เบน ฟรานซิส (Ben Francis) ไม่ได้ร่ำรวยจากเงินของเจ้าคุณปู่ ทรัพย์สมบัติตกทอดจากพ่อแม่ หรือเครือข่ายสังคมจากโรงเรียนธุรกิจชื่อดัง ที่จริงแล้วย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 11 ปีก่อน ฟรานซิสในวัย 19 ปียังใช้ชีวิตด้วยเงินเดือนเด็กส่งพิซซ่าอยู่เลย

แต่เขามีไอเดียครับ

ฟรานซิสใช้เงินเก็บจากการส่งพิซซ่า ไปซื้อจักรเย็บผ้า แล้วเริ่มต้นทำธุรกิจชุดออกกำลังกายของตัวเองชื่อ ‘Gymshark’ ในโรงรถที่บ้านของพ่อแม่ในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ​

11 ปีต่อมา ตอนนี้ฟรานซิสในวัย 30 ปีมีมูลค่าทางทรัพย์สินราว 1,300 ล้านเหรียญ หรือราว ๆ 45,500 ล้านบาท เข้าสู่ลิสต์เศรษฐีพันล้านของ Forbes’ Billionaire List ไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยอายุที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของเศรษฐีในลิสต์นี้ที่ 65 ปี เกินกว่าครึ่งเลยทีเดียว

ฟรานซิสเล่าว่าตัวเขาเองตอนเป็นเด็กได้เรียนรู้การทำธุรกิจกับคุณปู่ แม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่เขาทำสักเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจเกี่ยวกับธุรกิจและคิดว่าวันหนึ่งโตขึ้นก็อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองบ้างถ้าโตขึ้น

ความฝันอีกอย่างของเขาตอนเป็นเด็กคืออยากเป็นนักฟุตบอล แต่ก็เล่นสู้คนอื่นๆ ไม่ได้ สุดท้ายเลยตัดสินใจทิ้งความฝันนั้นไป ต่อมาในวัย 17 ปี ก็เริ่มออกกำลังกายอย่างจริงจังมากขึ้น ระหว่างนั้นก็มีโอกาสลงเรียนวิชาหนึ่งที่สอนเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์ นั่นเป็นครั้งแรกที่ฟรานซิสเริ่มตกหลุมรักเทคโนโลยี รู้สึกว่ามันน่าทึ่งมาก

เขาเลยตัดสินใจเอาการออกกำลังกายและเทคโนโลยี สองอย่างที่เขาชื่นชอบมารวมเข้าด้วยกัน สร้างแอปฯแบบพื้นฐานที่ช่วยให้คนออกแบบแผนการออกกำลังกายและหาความรู้เกี่ยวกับวิธีออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน แม้แอปฯนั้นจะไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้าง แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่จุดประกายบางอย่างในตัวฟรานซิสขึ้นมา

พอเข้ามหาวิทยาลัยในอีกปีหนึ่งถัดมา นอกจากเข้าเรียนตามปกติแล้ว ตอนเย็นทำอาชีพเสริมโดยการเป็นเด็กส่งพิซซ่าได้ค่าแรงขั้นต่ำ 8 เหรียญ/ชั่วโมง ไปด้วย แต่เขาก็รู้สึกว่าเงินมันค่อนข้างน้อยไปสักหน่อย จึงไปชวน ลูวิส มอร์แกน (Lewis Morgan)​ เพื่อนของเขามาทำธุรกิจด้วยกัน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Gymshark ขึ้นมา

อันที่จริงแล้วตอนแรก ฟรานซิสกับ มอร์แกน สร้างเว็บไซต์ Gymshark ขึ้นมาเพื่อจะขายอาหารเสริมสำหรับการออกกำลังกาย ซื้อมาขายไป รูปแบบธุรกิจค่อนข้างพื้นฐาน แต่กำไรน้อยมาก ๆ ไม่นานนักฟรานซิสก็เริ่มสังเกตว่าเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกาย​ โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่สามารถโชว์มัดกล้ามสวย ๆ สำหรับคนเล่นเวทในตลาดนั้นยังไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ แม้สไตล์จะสวย แต่เวลาใส่แล้วมันรู้สึกไม่สบายตัว

นั่นคือจุดที่ทั้งคู่เริ่มมีไอเดียที่จะผลิตเสื้อผ้าชุดออกกำลังกายของตัวเองขึ้นมาเอง

โชคดีอีกอย่างหนึ่งของฟรานซิสคือทั้งคุณแม่ของเขามีความรู้เกี่ยวกับการเย็บผ้าติดตัวอยู่บ้าง ระหว่างวันฟรานซิสก็จะไปโรงเรียน ตอนเย็นก็ไปส่งพิซซ่า แล้วพอกลับมาบ้านก็เริ่มลงมือเย็บชุดออกกำลังกายของ Gymshark โดยทำตามขั้นตอนในวิดีโอที่แม่ของเขาอัดแล้วส่งมาให้ แล้วก็เริ่มขายบนเว็บไซต์

