3 คำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว จากอดีตพนักงานบริษัทที่สร้าง Passive Income ได้อาทิตย์ละ 400,000 บาท

TLDR ; สรุป 3 ประเด็นสำคัญ
1. คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z จำนวนมากกำลังหันมาทำงานอิสระ (Freelance) มากขึ้น เนื่องจากต้องการความมั่นคง ความยืดหยุ่นในการทำงาน และมีความเชื่อว่าการทำงานอิสระมีความมั่นคงมากกว่างานประจำ รวมถึงมีโอกาสน้อยกว่าที่จะถูก AI มาแทนที่
2. ไรอัน โฮ็ก เริ่มสร้างรายได้เสริม (Passive Income) จากธุรกิจหลายรูปแบบ เช่น Dropshipping, Print-on-Demand, การเป็นที่ปรึกษา และ YouTube ควบคู่ไปกับการทำงานประจำ โดยมีกลยุทธ์คือมองการทำธุรกิจเหมือนเล่นเกม พยายามทำเงินให้ได้มากกว่าเมื่อวานทุกวัน จนกระทั่งรายได้เสริมมากกว่ารายได้หลัก เขาจึงตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจเต็มตัว
3. ก่อนตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจ ควรถามตัวเอง 3 คำถาม ได้แก่ 1) รายได้เสริมมาจากหลายทางหรือไม่ 2) รายได้เสริมต่อวันมากกว่างานประจำหรือไม่ 3) งานประจำเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจหรือไม่ หากตอบใช่ทั้ง 3 ข้อ ก็น่าจะพร้อมลาออก แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ควรทำธุรกิจควบคู่ไปกับงานประจำไปก่อน เพื่อสร้างความมั่นคงและไม่เสี่ยงมากเกินไป
อดีตพนักงานบริษัท
ไรอัน โฮ็ก (Ryan Hogue) เกลียดช่วงเวลาเดินทางไปทำงานเหมือนกับเราทุกคน
เขารู้สึกว่ามันทั้งกินเวลาชีวิตและเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์
เมื่อคำนวณรวมๆ กันแล้วเขาบอกว่าเป็นเวลาเกือบ 8 วันเลยทีเดียวที่ต้องนั่งอยู่ในรถที่ติดบนท้องถนน มันเป็นอะไรที่น่าเบื่อมากๆ
ในปี 2016 แม้ว่าชีวิตงานประจำโดยรวมไม่ได้แย่ งานหลักเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์ระดับซีเนียร์ เพื่อนที่ทำงานก็สนิทกันดี แถมยังมีอาชีพเสริมเป็นอาจารย์สอนการสร้างเว็บไซต์ที่มหาวิทยาลัยที่ตัวเองจบมาด้วย (George Mason University) รวมๆ แล้วได้เงินทั้งปีประมาณ 117,300 เหรียญ (4.2 ล้านบาท)
เป็น Active Income ทำงานแลกเงินที่สร้างรายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ชีวิตโดยรวมก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่โฮ๊กในวัย 27 ปีตอนนั้นรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ชีวิตที่เขาต้องการสักเท่าไหร่ จึงเริ่มมองหาโอกาสในการสร้างรายได้เสริมเพื่อหาเงินสำหรับเดินทาง ใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตในอนาคตด้วย ที่สำคัญคืออยากใช้เวลาของตัวเองให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่ใช่ไปทำงานประจำ รถติดอยู่บนถนนแบบเดิมทุกๆ วัน
แบบสำรวจแนวคิดของ Gen Z เกี่ยวกับเรื่องการทำงาน
ที่จริงแล้วโฮ๊กถือเป็นคนส่วนใหญ่ในกลุ่ม Gen Z ที่มองว่างานประจำอาจจะไม่ใช่คำตอบของชีวิตในระยะยาว
มีการสำรวจล่าสุดจาก Gen Z (คนรุ่นใหม่ที่เกิดระหว่างปี 1997-2012) หลายๆ ประเทศกว่า 10,000 คนที่ Fiverr บริษัทหางานและจ้างงานฟรีแลนซ์ระดับโลกบอกว่า คนกลุ่มนี้กว่า 70% กำลังทำงานเป็นฟรีแลนซ์ หรือมีแผนที่จะย้ายจากงานประจำมาสู่งานที่มีอิสระมากกว่า
