‘ตัดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช’ จนกลายเป็น VI จำเป็น : 2 อย่างที่ต้องทำ เพื่อเลิกเป็น VI ที่ Cut Loss ไม่เป็น

‘ตัดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช’ จนกลายเป็น VI จำเป็น : 2 อย่างที่ต้องทำ เพื่อเลิกเป็น VI ที่ Cut Loss ไม่เป็น

เคยไหมครับที่คุณขายหุ้นแล้วพบว่าหุ้นนั้นราคาวิ่งต่อไปเรื่อยๆ จนอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ ในทางกลับกัน หุ้นที่ราคาลดลงเรื่อยๆ กลับยังกอดเก็บไว้ในพอร์ตด้วยความหวังลึกๆ ว่า "เดี๋ยวราคาก็คงกลับมาเอง" จนกลายเป็นการถือหุ้นขาดทุนระยะยาวโดยไม่ตั้งใจ

สุดท้ายก็กลายเป็นนักลงทุน VI (Value Investor) แบบจำเป็นไปโดยปริยาย

ถ้าเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ เชื่อเถอะครับว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวอย่างแน่นอน

นักลงทุนจำนวนมากก็เคยเผชิญกับปัญหาเดียวกันนี้ ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงมาจากสองสิ่ง นั่นคือการ "ไม่รู้จัก Cut Loss" และ "ไม่มีเกณฑ์ในการขายหุ้นที่ชัดเจน"

แล้วเราจะทำยังไงดีถ้าอยากเลิกเป็น VI ที่ Cut Loss ไม่เป็น?

1. เลิกคิดว่า "ไม่ขาย ไม่ขาดทุน"

สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมขายหุ้นขาดทุนเป็นเพราะเรามักมีความเชื่อผิดๆ ว่า "ตราบใดที่ยังไม่ขาย เราก็ยังไม่ขาดทุน" ซึ่งในความเป็นจริง ความเสียหายนั้นเกิดขึ้นเรียบร้อยไปแล้ว ยิ่งถ้าเราไม่ควบคุมและไม่รู้เหตุผลของการถือหุ้นตัวนั้นอยู่ยิ่งเสียหายหนักลงไปเรื่อยๆ

การไม่ขายไม่ได้ช่วยให้ราคาหุ้นดีขึ้นมาอัตโนมัติ แต่กลับทำให้เสียโอกาสในการนำเงินไปลงทุนในหุ้นที่ดีกว่า ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนให้เรามากกว่าที่เสียไปหลายเท่าตัว

สมมติเห็นว่าหุ้นราคาถูก มีค่า P/E ต่ำกว่า 5 และ P/B ต่ำกว่า 1 แถมปันผลสูงถึง 8% เลยเข้าไปซื้อ

ซื้อไปแล้วหุ้นร่วง 30% ก็มาเจอว่าที่จริงพื้นฐานของบริษัทไม่ได้ดี ปันผลอาจจะไปกู้ยืมมาแจก ฯลฯ แบบนี้ควรตัดขาดทุน เพราะเป็นการ ‘กำจัดความเสี่ยง’ ออกไป ถือเป็นบทเรียนในครั้งต่อไป

นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Philip Fisher เคยบอกว่า "หากหุ้นที่ซื้อมาไม่ได้ดีอย่างที่เราคิด ให้ขายทิ้งทันที ไม่ว่าจะขาดทุนมากแค่ไหนก็ตาม เพราะการขาดทุน 20-30% นั้น เทียบไม่ได้เลยกับโอกาสที่จะได้หุ้นที่ดีขึ้นมาแทนที่และเพิ่มมูลค่าหลายสิบเท่าในอนาคต"

ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่คุณต้องทำก็คือเปลี่ยนความคิดตัวเองเสียใหม่ เลิกหลอกตัวเองด้วยคำว่า "ไม่ขายไม่ขาดทุน" แล้วหันมาเผชิญหน้ากับความจริง เพราะยิ่งเราเสียเวลาเก็บหุ้นขาดทุนไว้ โอกาสในการลงทุนที่ดีขึ้นก็ยิ่งห่างไกลออกไปเท่านั้น

2. สร้างเกณฑ์การขายหุ้นที่ชัดเจน

สาเหตุสำคัญอีกข้อที่นักลงทุนมักถือหุ้นขาดทุนยาวนานคือ ไม่มีเกณฑ์ในการขายที่ชัดเจน ส่งผลให้ตัดสินใจด้วยอารมณ์หรือรอ "ราคาเด้งกลับ" ก่อนจึงจะขาย

แต่ความจริงแล้วสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการ Cut Loss สำหรับนักลงทุน VI คือ ถ้าวิเคราะห์ผิด หรือ พื้นฐานเปลี่ยน สองข้อนี้คือต้องยึดอย่างเคร่งครัด

หากหุ้นที่เราถือมีพื้นฐานดีอยู่แล้ว ก็จะถือต่อไปตราบใดที่พื้นฐานยังไม่เปลี่ยน หรืออาจซื้อเพิ่มเมื่อราคาลดลง โดยไม่สนใจต้นทุนที่เราซื้อมา

หรือหากพบหุ้นใหม่ที่มีโอกาสดีกว่า ก็จะเปลี่ยนมาลงทุนในบริษัทใหม่ทันที แต่มีเงื่อนไขเดียวคือ ต้องมั่นใจว่าหุ้นใหม่นั้นมีศักยภาพสูงกว่าหุ้นเดิมที่ถืออยู่เท่านั้นเอง

หากคุณได้หุ้นที่ดี ราคาถูกมาไว้ในมือแล้ว อย่าพยายาม "เล่นเกมจับจังหวะตลาด" (เช่นขายก่อนแล้วรอซื้อเมื่อมันย่ออีกครั้ง) เพราะหุ้นที่ดีนั้นไม่ได้หาได้ง่ายๆ เก็บไว้เฉยๆ สักวันหนึ่งศักยภาพของมันก็จะเผยออกมาเอง

ในทางกลับกัน หุ้นที่มีพื้นฐานแย่ ไม่ว่าจะราคาต่ำแค่ไหน ก็ไม่ควรถือไว้ให้เสียเวลาหรือโอกาส หากอนาคตของบริษัทดูมืดมน ก็ควรกำจัดออกจากพอร์ตให้เร็วที่สุด เพราะยิ่งรอนาน ความเสียหายก็จะยิ่งหนักขึ้นเท่านั้น

3. เพื่อให้คุณหลุดจากวงจรการถือหุ้นขาดทุนแบบ VI จำเป็น

นักลงทุนระดับโลกอย่าง Peter Lynch ก็เคยพูดไว้ว่า คนส่วนใหญ่มักจะ "ตัดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช" หรือ "Cutting the flower, but watering the weed" คือขายหุ้นที่ดี แล้วเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้แทนที่จะปล่อยกำไรให้วิ่งต่อไป

หากอยากประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะยาว คุณต้องเปลี่ยนมาใช้แนวคิดใหม่ว่า "ตัดวัชพืช รดน้ำดอกไม้" หรือ "Cutting the weed, and watering the flower" แทน

การลงทุนที่ดีไม่ใช่การไม่เคยผิดพลาด แต่คือการยอมรับข้อผิดพลาดและกล้าปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้น นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จอย่าง Warren Buffett เองก็เน้นเสมอว่า "อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล" และยอมรับว่าการตัดสินใจผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอในโลกการลงทุน

สุดท้ายนี้ ขอให้คุณจำไว้ว่า การขายหุ้นขาดทุนไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว แต่มันคือก้าวสำคัญที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงในโลกของการลงทุนครับ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save