Scarlett VS. OpenAI เข้าใจประเด็น ‘สิทธิในชื่อเสียง’ ของ Scarlett Johansson หากฟ้อง OpenAI ทำไม OpenAI อาจจะโดนค่าปรับอ่วม แม้จะไม่ได้ใช้เสียงของเธอก็ตาม?

Scarlett VS. OpenAI เข้าใจประเด็น ‘สิทธิในชื่อเสียง’ ของ Scarlett Johansson หากฟ้อง OpenAI ทำไม OpenAI อาจจะโดนค่าปรับอ่วม แม้จะไม่ได้ใช้เสียงของเธอก็ตาม?

Scarlett VS. OpenAI เข้าใจประเด็น 'สิทธิในชื่อเสียง' ของ Scarlett Johansson หากฟ้อง OpenAI ทำไม OpenAI อาจจะโดนค่าปรับอ่วม แม้จะไม่ได้ใช้เสียงของเธอก็ตาม?

???? อาทิตย์ที่ผ่านมามีประเด็นข่าวเรื่องของ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) กับ OpenAI เกิดขึ้น

โจแฮนส์สันเป็นนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง และอาจจะฟ้องบริษัท OpenAI (ผู้สร้าง ​ChatGPT) บริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำของโลก ฐานสร้างผู้ช่วยเสียง (ชื่อว่า “Sky”) ที่มีเสียงคล้ายกับเสียของเธอในภาพยนตร์เรื่อง “Her” ที่เล่าเรื่องชายหนุ่มหนึ่งที่ตกหลุมรักปัญญาประดิษฐ์อันโด่งดังที่ออกฉายในปี 2013

ก่อนการเปิดตัว Sky ที่จริงแล้ว OpenAI เคยติดต่อให้โจแฮนส์สันมาเป็นคนพากย์เสียงให้ด้วย แต่หลังจากที่พิจารณาแล้วก็ปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป

แต่สุดท้ายพอ Sky เปิดตัว เสียงของเจ้า AI ตัวนี้ก็ยังมีความคล้ายกับเสียงของเธอ ‘มากๆ’ ถึงขั้นว่าเพื่อนสนิทของโจแฮนส์สัน ‘แยกไม่ออกเลย’ ด้วยซ้ำ

???? Open AI ปฏิเสธ

“ตอนที่ได้ยินในเดโมรู้สึกตกใจมาก โกรธ และแทบไม่เชื่อเลยว่า แซม อัลท์แมน (Sam Altman) [ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI] จะใช้เสียงที่ฟังดูคล้ายกับฉันอย่างน่าขนลุก แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดของฉันและสื่อข่าวต่างๆ ยังแยกแยะไม่ออกเลย” โจแฮนส์สันกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับเรื่องนี้

19 พฤษภาคม 20214 ไม่กี่วันหลังจากที่โจแฮนส์สันได้ว่าจ้างทนายให้เขียนจดหมายไปหาอัลท์แมนสอบถามถึงกระบวนการขั้นตอนการสร้างเสียงของเจ้า AI ตัวนี้ขึ้นมา OpenAI ตัดสินใจถอด Sky ออกไปโดยกล่าวไว้ในโพสต์ของเว็บไซต์ว่า

"เสียงแต่ละเสียง - Breeze, Cove, Ember, Juniper และ Sky - ถูกสุ่มมาจากนักพากย์ที่เราร่วมมือด้วยเพื่อสร้างพวกเขาขึ้นมา"

บริษัทเสริมว่าพวกเขาได้รับการส่งผลงานจากนักพากย์และนักแสดงหลายร้อยคน นอกจากนั้นยังบอกอีกว่าเสียง AI "ไม่ควรเลียนแบบเสียงเฉพาะตัวของดาราอย่างจงใจ"

"เสียงของ Sky ไม่ได้เลียนแบบเสียงของสการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน แต่เป็นของนักแสดงหญิงมืออาชีพอีกคนที่ใช้น้ำเสียงธรรมชาติของเธอเอง เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของพวกเขา เราไม่สามารถเปิดเผยชื่อของนักพากย์เสียงได้"

สุดท้าย OpenAI สรุปว่า “ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2024 เราได้หารือกับทีมงานของคุณโจแฮนส์สันเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับข้อกังวลของเธอเกี่ยวกับ Sky ด้วยความเคารพในข้อกังวลของเธอ เราจึงได้ยุติการใช้งานของ Sky ในผลิตภัณฑ์ของเราตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2024

ในอนาคต คุณสามารถคาดหวังตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้น เนื่องจากเรามีแผนที่จะเพิ่มเสียงใหม่ๆ ใน ChatGPT เพื่อตอบสนองความสนใจและความชอบที่หลากหลายของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น”

???? แต่มันอาจจะไม่จบแค่นี้

สำนักข่าว CNN บอกว่าเรื่องนี้อาจจะไม่จบหากโจแฮนส์สันตัดสินใจฟ้อง OpenAI ซึ่งโอกาสชนะก็มีสูงซะด้วย เพราะเหตุการณ์คล้ายๆ กันนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว ถ้าแพ้ OpenAI ก็ต้องจ่ายค่าปรับอ่วมอยู่ดี

ไม่แน่ใจว่า OpenAI ไม่ได้ตรวจสอบเรื่องกฎหมายตรงนี้ (หรือเลือกจะไม่สนใจ) แต่มันก็กระตุ้นคำถามถึงความพร้อมของอุตสาหกรรม AI ในการรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนและยังหละหลวม จนส่งผลกระทบต่อแรงงานและครีเอเตอร์ที่เป็นมนุษย์ทั้งหลายด้วย

CNN บอกว่าเหตุการณ์นี้มีสองกฎหมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1) กฎหมายลิขสิทธิ์ (Copyright Law) และ 2) กฎหมายสิทธิในชื่อเสียง (Rights of Publicity)

หากมีการขึ้นศาลและตรวจสอบได้ว่า OpenAI แอบเอาเสียงของโจแฮนส์สันมาใช้จริง ก็คงโดนข้อหานี้ เพราะโจแฮนส์สันเคยปฏิเสธที่จะทำงานด้วยไปแล้ว

แต่ทาง OpenAI ยืนยันว่าไม่ได้ใช้เสียงจริงของโจแฮนส์สัน แต่ใช้นักพากย์อีกคนที่พูดด้วยเสียงธรรมชาติของตัวเอง และถ้าสามารถพิสูจน์การจ้างงาน เอกสารต่างๆ นานาได้จริง จึงไม่น่าจะผิดลิขสิทธิ์

แต่คดีนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายสิทธิในชื่อเสียงมากกว่า

ศาสตราจารย์ ทิฟฟานี หลี (Tiffany Li) ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาและเทคโนโลยี จากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก มองว่าถึงแม้จะไม่ได้ใช้เสียงจริง OpenAI ก็มีโอกาสจะโดนตัดสินมีความผิดเรื่องกฎหมายสิทธิในชื่อเสียงอยู่ดี

???? กฎหมายสิทธิในชื่อเสียง (Rights of Publicity)

หลายรัฐในสหรัฐฯ มีกฎหมายสิทธิในชื่อเสียง (Rights of Publicity) ที่ป้องกันไม่ให้คนอื่นขโมยหรือนำเอกลักษณ์ของบุคคลไปใช้ในทางที่ผิด

ที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของฮอลลีวูดและ OpenAI กฎหมายข้อนี้ก็ถือว่าเข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งเลย

ห้ามมีการใช้ "ชื่อ เสียง ลายเซ็น ภาพถ่าย หรือลักษณะเฉพาะตัว" ของใครก็ตามโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อ "โฆษณาหรือขาย หรือชักชวนให้ซื้อสินค้าหรือบริการ"

กฎหมายลิขสิทธิ์จะเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา แต่กฎหมายสิทธิในชื่อเสียงจะเกี่ยวข้องกับการใช้อัตลักษณ์หรือบุคลิกภาพสาธารณะของบุคคลเพื่อผลประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาตมากกว่า

ในที่นี้ โจแฮนส์สันอาจกล่าวหาว่า OpenAI ได้หาผลประโยชน์และสร้างรายได้จากชื่อเสียงและตัวตนของเธออย่างผิดกฎหมาย ด้วยการล่อลวงผู้ใช้ให้เชื่อว่าเธอเป็นเจ้าของเสียง Sky

บริษัทอาจโต้แย้งว่า วิดีโอที่แสดงความสามารถของ Sky ไม่ได้ออกแบบมาเป็นโฆษณา หรือมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ก็อาจเป็นข้อโต้แย้งที่ฟังไม่ขึ้น เมื่อพิจารณาจากกรณีสำคัญในอดีต

