4 วิธีแก้ปัญหา Burnout สำหรับคนเบื่องานและหมดไฟ

เนื่องจากอัศวินเห็นเพื่อนๆหลายๆคนทำงานแล้วเครียด ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ เลยต้องมานั่งเช็คกับหลายๆคนว่าตอนนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดการ Burnout กันบ้างไหม เช่น เวลาพูดถึงงานแล้วเบื่อ เซ็ง หมดไฟ บ่นว่าทำไปแล้วไม่เห็นอนาคต ไม่รู้มันจะทำให้ตัวเราก้าวหน้ายังไง และอาจทำให้เราไม่อยากทำงาน จนเกิดอาการผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ 

แต่พอเรามานั่งคิดถึงอีกด้านคือเรื่องเงิน ยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่ เพราะการหมดพลังทำงานนั้นมันจะส่งผลต่อการเงินด้วย เวลาที่เราทำงานไม่ดี ทำตามเป้าหมายไม่ได้ เหล่าบรรดาหัวหน้าก็จะเริ่มมาสอดส่องพฤติกรรมของเรา ซึ่งเรื่องใหญ่ที่ตามมาก็คือ เงินเดือนก็อาจจะไม่ถูกปรับขึ้น โบนัสได้น้อยกว่าคนอื่น หากทำงานได้ไม่ดีอาจจะถูกเชิญให้ออกไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ สรุปว่าไฟมอด เงินหมด ชีวิตสุขภาพและการเงินก็เสี่ยงที่จะพังตาม ๆ กันไป

เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าเราเจอปัญหาประมาณนี้อยู่ ต้องรีบหาทางแก้ไขนะครับ อัศวินก็เลยจะมาเสนอ 4 วิธีที่ทำให้เรามีชีวิตที่ไม่ Burnout ทั้งเรื่องงานและเรื่องเงินกัน

1. ลองทำสิ่งใหม่ๆที่เราชอบ

อะไรที่ไม่ใช่ก็อย่าไปฝืน เพราะท้ายสุดเราจะทำได้ไม่นานอยู่ดี ลองให้เวลาและคุยกับตัวเราเองซักนิดว่า แท้จริงแล้ว เรามีความสามารถในเรื่องอะไร แล้วอยากลองทำอะไรที่เป็นโอกาสใหม่ ๆ บ้าง อัศวินขอยกตัวอย่างเพื่อนคนนึงนะครับ เขาเรียนจบด้านบัญชีและเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี มีประสบการณ์กว่า 10 ปี แต่รู้สึกเบื่อและ Burnout มาก แต่เขามาค้นพบทีหลังว่า จริง ๆ มีความสุขกับการทำขนมที่ได้คิดสูตรใหม่ๆ ซึ่งเป็นงานที่เขาทำได้ทั้งวัน ทำไปทำมา มีเพื่อน ๆ หลายคนได้ลองชิม และมีคนสั่งซื้อมากขึ้น เขาก็เลยลาออกมาเป็นแม่ค้าขายขนมซะเลย

พออัศวินเห็นแบบนี้ก็เลยเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วเราทุกคนอาจจะมีความชอบและทักษะหลาย ๆ อย่างในชีวิตอีกเยอะมากเลยนะ เพียงแต่เราอาจจะยังไม่เคยลองนำมาหยิบใช้ และหลายคนก็อาจจะกังวลว่า การลาออกจากงานที่มั่นคงมาเปลี่ยนอาชีพอื่นที่ไม่เคยทำเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยง แต่เชื่ออัศวินอย่างนึงนะ ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้วเรารู้สึกว่าเราไม่เหนื่อยที่จะทำ เรามี passion กับงาน เงินที่ได้น้อยในช่วงแรก ๆ แต่หากได้ทำด้วยใจ ย่อมจะสร้างความสำเร็จได้มากกว่างานที่ทำให้ชีวิตหมดไฟในระยะยาวอยู่แล้ว

2. ลดความกังวลด้วยการบริหารเป้าหมาย

เวลาที่หลายคนกำลังรู้สึก Burnout ในชีวิต นั่นเป็นเพราะเรามีปัญหาที่เราต้องจัดการเยอะมาก อัศวินเข้าใจทุกคนนะเดี๋ยวนี้ปัญหาหลาย ๆ อย่างมันซับซ้อนเหลือเกิน นอกจากเรื่องงาน เรื่องเงินแล้วยังมีเรื่องความสัมพันธ์ต่าง ๆ กับคนอื่นๆอีก ก็เลยอยากจะแนะนำให้ทุกคนลองถอยออกมามองดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเราเองก่อน แล้วลองตั้งเป้าหมายในการจัดการเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อเราจะได้แก้ปัญหาได้ทีละเรื่อง

เริ่มจากตั้งเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และในแต่ละระยะเราอาจจะจัดเรียงความสำคัญในแต่ละเรื่องว่าอะไรต้องมาก่อนมาหลัง แล้วขยายผลให้เราสามารถจัดการเรื่องใหญ่ ๆ ได้ทั้งเรื่องงานและเรื่องเงินนะครับ

ตัวอย่างเช่น สมมติเรารู้สึกว่าเราล้ากับการทำงานในช่วงนี้มากๆ คิดอะไรไม่ออกเลย ลองเอางานทั้งหมดมาเรียงก่อนเลย ดูว่าช่วงเช้าและช่วงบ่ายเราจะต้องส่งงานอะไร เป้าหมายของทั้งเดือนทั้งปีเป็นอย่างไรบ้าง เราจะรู้ว่าเวลาไหนจะต้องทำอะไรและทำให้เราจัดการงานให้ดีขึ้นได้

ส่วนในเรื่องเงินก็ไม่ได้ต่างกันนะครับ มาตั้งเป้าหมายกันว่าในแต่ละวันเรามีรายรับรายจ่ายอะไรบ้าง เราสามารถแบ่งเงินออมในแต่ละเดือนได้เท่าไหร่และนำเงินไปลงทุนตามเป้าหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายระยะสั้น (เก็บเงินเที่ยว) ระยะกลาง (เก็บเงินแต่งงาน) และ เป้าหมายระยะยาว (เก็บเงินเกษียณ ซื้อบ้านใหม่) พอเราแบ่งเงินเอาไว้ออมตามเป้าหมายที่ชัดเจน มีแผนในการบริหารที่ดี เราก็จะกังวลกับเรื่องเงินน้อยลงกว่าเดิมแน่นอน

3. ออกไปเที่ยวเพื่อเพิ่มพลังชีวิต

อัศวินเชื่อว่าทุกคนมีพลังในการทำงานเต็มที่อยู่เสมออยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดความอ่อนล้า หมดแรง เราเองก็ไม่สามารถใจจดใจจ่อกับการทำงานให้ดีได้ เราจึงต้องให้เวลากับตัวเองในการชาร์จพลัง ด้วยการพักผ่อนด้วยเช่นกัน แต่การเติมพลังของคนสมัยใหม่นั้นไม่ใช่แค่กินข้าวและเดินเล่นเฉยๆ แต่เราสามารถนำเงินที่เราหามา ไปลงทุนซื้อประสบการณ์ใหม่ ๆ พร้อมกับการพักผ่อนที่สามารถเติมความรู้เพื่อให้เราได้ไอเดียใหม่ ๆ กลับมาด้วยก็ได้

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศหรือต่างประเทศ เพื่อไปพบผู้อื่นที่มีความแตกต่างในความเชื่อและความคิด ซึ่งทำให้เราได้เห็นมุมมองใหม่ในโลกกว้าง หรือการไปทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น เที่ยวพิพิธภัณฑ์ ทำ workshop การทำอาหาร หรือบางคนอาจจะหาเวลาว่างไปนั่งเล่นบอร์ดเกมส์ฝึกสมองกับเพื่อนๆ ก็ได้

ทั้งหมดนี้ถือเป็นการลงทุนเพื่อตัวเอง ได้พักสมองด้วยการเติมทักษะและความรู้ใหม่ ๆ ที่เราชอบ และเมื่อถึงเวลาที่เรากลับมาทำงาน ก็จะมีแนวคิดใหม่ ๆ เข้ามาเติมเต็มทำให้เราสามารถทำงานได้ดีขึ้นได้ด้วยครับ

4. เพิ่มคุณค่าตัวเองด้วยการให้ความรู้คนอื่น

หลายคนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลัง Burnout นั้น อาจจะเป็นเพราะเขารู้สึกว่าพอทำงานไปแล้ว ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าอะไรเลย ทำงานไปวัน ๆ แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามีความสุขอะไร หนึ่งในวิธีการที่อัศวินคิดว่าเพื่อน ๆ สามารถเอาไปทำได้ก็คือ เราอาจจะนำสิ่งที่เราชอบ เราคิดว่ามันมีคุณค่าต่อตัวเราและคนอื่นๆ มาแปลงเป็นความรู้ให้กับคนรอบตัว ก็ไม่แน่นะว่าเราอาจจะเจอช่องทางทำเงินใหม่ ๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเราด้วยก็ได้ แถมมีความสุขในการเป็นผู้ให้ด้วย

เราอาจจะนำประสบการณ์และสิ่งที่ตัวเองชอบมามอบให้คนอื่นนอกช่วงเวลางาน เช่น บางคนมีความสามารถในการถ่ายรูป ชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ พอนอกเวลางานนำความสามารถที่มีไปหาเงินได้ ตั้งแต่การสอนคนอื่นถ่ายรูป การรับจ้างถ่ายรูป หรือการนำรูปสวย ๆ ที่ตัวเองถ่ายไปขาย

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อัศวินเห็นเพื่อนๆที่สนใจการเงินมักจะทำกันก็คือ การสอนเพื่อน ๆ คนอื่นวางแผนการเงิน การลงทุน ความเสี่ยงของชีวิตและการทำประกัน จนหลาย ๆ คนกลายเป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนบุคคล สามารถช่วยเหลือเพื่อน ๆ ให้วางแผนสร้างความมั่งคั่งได้

สุดท้ายนี้อัศวินก็อยากจะบอกว่า เมื่อเราท้อใจในการทำงาน เกิดความเครียดและภาวะ Burnout ก็ต้องหาทางแก้ด้วยวิธีต่าง ๆ นะครับ ลองหาโอกาสที่เราจะทำในสิ่งที่เราชอบ ค่อย ๆ แก้ปัญหาให้กับตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ลองลงทุนไปทำในสิ่งที่ชอบ หาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ และลองนำสิ่งที่ชอบไปส่งต่อเป็นความรู้และรายได้ใหม่ ๆ ก็จะทำให้เรามีชีวิตในการทำงานที่ดีขึ้นและสามารถต่อยอดทางการเงินได้อีกด้วยนะครับ

