ทำไม T – SHAPED MODEL ถึงเป็นทักษะสำคัญต่อการสร้างรายได้ในยุคโควิด

หลังจากที่โควิด 19 ได้แพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยอัศวินเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็คงจะได้เห็นจากข่าวกันใช่ไหมว่า มีคนได้รับผลกระทบเยอะมาก เช่น ถูกลดเงินเดือน ตกงาน เป็นต้น แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ปรับตัวจนอยู่รอดในภาวะวิกฤตนี้ได้ด้วยเหมือนกันนะ ซึ่งคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่มีทักษะและความรู้รอบด้าน องค์กรใหญ่ก็จะชอบมากเพราะเป็นที่ต้องการตัว หรือหากคนกลุ่มนี้ตกงาน ก็ตกไม่นาน แปปเดียวก็มีคนมาจีบมาจ้าง ถ้าไม่มีคนจ้างเขาก็ไปทำฟรีแลนซ์ทำงานของตัวเองได้ พูดง่ายๆ ก็คืออยู่รอดได้ทุกสถานการณ์นั่นล่ะ

พอมาถึงตรงนี้ เพื่อน ๆ ก็คงอยากรู้ใช่ไหมครับว่า เอ๋! แล้วเราจะเป็นคนหล่อคนสวยเลือกได้ที่ใครๆ ก็อยากได้เราไปทำงานยังไงได้บ้าง? สิ่งที่เราจะต้องมีก็คือทักษะที่โด่ดเด่นซึ่งเราเรียกว่า ‘T-Shape Model’ นั่นคือเก่งทั้งแบบลึกและเก่งในแบบกว้างๆ

โดยปกติแล้วเวลาที่เราเรียนจบมาแล้วก็ไปทำงาน เรามักจะมีความเชี่ยวชาญเป็นเรื่องๆ ไป เช่น เรียนจบบัญชี ทำงานด้านบัญชี ก็จะเชียวชาญด้านบัญชี ส่วนใครเรียนจบการตลาด ไปทำงานการตลาด ก็จะเก่งเรื่องการตลาด  สิ่งนี้เราเรียกว่าความเชี่ยวชาญในเชิงลึก (Specialist) แต่ถ้าเกิดเรารู้ในเชิงกว้าง (Generalist) ด้วยละ เช่น ไม่ได้เก่งบัญชีอย่างเดียว รู้ทั้งการเงิน การตลาด การจัดการ แถมคุยกับทนายความเรื่องกฎหมายรู้เรืองและยังพูดได้ถึง 3 ภาษา รับรองว่า ชีวิตปังขึ้นเรื่อยๆ

มาดูกันนะครับว่าถ้าเรามีทักษะหลากหลาย เป็นคนที่มี T-Shape model จะมีข้อดียังไงต่อตัวเราบ้าง

1. สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแค่ไหนก็ปรับตัวได้เสมอ

ลองคิดกันนะครับว่า เวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือโรคระบาด ทำให้ธุรกิจต้องสะดุด ผู้บริหารเขาประเมินแล้วว่าจะต้องลดต้นทุน จะเกิดอะไรขึ้น? แน่นอนว่าคนที่เก่งหลายๆ ด้าน เขาจะโดนผลกระทบน้อยกว่าเพื่อน ไม่โดนให้ออกง่ายๆ เพราะสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา ไปทำงานในส่วนอื่นได้เพราะมีทักษะพร้อม อีกทั้งบริษัทก็ไม่จะไม่ค่อยปล่อยให้คนเก่งๆ หลุดมือไปง่ายๆ หรอก การหาคนเก่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าไหร่

แต่ถ้าหากต้องตกงานจริงๆ บอกเลยว่าเขาก็ไม่คงตกงานยาวหรอก เพราะเอาความสามารถที่มีไปทำงานอย่างอื่นได้ ยกตัวอย่างเช่น ตอนอยู่ในบริษัทเราเป็นพนักงานขายสินค้าที่พูดภาษาจีนได้ แถมยังมีความรู้ด้านการตลาดและรู้จักนิสัยคนจีนเป็นอย่างดี พอต้องออกจากงานจริงๆ เราอาจจะเอาความเชี่ยวชาญมาทำอย่างอื่นก็ได้ เช่นทำคอร์สสอนภาษาจีนเพื่อการทำธุรกิจ การย้ายไปทำงานเป็นที่ปรึกษาบริษัทที่ทำธุรกิจจีน หรือการเป็นล่ามด้านธุรกิจทางออนไลน์ให้กับบริษัทไทย เป็นต้น

2. ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานของตัวเอง

เพื่อนๆ สังเกตกันไหมว่าในปัจจุบันโลกเรานั้นเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่กี่ปีก่อนเรายังใช้อินเตอร์เน็ทบ้านในการหากข้อมูลกันอยู่เลย เดี๋ยวนี้เรามีเครื่องมือเครื่องใช้และ Application เต็มไปหมด อะไรที่เปลี่ยนแปลงเร็วก็มักจะทำให้ธุรกิจและหลายๆ คนปรับตัวไม่ทัน แต่ถ้าคนที่มีความสามารถเยอะๆ แบบ T-Shape Model เขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันโลกอยู่ตลอดเวลา และนำทักษะที่เขามีอยู่ไปเชื่อมโยงในเรื่องต่างๆ ทำให้ตัวเองทำงานต่อได้ คนกลุ่มนี้ปรับตัวเก่ง ทักษะที่เขามีก็จะช่วยลดความเสี่ยงและข้อจำกัดต่างๆ ที่จะสร้างผลกระทบต่อหน้าที่การงานของเขาได้อีกด้วย

อัศวินขอยกตัวอย่างเช่น บางคนเป็น Graphic designer ที่มีความสามารถหลากหลาย ทำกราฟิกก็ได้ ตัดต่อวีดีโอก็ได้ ซึ่งเขามีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้เขาสามารถรับงานออกแบบทางออนไลน์ได้ทั่วโลก มีความรู้ทางด้านภาษาที่ทำให้คนกับคนต่างชาติรู้เรื่อง แถมยังมีความรู้ทางการตลาดที่สามารถโปรโมทให้ลูกค้าสนใจตัวเขาได้ พอเป็นอย่างงี้บอกได้เลยว่า ถ้าเขาตกงานเขาก็มีทางรอดเพราะทำอะไรได้หลากหลายเต็มไปหมด

อีกตัวอย่างหนึ่งนะครับ สมัยนี้เพื่อนๆ หลายๆ คนก็คงอยากมีธุรกิจของตัวเอง เช่น ทำร้านกาแฟ เปิดร้านอาหาร ทำขนมขาย ซึ่งบางคนเก่งมากๆ เลยนะ ทำอะไรให้กินก็อร่อย แต่ไม่ได้เป็นคนที่รู้รอบด้าน ไม่รู้วิธีคิดด้านการเงิน ไม่รู้จะทำบัญชีอย่างไร ทำการตลาดไม่เป็น ซึ่งตรงนี้ก็มีความเสี่ยงมากๆ เลยนะ พอไม่รู้ในหลายๆ เรื่อง ทำให้ตัดสินใจผิดพลาด ก็อาจจะเจ๊งได้ง่ายๆ เลย

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ใครที่มีความสามารถก็จะลดความเสี่ยงในงานตัวเองได้หลายๆ ด้านมาก อย่างแรกสุดเลยคือมีทางหาเงินเรื่อยๆ และเวลาเจอสิ่งที่ต้องตัดสินใจก็มีความรู้รอบด้านที่ทำให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น ลดความผิดพลาดได้

3. ออกแบบช่องทางการสร้างรายได้หลายช่องทาง

มีคนเคยบอกอัศวินว่า คนที่รู้รอบด้านนะ นอกจากเราจะเห็นความเสี่ยงและปิดความเสี่ยงได้ เขายังมองโอกาสได้อีกหลายรูปแบบอีกด้วย ลองมาสำรวจตัวเองดูนะว่าเรามีความรู้ ความสามารถ และทักษะอะไรบ้าง และสิ่งเหล่านั้นสามารถเอาไปช่วยเหลือใครได้บ้าง บางทีเราอาจจะได้ช่องทางการหาเงินในรูปแบบใหม่ๆ ก็ได้

ตัวอย่างเช่น เราทำงานประจำเป็นพนักงานออฟฟิศคนหนึ่งที่ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ แต่ในอีกด้านของชีวิตก็คือ เราชอบเล่นดนตรีมาก เล่นได้ทั้งเปียโน ระนาด กีต้าร์ เราอาจจะนำความสามารถทางด้านดนตรีนี้ไปให้กับคนที่ต้องการในวันเสาร์อาทิตย์ก็ได้เช่นกันนะ บางคนก็อาจจะไปเล่นตามร้านอาหารตอนกลางคืนเพื่อสร้างความสุขให้คนที่ไปเที่ยว แถมเราก็ได้เงินเพิ่มด้วย หรือ บางคนเล่นดนตรีไทยได้ ก็ไปรับจ้างเล่นตามงานต่างๆ งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน งานเลี้ยงฉลอง ซึ่งก็ทำให้เราสร้างรายได้ทางอื่นได้อีกด้วยนอกเหนือจากงานประจำ

นอกจากนี้ บางคนที่มีไอเดียเด็ดๆ ก็คงจะคิดหารายได้เพิ่มอีกเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างช่องดนตรีของตัวเองตามสื่อออนไลน์ การรับจ้างสอนดนตรี การแต่งเพลงขาย หรือไปรับงานเป็นดีเจเปิดเพลงก็ได้เหมือกัน  เพราะฉะนั้นมีความสามารถอย่างเดียวไม่พอ ต้องลองออกแบบช่องทางการสร้างรายได้ที่หลากหลายไว้ด้วยนะ

4. โอกาสต่อการเติบโตในองค์กร

เพื่อนๆ คิดว่าเวลาที่บริษัทใหญ่ๆ เขาจะแต่งตั้งใครซักคนขึ้นไปเป็นหัวหน้าทีมเรา หรือเป็นผู้บริหาร เขาจะเลือกคนแบบไหน? หลังจากที่อัศวินเล่าเรื่อง T-Shape Model แล้ว เพื่อนๆ ก็คงจะเดาได้แล้วนะครับว่า ก็ต้องเป็นคนที่รู้รอบด้านหลากหลายและสามารถตัดสินใจให้กับองค์กรได้เป็นอย่างดี