หลังจากนั้นก็เริ่มสร้างคอนเน็กชัน ทักไปหาเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ด้านการออกกำลังกายบนยูทูบที่พวกเขาชื่นชอบเพื่อส่งเสื้อผ้าไปให้ลองใส่ดู (เทคนิคนี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ใช้กันเยอะในปัจจุบัน แต่สมัยก่อนนั้นยังถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่พอสมควร) เพราะคิดว่ามันคงเจ๋งดีนะถ้าคนเหล่านี้ซึ่งเป็นเหมือนฮีโร่ของพวกเขาใส่ชุดที่พวกเขาเย็บขึ้นมาเอง โดยไม่ได้คิดหรอกว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

จุดพลิกของธุรกิจเกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อทั้งคู่เอาสินค้าของตัวเองไปออกบูทที่งานแสดงสินค้าสำหรับกีฬาเพาะกายแห่งหนึ่งในยุโรป คนมากมายก็เข้ามาหยิบมาลองสินค้าของพวกเขาเพราะติดตามอินฟลูเอนเซอร์คนอื่น ๆ มา ของที่เตรียมมาขายหมดทุกอย่างในงานนั้น

จากยอดขายวันละ 450 เหรียญ (15,750 บาท) กลายเป็น 45,000 เหรียญ (1.57 ล้านบาท) ภายในเวลาไม่นาน

พอเริ่มเห็นทิศทางที่ชัดเจนในการขยายตลาด ในเมื่อลูกค้าของพวกเขาคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ติดตามอินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์ เพราะฉะนั้นเลยตัดสินใจส่งสินค้าของ Gymshark ไปให้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามเยอะ ๆ มากขึ้น พร้อมทั้งจ่ายเงินให้อินฟลูเอนเซอร์หลายคนเป็นรายเดือนเพื่อให้ใส่เสื้อผ้าของพวกเขาลงช่องยูทูบด้วย

เหมือนปลดล็อกครับ ออเดอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลายเท่าตัว

ฟรานซิสและมอร์แกนเห็นโอกาสตรงนี้จึงตัดสินใจดรอปเอาต์จากมหาวิทยาลัยเพื่อมาโฟกัสตรงนี้อย่างจริงจังด้วยกันอย่างเต็มเวลา

หลังจากทำหน้าที่ซีอีโออยู่หลายปี ฟรานซิสตัดสินใจลงจากตำแหน่งในปี 2017 เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังมีประสบการณ์ไม่มากพอที่จะนำบริษัทให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในช่วงอายุเพียง 20 กว่า ๆ ส่งต่อหน้าที่ให้ สตีฟ ฮิววิต (Steve Hewitt) อดีตผู้บริหาร Reebok ให้รับช่วงต่อ โดยฟรานซิสบอกว่า

“ซีอีโอไม่ใช่ตำแหน่งที่เหมาะกับผมในช่วงวัยยี่สิบต้น ๆ เพียงเพราะว่าผมสามารถเริ่มธุรกิจแล้วมันโตอย่างรวดเร็วไม่ได้หมายความว่าผมเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เหมาะสมที่สุด”

ช่วง 4 ปีหลังจากการลงจากตำแหน่งทำให้ฟรานซิสได้ลองไปช่วยสนับสนุนงานส่วนอื่น ๆ ของ Gymshark ด้วย ทั้งผู้บริหารฝ่ายผลิตภัณฑ์ และ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด โดยการเรียนรู้งานในด้านต่าง ๆ ของบริษัท ทำให้เขาเห็นจุดแข็ง จุดอ่อน รู้ว่าตรงไหนควรเพิ่ม ตรงไหนตัดได้ ส่วนใดที่ทำให้แบรนด์สามารถส่งเสริมให้บริษัทเติบโตมากขึ้นในอนาคต

จนในปี 2021 เมื่อเขารู้สึกว่าพร้อมแล้วก็ กลับมารับตำแหน่งซีอีโอของบริษัทอีกครั้งหนึ่ง

ในปีนั้นเขาขายหุ้น 21% ของ Gymshark ให้บริษัทเอกชน General Atlantic เป็นเงินราว ๆ 300 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 10,500 ล้านบาท นั่นทำให้ Gymshark กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าราว ๆ 1,450 ล้านเหรียญ หรือ 50,750 ล้านบาทไปเรียบร้อยแล้ว

ที่สำคัญคือฟรานซิสยังถือหุ้นบริษัทอีกกว่า 70% อีกด้วย

จากจักรเย็บผ้าที่ซื้อด้วยเงินเก็บของเด็กส่งพิซซ่า จนเป็นแบรนด์เสื้อผ้าหมื่นล้าน เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก

แน่นอนว่าถ้าเทียบกับบริษัทใหญ่อย่าง Nike หรือ Lululemon ที่มีมูลค่า 166,000 ล้านเหรียญ และ 44,000 ล้านเหรียญ Gymshark ยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่เล็กมาก ๆ แต่ก็อย่าลืมว่านี่ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น Gymshark ยังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกมากเลยทีเดียว