ถอยหนีมิใช่ความพ่ายแพ้ กลยุทธ์ยกธงขาวพลิกการลงทุน เพราะ “ไม่ขายไม่ขาดทุน” คือแนวคิดหนึ่งที่แย่ที่สุดในตลาดหุ้น

ถอยหนีมิใช่ความพ่ายแพ้ กลยุทธ์ยกธงขาวพลิกการลงทุน เพราะ “ไม่ขายไม่ขาดทุน” คือแนวคิดหนึ่งที่แย่ที่สุดในตลาดหุ้น

???? บ่อยแค่ไหนแล้วที่เราได้ยินแนวคิดว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน”?

ไม่รู้ว่ามันไปเริ่มจากตรงไหนหรือคนพูดอาจจะคิดว่ามันเป็นคำพูดแกมจิกกัดขำๆ แต่เชื่อสิว่ามีหลายคนคิดแบบนี้อยู่จริงๆ

แน่นอนแหละไม่มีใครที่อยากลงทุนแล้วล้มเหลว ไม่ว่าใครก็อยากลงทุนแล้วพอร์ตเขียวกันทั้งนั้น ยิ่งเขียวยิ่งอยากเข้าไปดู ชื่นชมความสดใส แต่พอแดงก็เริ่มไม่สบายใจ แดงหนักๆ ปิดจอไม่เข้าดู ไม่อยากรับรู้ แล้วก็เหมือนปลอบใจตัวเองว่า “ไม่ขายไม่ขาดทุน”

ทั้งๆ ที่สิ่งที่ควรทำเวลานี้คือการกลับมานั่งวิเคราะห์ดูตัวบริษัทที่เข้าไปลงทุนว่าแนวโน้มมันจะยังดีอยู่ไหม เป็นบริษัทที่มีอนาคตรึเปล่า ยังแข่งขันในตลาดได้ไหม มีความได้เปรียบเรื่องไหน หรือตอนนี้มีคู่แข่งที่น่ากลัวโผล่ขึ้นมาไหม (ใช้ “Five Forces Model” ก็ได้นะครับ ลองดูในลิงก์อ้างอิงข้างล่าง)

ถ้าวิเคราะห์แล้วมันยังดี ยังแข็งแกร่ง ราคาหุ้นที่ตกลงมา แน่นอนเป็นโอกาสที่จะเข้าซื้อเพิ่มได้ หากคำนวณแล้วมีส่วนช่องว่างความปลอดภัยที่มากพอ

แต่ถ้าหลังจากวิเคราะห์โดยตัดอคติออกแล้วมันไม่ใช่ มองแล้วยังไงหุ้นนี้ก็ไม่มีทางกลับมาแน่ การยอมตัดขาดทุน (Cut Loss) ก็เป็นทางเลือกที่ดีกว่า เจ็บแต่จบ เพียงแต่หลายคนกลับเลือกที่จะไม่ทำ

???? เมื่ออารมณ์ทำให้เรายึดติดกับต้นทุนที่เสียไปแล้ว

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “อคติของต้นทุนจม” หรือ Sunk Cost Fallacy ครับ

ลองยกตัวอย่างง่ายๆ แบบนี้ก็ได้ครับว่าเราซื้อตั๋วหนังไป 200 บาท เข้าไปดูได้ประมาณ 1/3 ของเรื่องแล้วรู้สึกว่าไม่อยากดูต่อแล้ว เพราะไม่ใช่แนว ไม่ชอบเนื้อเรื่อง ฯลฯ แต่ก็ฝืนดูไป เพราะไม่อยากเสียดายเงินที่จ่ายไปแล้ว

หรือการประคับประคองความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่รู้ว่าปลายทางยังไงก็จะเลิกกัน แฟนนอกใจครั้งแล้วครั้งเล่า พอถูกจับได้ก็ขอโทษ และดำเนินความสัมพันธ์นั้นต่อไป

คนที่ตกอยู่ในวังวนความคิดแบบนี้คือคนที่คิดว่า “เราลงทุนกับมันไปมากแล้ว ถ้าหยุดตอนนี้ก็เท่ากับว่าทุกอย่างที่ทำมานั้นเสียเปล่าไปหมดเลยสิ”

อคติอันนี้เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะมันสามารถกระทบกับเวลา ความสัมพันธ์ พลังงานชีวิต และเงินทองของเราได้เลยทีเดียว