"สมาชิกที่อายุน้อยที่สุดของกำลังแรงงานในปัจจุบัน นั่นคือกลุ่ม Gen-Z ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ทั้งการแพร่ระบาดของโรคทั่วโลก และการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ตอนนี้ ท่ามกลางการเลิกจ้างงานและการนำ AI มาใช้ในองค์กรทั่วโลก แรงงาน Gen-Z จึงพึ่งพาตัวเองเพื่อสร้างความมั่นคงที่จำเป็นต่อการไล่ตามความทะเยอทะยานในอาชีพ ด้วยการเลือกทำงานอิสระ" กาลี อานนท์ (Gali Arnon) หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของ Fiverr กล่าว
"การทำงานอิสระไม่เพียงแต่มอบเส้นทางที่มั่นคงในการเป็นเจ้านายตัวเองหรือเป็นเจ้าของธุรกิจเท่านั้น แต่ยังทำให้ Gen-Z มีอิสระเต็มที่ในการควบคุมชีวิตของตัวเองด้วย”
38% ของผู้ตอบแบบสอบถามในสหรัฐฯ เชื่อว่าการทำงานอิสระแบบเต็มเวลาทำให้พวกเขามีอำนาจในการไม่ต้องถูกเลิกจ้างเลย และเกือบ 36% มองว่าการทำงานอิสระเป็นทางเลือกสำรองที่ดีหากพวกเขาสูญเสียงานประจำ
เกือบ 25% เชื่อว่าการทำงานอิสระมีความมั่นคงมากกว่างานประจำแบบเต็มเวลาแบบดั้งเดิม และประมาณ 18% คิดว่าการเป็นฟรีแลนซ์ทำให้พวกเขามีโอกาสน้อยกว่าที่จะถูกแทนที่ด้วย AI
20% เชื่อว่าบริษัทไม่มีความจงรักภักดีต่อพนักงานอีกต่อไป เกือบ 70% ของฟรีแลนซ์ในสหรัฐฯ เริ่มทำงานอิสระตั้งแต่อายุ 16 - 20 ปี และ 20% กล่าวว่าพวกเขาทำงานเพื่อใช้ชีวิต ไม่ใช่ "ใช้ชีวิตเพื่อทำงาน" ซึ่งเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือเราจะเห็นว่ากรอบความคิดในการทำงานของคนรุ่นใหม่นั้นแตกต่างจากเมื่อก่อนแล้ว สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญคือเวลาและความสมดุลระหว่างงานและชีวิตมากกว่าแค่ก้มหน้าก้มตาทำงานเพียงอย่างเดียว
กลยุทธ์สร้างรายได้เสริมเหมือนการเล่นเกม
ระหว่างที่ทำงานประจำเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์และงานเสริมเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย โฮ็กก็เริ่มมองหาโอกาสในการสร้างรายได้แบบ Passive Income บ้าง
อย่างที่ทราบรายได้ถูกแบ่งออกเป็นสองแบบใหญ่ๆ
Active Income : ทำงานแลกเงิน
Passive Income : รายได้จากผลตอบแทนในสินทรัพย์บางประเภทที่ตนเองเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นการลงทุนและลงแรงในช่วงแรก เพื่อเก็บดอกผลที่งอกเงยออกมาเป็นรายได้ต่อไปในภายหลัง
โดยช่วงหลังๆ เราจะเห็นคำว่า Passive Income ลอยอยู่ตามสื่อต่างๆ เป็นประจำ เพราะไม่ว่าใครก็อยากมี Passive Income ที่เพียงพอที่จะพาตัวเองหลุดออกจากวงจรชีวิตทำงานประจำแบบ 9-5 ทั้งสิ้น
[ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องระวังด้วยนะครับ เห็นโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการสร้าง Passive Income ที่สร้างผลตอบแทนสวยหรู ทำง่ายๆ มีรายได้ดีทุกเดือน อันนี้มีโอกาสกลายเป็นสแกมหรือแชร์ลูกโซ่ได้ง่ายๆ เลย]
ธุรกิจแรกที่โฮ็กเริ่มทำคือสิ่งที่เรียกว่า Dropshipping ซึ่งเป็นธุรกิจขายปลีกออนไลน์ที่เอาข้อมูลสินค้า รูปภาพ ราคา และรายละเอียดต่างๆ ของสินค้ามาโพสต์ขายบนเว็บไซต์หรือมาร์เก็ตเพลส โดยที่ไม่ต้องสต็อกสินค้าเอง เมื่อลูกค้าสั่งซื้อและชำระเงิน ก็จะส่งออเดอร์และเงินต่อไปให้พาร์ตเนอร์หรือซัพพลายเออร์ที่เป็นเจ้าของสินค้า เพื่อให้ทำการส่งพัสดุนั้นๆ ให้ลูกค้า แล้วก็กินค่าส่วนต่าง (ตั้งขาย 120 บาท ทุน 100 บาท ก็ได้ส่วนต่าง 20 บาท ประมาณนั้น)
