วิกฤติของ ‘วิกฤติวัยกลางคน’ เอาตัวรอดยังไงเมื่อชีวิตบีบคั้น กดดันทั้งเงิน งาน และครอบครัว

TLDR : 3 Key Takeaways
1. วิกฤตวัยกลางคนยุคนี้แตกต่างจากอดีต โดยคนวัยกลางคนปัจจุบันต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลพ่อแม่สูงอายุและลูก ๆ ที่ยังไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้
2. สาเหตุของวิกฤตนี้มาจากหลายปัจจัย เช่น อายุขัยที่ยืนยาวขึ้น หนี้สินส่วนบุคคล สภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย โอกาสในการทำงานที่ลดลง และปัญหาสุขภาพ
3. มีหลายวิธีในการรับมือกับวิกฤตนี้ เช่น การหาเวลาพักผ่อน การขอความช่วยเหลือจากคนอื่น การจ้างผู้ช่วย การพูดคุยกับบริษัทเกี่ยวกับความยืดหยุ่นในการทำงาน การปล่อยวาง และการไม่ลืมสิ่งที่สำคัญกับตัวเอง
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 3 - 4 ทศวรรษก่อน เมื่อพูดถึง ‘วัยกลางคน’ เราจะนึกถึงคนช่วงวัย 40 - 60 ปี ที่พร้อมนับถอยหลังเพื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ใช้เงินที่เก็บสะสมมาเพื่อไปท่องเที่ยว เดินทาง หาความสุขให้กับชีวิต
พ่อแม่อาจจะเสียชีวิตไปแล้ว ลูกเต้าก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่อยู่มหาวิทยาลัยหรือเริ่มทำงาน ย้ายออกไปอยู่ด้วยตัวเองหรือมีครอบครัว ช่วงเวลานี้คนวัยกลางคนจะเริ่มเข้าสู่โหมด ‘วิกฤติวัยกลางคน’ หรือ ‘Midlife Crisis’ เริ่มตระหนักว่าตัวเองเหลือเวลาบนโลกนี้อีกไม่มาก เดินทางมาครึ่งทางของชีวิตแล้ว รู้สึกเครียด กังวล น้อยใจชีวิต อยากทำอะไรก็รีบทำ อาจจะตัดสินใจห่ามๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตแบบสุดขั้ว (ลาออกจากงาน, ซื้อรถสปอร์ตหรู, เลิกรากับคู่ครอง ฯลฯ)
แต่ถ้าตัดภาพมาเวลานี้ ‘วิกฤติวัยกลางคน’ ยุคใหม่มีหน้าตาที่แตกต่างออกไป
‘วัยกลางคน’ ตอนนี้กลายเป็น ‘เดอะแบก’ ของครอบครัว นอกจากภาระงานที่หนักหน่วงจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเองแล้ว ยังต้องดูแลพ่อแม่ที่เริ่มแก่ตัว มีค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาลสูงขึ้น ค่าเลี้ยงดูลูกที่กำลังอยู่ในวัยเรียนหรือบางคนจบมาก็ไม่ได้ย้ายออกไปอยู่ด้วยตัวเองเหมือนเมื่อก่อน เมื่อที่บ้านยุ่ง งานก็ทำได้ไม่เต็มที่ แปรเปลี่ยนเป็นความเครียดและกดดัน แถมอายุมากขึ้นเรื่อยๆ โอกาสที่จะก้าวหน้าหรือหารายได้ก็ลดลงไปด้วย
นี่คือ ‘วิกฤติวัยกลางคน’ ยุคใหม่ที่บีบคั้นและโหดร้ายยิ่งกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า
เดอะแบกความหวังแห่ง Sandwich Generation
แฟรงก์ อินเฟอร์นา (Frank Infurna) รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา ได้ทำการวิจัยและเก็บข้อมูลจากคนวัยกลางคนกว่า 360 คน ทุกเดือนจะมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต สุขภาพกาย สภาพจิตใจ และภาพรวมของชีวิตตลอด 2 ปี
สิ่งที่พบก็คือว่าช่วงวัย 40-65 ปี กลายเป็นช่วงวัยแห่งวิกฤติชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ความรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองครั้งใหญ่เพื่อตอบสนองความต้องการของชีวิตเหมือนเมื่อก่อน
