ลงทุนยังไงให้พอใช้ในวันข้างหน้า? ธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ (DBS) พบคนอายุ 25-44 ปี รู้ว่าต้องลงทุน แต่เลือกลงทุนความเสี่ยงต่ำจนเสี่ยงไม่พอใช้หลังเกษียณ

ลงทุนยังไงให้พอใช้ในวันข้างหน้า? ธนาคารแห่งชาติสิงคโปร์ (DBS) พบคนอายุ 25-44 ปี รู้ว่าต้องลงทุน แต่เลือกลงทุนความเสี่ยงต่ำจนเสี่ยงไม่พอใช้หลังเกษียณ

ในวันที่ทุกอย่างแพงขึ้นทุกเดือน แต่รายได้ยังเท่าเดิม และภาระในชีวิตเพิ่มขึ้นแบบไม่มีปุ่ม Pause ให้กดหยุดพัก การเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ “ปลอดภัย” อย่างพันธบัตร หรือไม่ลงทุนเลย ก็อาจดูสมเหตุสมผล…ในสายตาหลายคน

แต่รายงานล่าสุดจาก ธนาคาร DBS ประเทศสิงคโปร์ ทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า “เรากำลังเซฟชีวิตวันนี้…ด้วยการแลกกับความลำบากในวันหน้าอยู่หรือเปล่า?”

คนรุ่นใหม่กำลังลงทุน “น้อยเกินไป” และ “ปลอดภัยเกินไป”

ข่าวจาก Straits Times Singapore รายงานข้อมูลจาก DBS Bank (ธนาคารดีบีเอส) วิเคราะห์พฤติกรรมการเงินของคนวัยทำงานอายุระหว่าง 25–44 ปี หรือที่เรารู้จักกันในนาม Gen Z และ Millennials

ผลคือที่ออกมา…น่ากังวลไม่น้อย เพราะ

- คนกลุ่มนี้จัดสรรเงินแค่ 15–17% ของรายได้ เพื่อการลงทุน ในขณะที่คนอายุมากกว่าลงทุนสูงถึง 30–49%

- ภายในพอร์ตการลงทุนของพวกเขา มากกว่า 52–57% อยู่ในตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น Treasury Bills (T-Bills), Singapore Savings Bonds, พันธบัตรรัฐบาลอื่นๆ

แม้จะฟังดูไม่แย่ เพราะอย่างน้อยก็ลงทุนแล้ว

แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่านี่คือ “การลงทุนที่อนุรักษ์นิยมเกินไป”
จนผลตอบแทนในระยะยาวอาจไม่เพียงพอกับการใช้ชีวิตหลังเกษียณเลย

จัดพอร์ตลงทุนยังไงให้เหมาะกับชีวิตจริง?

ก่อนจะไปดูสูตรจัดพอร์ต มาทำความเข้าใจหลักคิดง่ายๆ กันก่อนว่า

“ยิ่งอายุน้อย ยิ่งรับความเสี่ยงได้เยอะ”

หากเข้าใจเรื่อง “ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการรับความเสี่ยง”
เราจะพบว่า ระยะเวลาการลงทุนที่ยาวขึ้น = ความเสี่ยงที่รับได้มากขึ้น

ยิ่งคุณอายุยังน้อย แปลว่าคุณยังมีเวลาในการทำงานและสะสมเงินไปอีก 20–30 ปีข้างหน้า
เงินที่คุณลงทุนตั้งแต่วันนี้ (โดยเฉพาะเงินเพื่อการเกษียณ) จึงสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่ เสี่ยงปานกลางถึงเสี่ยงสูง ได้อย่างสบายใจ เพราะแม้มีช่วงที่ขาดทุน ก็ยังมีเวลาฟื้นคืนกลับมา

ข้อมูลจากสมาคมบริษัทจัดการ การลงทุน ได้แนะนำแนวทางการลงทุนแบบกลางๆ ในแต่ละช่วงอายุของคนไว้ดังต่อไปนี้

อายุ 21–30 ปี เป็นช่วงที่ยังไม่มีภาระมาก รับความเสี่ยงได้สูง

ควรจัดพอร์ตแบบหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นถึง 90% ที่เหลืออีก 10% อยู่ในเงินฝากหรือพันธบัตรก็พอเพราะแม้ขาดทุน ก็ยังมีเวลา “แก้เกม” ได้อีกหลายสิบปี

อายุ 31–40 ปี เริ่มมีภาระ ชีวิตต้องบาลานซ์

ในช่วงวัยนี้อาจมีภาระเพิ่มทั้งบ้าน รถ ครอบครัว ความเสี่ยงก็ต้องลดลง เขาแนะนำไว้ว่าให้ลดสัดส่วนการลงทุน ในตราสารทุนหรือหุ้นจากเดิมเป็น 50% อีก 50% เป็นตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน หรือบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

อายุ 41–55 ปี เก็บให้พอ

ช่วงวัยนี้มักจะเป็นช่วงที่รายได้สูง แต่เริ่มเข้าใกล้ “วัยเกษียณ” ดังนั้นต้องเพิ่มความปลอดภัยในพอร์ต เช่น 70% เงินฝาก / พันธบัตร / กองทุนรวมตราสารหนี้ 30% หุ้น หรือกองทุนรวมหุ้น

แล้วทำไมพวกเขาถึงกลัวความเสี่ยง? 

