‘กองทุนฌาปนกิจ’ เสียชีวิต ‘ตายก่อน’ ก็โชคดีไป อายุยืน ‘ตายหลัง’ เสี่ยงตังค์ไม่ได้? เมื่อความหวังจาก ‘เงินก้อนสุดท้าย’ ต้องกลายเป็น “ความไม่แน่นอน”

‘กองทุนฌาปนกิจ’ เสียชีวิต ‘ตายก่อน’ ก็โชคดีไป อายุยืน ‘ตายหลัง’ เสี่ยงตังค์ไม่ได้? เมื่อความหวังจาก ‘เงินก้อนสุดท้าย’ ต้องกลายเป็น “ความไม่แน่นอน”

“ตายก่อน โชคดี, ตายทีหลัง อด”

เสียงสะท้อนของชาวสุรินทร์กว่า 9,000 คน ที่พูดเป็นเสียงเดียวกัน เนื่องจากเมื่อกลางปี 2566 กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ที่พวกเขาจ่ายเงินไป เกิดปัญหาด้านการบริหารเงิน ขาดสภาพคล่อง และต้องปิดกองทุนหนี เพราะไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้แก่สมาชิกกองทุนได้อย่างต่อเนื่อง

จากประเด็นดังกล่าวที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยในเวทีสภาองค์กรของผู้บริโภค นำมาสู่คำถามว่าทำไมระบบที่ควรช่วยเหลือคนกลับกลายเป็นภาระ และในบางกรณี การมีอายุยืนยาวกลับกลายเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้ไม่ได้ประโยชน์จากกองทุนเหล่านี้

ความมุ่งหวัง “กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์”

ภายใต้ พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 ระบุว่า การฌาปนกิจสงเคราะห์มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายช่วยเหลือกันเองระหว่างสมาชิกในยามที่ต้องประสบกับการสูญเสียบุคคลในครอบครัว โดยต้องไม่ใช่การแสวงหาผลกำไร ต่างจากบริษัทประกันที่ตั้งขึ้นเพื่อผลทางธุรกิจ

การดำเนินงานของกองทุนประเภทนี้มีความใกล้เคียงกับหลักการของ พ.ร.บ.สหกรณ์ แต่ต่างกันตรงที่ สหกรณ์จะดูแลตลอดตั้งแต่มีชีวิตจนถึงกระทั้งเสียชีวิต ส่วนกองทุนฌาปนกิจจะสงเคราะห์ตอนเสียชีวิตเท่านั้น

ทั้งนี้ การจัดตั้ง “กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์” จะต้องมีการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมายด้วย ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี

การจ่ายเงินฌาปนกิจสงเคราะห์

โดยทั่วไป ระบบการจ่ายเงินสมทบมักเป็นไปโดย 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การชำระเป็นรอบตามระยะเวลา (เช่น รายเดือนหรือรายปี) หรือจ่ายเฉพาะเมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต ซึ่งจำนวนเงินจะแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดเฉพาะของแต่ละกองทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนในหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน หรือชุมชนท้องถิ่น

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับกองทุนฌาปนกิจ

จากการวิเคราะห์ในเวทีสนทนาของสภาองค์กรของผู้บริโภค พบว่าแม้กองทุนจะจดทะเบียนถูกต้อง แต่ยังคงประสบปัญหาในหลายมิติ ดังนี้

1. ปัญหาด้านการจัดเก็บเงินเข้ากองทุน

มีการบริหารเงินที่ไม่โปร่งใส เช่น การเรียกเก็บเงินในลักษณะเหมาจ่าย ไม่เก็บตามจำนวนผู้เสียชีวิตจริง หรือตั้งเงื่อนไขพิเศษที่เอื้อประโยชน์บางกลุ่ม เช่น เรียกเก็บค่าเข้าร่วมสูงถึง 20,000 บาทสำหรับผู้สูงอายุเกิน 70 ปี โดยเงินเหล่านี้มักไม่ปรากฏในระบบบัญชีอย่างถูกต้อง

2. ปัญหาด้านประชุมและติดตามผล

หลายกองทุนไม่จัดประชุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสม่ำเสมอ บางแห่งไม่มีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียวในรอบปี ทำให้สมาชิกไม่มีโอกาสรับทราบสถานะทางการเงินหรือการดำเนินงาน และไม่สามารถตรวจสอบว่าเงินที่ตนส่งเข้าไปถูกนำไปใช้อย่างไร

3. ปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงิน

เช่น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้กองทุนต้องจ่ายเงินช่วยเหลือมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ไม่มีการปรับเพิ่มอัตราการเรียกเก็บเงินสมทบจากสมาชิก ส่งผลให้เกิดภาวะขาดสภาพคล่องและไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

4. ปัญหาด้านการไม่รู้บทบาทของสมาชิก

ทั้งในส่วนของสมาชิกที่ไม่เข้าใจภาระหน้าที่ของตน เช่น ไม่ส่งเงินสมทบตามกำหนด ไม่เข้าร่วมกิจกรรมของกองทุน และในส่วนของผู้บริหารกองทุนที่อาจไม่คัดกรองสมาชิกอย่างรอบคอบ เช่น ไม่ตรวจสอบอายุหรือโรคประจำตัวของผู้สมัคร เพราะต้องการเพิ่มจำนวนสมาชิกเพียงอย่างเดียว

แนวทางปรับปรุงเพื่อความยั่งยืน

ข้อเสนอของผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและการบริหารกองทุน มีแนวทางที่น่าสนใจดังนี้

1. ควรมีระยะเวลาและรอบการเก็บที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ

เสนอให้มีการกำหนดรอบการเรียกเก็บเงินที่แน่นอนและสม่ำเสมอ ไม่ควรรอให้มีผู้เสียชีวิตแล้วจึงเรียกเก็บ เพราะอาจกระทบต่อสภาพคล่อง เนื่องจากสมาชิกบางรายอาจไม่พร้อมจ่ายในช่วงเวลานั้น

2. ดูบริบทขององค์กรและสมาชิก

แต่ละกองทุนฯ ควรพิจารณาถึงลักษณะเฉพาะของสมาชิกกลุ่มเป้าหมาย เช่น สมาคมฌาปนกิจของ ธกส. ควรเรียกเก็บหลังฤดูเก็บเกี่ยวเมื่อสมาชิกมีรายได้ ส่วนกองทุนฌาปนกิจของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อาจใช้วิธีหักจากค่าตอบแทนประจำ

3. สร้างกลไกป้องกันและแก้ไขปัญหา

โดยก่อนเกิดปัญหา หน่วยงานท้องถิ่นและนายทะเบียนต้องเข้มงวดในการตรวจสอบคุณสมบัติและความพร้อมของผู้จัดตั้งกองทุนฯ ส่วนหลังเกิดปัญหา ต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด เพื่อช่วยเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสมาชิก

4. การปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย

ในระยะยาว จำเป็นต้องทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและรองรับความสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แนวทางการวางแผนเพื่อวันสุดท้ายด้วยตัวเอง

นอกเหนือจากการพึ่งพากองทุนฌาปนกิจ เรายังมีทางเลือกอื่นในการเตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายในการจัดงานสุดท้ายของตัวเองได้

1. เก็บเงินเอง

เช่น เปิดบัญชีออมทรัพย์พิเศษสำหรับค่าใช้จ่ายงานศพโดยเฉพาะ โดยแยกจากบัญชีอื่นๆ และฝากเงินเข้าไปสม่ำเสมอ โดยแนะนำว่า ควรทำพินัยกรรมที่ระบุชัดเจนเกี่ยวกับเงินที่เตรียมไว้สำหรับงานศพ และความประสงค์ในการจัดงานร่วมด้วย

2. ทำประกัน

เลือกทำประกันชีวิตที่มีเงินก้อนสำหรับค่าทำศพโดยเฉพาะ เช่น ประกันมรดกฌาปนกิจ ที่จะจ่ายค่าสินไหมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงาน โดยเราสามารถเลือกรับเงินก้อนตามแผนที่เลือกได้ เป็นต้น

3. จัดการงานไว้ล่วงหน้า

หารือสถานที่ที่ต้องการใช้บริการไว้ล่วงหน้า หรือปัจจุบันมีบริษัทที่ รับวางแผนการจัดพิธีศพล่วงหน้าด้วย ก็สามารถเลือกใช้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมไว้ได้

แม้จะเกิดปัญหาในหลายกรณี แต่หลักการของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันผ่านกองทุนฌาปนกิจยังคงมีคุณค่า หากมีการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการให้โปร่งใส สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่สมาชิก และดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด กองทุนเหล่านี้ก็จะสามารถเป็นที่พึ่งให้แก่สมาชิกได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องกังวลว่าการมีชีวิตยืนยาวจะกลายเป็นความเสียเปรียบ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save