ก็เพราะเป็นห่วง อัศวินอยากให้ทุกคนมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีอยู่ตลอดเวลา ทำงานแล้วมีความสุข เติบโตในหน้าที่การงาน บรรลุเป้าหมายตามที่ฝัน พร้อมทั้งประสบความสำเร็จในเรื่องการเงินอีกด้วย อัศวินขอแนะนำ LifePlus+ Saver จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต แบบประกันสะสมทรัพย์ ก้าวเริ่มต้นของวัยเริ่มทำงาน ช่วยให้เก็บเงินถึงเป้าหมาย เป็นอีกทางที่ช่วยให้เพื่อน ๆ สามารถเก็บเงินออมอย่างมีวินัยและไปสู่ความฝันทางการเงินที่ต้องการได้ สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/lifeplus-saver-cs-331

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนกับกองทุนตราสารหนี้แบบไหนดี ในภาวะดอกเบี้ยผันผวน

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาเจอกันอีกแล้วนะครับ กับผมหมอนัท ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้เองครับ ยังอยู่เหมือนเดิมไม่ได้หายไปไหน ยังคงมีเรื่องราวดี ๆ มาเล่าให้กับนักลงทุนได้ฟังกันอยู่เสมอ ๆ เลยครับ

ในช่วงเวลาหลังจากวิกฤตโควิค-19 แบบนี้ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจของแต่ละประเทศเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากวัคซีนของผู้ผลิตหลาย ๆ เจ้า ได้ฉีดให้กับแต่ละประเทศ และจำนวนผู้ติดเชื้อเองก็ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เริ่มมีความคึกคักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น ธุรกิจที่เดิม ๆ เคยแย่ก็เริ่มที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มากขึ้น

แต่ในทางกลับกันกับสถานการณ์แบบนี้ ในเรื่องตลาดการลงทุนของสินทรัพย์ต่าง ๆ กลับมีความผันผวนขึ้นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายสินทรัพย์การลงทุนจากเดิมที่เคยกระจุกตัวอยู่กับสินทรัพย์ในกลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสุขภาพ และ กลุ่มขายของออนไลน์ หรือ E-Commerce มาเป็นกลุ่มบริการ หรือ กลุ่มท่องเที่ยวที่ในปีที่แล้วมีผลประกอบการที่ค่อนข้างน่าเป็นห่วงครับ

นอกจากนี้แนวโน้มเงินเฟ้อ ที่เกิดจากการเร่งการกระตุ้นเศรษฐกิจก็เริ่มสูงมากขึ้นอย่างมาก ถ้าหากรัฐบาลแต่ละประเทศสามารถควบคุมได้ ก็มีโอกาสที่จะได้เห็นเศรฐกิจ และ ตลาดการลงทุนปรับตัวได้ดียิ่งขึ้นครับ แต่ถ้าหากควบคุมไม่ได้ก็อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้เช่นกันครับ

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตอนนี้นักลงทุนทั่วโลกเองก็ไม่กล้าจะทำอะไร บางคนก็ขายสินทรัพย์ต่าง ๆ ออกมาเพื่อรอดูท่าทีของเศรษฐกิจ และ เงินเฟ้อ แต่นักลงทุนเองก็อย่าลืมนะครับว่า เงินสดที่เราถืออยู่นั้นก็มีต้นทุนด้วยเช่นกันครับ ถ้าหากไม่ทำอะไรก็อาจจะค่อย ๆ ด้อยค่าลงไป ยิ่งเป็นช่วงที่เงินเฟ้อเริ่มสูงด้วยแบบนี้ ซึ่งในช่วงเวลาแบบนี้ก็มีหลาย ๆ สินทรัพย์ที่น่าลงทุนอยู่เช่นกันครับ

แล้วสินทรัพย์อะไรที่น่าสนใจในช่วงเวลาแบบนี้กัน?

อยากรู้แล้วใช่ไหมครับ ตามมาเลยครับ  เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง

ในช่วเวลาแบบนี้ ในตอนที่อัตราดอกเบี้ย หรือเงินเฟ้อ และ สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนแบบนี้ สินทรัพย์ที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น

แต่ทั้งนี้เงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้นนี้จะมีระยะสั้น หรือ ระยะยาวก็คงต้องติดตามกัน ดังนั้นการลงทุนในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ก็อาจจะต้องจับตา และ เน้นการลงทุนแบบจังหวะมากกว่าครับ

ในส่วนของกลุ่มกองทุนอสังหา ฯ และโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนผสม ผมถือว่ามีความน่าสนใจมากกว่าในการลงทุนระยะยาว ๆ เนื่องจากอสังหาฯ และโครงสร้างพื้นฐานนั้น มีความสามารถในการต่อสู้กับเงินเฟ้อในระยะยาวได้ค่อนข้างดี (ปรับค่าเช่าขึ้นตามเงินเฟ้อได้) ทั้งนี้เสน่ห์ของกองทุนเหล่านี้คือ ตราบใดที่ผู้เช่ายังอยู่ หรือ ใช้บริการอยู่ตราบนั้นเราจะยังมีรายได้เข้ามาเรื่อย ๆ นั่นเองครับ

แต่ธีมที่น่าสนใจมาก ๆ ก็คือ ธีมการลงทุนแบบ ESG หรือ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงก็คือ

พวกกลุ่ม Green Energy และเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่กำลังเติบโตอย่างเต็มที่ เพราะว่านโยบายของรัฐบาลทั่วโลก กำลังดำเนินการเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจังเลยทีเดียวครับ

แต่ ESG นั้นไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เรื่อง สิ่งแวดล้อมเท่านั้นแต่ประกอบด้วยหลายส่วนมากมาย ซึ่ง UN มีการกำหนดเป้าหมายด้านต่างๆภายใต้เป้าหมายในด้านต่างๆ  เรียกว่า   Sustainable Development Goals (SDGs) ซึ่งประกอบด้วย เรื่อง การขจัดความยากจน การศึกษาที่เท่าเทียมกัน ความเท่าเทียมกันทางเพศ สุขาภิบาล และ เรื่องอื่น ๆ อีก ถึง 17 เรื่องเลยทีเดียวครับ โดยการกำหนดเป้าหมายการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า การลงทุนของเราสามารถสร้างผลบวกให้แก่เป้าหมาย SDG ด้านใดบ้าง หรือพูดง่ายๆ คือการลงทุนของเราสามารถสร้าง Impact ด้านใดให้กับโลกบ้าง

พูดง่าย ๆ ครับ อะไรที่จะทำให้โลกนี้ หรือประเทศต่าง ๆ พัฒนาไปได้อย่างยั่งยืน ก็ต้องปฏิบัติตามเรื่องเหล่านี้นั่นเองครับ

ในส่วนของกรอบใหญ่แง่มุมในการลงทุนก็คือ หาบริษัทที่มี ESG หรือมองหาบริษัทที่มีการจัดการที่ดีใน 3 เรื่องนี้ คือ

1. มี Environmental ที่ดี

เป็นบริษัทที่มีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี เช่น เป็นบริษัทที่สามารถลดมลพิษในการผลิตสินค้าต่าง ๆ ได้ ใช้พลังานอย่างคุ้มค่า ฯลฯ

2. มี Social ที่ดี

ซึ่งไม่ได้หมายถึงการทำความดีเฉพาะกับพนักงานของบริษัทเอง หรือการทำ CSR เพียงอย่างเดียว แต่เป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม  ยกตัวอย่างเช่น เป็นบริษัทที่มีการจ้างงานทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และ ผู้สูงอายุตามสัดส่วน ไม่กีดกันคนด้วยความอาวุโส หรือเพศสภาพแต่ดูที่ความสามารถ และให้พนักงานได้ช่วยเหลือสังคมเมื่อมีโอกาส มีการจูงใจให้พนักงานทำความดีต่อสังคม หรือให้คนในสังคมรอบ ๆ โรงงานต่าง ๆ มาช่วยงานในโรงงานนั้น และ ให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาชุมชนให้อยู่ร่วมกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคม และการทำงานของพนักงานดีขึ้น

3. มี Governance

คือ เป็นบริษัทที่มีการจัดการที่ดี และ มีธรรมาภิบาล เช่น มีการจัดโครงสร้างของบริษัทที่ดีเพื่อลดการขัดผลประโยชน์ หรือ Conflict of interest ของผู้บริหาร มีคนคอยตรวจสอบการทำงานของผู้บริหารอย่างถูกต้อง มีกระบวนการตรวจขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ เพื่อลดการคอร์รัปชันของบริษัทลง ฯลฯ

ซึ่งถ้าหากบริษัทไหนที่เข้าเกณฑ์ใน 3 ข้อนี้ แล้วละก็บริษัทนั้นจะมีโอกาสมีความยั่งยืนในด้านธุรกิจ  ด้านการเงินของบริษัท และเป็นบริษัทที่มีโอกาสเติบโต รวมไปถึงได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไปเป็นอย่างมาก ซึ่งจะทำให้ธุรกิจนั้น ๆ มีความยั่งยืนนั่นเองครับ (Sustainability)

พูดง่าย ๆ ครับ การลงทุนกับบริษัทที่มี ESG นั้น จะทำให้โอกาสที่บริษัทจะถูกฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายแพงก็น้อยลงไป แน่นอนว่าความเสี่ยงด้านอื่น ๆ ก็น้อยลงไปด้วยครับ ทำให้ความเสี่ยงขาลง หรือ Downside risk นั้นน้อยลงไป ไม่ว่าเราจะลงทุนกับ หุ้น หรือว่าตราสารหนี้ก็ตามครับ

ส่วนเรื่องของผลตอบแทนก็ไม่ได้แย่เลยนะครับ หลาย ๆ สำนักก็ออกมาชี้แจงว่า การลงทุนภายใต้กรอบ ESG และกรอบ  SDG เหล่านี้  ก็สามารถสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีได้เช่นกัน   เช่น MorningStar เองก็ออกมาบอกว่ากองทุนที่ลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเล่านี้มักจะทำให้กองทุนมีโอกาสได้ Rating 5 ดาวจาก  MorningStar  เพิ่มมากขึ้นไปได้วยครับ

ภาพการลงทุนใน High Yield Bond ที่มีความเสี่ยงสูง แต่หากลงทุนในบริษัทที่มี SDGs ก็จะทำให้ความเสี่ยงลดลง และมีโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน มีนักลงทุนสถาบันทั่วโลกให้ความสำคัญกับการลงทุนภายใต้กรอบ ESG และ SDG เพิ่มขึ้นมากดังนั้นการลงทุนผ่านสินทรัพย์ SDGs เหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะเติบโตได้ในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นหุ้น รวมไปถึงตราสารหนี้เองก็มีความน่าสนใจอย่างมากครับ

แต่เนื่องจากกองทุนหุ้นที่ลงทุนภายใต้ตีม ESG มีมากมายอยู่พอสมควรแล้ว ผมจึงขอพาทุกท่านไปรู้จักกับกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนกับบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกที่เน้นลงทุนตามเป้าหมาย SDGs กองทุนแรกในประเทศไทยกันบ้างครับ