จอห์น เบิร์กมาเยอร์ (John Bergmayer) ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ Public Knowledge กลุ่มพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคกล่าวว่า ข้อโต้แย้งหนึ่งที่ OpenAI อาจยกขึ้นมา คือวิดีโอเดโมที่แสดงความสามารถของ Sky นั้น ในทางเทคนิคแล้วไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโฆษณาหรือมีเจตนาเพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้า แต่เขามันก็อาจจะเป็นข้อโต้แย้งที่ค่อนข้างอ่อนไปสักหน่อย

เหตุผลก็เพราะว่ามันเคยมีกรณีที่คล้ายกันแบบนี้เกิดขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วฝ่ายที่ฟ้องก็เป็นผู้ชนะในชั้นศาลไปด้วย

???? กรณีของ Bette Midler และ Tom Waits

ที่จริงแล้วมันมีคดีฟ้องร้องกันในประเด็นนี้หลายอันที่อาจจะทำให้ OpenAI หนาวๆร้อนๆ หากต้องขึ้นศาล

แต่ 2 เหตุการณ์ใหญ่คือ

1) กรณีของนักร้อง/นักแสดง เบ็ตต์ มิดเลอร์ (Bette Midler) VS. Ford Motor Company
2) กรณีของนักร้อง ทอม เวตส์ (Tom Waits) VS. Frito-Lay

เรื่องแรกเกิดขึ้นในปี 1988 ตอนนั้น มิดเลอร์เป็นนักร้องและนักแสดงที่มีชื่อเสียง (ได้รับรางวัลแกรมมี่ 3 ครั้ง , รางวัลลูกโลกทองคำ 4 รางวัล, รางวัลเอมมี 3 รางวัล และ 1 รางวัลโทนี) ยื่นฟ้อง Ford Motor Company จากกรณีที่บริษัทใช้เสียงร้องที่คล้ายเธอในโฆษณา

ซึ่งที่จริงแล้วเสียงในโฆษณานั้นเป็นเสียงของนักร้องประสานเสียงในวงของมิดเลอร์ ซึ่งถูก Ford จ้างมาร้องหลังจากที่ตัวมิดเลอร์ปฏิเสธที่จะร้องเพลงในโฆษณาครั้งนั้น

เสียงในโฆษณาและเสียงร้องของมิดเลอร์นั้นคล้ายกันมาก จนบางคนบอกมิดเลอร์ว่าพวกเขาเชื่อว่าเธอเป็นคนร้องเพลงนั้น

ศาลอุทธรณ์ของสหรัฐฯ วินิจฉัยว่ามิดเลอร์เป็นฝ่ายชนะ บริษัทที่ทำโฆษณานั้นให้ Ford Motor ต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงิน 400,000 เหรียญ (ปรับตามเงินเฟ้อก็จะอยู่ที่ราวๆ 1 ล้านเหรียญในเวลานี้ หรือประมาณ 36 ล้านบาท)

"ทำไมจำเลยถึงขอให้มิดเลอร์ร้องเพลง หากเสียงของเธอไม่มีค่าสำหรับพวกเขา" ศาลเขียนในคำตัดสิน "ทำไมพวกเขาถึงได้จ้างนักร้องที่เสียงเหมือน และสั่งให้เธอเลียนแบบมิดเลอร์อย่างตั้งใจ หากเสียงของมิดเลอร์ไม่มีค่าสำหรับพวกเขา สิ่งที่พวกเขาต้องการคือคุณลักษณะของอัตลักษณ์ของมิดเลอร์ มูลค่าของมันคือสิ่งที่ตลาดจะจ่ายให้มิดเลอร์เพื่อร้องเพลงในโฆษณาด้วยตัวเอง"

กรณีที่สองก็คล้ายๆ กันครับ เกิดขึ้นในปี 1992 กับ ทอม เวตส์ (Tom Waits) นักร้องเจ้าของเสียงแหบคำรามที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัว ยื่นฟ้องบริษัท Frito-Ray ว่าใช้เสียงในโฆษณาขนมขบเคี้ยวยี่ห้อ Doritos ที่มีเอกลักษณ์เหมือนกับเสียงของเขา

เคสนี้ เวตส์ก็ชนะไป และได้รับค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 2.6 ล้านเหรียญ (ปรับเงินเฟ้อก็ประมาณ 5.6 ล้านเหรียญในปัจจุบัน หรือราว 200 ล้านบาท)

ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ทำให้เห็นถึงความหนักแน่นของกฎหมายแคลิฟอร์เนียเรื่องการคุ้มครองเอกลักษณ์ของบุคคลซึ่งรวมไปถึงเสียงด้วย

