รีวิววิธีจัดการเงินภายในครอบครัว

ช่วงเดือนที่แล้วมีแฟนเพจท่านหนึ่งเพิ่งแต่งงาน Inbox มาสอบถามเพจอภินิหารเงินออมเกี่ยวกับวิธีจัดการเงินในครอบครัว เป็นหัวข้อที่น่าสนใจ จึงนำเรื่องราวของตัวเองมาเรียบเรียงเพื่อเป็นแนวทาง อ่านแล้วไม่จำเป็นต้องทำตามเป๊ะๆเพราะแต่ละคนแตกต่างกัน ควรนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับครอบครัวของตัวเองนะจ๊ะ

การแบ่งรายได้

ทั้งแอดมินและสามีทำงานกันทั้งสองคน มีมุมมองตรงกันว่าแต่ละคนก็ต้องมีพื้นที่ว่างของตัวเอง เพื่อความเป็นส่วนตัวและมีเงินส่วนหนึ่งเพื่อดูแลครอบครัว จึงแบ่งรายได้ออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. เงินของฉัน

รายได้ของแอดมิน เก็บไว้เพื่อใช้จ่ายเรื่องส่วนตัว ซื้อของที่ตัวเองอยากได้ นำเงินไปทดลองลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ

2. เงินของเขา

รายได้ของสามี เพื่อให้เขาซื้อสิ่งของที่อยากได้ เช่น โหลดเกมส์ ฯลฯ

3. เงินของเรา

เงินส่วนกลางของเราสองคน เพื่อใช้จ่ายภายในบ้านและเรื่องจิปาถะต่างๆ เช่น ค่ากินอาหารนอกบ้าน ค่าซื้อของกินของใช้เข้าบ้าน ค่าเดินทาง ท่องเที่ยว ฯลฯ

ตัวอย่าง ถ้าแต่ละคนมีรายได้เข้ามาตอนสิ้นเดือน ก็จะแบ่งเงินออกมาคนละ 10,000 บาท รวมเดือนละ 20,000 บาท เพื่อเป็นเงินกลาง โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เงินออมเพื่อเกษียณเก็บไว้ที่กองทุนรวม เดือนละประมาณ 5,000 – 10,000 บาท  ส่วนที่เหลือก็จะนำมาใช้จ่ายในครอบครัว

การเก็บเงินตามเป้าหมาย

สามีและภรรยาต้องมีเป้าหมายร่วมกัน

ว่าจะใช้เงินไปทำอะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่ เพื่อจะได้รู้ทิศทางว่าควรเก็บเงินอย่างไร ทั้งเงินสินสอดและเงินที่เข้ามาในแต่ละเดือน ตอนนั้นเราคุยกันไว้ว่าต้องการเก็บเงินสินสอดไว้ 4 เรื่อง คือ เงินฉุกเฉิน ท่องเที่ยว มีลูก เกษียณ แบ่งเงินดังนี้

  • เงินฉุกเฉิน : เก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง 6 เดือนของค่าใช้จ่าย คือ 120,000 บาท
  •  ท่องเที่ยว : เก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ถ้าถึงช่วงที่ออกไปท่องเที่ยวได้ค่อยถอนออกมาใช้จ่าย
  • เตรียมมีลูก : เงินต้นต้องอยู่ครบ จึงเก็บไว้ที่กองทุนรวมความเสี่ยงต่ำและประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ถ้ามีลูกจริงๆจะได้นำเงินก้อนนี้มาเลี้ยงลูก แต่ถ้าแอดมินมดลูกหมดอายุ ไม่สามารถมีลูกได้ ก็จะทยอยถอนออกไปซื้อหุ้นและกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเพื่อเตรียมเป็นเงินเกษียณต่อไป 
  • เกษียณ : ซื้อกองทุนรวมความเสี่ยงสูง

หนี้สินต้องคุยกัน

เราจะคุยกันให้ชัดเจนว่าหนี้สินที่มีมาก่อนแต่งงานก็ต้องรับผิดชอบของตัวเอง หากจะกู้ยืมเงินมาทำอะไรก็ต้องปรึกษากันก่อน รวมถึงพฤติกรรมการใช้บัตรเครดิตที่จะต้องมีวินัยการจ่ายหนี้ เช่น

วิธีการใช้บัตรเครดิตของแอดมิน คือ “ออม รูด จ่าย”

สมมติว่าเรามีรายจ่ายส่วนตัวเฉลี่ยเดือนละ 10,000 บาท ก็จะนำเงิน 10,000 บาทไปเก็บไว้ที่บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (แยกบัญชีไว้จ่ายบัตรเครดิตโดยเฉพาะ) หลังจากนั้นก็ใช้บัตรเครดิตซื้อของต่างๆ เช่น รูดซื้อของ 8,000 บาท พอใกล้ครบกำหนดจ่ายก็จะถอนเงินในบัญชีออมทรัพย์ 8,000 บาท มาจ่ายหนี้บัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน นอกจากได้รับดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว ยังไม่เป็นหนี้บัตรเครดิตอีกด้วย

วิธีการใช้บัตรเครดิตของสามี คือ “รูดแล้วจ่ายทันที”

เรียกง่ายๆว่า รูดปุ๊บ จ่ายหนี้ทันที เช่น ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อของ 3,000 บาท ก็จะโอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ 3,000 บาท จ่ายบัตรเครดิตทันที เขาทำแบบนี้แล้วรู้สึกสบายใจและไม่ลืมจ่ายบัตรเครดิตแน่นอน

จากประสบการณ์ที่เห็นหลายครอบครัวไม่ค่อยคุยกันเรื่องการเงินหรือปิดบังไม่พูดความจริง จนทำให้เกิดปัญหาใหญ่บานปลายไปถึงขั้นแยกทางกัน แอดมินไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้กับครอบครัวของตัวเอง จึงคิดว่ามีอะไรก็พูดคุยกันตรงๆน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่านะจ๊ะ

————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop , คอร์สออนไลน์สอนเขียนเรื่องการเงิน อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://web.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3570624459641812/

เพจอภินิหารเงินออม

แอป “Finvest” ทางเลือกใหม่สร้างผลตอบแทนให้ทันเทรนด์ลงทุนของโลก

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ กับผม”หมอนัท”ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้ พบกันแต่ละครั้งก็คงหนีไม่พ้นการเอาเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การลงทุนในกองทุนรวมมาอัพเดทกันแน่ ๆ ครับ

ผมคิดว่าในช่วงต้น ๆ ปีแบบนี้ เป็นช่วงที่ใคร ๆ ก็พยายามที่จะทบทวนตัวเอง และ เริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ หรือ เริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ ถือเป็นจังหวะที่ดีครับ เพราะต้นปีนี้มีเรื่องราวทั่วโลก และใกล้บ้านเราให้น่าติดตามอยู่พอสมควร และการที่เราขยับตัวเร็วแต่ต้นปี หรือปักหมุดหมายให้ตัวเอง ก็จะช่วยให้ชีวิตของเรานั้นพัฒนา และ พุ่งตัวไปสู่เป้าหมายเราได้อย่างต้องการ โดยเฉพาะเรื่องการเงิน การวางแผนเงินๆ ทองๆ การลงทุน

ก่อนปักหมุดให้ตัวเองว่าปีนี้เราจะจัดการการเงิน การลงทุนของเราอย่างไร เรามาดูกันซักนิดว่า เราจะไปในทิศทางไหนกันดี ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากที่ทั่วโลกเริ่มที่จะปรับตัว และลดความตกใจจากสถานการณ์วิกฤติ COVID-19 กันนั้น ราคาหุ้นของประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐ และ จีน กลับทำผลตอบแทนได้ดีขึ้น และยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เพราะว่ามีหุ้นหลายตัวที่ไม่ได้รับผลกระทบ หรือได้รับผลกระทบระยะสั้นๆ เช่น  กลุ่มธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีต่างๆ และกลุ่ม Healthcare

ซึ่งที่ตลาดต่างประเทศเติบโตได้ดีอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้งสหรัฐและการรับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ที่มีนโยบายที่คนทั่วโลกจับตา และอีกส่วนหนึ่งของการเติบโตในตลาดต่างประเทศก็มาจากแนวทางการทำธุรกิจของกลุ่มที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างพวก Tesla ที่เติบโตได้จากนโยบายใหม่ของสหรัฐ ฯ โดยเฉพาะกลุ่ม ZOOM, Netflix etc.  ที่มีแนวทางการเก็บ  ค่าบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องจากผู้ใช้บริการนั่นเองครับ

อีกกลุ่มที่มีความน่าสนใจก็คือ Healthcare ที่ก็เติบโตตามวิกฤต COVID-19 ที่เกิดขึ้น เพราะว่าการพัฒนายาใหม่ ๆ วัคซีนใหม่ ๆ หรือ วิธีการรักษาใหม่ ๆ เช่น การนำวัคซีนCOVID-19 ออกใช้ได้ในคนในหลายประเทศ การใช้การตัดต่อ Gene ในการรักษาโรคทางพันธุกรรมได้ หรือ ให้ DNA ในการวิเคราะห์โอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ ของแต่ละบุคคลครับ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม Sub-Sector หรือ กลุ่มอุตสาหกรรมย่อยบางตัวก็ยังคงมีความน่าสนใจ  เช่น E-commerce, Game – E sport, ระบบ Cloud Computing, Fintech, AI etc. โดยเฉพาะผลตอบแทนต่อปีที่ค่อนข้างจะสูง และมีความน่าสนใจเนื่องจากบางธุรกิจเพิ่งจะเริ่มเติบโตด้วยซ้ำ    ถือว่ามีโอกาสในการลงทุนอยู่อีกมากมากเลยทีเดียว

จากแนวโน้มที่ผมเล่ามาข้างต้น ถ้าใครอยากทันกับเทรนด์ลงทุนของโลกแบบนี้ และอยากสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าการลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในประเทศ ตอนนี้ App FinVest ก็เป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ๆ ที่ลงทุนในกองทุนรวมแบบพวกเรา  เท่าที่ผมเข้าไปดู FinVest จะติดตามสถานการณ์ทั่วโลก แนะนำกองทุนตามเทรนด์หรือความสนใจของคนแต่ละกลุ่ม เจาะลึกกองทุนที่น่าจับตามอง จัดอันดับกองทุนผลตอบแทนเด่นๆ ซึ่งการที่มี FinVest ช่วยชี้เป้าแบบนี้ ช่วยนักลงทุนอย่างเราได้มากทีเดียว

มีกองทุนที่น่าสนใจ ที่แอป FinVest ชี้เป้าไว้ และเข้ากับสถานการณ์อยู่หลายตัวเหมือนกันครับขอยกตัวอย่างมาสัก 3 กองที่ทำผลงานติดอันดับผลตอบแทนย้อนหลัง 6 เดือน โดดเด่น เช่น