ต่อจากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นธุรกิจ Print-on-Demand ซึ่งเป็นธุรกิจรูปแบบหนึ่งของ Dropshipping แต่มีการออกแบบเข้ากราฟิกต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย เช่นออกแบบลายเสื้อยืด หมวก ผ้าห่ม ฯลฯ แล้วก็โพสต์ขาย โดยพาร์ตเนอร์หรือซัพพลายเออร์ก็จะพิมพ์ลายเหล่านั้นบนสินค้าให้ตอนที่ลูกค้ากดสั่งซื้อ
ไม่เพียงแค่นั้นเขายังเริ่มสร้างธุรกิจการเป็นผู้ให้คำปรึกษา ต่อด้วยช่อง YouTube เพื่อมอบความรู้ให้กับคนอื่นๆ กลายเป็นรายได้ที่เข้ามาหลากหลายช่องทาง
3 ปีผ่านไป รายได้เหล่านั้นเริ่มขยับขึ้นมาเท่ากับรายได้ประจำที่ทำอยู่ จนสุดท้ายในปี 2020 ก็ตัดสินใจลาออกจากงาน ตอนที่มีรายได้ต่อสัปดาห์ราวๆ 11,400 เหรียญ หรือประมาณ 400,000 บาท
ตอนนี้ โฮ็ก อายุ 35 ปีแล้ว แม้รายได้ที่เข้ามาจะมากเพียงพอ แต่เขาก็ยังพยายามลองหาธุรกิจใหม่ๆ ทำเพิ่มเรื่อยๆ ซึ่งกลยุทธ์หนึ่งที่เขาบอกว่าทำให้มีวันนี้ได้คือการมองธุรกิจเป็นเกมสำหรับตัวเขาเอง
มันเป็นแนวคิดง่ายๆ เลยคือทุกวันเขาจะมองหาวิธีทำเงินให้ได้มากกว่าเมื่อวาน
ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เขาเริ่มทำธุรกิจแรกๆ วันหนึ่งอาจจะได้กำไร 4 เหรียญ เขาก็จะมานั่งคิดว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะทำงานให้มากกว่านี้ 2 เท่า
“เพื่อนผมเคยหัวเราะใส่ผมนะ ‘สุดยอดวะเพื่อน ได้เงินตั้ง 8 เหรียญ’ แต่ในหัวผมรู้ว่าผมสามารถทำให้มันทบขึ้นไปอีก ทบขึ้นไปอีกได้” โฮ็กเล่าในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC
เพราะฉะนั้นการสร้างรายได้แบบ Passive Income มันจำเป็นต้องเข้ามาเป็นเงินก้อนใหญ่ๆ แต่เริ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ เป็นการสร้างความมั่นใจให้เราด้วยว่ากำลังมาในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว
แต่ถึงจะเริ่มมีรายได้เข้ามา โฮ็กก็ยังทำงานประจำของตัวเองต่อไปอยู่อีกหลายปีเลย
สามคำถามที่ต้องตอบให้ได้
ในปี 2018, 2019 ก่อนที่เขาจะลาออกจากงานประจำในปี 2020 รายได้แบบ Passive Income เข้ามามากกว่ารายของงานประจำไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ถึงแม้ธุรกิจจะเติบโตได้ดี เขาก็ยังขับรถไปทำงานประจำต่อไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากความรู้สึกที่ว่าการลาออกจากงานประจำมันอยู่นอกกรอบคอมฟอร์ตโซนของตัวเองมากเกินไปหน่อย เป็นความเชื่อที่ฝังหัวมาตั้งแต่เด็กๆ จากพ่อแม่ที่เป็นคนทำงานทั่วไป ได้เงินมาก็เก็บออม ลงทุนตามประสาไป และไม่เคยคิดอะไรมากกว่าการทำงานแบบเข้า 9 โมง ออก 5 โมง เลย
แต่พอมาปี 2020 บริษัทที่เขาทำงานอยู่มีการขยับขยายปรับเปลี่ยน บริษัทให้เขาย้ายไปทำงานอีกตำแหน่งหนึ่ง ซึ่งเขาก็มองว่านี่เป็นจังหวะที่ดีในการกระโดดออกมาทำธุรกิจของตัวเอง เพราะงานเสริมที่สอนที่มหาวิทยาลัยก็จะจบในช่วงปลายปี 2021 ด้วยเช่นกัน
เมื่อมองย้อนกลับไปเขาก็คิดว่าที่จริงแล้วการตัดสินใจครั้งนั้นช้าไปสักหน่อยด้วยซ้ำ (เพราะอย่างที่บอกว่ารายได้จากงานเสริมมากกว่ารายได้ประจำไปแล้ว)
“ชีวิตก็ดีนะ แต่ผมแค่เปลี่ยนเวลาของตัวเองเพื่อเงิน และรู้ว่ามันไม่ได้ทำให้ผมไปถึงปลายทางที่อยากไปเลย ตอนที่ผมลาออกจากงาน น่าจะช้าไปสักปีหนึ่งด้วยซ้ำ” โฮ็กอธิบาย
แล้วทำไมเขาถึงสามารถตัดสินใจออกจากงานประจำได้ละ? อะไรที่ทำให้เขากล้าที่จะออกนอกคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง?
