เคยไหมครับที่ไม่ว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหน? หาเงินได้มากแค่ไหน? ตำแหน่งงานก้าวหน้าระดับไหน? ก็ยังรู้สึกไม่พอใจ

เคยไหมครับที่ไม่ว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหน? หาเงินได้มากแค่ไหน? ตำแหน่งงานก้าวหน้าระดับไหน? ก็ยังรู้สึกไม่พอใจ

มานิชา ธากอร์ (Manisha Thakor) ที่จบการศึกษาปริญญาโทจากโรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ดและผู้เขียนหนังสือ “Money Zen : The Secret to Finding Your ‘Enough,’” บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือคุณอาจจะกำลังติดอยู่ในวงจรของ ‘ลัทธิของการไม่รู้จักคำว่าพอ’

เป็นหนูปั่นจักรที่วิ่งตามเงิน งาน ความสำเร็จทางวัตถุ เพราะเรารู้สึกว่าที่มีนั้นยังไม่พอหรือต้องได้อีกหน่อย ขออีกนิด...แล้วก็วิ่งต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้พัก ไม่เคยพอ แต่ก็ไม่มีความสุข กัดกร่อนทำลายจิตใจไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ตื่นไปทำงาน กิน กลับมานอนที่บ้าน แล้ววันต่อไปก็ตื่นไปทำงานใหม่ วนลูปนรกเหมือนหนูแฮมสเตอร์ที่วิ่งที่อยู่บนวงล้อที่หมุนอยู่กับที่ (เพียงแต่หนูแฮมสเตอร์ยังมีความน่ารัก แต่ชีวิตเรานั้นออกจะน่าสลดใจมากกว่า)

ธากอร์กล่าวกับเว็บไซต์ CNBC ว่าระหว่างที่ทำงานในอุตสาหกรรมการเงิน ชีวิตของเธอก็เหมือนวิ่งอยู่บนกงล้อเหมือนกับหลายคน วิ่งๆวนๆวุ่นๆ ทำงานให้หนัก ทำเงินให้เยอะที่สุด ก้าวหน้าให้ไวที่สุด โดยไม่สนใจหรอกว่าช่วงนั้นคุณภาพชีวิตของเธอนั้นจะแย่แค่ไหน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะเป็นยังไง หรือแม้แต่สุขภาพร่างกายเองก็ปล่อยปละละเลยเพราะมุ่งแต่จะทำงานเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่เธอใช้วัดคุณค่าของตัวเองคือ...ฉันมีเงินเท่าไหร่แล้ว สร้างรายได้เท่าไหร่ ปีนี้มูลค่าทางทรัพย์สินเพิ่มขึ้นไหม

ดูไปก็ไม่ต่างอะไรกับการวัดมูลค่าบริษัทหรือหุ้นสักตัวหนึ่งในตลาด และนั่นก็เป็นสิ่งหลายคนทำเช่นกัน

เราวัดคุณค่าของตัวเอง (หรือใครสักคน) จากความมั่งคั่งของเรา (หรือใครคนนั้น) กลายเป็นสมการชีวิตอันบิดเบี้ยวของลัทธิแห่งกงความไม่เคยเพียงพอว่า “ยิ่งมั่งคั่งมาก = ยิ่งมีค่ามาก” ธากอร์กล่าว

ปัญหาของแนวคิดแบบนี้ก็คือว่าเรากำลังเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในวงล้อที่หมุนไปไม่มีวันหยุด วิ่งโดยที่เป้าหมายเหมือนเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตลอด ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอสักที วิ่งเหนื่อยแค่ไหน พรุ่งนี้ก็ลุกขึ้นมาวิ่งอีกแล้ว ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่เคยพึงพอใจกับชีวิต แม้ว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จ มีความก้าวหน้า ทำงานหาเงินได้มากแค่ไหนก็ตาม

“เมื่อสุขภาวะทางอารมณ์ขาดหายไป เงินที่เพิ่มขึ้นมาเกินมากกว่าที่คุณจำเป็นไม่ได้เพิ่มความรู้สึกพึงพอใจในชีวิตเลย”

เพราะฉะนั้นธากอร์เลยแนะนำว่าที่จริงสมการชีวิตที่ดีที่ทำให้เรามีความสุขและความสัมพันธ์ที่ดีกับการเงินควรจะเป็น

“สุขภาพทางการเงิน + ความมั่งคั่งทางอารมณ์ = ความตื่นรู้เรื่องการเงิน”

แล้ว ‘สุขภาพการเงิน’ และ ‘ความมั่งคั่งทางอารมณ์’ คืออะไรกัน?

