รวยระดับหมื่นล้าน แต่เลือกไม่ลงทุนในสตาร์ตอัปของลูกสาว : บทเรียนสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ในโลกธุรกิจอันล้ำค่าของ Melinda Gates ในฐานะแม่ที่มอบให้กับลูก

รวยระดับหมื่นล้าน แต่เลือกไม่ลงทุนในสตาร์ตอัปของลูกสาว : บทเรียนสร้าง ‘ภูมิคุ้มกัน’ ในโลกธุรกิจอันล้ำค่าของ Melinda Gates ในฐานะแม่ที่มอบให้กับลูก

ในงาน ‘Power of Women’s Sports Summit’ 2025 เมลินดา เกตส์ (Melinda French Gates) นักธุรกิจหญิงชาวอเมริกัน อดีตภรรยาของ บิล เกตส์ (Bill Gates) ถือไมค์ขึ้นเวทีในฐานะแขกรับเชิญเพื่อพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมของกีฬาผู้หญิง นวัตกรรมและการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว

ประเด็นหนึ่งที่ทำให้คนสนใจคือเรื่องของธุรกิจสตาร์ตอัปที่ลูกสาวเธอเพิ่งก่อตั้ง

เพราะถึงแม้เธอจะมีมูลค่าทางทรัพย์สินกว่า 31,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) เธอกลับเลือกที่จะไม่ลงทุนในบริษัทของลูกสาวเลย

“ลูกสาวฉันเพิ่งเปิดบริษัทใหม่ปีนี้” เธอเกริ่น “แต่เงินเริ่มต้นไม่ได้มาจากเส้นสายของฉัน—และฉันก็จะไม่ลงทุนให้” เสียงฮือฮาจึงดังขึ้นทันที

แต่เมลินดาไม่ได้พูดด้วยความเย็นชา แต่มันคือกำลังมอบของขวัญบางอย่างที่ประสบการณ์เท่านั้นสามารถมอบให้ได้ นั่นก็คือ “Resilience” หรือ ความสามารถในการล้มแล้วลุกเอง “ถ้ามันคือธุรกิจจริง ต้องมีคนอื่นยินดีลงทุน และถ้าโดนปฏิเสธก็ยิ่งดี เธอจะได้เรียนรู้”

คำปฏิเสธนี้อาจฟังโหด แต่ในโลกสตาร์ตอัปที่เงินไหลเร็วและความคาดหวังยิ่งเร็วกว่า การได้สัมผัส “ความเจ็บปวดที่จำเป็น” ตั้งแต่เริ่มต้นคือวัคซีนสำคัญเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโลกทางธุรกิจ และยิ่งจำเป็นสำหรับผู้ก่อตั้งที่เป็นผู้หญิง เพราะในปี 2024 เงินลงทุนทั่วโลกกว่า 289,000 ล้านดอลลาร์ ไหลสู่ทีมที่มีผู้หญิงล้วนเพียง 2.3% เท่านั้น (เทียบกับทีมที่มีผู้ก่อตั้งชายล้วน 83.6%)

มอร์แกน เฮาเซิล (Morgan Housel) ผู้เขียน The Psychology of Money เคยพูดเอาไว้ในพอดแคสต์ “SALT Talks” ชอบเล่าว่า “คุณสามารถประสบความสำเร็จในตลาดการเงินได้ ไม่ว่าคุณจะใช้กลยุทธ์แบบไหน แต่ไม่มีอะไรได้มาฟรี แน่นอนว่า ไม่มีสิ่งดี ๆ ใดในโลกที่ได้มาฟรี ไม่มีสิ่งมีคุณค่าใดที่ไม่ต้องแลก ทุกอย่างมีต้นทุน และต้นทุนของการเข้ามาลงทุนคือการผสมผสานระหว่างความอดทน ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงาน กับ ความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอนและความผันผวน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดบังคับให้คุณต้องยอมรับเพื่อจะอยู่รอดได้ในระยะยาว”

