ความทรงจำคือสินทรัพย์ที่มีค่ายามเกษียณ แนวคิดสร้างพอร์ต ‘ปันผลจากความทรงจำ’ จากหนังสือ ‘Die With Zero’

ความทรงจำคือสินทรัพย์ที่มีค่ายามเกษียณ แนวคิดสร้างพอร์ต ‘ปันผลจากความทรงจำ’ จากหนังสือ ‘Die With Zero’

เวลาพูดถึงการลงทุนในทรัพย์สินเพื่อกินปันผลในบั้นปลายชีวิต ภาพในหัวคือทรัพย์สินที่จะมอบปันผลที่สร้างผลตอบแทนในรูปแบบของเม็ดเงินที่เพื่อจับจ่ายใช้สอย

แต่ บิลล์ เพอร์กินส์ (Bill Perkins) ผู้เขียน ‘Die With Zero’ (แปลไทย ‘ตายที่ศูนย์’) บอกว่าที่จริงแล้วมันมีปันผลอีกแบบที่จะมอบความสุขให้เราในวัยเกษียณและช่วงสุดท้ายของชีวิตที่เรียกว่า ‘ปันผลทางความทรงจำ’ หรือ ‘Memory Devidend’ ด้วย

แนวคิดนี้น่าสนใจมาก มันคือแก่นหลักของหนังสือการเงินส่วนบุคคลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเล่มหนึ่งของช่วงที่ผ่านมาเลย

เขาหมายถึงอะไร?

ด้วยความที่เขาจบทางสายวิศวกรรมศาสตร์และสร้างรายได้หลักจากการคิดวิเคราะห์แก้ไขปัญหา เพอร์กินส์มักจะมองปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากรให้มีเหมาะสมและมีประโยชน์ ใช้งานคุ้มค่ามากที่สุด

นั่นรวมไปถึงเวลาที่เรามีบนโลกนี้ที่เรามีอย่างจำกัดด้วย

เขาตั้งคำถามว่า “เราจะใช้พลังชีวิตที่มีอยู่ให้เหมาะสมที่สุดอย่างไรก่อนที่เวลาของเราจะหมดลง”

เปรียบเทียบเหมือนดั่งนิทานสอนใจที่เราคุ้นเคย ‘มดกับตั๊กแตน’

มดตัวหนึ่งหาเสบียงด้วยความขันแข็งตลอดฤดูร้อนเพื่อเก็บไว้กินในฤดูหนาว ส่วนตั๊กแตนเจ้าสำราญเอาแต่เที่ยวเล่นและ ร้องรำทำเพลงสบายใจเฉิบ เมื่อฤดูหนาวมาถึง มดจึงมีชีวิตรอดในขณะที่ตั๊กแตนตกที่นั่งลำบาก นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเวลาไหนควรเล่นและเวลาไหนควรทำงาน

แน่นอนว่ามันฟังดูเข้าที แต่คำถามที่กระตุกความคิดคือ “เมื่อไหร่มดจะได้เที่ยวเล่นบ้างล่ะ?”

เรารู้ว่าเจ้าตั๊กแตน ที่มัวเล่นสนุกต้องลงเอยด้วยการหิวโหย ทว่าสิ่งที่เราไม่รู้คือเจ้ามดที่เอาแต่ใช้ชีวิตอันแสนสั้นไปกับการทำงานอย่างหนักจะได้สัมผัสกับความสำราญเมื่อไหร่ แน่นอนว่าการมีชีวิตรอดเป็นเรื่องสำคัญ แต่แค่นั้นยังไม่ถือว่าดีพอ เพราะเราทุกคน ล้วนอยากใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ด้วย

“ประเด็นที่ผมให้ความสำคัญในหนังสือเล่มนี้คือการมีชีวิตที่ยอดเยี่ยม ไม่ใช่แค่มีชีวิตรอด” เพอร์กินส์อธิบาย

มีงานวิจัยทางจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมากมายหลายชิ้นที่สนับสนุนว่าการดื่มด่ำกับประสบการณ์ (ไม่ว่าจะใช้เงินซื้อ ฟรี หรือใช้เงินไม่ต้องเยอะมาก) ล้วนนำมาซึ่งความสุขในชีวิต สิ่งของต่างๆ ที่เราได้ครอบครองแม้จะมีความสุขแต่มักจะจางหายไปอย่างรวดเร็วตามกาลเวลา

แต่ประสบการณ์ที่เราสร้างขึ้น ทั้งด้วยตัวเอง เพื่อนสนิท ครอบครัว คนรัก ลูก พ่อแม่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้มีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป กลายเป็นผลตอบแทนที่เขาเรียกว่า ‘ปันผลจากความทรงจำ’ (Memory Devidend) ที่เราสามารถเก็บเกี่ยวได้จนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตเลย

“ชีวิตของคุณคือผลรวมของประสบการณ์ต่างๆ” เพอร์กินส์สรุป

เราอาจจะบอกว่าการหาประสบการณ์เป็นแค่คำพูดอันสวยหรูของคนมีเงินหรือคนที่ไม่มีภาระในชีวิตเท่านั้นแหละ คนจนหาเช้ากินค่ำ ใช้เงินเดือนชนเดือน ไม่มีโอกาสแบบนั้นหรอก

มีประโยคหนึ่งที่พี่หนุ่ม-Money Coach เคยพูดเอาไว้ว่า “มันไม่มีกฎหมายข้อไหนมาบอกนะว่าคนเป็นหนี้มีความสุขไม่ได้”

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนเรามีปัญหาความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าบางคนก็หนักหนาสาหัสเอาเรื่อง แต่ในขณะเดียวกันมันไม่ได้หมายความว่าขณะที่ชีวิตมันโหดร้าย คุณจะต้องก้มหน้าก้มตาก่นด่าชีวิตและเหยียบย่ำซ้ำเติมตัวเองให้จมดินไม่ยอมมีความสุขเลยก็ไม่ได้

หนี้ก็ส่วนหนี้ ภาระก็ส่วนภาระ เราต้องอย่าลืมว่าชีวิตเรามีแค่นี้ มันมีความสำคัญและมีคุณค่า จะก้มหน้าก้มตาทำงานแล้วก็ตายจากไป มันฟังแล้วเศร้าเหลือเกิน

ที่สำคัญประสบการณ์บางอย่างเหมาะสำหรับการทำแค่ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตเท่านั้น

ยกตัวอย่างคุณอาจจะมีเงินไม่มากช่วงเริ่มทำงาน แต่อยากเดินทาง ก็ใช้เงินไม่ต้องมากซื้อประสบการณ์เดินทางที่แบกเป้ไปนอนโฮสเทลกับเพื่อนๆ กินอาหารถูกๆ สร้างประสบการณ์ที่คุณสามารถเก็บเอาไว้ในความทรงจำได้ตลอดไป
หากคุณบอกว่า เดี๋ยวมีเงินก่อนแล้วค่อยไป พออายุเยอะขึ้นร่างกายอาจจะไม่ไหว หรือมีลูกมีครอบครัว แบกเป้เที่ยวไม่ได้แล้ว ประสบการณ์นั้นก็จะไม่มีวันเกิดขึ้นและเสียโอกาสที่จะลงทุนในประสบการณ์นั้นไปเลย

เพอร์กินส์ไม่ได้บอกว่าคุณต้องใช้เงินทุกบาทที่มีเพื่อซื้อประสบการณ์ให้ชีวิตมีแต่ความสุข (เหมือนตั๊กแตน) แต่เขาบอกว่าคนส่วนใหญ่เมื่อเริ่มทำงานมักเข้าสู่โหมด Auto Pilot ที่ปล่อยให้ชีวิตวนทำงานไปเรื่อยๆ (เหมือนมด) ที่กว่าจะได้กินอาหารที่กักตุนไว้คือช่วงบั้นปลายชีวิต แม้จะไม่ได้อดตาย แต่ความทรงจำเดียวของเราคือการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว มันเหมาะสมที่สุดก่อนที่เวลาของเราจะหมดลงจริงๆ เหรอ?

