อยากใช้เงินแบบนี้ ควรเก็บเงินอย่างไร

อภินิหารเงินออมมองว่าถ้าเรามีเป้าหมายการเงินที่ชัดเจน ก็จะรู้ว่าควรเก็บเงินไว้ที่ไหน เพราะสินค้าการเงินแต่ละแบบมีลักษณะไม่เหมือนกัน ถ้าเราเข้าใจความแตกต่าง รู้วิธีดึงจุดเด่นมาใช้ก็จะเป็นประโยชน์กับตัวเราและครอบครัวนะคะ เริ่มจาก…

เราใช้เงินทำอะไรและใช้เท่าไหร่

หลายคนบอกว่าต้องการรวย มีเงินเยอะๆ มันเป็นเป้าหมายที่ดูฟุ้งเกินไป เราควรระบุให้ชัดเจนว่ารวยคือเท่าไหร่ แล้วค่อยมาหาวิธีว่าจากความสามารถของเราตอนนี้จะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร ต้องเพิ่มทักษะอะไรเพื่อจะได้ไปถึงเป้าหมายนั้นได้เร็วขึ้น

สำหรับคนที่มีเป้าหมายอื่นๆ ควรทำภาพให้ชัดเจนด้วยการเขียนออกมาว่า…

  • ต้องการใช้เงินทำอะไรบ้าง ใช้เท่าไหร่ จะใช้เงินก้อนนี้ตอนไหน
  • คัดเลือกสินค้าการเงินที่เหมาะสมกับเป้าหมายของเรา 
  • ถ้ามีหลายเป้าหมายแต่เงินออมไม่พอ ควรจัดลำดับความสำคัญว่าเราจะทำเรื่องอะไรก่อนหลัง
  • ถ้ามีสินค้าการเงินให้เลือกหลายแบบ เราจะเลือกอะไร เพราะอะไรถึงตัดสินใจเลือกแบบนั้น 
  • สุดท้ายเราก็จะรู้ว่าแต่ละเดือนควรเก็บเงินกี่บาท เพื่อทำให้เป้าหมายเป็นจริง 

ตัวอย่าง เป้าหมายการเงินและแนวคิดในการตัดสินใจเลือกสินค้าการเงิน

เงินฉุกเฉิน (เส้นสีแดง)

อยากมีเงินไว้อุ่นใจ 100,000 บาท  เพราะอีก 6 เดือนข้างหน้าอาจจะตกงาน ควรเก็บเงินไว้ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น ฝากออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้ แบ่งเก็บเดือนละ 16,667 บาท แต่ถ้ามีเงินค้างไว้ในบัญชีออมทรัพย์ 80,000 บาทแล้ว เราก็เก็บเพิ่มอีก 20,000 บาท

ค่าเทอมลูก (เส้นสีเขียวเข้ม)

อีก 1 ปีข้างหน้าลูกจะเปิดเทอม ต้องเตรียมเงินจ่ายค่าเทอม 20,000 บาท อาจจะเก็บไว้ที่เงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำ 12 เดือน แบ่งเก็บเดือนละ 1,667 บาท

เงินเกษียณ (เส้นสีน้ำเงิน)

อีก 20 ปีข้างหน้า ต้องการเกษียณมีเงิน 10,000,000 บาท แสดงว่าเรามีเวลาเก็บเงิน 20 ปี ใช้วิธี DCA กองทุนรวมหุ้นเพื่อทำให้เงินเติบโต ไม่กังวลหากระหว่างทางขาดทุนหนักๆ ก็จะไม่ถอนเงินและรักษาวินัยการลงทุนต่อไป ในขณะเดียวกันต้องการมั่นใจว่าได้รับเงินคืนแน่นอนที่ประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ ประกันควบการลงทุน แบ่งเงินบางส่วนไปทำอสังหาฯ ให้เช่า

เงินดาวน์บ้าน (เส้นสีเขียวอ่อน)

อีก 3 ปีจะซื้อบ้าน ต้องการเก็บเงินดาวน์บ้าน 500,000 บาท ควรเก็บไว้ที่สลากออมสินเผื่อลุ้นถูกรางวัล กองทุนรวมตราสารหนี้เพื่อทำให้เงินเติบโตนิดหน่อย แบ่งเก็บ 36 เดือนๆละ 13,889 บาท

