เงินคือเรื่องของอารมณ์ แม้เข้าใจหลักการ แต่ถ้าบริหารอารมณ์ไม่ได้การเงินก็มีโอกาสพังอยู่ดี

เคยรู้สึก ‘อยากใช้เงิน’ แบบไม่ได้วางแผนเอาไว้ไหมครับ?
โดยเฉพาะตอนที่เงินเข้ามาแล้วคิดว่าอยากใช้เงินซื้ออะไรสักอย่าง อะไรก็ได้แหละ
เปิดแอปฯ ชอปปิงดูหน่อยมีอะไรน่าสนใจบ้าง รู้ตัวอีกทีได้ของมาสองสามชิ้น บางทีไปเดินห้างขอ ‘แวะดู’ ร้านเสื้อผ้าสักหน่อย ได้กางเกงยีนส์ตัวใหม่มาแล้ว วันนี้เครียดจังเลย ขอเลี้ยงอาหารตัวเองดีๆ สักมื้อหนึ่งละกัน หรือบางครั้งวู่วามรูดบัตรเครดิตซื้อของชิ้นใหญ่ๆ คิดว่าจ่ายรายเดือนไหว แต่สุดท้ายทำไม่ได้ ติดหนี้บัตรเครดิตกันไป
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘Impulsive Spending’ หรือการซื้อตามอารมณ์แบบไม่ได้วางแผนเอาไว้ก่อน
ถามว่ามันแย่ทั้งหมดไหม? ก็ไม่ได้ขนาดนั้น
เราหาเงินมาอย่างยากลำบาก แน่นอนว่าการใช้เงินเพื่อซื้อความสุขให้กับตัวเองเล็กๆ น้อยๆ เป็นเรื่องที่ ‘โอเค’
ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาบอกว่ามันคือพฤติกรรมที่ช่วยปลอบโยนตัวเอง (Self-Soothing Behavior) งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Consumer Psychology ปี 2014 บ่งบอกว่าการชอปปิงซื้อของนั้นช่วยบำบัดความเครียดและทำให้มีความสุขได้อย่างทันทีตอนนั้นเลย เป็นการรับมือกับความเศร้าที่เกิดขึ้นในชีวิต
เหตุผลก็เพราะว่าการตัดสินใจซื้อของสักอย่างนำอำนาจการตัดสินใจมาอยู่ในมือเรา ทำให้เรารู้สึกมีอิสระ ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำได้นั่นเอง
แต่ความสุขนั้นอาจจะไม่ยั่งยืนนัก
แม้จะไม่ได้มีตัวเลขทางสถิติที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าแต่ละเดือนเราเสียเงินกับการซื้อด้วยอารมณ์แบบนี้ไปไม่น้อย หลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น แต่ละเดือนเราสามารถเอาเงินตรงนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้ได้
อย่างที่บอกครับ ซื้อของที่ทำให้ตัวเองมีความสุขไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อไหร่ที่มันเกินขอบเขตความพอดีหรือเข้าขั้นเสพติดควบคุมไม่ได้ อันนี้อาจจะเป็นปัญหาต่อการสร้างความมั่งคั่งในชีวิตได้
ลินด์ซีย์ ไบรอัน-พอดวิน (Lindsay Bryan-Podvin) นักบำบัดทางการเงินเขียนเอาไว้บนเว็บไซต์ VOX ว่า “คนเหล่านี้ไม่ได้ทำอะไรที่ ‘แย่’ พวกเขาแค่ทำในสิ่งที่เราส่วนใหญ่ทำ นั่นก็คือตัดสินใจเรื่องการเงินด้วยอารมณ์ต่างหาก”
ทฤษฎีกับปฏิบัติอาจจะคนละเรื่อง
เจอรัลด์ ซัลต์แมน (Gerald Zaltman) ศาสตราจารย์จาก Harvard Business School บอกว่า 95% ของการตัดสินใจของมนุษย์เกิดขึ้นจากจิตไร้สำนึกซึ่งใช้อารมณ์ความรู้สึกเป็นหลัก