ลองดูอย่างนักลงทุนก็ได้ เวลาจะขายหุ้น พวกเขาจะอ้างอิงจากราคาที่ซื้อมา อยากขายก็ต่อเมื่อหุ้นมันขึ้น ราคาสูงกว่าที่ตอนซื้อ แต่มันอาจจะไม่ใช่เหตุผลที่ดีสักเท่าไหร่ เพราะสำหรับนักลงทุนแล้วราคาที่ซื้อหุ้นไม่ควรมามีบทบาทสำหรับการตัดสินใจขาย สิ่งสำคัญคือผลตอบแทนในอนาคตและทิศทางแนวโน้มที่หุ้นตัวนี้จะไปต่างหาก

ถ้าเรารู้ว่าหุ้นตัวนี้ไม่ดี บริษัทโกงบัญชี ผู้บริหารปั่นหุ้น หรือ วิเคราะห์แล้วว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมยังไงก็ไม่รอด การถือต่อไปไม่ได้เป็นการตัดสินใจที่ดีเลย

การยึดคติว่า ‘ไม่ขายไม่ขาดทุน’ อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะเราอย่าลืมว่าการไม่ขายก็ทำให้เราเสียโอกาสในการนำเงินตรงนั้น (แม้ถ้าขายแล้วจะไม่ได้เท่าเดิม) ไปลงทุนในช่องทางอื่นด้วย

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม การ ‘ตัดขาดทุน’ จึงเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับนักลงทุนทุกคนเมื่อรู้ว่ากำลังไปผิดทาง

อคติของต้นทุนจมเกิดขึ้นเมื่อเราปล่อยให้ต้นทุนที่ลงไปแล้วมากำหนด/กระทบการตัดสินใจของเราในวันนี้ ทั้งๆ ที่เงิน/ทุน/เวลา/ความรู้สึกที่ลงไปแล้ว ไม่สามารถเอากลับคืนมาได้อีกต่อไป

พูดอีกอย่างคือ สิ่งที่เสียไปแล้ว...ก็คือเสียไปแล้วนั่นแหละครับ

???? 3 กลยุทธ์ในยุคตลาดหุ้นปั่นป่วน

แน่นอนครับว่าหลายๆ โปรเจกต์หรือสิ่งที่เราลงทุนไปนั้นต้องอาศัยเวลาเพื่อจะให้มันออกดอกออกผล ทุ่มเทให้กับมันเพื่อให้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา สิ่งที่เราต้องระวังคือการพยายาม ‘หาเหตุผลผิดๆ’ มาเข้าข้างการตัดสินใจผิดๆ ให้กับตัวเอง

สิ่งสำคัญคือไม่ว่าคุณจะลงทุนไปเท่าไหร่ ไม่สำคัญหรอก สำคัญแค่ว่าผลตอบแทนต่อจากนี้จะมากแค่ไหนต่างหาก

วีระพงษ์ ธัม นักลงทุนเน้นคุณค่าและอดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าเขียนเอาไว้ในหนังสือ “30 กลยุทธ์หุ้นเปลี่ยนชีวิต” ว่า

“ถ้าจะมองการลงทุนเป็นการศึกสงคราม และต้องวางกลยุทธ์ ผมคิดนี่คือสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง และแม่ทัพจำเป็นต้องตรวจแถวทหาร และรวบรวมข้อมูลกำลังรบที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผมเห็นนักลงทุนหลายคนทิ้งหุ้นไว้ในพอร์ตโดยไม่กล้าดูหรือทำอะไร ซึ่งไม่เป็นผลดี”

โดยคุณวีระพงษ์แนะนำว่า 3 อย่างที่ควรทำในจังหวะแบบนี้คือ

✅ 1. ต้องหัดยอมแพ้หรือ “ยกธงขาว” ในบางสมรภูมิให้เป็น

แพ้บางสมรภูมิได้ แต่ไม่จำเป็นต้องแพ้สงคราม การยอมแพ้ตัดขายหุ้นที่ไม่มีอนาคตบางตัวออกไป เพื่อเก็บทุนเป็นกระสุนเอาไว้เพื่อมาทำศึกใหม่ภายหลังคือทางเลือกที่มีแนวโน้มจะทำให้เรากลับมาสู่เกมได้

การเสียกำลังเพื่อรักษาสมรภูมิที่ยังไงก็แพ้จะทำให้เราห่วงหน้าพะวงหลังและไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดเมื่อโอกาสใหม่เกิดขึ้นมา

“ดังนั้น ถ้ารู้ว่าหุ้นพื้นฐานไม่ดี หรือเราไม่เข้าใจในหุ้นตัวนั้น ๆ การยอมแพ้เพื่อ รักษาภาพรวมย่อมดีกว่า แนวคิดว่า ‘ไม่ขายไม่ขาดทุน’ ผมคิดว่าเป็นแนวคิดหนึ่งที่แย่ที่สุดในตลาดหุ้น”