ลองสังเกตดูนะครับคนที่เป็นผู้บริหารเก่ง ๆ หลายๆ คน เขาก็เติบโตมาจากพนักงานตัวเล็กๆ แบบเราในอดีตทั้งนั้นล่ะ แรก ๆ เวลาที่เข้ามาทำงานก็จะต้องรับผิดชอบงานของตัวเอง พัฒนาให้เชี่ยวชาญ

แต่วันที่เราต้องก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น T-Shape Model จะมาช่วยเราแล้ว เราต้องพัฒนาตัวเองให้มีความรู้อย่างรอบด้านด้วยถึงจะเติบโตได้ เช่น มีความรู้ในการจัดการทีมงาน รับนโยบายจากผู้บริหารและวางแผนงานได้ กำหนดงบประมาณที่ต้องใช้ สามารถสื่อสารงานต่างๆ ให้น้องๆ เข้าใจและทำงานออกมาได้ สามารถวัดผลงานและแนะนำวิธีการทำงานของน้องๆ ในทีมให้ดีขึ้นได้

ตรงนี้นอกจากจะทำให้ตัวเรามีคุณค่า เป็นคนเก่งขององค์กรแล้ว พอผู้บริหารระดับสูงเห็นว่าเรา เราทำได้ดี เขาก็จะให้โอกาสในตำแหน่งงานที่สูงขึ้น เช่น ตำแหน่งผู้อำนวยการ ที่ต้องรู้ทุกอย่างที่ทุกคนทำ แล้วคอยอำนวยการแต่ละทีมมาทำงานร่วมกันเพื่อเนื้องานขององค์กรได้

เพราะฉะนั้นแล้ว การเติบโตตามตำแหน่งในองค์กรนั้น นอกเหนือจากต้องใช้ทักษะความสามารถเฉพาะทางแล้ว ความรู้รอบตัวก็สำคัญต่อตำแหน่งที่สูงขึ้นไม่แพ้กัน เพราะจำเป็นต้องอาศัยมุมมองที่หลากหลายต่อการตัดสินใจต่อเรื่องสำคัญอยู่เสมอ ดังนั้น ความฝันของคนทำงานที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำขององค์กร จึงต้องอาศัย T-Shape Model เป็นพื้นฐาน เห็นไหมว่าเรื่องนี้สำคัญมากๆ เลย

เพื่อนๆ ก็คงอยากรู้ใช่ไหมครับว่าแล้วเราจะเริ่มต้นสร้างทักษะแบบ T-Shape Model ได้อย่างไร? 

อัศวินมองว่าทุกคนมีสิ่งที่ตัวเองถนัดอยู่แล้ว เพียงแต่เรายังไม่ลองศึกษาเพิ่มเติมให้ลึกเท่านั้นเอง หรือหากมีความสนใจหลายด้านก็ลองนำความรู้ในแต่ละด้านมาเชื่อมโยงกัน แล้วต่อยอดให้เป็นเรื่องใหม่ๆ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนๆ ที่มีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันดู เพราะอัศวินเชื่อว่าแนวทางนี้จะทำให้ทุกคนเก่งขึ้นและมีทักษะที่หลากหลายอย่างแน่นอน

ท้ายสุดอัศวินก็อยากจะบอกกับเพื่อนๆ ทุกคนว่า การที่เราพยายามพัฒนาตัวเอง ตั้งใจทำงานให้ชีวิตเก่งขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ดีนะ แต่การทำงานนั้นไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต การดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวที่เรารัก และการสร้างสมดุลเรื่องชีวิตและการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญเสมอ เพราะในสมัยนี้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มีอยู่เยอะมาก หากเรามีความฝันที่จะก้าวหน้าในเรื่องของชีวิตการงานก็ต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพประกอบด้วยนะครับ อัศวินเป็นห่วงทุกคนเสมอ ขอให้ดูแลสุขภาพกันด้วยนะ

T-Shape Model ไม่ได้ทำให้เรามีทักษะในการเก่งงานอย่างเดียว แต่ต้องเก่งในเรื่องการจัดการความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเข้ามากระทบต่อชีวิตและการเงินของเราด้วยนะครับ อัศวินขอเสนอ LifePlus+ Saver แบบประกันสะสมทรัพย์ จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต แบบประกันที่เหมาะสมสำหรับก้าวเริ่มต้นของคนวัยเริ่มทำงานก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่น่าสนใจ หากสนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/lifeplus-saver-cs-331

บทความนี้เป็น Advertorial

แนวทางวางแผนใช้เงินรายเดือน

ช่วงปลายปีที่แล้วแฟนเพจคนหนึ่ง Inbox มาหาแอดมินเพจอภินิหารเงินออมว่าศึกษาความรู้การเงินเงินมาบ้าง อ่านเยอะจนเริ่มงงกับตัวเองควรรู้อะไรอีกบ้าง แค่นี้พอรึยังหรือว่าต้องอ่านให้มากขึ้น ที่สำคัญ คือ จะเอาความรู้ทั้งหมดมาใช้ในชีวิตประจำว้นได้อย่างไร

ตอนนั้นแอดมินค่อนข้างยุ่งเลยตอบไปสั้นๆว่าให้เริ่มที่ “เป้าหมายการเงิน” แล้วส่งลิงค์บทความว่าควรเริ่มอ่านที่บทความไหน แอดมินมองว่าหลายคนอาจจะเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆน้องคนนี้ที่จะพยายามวางแผนการเงิน แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร โพสต์นี้น่าจะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะ อ่านแล้วนำ “แนวคิด” มาปรับใช้กับแผนการเงินของตัวเองได้นะจ๊ะ ^^

ตัวอย่าง

ผู้หญิงโสด รายได้เดือนละ 30,000 บาท อายุ 30 คิดว่าตัวเองโสดตลอดชีพแน่นอน เป็นลูกคนเดียว ตอนนี้กังวลว่าถ้าตัวเองอายุสั้นจะไม่มีคนมาดูแลพ่อแม่ หลังเกษียณอายุ 60-80 อยากใช้เงินเดือนละ 30,000 บาทแล้วกลัวว่าถ้าอายุยืนกว่าที่คิดจะใช้เงินหมดก่อนตาย ส่วนเวลาเจ็บป่วยต้องการเข้าโรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านเพราะรักษารวดเร็ว 

ตอนนี้มีรายจ่ายประมาณนี้ 

=> ผ่อนบ้าน 10,000 บาท

=> รายจ่ายในชีวิตประจำวัน 10,000 บาท

=> แต่ละเดือนมีเงินเหลือประมาณ 10,000 บาท ควรจัดการเงินก้อนนี้อย่างไร

เป้าหมายการเงิน

ในตัวอย่างทำให้เราเห็นภาพกว้างๆว่าผู้หญิงโสดคนนี้ต้องการอะไรบ้าง ความจริงจะต้องละเอียดกว่านี้ แต่ตอนนี้ขอแค่คร่าวๆ 

แนวคิดหลัก คือ นำแต่ละความต้องการมาจับคู่กับสินค้าการเงิน ตามสภาพคล่องของเรา สุดท้ายค่อยมาลงลึกรายละเอียดว่าควรซื้อกองทุนรวมอะไร เท่าไหร่ ประกันชีวิตกับประกันสุขภาพแบบไหน จ่ายอย่างไร

=> โสดตลอดชีพดูแลตัวเองคนเดียวแน่นอน : เก็บเงินเกษียณ (กองทุนรวม หุ้น ประกันบำนาญ ฯลฯ)

=> ต้องการมั่นใจว่ามีเงินดูแลพ่อแม่แน่นอน : ประกันชีวิต

=> เจ็บป่วยรักษารวดเร็ว : ประกันสุขภาพเหมาจ่าย

แนวทางวางแผนใช้เงินรายเดือน

วางแผนจัดการเงิน

เผื่ออายุสั้น : ดูแลพ่อแม่

=> ซื้อประกันชีวิต ความคุ้มครอง 3,000,000 บาท จ่ายเบี้ยประกันเดือนละ 1,000 บาท เป็นแผนสำรองว่าหากเราอายุสั้น มีเงินก้อนดูแลพ่อแม่แน่นอน 3,000,000 บาท (แต่ถ้าเราอายุยืน ประกันชีวิตเล่มนี้จะกลายเป็นเงินเกษียณของตัวเองได้)

 

เผื่ออายุยืน : ดูแลตัวเอง

=> เน้นรับเงินก้อนแน่นอน : ประกันบำนาญ จ่ายเบี้ยประกันเดือนละ 1,900 บาท รับเงินหลังเกษียณตั้งแต่อายุ 60 – 85 ปีละ 50,000 บาท

 

=> เน้นเงินเติบโต: DCA กองทุนรวม เดือนละ 5,130 บาท ระยะเวลา 360 เดือน ถ้ากองทุนที่ซื้อมีผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ตอนอายุ 60 เราน่าจะมีเงินประมาณ 4,269486 บาท

 

=> เน้นรักษาสุขภาพรวดเร็ว : ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย 5,000,000 บาท เบี้ยประกันเดือนละ 1,970 บาท 

บทความนี้เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเพราะยังไม่รวมทรัพย์สินที่เตรียมไว้แล้ว สวัสดิการจากที่ทำงาน เบี้ยประกันเและเพศทำให้เบี้ยประกันแตกต่างกัน ฯลฯ เมื่อเราวางแผนการใช้เงินแล้ว สิ่งสำคัญ คือ ควรอัพเดทแผนการเงินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เผื่อปรับปรุ่งให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เช่น รายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลง ได้รับมรดกจากพ่อแม่มีเงินก้อนใหญ่เข้ามานะจ๊ะ 

“การวางแผนการเงินจะทำให้เรารู้ว่า

เดือนนี้ควรจัดการเงินอย่างไร”

————

 

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> คอร์สติวกองทุนรวม รุ่นที่ 15 @เชียงใหม่ วันเสาร์ที่ 3 เม.ย. 64 เวลา 9.00-12.00 น. อ่านรายละเอียดได้ที่