มนุษย์อาจจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตัดสินใจด้วยเหตุผล แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะตอบสนองต่อข้อมูลหรือสิ่งเร้าด้วยอารมณ์มากกว่า
ยกตัวอย่างเช่นเห็นของลดราคา รีบเข้าไปดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง บ่อยครั้งได้ของติดมือมาโดยที่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ด้วยซ้ำ บ่อยครั้งเราก็พยายามจะหาเหตุผลมารองรับการตัดสินใจของตัวเองด้วยว่าซื้อมาเพราะอะไร จะได้ไม่รู้สึกแย่มากนัก
ลองดูตัวอย่างอย่างอื่นก็ได้
เรารู้ว่าไม่ควรเล่นมือถือก่อนเข้านอน เพราะมันทำให้คุณภาพการนอนลดลง แต่เราทำไหม? “ไม่ทำ”
เรารู้ว่าควรขยับร่างกาย ออกกำลังกาย เพราะมันดีต่อทั้งสุขภาพกายและจิตใจ แต่เราทำไหม? "พรุ่งนี้ละกัน”
เรารู้ว่าได้เงินมาแล้วควรใช้น้อยกว่าที่หามาได้ เก็บเงินเผื่อฉุกเฉิน ลงทุนเพื่ออนาคต แต่เราทำไหม? "ก็…ของมันลดราคาอยู่!!!!"
พี่หนุ่ม Money Coach เคยบอกว่า
“ไม่มีใครไม่รู้หรอกว่า การออกกำลังกายเป็นประจำแล้วจะมีสุขภาพดี ทุกคนรู้กันทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่มีวินัยออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ
การเงินก็เช่นกัน คิดดี รู้เยอะ ศึกษาแยะ (มีความรู้ทางการเงิน) แต่ไม่ทำ หรือทำแบบจับๆ ปล่อยๆ (ขาดวินัย) แบบนี้ก็ไม่เกิดผลเชิงบวกสักที (ไปไม่ถึงสุขภาพการเงินที่ดีหรือความสำเร็จทางการเงิน) ดังนั้น จึงต้องมีวินัยมากำกับอย่างต่อเนื่องด้วย ถึงจะครบองค์ประกอบและประสบความสำเร็จได้”
เราทุกคนเคยพลาด แต่พลาดแล้วจะทำยังไงต่อ?
ที่ผ่านมาเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยเห็นสูตรจัดการเงินแบบ 6 ไห หรือ 50:30:20 แบบนี้กันมาบ้างแล้ว (ใครสนใจลองหาอ่านกันดูได้ครับ aomMONEY เคยทำบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้ว)
หลักการของมันก็ง่ายๆ ว่าได้เงินมาหนึ่งก้อน ควรจัดสรรแบ่งไปส่วนไหนบ้างเป็นจำนวนเท่าไหร่
เพียงแต่ว่า...สูตรจัดการเงินพวกนี้ มันดีนะ...แต่ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคนซะทีเดียว
เรามักจะได้ยินว่าถ้าอยากมีเงินออมเยอะขึ้นก็ตัดค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือยออกจากชีวิตประจำวันสิ (แต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป แต่เรามักจะได้ยินคนหยิบยกกาแฟหรือการกินข้าวนอกบ้านมาเป็นตัวอย่างเสมอ)
แน่นอนว่าการตัดค่าใช้จ่ายเหล่านั้นออกไป เงินเก็บอาจจะมีมากขึ้น แต่สุดท้ายเราก็จะตัดได้ถึงแค่จุดหนึ่งเท่านั้น (แถมยังไม่มีความสุขในชีวิตเลยด้วยถ้าสิ่งที่ตัดเป็นสิ่งที่มอบความสุขให้กับชีวิตเราจริงๆ)
พอทำตามสูตรที่คนแนะนำไม่ได้ ก็รู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง ล้มเหลว