การลงทุนและเส้นชีวิตผู้ประกอบการจึงมีจุดร่วมอยู่หนึ่งข้อคือมันจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เจอบททดสอบอีกมากมายที่ไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม เมลินดาจึงเลือกให้ลูกสาวสัมผัสกับความท้าทายที่ต้องเผชิญด้วยตัวเองเท่านั้นถึงจะรู้ได้

อันที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่สูตรลับใหม่อะไร เพราะอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนซึ่งเป็นที่รู้จักกันในด้าน “ความใจกว้าง” เคยพูดเรื่องแผนมรดกของตัวเองว่า “ให้ลูกมากพอที่จะทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากจนไม่ต้องทำอะไรเลย”

ผลคือบุตรทั้งสามไม่ได้รับเงินกองมหาศาล และเงินส่วนใหญ่ของเขาจะถูกส่งต่อไปยังองค์กรการกุศลเมื่อเขาจากไปแล้ว

หรืออย่าง บิล เกตส์ ก็ประกาศอย่างเปิดเผยว่าลูก ๆ จะได้รับ “น้อยกว่า 1%” ของทรัพย์สินกว่าแสนล้านดอลลาร์

การที่เมลินดาไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยลงเงินในสตาร์ตอัปของลูกสาวยังเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ผู้ประกอบการค้นพบวงกลมความถนัด (circle of competence) ของตัวเอง เมื่อทรัพยากรจำกัด ทุกการตัดสินใจจึงต้องแม่น ต้องกล้าปฏิเสธฟีเจอร์เกินจำเป็น ต้องเรียนรู้จะพังแล้วซ่อมด้วยทุนจำกัด หรือแม้กระทั่งยอมทิ้งไอเดียบางอย่างก่อนที่เงินจะถูกเผาไปจนหมด

ตัวอย่างคลาสสิกอย่าง ซาร่าห์ เบลคลี่ย์ (Sara Blakely) ผู้ก่อตั้ง Spanx เคยเล่าว่า ทุกค่ำวันศุกร์ พ่อจะถามลูก ๆ ว่า “สัปดาห์นี้ล้มเหลวอะไรบ้าง” ถ้าไม่มีคำตอบ ถือว่าไม่ผ่าน “ความล้มเหลวคือการไม่ลอง” กรอบคิดนี้หล่อหลอมให้เบลคลี่ย์พร้อมที่จะเดินขายกางเกง Spanx แม้จะโดนปฏิเสธนับไม่ถ้วน ก่อนจะสร้างอาณาจักรพันล้านของตัวเองได้ในที่สุด

สิ่งที่ เมลินดา ทำก็คล้ายกับพ่อของ กำลังเล่นบทเดียวกับพ่อของเบลคลี่ย์ เพียงแต่อยู่ในรูปแบบของธุรกิจ ถ้าหากลูกสาวของเธอไปเสนอไอเดียกับนักลงทุนเป็นร้อยๆ คนแล้วไม่มีใครสนใจ แสดงว่าผลิตภัณฑ์ยังไม่ตอบโจทย์ หรือทีมยังไม่มีแผนชัดพอ

การได้ยินคำว่า “ไม่” จึงกลายเป็นฟีดแบ็กที่บอกให้กลับไปทำการบ้านใหม่อีกครั้ง ส่วนถ้าประตูบานใดบานหนึ่งเปิดออก นั่นแปลว่าสตาร์ตอัปมีโอกาสยืนได้ด้วยขาของตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่ง “สายป่านแม่” เลยด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าความมั่งคั่งของเธอระดับนี้สามารถอุ้มลูกได้สบายอยู่แล้ว แต่มันจะดีกว่ามากหากเธอใช้โอกาสนี้เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ทักษะการเอาตัวรอดในฐานะผู้ประกอบการด้วยตัวเอง (และสามารถใช้ได้ไปตลอดชีวิตด้วย)

สถิติเงินทุน 2.3% ที่ไหลสู่ทีมผู้ก่อตั้งที่เป็นหญิงล้วนบอกเราว่าโลกการเงินยังไม่ได้เล่นแฟร์สักเท่าไหร่ ถ้านี่คือ “ธุรกิจจริง” เมลินดากล่าว “ก็ต้องมีคนอื่นที่เต็มใจจะลงทุนด้วย” และถ้าไม่มีใครลงทุน ลูกสาวของเธอก็จะได้เรียนรู้วิธีรับมือกับการถูกปฏิเสธ “นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันบอกเธอ… เธอกำลังเติบโตจากประสบการณ์นี้”