สุขภาพทางการเงิน (Financial Health) คือ ความสามารถของการใช้จ่ายเงินที่เพียงพอต่อความจำเป็นในชีวิต เช่นจ่ายค่าเช่าบ้าน ซื้ออาหาร เก็บเงินเพื่อการเกษียณ และเงินสำรองฉุกเฉิน

แต่ถึงแม้เป้าหมายเหล่านั้นเป็นสิ่งสำคัญ ธากอร์บอกว่าการไปถึงเป้าหมายพวกนั้นก็อาจจะไม่ได้ทำให้คุณรู้สึกพึงพอใจกับชีวิตอยู่ดี ถ้าเราไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ความมั่งคั่งทางอารมณ์’ (Emotional Wealth) ซึ่งสำหรับเธอแล้วมันคือช่วงเวลาและประสบการณ์ที่ชวนโหยหา ที่อยากออกไปลองทำอะไรใหม่ๆ ที่จะนำความสุขมาให้กับชีวิตในแต่ละวัน

โดยธากอร์แนะนำว่าให้ลองถามตัวเองครับว่า “ถ้ามีเงินเพียงพอและมีเวลามากพอ สิ่งที่จะหยุดทำและจะเริ่มทำคือออะไร?”

สิ่งที่เธอพบก็คือว่าคนส่วนใหญ่จะหยุดกังวลหรือหยุดทำงานเล็กๆน้อยๆหรืองานบ้านที่ไม่สนใจอยากทำ และจะใช้เวลากับเพื่อน หรือครอบครัว หรือออกไปเดินทางมากขึ้น

ลองถามต่ออีกหน่อยก็ได้ครับว่า “ช่วงไหนหรือประสบการณ์ไหนในชีวิตที่ฉันมีความสุขมากที่สุด? ตอนนั้นอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่?” หรือ “มีกิจกรรมอะไรบ้างที่ทำแล้วครั้งหนึ่งเคยมีความสุขมากๆเลย?”

คำตอบของคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราค้นหาความมั่งคั่งทางอารมณ์ของตัวเองได้เจอ บางคนอยากออกไปเดินทาง บางคนอยากเรียนขี่ม้า บางคนอยากไปทำงานการกุศล ไปนั่งทานข้าวกับเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย อ่านหนังสือเล่มโปรดในวันที่ไม่ต้องคิดถึงอะไรเลย ไปเดินป่า ว่ายน้ำ นั่งดูพระอาทิตย์ตกดินที่ชายหาด ฯลฯ เป็นความมั่งคั่งทางอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละคน

สุขภาพการเงินเป็นสิ่งที่สำคัญ เป้าหมายทางการเงินจะทำให้เรามีความมั่นคงทางชีวิต แต่เงินหรือความสำเร็จทางหน้าที่การงาน ไม่ว่าจะมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถมอบความพึงพอใจให้กับชีวิตได้ เพราะเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมการเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะมีชีวิตที่ร่ำรวยอย่างแท้จริง ต้องอย่าลืมหมั่นเติมอีกตัวแปรหนึ่งของสมการ ออกไปดื่มด่ำกับประสบการณ์ที่มอบความสุขให้กับชีวิตเพื่อเติมความมั่งคั่งทางอารมณ์ให้ตัวเองด้วย

มันไม่ใช่เรื่องผิดที่จะทำงานหนักเพื่อจะไปถึงเป้าหมายทางการเงินที่เราตั้งเอาไว้

ตราบใดที่เรายังวิ่ง วงล้อการทำงานหาเงินก็ไม่เคยหยุด หมุนไปเรื่อยๆ และวิถีสังคมมันดำเนินไปแบบนั้น เพียงแต่อย่าลืมว่าเราสามารถ ‘เลือกที่จะหยุดวิ่ง’ กระโดดลงมาจากวงล้อ แล้วไปเติมความสุขให้ตัวเองได้

ข้อดีคือเราไม่จำเป็นต้องเลิกวิ่ง เหนื่อยก็พักสักหน่อย แล้วค่อยกลับไปวิ่งต่อก็ได้นะครับ

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save