KFHTECH-A มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทต่างๆทั่วโลกที่มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่โดดเด่นในหมวดเทคโนโลยี ของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ BGF World Technology Fund (Class D2 USD) อาทิ Apple Inc | Microsoft Corp | Tesla Inc | Amazon.com Inc | LG Chem Ltd | Paypal Holdings Inc

TISTECH-A ลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารของบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีหรือใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหรือบริษัทที่เป็นผู้นำหรือมีความก้าวหน้าทาเทคโนโลยี หรือ บริษัทที่อยู่ในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Apple Inc |  Microsoft Corp  | Microsoft Corp | Tesla Inc | Tencent holdings Ltd

WE-GTECH กองทุนมีนโยบายการลงทุนในตราสารทุนของบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่เงินลงทุนในระยะยาว อาทิ Microsoft Corp | Apple Inc | Facebook Inc | Alphabet Inc | Samsung Electronics Co Ltd | Zendesk Inc

และความสามารถของ FinVest ไม่ใช่แค่ให้เราเข้าไปอ่านเพื่อเอาข้อมูลจากเขาบน Website หรือจากAppได้เท่านั้น แต่บนApp FinVest  เมื่อเราดาวน์โหลด App https://finvest.onelink.me/CoWV/FBClinic มาแล้ว  เราสามารถสมัครและเปิดบัญชีเพื่อซื้อขายกองทุนได้เลย ความสะดวกคือ

  • ซื้อขายได้กองทุนได้ถึง 16 บลจ.ชั้นนำในประเทศ ไม่ต้องเดินทางไปสาขา หรือไปแยกเปิดบัญชีกองทุนเป็นราย บลจ. และเร็วๆ นี้ยังสามารถซื้อกองทุนรวมต่างประเทศทั่วโลกด้วยตัวเองได้ด้วยครับ 
  • ที่สำคัญ ไม่ต้องกำเงินไปเยอะๆ เพราะสามารถลงทุนผ่าน App FinVest ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท 
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมที่กองทุนเรียกเก็บอยู่แล้ว 
  • ผูก และตัดบัญชีได้กับ 4 ธนาคารใหญ่ ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย
  • เปิดบัญชีกองทุนวันนี้ – 31 มี.ค. 64  รับเงินเข้าบัญชี 200 บาท

เรื่องความปลอดภัยส่วนตัวผมว่าวางใจได้ เพราะแอปฯนี้ ถูกสร้างมาจากความร่วมมือจาก 3 บริษัทชั้นนำ นั่นก็คือ ธนาคารกสิกรไทย (KBank) ลู อินเตอร์เนชันแนล (LU) และบลน. โรโบเวลธ์ จำกัด (Robowealth) ครับ ซึ่งได้รับการกำกับดูแลและอนุมัติ จาก ก.ล.ต.

หรือใครอยากอ่านบทความเพิ่มเติม อยากเข้าใจ App FinVest มากขึ้น อยากรู้วิธีสมัครก็ไปดูที่เว็บไซต์ของ FinVest ได้ที่ https://bit.ly/3pPCCpC

โดยสรุปง่ายๆ ครับ ว่าแค่เปิด App ขึ้นมาก็ได้ลงทุนกับกองทุนชั้นนำของไทย และกองทุนทั่วโลกง่ายๆ แค่ปลายนิ้วแล้วครับ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่ไหน ทำงานอยู่ที่ไหน จะเดินเล่นอยู่ หรือจะออกไปเที่ยวกินกาแฟที่ร้านไหน ก็ทำให้คุณสร้างการลงทุน ได้ทุกที่ ทุกเวลาครับ และผมคิดว่าก็น่าจะเหมาะกับใครที่กำลังจะตั้งแผนการเงิน การเก็บออมให้กับตนเองโดยอยากเริ่มทันทีตั้งแต่ต้นปี App นี้ถือว่าเหมาะมากครับ

สุดท้ายนี้ก่อนจะจากกันไป ผมคิดว่าการลงทุนนั้นค่อนข้างสำคัญกับชีวิตเพราะว่าการลงทุนที่ดี จะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดี และนำเราไปสู่เป้าหมายของชีวิตที่เราตั้งเป้าไว้ได้ในที่สุดครับ การจะทำแบบนี้ได้ก็ต้องมีเครื่องมือที่ดีจึงจะไปถึงได้ และใน App Finvest นี้ก็มีทุกอย่างอยู่ครบแล้วครับ มาเริ่มต้นลงทุนกันได้แล้ววววว

วันนี้ผมต้องลาไปก่อน ขอให้โชคดีกับการลงทุนในยุคดิจิทัลนี้นะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เงิน 4 ประเภทที่ต้องรู้ เพื่อให้ความรักยั่งยืน

เชื่อไหมครับว่าความรักนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยล่ะ เพราะถ้าเรามามองดูสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตที่เราต้องตัดสินใจกับคู่รักของเรา ก็มักจะหนีไม่พ้นเรื่องการใช้จ่าย การวางแผนทางการเงิน ยิ่งในช่วง Covid-19 เงินก็ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิตคู่ พอเล่าถึงตรงนี้แล้ว หลายคนก็คงอยากถามอัศวินใช่ไหมครับว่า แล้วอย่างนี้เราควรจะต้องเริ่มวางแผนอย่างไร วันนี้อัศวินจึงมาแนะนำการเงิน 4 ประเภทที่ความสำคัญสำหรับชีวิตคู่ของทุกคนครับ

1. เงินเก็บสำรองเป็นสิ่งที่สำคัญในการอยู่ร่วมกัน

เงินเก็บเป็นสิ่งแรกที่เราจะต้องมีร่วมกัน เพราะฉะนั้นแล้ว เวลาที่ได้เงินมาอย่าเพิ่งใช้หมดนะ เราต้องเก็บเงินสำรองเอาไว้เป็นกองกลางด้วย เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่า ในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในครอบครัว เพื่อน ๆ ยังจำได้ไหมในช่วงที่ Covid-19 ระบาดหนัก ๆ รัฐบาลสั่งให้เราต้องกักตัวที่บ้าน หลายคนตกงานไม่มีรายได้ไปเป็นเดือน ๆ

อัศวินก็เลยคิดว่า ถ้าเรามีเงินสำรองก้อนนี้อยู่ในบัญชีธนาคาร เราก็ยังนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในบ้านด้วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าบ้านหรือค่าผ่อนบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายทั่วไปภายในบ้าน เอ๊ะ! แล้วมีอะไรอีกนะ ต้องช่วยอัศวินคิดกันเพิ่มหน่อยล่ะ  เพราะเงินก้อนนี้จะทำให้เราลดความกังวลและยังพอมีเวลาที่จะคิดว่า เราจะทำอะไรกันต่อเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เงินก้อนนี้เราอาจจะตกลงกับคู่รักของเราในการเก็บร่วมกัน

โดยตั้งสมมติฐานว่า หากเราตกงานจะมีโอกาสหางานใหม่ได้ภายในกี่เดือน กรณีที่มีโอกาสว่างงานในระยะเวลาที่ยาวนานก็ต้องเก็บเงินสำรองไว้ให้มาก ตรงนี้ขึ้นอยู่กับอาชีพของแต่ละคนด้วยนะ ถ้าเป็นข้าราชการที่มีโอกาสตกงานได้น้อยก็สำรองเงินเผื่อไว้ 1-3 เดือน ในกรณีที่ทำงานบริษัทเอกชนที่มีความเสี่ยงมากขึ้นมาก็สำรองเงินไว้ 3-6 เดือน และกรณีที่ทำงานอิสระ (ฟรีแลนซ์) ที่มีความเสี่ยงในการทำงานสูงก็สำรองเงินไว้ 6-12 เดือน

2. เงินประกันคือสิ่งที่ป้องกันความเสี่ยงต่างๆในชีวิต

มารู้จักเงินส่วนที่ 2 กันเถอะ นั่นคือเงินที่สามารถเป็นหลักประกันให้กับคู่รักเราได้ อย่างที่ทุก ๆ คนรู้กันนะว่า ความเสี่ยงต่าง ๆ ในชีวิตมีหลายอย่าง แถมยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น การเจ็บป่วย การเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งหากเราพบกับความเสี่ยงใด ๆ ก็แล้วแต่ ย่อมทำให้เราสูญเสียเงินทองได้ การทำประกันจึงเข้ามาช่วยในการลดความเสี่ยงตรงนี้

ข้อดีของการทำประกันก็คือ เราจ่ายเบี้ยจำนวนน้อยเพื่อแลกกับการป้องกันความเสี่ยงในจำนวนที่มากกว่า ตัวอย่างเช่น เมื่อเรารู้ว่าในสมัยนี้การเข้าโรงพยาบาลในแต่ละครั้ง มักจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ซึ่งอาจจะมากถึงหลักแสนบาท เราก็สามารถทำประกันโดยจ่ายเพียงหลักหมื่นบาทต่อปี โดยที่บริษัทประกันจะเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์นั่นเอง

อัศวินอยากให้ทุกคนลองมองหาหลักประกันตรงนี้เอาไว้ ด้วยการทำประกันต่าง ๆ เพื่อป้องกันสิ่งที่เราไม่คาดฝัน อย่างน้อยเจ็บป่วยก็มีค่ารักษาพยาบาล แถมยังได้ชดเชยรายได้ และหากเราต้องจากไปก่อน ก็ยังมีทุนประกันให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง ให้พวกเขาได้เดินต่อได้อีกด้วย ลองพิจารณาสร้างหลักประกันตามความเหมาะสมต่อตัวเรากันดูนะครับ จะได้ใช้ชีวิตอย่างสบายใจในทุก ๆ ด้าน ไม่ต้องคอยกังวลว่าเมื่อเกิดความเสี่ยงกับเราขึ้นมา คนที่อยู่ข้างหลังจะต้องทำอย่างไร

3. เงินลงทุนคือสิ่งที่สร้างฐานะร่วมกันในอนาคต

อัศวินเชื่อว่าทุก ๆ คนคงอยากจะสร้างฐานะและความเป็นอยู่ของตัวเองและคู่รักให้ดีขึ้นทุกวัน ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างฐานะให้ดีขึ้น มีบ้านสวย ๆ ด้วยกัน มีเงินที่สร้างโอกาสทางการศึกษาให้ลูกได้มากขึ้น และหากเรายังต้องมีชีวิตกันไปอีกยาว สิ่งที่เราจะต้องสร้างร่วมกันก็คือ เงินที่เอาไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณ ซึ่งเงินส่วนนี้เราและคู่รักก็ต้องสร้างร่วมกันขึ้นมาเพื่ออนาคต นั่นก็คือการออมเงินเพื่อสร้างฐานะและการลงทุนให้เงินงอกเงยนั่นเอง

เงินส่วนนี้เราก็ต้องเตรียมกันเอาไว้นะ อัศวินมีข้อแนะนำก็คือ ให้เราลองวางเป้าหมายกับคู่รักของเรากันก่อนว่า ในอนาคตเราอยากจะมีชีวิตเป็นอย่างไร เป้าหมายแต่ละอย่างจะต้องใช้เงินจำนวนเท่าไหร่ เป้าหมายนั้นอยู่ในช่วงเวลาไหน ระยะสั้นไม่ถึงปี หรือระยะ 1 – 5 ปี หรือระยะยาว 5 ปีขึ้นไป และเราก็วาดเส้นทางแผนที่ในการเก็บเงินและลงทุนเพื่อไปยังเป้าหมายนั้น ๆ ร่วมกันให้สำเร็จ ตัวอย่างเช่น เราอยากจะมีเงินเกษียณใช้ร่วมกัน 10 ล้านบาท โดยเก็บร่วมกันทุกเดือน ๆ เป็นเวลา 30 ปี ด้วยจำนวนเงิน เดือนละ 20,000 บาท และเราก็ไปหาเครื่องมือการลงทุนที่เหมาะสม เช่น กองทุนรวมที่สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 2-3% ก็จะทำให้เราไปถึงจุดหมายดังกล่าวได้

4. เงินมรดกคือสิ่งที่ร่วมกันสร้างเพื่อคนรุ่นต่อไป

ยิ่งเวลาผ่านพ้นไป ทุก ๆ คนก็คงต้องมีอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามอัศวินคิดว่าในวันที่เรายังมีคนที่เรารักอยู่บนโลกใบนี้ต่อ ไม่ว่าจะเป็นลูก หลาน และอีกหลาย ๆ คนที่เรามีความปรารถนาดีต่อกัน และเราเองก็คงไม่อยากให้คนที่เรารักลำบากใช่ไหม อย่างน้อยการที่เราและคู่รักเตรียมเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ เพื่อมอบให้คนที่เรารัก ก็เป็นสิ่งที่เราสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้

มรดกไม่ใช่เรื่องที่คนรวยวางแผนเท่านั้น แต่คนธรรมดา ๆ ก็วางแผนเอาไว้ได้  ลองพูดคุยกับคู่รักของเรากันดูนะว่า เราจะเตรียมอะไรเอาไว้ให้กับลูก ๆ เอาไว้ได้บ้าง เช่น เงิน บ้าน และทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างน้อยในวันที่เราไม่อยู่ เรากับคู่รักก็เบาใจกันได้ว่า ลูก ๆ ของเราก็ยังสามารถนำสิ่งที่เรามอบเอาไว้ให้ไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

ใครที่กำลังสนใจอยากจะสร้างหลักประกันเอาไว้ร่วมกับคนที่เรารักให้มั่นคงพร้อมสร้างหลักประกันทางการเงิน ขอแนะนำ LifeProtect 18 หลักประกันเพื่อความมั่นคงของครอบครัวโดย กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ที่สามารถสร้างหลักประกันให้กับชีวิต ได้ผลประโยชน์จากผลตอบแทนในการลงทุน และยังสามารถสร้างเป็นมรดกให้แก่ลูกหลานได้อีกด้วย

หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 

หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/lifeprotect18-am-221

ดูแลความรักอย่างไรในเมื่อโลกนี้เต็มไปด้วยความเสี่ยง

เดือนกุมภาพันธ์นั้นเปรียบเสมือนเดือนแห่งความรักของทุกคนในโลกใบนี้ ว่าแต่เพื่อน ๆ เห็นด้วยกับอัศวินเหมือนกันใช่ไหมว่า ความรักนั้นไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์และความห่วงใยกันระหว่างคู่ครองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความรักระหว่างเรากับคนอื่น ๆ ในครอบครัวด้วย และแน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากอยากให้คนที่เรารักลำบาก ยิ่งเฉพาะในช่วงนี้ที่โรคภัยไข้เจ็บอย่าง Covid-19 ยังคงเป็นความเสี่ยงในสังคมไทย ทำให้หลายคนเครียดและวิตกไปตาม ๆ กัน เราก็ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพทางใจกันเยอะ ๆ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก มาแสดงความห่วงใยด้วยการบอกรักให้กับคนรอบข้างกันนะ ในบทความความนี้อัศวินจะเล่าวิธีการดูแลความรักจากความเสี่ยงอย่างไร ตามอัศวินมาเลย

1. ประเมินความเสี่ยงในชีวิตของเราก่อน

เคยไหมที่เวลาเราอ่านข่าวในมือถือหรือดูในทีวีในแต่ละวัน จะพบข่าวเรื่องอุบัติเหตุกันบ่อย ๆ เช่น อยู่ ๆ มีรถชนกัน มีรถไฟชนรถทัวร์จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต บางทีก็มีข่าวที่คนเดิน ๆ อยู่แล้วมีอะไรตกใส่หัวแบบไม่รู้ตัว และยิ่งช่วงหน้าหนาวเนี่ยบางทีก็ต้องระวังจะไม่สบาย ในปีก่อน ๆ ก็มีข่าวโรคระบาดใหม่ ๆ เกิดขึ้น ที่กลายเป็นความเสี่ยง อย่างในตอนนี้เราก็เจอ Covid-19 ที่รายงานข่าวกันทุกวันทั่วโลก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะพบกับความเสี่ยงอะไรบ้าง เพราะยังมีเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ ในชีวิตอีกเพียบเลย เพราะฉะนั้นแล้วอัศวินว่าทุก ๆ คนก็ต้องมาประเมินความเสี่ยงในตัวเรากันด้วยนะว่าในแต่ละวันเรามีโอกาสจะเจออะไรบ้าง ทั้งในเรื่องของอุบัติเหตุ สุขภาพ และโรคร้ายแรงต่าง ๆ

ยกตัวอย่าง หากเราต้องเดินทางด้วยมอเตอร์ไซต์รับจ้างไปที่ออฟฟิศทุกวัน แปลว่าในแต่ละวันเรามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการจราจรสูงมาก อีกทั้งด้วยสภาพอากาศที่ไม่ค่อยดี ฝุ่นก็เยอะ ก็อาจจะทำให้เราพบปัญหาสุขภาพในระบบทางเดินหายใจได้ นอกจากนี้ หากออฟฟิศเราอยู่กลางใจเมืองและเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่มีคนมาทำงานเป็นจำนวนมาก ก็ต้องคอยสังเกตดูด้วยว่า ทีมงานรักษาความปลอดภัยได้มีการตรวจตราป้องกันผู้ป่วยเข้ามาในอาคารอย่างมีมาตรฐานหรือไม่ เพราะสถานที่ที่คนอยู่จำนวนมากอาจจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคระบาดเช่นเดียวกัน ลองสังเกตการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เราจะพอเห็นได้เลยนะว่าเรามีความเสี่ยงอะไรบ้าง

2. ประเมินผลกระทบความเสี่ยงต่อคนที่เรารัก

อัศวินเชื่อว่าทุกคนก็อยากจะมีชีวิตที่มีความสุขกับคนที่เรารักไปนาน ๆ ละเนอะ แต่เรื่องในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน จริงอยู่ที่ว่าในวันนี้เรายังทำงานหาเงินได้ ยังมีเงินมาดูแลคุณพ่อคุณแม่ แฟนและลูกของเราได้ในทุก ๆ วัน แต่หากวันดีคืนดีเราเกิดเป็นอะไรขึ้นมา อยู่ ๆ ทำงานไม่ได้ และเกิดไม่มีรายได้กะทันหัน ตอนนั้นจะเกิดผลกระทบต่อคนที่เรารักเยอะเลยนะ

อัศวินขอยกตัวอย่างสมมติให้ทุกคนคิดตาม เช่น หากเราอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ แต่มีค่าใช้จ่ายด้วยกันอยู่ที่เดือนละ 10,000 บาท โดยที่เราส่งเงินให้เขาทุกเดือน ๆ เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย วันดีคืนดีเราเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาและเสียชีวิต นั่นหมายความว่าคุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องนำเงินเก็บของตัวท่านเองมาใช้ ซึ่งหากเขาไม่มีเงินเก็บกันเลยหรือเงินเก็บน้อยมากเช่นกัน อาจจะต้องขายสมบัติและกลับมาทำงานอีกครั้ง ดูแล้วเศร้าเลยอ่ะ และหากใครมีครอบครัว มีลูกด้วยเรื่องนี่ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่เลย

เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้ว เราก็ไม่ควรประมาทนะครับ สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ต้องคิดเสมอ ๆ ว่ายังมีคนที่เรารักรอเราอยู่และเรายังเป็นกำลังสำคัญในการดูแลเขา การใช้ชีวิตในแต่ละวันท่องไว้เสมอว่า “ปลอดภัยไว้ก่อน” นอกจากนี้เราควรจะต้องเตรียมแผนทางการเงินรองรับเอาไว้ด้วย เช่น การเก็บเงินเผื่อเอาไว้ หรือ การทำประกันป้องกันความเสี่ยง เพื่อที่จะให้ผลกระทบทางการเงินที่จะเกิดกับเขาลดน้อยลงที่สุด

3. การโอนย้ายความเสี่ยงจะช่วยชีวิตทางการเงินให้ดีขึ้น

เมื่อเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น แต่เราประเมินกันไว้แล้วว่าถ้าเกิดขึ้นจริง ๆ จะกระทบอะไรบ้าง เรื่องนี้อัศวินคิดว่าเราก็เตรียมป้องกันเอาไว้ก่อนได้นะ จากตัวอย่างที่อัศวินเล่าให้ฟัง ถ้าเกิดเราจะต้องส่งเงินให้พ่อแม่เราเดือนละ 10,000 บาท เราทำทุนประกันเอาไว้อย่างน้อย 60,000 – 120,000 บาท หากเกิดอะไรกับเราขึ้นมา เป็นเหตุที่ทำให้เราดูแลเขาต่อไม่ได้ อย่างน้อยยังมีทุนประกันมอบให้เขาได้ใช้ชีวิตต่อ 6 เดือนถึง 1 ปี ก็เป็นเวลาที่มากพอที่เขาจะเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและหาหนทางที่จะหาเงินให้กับตัวเองในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น หากเราทำประกัน LifeProtect 18 ประกันตลอดชีพของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ประกันฉบับนี้จะสร้างหลักประกันให้กับครอบครัวของเราตั้งแต่วันแรกที่ทำ และหากเรายังมีชีวิตดูแลคนที่เรารักไปได้เรื่อย ๆ เงินที่เราจ่ายไปทั้งหมดก็ไม่สูญหายไปไหน สามารถรับเงินคืนเมื่อครบสัญญา หรือ สามารถเวนคืนได้ตามมูลค่ากรมธรรม์ หรือ 101% ของเบี้ยประกันหลักที่ชำระมาได้อีกด้วย เห็นไหมว่าเรื่องการโอนย้ายความเสี่ยงนี้สำคัญมาก ๆ เลยนะ เวลาที่เรากลับไปที่บ้าน เราเห็นหน้าพ่อแม่ แฟน ลูก ต้องถามตัวเองว่า เราได้เตรียมพร้อมเผื่อวันที่เราไม่อยู่แล้วหรือยัง

4. อย่าลืมมองดูความเสี่ยงหลาย ๆ ด้านของชีวิต

ท้ายสุดอัศวินอยากจะบอกกับเพื่อน ๆ ทุกคนนะว่าความเสี่ยงนั้นมีอยู่หลายอย่างมาก ต้องพิจารณากันให้รอบด้าน อย่าประมาทเลยล่ะ เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่า วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร มาร่วมกันวางแผนป้องกันไว้ก่อนดีกว่าทางกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต มีแบบประกันที่ตอบโจทย์ชีวิตได้อย่างมากมายครอบคลุมทุกด้านของชีวิต ทั้งในเรื่องของความคุ้มครองชีวิต และสุขภาพ การออมเพื่อการศึกษาให้ลูกของเรา การออมเพื่อเป็นทุนในวัยเกษียณ และการสร้างหลักประกันให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง อย่าลืมนะครับว่าหากเราป้องกันความเสี่ยงเอาไว้ในทุกด้าน ย่อมทำให้ชีวิตเรามั่นคงทางการเงินมากขึ้น เริ่มต้นวางแผนกันตั้งแต่วันนี้ด้วยกัน

สำหรับคนที่กำลังมองหาหลักประกันให้กับครอบครัว เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน อัศวินขอแนะนำ LifeProtect 18 ประกันตลอดชีพ คุ้มครองเพิ่มค่า อนาคตเพิ่มสุข โดยกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต อย่าลืมทำให้ตัวคุณเองเพื่อคุณที่คุณรักนะครับ สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์

https://ktaxa.live/lifeprotect18-am-221

3 ข้อควรระมัดระวังของประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked)

แอดมินสรุปมาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง เอามาเขียนทีละหัวข้อเพื่อให้แฟนเพจเห็นอีกมุมหนึ่งของแบบประกันชีวิตควบการลงทุน บางคนอาจจะเคยรู้แล้ว บางคนอาจจะรู้มาบ้างแล้วอยากรู้ให้ละเอียดมากขึ้นและภาพตัวอย่างจริงคืออะไร เพื่อเลือกใช้สินค้าการเงินนี้ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของตัวเองได้ดีมากขึ้นนะคะ

3 ข้อควรระมัดระวังของประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked)

ข้อที่ 1 : ประกันชีวิตควบการลงทุน เป็นประกันชีวิต สร้างความคุ้มครองชีวิต ไม่ใช่การลงทุน

การลงทุน : เน้นทำให้เงินเติบโต

ถ้าเราซื้อกองทุนรวมก็จะต้องมีค่าธรรมเนียมที่จะต้องจ่าย 2 ส่วน คือ ส่วนแรกจ่ายตอนที่เราซื้อ ขายหรือสับเปลี่ยนกองทุน อีกส่วนหนึ่งจะเก็บจากกองทุนรวม ระหว่างที่เราลงทุนก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทุกวัน ซึ่งแต่ละกองทุนจะมีค่าธรรมเนียมไม่เท่ากัน เราสามารถอ่านได้ในหนังสือชี้ชวน

แปลว่า ถ้าเราซื้อกองทุนรวมก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมตอนซื้อและระหว่างที่เราสะสมเก็บกองทุนรวมไว้ก็จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมทุกวัน เราไม่รู้ว่าเป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่อวันเท่าไหร่ แต่เราจะเห็นเป็นยอดเงินสุทธิแล้วในราคาตลาด (NAV) แตกต่างกันการลงทุนหุ้นที่จ่ายค่าธรรมเนียมเฉพาะตอนซื้อและขายเท่านั้น

ตัวอย่าง การลงทุนกองทุนรวมล้วนๆ ที่มีทั้งผลตอบแทนติดลบและกำไร 20%

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3592306160806975

ส่วนผลตอบแทนที่เราได้รับจากการลงทุนกองทุนรวม ขึ้นอยู่กับประเภทกองทุนรวมที่เราเลือก หากเลือกความเสี่ยงต่ำระดับ 1 – 4 เงินต้นขยับขึ้นลงเบาๆ ในขณะที่กองทุนรวมความเสี่ยงสูง 5 – 8 เงินต้นของเราขึ้นลงแรง ในระยะสั้นมีโอกาสกำไรและขาดทุน แต่ถ้าเก็บไว้ระยะยาวเกิน 10 ปีขึ้นไป โอกาสขาดทุนก็จะลดลง

ประกันชีวิตควบการลงทุน : เน้นความคุ้มครองชีวิต

เบี้ยประกันจะต้องหักค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับประกันชีวิตก่อน เหลือเงินเท่าไหร่ค่อยนำไปลงทุนกองทุนรวม ส่วนค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่ายให้กองทุนรวมนั้น แต่ละบริษัทประกันมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน

เช่น บริษัทประกันที่มี บลจ. จัดการกองทุนรวมของตัวเองอาจจะเก็บน้อยหรือไม่มีค่าธรรมเนียมเรื่องกองทุนรวม ในขณะที่บริษัทประกันที่ซื้อกองทุนของ บลจ. อื่นๆ อาจจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหลายต่อก็ได้ ข้อมูลยิบย่อยตรงนี้ควรสอบถามถามตัวเแทนประกันที่แฟนเพจติดต่อเองนะคะ

แอดมินขอยกตัวอย่างจริงเกี่ยวกับการหักค่าใช้จ่ายของประกันชีวิตควบการลงทุน จากที่เคยเขียนไว้หลายเดือนที่แล้ว รีวิวประกันชีวิตควบการลงทุน ความคุ้มครองชีวิต 10,000,000 บาท จ่ายเบี้ยประกันปีละ 55,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเงินซื้อกองทุนรวม 21,287 บาท

ตัวอย่าง ค่าใช้จ่ายประกันชีวิตควบการลงทุน

https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3440550169315909

ถ้าแอดมินนำเงิน 55,000 บาท ไปซื้อกองทุนรวมหุ้น สมมติว่า 1 ปีผ่านไป (แบบยังไม่หักค่าธรรมเนียม)

=> ราคากองทุนรวมขึ้นไป 5% เงินก้อนนี้จะมีกำไรประมาณ 2,750 บาท เงินลงทุนทั้งหมดกลายเป็น 57,750 บาท

=> แต่ถ้าตลาดขาลงทำให้ขาดทุน 5% เงินลงทุนก้อนนี้จะเหลือ 52,250 บาท นี่เองที่เรียกว่าความเสี่ยงของการลงทุนที่ทำให้เงินต้นมีทั้งได้กำไรและขาดทุน

หาก 1 ปีผ่านไปแอดมินเสียชีวิต ถ้าตอนนั้นกองทุนรวมหุ้นมีกำไร แอดมินก็จะมีเงินให้ครอบครัว 57,750 บาท แต่ถ้าขาดทุนก็จะมีเงินก้อนนี้ให้ครอบครัว 52,250 บาท หากเงินก้อน 55,000 บาท ไปอยู่ในประกันชีวิตควบการลงทุน แอดมินก็จะมีเงินก้อน 10,000,000 บาท มาดูแลแม่และน้องชาย

ข้อนี้ทำให้เรารู้ว่าถ้าเราต้องการให้เงินเติบโต ควรเลือกกองทุนรวม แต่ถ้าต้องการความคุ้มครองชีวิต หากอายุสั้นกว่าที่คิดจะได้มีเงินมาดูแลครอบครัว ควรเลือกประกันชีวิตควบการลงทุน

ข้อที่ 2 : เบี้ยประกันลดหย่อนภาษีได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

หากใครมีเป้าหมายใช้ประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีเท่านั้น ควรเลือกแบบประกันทั่วไป เช่น แบบชั่วระยะเวลาที่มีความคุ้มครองเกิน 10 ปี แบบตลอดชีพ แบบสะสมทรัพย์ แบบบำนาญ เพราะเบี้ยประกันหักลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวน

ในขณะที่ประกันชีวิตควบการลงทุน เบี้ยประกันจะหักลดหย่อนได้เพียงบางส่วน คือ ส่วนของความคุ้มครองชีวิต แต่ส่วนที่นำไปซื้อกองทุนรวมไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ แต่ละปีจะหักลดหย่อนไม่เท่ากัน ซึ่งบริษัทประกันจะส่งเอกสารมาให้เราดูว่าปีนี้เบี้ยประกันที่จ่ายไปจะลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่

ข้อที่ 3 : ประกันชีวิตควบการลงทุนไม่รับประกันผลตอบแทน

แบบประกันทั่วไปที่เราคุ้นเคยอย่างประกันตลอดชีพ ประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ เรารู้แน่นอนตั้งแต่วันแรกที่เซ็นเอกสารว่าจะได้รับเงินคืนจำนวนกี่บาท ได้รับตอนอายุเท่าไหร่ ครบกำหนดได้รับเงินก้อนเท่าไหร่

เมื่อบริษัทประกันได้รับเบี้ยประกันไปแล้วก็จะนำเงินไปเก็บไว้ในความเสี่ยงต่ำ เพื่อรักษาเงินต้นและนำเงินมาคืนเราในอนาคตแน่นอน เช่น พันธบัตรรัฐบาล ทำให้แบบประกันทั่วไปผลตอบแทนประมาณ 1 – 3%

ในขณะที่ประกันชีวิตควบการลงทุน มีส่วนของการลงทุนกองทุนรวม ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับกองทุนรวมที่เราซื้อมีตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปถึงสูง ผลตอบแทนจึงไม่แน่นอน ในระยะสั้นมีโอกาสทั้งกำไรและขาดทุนก็ได้ ซึ่งประกันชีวิตเราเก็บระยะยาวไว้มากกว่า 10 ปีอยู่แล้ว โอกาสขาดทุนก็จะลดลง

สรุปว่า…

เมื่อสินค้าการเงินแต่ละแบบไม่เหมือนกันกัน จึงเหมาะกับเป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน ถ้าเราเข้าใจจุดแข็งและข้อควรระวังของแต่ละสินค้าการเงิน ก็จะเลือกได้ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้นนะคะ

————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop , คอร์สออนไลน์สอนเขียนเรื่องการเงิน อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://web.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3570624459641812/

 #อภินิหารเงินออม #วิธีจัดการเงินขั้นเทพ

ซื้อประกันภัยรถยนต์แบบไหน? จ่ายครั้งเดียวจบ!!

เมื่อตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน สิ่งที่ตามมาคู่กันก็คือ ประกันภัยรถยนต์ เพราะจะช่วยให้เราอุ่นใจทุกครั้งที่สตาร์ทรถ แต่มือใหม่หัดขับหลายคนยังไม่รู้ว่าจะเลือกประกันภัยรถยนต์แบบไหนดี??