กลับมาที่กรณีของ กรณีของโจแฮนส์สันกับ OpenAI

เรื่องราวมันมีความคล้ายคดีข้างบนมากๆ ทั้งการติดต่อให้เธอมาพากษย์เสียงเป็น Sky ก่อนโดนปฏิเสธ จากนั้นก็ปล่อย AI ที่หลายคนบอกว่าเหมือนเสียงเธอ จนกระทั่งเพื่อนสนิทของเธอยังแยกไม่ออก

OpenAI อาจมีโอกาสรอดฟ้องคดีนี้ได้ ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มีความตั้งใจเลียนแบบเสียงโจแฮนส์สัน ตามความเห็นของ เจมส์ กริมเมลมันน์ (James Grimmelmann) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์

"OpenAI อาจมีข้ออ้างที่ฟังขึ้น หากช่วงเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ได้พยายามบอกใบ้ให้ทุกคนว่าพวกเขาเพิ่งสร้าง 'ซาแมนธา' จากเรื่อง 'Her' ขึ้นมา" กริมเมลมันน์กล่าว "ผู้คนจำนวนมากรับรู้ว่า Sky คือ ซาแมนธา และตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น”

อัลท์แมนเตะตัดขาตัวเองด้วยการโพสต์เป็นนัยๆ บน X ในวันเปิดตัวเดโมว่า ‘Her’

ซึ่งการโพสต์แบบนี้ก็แสดงถึงเจตนาบางอย่าง ความเหมือนที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปโดยเจตนารึเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่แล้ว อัลท์แมนก็บอกในการสัมภาษณ์ว่า "Her" ไม่เพียงเป็นหนังที่พยากรณ์อนาคตได้อย่างน่าทึ่ง แต่ยังเป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ที่เขาชื่นชอบที่สุดด้วย

พอจับข้อมูลทุกอย่างมารวมกัน ก็พอจะชี้ให้เห็นว่า OpenAI ต้องการให้ผู้ใช้เชื่อมโยง Sky กับโจแฮนส์สันซึ่งตามกฎหมายสิทธิในชื่อเสียงแล้วเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ ซึ่งถ้าเกิดโจแฮนส์สันตัดสินใจฟ้อง OpenAI ขึ้นมาจริงๆ โอกาสชนะก็มีสูงและ OpenAI คงต้องจ่ายค่าปรับไม่น้อยเช่นกัน

???? เมื่อกฎหมายตามไม่ทันเทคโนโลยี

จอห์น เบิร์กมายเออร์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ Public Knowledge องค์กรสนับสนุนผู้บริโภค มองว่าการโพสต์ของอัลท์แมน "ไม่ฉลาดเอาเสียเลย" และเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ เช่น กระบวนการเจรจา และข้อความทวีต แม้ OpenAI จะใช้นักแสดงที่บังเอิญเสียงคล้ายโจแฮนส์สัน ก็ยังมีโอกาสสูงที่บริษัทจะต้องรับผิดชอบ

กรณีนี้สะท้อนถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในของ AI ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

แม้กฎหมายแคลิฟอร์เนียจะพอแข็งแกร่งอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกที่จะมีกฎหมายเช่นนี้เหมือนกัน

นอกจากนั้นแล้วกฎหมายที่มีอยู่อาจจะไม่ได้ทุกอย่าง เช่นลิขสิทธิ์ของภาพที่ AI สร้างขึ้นมาตามแบบของศิลปินที่มีชื่อเสียงต่างๆ

กฎหมายเหล่านี้ห่างไกลจากความสมบูรณ์ มีช่องโหว่มากมาย รวมถึงอาจสร้างผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจในบางแง่มุมด้วย

ยังมีคำถามอีกมากเกี่ยวกับการปกป้องการแสดงออกเสรี เช่น สิทธิในการใช้ภาพลักษณ์ผู้อื่นเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการอื่นที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ รวมถึงสิทธิในภาพลักษณ์ของบุคคลหลังเสียชีวิต ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างภาพนักแสดงหรือนักดนตรีที่เสียชีวิตแล้วในภาพยนตร์หรือเพลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อนักแสดงที่ยังมีชีวิตอยู่ได้

กรณีของ สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ไม่ว่าสุดท้ายเธอจะตัดสินใจฟ้อง OpenAI หรือไม่ ก็ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญเร่งด่วนในการสร้างกรอบกฎหมายที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากลายเป็นภัยคุกคามต่อสิทธิของผู้สร้างสรรค์และบุคคลทั่วไปได้

ไม่ใช่แค่ระดับรัฐ หรือประเทศ แต่ควรเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมในระดับนานาชาติด้วย

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save