วิกฤติวัยกลางคนยุคนี้เกิดขึ้นแบบเงียบๆแต่หนักหน่วง กดดันบีบคั้นแต่กลับไม่ถูกพูดถึง เป็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเดอะแบกที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรชีวิต พลังงาน เงิน เวลา ความคิด การตัดสินใจ ระหว่างเป้าหมายตัวเอง การดูแลพ่อแม่ผู้ชราภาพ และลูกๆ ที่ยังต้องการการดูแลไปอีกนานหลายปี
จะตัดอันไหนทิ้งก็ทำไม่ได้ ถ้าแยกร่างได้คงทำไปแล้ว คนวัยกลางคนเหมือนอยู่กึ่งกลางที่ต้องรับผิดชอบทั้งผู้ปกครองที่แก่ชรา ทั้งลูกที่กำลังเติบโต เหมือนที่เขาเรียกกันว่าเป็น ‘Sandwich Generation’ นั่นแหละครับ
ถ้าบ้านไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง หลายคนต้องยอมลดตำแหน่งงานลดเงินเดือนลงเพื่อให้มีเวลามาอยู่ดูแลพ่อแม่มากขึ้น ซึ่งในระยะยาวปัญหาก็เกิดขึ้นตามมา เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุนั้นไม่ใช่น้อยๆ ยิ่งหาเงินได้น้อยลง คุณภาพชีวิตโดยรวมก็ลดลงตามไปด้วย กลายเป็นความเครียดและกดดันที่บ่มอยู่ข้างใน อยากจะกลับไปทำงานมากขึ้นก็รู้สึกผิด แต่จะไม่ทำเงินในบัญชีก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ
เมื่อคนสมัยนี้มีลูกกันช้าลง บางคนลูกเพิ่งเรียนประถมหรือมัธยม ต้องส่งอีกหลายปีกว่าจะจบ หรือลูกที่โตอยู่มหาวิทยาลัยหรือไปทำงานแล้ว ในสังคมไทยที่อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ การที่ลูกยังเลือกอาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติอะไร ซึ่งวิกฤติก็มาตกอยู่กับคนที่อยู่ตรงกลางอีกเช่นเคย
เหตุผลที่เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนนี้เพราะอะไร?
1. มนุษย์อายุยืนขึ้น
ทางเลือกในการรักษาสุขภาพดีขึ้น โดยรวมแล้วคนอายุยืนขึ้น ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี เพียงแต่เราไม่พร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นมากกว่า (ซึ่งก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย)
2. หนี้สิน ภาระส่วนตัว
คนที่อยู่ตรงกลาง วัยกลางคนก็มีภาระหนี้สินของตัวเองที่ยังต้องแบกรับอยู่ บางคนผ่านบ้าน ผ่อนรถ หนี้บัตรเครดิต มากมายก่ายกอง
3. สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย
เด็กรุ่นใหม่ที่จบมหาวิทยาลัยมาแล้วยังหางานไม่ได้ก็มีไม่น้อย บางคนมีงานแต่งานก็ไม่มั่นคง ไม่สามารถลงทุนซื้อบ้านหรือออกไปอยู่ด้วยตัวเองได้ ก็ต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ต่อไป
4. โอกาสที่ลดลง
วัยกลางคนยุคก่อนๆ ถือเป็นช่วงพีคของอาชีพหน้าที่การงานและการเงินด้วย แต่ในตลาดแรงงานที่เปราะบาง ไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งบริษัทจะปลดคนออกเมื่อไหร่ มีการสำรวจพบว่า 24% ของคนอายุระหว่าง 45-74 ปี กังวลว่าตัวเองจะตกงานในปีถัดไป
5. สุขภาพก็เริ่มโรยรา
แม้คนจะอายุยืนขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะแข็งแรงตลอดไป คนวัยกลางคนก็เริ่มมีปัญหาสุขภาพของตัวเองเข้ามารบกวนเช่นเดียวกัน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็เริ่มมากขึ้นตามไปด้วย
แล้วเราทำอะไรได้บ้าง?