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/3738315266206063/

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3701305046573752/

 

 #อภินิหารเงินออม #ติวกองทุนรวม #วิธีจัดการเงินขั้นเทพ

ซื้อกองทุนรวมเก็บไว้ให้ลูก ควรเลือกอย่างไร

เมื่อวานมีแฟนเพจท่านหนึ่งของเพจอภินิหารเงินออม Inbox มาสอบถามเรื่องการซื้อกองทุนรวมเก็บไว้ให้ลูก มีหลายคำถามน่าสนใจและน่าจะมีประโยชน์กับคุณแม่ท่านอื่นๆ แอดมินจึงนำมาเรียบเรียงใหม่แล้วตอบไว้ในโพสต์นี้นะจ๊ะ

เราต้องการให้เงินก้อนนี้กับลูกตอนไหน

เป็นคำถามแรกที่คุณแม่จะต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน เพราะมีผลกับการเลือกกองทุนรวม แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 เก็บไว้ระยะสั้น เช่น ขายกองทุนรวมเป็นค่าเทอมของลูก

เป็นค่าเทอมปีหน้าหรืออีกสองปีข้างหน้า ควรเลือกกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงต่ำ (กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้) แม้ว่าผลตอบแทนต่ำ แต่ก็ทำให้เราค่อนข้างมั่นใจว่ามีเงินจ่ายค่าเทอมให้ลูกตามจำนวนที่ต้องการแน่นอน เพราะเงินลงทุนของเราขยับขึ้นลงเบาๆ

ข้อควรระวัง

หากเลือกกองทุนรวมความเสี่ยงสูงระดับ 6 – 8 (กองทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ทองคำ อสังหาฯ) แม้ว่าผลตอบแทนสูง แต่เราก็ต้องมานั่งลุ้นว่าวันที่จะต้องขายกองทุนมาจ่ายค่าเทอมให้ลูก ถ้าตอนนั้นมีกำไร มันก็เป็นเรื่องที่ดีมีเงินเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นจังหวะขาลง เราอาจจะต้องขายกองทุนแบบขาดทุน เพื่อมาจ่ายค่าเทอมแล้วต้องหาเงินมาเพิ่มขึ้นให้ได้ตามจำนวนที่ต้องการด้วยนะจ๊ะ

แบบที่ 2 เก็บไว้ระยะยาวเป็นเงินก้อนให้ลูกอีก 10 ปีข้างหน้า

ทยอยเก็บรายเดือน 1,000 – 2,000 บาท ควรเลือกกองทุน 1 – 2 กอง ผลตอบแทนที่ได้รับจะไม่กระจายเป็นเบี้ยหัวแตก ระยะเวลาการลงทุนอีกยาวนาน เงินลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้ ควรจัดพอร์ตกองทุนรวมผสมกับทั้งความเสี่ยงต่ำ(ระดับ 1 – 3) และสูง (ระดับ 6 – 8)

หากต้องการให้เงินเติบโต ไม่ต้องการใช้เงินระหว่างทาง ควรเลือกเป็นกองทุนรวมที่ไม่จ่ายเงินปันผล หลังจากนั้นค่อยเปรียบเทียบกองทุนรวมว่าจะซื้อกองทุนรวมชื่ออะไร สุดท้ายมีวินัยเรื่องการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ 

เช่น เราตั้งใจที่จะซื้อกองทุนรวมเดือนละ 2,000 บาท (แต่ละกองทุนมีขั้นต่ำการซื้อไม่เท่ากัน)

=> ความเสี่ยงต่ำ 20% เดือนละ 400 บาท

=> ความเสี่ยงสูง 80% เดือนละ 1,600 บาท

เมื่อเราซื้อสะสมกองทุนรวมมาเรื่อยๆแล้ว ควรทบวนการลงทุนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากสัดส่วนการลงทุนเปลี่ยนไปเป็นความเสี่ยงต่ำ 10% และความเสี่ยงสูง 90% ค่อยมาปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมือนเดิม คือ ขายกองทุนความเสี่ยงสูงแล้วมาซื้อกองทุนรวมความเสี่ยงต่ำ เพื่อเก็บกำไร

อ่านหนังสือชี้ชวน

เป็นข้อมูลการลงทุนที่เราต้องอ่านก่อนตัดสินใจซื้อกองทุนรวม เช่น นโยบายการลงทุน ผลตอบแทนช่วงที่ผ่านมา ค่าธรรมเนียมการซื้อขายหรือสับเปลี่ยนกองทุนรวม ค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุน จำนวนเงินขั้นต่ำของการซื้อกองทุนรวม ฯลฯ เราหาหนังสือชี้ชวนได้จากการพิมพ์ชื่อกองทุนรวมใน google ก็จะมีลิงค์ให้เข้าไปอ่านและที่สำคัญ ควรดูวันที่อัพเดทล่าสุดด้วยนะจ๊ะ

วิธีการหาข้อมูลหนังสือชี้ชวน

เริ่มต้นจาก…Google

1. ค้นหาหนังสือชี้ชวน

ปัจจุบันมีกองทุนรวมเกือบ 2,000 กองทุน ซึ่งแต่ละกองทุนมีนโยบายการลงทุนแตกต่างกัน นักลงทุนควรอ่านหนังสือชี้ชวนก่อนซื้อกองทุนรวม วิธีการหาข้อมูลหนังสือชี้ชวนได้ง่ายที่สุด คือ พิมพ์ชื่อกองทุนรวมใน Google ดูวันที่อัพเดทล่าสุด

ตัวอย่าง เราสนใจกองทุนรวมที่ลงทุนหุ้นไทยใน SET 50 มีชื่อเต็มว่า กองทุนเปิดทหารไทย SET50 หรือ TMB50 เราพิมพ์ชื่อ “กองทุน….. + หนังสือชี้ชวน” ใน Google ผลการค้นหาอยู่ในภาพที่ 1 ด้านซ้ายเป็นแบบ PDF

กองทุนรวมในภาพนี้ทำเป็นตัวอย่างการค้นหาหนังสือชี้ชวนเท่านั้น ไม่ต้องการชี้นำให้ไปซื้อตาม แฟนเพจควรทำแบบทดสอบความเสี่ยงก่อนการลงทุนนะจ๊ะ

2. ข้อมูลข้างในหนังสือชี้ชวน

ในหนังสือชี้ชวนจะมีข้อมูลนโยบายการลงทุนว่าเรากำลังจะลงทุนอะไร เหมาะกับใคร เรื่องที่ต้องระมัดระวัง สัดส่วนของสินทรัพย์การลงทุน ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนย้อนหลังและข้อมูลอื่นๆ

กองทุนรวมที่เราสนใจลงทุนเริ่มต้นเท่าไหร่ เราอ่านในเมนูข้อมูลอื่นๆจะอยู่ส่วนท้ายของหนังสือชี้ชวน จากตัวอย่างในภาพที่สอง เราจะเห็นว่ากองทุนรวม TMB50 การซื้อครั้งแรกเริ่มต้นด้วยเงิน 1 บาท ถ้าเราจะซื้อครั้งต่อไปก็เริ่มต้นด้วยเงิน 1 บาทเช่นกัน

แต่ละกองทุนใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่เท่ากัน แอดมินตัวอย่างของอีกกองทุนหนึ่ง ในหนังสือชี้ชวนระบุว่าถ้าซื้อครั้งแรกและครั้งต่อไปก็ต้องใช้เงินลงทุนขั้นต่ำ 2,000 บาท

สำหรับมือใหม่ต้องการเริ่มต้นลงทุน “กองทุนรวม” เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจนะจ๊ะ

สรุปว่า…

=> เราจะใช้เงินก้อนนี้ในระยะสั้นหรือยาว เพื่อเลือกความเสี่ยงของกองทุนรวมแล้วค่อยเลือกชื่อกองทุนรวม

=> อ่านหนังสือชี้ชวนก่อนตัดสินใจลงทุน

————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> คอร์สติวกองทุนรวม รุ่นที่ 15 @เชียงใหม่ วันเสาร์ที่ 3 เม.ย. 64 เวลา 9.00-12.00 น. อ่านรายละเอียดได้ที่

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/3738315266206063/

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3701305046573752/

#อภินิหารเงินออม #ติวกองทุนรวม #วิธีจัดการเงินขั้นเทพ

5 เรื่องสำคัญของการวางแผนการเงินในครอบครัว

การสร้างครอบครัวในปัจจุบันมีไม่ว่าจะเป็น ชญ , ญญ , ชช นอกจากต้องมีเป้าหมายการเงินร่วมกันแล้ว ควรคุยเรื่องการเงินให้เข้าใจกันด้วยว่าจะ “แยกกระเป๋า , รวมกระเป๋า , แยกส่วนตัวและมีเงินกลาง เพื่อป้องกันการเปิดปัญหาต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลัง 

5 เรื่องสำคัญของการวางแผนการเงินในครอบครัว

5 เรื่องสำคัญของการวางแผนการเงิน
ในครอบครัว

เรื่องที่ 1 เงินสร้างสภาพคล่อง

เป็นเงินก้อนแรกที่แต่ละครอบครัวจะต้องมีให้ครบ เพื่อไว้ใช้จ่ายในช่วงวิกฤต เช่น รายได้ลดลง ตกงาน เราจะได้ดึงเงินก้อนนี้ออกมาใช้จ่ายได้ โดยไม่ต้องไปกู้ยืมเงินให้เสียดอกเบี้ยแพงๆ 

เปิดเป็นบัญชีแยกไว้ต่างหาก ควรเก็บเงินไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือกองทุนรวมตลาดเงิน อย่างน้อย 6 – 12 เท่าของค่าใช้จ่าย เช่น มีรายจ่ายเดือนละ 10,000 บาท ควรมีเงินสร้างสภาพคล่อง 60,000 – 120,000 บาท

เรื่องที่ 2 ดูแลพ่อแม่ ลูก

หากพ่อแม่ของเรามีเตรียมเงินเกษียณดูแลตัวเองเรียบร้อยแล้ว เราก็ไม่ต้องเป็นกังวลอะไร ในทางกลับกัน ถ้าพ่อแม่จำเป็นต้องพึ่งพาเราอย่างเดียว ไม่มีเงินเกษียณดูแลตัวเอง แสดงว่าเราจะต้องเตรียมตุนเพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ด้วย หากไม่รู้ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ 