กองทุนตราสารหนี้ที่เป็นพระเอกในครั้งนี้ก็คือ

กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซัสเทนเนเบิล เครดิต อินคัม ฟันด์ หรือชื่อย่อ USI จาก บลจ. UOBAM นั่นเองครับ กองทุนความเสี่ยงระดับ 5 ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ

โดยกองทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ RobecoSAM SDG Credit Income IH USD (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว

ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งและบริหารจัดการโดย Robeco Institutional Asset Management B.V. ที่มีทีมงานที่มีประสบการณ์การลงทุนทั่วโลก โดยที่ทีมงานมีประสบการณ์ในการลงทุนผ่านตราสารหนี้เฉลี่ยไม่น้อยกว่า 10-15 ปี บางท่านก็มีประสบการณ์มากกว่า 35 ปีเลยทีเดียวครับ

โดยกองทุนหลักนี้จะลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของสินทรัพย์ทั้งหมด โดยจะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความหลากหลายในอุตสาหกรรม ซึ่งมีอายุของตราสารแตกต่างกัน ซึ่งเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐ และ/หรือภาคเอกชน โดยจะพิจารณาลงทุนในบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ที่มีส่วนร่วมในหลักการ UN Sustainable Development Goals (SDGs) (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จัดทำขึ้นโดยองค์กรสหประชาชาติ) นั่นเองครับ

ซึ่งผมต้องบอกว่ากองทุนหลักนี้เป็นกองทุนที่ค่อนข้างจะ Active พอสมควรเลยครับ คือมีการปรับพอร์ตอยู่เรื่อย ๆ ตามสถานการณ์เศรษฐกิจของโลก และ ตามตลาดตราสารหนี้มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาครับ

Remark : ตัวอย่างเหล่านี้แสดงเพื่อเป็นข้อมูลเท่านั้น และไม่ได้มุ่งหวังให้ถือเป็นการให้คำแนะนำในการลงทุนไม่ว่ากรณีใดๆ มูลค่าการลงทุนของท่านอาจมีความผันผวน ผลตอบแทนที่ได้รับในอดีตไม่ได้เป็นการรับประกันผลตอบแทนในอนาคต

แน่นอนครับ การที่กองทุน Active แบบนี้สินทรัพย์ที่ลงทุนก็ค่อนข้างจะหลากหลาย มีทั้งตราสารหนี้ที่เป็น Investment Grade และ High Yield Bond รวมอยู่ด้วยครับ เพื่อให้มีการสับเปลี่ยนตราสารหนี้ได้ตามวัฏจักรทางเศรษฐกิจ หรือ ตามลักษณะของอัตราดอกเบี้ยที่ขึ้น ๆ ลง ๆ นั่นเองครับ

นอกจากนี้การลงทุนยังเน้นสไตล์แบบ Bottom-up research for credit selection พูดง่าย ๆ ว่ามีทีมงาน Credit analyst ที่กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทำการวิเคราะห์ผู้ออกตราสารหนี้ในเชิงลึก ดูฐานะทางการเงิน ทิศทางการดำเนินธุรกิจ รวมถึงนำปัจจัยด้าน ESG มาพิจารณาเชิงลึกรายบริษัทอีกครั้ง เพื่อให้ได้ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพตามหลักการ SDGs

จะเห็นว่ากระบวนการคัดกรองตราสารหนี้ของกองทุนนี้มีความเข้มข้น โดยพิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิต และ พิจารณาปัจจัยด้าน ESG ที่มีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของธุรกิจไปพร้อม ๆ กัน

โดย Rating ของตราสารหนี้ในกองทุนนี้โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ BAA2/BAA3 ครับ แต่ในส่วนของผลตอบแทนนั้น กองทุนนี้ถือว่าทำได้ใกล้เคียงตราสารหนี้ High Yield ในขณะที่ระดับความเสี่ยงรวมในระดับ Investment Grade เท่านั้นครับ เรียกได้ว่าความเสี่ยงไม่สูงอย่างที่คิดเลย

โดยที่กองทุนนี้มี อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้อยู่ที่ประมาณ 3.3 ปี จึงมีความผันผวนไม่สูงนัก และจากที่เห็นตัว Downside risk ของกองทุน ก็จะเห็นได้ว่าไม่มากเท่ากับลงทุนใน High Yield แบบนี้ ก็จะทำให้เราถือกองทุนได้อย่างสบายใจมากขึ้น และ ถ้าเราถือได้ยาวขึ้นตามไปด้วย

เป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนกับบริษัทที่ยั่งยืน ซึ่งผมก็เชื่อว่าการลงทุนแบบนี้ไม่เพียงแต่สงเสริมบริษัทที่ทำความดีให้โลกนี้เติบโตแบบยั่งยืนแล้ว ยังสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีแบบยั่งยืนไปด้วย และก็ไม่หวือหวาไปตามตลาดมากนัก

ดังนั้นกองทุนนี้จึงเหมาะกับการถือยาว ๆ อย่างน้อย ๆ ก็ 2-3 ปีขึ้นไป ก็จะทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี และ เป็นการกระจายความเสี่ยงไปด้วย เพราะว่าการลงทุนในหุ้น หรือกองทุนหุ้นกลุ่มอุตสาหรกรรมต่าง ๆ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ก็มีความผันผวนพอสมควรในช่วงเวลาแบบนี้

โดยสรุปคือ ส่วนสำคัญเพื่อให้พอร์ตการลงทุนของเราเติบโตได้ในระยะยาวก็ควรที่จะมีการะจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ต่าง ๆ ไม่ใช่เน้นลงทุนในสินทรัพย์ใด สินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป และไม่ควรที่จะสลับสับเปลี่ยนไปมามากนัก เพราะว่าจะทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดได้มากไปด้วยครับ การลงทุนในระยะยาวเราจึงต้องเน้นลงทุนแบบกระจายไปยังสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้เหมาะกับความเสี่ยงของเราเองครับ ซึ่งถ้านักลงทุนมองหากองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีโอกาสจะสร้างผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ธีม ESG ในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมลงได้ ผมคิดว่ากองทุน USI นี้ก็น่าสนใจมาก ๆ เลยทีเดียวครับ

ถ้าสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บลจ.ยูโอบี 02 786 2222 หรือเข้าไปดูข้อมูลกองทุนได้ที่ https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00717/USI

และ สำหรับวันนี้ ผมคงต้องลาไปก่อน แล้วครั้งหน้าจะหยิบกองทุนดี ๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ

คำเตือน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนนี้ลงทุนในต่างประเทศ   จึงมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ   ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ

ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับคืนเงินตามระยะเวลาที่กำหนด  กองทุนนี้มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในต่างประเทศ  โดยกองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน / หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

ผลการดำเนินงานในอดีต / ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต  กองทุนรวมนี้กระจุกตัวในประเทศสหรัฐฯ ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย

บทความนี้เป็น Advertorial

เงินติดล้อ สร้างโอกาสให้คนไทย ผ่านสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันครบวงจร และประกันภัยหลากหลายทางเลือก

ในธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์อาจนับได้ว่าเป็นตัวกลางที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นผู้ที่นำพาผู้กู้และผู้ให้กู้มาพบเจอกัน แต่สำหรับบริการสินเชื่อของธนาคารนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารได้ เพราะการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินรายใหญ่อาจมีข้อจำกัดบางประการและไม่ใช่ทุกคนที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วน เช่น การมีรายได้และเงินหมุนเวียนที่ไม่แน่นอนและมีข้อมูลประวัติทางการเงินที่จำกัด เป็นต้น

แล้วถ้าเป็นคนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินได้ พวกเขาจะสามารถหาเงินทุนได้จากไหน? หากพวกเค้าเหล่านั้นไม่มีทางเลือกหรือโอกาส อาจถึงขั้นต้องกู้ยืมเงินนอกระบบที่เจอกับการคิดดอกเบี้ยมหาโหด

คำถามคือ จะมีใครบ้างที่สามารถช่วยให้กลุ่มประชากรส่วนใหญ่ของประเทศที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ได้รับโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินที่รวดเร็ว สะดวก และไม่ซับซ้อน ด้วยเป้าหมายที่จะปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นี่จึงเป็นที่มาของ บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR ที่กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เร็ว ๆ นี้

บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR เป็นผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ที่มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันในประเทศไทย(1) ซึ่งนอกจากจะเป็นผู้นำในตลาดดังกล่าวแล้ว เงินติดล้อยังเป็นหนึ่งในผู้นำ 3 รายแรกในประเทศไทยในธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยให้แก่รายย่อย(2) และมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย

เงินติดล้อมีทีมงานที่มีประสบการณ์ในธุรกิจสินเชื่อกว่า 30 ปี บริหารงานโดยคณะผู้บริหารและทีมงานมืออาชีพที่มากด้วยประสบการณ์ ภายใต้แนวคิดการสร้างโอกาสทางการเงินที่เป็นธรรมและโปร่งใส ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าเงินติดล้อให้บริการด้วยความจริงใจ จึงไม่ต้องแปลกใจที่ปัจจุบันเงินติดล้อสามารถมีส่วนแบ่งตลาดเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันได้

ปัจจุบันตลาดสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันในประเทศไทย มียอดสินเชื่อรวมประมาณ 290,000 ล้านบาท ถึง 300,000 ล้านบาท(1) เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถขอสินเชื่อแบบปกติผ่านธนาคารพาณิชย์ได้ ดังนั้นเงินติดล้อจึงเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าตรงนี้ เพื่อให้คนไทยที่เป็นเจ้าของรถ สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

สำหรับธุรกิจหลักของเงินติดล้อจะแบ่งออกเป็น ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันครบวงจร และธุรกิจนายหน้าประกันภัย

ธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันครบวงจร ทำให้แบรนด์เงินติดล้อเป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยให้บริการทั้งสินเชื่อทะเบียนรถ สินเชื่อทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ และรถประเภทอื่น ๆ แต่จะมีสัดส่วนยอดสินเชื่อคงค้างจากลูกค้าในกลุ่มรถยนต์ 4 ล้อมากที่สุด โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 พอร์ตสินเชื่อนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 51,331 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ธุรกิจนายหน้าประกันภัยเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของ เงินติดล้อ ที่แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มให้บริการมาไม่กี่ปี แต่มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จึงทำให้เงินติดล้อกลายเป็นหนึ่งในสามผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดนายหน้าประกันวินาศภัยที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยให้แก่รายย่อยได้