แน่นอนว่าเราต้องทำ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.รถยนต์) กันอยู่แล้ว ดังนั้นวันนี้จะขอพูดถึง “ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ” ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบตามความต้องการ แต่ละประเภทจะให้ความคุ้มครองเรื่องอะไรบ้าง แล้วซื้อแบบไหนคุ้มที่สุด ตามไปดูกันเลยครับ

ประกันภัยรถยนต์ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

1. ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1

  • คุ้มครองรถยนต์ของเราและคู่กรณี ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดก็ตาม
  • คุ้มครองชีวิตคนขับ คู่กรณี และบุคคลที่สามที่ได้รับผลกระทบ
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลและชีวิตของผู้โดยสารในรถยนต์คันที่เอาประกันภัย คู่กรณี และบุคคลภายนอก
  • คุ้มครองค่าประกันตัวผู้ขับขี่
  • คุ้มครองกรณีรถยนต์สูญหาย ถูกไฟไหม้ น้ำท่วม เสียหายจากภัยธรรมชาติ

2. ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 2

  • คุ้มครองคล้ายกับประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 ยกเว้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวรถ และความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

3. ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 2+

  • คุ้มครองเหมือนประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 คือความคุ้มครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัย เฉพาะการชนที่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบก

4. ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 3

  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลของคนขับ ผู้โดยสารในรถยนต์คันที่เอาประกันภัย
  • คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของคู่กรณี และบุคคลภายนอก

5. ประกันภัยรถยนต์ ชั้น 3+

  • คุ้มครองเหมือนประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 เพิ่มเติมคือความคุ้มครองรถยนต์คันที่เอาประกันภัย เฉพาะการชนที่มีคู่กรณีเป็นยานพาหนะทางบก

เลือกประกันภัยรถยนต์แบบไหนจ่ายครั้งเดียวจบ?

ถ้าจะเลือกประกันภัยรถยนต์ทั้งที แนะนำให้เลือกประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 เพราะให้ความคุ้มครองเกือบทุกกรณี ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ก็ตาม และควรเลือกแบบที่ไม่ต้องจ่าย “ค่าเสียหายส่วนแรก” (การที่บริษัทประกันภัยรถยนต์ให้ผู้เอาประกันออกค่าใช้จ่ายซ่อมแซมรถส่วนหนึ่งก่อน ทำให้ค่าเบี้ยประกันถูกลง เพราะถือว่าเรายินยอมร่วมรับผิดส่วนหนึ่งด้วย ใครที่อยากรู้จัก “ค่าเสียหายส่วนแรก” อย่าลืมติดตามบทความต่อไปนะครับ) เบี้ยประกันแบบนี้อาจจะราคาสูงหน่อย เรายอมจ่ายแพงครั้งเดียวแต่จบ ถ้าต้องเบิกเคลมก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติม

จะเห็นได้ว่าประกันภัยรถยนต์มีหลายประเภท ถ้าอยากเลือกแบบที่คุ้มค่า มาพร้อมข้อเสนอดีๆ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์เทสโก้ โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส หรือโทร. 02-627-8888 หรือส่งข้อความไปที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ @tescolotusmoney ได้เลยครับ สนใจเช็คเบี้ยคลิกเลย เช็คเบี้ยประกันภัยรถยนต์

Bitazza โบรกเกอร์คริปโทเคอร์เรนซีสำหรับคนไทย

ปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของคริปโทเคอร์เรนซี หลังจากที่ราคาของ Bitcoin สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้เมื่อปลายปี 2020 และยิ่งมีคนพูดถึงการเทรดคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้นไปอีก เมื่อราคา Bitcoin ทำสถิติทะลุ 1 ล้านบาทต่อหนึ่งเหรียญ Bitcoin ไปเป็นที่เรียบร้อย

คนที่เคยซื้อขายหุ้นเพียงอย่างเดียว อาจรู้สึกว่าการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีนี้เป็นเรื่องไกลตัว ทว่าความเป็นจริงแล้ว ตลาดซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แถมการเปิดบัญชีบางครั้งอาจจะง่ายกว่าการเปิดพอร์ตหุ้นเสียอีก หากไปถามคนทั่วไปว่า รู้จักอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง ‘Bitcoin’ กับ ‘หุ้น’ คำตอบที่ได้ในเวลานี้ คนส่วนใหญ่อาจรู้จัก Bitcoin มากกว่าหุ้นก็ได้

สำหรับคริปโทเคอร์เรนซี นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ทั้งแพลตฟอร์มการซื้อขายจากต่างประเทศ หรือแพลตฟอร์มที่คนไทยพัฒนาขึ้นเองได้เช่นกัน แต่ด้วยข้อจำกัดบางอย่าง แพลตฟอร์มการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีในประเทศไทย จึงอาจมีแต่คริปโทเคอร์เรนซีสกุลหลักเท่านั้น รวมถึงสภาพคล่องที่อาจจะยังไม่สูงมากนัก เพราะมีแต่คำสั่งซื้อขายจากนักลงทุนในประเทศ ซึ่งอาจยังไม่ค่อยตอบโจทย์ของนักลงทุน องค์กร และสถาบันที่ต้องการซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีทางเลือก หรือการซื้อขายที่มีปริมาณสูง

ด้วยเหตุนี้เอง Bitazza โบรกเกอร์คริปโทเคอร์เรนซีที่ได้รับใบอนุญาตจาก กลต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) จึงถูกก่อตั้งขึ้นมา เพื่อเสนอทางเลือกที่แตกต่างให้กับนักลงทุน องค์กร และสถาบันที่สนใจในคริปโทเคอร์เรนซีในตลาดโลก รวมถึงคริปโทเคอร์เรนซีใหม่ๆที่ไม่ต้องพึ่งพาสภาพคล่องในตลาดไทยที่นักลงทุนมีความต้องการซื้อขายในปริมาณมากๆ เช่นกัน

Bitazza ได้รับใบอนุญาตนายหน้าคริปโทเคอร์เรนซี (Digital Asset Broker) ซึ่งต่างกับศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี (Digital Asset Exchange) และผู้ค้าคริปโทเคอร์เรนซี (Digital Asset Dealer) นายหน้าคริปโทเคอร์เรนซี (Digital Asset Broker) โดยนิยามในโลกการลงทุนแบบเก่าคือเป็นนายหน้าระหว่างนักลงทุนและตลาดซื้อขาย  แต่ในโลกคริปโทเคอร์เรนซีนั้น ถือเป็นโบรกเกอร์ผู้ทำหน้าที่รวบรวมสภาพคล่องของสินทรัพย์จากหลายๆ เอ็กซเชนจ์ที่กระจายตัวกันอยู่ทั่วโลก  ดังนั้น ราคาและปริมาณการซื้อขายของแพลตฟอร์ม จะสะท้อนตามตลาดโลกทำให้ราคาเป็นแบบเรียลไทม์ตามจริงและสามารถทำธุรกรรมปริมาณการซื้อขายได้มากกว่าต่อครั้งนั่นเอง

ต่อให้คุณจะเป็นนักลงทุนทั่วไปก็สามารถเปิดบัญชีซื้อขายผ่านเว็บไซต์และแอปได้ หรือจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ บิทาซซ่าในฐานะโบรกเกอร์ ก็สามารถให้บริการการซื้อขายปริมาณสูง (บริการซื้อขายนอกกระดาน) หรือที่เรียกว่า Over The Counter ได้สูงถึง 1,000 บิทคอยน์ใน 1 ธุรกรรม โดยบิทาซซ่ายังเป็นผู้ให้บริการนี้อย่างถูกกฎหมายเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศไทยอีกด้วย

นักลงทุนสามารถเปิดบัญชีและเข้ามาซื้อขายในเว็บไซต์และแอปพลิเคชันมือถือได้เหมือนกับเอ็กซ เชนจ์คริปโทเคอร์เรนซีทุกประการ แต่จุดที่ต่างออกไปก็คือ ข้อมูลด้านราคาและปริมาณการซื้อขายจะถูกดึงมาจากหลายๆ ตลาดทั่วโลก

ตัวอย่างเช่น ในแพลตฟอร์ม ABC ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นศูนย์ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี โดยข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขายของคริปโทเคอร์เรนซีทั้งหมด จะขึ้นอยู่กับการซื้อขายที่เกิดขึ้นในแพลตฟอร์ม ABC เป็นหลัก แต่สำหรับ Bitazza ทั้งราคาและปริมาณการซื้อขาย รวมถึงสภาพคล่องจะถูกดึงมาจากเอ็กซเชนจ์ทั่วโลก ทำให้ระบบของ Bitazza มีสภาพคล่องมากกว่า เพราะดึงข้อมูลจากที่อื่นมารวมกันไว้นั่นเอง 

นอกจากนั้น Bitazza ยังเปิดให้ซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีทางเลือก ที่อาจหาไม่ได้ตามเอ็กซเชนจ์ ฐานะนายหน้า Bitazza จะทำหน้าที่คัดเลือกสกุลคริปโทเคอร์เรนซีที่มีคุณภาพเข้ามาไว้ในระบบของ Bitazza เพื่อให้นักลงทุนมีทางเลือกในการซื้อขายมากขึ้น เพราะในตลาดของคริปโทเคอร์เรนซีไม่ได้มีแต่ Bitcoin เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีสกุลคริปโทเคอร์เรนซีใหม่ๆ อีกมากมายให้เลือก ขึ้นอยู่กับความชอบและความสนใจของนักลงทุนแต่ละคน

Bitazza ยังมีโทเคนดิจิทัลเป็นของตัวเองในชื่อ BTZ เพื่อมอบมูลค่าให้กับคอมมูนิตี้ ทุกๆ การซื้อขายและเทรดระบบของ Bitazza ก็จะยิ่งให้โทเคน BTZ เป็นเหมือนแต้มที่ไว้ใช้ทำธุรกรรมต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ได้ ทั้งไว้ใช้จ่ายค่าธรรมเนียม หรือสะสมเอาไว้เพื่อเลื่อนระดับขึ้นและรับสิทธิประโยชน์ทั้งหลาย เช่น ส่วนลดค่าธรรมเนียม ส่วนแบ่งจากเพื่อนที่ชวนมาใช้งาน อัตราการสะสมที่เพิ่มขึ้น และอื่นๆ ที่สูงขึ้นไปตามลำดับขั้นบันไดทั้งนี้ โทเคน BTZ ยังใช้แลกรางวัลกับพาร์ทเนอร์อื่น ๆ และทางบริษัทมีแผนที่จะเปิด BTZ สำหรับซื้อขายได้เร็ว ๆ นี้ด้วย

การเปิดบัญชีกับทาง Bitazza สามารถทำได้ไม่ยาก ทุกขั้นตอนสามารถทำผ่านระบบออนไลน์ได้ทั้งหมด และการฝากหรือถอนเงินลงทุน ที่สามารถทำได้ตลอด 7 วัน ค่าธรรมเนียมในการถอนเงินออกจากระบบ ใช้แค่เพียง 20 บาทต่อครั้ง และค่าธรรมเนียมการซื้อขายจะอยู่ที่ 0.25% พร้อมบริการเจ้าหน้าที่ซัพพอร์ตตลอด 24 ชั่วโมง 

ใครที่เคยเจอปัญหาเปิดบัญชีนาน ยืนยันตัวตนยาก ติดต่อเจ้าหน้าที่ลำบาก Bitazza จะใส่ใจตรงนี้มาก และมีเจ้าหน้าที่พร้อมคอยตอบคำถามและอำนวยความสะดวกตลอดเวลา

สำหรับนักลงทุนที่สนใจ สามารถเปิดบัญชีซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีได้แล้ววันนี้ที่ https://www.bitazza.com และดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ app.adjust.com/m6dat4i

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

“AIA Health Happy” ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายวงเงินค่ารักษา เจอโรคร้ายจ่าย 2 เท่า สูงสุด 50 ล้าน

คนไทยส่วนใหญ่มักคิดว่าการซื้อประกันสุขภาพ คือเรื่องที่ไม่จำเป็น สู้เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า แต่พอเกิดเจ็บป่วยหนัก ต้องใช้เงินก้อนโตเพื่อรักษา เมื่อนั้นแหละครับถึงจะเข้าใจความสำคัญของประกันสุขภาพ แต่ถ้ารอถึงตอนนั้นก็อาจจะสายเกินไป เพราะเงินที่เราเก็บออมมาทั้งชีวิตอาจหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลแล้วก็ได้

รู้อย่างนี้…ทำไมเราถึงไม่ซื้อประกันสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่แรกล่ะครับ?