อยากให้ลองคิดว่าหากพ่อแม่ป่วยพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านนานเป็นปี ถ้าเราจะต้องจ้างผู้ดูแลจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่ถ้าไม่จ้างคนอื่น เราก็จะต้องลาออกจากงานประจำเพื่อมาดูแลท่านเอง นอกจากตุนเงินไว้เผื่อช่วงว่างงานของตัวเองแล้ว ก็อาจจะต้องเป็นฟรีแลนซ์เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

??อ่านเพิ่ม : จ้างคนมาดูแลพ่อแม่ ควรเตรียมเงินไว้เท่าไหร่

5 เรื่องสำคัญของการวางแผนการเงิน
ในครอบครัวhttps://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2696472760390324/

เงินค่าเทอมและรายจ่ายจิปาถะเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของลูก ควรวางแผนรายจ่ายของลูกล่วงหน้าเพื่อเราจะได้รู้ว่าแต่ละปีจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ทำให้รู้ว่าตอนนี้ควรจัดการเงินอย่างไร 

??อ่านเพิ่ม : วางแผนค่าใช้จ่ายของลูกล่วงหน้า

5 เรื่องสำคัญของการวางแผนการเงิน
ในครอบครัว https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/3708253335878923/

เรื่องที่ 3 หนี้สิน

ควรสรุปหนี้สินของตัวเองว่าเป็นหนี้ระยะสั้นที่จะต้องรีบนำเงินมาจ่ายเพราะดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต ตั๋วจำนำ เงินกู้นอกระบบ ฯลฯ) กับหนี้ระยะสั้นที่ใช้เวลาการกู้นาน ดอกเบี้ยไม่สูง เช่น ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน หนี้ กยศ. หนี้สกหรณ์ ฯลฯ โดยพยายามควบคุมหนี้ไม่ให้เกิน 40% ของรายได้ เพื่อจะได้ไม่กระทบกับเงินออมและรายจ่ายส่วนอื่นๆ

เรื่องที่ 4 เงินเกษียณของเรา

เราคาดว่าตัวเองจะมีอายุยืนประมาณเท่าไหร่ เพื่อจะได้รู้ว่าควรเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณเท่าไหร่ โดยเรียงลำดับการใช้เงินหลังเกษียณเพื่อจะได้เกลี่ยให้ให้มีใช้ไปตลอดชีวิต ตัวอย่างเก็บเพื่อเกษียณ เช่น ประกันสังคมกรณีชราภาพ กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม หุ้น ตราสารหนี้ ทองคำ อสังหาฯ ประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ

??อ่านเพิ่ม : เรียงลำดับการใช้เงินหลังเกษียณ 

5 เรื่องสำคัญของการวางแผนการเงิน
ในครอบครัวhttps://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3662829127088011

เรื่องที่ 5 สร้างความมั่นใจให้ครอบครัวด้วยประกันชีวิต

ดราม่าในครอบครัวส่วนใหญ่มักจะเริ่มจากหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต แนวทางป้องกันเรื่องเลวร้ายทำได้ด้วยการวางแผนโดยการสร้างเกราะป้องกันให้ครอบครัวด้วย “ประกันชีวิต” หากเกิดเหตุไม่คาดฝันก็จะมีเงินก้อนจากประกันชีวิตมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จ่ายค่าเทอมลูก จ่ายเงินคนดูแลพ่อแม่ ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ฯลฯ

??อ่านเพิ่ม : เราควรมีทุนประกันชีวิตเท่าไหร่

5 เรื่องสำคัญของการวางแผนการเงิน
ในครอบครัวhttps://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3271547259549535

??อ่านเพิ่ม : 10,000,000 บาท สร้างความอุ่นใจให้ครอบครัว

5 เรื่องสำคัญของการวางแผนการเงิน
ในครอบครัวhttps://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3589615544409370

วางแผนการเงินเป็นเรื่องสำคัญที่แต่ละครอบครัวต้องทำทันที?

 

————

 

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

 

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3701305046573752/

 

เพจอภินิหารเงินออม 

Growth Mindset แบบไหนที่จะสร้างให้เรามีชีวิตการเงินของเราดีขึ้น

เพื่อนๆเคยสงสัยกันไหมครับว่า ทำไมคนที่ประสบความสำเร็จในด้านการทำงานและด้านการเงินถึงสามารถสร้างฐานะของตัวเองให้ร่ำรวยขึ้นไปเรื่อย ๆ นั่นเพราะคนที่ประสบความสำเร็จส่วนมากมีคำว่า ‘Growth Mindset’ ในชีวิตยังไงละครับ

คำถามสำคัญก็คือ มีแล้วเอาไปปรับใช้ในมิติไหนของชีวิตให้เติบโตขึ้นได้บ้าง ลองมาค้นหาคำตอบกับ Growth Mindset แบบไหนที่จะสร้างให้เรามีชีวิตการเงินของเราดีขึ้นกัน

1. Growth Mindset เรื่องการพัฒนาการทำงาน

เพื่อนๆทุกคนก็คงจะทราบอยู่แล้วว่า เงินคืองานและงานทำให้เราได้เงิน ถ้าเราสังเกตคนที่ทำงานแบบทั่วๆไป เขาจะรับผิดชอบเฉพาะงานที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าเท่านั้น หัวหน้าสั่งอะไรก็ทำตามนั้นแหละ ไม่กล้านำเสนอความคิดใหม่ๆ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะกลัวมีปัญหาในการทำงาน ขออยู่แบบเซฟโซนดีกว่า ไม่งั้นงานเข้า เดี๋ยวเหนื่อย คนกลุ่มนี้จะทำงานไปเรื่อย ๆ ให้แต่ละวันผ่านพ้นไป ซึ่งทำให้เราเติบโตในหน้าที่การงานได้ยาก

แต่ถ้าหากเราใช้วิธีคิดแบบ Growth Mindset วิธีการทำงานเราจะเปลี่ยนไปเลยนะ เพราะในแต่ละวัน เราจะตั้งเป้าหมายก่อนว่าจะทำอะไรบ้าง เรื่องอะไรที่ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้น ซึ่งถ้าหากเราไม่รู้ เราก็จะหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ หากรณีศึกษาที่มีคนอื่นเคยแชร์ไว้ ไปลงงานสัมมนาที่น่าสนใจ และหาเพื่อนที่จะแลกเปลี่ยนความคิดกันเสมอ ๆ จะได้มีทักษะใหม่ ๆ และได้ข้อมูลที่มากขึ้นจะได้ตัดสินใจในการทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม 

แน่นอนว่าเมื่อเรามีวิธีคิดในการทำงานที่ทำให้ชีวิตเราเติบโต ก็จะทำให้หัวหน้าหรือผู้จ้างงานได้เห็นว่าเราเก่งขึ้นนะ น่าจะให้เราทำงานที่สำคัญมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีในแง่ของโอกาสการทำงาน ได้ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น และทั้งหมดก็มีผลต่อเงินเดือนที่สูงขึ้นเช่นกัน

2. Growth Mindset เรื่องการจัดการเงินของตัวเรา

เวลาที่พูดถึงเรื่องเงินๆ ทอง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าใช้จ่ายทั้งหลายในแต่ละเดือน หรือหนี้ที่ต้องจ่าย หลายคนก็อาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก ไม่อยากคุยด้วยเลย คุยไปแล้วก็ปวดหัว ไม่พูดถึงจะดีกว่าอีก และคิดว่าทักษะทางการเงินเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป ที่ไม่ต้องให้ความสำคัญมาก ทำงานได้รับเงินมาก็ไปซื้อของที่อยากได้ หากเงินไม่พอก็ยืมคนอื่นเอา กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองมีปัญหาทางการเงินรุมเร้า แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไรอยู่ดี สุดท้ายจบด้วยการใช้ชีวิตอย่างไม่มีทางเลือก คือการหาเงินมาใช้หนี้ที่ไม่มีวันจบ เศร้ายิ่งไปอีก

แต่หากเรามี Growth Mindset เราจะให้ความสำคัญกับทักษะทางการเงินเป็นอันดับต้น ๆ เพราะรู้ว่าถ้าจัดการเงินได้ดี ก็ทำให้สบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าอนาคตชีวิตจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเป้าหมายในการเก็บออม จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย รวมถึงติดตามดูว่าในแต่ละวันเราใช้เงินไปกับอะไรบ้าง และคอยปรับปรุงตัวเองให้จัดการเรื่องเงินให้ดีขึ้นตลอดเวลา

อัศวินของยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเราเป็นคนที่ใช้เงินเก่ง เก็บออมไม่ค่อยได้ เราอาจจะเริ่มจากการตั้งเป้าหมายการเก็บเงินกันก่อนว่า แต่ละเดือนจะเก็บเงินได้เท่าไหร่ เช่น เราอยากจะเก็บเงินล้านแรก โดยเก็บเงินทุกเดือน เดือนละ 10% ของรายได้ พอเงินเดือนออกก็หักเงินจำนวนนี้แยกบัญชีเก็บเอาไว้ นอกจากนี้เราอาจจะมาดูว่าเราใช้เงินเก่งหรือเปล่า โดยการจดบัญชีว่าวัน ๆ เราใช้เงินไปกับอะไรบ้าง และลองดูว่าค่าใช้จ่ายไหนลดได้จะได้เก็บเงินได้มากขึ้นด้วย แน่นอนครับว่าเราจะต้องทำอย่างมีวินัยด้วยความมั่นใจและทุกอย่างจะประสบความสำเร็จครับ

3. Growth Mindset บริหารความเสี่ยงรอบตัว

อัศวินมีเพื่อนจำนวนมากที่คิดว่าการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ชิลๆกันเถอะ เพราะอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด และหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันมันก็คงเกิดไปนานแล้ว แน่นอนครับว่าเพื่อนๆทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าความเสี่ยงล้วนอยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ สุขภาพ หรือ ชีวิต หากความเสี่ยงต่างๆ เกิดขึ้นมาก็เกิดความวุ่นวายที่ต้องมาหาวิธีแก้ไขกันที่หลังเพราะไม่ได้มีการบริหารความเสี่ยงเอาไว้ก่อน

