย่าง ‘Psychology of Money’ [จิตวิทยาว่าด้วยเงิน]) แชร์ประเด็นนี้ไว้ในหนังสือเล่มใหม่ “Same as Ever” ว่า
“ถ้าคุณมองย้อนกลับไปในทศวรรษที่ 1950 แล้วถามว่า 'ความแตกต่างอะไรที่ทำให้ยุคนั้นดูดีเหลือเกิน?' คำตอบหนึ่งคือ เป็นเพราะ ช่องว่างระหว่างตัวคุณกับคนส่วนใหญ่รอบตัวคุณมีไม่มากนัก จึงทำให้มันเป็นยุคที่ความคาดหวังของคุณจะไม่สูงมาก เพราะมีน้อยคนในวงสังคมของคุณที่มีชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าคุณมาก ๆ"
บ้านหลังเล็กให้ความรู้สึกที่ดี เพราะทุกคนก็มีบ้านหลังเล็กเหมือน ๆ กัน
การขาดการให้บริการทางการแพทย์ที่ดีเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะเพื่อนบ้านของคุณก็อยู่ในสภาพเดียวกัน
การใส่เสื้อผ้ามือสองเป็นเรื่องที่รับได้ เพราะทุกคนใส่เหมือนกัน
การไปตั้งแคมป์ช่วงวันหยุดก็ถือเป็นการพักผ่อนที่ดี เพราะทุกคนทำเหมือนกัน
แต่เดี๋ยวนี้ การไปเที่ยวกลายเป็นเรื่องใหญ่โต และกลายเป็นคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ต้องตามร้านนั้น ต้องไปเที่ยวที่นี่ ร้านหรู ร้านดัง ร้านลับว่ากันไป
“มันเป็นยุคใหม่ยุคหนึ่ง ซึ่งไม่มีแรงกดดันทางสังคมที่หนักหนาจนทำให้คุณคาดหวังสิ่งที่เกินรายได้ของคุณ การเติบโตทางเศรษฐกิจทำให้ความสุขเพิ่มพูนขึ้นตามไปด้วย ผู้คนไม่เพียงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเขายังมีความรู้สึกที่ดีขึ้นด้วย” เฮาเซิลอธิบาย
คนเราไม่เพียงต้องการจะร่ำรวยเท่านั้น แต่เราอยากร่ำรวยกว่าคนรอบข้าง ของที่เคยเป็นของฟุ่มเฟือย เมื่อมีเพื่อนหรือคนข้างบ้านมีเหมือนกัน มันก็กลายเป็นของจำเป็นไปซะงั้น แม้โดยทั่วไปคุณภาพชีวิตของมนุษย์ในช่วงร้อยปีที่ผ่านมานี้จะดีขึ้น แต่กลับมองเห็นได้ยาก เพราะเราไม่รู้สึกแบบนั้น
เมื่อปรับตามเงินเฟ้อแล้ว รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยในสหรัฐฯ อยู่ที่ 29,000 ดอลลาร์ในปี 1955, 42,000 ดอลลาร์ในปี 1965 และ 71,000 ดอลลาร์ในปี 2021 มีคนที่เป็นเจ้าของบ้านในปี 1950 น้อยกว่าในเวลานี้ถึง 12% และบ้านในตอนนั้นก็เล็กและไม่ได้สะดวกสบายแบบนี้
แต่ความพึงพอใจในชีวิตโดยทั่วไปในปัจจุบันกลับน้อยลง เพราะทุกคนเชื่อว่าสิ่งต่างๆ เลวร้ายลงไปมากกว่าเดิม
อันที่จริงสภาพจิตใจยังหดหู่ถึงขนาดที่ในปี 2007 ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์หาคู่ [Match] บอกกับนิวยอร์กไทมส์ว่า เงิน 10 ล้านดอลลาร์ในซิลิคอนวัลลีย์แทบไม่มีค่าอะไรแล้ว
สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าคุณจะไม่ได้มีความสุขมากขึ้นด้วยการหารายได้หรือสมบัติมากขึ้น เพราะนั่นเท่ากับคุณยกมาตรฐานตัวเองให้สูงขึ้นไปด้วย มันเป็นอย่างนี้มาเสมอ
จัดการความคาดหวัง
แต่คุณสามารถมีความสุขได้ด้วยการจัดการความคาดหวัง ลดความคาดหวังเรื่องเงินลง วิธีที่เจ้านายปฏิบัติต่อคุณ แฟนอาจจะไม่ได้ดั่งใจทั้งหมด หรือสิ่งที่คนอื่นคิด เมื่อลดความคาดหวังลง เมื่อสถานการณ์มันดีกว่าที่คุณคิดคุณก็จะมีความสุขมากขึ้น
ร็อกกีเฟลเลอร์ไม่เคยต้องการยาแก้ปวด เพราะเขาไม่รู้ว่ามันมีอยู่