ทุกวันนี้เงินติดล้อไม่เพียงแต่เสนอขายประกันผ่านช่องทางสาขาที่มีให้บริการมากกว่า 1,000 สาขา ผ่านนายหน้าประกันภัยมืออาชีพที่มีใบอนุญาตถูกต้องจำนวนมาก และช่องทางอื่น ๆ อย่างแพลตฟอร์ม Insure– Tech ที่มีชื่อว่า Areegator เครื่องมือที่จะช่วยเพิ่มทางเลือก ความโปร่งใส การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้แก่ทั้งนายหน้าอิสระและลูกค้า ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจการจัดจำหน่ายประกันวินาศภัยของเงินติดล้อเติบโตอย่างรวดเร็วอีกด้วย 

งบการเงิน บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน)

(สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม)

ปี 2561

รวมรายได้ 7,569 ล้านบาท

รวมค่าใช้จ่าย 5,939 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 1,306 ล้านบาท

ปี 2562

รวมรายได้ 9,458 ล้านบาท

รวมค่าใช้จ่าย 5,699 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 2,202 ล้านบาท

ปี 2563

รวมรายได้ 10,559 ล้านบาท

รวมค่าใช้จ่าย 5,772 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 2,416 ล้านบาท

แม้ปัจจุบัน เงินติดล้อจะเป็นบริษัทที่มีรายได้ถึงหมื่นกว่าล้านบาท และเป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน แต่เงินติดล้อก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น เพราะอย่างที่เรารู้ การได้มาซึ่งที่ 1 นั้นยาก แต่การรักษาความเป็นผู้นำ ให้ได้ต่อเนื่องและยาวนาน มันเป็นอะไรที่ยากและท้าทายกว่าเยอะ

สิ่งที่เงินติดล้อสร้างความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจคือการพัฒนาช่องทางการขายและการให้บริการลูกค้าที่หลากหลาย (Omni-Channel) ให้ดีขึ้น เพราะทุกวันนี้ ลูกค้าอาจไม่สามารถเดินทางไปสาขาเพื่อขอรับบริการเหมือนเดิมได้ อาจเพราะเดินทางไม่สะดวก หรือไม่อยากเดินทางไปไหนจากความกังวลเรื่อง Covid-19 บริษัทฯ จึงพยายามทำให้บริการต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในระบบออนไลน์ผ่านโมเดลธุรกิจที่มุ่งเน้นนวัตกรรมเทคโนโลยี ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเงินติดล้อ 

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์, Facebook, Line Official Account, แอปพลิเคชันเงินติดล้อ ที่อำนวยความสะดวกให้กับทั้งลูกค้าและนายหน้าของเงินติดล้อที่ปัจจุบันมีคนลงทะเบียนกับบริการแอปพลิเคชันเงินติดล้อ กว่า 192,000 ราย (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563)

ส่วนช่องทางแบบออฟไลน์ เงินติดล้อยังคงเดินหน้าทยอยเปิดสาขาอย่างต่อเนื่องโดยมีแผนที่จะเปิดอีก 500 สาขาภายในปี 2566 เพื่อให้บริการครอบคลุมแก่ลูกค้ามากที่สุด เพราะตลาดของสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันยังคงเติบโตได้กว่าปีละ 12-16% ตั้งแต่ปี 2562-2567(3) เท่ากับว่า เงินติดล้อ ยังมีโอกาสให้เติบโตได้สูง  

เงินติดล้อดำเนินการบริหารจัดการความเสี่ยงที่โดดเด่น โดยในปีล่าสุด เงินติดล้อ มีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เทียบกับพอร์ตสินเชื่อรวมทั้งหมด คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1.7% (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563) เท่านั้น

บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) กำลังจะเปิดจองและเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก โดยผู้จองซื้อรายย่อยต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคา 36.5 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาเสนอขายสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นที่ 34.0–36.5 บาทต่อหุ้น

หากราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาจองซื้อ ผู้จองซื้อทุกท่านจะได้รับเงินค่าส่วนต่างคืน ซึ่งสามารถจองซื้อได้ตั้งแต่ วันที่ 22 เมษายน 2564 เวลา 09.00 น. ถึง วันที่ 26 เมษายน 2564 เวลา 16.00 น. ที่ตัวแทนจำหน่ายหุ้น ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน)

สำหรับผู้มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เท่านั้น โดยการจัดสรรให้แก่ผู้ลงทุนรายย่อยโดยวิธี Small Lot First และกำหนดจำนวนหุ้นขั้นต่ำที่จะจองซื้อและจัดสรรให้แก่ผู้จองซื้อรายย่อยจำนวน 1,000 หุ้น และจะต้องเพิ่มเป็นจำนวนทวีคูณของ 100 หุ้น ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tidlorinvestor.com

Disclaimer: ข้อมูลต่อไปนี้จะถูกเผยแพร่ให้แก่นักลงทุนในประเทศไทยเท่านั้น โปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ข้อมูลนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ในหรือเข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม (รวมถึงเขตแดนและอาณาเขต มลรัฐใด ๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกา และเขตการปกครองพิเศษกรุงวอชิงตัน) และข้อมูลนี้ไม่ถือเป็นหรือเป็นส่วนหนึ่งของการเสนอขายหรือคำชี้ชวนเพื่อการซื้อหรือจองซื้อหลักทรัพย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา หลักทรัพย์ที่อ้างถึงหรือกล่าวถึงในข้อมูลนี้ไม่ได้จดทะเบียนและจะไม่ได้รับการจดทะเบียนภายใต้ United States Securities Act of 1933 (the “Securities Act”)

ทั้งนี้ หลักทรัพย์ดังกล่าวไม่อาจถูกเสนอขายหรือขายในประเทศสหรัฐอเมริกา เว้นแต่จะเป็นกรณีที่เป็นไปตามข้อยกเว้นจากข้อกำหนดการจดทะเบียนภายใต้ the Securities Act และจะไม่มีการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกา

แหล่งข้อมูล

(1) คำนวณจากยอดสินเชื่อคงค้างในปี 2562 จากข้อมูลของโอลิเวอร์ ไวแมน

(2) จากข้อมูลภายในของบริษัทฯ และข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

(3) จากบทวิเคราะห์ของโอลิเวอร์ ไวแมน

บทความนี้เป็น Advertorial

ตอนนี้อายุ 30 ต้องการใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท ทำไมควรเตรียมเงินไว้ประมาณ 25 ล้าน?

อภินิหารเงินออมเคยถามหลายคนว่าต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มักจะตอบว่า 5 – 10 ล้านบาทก็เพียงพอบั้นปลายชีวิต แต่อย่าลืมว่าการแพทย์เจริญก้าวหน้ามากขึ้น คนอายุยืนมากขึ้น นอกจากค่ารักษาที่แพงขึ้นแล้ว ค่าครองชีพก็ยังแพงขึ้นอีกด้วย นั่นแปลว่า เงินที่คิดว่าน่าจะอยู่ได้อาจจะไม่พอใช้ก็ได้

เงินเฟ้อ : ศัตรูของเงินเกษียณ

ก่อนจะเล่าที่มาของตัวเลข 25 ล้านบาท อยากให้รู้จัก “เงินเฟ้อ” เพราะมีผลกับการเก็บเงินเกษียณมากๆ จากในภาพนี้เป็นตัวอย่างราคาเนื้อหมูของปี 2561 และ 2564 ที่ขายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

=> ปี 2561 หมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 110 บาท หมูสามชั้นกิโลกรัมละ 133 บาท

=> ปี 2564 หมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 130 บาท หมูสามชั้นกิโลกรัมละ 175 บาท

=> เวลา 3 ปีผ่านไป เราซื้อหมูเนื้อแดงแพงขึ้น 20 บาท ในขณะที่หมูสามชั้นแพงขึ้น 42 บาท ถ้าคิดเป็น % ทำให้เรารู้ว่าแพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5 – 9% ถ้าเป็นแบบนี้อีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจจะได้เห็นเนื้อหมูราคามากกว่า 200 บาทต่อกิโลกรัม

อีกสักหนึ่งตัวอย่างจะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เมื่อ 25 ปีที่แล้ว มีอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น จำนวน 5 ห้อง ราคาห้องละ 1,200,000 บาท เพิ่งสร้างเสร็จ แม่ของแอดมินซื้อไว้ 1 ห้อง เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและขายของ

ปัจจุบันแม่ซื้อห้องข้างๆ เพราะต้องการพื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้น เจ้าของห้องข้างๆขายให้ในราคา 5,000,000 บาท แสดงว่า ราคาอาคารพาณิชย์นี้แพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5.87% คิดเป็นตัวเลขง่ายๆว่า ถ้าสมัยก่อนเรามีเงิน 5,000,000 บาท จะซื้ออาคารพาณิชย์นี้ได้ 4 ห้อง แต่ปัจจุบันซื้อได้เพียง 1 ห้องเท่านั้น

นี่เองที่เรียกว่า “มูลค่าเงินของเราลดลง หรือ อำนาจซื้อของเราลดลง”

เงินเกษียณ

การใช้ชีวิตหลังเกษียณของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนเกษียณแล้วต้องการอยู่บ้านอย่างเดียว ในขณะที่บางคนต้องการเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนทั้งในและต่างประเทศ ทำให้จำนวนเงินที่ต้องเตรียมไว้ไม่เท่ากัน ในบทความนี้จะเขียนแนวคิดการเตรียมเงินเกษียณว่ามีวิธีการคำนวณอย่างไร แฟนเพจควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของตัวเองนะคะ

ตัวอย่าง ตอนนี้อายุ 30 ต้องการใช้เงินหลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท ควรเตรียมเงินไว้ประมาณเท่าไหร่

=> ถ้าไม่รวมเงินเฟ้อ จะต้องเตรียมเงินไว้ 360,000 บาท แต่อย่าลืมว่าสิ่งของรอบตัวแพงขึ้นตลอดเวลา ถ้ารวมเงินเฟ้อ 3% ตอนอายุ 60 เราควรเตรียมเงินเพิ่มขึ้นเป็น 873,814 บาท

=> หากคาดว่าเสียชีวิตอายุ 80 มีเวลาใช้เงิน 20 ปี ถ้ารวมเงินเฟ้อที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ควรเตรียมเงินไว้ 25,057,929 บาท

เรียงลำดับการใช้เงินเกษียณ

หลังจากนั้นเรามาวางแผนต่อไปว่าจะมีรายได้หลังเกษียณมาจากที่ไหน ได้รับอย่างไร ถ้าเป็นเงินก้อนจะนำมาใช้ตอนอายุเท่าไหร่ เช่น

=> รับเงินสม่ำเสมอ รู้ว่าได้รับปีละเท่าไหร่จากประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ

=> ประกันสังคม กรณีชราภาพ ต้องคำนวณว่าแต่ละปีจะได้รับเงินประมาณเท่าไหร่

=> เงินปันผลจากหุ้น กองทุนรวม หุ้นสหกรณ์ น่าจะได้รับประมาณปีละเท่าไหร่

=> รายได้จากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ มีการปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นทุกกี่ปี จำนวนเท่าไหร่