เงินดาวน์รถ (เส้นสีฟ้า)

อีก 5 ปีอยากซื้อรถ ต้องการมีเงินดาวน์ 300,000 บาท ควรเก็บเงินไว้ที่ฝากประจำ 60 เดือนหรือกองทุนตราสารหนี้ แบ่งเก็บ 60 เดือนๆละ 5,000 บาท เป็นการซ้อมออมเงินก่อนซื้อรถจริง โดยไม่ต้องมาลุ้นว่าถ้าซื้อรถแล้วจะผ่อนไหวมั้ย ถ้าเราซ้อมออมเงินได้ หนี้ผ่อนรถอีกหลายปีน่าจะไหว แต่ถ้าซ้อมออมเงินไม่สำเร็จ เป็นสัญญาณแรกว่าถ้าซื้อรถมาแล้วอาจจะผ่อนไม่หมดก็ได้

เงินดูแลพ่อแม่ (เส้นสีเทา)

อีก 10 ปีพ่อแม่จะอายุ 80 ท่านมีโรคประจำตัวหลายโรค จำเป็นจะต้องจ้างพยาบาลผู้เชี่ยวชาญมาดูแล สำรวจค่าใช้จ่ายแล้วจะต้องใช้เงินค่อนข้างสูง มองว่าใช้เงินประมาณ 5,000,000 บาท น่าจะเอาอยู่ ควรเก็บเงินไว้ที่กองทุนรวมหุ้นเพื่อทำให้เงินเติบโต ส่วนประกันควบการลงทุน จ่ายเบี้ยประกันเดือนละ 3,000 บาท เพื่อสร้างทุนประกัน 5,000,000 บาท หากเราอายุสั้นจะได้มีเงิน 5,000,000 บาทจ้างคนอื่นมาดูแลพ่อแม่

เผื่ออายุสั้น (เส้นสีส้ม)

เรารู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย หากชาติหน้ามาถึงเร็วกว่าที่คิดทันทีตอนนี้ อยากจะมีเงิน 1,000,000 บาทให้ครอบครัว เพื่อจ่ายหนี้ผ่อนรถที่ยังเหลืออยู่อีก 500,000 บาท ส่วนที่เหลือเก็บไว้จัดงานศพและดูแลครอบครัว ควรเลือกสร้างเงินก้อนทันทีที่ประกันตลอดชีพกับประกันควบการลงทุน แต่ถ้าไม่กังวลเรื่องเงินคืนก็เลือกเป็นประกันชีวิตชั่วระยะเวลา

ของขวัญลูกเรียนจบ (เส้นสีม่วง)

อีก 15 ปีลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย อยากมีเงินก้อนให้ลูก 300,000 บาท เผื่อลูกอยากทำธุรกิจในฝันจะได้นำเงินก้อนนี้ไปใช้ได้ทันที อีกหลายปีกว่าจะใช้เงินควรเก็บไว้ในที่ที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อทำให้เงินเติบโต เช่น กองทุนรวมหุ้น ออมทอง

เจ็บป่วยรักษาพยาบาล (เส้นสีชมพู)

ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นทุกปี ควรทำประกันสุขภาพที่ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถ้าเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาลมีประวัติแล้วจะทำประกันเล่มใหม่ก็ยากขึ้นหรืออาจจะทำไม่ได้เพราะสุขภาพไม่ดี คิดว่าประกันสุขภาพเหมาจ่าย 10,000,000 บาท น่าจะพอสำหรับโรงพยาบาลที่ต่างจังหวัด ปัจจุบันบริษัทประกันหลายแห่งแข่งขันกันมากมีทั้งเหมาจ่ายแบบไร้ข้อจำกัด ไม่มีเรื่องจุกจิกเวลาเคลม ในขณะที่บางแห่งหากเจ็บป่วยโรคร้ายแรงจะเบิ้ลเบี้ยค่ารักษาให้ 2 เท่า เช่น ทำเหมาจ่าย 10,000,000 บาทก็จะกลายเป็น 20,000,000 บาทแบบอัตโนมัติ

เงินแต่งงาน (เส้นสีเหลือง)

วางแผนว่าอีก 5 ปีจะแต่งงาน คิดว่าจะต้องใช้เงิน 800,000 บาท ควรเก็บไว้ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น ฝากประจำ กองทุนรวมตราสารหนี้ และของหมั้นจะใช้วิธีออมทอง พอครบ 5 ปีได้ทอง 10 บาท จะได้เปลี่ยนเป็นทองคำแท่งใช้ในวันแต่งงานได้