แต่ประกันสุขภาพส่วนใหญ่ก็มักจะมีเงื่อนไข เช่น ถ้าให้วงเงินคุ้มครองสูง ก็ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันสูง หรือถ้าเลือกประกันสุขภาพที่จ่ายเบี้ยไม่แพง ก็จะได้วงเงินคุ้มครองน้อย จนอาจจะไม่ครอบคลุมค่ารักษา สุดท้ายแล้วต่อให้มีประกันสุขภาพก็ยังต้องห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ดี

“AIA Health Happy” ถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ครับ โดยประกันสุขภาพตัวใหม่จากบริษัทประกันอันดับ 1 ของประเทศไทยอย่าง AIA จะช่วยเติมเต็มผลประโยชน์ ขยายขอบเขตความคุ้มครองให้เราอุ่นใจมากขึ้น ด้วยการดูแลแบบ “เหมา เบิ้ล คุ้ม”

เหมา

  • รับผลประโยชน์แบบเหมาจ่ายในส่วนของค่ารักษาพยาบาล หมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย 

เบิ้ล

  • กรณีเป็นโรคร้ายแรงครั้งแรก รับผลประโยชน์สูงสุดเพิ่มเป็น 2 เท่า สูงสุด 50 ล้านบาท ต่อรอบปีกรมธรรม์ และให้ต่อเนื่องรวม 4 ปีกรมธรรม์ โดยโรคร้ายแรงที่ได้รับความคุ้มครอง มีดังนี้

1. กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด (Acute Heart Attack)

2. โรคหลอดเลือดสมองแตกหรืออุดตัน (Major Stroke)

3. การผ่าตัดเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (Coronary Artery By-Pass Surgery)

4. โรคมะเร็งระยะลุกลาม (Invasive Cancer)

5. การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะหรือปลูกถ่ายไขกระดูก (Major Organs Transplantation or Bone Marrow Transplantation)

6. การผ่าตัดเส้นเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้า (Surgery to Aorta)

คุ้ม

  • ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีเป็นผู้ป่วยใน (IPD) ค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการในโรงพยาบาล สูงสุดถึง 365 วัน และผู้ป่วยนอก (OPD) เฉพาะแผน 25 ล้านบาท
  • รับความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน (Day Surgery)
  • รับสิทธิ์เป็นสมาชิกในโครงการเอไอเอ ไวทัลลิตี้ (AIA Vitality) ซึ่งได้รับส่วนลดเบี้ยประกันสูงสุดถึง 15% ตามเงื่อนไขของโครงการ
  • บริการจัดการดูแลผู้ป่วยรายบุคคลโดย Medix คุณจะได้พบทีมแพทย์ส่วนตัวที่จัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะ พร้อมเข้าถึงเครือข่ายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหลากหลายสาขากว่า 4,000 คนทั่วโลก และมีเครือข่ายโรงพยาบาลชั้นนำที่ได้มาตรฐานการรับรองกว่า 2,000 แห่ง คอยให้คำแนะนำในการเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดตั้งแต่ขั้นตอนการวินิจฉัยโรค การตรวจรักษา จนถึงการฟื้นฟูสุขภาพ เป็นเวลาต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม พร้อมบริการสายด่วนตลอด 24 ชม. เพื่อติดต่อขอคำแนะนำทางการแพทย์ในกรณีที่ลูกค้าตกลงขอใช้บริการ (สำหรับแผนประกันวงเงินความคุ้มครอง 15 ล้านบาท และ 25 ล้านบาท)

9. ข้อดีของประกันสุขภาพ “AIA Health Happy”

1. รับผลประโยชน์เหมาจ่ายในส่วนของค่ารักษาพยาบาล

2. รับผลประโยชน์สูงสุด 25 ล้านบาท ต่อรอบปีกรมธรรม์ ตามเงื่อนไขของบริษัท

3. กรณีเป็นโรคร้ายแรง รับผลประโยชน์สูงสุดเพิ่มเป็น 2 เท่า และต่อเนื่องรวมเป็น 4 ปีกรมธรรม์

4. คุ้มครองค่าห้องฯ สูงสุดถึง 365 วัน

5. มีค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (เฉพาะแผน 25 ล้านบาท)

6. เมื่อเสียชีวิตจะได้รับ 10,000 บาท

7. ได้เข้าร่วมโครงการ AIA Vitality และได้รับส่วนลดเบี้ยประกันตามเงื่อนไขของโครงการ

8. เบี้ยประกันใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ตามที่กฎหมายกำหนด

9. อายุรับประกันตั้งแต่ 6-75 ปี ต่ออายุถึง 84 ปี คุ้มครองถึงอายุ 85 ปี หรือจนกว่าแบบประกันภัยหลักสิ้นสุดผลบังคับ แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน

เลือกแผนความคุ้มครองได้ตามต้องการ

ประกันสุขภาพ AIA Health Happy มีแผนประกันที่หลากหลาย เพื่อความคุ้มครองที่แตกต่าง เพราะการเจ็บป่วยแบบเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าค่ารักษาจะเท่ากัน

เคสตัวอย่างจาก AIA Health Happy

เล่ารายละเอียดเฉยๆ ก็อาจจะไม่เห็นภาพ aomMONEY เลยขอยกเคสตัวอย่างเพื่อให้เพื่อนๆ เข้าใจมากขึ้นครับว่า AIA Health Happy จะคุ้มครองเราอย่างไรในวันที่เจ็บป่วย

กรณีตัวอย่างที่ 1

คุณวินัย อายุ 35 ปี อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย มีภาระหน้าที่คือเป็นหัวหน้าครอบครัวของลูกสาววัย 3 ขวบ กับภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ลูกวัย 5 เดือนเศษ มีไลฟ์สไตล์ชอบออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

คุณวินัยเล็งเห็นว่าสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ จึงต้องการมองหาความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจว่าหากวันข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น ครอบครัวก็จะไม่เดือดร้อน จึงตัดสินใจทำประกันสุขภาพ AIA Health Happy แผน 2 ความคุ้มครอง 5 ล้านบาท ชำระเบี้ยประกัน 1,701 บาทต่อเดือน

เหตุการณ์ตัวอย่าง

คุณวินัยรับการรักษาด้วยโรคมะเร็งลําไส้ใหญ่ เป็นเวลา 9 วัน (นอนห้องปกติ 8 วัน และนอนห้อง ICU 1 วัน)

เดิม : คุณวินัยมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล 50,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรักษา

ปัจจุบัน : เมื่อคุณวินัยได้ทําประกันสุขภาพ AIA Health Happy ก็จะสามารถแบ่งเบาค่าใช้จ่ายได้ดังนี้ 

จะเห็นได้ว่าจริงๆ แล้วคุณวินัยต้องจ่ายค่ารักษาทั้งหมด 864,375.60 บาท แต่เมื่อทำประกันสุขภาพ AIA Health Happy แผน 2 แบบประกันนี้ ก็จะช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายให้ถึง 747,660.60 บาท หรือมากกว่า 86% ของบิลตั้งต้นเลยทีเดียว ลองนึกภาพว่าถ้าไม่มีประกันสุขภาพตัวนี้ ค่ารักษาคงอ่วมน่าดูเลยครับ เงินเก็บทั้งชีวิตของเราอาจหมดเกลี้ยง หรือลำบากต้องหยิบยืมคนรอบข้างแน่ๆ

กรณีตัวอย่างที่ 2

คุณดารา อายุ 33 ปี อาชีพนักแสดง มีภาระหน้าที่คือต้องรับผิดชอบดูแลคนในครอบครัว มีไลฟ์สไตล์ชอบเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

เพราะการทำงานหนัก และงานไม่เป็นเวลา ประกอบกับอายุที่เพิ่มขึ้น คุณดาราจึงเริ่มมองหาประกันสุขภาพที่สามารถรองรับค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อไม่ให้พ่อและแม่ต้องลำบาก จึงตัดสินใจทำประกันสุขภาพ AIA Health Happy แผน 4 ความคุ้มครอง 25 ล้านบาท ชำระเบี้ยประกัน 3,807 บาทต่อเดือน

เหตุการณ์ตัวอย่าง

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 คุณดาราได้คลำพบก้อนผิดปกติที่หน้าอก จึงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยที่เธอไม่เคยมีอาการใดๆ มาก่อนเลย

5 วันต่อมา แพทย์วินิจฉัยยืนยันว่าคุณดาราป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลาม ซึ่งเป็นการวินิจฉัยและยืนยันจากแพทย์เป็นครั้งแรก คุณดาราจึงได้รับผลประโยชน์สูงสุดต่อรอบปีกรมธรรม์เพิ่มเป็น 50 ล้านบาท และให้ต่อเนื่องรวมเป็น 4 ปีกรมธรรม์

บริการจัดการดูแลผู้ป่วยรายบุคคลโดย Medix ซึ่งคุณดาราจะได้รับความช่วยเหลือดังนี้

  • เมื่อคุณดาราติดต่อเปิดใช้บริการและส่งข้อมูลสุขภาพให้แก่ Medix ทาง Medix ก็จะตั้งทีมแพทย์ส่วนตัว โดยมีแพทย์ระดับอาวุโส และพยาบาลผู้ประสานงาน เพื่อดูแลคุณดาราโดยเฉพาะ
  • ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากสหสาขาวิชาชีพของ Medix จะพิจารณาและประเมินอาการป่วยอีกครั้ง
  • ดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าอาการเจ็บป่วยของคุณดาราได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง
  • ในกรณีจำเป็นทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของ Medix จะแนะนำรายการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม เพื่อให้มั่นใจในการยืนยันการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
  • ทีมแพทย์จะให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้คุณดาราตัดสินใจเลือกรับการรักษาที่เหมาะสมที่สุด และจะคอยตอบคำถาม รวมทั้งอยู่เคียงข้างตลอดการรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูสุขภาพ

ด้วยความช่วยเหลือจากทีมแพทย์ Medix จึงทำให้คุณดารามีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย และยังได้รับคำแนะนำดี ๆ ในการปฏิบัติตัว จึงมีโอกาสหายจากโรคร้ายมากขึ้นอีกด้วย

*** ข้อมูลนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น ประกอบการนำเสนอเท่านั้น ผู้ขอเอาประกันภัยควรศึกษาและทำความเข้าใจในเอกสารเสนอขายก่อนตัดสินใจทำประกันภัย เมื่อได้รับกรมธรรม์แล้ว โปรดศึกษารายละเอียด ข้อกำหนดและเงื่อนไขในกรมธรรม์

Medix เป็นบริษัทนอกกลุ่มบริษัทเอไอเอและอยู่นอกเหนือจากการบริหารงานของเอไอเอ เอไอเอจะไม่รับผิดชอบต่อการบริการ ผลิตภัณฑ์ และข้อเสนอใดๆ ที่นำเสนอโดย Medix สิทธิในการรับบริการเป็นไปตามเงื่อนไขที่กลุ่มบริษัทเอไอเอและ Medix กำหนดโดยเงื่อนไขและระยะเวลาการให้บริการอาจปรับเปลี่ยนได้ ***

อุ่นใจได้ทุกสถานการณ์ ด้วย “AIA Health Happy”

ถ้าวันข้างหน้าเราต้องป่วยหนัก ก็มั่นใจได้เลยว่าจะสามารถเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุด เพราะประกันสุขภาพ AIA Health Happy ไม่จำกัดวงเงินต่อการเข้าพักรักษา หรือหากเป็นโรคร้ายแรง ก็จะได้รับผลประโยชน์เพิ่มเป็น 2 เท่า สูงสุด 50 ล้านบาทต่อรอบปีกรมธรรม์ และให้ต่อเนื่องรวม 4 ปีกรมธรรม์

ดังนั้นประกันสุขภาพ AIA Health Happy จึงเป็นเหมือนเกราะคุ้มครองชีวิต ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ก็อุ่นใจได้ทุกสถานการณ์ ครอบครัวและคนข้างหลังจะไม่ลำบากแน่นอน ใครที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม และสมัครออนไลน์ได้ที่ https://bit.ly/3aul25L หรือโทร.1581

ข้อคิดที่อยากฝากไว้วันนี้คือ “เราควรรีบวางแผนชีวิตในตอนที่ยังสามารถออกแบบได้ ก่อนที่มันจะสายเกินไปนะครับ”

————————————————————————————– 

เราต้องการให้ครอบครัว มีเงินแน่นอน 10,000,000 บาท ควรเลือกประกันชีวิตแบบไหน?

“ประกันชีวิต” เป็นสินค้าทางการเงินเพียงอย่างเดียวที่การันตีทั้งกรณีอายุสั้นและอายุยืนว่าเราจะมีเงินดูแลครอบครัวเท่าไหร่ แบบไม่ต้องลุ้นเหมือนการลงทุนที่มีความผันผวนขึ้นๆลงๆตลอดเวลา ดังนั้น เราควรแยกเงินว่าก้อนไหนเพื่อดูแลครอบครัวและก้อนไหนลงทุนระยะยาวเพื่อเกษียณของตัวเองนะคะ

ตอนนี้คุณยายของอภินิหารเงินออมอายุ 93 ปี นอกจากเราจะต้องวางแผนการเงินเผื่ออายุยืนทะลุ 90 ปีแล้ว ยังต้องเผื่ออายุสั้นเป็นแผนสำรองไว้ด้วย หากเราเป็นอะไรไปจะได้มีเงินก้อน 10,000,000 บาทดูแลแม่และน้องชาย โดยจ่ายเบี้ยประกันปีละ 55,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม “รีวิวประกันชีวิตแบบควบการลงทุน แบบเน้นความคุ้มครองสูง”

แนวทางการเลือกประกันชีวิต

1. เราต้องการซื้อประกันชีวิตเพื่ออะไร

เพราะประกันแต่ละแบบตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันเช่น เน้นสร้างความอุ่นใจให้ครอบครัว เน้นสร้างวินัยสะสมเงินสม่ำเสมอ เน้นมีรายได้หลังเกษียณแน่นอน ฯลฯ

2. เปรียบเทียบเบี้ยประกันแต่ละแบบ

หากมีหลายบริษัทยิ่งดีเพื่อเราจะได้มีทางเลือกมากขึ้น

3. เรามีงบเท่าไหร่

เบี้ยประกันที่เราจ่ายได้แบบไม่กระทบสภาพคล่อง เพราะประกันชีวิตเป็นระยะยาว ควรมีสูงสุดไม่เกิน 20% ของรายได้ ส่วนอีก 80% ที่เหลือก็เป็นเงินออม จ่ายหนี้และใช้จ่ายส่วนตัว (ตัวเลขนี้เป็นหลักการเท่านั้น ควรปรับให้เหมาะสมกับความเป็นจริงของแต่ละคนนะคะ)

4. เลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับสภาพคล่อง

เมื่อเรามีหลายทางเลือกก็ค่อยๆตัดทิ้งทีละข้อ จนเหลือแนวทางที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

ตัวอย่างการเลือกประกันชีวิต

สาวสวยน่ารักอายุ 30 ปี รายได้ปีละ 900,000 บาท ต้องการสร้างความอุ่นใจให้ครอบครัว หากอายุสั้นกว่าที่คิดจะได้มีเงินก้อนมาดูแลพ่อแม่ 10,000,000 บาท มีทางเลือกจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่บ้าง

1. เราต้องการซื้อประกันชีวิตเพื่ออะไร

สร้างความอุ่นใจให้ครอบครัว จึงเน้นความคุ้มครองสูง

ถ้าสาวสวยคนนี้ทำงานอีก 20 ปี สร้างรายได้ให้ครอบครัวอย่างน้อย 18,000,000 บาท หากเงินเดือนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆน่าจะได้มากกว่านี้ แต่ถ้าอายุสั้น เงินที่จะได้รับ 18,000,000 บาทก็จะหายไปด้วย จึงวางแผนว่าจะซื้อประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองเบื้องต้นก่อน 10,000,000 บาท หากมีสภาพคล่องเหลือค่อยทำเพิ่มขึ้นในอนาคต

2. เปรียบเทียบเบี้ยประกัน

ถ้าต้องการทุนประกัน 10,000,000 บาท แต่ละแบบจะต้องจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่ เราหาข้อมูลมาได้ 5 แบบ  คือ

แบบที่ 1 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา : เน้นความคุ้มครองสูง

=> จ่ายเบี้ย 20 ปีๆละ 24,400 บาท

=> ความคุ้มครอง 20 ปี ไม่มีมูลค่าเงินสด

=> ทุนประกัน 10,000,000 บาทคงที่

แบบที่ 2 ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ : เน้นความคุ้มครองสูง

=> จ่ายเบี้ยประกัน 20 ปีๆละ 161,000 บาท

=> ความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปีและรับเงินก้อน

=> ทุนประกัน 10,000,000 บาทคงที่

แบบที่ 3 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ : เน้นสะสมเงินสม่ำเสมอ

=> จ่ายเบี้ยประกัน 15 ปีๆละ 805,000 บาท 

=> ความคุ้มครอง 25 ปี ได้รับเงินคืนปีละ 100,000 บาทและปีสุดท้ายได้รับเงินก้อน 12,100,000 บาท

=> ทุนประกัน 10,000,000 บาท เพิ่มขึ้นถึง 13,500,000 บาท

แบบที่ 4 ประกันชีวิตแบบบำนาญ : เน้นใช้เงินหลังเกษียณ

=> จ่ายเบี้ยประกัน 30 ปีๆละ 258,000 บาท

=> ได้รับเงินคืนตั้งแต่อายุ 60 – 85 ปีละ 595,000 บาท รวมทั้งหมด 26 ครั้ง 15,470,000 บาท

=> ทุนประกัน 270,900 บาท เพิ่มขึ้นถึง 10,000,000 บาทที่อายุ 59 ปี

แบบที่ 5 ประกันชีวิตแบบควบการลงทุน : เน้นความคุ้มครอง + กองทุนรวม

=> จ่ายเบี้ยประกันอย่างน้อย 10 ปีๆละ 55,000 บาท

=> ความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี หากทุพพลภาพได้รับเงินก้อน 10,000,000 บาท หากเสียชีวิตได้รับเงินก้อน 10,000,000 บาทกับเงินที่อยู่ในกองทุนรวม แต่ถ้าอายุยืนก็จะกลายเป็นเงินเกษียณถอนเงินออกมาใช้ได้  

=> ทุนประกัน 10,000,000 บาท

หมายเหตุ : เบี้ยประกันเป็นของบริษัทประกันแห่งหนึ่ง นำมาเป็นตัวอย่างเพื่อเปรียบเทียบสร้างความเข้าใจเท่านั้น หากต้องการรู้เบี้ยประกันของตัวเองจำนวนที่แน่นอน ควรสอบถามตัวแทนประกันบริษัทอื่นๆอีกครั้ง รายละเอียดของประกันแต่ละแบบแตกต่างกัน เพศและอายุทำให้เบี้ยประกันไม่เท่ากัน

3. เรามีงบเท่าไหร่

รายได้ปีละ 900,000 บาท สามารถจ่ายเบี้ยประกันได้มากที่สุด 180,000 บาท เพราะเราต้องจ่ายเบี้ยระยะยาว ควรคำนวณสภาพคล่องที่ไม่กระทบกับรายจ่ายส่วนอื่นๆ

4. เลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับสภาพคล่อง

เราต้องการทุนประกัน 10,000,000 บาท เบี้ยประกันชีวิตแต่ละแบบไม่เท่ากัน แบบที่เราจ่ายไหว คือ แบบชั่วระยะเวลา แบบตลอดชีพและแบบควบการลงทุน สุดท้ายดูรายละเอียดของประกันแต่ละแบบอีกครั้งก่อนตัดสินใจ

อภินิหารเงินออมหวังว่าบทความนี้น่าจะเป็นแนวทางในการตัดสินใจเลือกประกันชีวิตที่เหมาะสมกับตัวเองได้นะคะ อ่านแล้วควรหาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วปรับใช้ให้เหมาะสมกับแผนการเงินของเรานะคะ

————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop , 

คอร์สออนไลน์สอนเขียนเรื่องการเงิน อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://web.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3570624459641812/