สำหรับคนที่มี Growth Mindset นั้น เขาจะคิดอยู่เสมอๆว่าในแต่ละวันที่เราใช้ชีวิตอยู่ มีปัจจัยอะไรบ้างที่อาจนำมาสู่ความเสี่ยงในชีวิตได้ คนเหล่านี้จะมีการตั้งสมมติฐานและวิเคราะห์ว่าผลกระทบที่ตามมาจากความเสี่ยงในแต่ละรูปแบบจะสร้างผลกระทบอะไรในชีวิตบ้าง

ตัวอย่างเช่น หากเราเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ทำงานเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวเป็นหลัก เราจะคิดเสมอว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่อยู่ขึ้นมา สมาชิกในครอบครัวอาจจะเผชิญกับความลำบากอย่างแน่นอนทั้งเรื่องของคุณภาพชีวิตและการศึกษาของลูกเช่นกันเราจึงควรเริ่มหาทางบริหารความเสี่ยงจากสิ่งที่คาดการณ์ไว้ ด้วยการเตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน หรือมีการทำประกันในด้านต่างๆ เพื่อครอบคลุมและปกปิดความเสี่ยงให้ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจเพราะมีการบริหารและป้องกันความเสี่ยงไว้เรียบร้อยแล้ว

4. Growth mindset เรื่องการวางแผนอนาคต

เวลาที่เราพูดถึงเป้าหมายชีวิตของเราในอนาคตอีก 20-30 ปีข้างหน้า หลายๆคนอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวและยังมาไม่ถึง ยังไม่ต้องไปรีบคิดอะไร เช่น เวลาที่เราคุยเรื่องแผนเกษียณ บางคนอาจจะคิดว่าเอาไว้ใกล้ถึงเวลาแล้วค่อยเตรียมพร้อมก็ได้ อัศวินกลัวว่าถ้าเราไม่เตรียมตัวเลยและรอจนถึงเวลานั้นแบบนี้อาจจะเสี่ยงไปหน่อยนะครับ

แน่นอนว่าสำหรับคนที่มีแนวคิดแบบ Growth Mindset จะมองเรื่องนี้แตกต่างกันไปเลย โดยคนที่มีแนวคิดนี้มักตั้งเป้าหมายในอนาคตอยู่เสมอ โดยมีการแบ่งแผนออกเป็น ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ว่าในแต่ละช่วงจะต้องทำอะไรบ้าง มีเป้าหมายอย่างไร ต้องใช้เงินแค่ไหนและต้องมีทักษะอะไรเพื่อต่อยอดให้ชีวิตไปถึงเป้าหมายได้ตามที่ต้องการ 

ซึ่งเราสามารถเวลาแผนได้ด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากการตั้งเป้าหมายที่สำคัญในอนาคตก่อน เช่น เราจะเก็บเงินไว้ใช้ในเกษียณจำนวนเท่าไหร่ จะเก็บเงินซื้อบ้าน ซื้อรถ พาไปคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวเท่าไหร่บ้าง พอเราได้เป้าหมายแล้วก็วางแผนการเก็บเงินในแต่ละเดือนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย

เราสามารถออมให้มากขึ้นและลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นในแต่ละวัน เพื่อทำให้เราเก็บเงินตามเป้าหมายเร็วขึ้น นอกจากนี้เราอาจจะศึกษาการลงทุนมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุนรวม เพื่อหาผลตอบแทนที่มากขึ้นตามความเสี่ยงที่เรารับได้ แล้วเราก็ออมเงินและลงทุนเรื่อย ๆ ตามแผนอย่างมีวินัย หากทำได้แบบนี้แล้ว รับรองว่าทุกคนทำได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอนครับ

เพื่อน ๆ จะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า Growth Mindset ช่วยให้คนที่ประสบความสำเร็จมีมุมมองที่แตกต่างกับคนทั่วไปอย่างไร อัศวินเองก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญในเรื่องวิธีคิดเหมือนกันนะครับ เราต้องเชื่อเสมอว่าเราทำได้ และหมั่นพัฒนาวิธีคิดและทักษะต่างๆเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อชีวิตให้ดีขึ้น เพราะเมื่อเราเป็นคนหนึ่งที่มี Growth mindsetแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องเงินก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในฉบับของตัวเองได้กันทั้งนั้นครับ

สุดท้ายเมื่อวิธีคิดเปลี่ยนชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไปเช่นกัน มาสร้างหลักประกันและความมั่งคั่งให้กับตัวเองตั้งแต่วันนี้ กับ LifePlus+ Saver แบบประกันสะสมทรัพย์ สำหรับก้าวเริ่มต้นของวัยเริ่มทำงาน ให้กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ช่วยดูแลคุณนะครับ สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/lifeplus-saver-cs-331

บทความนี้เป็น Advertorial

ออกรถใหม่ ซื้อประกันรถยนต์ต้องรู้จัก “ค่าเสียหายส่วนแรก”

มือใหม่เพิ่งซื้อรถป้ายแดง หรือกำลังจะเลือก ประกันภัยรถยนต์มักเลือกพิจารณาจากค่าเบี้ยประกันราคาถูก แต่รู้หรือไม่ว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องเคลมขึ้นมาจริงๆ อาจมีค่าใช้จ่ายแฝงเป็น “ดอกจัน (*)” อย่าง “ค่าเสียหายส่วนแรก” ซึ่งเป็นเงื่อนไขของ ประกันภัยรถยนต์ หลายคนยังไม่รู้ว่าควรเลือกซื้อแบบไหน วันนี้เราจะมาอธิบายให้ทราบแบบเข้าใจง่ายกันครับ

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร?

ค่าเสียหายส่วนแรก คือการที่บริษัทประกันภัยรถยนต์ให้ผู้เอาประกันออกค่าใช้จ่ายซ่อมแซมรถส่วนหนึ่งก่อน ถ้ามั่นใจว่าเราไม่ได้เป็นคนที่ขับรถประมาท ไม่เคยมีอุบัติเหตุหรือประวัติการแจ้งเคลม ก็สามารถเลือกรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกไว้เองได้ ทำให้ค่าเบี้ยประกันถูกลง เพราะถือว่าเรายินยอมร่วมรับผิดส่วนหนึ่งด้วย ค่าเสียหายส่วนแรกแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. ค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ (Deductible)

ซึ่งจะทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยถูกลงตามจำนวนที่สมัครใจซื้อ

ความหมายของค่าเสียส่วนแรกที่เราสมัครใจซื้อคือ เงินส่วนแรกที่เราต้องจ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุดังนี้

เกิดอุบัติเหตุ แล้วเราเป็นฝ่ายถูก = ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก

เกิดอุบัติเหตุ แล้วเราเป็นฝ่ายผิด = ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ (ตามที่เราสมัครใจซื้อต่อครั้ง)

ตัวอย่าง

ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 15,000 บาท

ซื้อค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible 5,000 บาท)

เบี้ยประกันภัยที่ต้องจ่ายจะเหลือ 15,000-5,000 = 10,000 บาทเท่านั้น

ส่วนกรณีเคลม หากเป็นฝ่ายผิด ลูกค้าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายเองก่อนตามจำนวนความเสียหายส่วนแรก ส่วนที่เหลือบริษัทประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบให้

หากเรามีรถหลายคัน สลับใช้ หรือไม่มีความกังวลกับแผลขูดขีดเล็กน้อย หรือมีความชำนาญ/ประสบการณ์ในการขับรถยนต์สูง การเลือกซื้อ Deductible ก็จะตอบโจทย์ทำให้เราเสียค่าเบี้ยประกันภัยน้อยลง

2. ค่าเสียหายส่วนแรกแบบตามเงื่อนไข (Excess)

คือ ค่าเสียหายส่วนแรกที่บังคับให้เราต้องจ่ายเอง ถึงแม้เราจะจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไปแล้วก็ตาม ใช้ในกรณีที่รถยนต์ของเราเสียหายจากการที่ไม่ได้ขับชน หรือชนแต่ไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ เช่น ก้อนหินจากไหนไม่รู้กระเด็นใส่กระจกรถแตก รถเป็นรอยขีดข่วนโดยไม่สามารถระบุผู้กระทำได้ รถไถลครูดกับถนนจนเป็นรอย ฯลฯ แบบนี้เราต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเอง ไม่เกิน 1,000 บาท/จุด หลังจากนั้นบริษัทประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกิน

สนใจเช็คเบี้ยคลิกเลย เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์เทสโก้ โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส หรือโทร. 02-627-8888 หรือส่งข้อความไปที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ tescolotusmoney ได้เลยครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

วางแผนการเงินในครอบครัว ตอน เก็บเงินดูแลลูก

จากเหตุการณ์โควิด – 19 ทำให้เรารู้ว่าอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ จากรายได้ที่คิดว่าจะมั่นคง แต่ก็ต้องตกงานขาดรายได้ บางคนเงินเดือนลดลง ในขณะที่บางอาชีพมีรายได้เพิ่มจากการรับจ้างทำความสะอาด การขายของออนไลน์ จึงทำให้หลายครอบครัวเห็นความสำคัญของการวางแผนการเงินมากขึ้น

บทความนี้จะเล่าถึงการวางแผนเตรียมเงินส่วนของลูกทั้งตอนนี้และในอนาคต เพื่อเราจะได้รู้ว่าตอนนี้ควรจัดการเงินอย่างไร อ่านแล้วควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับครอบครัวของตัวเองนะจ๊ะ

วางแผนรายจ่ายของลูกล่วงหน้า

ตัวอย่าง สามีภรรยาอายุ 35 ปีเท่ากัน มีลูกสาว 1 คนอายุ 5 ขวบ ต้องการประมาณรายจ่ายของลูกล่วงหน้า เพื่อจะได้รู้ว่าควรเตรียมเงินเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ มีข้อมูล ดังนี้