โซเชียลมีเดียในปัจจุบันได้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ทุกคนบนโลกนี้ได้เห็นไลฟ์สไตล์ของผู้อื่นที่มักเกินจริง หลอกลวง หรือถูกแต่งเติม
"คุณเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นโดยดูจากฉากต่าง ๆ ของชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาของคนเหล่านั้น" เฮาเซิลอธิบาย “ที่ซึ่งมุมบวกถูกชูขึ้นมา และมุมลบถูกซ่อนให้พ้นจากสายตา”
นักจิตวิทยา โจนาธาน ไฮต์กล่าวว่า “สิ่งที่คนสื่อสารผ่านโซเชียล มีเดียนั้น ไม่เหมือนกับสิ่งที่คนจะสื่อสารเวลาพบหน้ากันจริง ๆ คุณเห็นรถยนต์ที่ผู้อื่นขับ บ้านที่ผู้อื่นอยู่ และโรงเรียนแพง ๆ ที่ผู้อื่นไปเรียนความเป็นไปได้ในการพูดว่า ฉันอยากได้สิ่งนี้ ทำไมฉันถึงจะมีไม่ได้ล่ะ? ทำไมเขามีแต่ฉันไม่มีล่ะ? มีเพิ่มขึ้นจากคนไม่กี่รุ่นก่อนมาก”
ในปี 1998 Sara J. Solnick (ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิชาเศรษฐศาสตร์) และ David Hemenway (ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสุขภาพ โรงเรียนสาธารณสุขฮาร์วาร์ดบอสตัน) ได้ทำแบบสำรวจเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยใช้คำถามด้านล่างถามผู้เข้าร่วมการศึกษาประมาณ 257 คน
ถ้าให้เลือกระหว่าง
A : มีรายได้ปีละ 1.75 ล้านบาท โดยที่คนอื่นๆ มีรายได้ปีละ 875,000 บาท
B : มีรายได้ปีละ 3.5 ล้านบาท โดยที่คนอื่นๆ มีรายได้ปีละ 8.75 ล้านบาท
โดยในเหตุการณ์สมมุติทั้งสองสินค้าและบริการทุกอย่างมีราคาเท่ากัน
ซึ่งถ้าให้คิดตามหลักและเหตุผลแล้ว ‘B’ คือคำตอบที่คนควรเลือก เพราะได้เงินเยอะกว่าถึง 2 เท่าจริงไหมครับ?
คนอื่นได้เงินเยอะแค่ไหน ก็ไม่ควรมากระทบกับการตัดสินใจของเรา แม้คนอื่นจะหาเงินได้มากแค่ไหน ทางเลือก ‘B’ เราก็ยังได้เงินมากกว่าเดิมอยู่ดี
ผลลัพธ์ที่ออกมาคือ 50% เลือก ‘A’ ได้เงินน้อยกว่าตราบใดที่เงินตรงนั้นมากกว่าเมื่อเทียบกับคนอื่น
คำกล่าวที่บอกว่า “คนรวยคือคนที่มีรายได้มากกว่าสามีของน้องสาวของภรรยาของเขา 100 เหรียญ” ของ Henry Louis Mencken (นักข่าวชาวอเมริกัน) คงจะเป็นจริงไม่น้อย
เมื่อ ชาร์ลี มังเกอร์ (Charlie Munger) ตำนานนักลงทุนเน้นคุณค่าถูกถามในวัย 98 ปีว่า "ดูเหมือนคุณมีความสุขและความพอใจอย่างล้นเหลือ แล้วเคล็ดลับในการมีชีวิตที่มีความสุขของคุณคืออะไร?"
เขาตอบว่า “กฎข้อแรกของชีวิตที่มีความสุขคือ คาดหวังให้น้อย ถ้าคุณมีความคาดหวังที่เหนือจริง คุณก็จะไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต คุณต้องมีความคาดหวังที่เป็นเหตุเป็นผล และยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ทั้งดีและร้าย ตามความเป็นจริงของมันโดยไม่ใช้อารมณ์”
บทเรียนนี้ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า สิ่งที่เราต้องการเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ รึเปล่า? หรือเรากำลังพยายามจะเติมเต็มความคาดหวังว่า ‘เราจะต้องมี’ เหมือนคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ต้องการมันจริงๆ กันแน่?
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