เรื่องนี้มีบทเรียนที่สำคัญอยู่ (แม้เราจะไม่ได้มีทรัพย์สินระดับล้านล้านก็ตาม)

- อย่ารีบเป็นแหล่งเงินด่วน : ไม่ว่าคุณจะเป็นพ่อแม่ พี่ หรือเพื่อน การช่วยด้วยเงินทันทีอาจตัดเส้นทางทดลองผิดลองถูก ถ้าคิดจะช่วย ลองช่วยด้วยคำถาม วิธีวัดผล หรือคอนเน็กชันเล็ก ๆ ก่อน
- ให้ “พื้นที่ปลอดภัย” ในการล้มเหลว : ตั้งกติกาง่าย ๆ เช่นในครอบครัวเบลคลี่ย์ สัปดาห์ละหนึ่งความล้มเหลว เขียนแชร์กัน บันทึกบทเรียน เปลี่ยน “ไม่สำเร็จ” ให้กลายเป็นแต้มประสบการณ์ที่ช่วยให้เติบโต ลองผิดลองถูก
- สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา : เล่าเรื่องเงินหรือการสนับสนุนกับลูกตั้งแต่เนิ่นๆ คุยเรื่องเงินตรง ๆ ช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า “คุณค่า” และ “ความรัก” ไม่วัดด้วยจำนวนศูนย์ท้ายบัญชี
- จำไว้ว่าโลกไม่สวยเสมอไป : โดยเฉพาะในโลกธุรกิจและการเงิน ต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเป็นต่อการเติบโตให้ดี

เฮาเซิลเคยเขียนคำแนะนำเรื่องเงินให้ลูกชายของเขาบอกว่า “อันนี้อาจจะฟังดูโหดร้ายสักหน่อย แต่พ่อหวังว่าลูกจะจนสักช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต” สิ่งที่เฮาเซิลต้องการไม่ได้อยากให้ลูกทรมานหรือไม่มีความสุข แต่เขารู้สึกว่ามันคือโอกาสที่ลูกของเขาจะได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของเงินโดยไม่ต้องถึงกับอดอยากมากนัก

“ความจนจะช่วยสอนลูกถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่จำเป็นและสิ่งที่เราอยากได้ มันจะบังคับให้ลูกจัดการเงิน มันจะสอนให้ลูกเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับสิ่งที่ลูกมี ซ่อมของที่ซ่อมได้ และซื้อของเมื่อมีดีลที่ดี เพราะนี่คือทักษะสำคัญในการเอาตัวรอด เรียนรู้ที่จะอยู่กับความยากจนอย่างภาคภูมิใจและลูกจะรับมือกับการขึ้นและลงของการเงินในชีวิตได้ไม่ยากนัก”

ในทำนองเดียวกัน เมลินดาไม่ได้อยากให้ลูกลำบาก เพราะสัญชาตญาณแม่ทุกคนอยากปกป้องลูกจากความเจ็บปวดอยู่แล้ว แต่โลกธุรกิจไม่ได้สวยงามโรยด้วยกลีบกุหลาบ สิ่งที่แม่ทำได้ดีที่สุดจึงไม่ใช่สร้างเรือให้ลูกข้ามมหาสมุทร แต่สอนให้ว่าต้องต่อเรือยังไงและเตรียมตัวอะไรบ้าง รู้วิธีจัดการ แก้ปัญหาเมื่อเจอพายุและคลื่นลมระหว่างทาง แล้วเดินทางต่ออย่างภาคภูมิและปลอดภัย

ท้ายที่สุด (และอาจจะสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด) มันก็เป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจ เชื่อมั่นในความสามารถของลูกสาว เป็นการบอกเป็นนัยอีกอย่างว่า “แม่เชื่อว่าหนูทำได้ด้วยตัวเอง” และนั่นอาจจะมีค่ามากกว่าเงินลงทุนในสตาร์ตอัปด้วยซ้ำ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save