เพจอภินิหารเงินออม

วางแผนการเงินอย่างไรเมื่อเรายังไม่รู้ว่า Covid-19 จะผ่านไปเมื่อไหร่

เพื่อนๆ จำกันได้ไหมครับว่าตั้งแต่ปลายปี 2019 มาจนถึงปีนี้ เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนยังต้องใช้ชีวิตกับ Covid-19 มาตลอดเลย คิดไปคิดมาก็ปีนิดๆ แล้วเนอะ หลายคนคงยังจำกันได้ใช่ไหมว่าช่วงมีนาคมเมื่อปีที่แล้ว พวกเราต้องกักตัวอยู่บ้านกันเป็นเดือน พอออกมาจากบ้านได้ก็ต้องใส่หน้ากาก ล้างมือกันตลอด ถึงช่วงเวลานั้นจะผ่านไปแล้ว แต่เราก็ประมาทไม่ได้ยังคงต้องระวังในการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลานะ

อย่างว่านะชีวิตมันก็ไม่มีอะไรแน่นอน อย่างเดือนที่แล้วตอนเดือนธันวาคม 2563 ก็มีข่าวว่าเกิดการระบาดครั้งใหม่ ทำให้ต้องมีการควบคุมโรคในบางจังหวัด กรุงเทพก็ไม่รอดต้องทำตามมารตการต่างๆ เช่นกัน อย่างเช่น ออกไปกินข้าวนอกบ้านตอนเย็นๆ ก็ไม่ได้ จะร้องไห้ เรื่องนี้ทำให้เราได้เรียนรู้เลยนะ ว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นได้และก็ไม่มีใครรู้ว่าจะมีอะไรรุนแรงอีกไหม แต่ถ้าสถานการณ์กลับมาดีแล้ว ทุกอย่างคลี่คลาย ก็คงเป็นเรื่องที่ดีต่อพวกเราเนอะ จะได้กลับมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติ

เมื่อเรายังไม่รู้ว่า Covid-19 จะจบลงเมื่อไหร่ ลองมาดูสถานการณ์ในรูปแบบต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นกันดีไหม เผื่อเราจะได้รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร จะได้นำไปวางแผนในการใช้ชีวิต การเงิน และสุขภาพของเราเอง ถ้าพร้อมแล้วตามอัศวินมาลุยกันทีละข้อเลย!

กรณีที่ 1 ยังต้องอยู่อย่างระวัง Covid-19 ไปอีกปี

หากเรายังต้องอยู่กับ Covid-19 โดยที่ยังไม่มียารักษา แต่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติเพราะสามารถควบคุมโรคระบาดเอาไว้ได้ อัศวินคิดว่าเราก็คงยังต้องตั้งการ์ดสูงๆ กันต่อนะครับ ต้องป้องกันตัวเองตลอดเวลาเลยล่ะ แล้วถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ เช่น ที่ๆ มีคนเยอะๆ ที่ๆ แออัด ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า งานเทศกาล แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็อย่าลืมป้องกันตัวเองเสมอๆ นะ ใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ล้างมือบ่อยๆ และใส่ใจสุขภาพของตัวเองเสมอๆ อัศวินเป็นห่วง

ในส่วนเรื่องของการเงิน อัศวินขอแนะนำว่า เราจะต้องเก็บเงินสำรองฉุกเฉินไว้ตลอดเวลาอย่างน้อย 6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือน เช่น หากเราใช้จ่ายเดือนละ 20,000 ก็ควรมีเงินสำรองไว้ 120,000 บาท เพื่อป้องกันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น อยู่ๆ เกิดโรคระบาดอีกที บริษัทปิดต้องตกงาน หรือต้องทำงานที่บ้านและถูกลดเงินเดือน หรืออาจจะเป็นเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเกิดอุบัติเหตุ หรืออยู่ๆ ที่บ้านต้องใช้เงินสดจำนวนมาก ซึ่งการมีเงินสำรองฉุกเฉินก็ทำให้เราสามารถนำเงินเหล่านั้น มาใช้จ่ายในช่วงเวลาจำเป็นได้ ถ้าใครยังไม่มีเงินสำรอง มาเริ่มกับอัศวินพร้อมกันในเดือนนี้เลยนะ

กรณีที่ 2 เกิดการระบาดอย่างรุนแรง

อัศวินก็กลัวอยู่นะว่าเราจะเจอเหตุการณ์ระบาดหนักๆ เหมือนในประเทศอื่นหรือเปล่า แต่ถ้าเกิดขึ้นมาจะทำให้ชีวิตของเราพบกับความเสี่ยงทั้งในเรื่องของสุขภาพและการเงินกันอีกครั้ง เพราะรัฐบาลอาจจะสั่งให้กักตัวอยู่กับบ้าน ธุรกิจต่างๆ ต้องปิดตัวลงชั่วคราว ทำให้หลายๆ คนมีโอกาสตกงาน ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อการเงินอย่างแน่นอน และที่สำคัญก็คือไม่รู้ว่าจะต้องกักตัวนานแค่ไหนด้วยนะสิ กักตัวนานๆ เงินเก็บก็น้อยลงเรื่อยๆ อีกนะ

พอรู้อย่างงี้แล้วก็ต้องมาหาทางป้องกันกันเถอะ อัศวินคิดว่าเราอาจจะต้องลองมองหารายได้ที่หลากหลายมากขึ้นกันดีไหม ลองหางานที่เราสามารถทำเสริมได้เอาไว้ก่อนเลย มีรายได้หลายๆ อย่าง อย่างน้อยถ้ามีงานหนึ่งทำไม่ได้ก็ยังมีรายได้ทางอื่นอยู่ และอย่าลืมใช้จ่ายอย่างประหยัดด้วยนะ วิธีการง่ายๆ ที่อัศวินแนะนำเพื่อนๆ ให้ทำก็คือ เราเริ่มจากการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อดูว่าในแต่ละวันเราใช้เงินไปกับอะไร อะไรที่เป็นสิ่งไม่จำเป็น ก็อาจจะลดการใช้เงินลง จะได้มีเงินเก็บสำรองมากขึ้น

แล้วก็อย่าลืมนะ หากเกิดโรคระบาดจริงๆ เวลาไปไหนก็ต้องเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดและป้องกันการติดเชื้อไปด้วยตลอดเวลา จะได้ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลในการใช้ชีวิต และควรทำประกันสุขภาพที่จะมาช่วยในเรื่องค่ารักษาพยาบาล เผื่ออยู่ๆ เราป่วยเป็น Covid-19 ขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว

กรณีที่ 3 มีวัคซีนรักษาคนป่วยให้ใช้อย่างแพร่หลาย

อัศวินเชื่อว่าเพื่อนๆ ทุกคนก็คงกำลังลุ้นกันอยู่ว่า วัคซีนรักษา Covid-19 จะสำเร็จเมื่อไหร่ จริงๆ ข่าวเรื่องวัคซีนก็ออกมาให้ดีใจตั้งแต่ปลายปีที่แล้วล่ะนะ เห็นมีความคืบหน้ามาเรื่อยๆ ก็หวังว่าอนาคตเราจะมีโอกาสที่จะใช้รักษาให้หายขาดได้ หากวัคซีนสำเร็จจริงๆแล้วถูกใช้อย่างแพร่หลาย ก็จะทำให้โลกเราผ่อนคลายมากขึ้น คนจะมั่นใจในการใช้ชีวิต อย่างน้อยก็รู้ว่าถ้าป่วยก็มียารักษาแล้ว คนก็กล้าจะเริ่มลงทุน และกล้าที่จะเอาเงินเก็บมาใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น

แต่เราก็ไม่ควรประมาทในการใช้ชีวิตเช่นเดิมนะ การมีวัคซีนรักษา ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความเสี่ยงที่จะป่วย เราอาจจะป่วยเป็น Covid-19 ขึ้นมาก็ได้ และการป่วยแต่ละครั้งก็มีค่ารักษาพยาบาล ค่าหมอ ค่ายา และสมัยนี้ก็รู้ๆกันอยู่ใช่ไหมว่า ไปหาหมอแต่ละทีราคาไม่ต้องพูดถึงเลย แพงมาก!

ดังนั้น ถ้าเราซื้อประกันสุขภาพเอาไว้ก็จะช่วยให้ดีต่อใจได้ อย่างน้อยหากเราป่วยขึ้นมา ประกันก็จะมาดูแลค่าใช้จ่ายในการไปหาหมอให้เรา อย่างประกันสุขภาพ iHealthyของทางกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ก็เป็นทางประกันสุขภาพที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้กับเราได้เหมือนกัน ใครสนใจถามอัศวินได้เลย

กรณีที่ 4 Covid-19 หมดไปจากโลก

ในกรณีสุดท้าย อัศวินหวังว่าจะเป็นไปได้ในอนาคต ถ้า Covid-19 สามารถรักษาให้หายขาดได้และไม่มีใครติดเชื้อโรคนี้อีกเลย ถึงตอนนั้นทุกคนคงจะดีใจมาก เพราะโลกก็จะกลับมาเป็นปกติ เราอาจจะกลับมาใช้ชีวิตกันในแบบเดิมได้ มาตรการต่างๆ ก็จะถูกยกเลิกไป ใช้ชีวิตกันได้แบบสบายๆเหมือนเดิม ถึงตอนนั้นพวกเราก็คงวางแผนเที่ยวต่างประเทศกันก่อนเลยล่ะเพราะไม่ได้เที่ยวกันมานาน

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าโลกที่เราอยู่ใบนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในอนาคตเราอาจจะพบกับโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกก็ได้ พอ Covid-19 จากไป ก็อาจจะมีโรคใหม่มาแทนในอนาคตก็ได้ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง การเตรียมพร้อมทางการเงิน และการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาทก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำเช่นเดิมนะ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อัศวินก็อยากจะสรุปให้ทุกคนได้รู้กันนะ ไม่ว่าสถานการณ์เกี่ยวกับ Covid-19 จะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหน การวางแผนในเรื่องต่างๆ ของชีวิตก็ต้องทำอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสุขภาพ หากวันนี้ไม่มี Covid-19 เราก็ยังคงต้องระวังโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การเจ็บป่วยทั่วไป หรือ แม้แต่การเป็นโรคร้ายแรง การมีประกันคุ้มครองชีวิตก็จะช่วยให้เราอุ่นใจ เพราะประกันจะมาช่วยในการดูแลค่ารักษาพยาบาลหากเราเกิดเจ็บป่วยได้

เพื่อนๆ ที่กำลังมองหาแผนการคุ้มครองในเรื่องชีวิตและสุขภาพ มีความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยกรณีเจ็บป่วยจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ขอแนะนำประกันสุขภาพเหมาจ่าย iHealthy ของทางกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต  ที่สุดของแผนประกันสุขภาพ คุ้มครอง ครอบคลุมทุกความต้องการ ทุกที่ทุกเวลา ถ้าสนใจอย่าลืมติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์กันนะ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ihealthy-am-121

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save