=> ดอกเบี้ยจากพันธบัตรบาล หุ้นกู้

=> LTF , SSF , SSFX , RMF เริ่มขายตอนอายุ 70 เพื่อให้เงินเติบโต จะได้มีเงินเกษียณมากขึ้น

เริ่มต้นเก็บเงินเกษียณด้วยกองทุนรวม

อยากให้เห็นตัวอย่างจริงของการเก็บเงินเกษียณด้วยกองทุนรวม ผู้เขียนจึงซื้อกองทุนรวมกองหนึ่งแล้วนำมารีวิวว่าสามารถเริ่มต้นได้เดือนละ 500 บาท ผลลัพธ์น่าจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและเริ่มต้นลงทุนได้เองนะคะ

ในวัยเกษียณอย่าคาดหวังให้คนอื่นมาดูแล 

เพราะแต่ละคนก็มีภาระค่าใช้จ่ายของตัวเอง 

ใช้เงินเก็บของตัวเองสบายใจกว่านะจ๊ะ

——————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3701305046573752/

=> สำหรับคนที่ต้องการเริ่มจริงจังกับการลงทุน สามารถอ่านคู่มือแนะนำการเปิดบัญชีหุ้นหรือกองทุนรวม วิธีการใช้งานแอป Phillip fund supermart plus ได้ที่ลิงค์ https://bit.ly/3mizD8c

เพจอภินิหารเงินออม

บรรลุเป้าหมายการเงินด้วยหลักการ PDCA

เวลาที่เราพูดถึงการบริหารเงินเพื่อการเก็บเงินตามเป้าหมายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บออมเพื่อท่องเที่ยว การเก็บเงินเพื่อซื้อของที่เราอยากได้ ไม่ว่าจะซื้อบ้าน ซื้อรถ เก็บเงินไว้ลงทุนเพื่ออนาคต หรือแม้จะเป็นเรื่องการเก็บเงินเอาไว้ใช้ตอนเกษียณ อัศวินเชื่ออยู่แล้วว่าเพื่อน ๆ คงมีเทคนิคการเก็บเงินดี ๆ แต่หลาย ๆ คนอาจจะถามตัวเองว่า เอ๋… แล้วเราจะทำยังไงให้เราเก็บเงินได้ดีกว่านี้ เก่งกว่านี้ได้บ้างนะ ก็อยากเก็บเงินได้เยอะ ๆ พิชิตทุกเป้าหมายตามที่ฝันทุกอย่าง

ในบทความนี้อัศวินก็เลยอยากจะแนะนำวิธีการดี ๆ ที่จะช่วยพวกเราได้นั้นคือการใช้หลักการ Plan Do Check Act หรือที่รู้จักกันว่า PDCA ซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายมาก ๆ สามารถทำเป็นขั้นเป็นตอนได้ และทำให้เราเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเงินได้ดีขึ้น

เพราะเครื่องมือนี้จะช่วยให้เราวางแผน แก้ไขจุดอ่อนของเราในการเก็บออม แล้วพัฒนาวิธีการให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ใช้แล้วเก็บเงินได้เพิ่มอย่างแน่นอน อัศวินเคยลองใช้มาแล้ว ได้ผลดีมาก เงินเก็บเพิ่มขึ้นด้วย มาดูกันนะครับว่าวิธีการนี้จะทำให้เราเก็บเงินออมและลงทุนได้เพิ่มขึ้นยังไงบ้าง มาเริ่มกันทีละขั้นตอนเลยนะครับ

1. ตั้งเป้าหมายในการเก็บออม (Plan)

แรกสุดเลยเราจะต้องตั้งเป้าหมายการออมเงินก่อน เป้าหมายที่ดีนั้นควรจะมีองค์ประกอบที่เรียกว่า SMART นั่นคือ 

  • Specific เจาะจง 
  • Measurable สามารถวัดผลได้ 
  • Achievable สามารถทำได้ ไม่ยากเกินความสามารถ 
  • Realistic สมเหตุสมผล 
  • Timely สามารถกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนได้

ตัวอย่างเป้าหมายที่ดี เช่น เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ต้องการเก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อนซี้ซักครั้ง โดยใช้เงินประมาณ 20,000 บาท โดยที่เราสามารถเก็บเงินได้เดือนละ 2,000 บาท หรือ 10% ของรายได้ มันดูทำได้เนอะ แถมไม่ยากเกินไปด้วย ใช้เวลาเก็บเงินประมาณ 10 เดือน เราก็สามารถเก็บเงินไปเที่ยวได้แล้ว แบบนี้คือการตั้งเป้าหมายที่ใช้หลักการ SMART ที่เหมาะสมแล้วครับ

แน่นอนว่าเป้าหมายทางการเงินของเรานั้นมีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเก็บออมและการลงทุนในอนาคต และเรายังสามารถแบ่งเป้าหมายได้อีกเป็นระยะสั้นไปถึงระยะยาว อัศวินเองก็มีเพียบเลยก็วางแผนไว้ทุกอย่าง เพื่อน ๆ ลองตั้งเป้าหมายที่เราต้องมี เพราะเป็นเรื่องจำเป็นอย่างเป้าหมายเกษียณ และเป้าหมายที่เรากำลังฝันอยู่ว่าต้องทำให้ได้ เช่น การซื้อบ้านอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข ลองคำนวณดูกันนะครับว่า ต้องใช้เงินเท่าไหร่ จะต้องสำเร็จในอีกกี่ปี เอาแบบให้ครบถ้วนทุกด้าน เราจะเริ่มเห็นความเป็นไปได้และค่อย ๆ ทำตามแผนที่วางไว้นะครับ

2. ลงมือออมควบคู่การลงทุน (Do)

การลงมือทำให้ประสบความสำเร็จนั้น เราจะต้องหาวิธีการที่เหมาะสมกับเราที่สุดนะครับ เดี๋ยวนี้เรามีทางเลือกเยอะมากในการออม ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงินในธนาคาร ทั้งบัญชีออมทรัพย์ บัญชีเงินฝากประจำ และการลงทุนในกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เราสามารถนำเงินมาออมไว้เพื่อเป้าหมายการเงินระยะสั้นที่เราไม่อยากรับความเสี่ยงในการขาดทุนในเงินต้นเยอะ ๆ เช่น การเก็บเงินฉุกเฉิน การวางแผนเที่ยวอีก 6 เดือน

หรือการที่เราต้องการวางแผนระยะยาว เช่น เก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณ ในสมัยนี้ก็เก็บเงินได้หลายแบบ ถ้าไม่อยากรับความเสี่ยงมาก อยากสบายใจ มีเงินใช้แน่ ๆ แบบชัวร์ ๆ ก็สามารถออมไว้ในประกันบำนาญหรือประกันสะสมทรัพย์ก็ได้นะครับ (แนะนำ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต)

แต่ถ้าเราคิดว่าเราอยากจะเพิ่มความเสี่ยงบ้าง ยอมขาดทุนได้ ก็อาจจะเลือกการลงทุนในหุ้น กองทุนรวมหุ้น หริอทรัพย์สินอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงสูงนะครับ แต่อย่าลืมจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเองก่อนเสมอ ๆ นะ เดี๋ยวไม่ถึงเป้าหมายแย่เลย

เป้าหมายจะไม่สามารถสำเร็จได้เลยถ้าเราไม่ลงมือทำนะครับ เมื่อวางแผนแล้วอัศวินก็อยากให้ทุกคนเริ่มต้นทำทันที อย่าลืมกันนะว่าการออมการลงทุน หากเราเริ่มได้เร็วย่อมทำให้ไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าคนอื่น เห็นด้วยกับอัศวินไหมครับ?

3. สำรวจค่าใช้จ่าย การออมและการลงทุน จากการจดบันทึก (Check)

เมื่อเราเริ่มบริหารเงินและเก็บออมตามเป้าหมายแล้ว อย่าลืมสำรวจผลอย่างต่อเนื่องนะครับว่า เราทำได้จริงหรือเปล่า มีอุปสรรคอะไรระหว่างทางบ้างหรือไม่ โดยดูทั้งใน 3 เรื่องเลยนะครับ ได้แก่

  • รายได้ของเราเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าใครทำงานประจำคงจะไม่มีปัญหาเรื่องนี้เท่าไหร่นะครับ เพราะเงินเดือนค่อนข้างสม่ำเสมอ แต่หากใครทำงานอิสระ เป็นฟรีแลนซ์ พอเราลงมือทำจริง ๆ ก็อาจจะเห็นว่ารายได้เราอาจจะไม่แน่นอน ก็ต้องลองดูนะครับว่ารายได้เฉลี่ยของเราประมาณเท่าไหร่ และควรจะนำมาจัดสรรอย่างไรให้เหมาะสมกับตัวเอง
  • อย่าลืมตรวจสอบรายจ่ายของเราด้วยว่าในแต่ละเดือนเราได้วางแผนค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมจริง ๆ หรือไม่ หลาย ๆ ครั้งเราอาจจะคิดว่าเราใช้เงินไม่เยอะ แต่หากเรามาลองทำบัญชีรายรับรายจ่ายจริง ๆ เราอาจจะพบว่าเราใช้เงินมากกว่าที่คิด 
  • ตัวอย่างเช่น หากเราเงินเดือน 20,000 บาท และต้องการเก็บเงินออมเดือนละ 5,000 บาทเพื่อนำไปลงทุนระยะยาวเพื่อเป้าหมายเกษียณ แต่เราเก็บไม่ได้ซักที เรามารู้ที่หลังว่า อ้าวจริง ๆ เราใช้เงินไปกับค่าใช้จ่ายกับการกินหรูถึง 7,000 บาท ถ้าเราลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลง งบกินหรูเหลือซัก 2,000 ต่อเดือน จะได้เก็บออม 5,000 บาทตามเป้าหมายได้
  • สุดท้ายอย่าลืมตรวจสอบดูว่า ในแต่ละช่วงเวลาที่เรากำลังไปดำเนินตามแผนอยู่ เราเก็บเงินออมและนำเงินไปลงทุนได้ตามเป้าหมายไหม เราควรจะปรับในส่วนไหนบ้างไหม เช่น ดูพอร์ตการลงทุนว่าควรปรับสัดส่วนการลงทุน ติดตามทรัพย์สินใหม่ ๆ ที่น่าลงทุน หรือ เพิ่มจำนวนเงินเพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นอย่างไร เมื่อเราเรียนรู้ได้มากขึ้นเราก็จะพัฒนาในเรื่องการเก็บออมและการลงทุนได้มากขึ้น

4. สร้างแผนการเก็บออมและการลงทุนให้ดีกว่าเดิมเรื่อย ๆ (Act)