1. หาเวลาให้ตัวเองพัก
อาจจะฟังดูเห็นแก่ตัวนิดหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ เพราะหากเราเป็นเดอะแบกแล้ว วันหนึ่งเราล้มป่วยตายไป คนอื่นๆ ที่พึ่งพาเราลำบากไปด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แค่จำเป็นสำหรับเรา แต่จำเป็นสำหรับคนอื่นๆ ด้วย
2. หาคนแบ่งเบา
เมื่อรู้สึกว่ามันหนักเกินไปจนไหล่จะทรุด ให้ลองหาคนมาช่วยแบ่งงานบางส่วนไปบ้าง ไม่ได้หมายความว่าคุณจะโยนภาระไปให้คนอื่น เพียงแต่คุยกันในครอบครัวว่ามีใครพอจะช่วยอะไรได้บ้าง
3. จ้างผู้ช่วยชั่วคราว
บางปัญหาถ้าเงินพอช่วยแก้ได้ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนัก หากพี่น้องหรือญาติไม่สามารถมาช่วยดูแลคนชราในบ้านได้ ก็อาจจะขอให้ช่วยเรื่องเงินแทน อย่างน้อยๆ การจ้างผู้ช่วยมาแบ่งงานบางส่วน จ้างคนมาช่วยงานบ้าน เป็นบางครั้งบางคราวก็ช่วยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
4. คุยกับบริษัท
บางครั้งการคุยกับหัวหน้าหรือบริษัทตรงๆ ว่าเรากำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่บ้าง อาจจะเป็นทางออกที่ดีกว่าที่คุณคิด ลองต่อรองถึงชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นหรือวันเข้าออฟฟิศที่น้อยลง โดยยังรับผิดชอบงานที่ดูแลอยู่ให้ได้เท่าเดิมหรือดีกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าตรงนี้คุณก็ต้องทำให้ได้ตามที่ตกลงไว้ด้วย
ถ้าโชคดีทำงานในบริษัทที่พอคุยกันได้ก็ถือพอประคับประคองไป แต่เจอบริษัทเหี้ยมๆ ต้องตอกบัตรเข้างาน ทำงานล่วงเวลาแบบไม่ได้เงินเพิ่ม แบบนี้ก็เหนื่อยเลยทีเดียว
5. ปล่อยวางชีวิต อย่ายึดติดเรื่องบาลานซ์
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราอยากจะควบคุมสถานการณ์ทุกอย่าง หาจุดสมดุลให้ชีวิตมีบาลานซ์ โดยเฉพาะถ้าคุณมีความเป็นเพอร์เฟ็คต์ชันนิสต์ในตัวสูง หากมีอะไรที่ผิดแผนปุ๊บ เครียดทันที ทางแก้แม้จะทำยากสักหน่อย แต่การปล่อยวางจะช่วยได้
ถ้าวันนี้จำเป็นต้องไปโฟกัสที่พ่อแม่ ก็ทำ วันพรุ่งนี้ต้องโฟกัสที่งานก็วางส่วนอื่นไว้ก่อน อย่ายึดติดกับบาลานซ์ เพราะมันอาจจะยิ่งทำให้เครียดมากกว่าเดิม
6. อย่าลืมสิ่งที่สำคัญของตัวเอง
เมื่อชีวิตกำลังยุ่งวุ่นวาย เดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวา บางทีเราก็ลืมไปว่า “เฮ้ยเราก็สำคัญเหมือนกันนะ” เพราะเอาแต่คิดถึงความต้องการของคนอื่น เพราะฉะนั้นอย่าลืมสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเราด้วย
ยกตัวอย่างเช่นถ้าเรารักการออกกำลังกายมากๆ การไปยิมถือว่าเป็นเวลาส่วนตัวที่อย่างน้อยอาทิตย์หนึ่งต้องไปออกกำลังสามครั้ง แม้ชีวิตจะยุ่งแค่ไหน ขอให้จัดตารางหรือตัดบางอย่างออกเพื่อใส่กิจกรรมที่สำคัญกับเราเข้าไปให้ได้
วิกฤติที่เกิดขึ้นกับวัยกลางคนในเวลานี้ถือว่าหนักหน่วงพอสมควร วันวันหนึ่งวิ่งวุ่นดับไฟชีวิตตรงนั้นทีตรงนี้ทีจนหัวปั่น ภาระของแต่ละคน แต่ละบ้านก็แตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วเรื่องนี้ยังถูกหยิบมาพูดถึง ทำความเข้าใจ หรือ ศึกษาอย่างจริงจังน้อยเกินไป ถูกมองว่าเป็นปัญหาเชิงปัจเจกที่แต่ละคนก็จัดการกันเอง แต่ที่จริงแล้วหากภาคธุรกิจหรือภาครัฐฯมีการยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบ้าง สิ่งที่เดอะแบกต้องแบกอาจจะเบาลงไม่น้อย
เพราะหากทุกอย่างยังคงเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงในระดับสังคม วิกฤติตรงนี้อาจจะเลวร้ายมากขึ้น ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่จะตกไปเป็นปัญหาของคนรุ่นต่อไปที่จะกลายเป็นวัยกลางคนสักวันหนึ่งด้วย
Tagged in
You might also like

Passive Income แบบไม่เสี่ยงสูง? ...
เมื่อโลกการเงินปี 2026 ไม่ได้ใจดีอย่างที่คิด ตลาด Crypto เหวี่ยงจนนอนไม่หลับ หุ้นไทยนิ่...

Investment for a Good Life ลงทุนกับบ้านที่อยู่ดีตั้ง...
อริสโตเติล นักปรัชญาชาวกรีกผู้ยิ่งใหญ่ เคยกล่าวไว้ว่า“Well begun is half done” หรือ&nbs...

“QHHRREIT” กองทรัสต์โรงแรมคุณภาพ แบรนด์ “Centr...
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา หลังเกิดวิกฤตโควิด “การท่องเที่ยว” คือหนึ่งในภาคธุรกิจหลักที่ทำให้...
เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