  • อยากให้ลูกเรียนโรงเรียนเอกชน สำรวจค่าเทอมตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรีคร่าวๆในตารางนี้ โรงเรียนนี้ปรับค่าเทอมเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 6%
  • รายจ่ายจิปาถะของลูกประมาณปีละ 60,000 บาท
  • ตอนนี้เตรียมเงินไว้บ้างแล้ว 2 แบบ คือ นำเงินสินสอด 500,000 บาทไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และซื้อประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์เก็บไว้ให้ลูก 1 กรมธรรม์

แนวทางวางแผนรายจ่าย

เริ่มจาก…

1. ทำตารางสรุปเพื่อให้เห็นภาพรวม

เราสามารถทำเองได้ง่ายๆใน Excel ใส่ข้อมูลปี พ.ศ. อายุของพ่อแม่ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงลูกทำงาน อายุของลูก ระดับชั้นเรียน (ถ้ามีลูกหลายคนก็ใส่เพิ่มเข้าไป) ในภาพนี้เป็นลูกสาวคนเดียวเรียนหนังสือตั้งแต่อายุ 5 ถึงวัยที่ลูกเรียนจบอายุ 21 ปี ตรงกับพ่อแม่อายุ 51 ปี

2. ค่าใช้จ่ายของลูก

แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ

=> รายจ่ายแน่นอน : ค่าเทอมเพราะสามารถคาดการณ์ได้

เราควรไปสำรวจคร่าวๆว่าโรงเรียนที่จะให้ลูกเข้าไปเรียนนั้นมีค่าเทอมประมาณเท่าไหร่ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าเทอมว่าแพงขึ้นเฉลี่ยปีละกี่ %  ซึ่งแต่ละโรงเรียนมีการปรับขึ้นไม่เท่ากัน แม้ว่าสุดท้ายลูกจะเข้าโรงเรียนที่ไม่ได้อยู่ในแผนของเรา มันก็ยังดีที่เราเตรียมเงินรอไว้บ้างแล้ว

ในภาพนี้ที่ค่าเทอมรวมกันทั้งหมดตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาตรี 1,200,000 บาท เราจะเห็นว่าตอนที่ลูก 11 ขวบ เรียนประถม 6 ปัจจุบันค่าเทอมอยู่ที่ 40,000 บาท แต่ในอนาคตรวมค่าเทอมที่แพงขึ้นเฉลี่ย 6% เข้าไป ค่าเทอมจะกลายเป็น 56,741 บาท (หรือใกล้เคียง) เรารู้ล่วงหน้าว่าอาจจะต้องจ่ายค่าเทอม ประมาณ 2,131,043 บาท

=> รายจ่ายไม่แน่นอน

เป็นรายจ่ายอื่นๆที่สนับสนุนลูก เช่น ค่าขนม ค่าส่งเสริมพัฒนาการ ค่าเรียนพิเศษ ค่าอุปกรณ์การเรียน เครื่องแต่งกาย มือถือ คอมพิวเตอร์ เรียนดนตรี กีฬา ฯลฯ เราประมาณคร่าวๆไว้ว่าปีละ 60,000 บาท ถ้าสินค้าและบริการต่างๆแพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 3% ทำให้เราจะต้องเตรียมเงินเพิ่มขึ้นด้วย

รวมทั้งหมดตั้งแต่ลูกอายุ 5 – 21 ปีที่เรียนจบ ใช้เงินรวมประมาณ 1,305,695 บาท ถ้ารวมทั้งหมดที่เป็นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายจิปาถะ แสดงว่าเราควรเตรียมเงินให้ลูกประมาณ 3,436,738 บาท

3. เงินเก็บของพ่อแม่

ตอนนี้เตรียมไว้แล้วประมาณเท่าไหร่ นำเงินที่ได้รับแน่นอนกับเงินที่คาดว่าจะได้รับเข้ามาใส่ใน Excel ในภาพนี้พ่อแม่นำเงินสินสอด 500,000 บาท ไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดีและจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ

สมมติหุ้นที่ซื้อจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 6% ก็จะมีเงินประมาณ 30,000 บาทเข้ามาทุกปี แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีความเสี่ยงเรื่องของราคาหุ้นที่อาจจะขยับขึ้นลง ส่วนจำนวนเงินปันผลอาจจะได้มากกว่าหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของหุ้นที่เราซื้อนะคะ

ซื้อประกันสะสมทรัพย์ให้ลูก ทุนประกัน 200,000 บาท เบี้ยประกันปีละ 30,580 บาท ได้รับเงินคืนทุก 4 ปีๆละ 20,000 บาท นำมาจ่ายค่าเทอมให้ลูกได้ พอครบกำหนดตอนที่ลูกอายุ 24 ปีได้รับเงินก้อน 600,000 บาท จะเป็นเงินตั้งต้นให้ลูกไปสร้างธุรกิจในฝันของตัวเองได้

4. เตรียมเพิ่มอีกกี่บาท

ช่องสุดท้ายด้านขวาจะทำให้เรารู้ว่าเงินที่คาดว่าจะต้องใช้ในอนาคตมากกว่าเงินที่พ่อแม่เตรียมไว้ ทำให้รู้ว่าจะต้องเก็บเงินเพิ่มอีกกี่บาท เช่น ตอนที่ลูก 11 ขวบ คาดว่าจะต้องใช้เงิน 128,384 บาท เตรียมไว้แล้ว 30,000 บาท แสดงว่าจะต้องเก็บเพิ่มอีก 98,384 บาท

แนวทางการวางแผนเราอาจจะเก็บแบบเป็นระยะเวลา เช่น

>> ระยะสั้นเก็บเงินไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

>> ระยะกลางเรียนประถมปลายกับมัธยมต้นเก็บไว้ที่กองทุนรวมตราสารหนี้

>> ระยะยาวมัธยมปลายกับปริญญาตรีเป็นกองทุนรวมหุ้น

สิ่งสำคัญ!!!

คือ แผนสำรองปกป้องเงินก้อนของครอบครัว เราจะเห็นแล้วว่าค่าเทอมและค่าใช้จ่ายจิปาถะรวมเงินเฟ้อเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 3,436,738 บาท หากพ่อแม่อยู่อายุยืนสามารถหาเงินก้อนนี้มาช่วยกันดูแลครอบครัวได้แน่นอน

ในทางกลับกันหากพ่อหรือแม่อายุสั้นกว่าที่คิด นั่นแปลว่า คนใดคนหนึ่งอาจจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในกรณีที่ดราม่าสุดๆจากไปพร้อมกันทั้งสองคน เราคิดว่าจะนำเงินจากตรงไหนมาให้ญาติพี่น้องมาช่วยดูแลลูกของเรา

ประกันชีวิตทำให้ครอบครัวแข็งแกร่ง

ควรวางแผนปกป้องเงินของครอบครัว 3,436,738 บาท โดยทำประกันไขว้กันที่วงเงินความคุ้มครอง 3,500,000 บาท คือ พ่อทำประกันชีวิตแล้วยกผลประโยชน์ให้แม่ ส่วนแม่ก็ทำประกันชีวิตแล้วยกผลประโยชน์ให้พ่อ เป็นแผนสำรองหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอายุสั้น ก็จะมีเงินดูแลให้ครอบครัวไปต่อได้ (แต่ถ้ามีปัญหาสุขภาพไม่สามารถทำประกันชีวิตได้ ก็ต้องหาวิธีจัดการเงินแบบอื่น)

ประกันชีวิตแต่ละแบบตอบโจทย์เป้าหมายแตกต่างกัน ควรเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของเรา ในกรณีนี้ครอบครัวต้องการ “เฉพาะความคุ้มครองสูง” ควรเลือกเป็นแบบประกันชีวิตตลอดชีพกับแบบควบการลงทุน (แต่ละบริษัทจ่ายเบี้ยประกันไม่เท่ากัน ควรสอบถามกับที่ปรึกษาการเงินของตัวเองนะคะ)

เปรียบเทียบเบี้ยประกันหลายบริษัทก่อนตัดสินใจ ตัวอย่าง วงเงินความคุ้มครอง 3,500,000 บาท เบี้ยประกันชีวิตปีละเท่าไหร่

>> แบบตลอดชีวิต เพศหญิง 64,400 บาท , เพศชาย 78,050 บาท

>> แบบควบการลงทุน เพศหญิง 16,000 บาท , เพศชาย 30,000 บาท

ส่วนจะแบ่งเก็บให้ลูกเท่าไหร่นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของพ่อแม่ด้วย เพราะจะต้องจ่ายหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ รายจ่ายส่วนตัวในชีวิตประจำวันและเก็บเงินเกษียณของตัวเองอีกด้วย ซึ่งวางแผนการเงินแบบนี้เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่ช่วยตอบคำถามเราได้ว่าตอนนี้เราควรจัดการเงินอย่างไรนะจ๊ะ

————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3701305046573752/

เพจอภินิหารเงินออม

ถ้าตอนนี้เอ็นฉีก กระดูกเท้าแตก เราทำประกันสุขภาพทันมั้ย?