และขั้นตอนสุดท้าย หลังจากที่เราเช็คข้อมูลต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแนวทางในการออมเงินและการลงทุนให้ดีขึ้น เราก็เอาข้อมูลที่เราได้ทั้งหมดเนี่ยมาวิเคราะห์ดูว่าเราจะทำยังไงต่อ เช่น ปรับแผนให้ดีขึ้นอย่างไรได้ไหม ต้องทำอย่างไรให้เราออมได้ตามเป้าให้มากขึ้นหรือลดรายจ่ายยังไงให้เราเก็บเงินได้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อเรารู้แล้วว่าในเดือนที่ผ่านมาเราเก็บออมได้ไม่ตรงตามเป้าหมายเพราะเราซื้อของเยอะไปหน่อย ก็ของมันต้องมีอ่า ไม่เป็นไรเดือนนี้ปรับแผนใหม่ต้องออมชดเชยให้มากขึ้น ตั้งเป้าว่าจะช็อปปิ้งให้น้อยลง ไม่ด่วนตัดสินใจซื้อ คราวหน้าจะเช็คราคาเทียบกันหลาย ๆ ที่ และทำเช็คลิสก่อนไปซื้อของจะได้ไม่จ่ายเงินไปกับสิ่งที่อยากได้

พอเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆในทุก ๆ เดือน อัศวินเชื่อว่าเราจะพบแนวทางในการพัฒนาการเก็บออมและการลงทุนของตัวเองให้ดีขึ้นได้แน่ ๆ ก็ขอชวนเพื่อน ๆ มาวางแผนตั้งแต่วันนี้ ลงมือทำ และลองเก็บข้อมูลว่าอะไรที่เรายังขาด ต้องเพิ่มเติม แล้วสร้างแผนใหม่ในเดือนต่อ ๆ ไป เราจะเก็บออมและลงทุนได้ดีขึ้นแน่ ๆ ครับ

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ตั้งเป้าหมายในการเก็บออม เพื่อเป้าหมายที่สำคัญของชีวิต โดยอยากมีเงินเก็บเป็นเงินก้อนและได้ความคุ้มครองคู่กัน มาลองดูนี่เลย LifePlus+ Saver จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต แบบประกันสะสมทรัพย์ ก้าวเริ่มต้นของวัยเริ่มทำงาน ช่วยให้เก็บเงินถึงเป้าหมาย เป็นอีกทางที่ช่วยให้เพื่อนๆ สามารถเก็บเงินออมอย่างมีวินัยและไปสู่ความฝันทางการเงินที่ต้องการได้สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/lifeplus-saver-cs-331

บทความนี้เป็น Advertorial

ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น 150,000 บาท!! ค่ารักษาพยาบาลโควิด เวลา 10 วัน

ตอนนี้เดือน เม.ย. 64 โควิด-19 วนกลับมาอีกครั้ง ทำให้มีผู้ป่วยเข้ารักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก เมื่อวันก่อนอภินิหารเงินออมอ่าน FB ของรุ่นน้องคนหนึ่ง เล่าว่าติดต่อโรงพยาบาลหลายแห่งให้ลูกค้าที่ติดโควิด-19 ใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะได้รับการรักษา เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจและมีประโยชน์ เพื่อเป็นแนวทางให้คนอื่นนำไปใช้วางแผนการเงินของตัวเองได้

สรุปสั้นๆ

ลูกค้าท่านนี้ทำประกันสุขภาพเหมาจ่ายวงเงินสูง ตอนนี้ตรวจเจอเชื้อโควิดจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ไม่ต้องการได้ห้องรวมเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย อยากได้ห้องเดี่ยวจึงติดต่อไปที่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง 11 แห่ง แต่ยังไม่รับรักษา

จนกระทั่งได้โรงพยาบาลที่ 12 เขาฟังรายละเอียดว่าประกันสุขภาพเหมาจ่ายของลูกค้ามีวงเงินค่ารักษาเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้น เบื้องต้นประเมินค่าใช้จ่ายไว้วันละ 15,000 บาท เวลา 10 วัน รวม 150,000 บาท หากไม่มีอาการแทรกซ้อน ตอนนี้ลูกค้าได้ห้องเรียบร้อยแล้ว หากลูกค้าหายป่วยแล้วจะมาอัพเดทค่าใช้จ่ายให้ฟังอีกครั้งว่ามีขั้นตอนการรักษาอย่างไร ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดประมาณเท่าไหร่

อ่านโพสต์คำอธิบายของรุ่นน้องฉบับเต็มได้ที่ https://www.facebook.com/640628979308056/posts/3804044689633120/

ระยะเวลารอคอยของประกันสุขภาพ

การซื้อประกันชีวิตจะเริ่มความคุ้มครองการเสียชีวิตทันที แต่ถ้าเป็นประกันสุขภาพที่ดูแลค่ารักษาพยาบาลมีระยะเวลารอคอย 30 วัน แปลว่า ทำประกันสุขภาพวันนี้แล้วต้องรออีก 30 วันถึงจะใช้ประกันสุขภาพนี้ได้ จากเรื่องนี้แสดงว่าลูกค้าทำประกันสุขภาพมาเกิน 30 วันแล้วถึงเข้ารับการรักษาพยาบาลได้

แนวทางจัดการเงิน

=> คนที่มีประกันสุขภาพ

อยากให้กลับไปดูกรมธรรม์ของตัวเองว่าวงเงินค่ารักษาเพียงพอมั้ย ควรทำเพิ่มรึเปล่า ควรทำตอนที่ยังมีสุขภาพดีเพราะถ้าป่วยมาแล้วอาจจะทำเล่มต่อไปยากขึ้น

=> คนที่ยังไม่มีประกันสุขภาพ

ควรรีบทำตั้งแต่ตอนนี้ เพราะไม่รู้ว่าอีกกี่วันจะควบคุมโควิดรอบนี้ได้ ตัวอย่าง เบี้ยประกันของคนอายุ 30 ปี (เพศ อายุของแต่ละบริษัทมีเบี้ยประกันแตกต่างกัน ควรสอบถามตัวแทนนะจ๊ะ)

  • ประกันสุขภาพเหมาจ่ายวงเงิน 5,000,000 บาท เพศหญิงเบี้ยประกัน 23,611 บาท เพศชายเบี้ยประกัน 20,450 บาท
  • ประกันสุขภาพเหมาจ่ายวงเงิน 15,000,000 บาท เพศหญิงเบี้ยประกัน 32,411 บาท เพศชายเบี้ยประกัน 28,250 บาท

=> สำหรับคนที่ไม่ต้องการทำประกันสุขภาพ

เพราะคิดว่าดูแลตัวเองได้ มีเงินเพียงพอจ่ายอยู่แล้ว ควรแบ่งเงินสำรองไว้อย่างน้อย 200,000 – 3000,000 บาทไว้ที่เงินฝากออมทรัพย์ เพื่อจะได้ถอนออกง่ายๆ หากเงินสำรองไม่พอก็ต้องวางแผนว่าจะขายหุ้นหรือกองทุนอะไร 

ในกรณีเลวร้ายที่สุดติดโควิดแล้วเข้ารับการรักษาจะได้เปิดบัญชีธนาคารให้ทางโรงพยาบาลดูว่าตุนเงินค่ารักษาไว้แล้ว หากเกิดภาวะแทรกซ้อนก็ยังมีเงินจ่าย สิ่งสำคัญ คือ เราควรแจ้งญาติถึงเงินจำนวนนี้ไว้ด้วย เผื่อเรายังสลบไม่รู้สึกตัวอยู่บนเตียง ญาติจะได้นำเงินก้อนที่เราเก็บไว้นี้มาจ่ายค่ารักษาให้ได้

“ไม่มีใครอยากติดโควิด 

แต่เราก็ต้องวางแผนล่วงหน้าเผื่อไว้ก่อน

เพราะเวลาป่วยจริงมันไม่มีเวลาให้คิดแล้วนะจ๊ะ”

————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3701305046573752/

=> สำหรับคนที่ต้องการเริ่มจริงจังกับการลงทุน สามารถอ่านคู่มือแนะนำการเปิดบัญชีหุ้นหรือกองทุนรวม วิธีการใช้งานแอป Phillip fund supermart plus ได้ที่ลิงค์ https://bit.ly/3mizD8c

เพจอภินิหารเงินออม

หลังเกษียณมีรายได้เดือนละ 52,000 บาท แต่ทำไมถึงไม่พอใช้

หลังเกษียณมีรายได้เดือนละ 52,000 บาท 
แต่ทำไมถึงไม่พอใช้

ทัศนคติเรื่องการใช้เงินมีผลกับชีวิตประจำวันของเรา แม้ว่าเป็นข้าราชการมีรายได้แน่นอน หากจัดการเงินไม่ดีก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุทางการเงินได้เช่นกัน

หากเราไม่แน่ใจว่าวิธีการใช้เงินแบบไหนบ้างที่ควรระมัดระวัง แอดมินอยากให้ดูคลิปนี้ ศึกษาวิธีการที่ผิดพลาดเพื่อเป็นบทเรียนให้ตัวเองว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ ฟังได้ที่คลิปนี้นะคะ “เสียงสะท้อนข้าราชการบำนาญกับการกู้เงิน ช.พ.ค.” 

มันเหมือนการเดินบนถนน หากเราเห็นคนที่อยู่ข้างหน้าเดินตกท่อกระดูกแตก เรามองเห็นแล้วก็ต้องคิดว่าควรเลี่ยงไปเดินทางอื่น แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้แล้วต้องเดินผ่านทางนั้น ก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินมากขึ้น

สาเหตุเงินไม่พอใช้

=> ทัศนคติ : นิยามการใช้ชีวิตแบบพอเพียงของแต่ละคนแตกต่างกัน

=> การผ่อน : ถ้าเราใช้จ่ายกับสิ่งที่คิดว่ามีความจำเป็นมากเกินกว่าความสามารถในการหารายได้ ในอนาคตสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็น

=> รายได้มั่นคง : ข้อดีของการเป็นข้าราชการ คือ มีรายได้มั่นคง กู้เงินง่าย แต่ก็เป็นข้อเสียได้เช่นกัน เพราะการกู้ง่ายนี่แหละที่ทำให้หลายคนไม่ระมัดระวังเรื่องการใช้เงิน

ควรสร้างหนี้ที่สร้างรายได้

ญาติผู้ใหญ่ที่เป็นข้าราชการเกษียณ ท่านเล่าให้แอดมินฟังว่าสมัยที่ทำงานอยู่นั้น ช่วงหนึ่งมีโครงการให้สิทธิกู้เงินได้ แต่ท่านไม่จำเป็นต้องใช้เงินและไม่รู้ว่าจะกู้เงินมาทำอะไรก็เลยไม่ใช้สิทธิกู้ ทำให้เพื่อนครูบางคนมองว่าท่านเป็นคนไม่ฉลาดเพราะไม่ใช้สิทธิกู้เงิน

ในขณะที่เพื่อนครูคนอื่นกู้เงินมาซื้อสิ่งของ ไปท่องเที่ยว ฯลฯ ล้วนเป็นการสร้างหนี้ที่ไม่สร้างรายได้ (การสร้างหนี้ดี คือ กู้เงินไปทำอะไรบางอย่างแล้วมีรายได้กลับเข้ามา) ทำให้ตอนนี้เพื่อนครูคนดังกล่าวมีชีวิตวัยเกษียณที่ยากลำบากเพราะไม่ได้ทำงานแล้วก็ยังต้องแบ่งเงินบำนาญมาจ่ายหนี้รายเดือน

นอกจากเราจะศึกษาวิธีการของคนที่ประสบความเร็จว่าทำอย่างไรแล้ว ควรศึกษาวิธีการของคนที่ล้มเหลวด้วย เพื่อเราจะได้ระมัดระวังไม่ทำผิดซ้ำสองนะจ๊ะ

 

 

————

 

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3701305046573752/

 

 เพจอภินิหารเงินออม 

มีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท แบบไม่ต้องทำงาน ควรมีเงินลงทุนเท่าไหร่?