สาเหตุหลักๆ ไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ไม่รู้ ว่าหุ้นหรือ ETF มีผลตอบแทนดีกว่า แต่เพราะ “รู้มาก” ต่างหาก เช่น รู้ว่าพ่อเคยเจ๊งจากหุ้น รู้ว่าแม่เคยโดนหลอกเล่นแชร์ รู้ว่าเพื่อนเคยโดนฟันกำไรจากคริปโต และรู้ว่าชีวิตมีรายจ่ายจริงเกินกว่าจะแกล้งทำเป็นคนมีวินัยได้ทุกเดือน

คนรุ่นนี้เติบโตมากับเศรษฐกิจที่ผันผวน หนี้ครัวเรือนสูง ราคาทองไม่เคยลง และข่าวคนล้มละลายที่แชร์กันเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น การเลือก “เซฟไว้ก่อน” อาจไม่ใช่ความกลัวเกินเหตุ แต่มันคือการ เอาตัวรอดในยุคที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม กลัวความเสี่ยงคือกับดัก เพราะในบางช่วงวัยการไม่ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเลย ก็เหมือนการว่ายน้ำในสระเด็ก ปลอดภัย…แต่ไปถึงไหน

พี่ก้อย วิวรรณ จากหนังสือเงินไม่ใช่ทุกอย่างแต่ทุกอย่างเริ่มต้นที่เงิน เขียนไว้ว่า

“ผู้ออมเงินเพื่อการเกษียณเกินกว่าครึ่งกลัวความเสี่ยงมากจนเกินไป คือกลัวว่าเงินต้นจะหดหาย จึงนำเงินออมไปลงทุนแบบอนุรักษนิยม โดยอาจนำไปฝากธนาคาร ซื้อสลากออมสิน กองทุนตรงสารหนี้ ซึ่งในปัจจุบันให้ผลตอบแทนประมาณ 0.5 - 4% เรียกว่าแทบจะไม่ชนะเงินเฟ้อเลย”

โดยเฉพาะเป้าหมายระยะยาวอย่าง “เงินเกษียณ”

aomMONEY ของเราเคยนำเสนอสูตร หลังเกษียณจะใช้เงินเท่าไหร่?
โดยแนะนำว่าให้เริ่มคำนวณจาก

ค่าใช้จ่ายต่อปีหลังเกษียณ x จำนวนปีที่คิดว่าจะมีชีวิตอยู่หลังเกษียณ

เช่น ระยะเวลาหลังเกษียณอายุของ A อยู่ที่ (80-40) = 40 ปี
ซึ่ง A มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 25,000 บาท
ใน 1 ปี A จะมีค่าใช้จ่าย (25,000 X 12) = 300,000 บาท
ดังนั้น A ควรจะมีเงินหลังเกษียณอยู่ที่ (300,000 X 40) = 12,000,000 บาท *

ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้คิดตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ปกติจะเฟ้ออยู่ที่ราวๆ 2 - 3% ต่อปี
(ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2566 อยู่ที่ร้อยละ 1.23 ในขณะที่เดือนธันวาคม 2564 อยู่ที่ 2.17%)

หรือใครอยากเกษียณแบบไปใช้ชีวิต เช่น ได้เที่ยวได้บ้าง กินอาหารดีๆ บ้าง ก็อาจจะต้องใช้เงินมากกว่า 25,000 บาทต่อเดือน ซึ่งแปลว่าจำนวนเงินที่ต้องมีมากกว่า 12 ล้าน ไปอีก

.
ฟังดูเป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหม? แต่ความจริงคือ… มันเป็นไปได้ ถ้าคุณเริ่มลงทุน ตั้งแต่ตอนนี้ แม้จะเริ่มด้วยเงินหลักร้อย หลักพันก็ตาม

แล้วจะเริ่มยังไงในวันที่ยังไม่พร้อม? 

คุณไม่จำเป็นต้องพร้อม 100% ถึงจะเริ่มได้
แต่คุณต้องเริ่มก่อน…ถึงจะมีโอกาส “พร้อม” จริงๆ สักวัน

ลองคิดง่ายๆ ว่า สมมติตอนนี้คุณอายุ 22 ปี
- ถ้าเริ่มออมเงินเพื่อนำไปลงทุนวันละ 50 บาท = เดือนละ 1,500 ปีนึงคุณมีเงินลงทุน 18,000 บาท
- ถ้าเก็บเฉยๆ ผ่านไป 10 ปี คุณก็จะมีเงินแค่ 180,000 บาท

แต่ถ้าเงินก้อนนี้ถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวมหรือหุ้นที่มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 6–8% เป็นระยะเวลา 10 ปี จะเท่ากับว่า ในตอนที่คุณอายุ 32 ปี

ถ้าลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6% ต่อปี

จะมีเงินประมาณ 232,000 บาท
(มากกว่าออมเฉยๆ ถึง 52,00 บาท)

ถ้าลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี

จะมีเงินประมาณ 262,000 บาท
(มากกว่าออมเฉยๆ ถึง 82,00 บาท)

พอมีเงินก้อนตรงนี้คุณก็สามารถที่จะเอาไปลงทุนเพิ่มเติม หรือจะเก็บไปลงทุนในการทำธุรกิจ ลงทุนหุ้นปันผล เพื่อเพิ่มรายได้ประจำเดือนหลังเกษียณก็ได้

วิธีเดียวที่จะได้เห็นพลังของ “เวลา + ดอกเบี้ยทบต้น” ก็คือการเริ่มศึกษาการลงทุน และเริ่มต้นลงทุนให้ไว

สรุป : การลงทุนไม่ใช่ความกล้า มันคือ “การรักตัวเองในเวอร์ชั่นที่โตขึ้น” ไม่ต้องรอให้พร้อม ไม่ต้องเป็นเซียน ไม่ต้องเริ่มใหญ่ แค่เริ่มตอนนี้ ค่อยจัดสรร ค่อยๆ ลงทุน เพราะยิ่งเริ่มไวคุณก็มีเวลามากขึ้น

“การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินในลงทุน”

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save