อภินิหารเงินออมเข้าไปนั่งในร้านแห่งหนึ่ง บรรยากาศค่อนข้างเงียบ ในขณะที่โต๊ะข้างๆคุยโทรศัพท์เสียงดัง ก็เลยบังเอิญได้ยินบทสนทนาที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกประหลาดใจ สรุปใจความได้ว่า…

“เพื่อนของเขาโทรมาปรึกษาว่าไปเล่นกีฬามาแล้วประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้เอ็นฉีกและกระดูกเท้าแตก มีประกันสุขภาพประมาณ 30,000 บาท เพื่อนควรทำอย่างไร? เขาแนะนำเพื่อนว่าอย่าเพิ่งไปหาหมอ ให้ไปทำประกันสุขภาพวงเงินสูงๆกว่านี้ ควรรอสักพักก่อน หลังจากนั้นให้ทำทีว่าเพิ่งป่วยแล้วจะได้ใช้ประกันสุขภาพได้”

ประกันสุขภาพมีระยะเวลารอคอย 30 วัน

หลายคนรู้อยู่แล้วว่าประกันสุขภาพทำแล้วยังไม่ได้รับความคุ้มครองทันที สำหรับโรคทั่วไปต้องรอ 30 วัน กว่าจะได้รับความคุ้มครอง ส่วนโรคร้ายแรงก็ต้องรอ 120 วัน กว่าจะได้รับความคุ้มครอง

แอดมินฟังคำแนะนำของเขาแล้วคิดว่า ก่อนที่จะได้ใช้ประกันสุขภาพอีก 30 วันข้างหน้า เพื่อนของเขาน่าจะมีอาการหนักขึ้นจนรักษาไม่หายก็ได้ แต่ถ้าทำประกันสุขภาพแล้วสามารถรอนานขนาดนั้นได้ ฝ่ายเคลมของบริษัทประกันมีความชำนาญ สามารถสืบดูอาการได้ว่าเพิ่งป่วยจริงๆหรือเป็นมาก่อนทำประกัน สุดท้ายอาจจะเคลมประกันไม่ได้

แอดมินมองว่าเพื่อนของเขาควรใช้ประกันสุขภาพเท่าที่มีอยู่ตอนนี้ 30,000 บาท เพื่อรักษาร่างกายให้กลับคืนมาได้เร็วที่สุด แม้ว่าจะต้องจ่ายส่วนต่างเอง แต่ก็ยังดีกว่ารอไปทำประกันสุขภาพเล่มใหม่

ค่าผ่าตัดเอ็นฉีกประมาณ 400,000 บาท

จากเรื่องนี้ทำให้แอดมินนึกถึงเรื่องของเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เล่นกีฬาแล้วเอ็นฉีก ต้องรีบเข้าผ่าตัด บิลค่ารักษาค่าผ่าตัดประมาณ 400,000 บาท หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วแผลติดเชื้อมีหนอง จะต้องใช้เครื่องดูดหนอง แอดมินจำราคาเครื่องนี้ไม่ได้ว่าหลักพันหรือหลักหมื่น

ก่อนหน้านี้เขาเคยทำประกันเหมาจ่ายวงเงิน 5,000,000 บาท ค่าผ่าตัดสามารถเคลมกับบริษัทประกันได้ ส่วนค่าเครื่องดูดหนองไม่สามารถเคลมได้ก็เลยต้องจ่ายเอง สรุปว่า…เขารู้สึกดีที่ไม่ต้องจ่ายค่าผ่าตัดเองแล้วอยากจะทำประกันสุขภาพวงเงินสูงขึ้นด้วย

เล่าเรื่องนี้ให้ฟังเพื่อจะบอกว่า…

=> ถ้าบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษาทันที ถ้าร่างกายฟื้นฟูแล้วค่อยไปหาเงินใหม่ได้

=> ควรประกันสุขภาพควรทำก่อนป่วย ทำแล้วจะต้องรอ 30 วันกว่าจะได้รับความคุ้มครอง ควรทำเป็นประกันเหมาจ่ายเพื่อความคุ้มครองที่มากกว่า ส่วนเบี้ยประกันควรอยู่ในจำนวนที่เราจ่ายไหว

=> ควรเปรียบเทียบหลายบริษัทก่อนตัดสินใจ เช่น เพศหญิงอายุ 30 ประกันสุขภาพเหมาจ่าย 5,000,000 บาท 

>> แบบที่หนึ่ง เบี้ยประกัน 46,200บาท 

>> แบบที่สอง เบี้ยประกัน 21,800 บาท 

>> แบบที่สาม เบี้ยประกัน 35,272 บาท 

นอกจากเบี้ยประกันแล้วควรเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์อื่นๆด้วยก่อนตัดสินใจ เช่น ขอบเขตการรักษาในและต่างประเทศ การจ่ายเงินค่ารักษาต่อครั้ง การขอรับคำแนะนำทางการแพทย์ ฯลฯ  นะจ๊ะ

————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop , คอร์สออนไลน์สอนเขียนเรื่องการเงิน อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://web.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3570624459641812/

เพจอภินิหารเงินออม

ก้าวที่เติบโตต่อไปของ BGC

BGC หรือบริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้ว ซึ่งมีประสบการณ์มาแล้วกว่า 4 ทศวรรษ

BGC จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2561 ด้วยจุดประสงค์เพื่อนำเงินไปต่อยอดธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตของกำไรในอนาคต ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนเป็นอย่างดี กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดกว่า 7 พันล้านบาท อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากกำไรสุทธิ 237 ล้านบาทในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็น 516 ล้านบาทในปี 2563 ปัจจุบัน BGC มีกำลังการผลิตรวมสูงสุดในประเทศไทยกว่า 3,495 ตันต่อวัน หรือมากกว่า 4,000 ล้านขวดต่อปี นอกจากนี้ BGC ยังได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรที่ A- ด้วยแนวโน้มคงที่หรือ Stable สะท้อนถึงการดำเนินงานที่เติบโตและมั่นคง

แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าผลกำไรที่เพิ่มขึ้นคือ แผนการเติบโตแบบเท่าตัวที่ BGC วางไว้ในอนาคตเราลองไปดูงบการเงินของ BGC กันครับ

งบการเงิน BGC

ปี 2561

รายได้ 10,400 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 9,904 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 496 ล้านบาท

ปี 2562

รายได้ 11,252 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 10,740 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 512 ล้านบาท

ปี 2563

รายได้ 10,968 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 10,452 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 516 ล้านบาท

โดยจากรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทฯ สัดส่วนรายได้หลักประมาณ 95% มาจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว แบ่งเป็นขวดแก้วที่ขายให้กับลูกค้าในอุตสาหกรรมเบียร์ เครื่องดื่มไม่ผสมแอลกอฮอล์ (Soft drink) อาหาร ยาฆ่าแมลงและยา และขวดประเภทอื่น

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตขวดแก้วครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด อีกทั้งมีเครือข่ายส่งออกไปทั่วโลกด้วย ทั้ง CLMV สหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย นับว่า BGC เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จไม่น้อยหากมองในแง่ของความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม หากดูจากงบการเงินย้อนหลังของบริษัทฯ จะพบว่ารายได้ของ BGC ไม่ค่อยหวือหวาเท่าไหร่นัก เพราะบริษัทฯ ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด แต่ทุกอุตสาหกรรมย่อมมีคู่แข่งรายอื่นที่เข้ามาช่วงชิงตลาดเสมอ

BGC จึงเริ่มวางแผนธุรกิจใหม่อีกครั้ง แม้ว่าการเป็นเบอร์ 1 อาจเป็นเรื่องยาก แต่การรักษาตำแหน่งเบอร์ 1 เอาไว้ เป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก

สำหรับการเพิ่มการเติบโตของบริษัทฯ โดยทั่วไปแล้วบริษัทจะมีหนทางในการเติบโตอยู่สองอย่าง คือ  ถ้าไม่โตด้วยธุรกิจเดิม ก็โตด้วยธุรกิจใหม่

สำหรับการโตด้วยธุรกิจเดิม แน่นอนว่า BGC พยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นในธุรกิจนี้ รวมถึงการควบคุมต้นทุนอย่างดีจนสามารถมีกำไรเพิ่มขึ้นได้แม้รายได้จะใกล้เคียงเดิม แต่นั่นอาจจะยังไม่เพียงพอในโลกที่มีคู่แข่งรายใหม่ก้าวเข้ามาเรื่อย ๆ

ดังนั้น BGC จึงใช้ทางเลือกที่สองในการทำให้บริษัทฯ เติบโตแบบเท่าตัว ควบคู่ไปกับการเพิ่มรายได้ นั่นคือการเติบโตด้วยธุรกิจใหม่ เพื่อก้าวสู่การเป็น Total Packaging Solutions

ธุรกิจใหม่ในที่นี้ ไม่ใช่ว่า BGC จะเปลี่ยนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วไปเป็นอย่างอื่น แต่เป็นการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มความครบวงจรให้กับบริษัทฯ ในที่นี้คือ ธุรกิจฟิล์มพลาสติก   ฝาพลาสติก ขวดพลาสติก หลอดพรีฟอร์ม และธุรกิจกล่องกระดาษลูกฟูก

เพราะสินค้าเหล่านี้ เป็นสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้ว BGC จึงสามารถขายสินค้าเพิ่มเติมได้นอกเหนือจากเพียงแค่ขวดแก้ว

ลองนึกภาพตามว่า จากเดิม BGC ทำแค่เพียงขวดแก้วขายอย่างเดียว แต่ในอนาคต บริษัทฯ สามารถเสนอบริการขายฟิล์มพลาสติก ฝาพลาสติก ขวดพลาสติก หลอดพรีฟอร์ม หรือกล่องกระดาษลูกฟูกไว้ใส่ขวดควบคู่ไปด้วยกัน แม้การขายขวดแก้วจะยังมีปริมาณเท่าเดิม แต่สินค้าเพิ่มเติมเหล่านี้    สามารถเพิ่มรายได้ให้กับบริษัทฯ ไม่น้อย

นอกจากนั้น ต้องไม่ลืมว่ารายได้ที่ลดลงไปประมาณ 2.5% ช่วง COVID-19 ในปี 2563 นั้น อาจเป็นเพียงการหดหายของรายได้แบบชั่วคราว เพราะสุดท้าย การบริโภคสินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์แก้ว ก็ต้องกลับสู่ภาวะปกติ แม้รายได้ระหว่างปี 2563 จะลดลงไปบ้าง แต่ BGC ก็ยังมีกำไรเท่าเดิม หากสถานการณ์ COVID-19 คลี่คลายลง ทั้งการรักษาต้นทุนที่ดีของบริษัทฯ และธุรกิจใหม่ ๆ ที่ BGC วางแผนว่าจะขยายออกไปในอนาคต เป็นไปได้สูงทีเดียวว่า BGC จะเติบโตได้มากกว่าเดิมจากจุดที่เป็นอยู่

จากข้อมูลล่าสุด ทางบริษัทฯ เปิดเผยว่าจะใช้เงินกว่า 1,650 ล้านบาทไปกับการเข้าซื้อธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับบรรจุภัณฑ์แก้ว และ BGC คาดการณ์ว่าในปี 2568 รายได้ของบริษัทฯ จะเติบโตขึ้นไปถึง 25,000 ล้านบาท หรือกว่าเท่าตัวจากรายได้ปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 11,000 ล้านบาท อาจจะเป็นเพียงการคาดการณ์ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ และแผนการขยายธุรกิจของบริษัทฯ จะเริ่มดำเนินการตามแผนในไตรมาส 2 ปี 2564 นี้