คนส่วนใหญ่วางแผนเกษียณไว้หลังอายุ 60 ปี แม้ว่าไม่ได้ทำงาน แต่ก็ยังมีเงินใช้เหมือนเดิม มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ เราควรมีเงินลงทุนเท่าไหร่ แฟนเพจสามารถนำแนวคิดนี้ไปคำนวณเงินหลังเกษียณของตัวเองได้นะจ๊ะ

แนวคิด คือ  เงินลงทุน x ผลตอบแทน% = เงินที่เราได้รับรายปี (หรือเงินที่เราต้องการจะใช้)

สมมติว่าเราต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท(ปีละ 360,000 บาท) นำเงินไปลงทุนหุ้นรายตัวที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอเฉลี่ย 6% ต่อปี เราควรมีเงินลงทุนซื้อหุ้นเท่าไหร่

วิธีคำนวณ : ใช้สมการย้ายข้างธรรมดา เหมือนวิชาคณิตที่เราเรียนตอนประถมนะจ๊ะ

  • เงินลงทุน x 6/100 = 360,000
  • เงินลงทุน = 360,000 x 100/6
  • เงินลงทุน = 6,000,000 บาท 

แปลว่า ถ้าเราต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท เราควรมีเงินลงทุนอย่างน้อย 6,000,000 บาท เก็บไว้ในที่ให้เงินปันผลเฉลี่ย 6%

ข้อควรระวัง

=> การลงทุนหุ้นมีความเสี่ยงสูง ราคาหุ้นขึ้นๆลงๆเป็นเรื่องปกติ เราควรทยอยสะสมเพื่อจะได้ราคาเฉลี่ยที่กลางๆที่ไม่ใช่ราคาต่ำสุดหรือสูงที่สุด 

=> เงินปันผลขึ้นอยู่กับผลกำไรที่ทำได้ แต่ละปีอาจจะได้รับไม่เท่ากัน แต่เราสามารถนำข้อมูลมาดูย้อนหลังได้ว่าจ่ายเงินปันผลลเฉลี่ยประมาณเท่าไหร่

ตัวอย่างจริงของการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (ภาพในกรอบสี่เหลี่ยมด้านขวา)

=> หุ้นนี้จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอปีละ 4 ครั้งๆละ 0.261 บาท (ในอดีตการจ่ายแต่ละครั้งมีทั้งน้อยกว่าและมากกว่านี้)

=> สมมติว่าเราซื้อมาในราคาหุ้นละ 12 บาท ใช้เงินลงทุน 6,000,000 บาท (ในอนาคตราคาหุ้นที่เราซื้ออาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้)

=> เราซื้อหุ้นครั้งเดียวได้จำนวน 500,000 หุ้น (มาจาก 6,000,000/12)

=> ถ้าจ่ายเงินปันผลครั้งละ 0.261 บาท ได้รับเงิน 130,500 บาท รวม 4 ครั้งได้รับเงินทั้งปี 522,000 บาท (หุ้นตัวนี้ไม่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย เงินปันผล 10% หากเป็นหุ้นตัวอื่นจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10%)

วิธีการดูเงินปันผลย้อนหลัง

หากเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานแน่นแล้วก็จะมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ อาจจะมีมากหรือน้อยแตกต่างกันที่ผลกำไรที่ทำได้ในแต่ละปี เราสามารถดูความต่อเนื่องของเงินปันผลหุ้นได้ที่ www.set.or.th พิมพ์ชื่อหุ้นในช่องค้นหาแล้วเลือกเมนู “ข้อมูลสิทธิประโยชน์” เราจะเห็นข้อมูลอัพเดทด้วยว่าครั้งต่อไปหุ้นจะจ่ายเงินปันผลวันที่เท่าไหร่

ทำงานแล้วแบ่งเงินบางส่วนมาต่อยอดด้วยการลงทุน เพื่อจะได้มีเงินมาใช้จ่ายในวันที่เราไม่ได้ทำงานนะจ๊ะ

————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3701305046573752/

เพจอภินิหารเงินออม

ลงทุนกับห้องพักระดับโลก THE HAMPTON SUITES พร้อมมืออาชีพในการสร้างผลตอบแทนอย่างมั่นคงนาน 10 ปี

ในสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน การลงทุนเพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่มั่นคงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับใครหลายคน เพราะความผันผวนของปัจจัยต่าง ๆ ยังคงมีสูงมาก ทั้งเรื่องโรคระบาด สงครามการค้า เงินเฟ้อ และสภาวะฟองสบู่ในสินทรัพย์ที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลต่อไปยังความผันผวนของผลตอบแทนในสินทรัพย์หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น หุ้น ทองคำ น้ำมัน หรือแม้แต่ตราสารหนี้ก็ตาม

สภาวการณ์ลงทุนเช่นนี้ กดดันให้นักลงทุนส่วนใหญ่สร้างผลตอบแทนได้น้อยลงเมื่อแลกกับความผันผวนที่สูงขึ้น ซึ่งผลตอบแทนที่ได้มาอาจจะไม่คุ้มค่าความเสี่ยงที่ต้องแลกสักเท่าไหร่ จึงเป็นเรื่องยากต่อการตัดสินใจลงทุนในปัจจุบัน

แต่ยังมีสินทรัพย์ลงทุนประเภทหนึ่งที่เป็นทางเลือกอันน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ตั้งใจจะกระจายความเสี่ยง และมองหาผลตอบแทนที่มั่นคง เป็นการลงทุนที่มีมืออาชีพคอยให้คำปรึกษาและดูแลเงินลงทุนให้อยู่ตลอดเวลา

สินทรัพย์ลงทุนที่พูดถึงนี้ก็คือ INVESTMENT PROPERTY (IP)

INVESTMENT PROPERTY คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่นักลงทุนจะได้สิทธิในการรับค่าเช่าต่อเนื่องนาน 10 ปี และเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ คล้ายกับการซื้ออสังหาฯเพื่อปล่อยเช่าโดยทั่วไป เพียงแต่นักลงทุนไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องดูแลสินทรัพย์ของตัวเองให้ยุ่งยาก เพราะมีมืออาชีพที่เชี่ยวชาญเรื่องเหล่านี้ช่วยดูแลให้ ตั้งแต่เรื่องเอกสาร คำนวณผลตอบแทน ไปจนจบกระบวนการปล่อยเช่า ตามข้อกำหนดและระยะเวลาของโครงการนั้น สะดวกสบาย แถมยังมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มั่นคง โดยแลกเปลี่ยนกับค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ ซึ่งก็นับว่าคุ้มค่า

และโครงการหนึ่งที่น่าสนใจในเวลานี้ก็คือ “The Hampton Suite” ของ Origin Property นักพัฒนาอสังหาฯไฟแรง ที่ล่าสุดจับมือกับทาง Dusit International แบรนด์โรงแรมระดับโลกของไทย ร่วมกันพัฒนาโครงการ Investment Property ขึ้นมาใจกลางศรีราชา ‘ไข่แดง’ของเขตเศรษฐกิจ EEC ที่นับได้ว่าเป็นทำเล ‘‘BLUE OCEAN’’ อนาคตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทย

ตัวโครงการใน อ.ศรีราชา แวดล้อมไปด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมที่ครบเครื่องทั้งรถไฟความเร็วสูง สนามบิน และท่าเรือ รวมถึงอนาคตที่จะกลายมาเป็นศูนย์กลางพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยียุคใหม่อย่าง Digital Park Thailand 5.0 มุ่งเป้าหมายกลุ่ม EXPAT คนทำงาน นักธุรกิจ รวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพจะหลั่งไหลเข้ามา

ทางออริจิ้นเองก็นับว่าเป็นดีเวลลอปเปอร์กลุ่มแรกที่เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจนี้ให้ขับเคลื่อนสู่อนาคตได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่พัฒนาศูนย์กลางแห่งไลฟ์สไตล์ Origin District ขึ้นมาตอบโจทย์ Real Demand ได้อย่างประสบความสำเร็จ นับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริงกับการบริหารงานในทำเล ‘‘ศรีราชา” หรือ DEVELOPER ที่ยึดหัวหาดนี้อยู่แล้ว ทั้ง โรงแรม Holiday Inns Suites ศรีราชา , คอนโดมิเนียม แบรนด์ Knightsbridge , Notting Hill , Kensington

ซึ่ง ‘The Hampton Suite’ เป็น Investment Property ที่มาในรูปแบบของ Services Residences ระดับ 5 ดาว มีผู้เชี่ยวชาญมาบริหารงาน พร้อมหาผู้เช่าให้ พร้อมได้โปรแกรมการบริการระดับมาตรฐาน 5 ดาวจาก Dusit International ในการจัดหาผู้เช่า และให้บริการระดับมาตรฐานโรงแรม 5 ดาว ที่สามารถดึงดูดคนทั้งในและต่างประเทศได้ 

ภายใต้สัญญาการบริหารงาน 10 ปี ของ  The Hampton Management ทีมบริหารงานมืออาชีพ จะช่วยจัดหาผู้เช่าระดับเอลิสต์ (ไม่เน้นคนที่ต้องการเช่าอยู่เอง มักเป็นกลุ่มที่บริษัทมีกำลังจ่ายค่าเช่าให้) มาให้พร้อม จากโปรแกรมบริหารของดุสิตจะส่งมอบบริการระดับมาตรฐาน 5 ดาวให้แก่ผู้เช่า มั่นใจได้เลยว่านักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนจากผู้เช่าที่เข้ามาเช่าอยู่ระยะยาวมากกว่าแค่พึ่งพานักท่องเที่ยว

ทำให้มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องและมั่นคง มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเป็นค่าเช่าในอัตรา 5-9% ต่อปี เพราะค่าเช่าสามารถเพิ่มสูงขึ้นได้จากศักยภาพของทำเล จ่ายผลตอบแทนเป็นเงินปันผลปีละ 4 ครั้ง หรือทุกไตรมาส

นอกจากนี้นักลงทุนยังสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอดเวลา และมีโอกาสได้กำไรจากมูลค่าของสินทรัพย์ที่จะเพิ่มขึ้นจากทำเลทองทางธุรกิจแห่งอนาคตด้วย

จุดเด่นทั้งหมดนี้เองทำให้ The Hampton Suite กลายมาเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ร้อนแรง มีแนวโน้มจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคตได้อย่างมั่นคง เหมาะกับการกระจายความเสี่ยงในสถานการณ์การลงทุนที่ค่อนข้างผันผวนอยู่ขณะนี้

หากนักลงทุนสนใจรูปแบบของ Investment Property เข้าไปจัดพอร์ตลงทุน ก็สามารถพิจารณา The Hampton Suites เป็นหนึ่งในทางเลือกไว้ได้เช่นกัน

ครั้งแรก..เชิญร่วมลงทุน ???????????????????????????????? ???????????????????????????????????? หรูระดับโรงแรม ???? ดาว กับ ???????????????????????? ???????????????????????????????? และ ???????????????????? ????????????????????????????????????????????????????