อ่านแล้วไม่จำเป็นต้องทำตามเป๊ะ เพราะแต่ละคนมีพื้นฐานแตกต่างกัน เลือกทำเฉพาะสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง อภินิหารเงินออมหวังว่าผู้อ่านจะได้แนวทางในการตั้งเป้าหมายการเงินของตัวเองและรู้ว่าควรเก็บเงินไว้ที่ไหนนะคะ

————

ขอบคุณแฟนเพจที่สนับสนุนนะคะ

=> สั่งซื้อหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ , จอง Workshop , คอร์สออนไลน์สอนเขียนเรื่องการเงิน อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้นะจ๊ะ

https://web.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.641428715894749/3570624459641812/

เพจอภินิหารเงินออม

มีใช่ไหม? สิ่งที่อยากบอกตัวเองหากย้อนกลับได้ในต้นปีที่แล้ว

สวัสดีครับ เพื่อนๆทุกคนคงจะจำได้นะครับว่าในปี 2020 ที่พึ่งผ่านพ้นไปนั้น เป็นปีที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆให้เราได้เรียนรู้มากมายเลย โดยเฉพาะการเกิดโรคระบาด Covid-19 ที่ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวในการใช้ชีวิตไปสู่รูปแบบใหม่ๆ ซึ่งคนเรียกกันติดปากว่า New normal นั่นเอง ตัวอย่างเช่น จากเดิมต้องไปที่ทำงานทุกวันก็เปลี่ยนเป็นมาทำงานที่บ้าน และมีเพื่อนๆหลายคนเลยนะครับที่ต้องจัดการเงินทองอย่างระวังมากขึ้น เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราจะมีโอกาสตกงานกันไหมรวมไปถึงเวลาไปไหนมาไหนก็ต้องป้องกันตัวจากการติดโรคอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม Covid-19 ก็เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดฝัน ในปีที่แล้วก็ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันจะทำให้เราต้องกักตัวอยู่บ้านเป็นเดือนๆเลย แต่ว่านะถ้าหากในวันนี้เรากลับไปพูดคุยกับตัวเองในปีที่แล้วได้ ก็คงจะมีหลายเรื่องที่อยากจะบอกกับตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะได้เตรียมตัวรับมือกัน ครั้งนี้อัศวินเลยอยากจะมาถอดบทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้จากตลอดปีที่ผ่านมาให้เพื่อนๆ ได้มาคิดต่อกัน

1. เราต้องใช้ชีวิตประจำวันอย่างไม่ประมาท

จำกันได้ไหมว่าหลังจากที่ Covid-19 ระบาดนั้นรัฐบาลได้มีการสั่งให้ Lockdown ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม ธุรกิจต่างๆก็เดินไม่ได้ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าในห้างสรรพสินค้า พอต้องหยุดกัน ก็ทำให้หลายๆคนไม่มีรายได้หรืออาจจะถูกลดรายได้ ซึ่งหากใครที่มีค่าใช้จ่ายจำนวนมากและมีภาระหนี้สินก็จะเป็นช่วงที่เหนื่อยกันหน่อยนะ บางคนอาจจะกำลังผ่อนสินค้าอยู่และต้องจ่ายค่าบัตรเครดิตก็เกิดปัญหากับชีวิต นอกจากจะเกิดปัญหาการเงินก็อาจจะพบความเครียด ซึ่งส่งผลต่อปัญหาสุขภาพอีก และจะกระทบไปสู่ด้านอื่นๆของชีวิต 

เพราะฉะนั้นแล้วสิ่งที่เราจะต้องวางแผนให้มากขึ้นก็คือการเก็บเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6-12 เดือน จะได้สำรองเอาไว้ใช้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคตเช่นนี้อีก วิธีเก็บนั้นก็ไม่ยากเลย ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆนะ เช่น หากเรารู้ว่าเรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาทหลังจากนี้จะต้องสำรองไว้อย่างน้อย 120,000 – 240,000 บาท หรืออาจจะสำรองมากขึ้นก็ได้จะได้อุ่นใจ อย่างน้อยก็ไม่อดตาย ยังมีเงินกินข้าวได้ทุกวันได้ และระหว่างนั้นก็ทำให้เราสามารถหาแหล่งรายได้แห่งใหม่อย่างไร้ความกังวลอีกด้วยครับ