✅ 2. แต่ในบางพื้นที่ก็ต้องยืนหยัด “ห้ามยอมแพ้” เป็นอันขาด

“ถ้าหุ้นที่มีศักยภาพสูงตกลงมาต่ำกว่ามูลค่า การไม่ยอมแพ้และถือต่อ ย่อมเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องกว่า หุ้นในบางครั้งสามารถตกลงมาถูกอย่างไม่น่าเชื่อได้ และน่าแปลกใจที่เวลานั้นเป็นเวลาที่นักลงทุนอึดอัดและอยาก "ยกธงขาว" หรืออยากขายเป็นที่สุด”

นี่คือประเด็นสำคัญว่าทำไมการที่หุ้นตก เราไม่ควรปิดหน้าจอแล้วทิ้งไปเลย แต่ต้องมานั่งวิเคราะห์อย่างจริงจังว่ามันจะไปทางไหนต่อ หุ้นที่ดีจริงๆ เราไม่ยอมแพ้ถือต่อไม่ใช่เรื่องผิด

✅ 3. กล้าโยกย้ายกำลังกองทัพ ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาสเกิดขึ้น

ในการทำสงคราม แม่ทัพต้องคอยจัดกองกำลังให้ไปอยู่ในพื้นที่ที่ถูกต้องเพื่อสร้างโอกาสกำชัยชนะในสงครามให้ได้

“ทุกวิกฤตหรือ ทุกครั้งที่หุ้นลงหนัก ๆ คือโอกาส การมีหรือไม่มีเงินสด ไม่สำคัญเท่าการ มีวิสัยทัศน์และทัศนคติที่ถูกต้อง หลายครั้งที่นักลงทุนไม่กล้าขาย เพราะ "จำต้นทุน" ตัวเองได้ และไม่อยากขายขาดทุน หรือ "ไม่กล้าซื้อหุ้น" เพราะกลัวราคาหุ้นจะลงมาอีก เหมือนกับแม่ทัพที่กลัวไปหมด จนไม่สามารถ จัดสรร ถ่ายเททรัพยากร เพื่อทำการรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

????️ ถอยหนีมิใช่ความพ่ายแพ้

การยกธงขาวถูกที่ถูกเวลาถือเป็นจุดตัดสินที่สำคัญในการทำสงครามพอๆ กับการตัดสินใจว่าจะเข้ารบเมื่อไหร่ที่ไหน จะรอดผ่านการต่อสู้ครั้งนี้ไปได้ไหม หรือเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณพ่ายแพ้ในสนามลงทุนไปตลอดกาล

ในหนังสือ 36 กลยุทธ์ธุรกิจการค้า ตำราพิชัยสงครามฉบับธุรกิจ บทสุดท้ายมีชื่อว่า “หนี คือยอดกลยุทธ์” โดยบอกว่า “ถอยหนีมิใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันเป็นจุดหมุนเปลี่ยนเพื่อช่วงชิงชัยชนะ”

ในหนังสือ “The Art of Thinking Clearly” (52 วิธีคิดให้ได้อย่างเฉียบคม) โดย รอล์ฟ โดเบลลี (Rolf Dobelli) ยกตัวอย่างอีกอันคือสงครามเวียดนามที่ “อเมริกาเข้าไปพัวพันกับสงครามเวียดนามชนิดถอนตัวไม่ขึ้นก็เพราะเหตุผลนี้ พวกเขาคิดว่า ‘เราเสียทหารไปแล้วตั้งมากมาย จะมายอมแพ้เอาตอนนี้ไม่ได้’”

(มีคนเปรียบเทียบสงคราม รัสเซีย-ยูเครน ว่าตอนนี้ วลาดิเมียร์ ปูติน(Vladimir Putin) ก็กำลังตกเป็นเหยื่อของอคติของต้นทุนจมเช่นเดียวกัน)

อคติทางความคิดนี้ทำให้ทุ่มต่อไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ถ้าหยุดตรงนี้ ตอนนี้ที่แผลยังเล็กความเสียหายก็จะน้อยกว่า

มีคำกล่าวหนึ่งที่ช่วยเตือนใจเราได้เป็นอย่างดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนเน้นคุณค่าที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยมากที่สุดคนหนึ่งของโลกที่บอกว่า

❤ “ถ้าคุณพบว่าตัวเองกำลังอยู่ในหลุม จงหยุดขุดต่อ”

อย่ายึดติดกับแนวคิด “ไม่ขายไม่ขาดทุน” เลยครับ เมื่อรู้ว่าพลาด รีบแก้ไขก่อนจะแก้ไขไม่ได้กันดีกว่า

You might also like

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save