เปิดจองสิทธิ์พร้อมกัน  ???????? มี.ค.นี้ เวลา ????.???????? ????????  @บ้านดุสิตศาลาแดง ???????????? ???????????????????????????? ????????????????????????

ลงทุนเริ่มต้น ????.???????? ล้าน/หน่วย*

โอกาสสำคัญที่พลาดไม่ได้ พบผู้บริหารทั้ง ???? ท่านผู้สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการโรงแรมไทยและวงการอสังหาริมทรัพย์ พบงานสัมนา ???????????? ???????????????? “ลงทุนบนทำเลศักยภาพ ???????????? กับ ???????????????????????????????????????? ????????????????????????????????  “พบคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ???????????? จาก ???????????????????? ???????????????????? และคุณพีระพงศ์ จรูญเอก ???????????? จาก ???????????????????????? ????????????????????????????????

เอกสิทธิ์สุดพิเศษ เฉพาะท่านลงทะเบียน เข้าร่วมงาน ???????????????????? https://bit.ly/3vtjwJ3

โทร 0982499955  หรือ ADD LINE : @park.ipclub

บทความนี้เป็น Advertorial

เปิดตัวโครงการใหม่ SERVICED RESIDENCES หรูระดับโรงแรม 5 ดาว “THE HAMPTION SUITES” รับผลตอบแทนนาน 10 ปี

คำพูดติดปากว่า “High Risk High Return” บ่งบอกถึงผลตอบแทนกับความเสี่ยงมักอยู่คู่กัน อะไรที่เสี่ยงสูงก็มีโอกาสดีๆซ่อนอยู่ในนั้น นักลงทุนไม่ควรปิดโอกาสตนเองเพียงเพราะกลัวความเสี่ยง

เคล็ดลับความสำเร็จในการลงทุนคือ การมองเห็นโอกาสและใช้ข้อมูลให้เป็นประโยชน์ ความสามารถในการวิเคราะห์ช่วยลดความเสี่ยงได้ อะไรที่เราไม่ชำนาญก็ควรให้มืออาชีพจัดการแทน

ปี 2564 เศรษฐกิจเริ่มฟื้นการลงทุนเริ่มขยับเป็นจังหวะหาอสังหาฯดี ๆ เข้าพอร์ต โดยรูปแบบการลงทุนแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ

1. หุ้นอสังหาฯ – คัดเลือกหุ้นรายตัวได้เองแต่ต้องมีความชำนาญและรับราคาผันผวนไหว

2. กองทุนอสังหาฯ – มอบให้มืออาชีพบริหารแต่ไม่มีสิทธิ์เลือกเองและรับราคาผันผวนไหว

3. อสังหาฯโดยตรง – คัดเลือกโครงการได้เองและใช้เงินกู้มาลงทุน แต่มีความยุ่งยากกว่า

ปัญหาความยุ่งยากอสังหาฯปล่อยเช่า เช่น การหาผู้เช่า การดูแลสภาพห้อง จะหมดไปด้วยธีมการลงทุนแบบ Investment Property ซึ่งเป็นทางเลือกสะดวกกว่า ใช้มืออาชีพมาช่วยเรื่องที่ไม่ถนัด ดูแลทุกอย่างให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างยั่งยืน

เสน่ห์การลงทุนอสังหาฯเองอีกอย่างคือ เป็นอะไรที่จับต้องได้ ภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ และมีมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

ดังนั้นการใช้มืออาชีพเข้ามาบริหารและมีบริการได้มาตรฐานโรงแรมชั้นนำ  ยิ่งเพิ่มโอกาสประสบความเสร็จในการลงทุน

ล่าสุดบริษัท Origin Property ร่วมกับ Dusit International แบรนด์โรงแรมระดับโลกของไทย เปิดโครงการ The Hampton Suites ปักหมุดบนทำเล ศรีราชา ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเขตพัฒนาเศรษฐกิจ EEC ดึงดูดนักลงทุนด้วยโปรแกรม Investment Property ดังกล่าว

ตัวโครงการ The Hampton Suites (เดอะ แฮมป์ตัน สวีท) ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่นักลงทุนให้ความสนใจ เพราะเป็น Serviced Residences ระดับ 5 ดาว จาก Origin ดีเวลลอปเปอร์รุ่นใหม่เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย จับมือกับ Dusit International มีมาตรฐานความเป็นแบรนด์ระดับโลก

อีกทั้งยังพัฒนาโครงการบนทำเล EEC ศูนย์กลางอุตสาหกรรมของประเทศ และเมืองดิจิทัลระดับอาเซียน อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ชีวิตเมือง ได้แก่ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล ศรีราชา, ช้อปปิ้งมอลล์ J-Park และ Aeon, โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา, โรงพยาบาลสมิติเวชและพญาไท เป็นต้น ซึ่งทำเลศรีราชานี้ เป็นเมืองที่เหมาะกับการชีวิตอยู่อาศัยจริง หลายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

และที่สำคัญ ผลตอบแทนหลังหักค่าดำเนินการที่การันตีไว้ถึง 5-9% ต่อปี ในระยะยาวต่อเนื่อง 10 ปี พร้อมถือครองสิทธิ์ความเป็นเจ้าของแบบซื้อขาด (Freehold) ราคาเริ่มต้นที่ 3.xx ล้าน

จุดเด่นของ โครงการ The Hampton Suites ศรีราชา

1. ทำเลมุ่งเป้าหมายลูกค้าผู้เช่าระดับเกรด A จากแหล่งงานขนาดใหญ่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ด้วยแรงขับเคลื่อนจาก EEC ที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงแหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

คาดการณ์ 5 ปีนับจากนี้ เขตพื้นที่ EEC มีเงินลงทุนเมกะโปรเจคต์จากภาครัฐและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่มูลค่ามากกว่า 1.7 ล้านล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นกว่า 500,000 อัตรา

เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักธุรกิจ นักลงทุนรวมถึงสตาร์ทอัพ นักท่องเที่ยว จากทุกสารทิศหลั่งไหลเข้ามาพัฒนาให้เติบโตก้าวกระโดด

THE HAMPTON SUITES ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่สุขุมวิท บนพื้นที่ไข่แดงใจกลาง ‘‘ศรีราชา’’

ทำเลมุ่งเป้าหมายลูกค้าผู้เช่าระดับเกรด A จากแหล่งงานขนาดใหญ่ด้วยแรงขับเคลื่อนจาก EEC ที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงแหล่งท่องเที่ยวที่อัตราการเข้าพักของลูกค้า อาจจะพึ่งพิงตามฤดูกาลท่องเที่ยว

2. บริการ จาก THE HAMPTON MANAGEMENT มาตรฐานโรงแรม 5 ห้าดาว ภายใต้โปรแกรมการบริหารงานจากดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล มาตรฐานระดับโลก

ครั้งแรกที่ ทาง THE HAMPTON MANAGEMENT  จาก ORIGIN PROPERTY พัฒนาร่วมกับ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ต้องยกให้เป็นเบอร์ 1 มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของคนไทยและชาวต่างชาติ มีประวัติยาวนานกว่า 70 ปี 

นอกจากนี้โครงการยังร่วมมือกับ โรงพยาบาลสมิติเวช เปิดให้บริการ SAMITIVEJ WELLNESS ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในปัจจุบัน ครอบคลุมบริการ Health Check Up, Telemedicine, Massage Therapy, Kid Club อยู่ที่บริเวณชั้น 6 ของโครงการ

3. ผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอนาน 10 ปี บริหารงานโดยทีมงานมืออาชีพ    

การลงทุนรูปแบบ Investment Property ในโครงการ The Hampton Suites จะเป็นสัญญาถึง 10 ปีอยู่ในความรับผิดชอบของ THE HAMPTON MANAGEMENT  ในการจัดหาผู้เช่า 

พร้อมให้บริการระดับมาตรฐาน 5 ดาว ทั้งนี้จะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผลทุกไตรมาสหรือปีละ 4 ครั้ง หากต้องการซื้อขายก็สามารถทำได้ตลอดเวลา

ซึ่งการจ่ายจะเป็นการจ่ายในลักษณะ UNIT DIVIDENED RATIO ผลตอบแทนจ่ายตามมูลค่าลงทุน (ราคาห้องที่แพงกว่าจะได้ปันผลในเม็ดเงินที่มากกว่า) ในอัตรา % ที่เท่ากัน ตามผลดำเนินงานจริง  โดยลักษณะการจ่ายจะเป็น POOL รวม คือทุกยูนิต จะได้รับเงินปันผล แม้ว่าห้องตนเอง จะไม่ได้ถูกปล่อยเช่าก็ตาม

เป็นไงบ้างครับกับทำเลและรายละเอียดโครงการที่ผู้พัฒนาโครงการคิดมาเป็นอย่างดี ตอบโจทย์นักลงทุนที่กำลังมองหาผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินและต้องการมืออาชีพจริงๆมาช่วยดูแล หรือนักลงทุนที่มองหาช่องทางกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนสินทรัพย์รูปแบบอื่นๆ

เอกสิทธิ์สุดพิเศษ เฉพาะท่านลงทะเบียน เข้าร่วมงาน https://bit.ly/38J6y0d

โทร 0982499955  หรือ ADD LINE : @park.ipclub

#origin #dusit #hampton #investmentproperty #BaanDusit

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save