ไบรอัน-พอดวิน บอกว่าคนส่วนใหญ่มีแผนการจัดการเงินอยู่ แต่บางส่วนก็ไม่สนใจเพราะใช้เงินแบบเดือนชนเดือนอยู่ดี แต่คนที่มีแผนจัดการงานที่ทำตามผู้เชี่ยวชาญแนะนำแล้วล้มเหลว จ่ายเงินเยอะเกินไปในบางหมวดหมู่ ก็รู้สึกอับอายและคิดว่า “ฉันมันงี่เง่าใช้เงินเยอะเกินไป ไม่มีทางที่จะทำตามแผนนี้ได้หรอก”
พอรู้สึกแบบนี้ก็จะยิ่งทำให้ดำดิ่งสู่ห้วงอารมณ์ที่เลวร้าย คิดถึงความผิดพลาดเก่าๆ ที่ผ่านมา จ่ายบิลไม่ตรงเวลา เป็นหนี้บัตรเครดิต ฯลฯ อะไรก็ตามที่เป็นหลักฐานตอกย้ำถึงความล้มเหลวของตัวเอง
จนสุดท้ายก็ทิ้งเรื่องการวางแผนจัดการเรื่องการเงินไปเลย
ไอเดียที่มองว่า ‘ทุกคน’ ควร/ต้อง เก็บเงินให้ได้ xxx% หรือ xxx บาท ต่อเดือนนั้นไม่ใช่คำแนะนำที่ใช้ได้จริงในทุกสถานการณ์ของแต่ละคนเสมอไป เป็นคำแนะนำที่มีเจตนารมณ์ที่ดีและถ้าทำได้ก็คงดี เพียงแต่เรื่องการออมเงินมันไม่มีคำตอบที่ใช้ได้สำหรับทุกคน “One Size Fits All” ไม่ได้
แล้วเราควรทำยังไงกับเรื่องการออม?
นิก มักจิอุลลี (Nick Maggiulli) เขียนเล่าไว้ในหนังสือการเงินชื่อว่า “Just Keep Buying” ว่า “เมื่อเรามีความสามารถในการออมมากขึ้น เราควรออมมากขึ้น-และเมื่อไม่มี เราก็ควรออมน้อยลง”
มีมาก ออมมาก มีน้อย ออมน้อย
บ่อยครั้งหากเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย เริ่มทำงานใหม่ๆ เงินมันยังไม่เยอะหรอก หลังจากทำงานไปสักพักรายได้มันก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น แต่คนที่มีรายได้เยอะๆ บางคนก็ลาออกไปใช้ชีวิตทำงานที่ได้เงินน้อยกว่า แต่เติมเต็มกว่าก็มี
บางงานเราต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพสูง บางงานอยู่ที่ไหนทำก็ได้ โตมาหน่อยอาจจะแต่งงาน มีลูก หย่าร้าง เลื่อนขั้น ขึ้นตำแหน่ง บางวันมีงาน พรุ่งนี้ตกงาน เกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องใช้เงินด่วน ฯลฯ
เพราะชีวิตก็แบบนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน
การจะมีกฎตายตัวเรื่องการออมคงเป็นไปไม่ได้
จัดการบริหารอารมณ์ยังไงดี ไม่ให้ใช้จ่ายเกินตัว
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องของอารมณ์และทุกคนเคยผิดพลาดกันมาทั้งสิ้น เราจะจัดการบริหารอารมณ์ของเรายังไงดี ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการใช้จ่ายเงินแบบไม่ได้วางแผนมาก่อน
1. นิ่งไว้ก่อน
พอเราเห็นอะไรก็ตามที่อยากได้มากๆ อารมณ์ข้างในมันจะร้อนแรงมาก อยากซื้ออยากได้
ให้เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่จะรู้สึกแบบนี้ เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งอารมณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมดา ให้เวลากับตัวเอง ถอยออกมาหน่อย คิดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