2. ในช่วงวิกฤต มีโอกาสในการลงทุนเสมอ

ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตนั้นเราจะเห็นได้ว่าการลงทุนจะมีความผันผวนมาก โดยเฉพาะตลาดหุ้น จำกันได้ใช่ไหมว่าดัชนี SET Index ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม เพราะตอนนั้นนักลงทุนวิตกกับ Covid-19 ที่กำลังระบาดอยู่ การเทขายอย่างรุนแรงก็ทำให้ดัชนีได้ลงมาจาก 1,600 จุดมาถึงจุดต่ำสุดที่ 969 จุด ใครมีหุ้นอยู่ก็เรียนได้ว่าใจหายวาบกันไปเลยทีเดียว

หลายๆคนจึงขายหุ้นออกไปเพราะกลัวการขาดทุนจากมูลค่าที่ลดลง แต่เมื่อเรามาย้อนดูเหตุการณ์หลังจากนั้น จะเห็นได้ว่าเมื่อรัฐบาลควบคุมโรคระบาดได้มากขึ้น ก็มีการผ่อนปรนให้ธุรกิจเดินหน้าได้ พอเวลาผ่านมาถึงตอนนี้ก็มีข่าวการพัฒนาวัคซีนรักษา Covid-19 และทุกๆคนเรียนรู้วิธีการที่จะรับมือ Covid-19 ในอนาคต 

พอเป็นแบบนี้ความมั่นใจในการลงทุนก็กลับมา ตลาดหุ้นก็จะค่อยๆฟื้นตัว ในช่วงปลายปีดัชนีอยู่ที่ 1,300 – 1,400 จุดจึงเป็นบทเรียนที่ทำให้เราได้รู้เลยนะว่าในช่วงวิกฤตนั้นก็เป็นโอกาสในการลงทุนเช่นกัน เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วในอนาคตก็ควรมีแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเราเอง จะได้ลงทุนสบายๆไม่เครียดมีความสุขทั้งการเงินและสุขภาพดีไปพร้อมๆกันนั่นเองครับ

3. เรียนรู้การใช้ชีวิตและการสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ๆ

แม้ว่า Covid-19 จะทำให้หลายคนเจอปัญหาชีวิต เช่น อยู่ๆก็ตกงาน รายได้ลด ก็ต้องเอาเงินเก็บมาใช้ ประหยัดกันมากขึ้น จะว่าไปก็มีมุมดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตหลายๆคนนะ เช่น จากเดิมที่เราวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศกับเพื่อนๆหรือครอบครัว ก็เปลี่ยนมาเป็นการให้ความสำคัญกับการเลี้ยงฉลองสร้างความสุขง่ายๆที่บ้าน บางคนอาจจะเปลี่ยนจากการออกไปทานชาบูตามร้านอาหาร มาเป็นการซื้อของมาทำกินกันเองที่บ้าน ซึ่งราคาถูกกว่าเดิมเยอะเลย

หรือบางคนเมื่อตกงานก็ต้องหารายได้ในรูปแบบใหม่ๆ และจำเป็นต้องหันมาทำอาชีพที่ไม่เคยทำมาก่อน เคยเห็นบางคนทำอาหารกับขนมที่บ้านและประกาศขายทาง Facebook บางคนก็สร้างช่องทางการหารายได้อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือหากใครว่างๆก็สมัครเป็นคนส่งของในแอพพลิเคชั่นได้เช่นกัน

ซึ่งเป็นประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เราได้รู้ว่า การพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆและเราก็เชื่อว่าทุกคนทำได้อย่างแน่นอน แต่ก็อยากจะบอกเพื่อนๆนะว่า ไม่ว่าจะทำงานหนักซักแค่ไหนก็อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ เวลานอนก็นอนให้เต็มที จะได้ชาร์จพลังตัวเองให้สามารถทำงานต่อได้ในทุกๆวัน