เป็นความจริงที่ว่า ธุรกิจเมื่อใหญ่ถึงจุดหนึ่งแล้ว การที่จะเติบโตต่อไปในอุตสาหกรรมเดิมอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเก่า ยิ่งถ้าเป็นในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากทางเศรษฐกิจ การรักษาอัตราเติบโตเอาไว้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งบริษัทที่เป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว การเติบโตต่อไปพร้อมกับการรักษาตำแหน่งในอุตสาหกรรมเอาไว้ ยิ่งเป็นเรื่องยากมากขึ้น

แต่เพราะความเป็นที่หนึ่งนี้เอง ทำให้หลายบริษัทไม่ยอมแพ้ และอะไรก็อาจเกิดขึ้นได้    เหมือนที่ต้องจับตากับอนาคตของหุ้น BGC

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

“ติดปีก” ให้นักลงทุนมือใหม่ คว้าโอกาสสร้างเงินล้านก้อนแรก

“เงินล้านก้อนแรก” คือเป้าหมายในการออมของคนส่วนใหญ่ แต่ใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ อุตส่าห์ประหยัดแทบตาย เงินแต่ละบาทแทบไม่กระเด็นออกจากกระเป๋า แต่ทำไมกว่าจะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านมันช่างยากเย็นเหลือเกิน??

นั่นเป็นเพราะว่าเรามักจะโฟกัสกับวิธีการออม แต่ไม่ได้สนใจว่า “เรากำลังเก็บเงินไว้ที่ไหน”   ทำให้เงินก้อนนั้นได้ผลตอบแทนน้อย ไม่งอกเงยเท่าที่ควร

ทีนี้ลองมาดูกันครับว่า ถ้าอยากมีเงินล้านก้อนแรก เรามีทางเลือกอะไรบ้าง?

ตัวอย่าง

ถ้าเราอายุ 30 ปี แล้วสามารถออมเงินได้แค่เดือนละ 1,000 บาท

1. แผน A

ออมเดือนละ 1,000 บาท โดยฝากธนาคาร ได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี

ถ้าออมทุกเดือนสม่ำเสมอ อีก 30 ปีข้างหน้า จะมีเงินประมาณ 490,000 บาท

2. แผน B

ลงทุนเดือนละ 1,000 บาท ในกองทุนที่ให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี

ถ้าลงทุนทุกเดือนสม่ำเสมอ อีก 30 ปีข้างหน้า จะมีเงินประมาณ 800,000 บาท

3. แผน C

ลงทุนเดือนละ 1,000 บาท ในกองทุนหรือหุ้นที่ให้ผลตอบแทน 10% ต่อปี

ถ้าลงทุนทุกเดือนสม่ำเสมอ อีก 30 ปีข้างหน้า จะมีเงินประมาณ 2,000,000 บาท

หากเราเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ก็คงเลือกแผน A ที่แค่ออมเงินฝากธนาคารไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ดูสิครับ…เวลาผ่านไป 30 ปียังได้เงินไม่ถึง “ครึ่งล้าน” เลยด้วยซ้ำ แปลว่าวิธีนี้อาจไม่ตอบโจทย์การมีเงินล้านก้อนแรก

จะดีกว่าไหม?? ถ้าเราจะแอดวานซ์ไปอีกขั้น ด้วยการ  “ลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน” อย่างแผน B หรือ C ที่ใช้เงิน 1,000 บาทเท่ากัน ระยะเวลา 30 ปีเท่ากัน แต่ทำให้เราบรรลุเป้าหมายเงินล้านก้อนแรกเร็วขึ้น หรือเผลอๆ จะได้มากกว่านั้นเสียอีก

มาเพิ่มพลังให้เงินออมกันเถอะ!

หลายคนคิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก ต้องศึกษาข้อมูล ใช้เงินเยอะ และมีความเสี่ยงสูง แต่ไม่ต้องห่วงเลยครับ เพราะ aomMONEY จะแนะนำให้รู้จักกับ “FinVest” แอปพลิเคชันการลงทุนแห่งปี 2021 ที่จะช่วย “ติดปีก” ให้นักลงทุนมือใหม่คว้าโอกาสมีเงินล้านก้อนแรกอย่างที่ต้องการ ผ่านการจัดการง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว

FinVest คืออะไร?

“FinVest” คือแอปฯ การลงทุนแนวใหม่แห่งปี 2021 ที่จะรวบรวมกองทุนทั่วโลก รวมถึง 16 กองทุนจาก บลจ.ชื่อดังในเมืองไทย มาให้เราเลือกซื้อได้ตามแนวการลงทุน หรือไลฟ์สไตล์ของเรา และเร็วๆ นี้จะให้เราไปลงทุนได้ใน บลจ.ต่างประเทศทั่วโลกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยชี้เป้า แนะนำการลงทุนให้เหมาะสมกับเราอีกด้วย

5 สเต็ปสร้างเงินล้านกับ “FinVest”

1. มีแค่ 1,000 บาทก็ลงทุนได้ทั่วโลก

ถึงจะเป็นแค่ก้อนเล็กๆ แต่ถ้ารู้จักลงทุนให้ถูกที่กับ FinVest ก็จะกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้แน่นอน ด้วยกองทุนเด็ด! ดัง! ปัง! ทั่วโลกที่ให้ผลตอบแทนสูง สะสมกำไรได้เรื่อยๆ และเลือกสับเปลี่ยนกองทุนได้เหมาะสมกับเทรนด์ของปี 2021

2. เปิดบัญชีในแอปฯ ได้เลย

โบกมือลาความวุ่นวาย ไม่ต้องหอบร่างไปเปิดบัญชีที่ธนาคารอีกต่อไป เพราะสามารถเปิดบัญชีลงทุนผ่านแอปฯ FinVest ได้เลย แถมเวลาที่ลงทุนก็เลือกตัดบัญชีจาก 4 ธนาคารใหญ่ได้อีกด้วย ทั้งกสิกรไทย, ไทยพาณิชย์, กรุงเทพ และกรุงไทย ว้าว! ง่ายจัง

3. ชี้เป้ากองทุนเด็ดโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในกองทุน

ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับคำถามที่ว่า “ซื้อกองทุนตัวไหนดี?” เพราะ FinVest จะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในกองทุน คอยชี้เป้าให้ พร้อมบทวิเคราะห์กองทุนเด็ด ที่เปลี่ยนภาษาการลงทุนยากๆ ให้เป็นภาษาที่มือใหม่อ่านแล้วเข้าใจง่าย 

4. ฟรีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องส่งเอกสารเพิ่ม

ผู้ให้บริการหลายแห่งจะคิดค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการเพิ่มเติมในการลงทุน แต่ที่ FinVest ฟรี! ไม่คิดค่าบริการเพิ่มเติมจากที่ บลจ.เก็บอยู่แล้ว ราคาจึงเหมือนซื้อกองทุนตรงกับแต่ละ บลจ.เลย และยังสามารถซื้อกองทุนทั่วไป/กองทุนประหยัดภาษีได้เลย ไม่ต้องส่งเอกสารแยกเพิ่มเติมให้แต่ละ บลจ. อีกด้วย ช่วยประหยัดเวลาทำมาหากินไปได้เยอะ

5. มีความน่าเชื่อถือ

ข้อนี้สำคัญครับ จะเอาเงินของเราไปฝากไว้ทั้งทีก็ต้องน่าเชื่อถือหน่อย ซึ่ง FinVest สร้างจากความร่วมมือของ 3 บริษัทชั้นนำคือ ธนาคารกสิกรไทย (KBank), ลู อินเตอร์เนชันแนล (LU) และ บลน.โรโบเวลธ์ จำกัด (Robowealth) ภายใต้การกำกับดูแลและอนุมัติจาก ก.ล.ต. รวมถึงได้รับความไว้วางใจจาก 16 บลจ.ชั้นนำ อุ่นใจหายห่วง

“ติดปีก” ก่อนใคร แค่เริ่มเปิดบัญชีวันนี้!

หนทางสู่เงินล้านก้อนแรกอยู่ไม่ไกลแล้ว ง่ายๆ เลยครับ แค่หยิบมือถือขึ้นมา แล้วทำตามขั้นตอนดังนี้

1. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน FinVest จาก App Store หรือ Play Store หรือ Huawei App Gallery

2. เปิดบัญชีเพื่อซื้อขายหน่วยลงทุน กรอกข้อมูลส่วนตัว ถ่ายรูป เซ็นลายเซ็น กรอกรหัส OTP และเลือกธนาคารที่รับเงินสำหรับการลงทุน 

3. ทำแบบประเมินความเสี่ยงการลงทุน แค่ตอบคำถามสั้นๆ 12 ข้อ ใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที

4. เพียงเท่านี้การเปิดบัญชีก็เรียบร้อยแล้วครับ โดยสามารถซื้อขายกองทุนได้ภายใน 3 วันทำการ

นิสัยการออม-การลงทุน ยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งดีครับ สำหรับมือใหม่ที่อยาก “อัพเลเวล” เปลี่ยนเงินออมธรรมดาๆ ให้เป็นเงินก้อนโต คว้าโอกาสทำกำไรตั้งแต่ต้นปี ด้วยกองทุนที่ให้ผลตอบแทนดีๆ ก็ต้องให้ “FinVest” เป็นผู้ช่วยเลยครับ

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/36LO2TR

หรือดาวน์โหลแอปพลิเคชัน FinVest ได้ที่ https://finvest.onelink.me/CoWV/FBaomMoney

พิเศษสุดๆ เพียงดาวน์โหลดและเปิดบัญชีสำเร็จ รับเงินเข้าบัญชี FinVest ไปเลย 200 บาท!! ตั้งแต่วันนี้-31 มี.ค. แบบนี้ห้ามพลาดครับ

“เงินล้านก้อนแรกอยู่ไม่ไกล แค่รู้จักวิธีการให้เงินทำงานให้ถูกที”

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save