สิ่งที่เขาทำคือการตั้งคำถาม 3 ข้อนี้ และถ้าตอบว่า ‘ใช่’ ทั้งสามข้อ นั่นหมายความว่าคุณน่าจะพร้อมลาออกจากงานประจำแล้ว
1. งานเสริมของคุณมาจากรายได้หลายทางใช่หรือไม่?
2. งานเสริมของคุณสร้างรายได้ต่อวันมากกว่างานประจำใช่หรือไม่?
3. งานหลักของคุณเป็นอุปสรรคต่อการทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตใช่หรือไม่?
“ผมคิดว่าคุณควรรอและอยู่กับงานประจำให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณจะรู้ว่าเมื่อไหร่ถึงเวลาที่ควรไป ก็คือตอนที่งานแบบ 9-5 ของคุณยับยั้งการเติบโตของธุรกิจคุณนั่นแหละ” โฮ็กเสริม
มาร์ค คิวบาน (Mark Cuban) มหาเศรษฐีและนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง เป็นกรรมการบนรายการ Shark Tank และมีมูลค่าทางทรัพย์สินประมาณ 200,000 ล้านบาท เคยพูดบนรายการของช่อง Wired เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
มีคนถามเขาว่า “อะไรคือคำแนะนำที่ดีที่สุดของคุณสำหรับคนที่อยากจะลาออกจากงานประจำมาเป็นเจ้าของธุรกิจแบบเต็มเวลา?”
คิวบานบอกว่า “เก็บเงินของตัวเองก่อน อย่าเพิ่งลาออกจากงานถ้าไม่รู้ว่าแม่งกำลังทำอะไรอยู่ เราต่างเคยได้ยินเรื่องราวของคนที่ลาออก เริ่มทำธุรกิจและทำเงินได้มากมาย สิ่งที่เราไม่เคยได้ยินคือเรื่องราวของคนที่ลาออก เริ่มทำธุรกิจแล้วล้มเหลวไม่เป็นท่า จนต้องกลับไปทำงานที่ตัวเองเกลียด”
สำหรับคนที่กำลังมองหาลู่ทางอยากสร้าง Passive Income หรืออยากลาออกจากงานเพื่อเป็นนักธุรกิจ ขอให้ระลึกไว้เสมอว่าเราสามารถทำอาชีพเสริมระหว่างทำงานประจำไปด้วยได้
Active Income คือตาข่ายป้องกันความผิดพลาด เรายังต้องกินต้องใช้ทุกวัน มันไม่ใช่เรื่องแย่ที่จะทำงานเป็นพนักงานประจำ
แน่นอนการเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น แต่มันจะดีกว่าหากเราค่อยๆ เริ่มให้มันเติบโต แล้วเมื่อมั่นคงถึงจุดหนึ่ง เมื่อรู้แล้วว่าอยากทำอะไรแบบที่คิวบานบอก ลองถามคำถาม 3 ข้อของโฮ็กแล้วตอบว่าใช่ทุกข้อ ตอนนั้นคุณอาจจะพร้อมออกจากงานประจำหรือออกจากคอมฟอร์ตโซนแล้ว
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