สิ่งที่เขาเสนอคือทางสายกลาง ที่ระหว่างทางมดก็อย่าลืมหาความสุขใส่ตัว ไม่ควรเก็บเพราะกลัวขาดจนไม่กล้าใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกันตั๊กแตนก็ไม่ควรเล่นจนลืมเก็บปลายทางต้องอดตาย

ช่วงที่พ่อของเขาใกล้เสียชีวิต ร่างกายย่ำแย่จนเดินทางไม่ได้ เพอร์กินส์มอบของขวัญเป็นไอแพดที่เก็บรูปถ่ายความทรงจำของชีวิตพ่อตั้งแต่ตอนอยู่มหาวิทยาลัย ตอนเล่นอเมริกันฟุตบอล และช่วงชีวิตอื่นๆ ที่มีความหมายเอาไว้ในนั้น

คุณพ่อของเขารักไอแพดเครื่องนั้นมาก หยิบมาเปิดเป็นประจำ เป็นของขวัญสุดพิเศษ แม้จะแก่ชราเกินกว่าจะหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเองแล้ว แต่เขายังสามารถดื่มด่ำกับปันผลของความทรงจำที่เกิดขึ้นในช่วงวัยหนุ่มๆ ได้

“ตอนนั้นเองที่ผมตระหนักว่าความทรงจำ คือสินทรัพย์ล้ำค่าในยามเกษียณ เมื่อไม่เหลือเรี่ยวแรงมากมาย ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ แล้ว คุณก็ยังมองย้อนกลับไปยังชีวิตที่ผ่านมาและประสบการณ์ในวันวานที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจความสุข และความรู้สึกหวานปนขมได้เสมอ”

จิมมี คารร์ (Jimmy Carr) นักแสดงตลกมากความสามารถเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ “The Diary of CEO” ว่า

“คนเราไม่ได้อยากมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่พวกเขาแค่ต้องการความทรงจำที่ดีมากขึ้น แล้วเราจะมีความทรงจำที่ดีมากขึ้นได้ยังไง? คือการทำอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจ หากคุณเดินทางไปทำงาน 300 ครั้งในปีหนึ่ง เดินทางเหมือนเดิม คุณไม่ได้มีความทรงจำ 300 อันนะ คุณมีความทรงจำเดียวของการเดินทางนั้น แต่ถ้าคุณทำสิ่งที่ต่างออกไป คุยกับคนอื่น คุณได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ของโลกใบนี้

นั่นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมมาก...ความหลากหลายในชีวิต ทำให้คุณมีความทรงจำที่มากขึ้น ให้คุณได้มีชีวิตที่มากขึ้นด้วย”

สังคมเราให้คุณค่ากับมดมากเกินไป อดเปรี้ยวไว้กินหวานเป็นเรื่องดี แต่สิ่งที่ตั๊กแตนทำ มีความสุขและสร้างความทรงจำดีๆ ระหว่างทางก็สำคัญไม่แพ้

หาสมดุลให้เจอ ตั๊กแตนเจียดเวลาไปหาอาหารหน่อย มดก็ออกไปใช้ชีวิตสักหน่อย รู้ว่าเวลาไหนควรทำงาน เวลาไหนควรเล่นสนุก

ผลตอบแทนของการลงทุนไม่ได้มาในรูปแบบของเงินเสมอไป แต่มาในรูปแบบของความทรงจำอันมีค่า เหมือนรูปถ่ายในไอแพดของพ่อเพอร์กินส์ที่จ่ายปันผลให้เขาเสมอจนวาระสุดท้าย

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save