คิดถึงสิ่งที่จะตามมาจากตรงนี้ ซื้อเพราะอยากได้หรือมันจำเป็น? ถ้าอยากได้แล้วมันมีอะไรต่อจากนั้นไหม เช่นซื้อโทรศัพท์ใหม่ เดี๋ยวมีค่าประกัน ค่าซ่อม ค่ากระจก ค่าเคส ฯลฯ ตั๋วเครื่องบินลดราคา แต่ไหนจะค่าโรงแรม ค่าอาหาร ค่าเช่ารถ ค่าประกันเดินทาง ฯลฯ
นิ่งไว้ก่อน อารมณ์มันเกิดขึ้นได้ เราให้เวลากับตัวเองคิดสักพักหนึ่ง แล้วค่อยตัดสินใจใหม่ มารู้ตัวอีกทีเราอาจจะลืมมันไปแล้วก็ได้
2. คิดอย่างมีเหตุผล
มันจะมีคนอยู่สองขั้ว : ด้านหนึ่งคือคิดทุกอย่างทุกด้านจนไม่กล้าตัดสินใจซื้อ กับอีกด้านหนึ่งไม่คิดอะไรเลยซื้อทุกอย่างที่อยากได้
ทั้งสองด้านก็สุดกันคนละแบบ
เราควรอยู่ทางสายกลาง คิดอย่างมีเหตุผลว่าเราต้องการเพราะอะไร? “ทำไมเราถึงอยากได้สิ่งนี้?”
มีคำกล่าวหนึ่งที่บอกว่า “หลายคนใช้เงินที่พวกเขาไม่มี เพื่อซื้อของที่ไม่ได้อยากได้ เพื่ออวดที่พวกเขาไม่ได้ชอบ”
ถ้าการซื้อของเราตกอยู่ในหมวดนี้อาจจะไม่คุ้มสักเท่าไหร่ เช่นซื้อรถแพงๆ เพียงเพื่อจะให้คนอื่นคิดว่าคุณประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
ซื้อเพราะมันทำให้คุณมีความสุขจริงๆ หรือซื้อเพราะมันจำเป็นกับตัวเอง
3. ดีเลย์
ถ้าเงินเราไม่พอซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ช่วงเปิดตัวทำยังไง?
รอครับ
เราอยู่ในยุคของทุนนิยม ของใหม่ ของดี ของเวอร์ชันอัปเกรด เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา สินค้าจะมีมาให้เราเลือกมากมาย ถ้ายังไม่มีเงิน เก็บมาแล้วแต่ยังไม่พอ รูดบัตรเครดิตไปรู้เลยว่าจ่ายไม่ไหว สิ่งที่ควรทำคือดีเลย์เป้าหมายอันนี้ไปก่อน
คุณกลับมาหามันใหม่ได้เสมอ นี่คือข้อดีของโลกทุนนิยมปัจจุบัน
สินค้าใหม่ๆจะออกมาตลอด จะมีของลดราคาอยู่ในอนาคต คุณไม่ได้พลาดอะไรมากนักหรอก
4. เรียนรู้ที่จะควบคุมตนเอง
ที่จริงเรื่องนี้ไม่บอกก็น่าจะรู้ว่ามันจำเป็น
แต่เราอาจจะลืมว่าความสามารถในการควบคุมตนเองนั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง ยิ่งเราฝึกความอดทนของเราให้ทนต่อแรงต้านทานดึงดูดให้ซื้อของที่ไม่จำเป็นมากเท่าไหร่ เรายิ่งทำได้ดีมากขึ้นเท่านั้นในอนาคต
แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถควบคุมได้ตลอด 100% แต่อย่าลืมว่าเงินที่หยิบจ่ายคือเงินที่เราหามา ให้คิดไว้เสมอ เรามีอำนาจเหนือมัน ทุกอย่างคือการตัดสินใจของเราว่าจะใช้มันยังไง
เริ่มช้าๆ ฝึกไปเรื่อยๆ คิดให้เยอะหน่อย มีเหตุผลมากขึ้น คิดถึงของที่เต็มบ้านซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้เอาไว้ หากเราเก็บเงินได้มากขึ้น ถึงเวลาเจอของที่อยากได้จริงๆ มีเงินพอ เราก็ใช้ได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดเลย
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