4. อย่าลืมว่าเราควรป้องกันความเสี่ยงให้กับชีวิตตลอดเวลา

ไม่ว่าอย่างไรก็ตามชีวิตของเราเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ต้องดูแลสุขภาพของตัวเองกันตลอดเวลานะ หลังจากเกิด Covid-19 จะเห็นได้ว่าทุกคนให้ความสำคัญกับความสะอาดและความปลอดภัยกันมากขึ้น เช่น การเว้นระยะห่างระหว่างกัน ควรล้างมือบ่อยๆ และใส่หน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลา 

หากกลับไปบอกตัวเองในอดีตได้ หลายๆคนก็คงอยากเตือนให้ตัวเองรักษาสุขภาพให้มากกว่านี้ใช่ไหม เพราะการเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันและอยู่ใกล้ตัวมากๆ ที่สำคัญก็คืออย่าลืมทำประกันสุขภาพเพื่อคุ้มครองและป้องกันความเสี่ยงเพราะการเจ็บป่วยในแต่ละครั้งต้องใช้เงินเสมอ อย่างของกรุงไทยแอกซ่าก็มีประกันสุขภาพ iHealthy ที่เป็นทางเลือกให้เพื่อนๆทุกคนนะ ทำประกันสุขภาพไว้เถอะ เวลาป่วยจะได้มีคนดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลได้อย่างสบายใจเนอะ

ก็คงจะเห็นกันแล้วว่ามีหลายเรื่องที่เราได้เรียนรู้ในปีที่ผ่านมาเยอะมากๆ แม้ในความจริงแล้วเราจะกลับไปบอกตัวเองในอดีตไม่ได้ แต่เราสามารถเตรียมพร้อมกับเรื่องต่างๆจากวันที่ผ่านมาแล้ว เพื่อบอกตัวเองในอนาคตที่กำลังจะเดินไปเรื่อยๆในปี 2021 โดยสรุปสิ่งที่เราจะต้องเตรียมพร้อมมีดังนี้

  • เตรียมเก็บเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6-12 เท่าเผื่อเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะได้ไม่ต้องเครียด
  • เตรียมเงินบางส่วนแบ่งมาลงทุนในยามวิกฤตอย่างเข้าใจเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
  • เตรียมพร้อมหาโอกาสใหม่ๆในการสร้างรายได้และอย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ
  • เตรียมเครื่องมือป้องกันสุขภาพให้พร้อมในการเดินทางและเตรียมประกันสุขภาพในการคุ้มครองตัวเรา

สำหรับใครที่กำลังมองหาแผนการคุ้มครองในเรื่องชีวิตและสุขภาพ มีความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยกรณีเจ็บป่วยจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) อย่าลืมแบบประกันสุขภาพเหมาจ่าย iHealthy ที่สุดของแผนประกันสุขภาพคุ้มครอง ครอบคลุมทุกความต้องการ ทุกที่ทุกเวลา โดยกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ถ้าสนใจก็โทรสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้เลยที่ โทร 1159 หรือใครอยากอ่านข้อมูลทางเว็บไซต์สามารถคลิ๊กที่ลิงค์นี้ได้ https://ktaxa.live/ihealthy-am-121 แล้วพบกันในบทความหน้านะครับ

“รถหาย!!” ต้องผ่อนกุญแจต่อไหม..ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองอย่างไร?

ช่วงปลายปี หลายๆ คนมองหาของขวัญชิ้นใหญ่ หลังจากอัดอั้นจากสถานการณ์ โควิด-19 ที่ต้องปรับพื้นที่ความสุขให้แคบลง เที่ยวต่างประเทศก็ไม่ได้ เดินทางสาธารณะก็กังวล จึงเริ่มมองหาพื้นที่ปลอดภัยขนาดย่อม เน้นความเป็นส่วนตัว หรือใช้เดินทางในประเทศ หนึ่งในนั้นคือการ “ซื้อรถยนต์ใหม่” เพื่อเป็นรางวัลให้ตัวเอง ซึ่งช่วงปลายปีก็มีโปรโมชั่นมอเตอร์โชว์รถรุ่นใหม่มายั่วใจ ทำให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก

แต่ “ฝันร้าย” ที่เจ้าของรถยนต์ทุกคนไม่อยากให้เกิด นั่นก็คือ “รถหาย” เพราะซื้อมาแล้วแทนที่จะได้ใช้ให้คุ้มค่าก็ไปไม่ถึงฝัน ยิ่งรถยี่ห้อยอดนิยม หรือรุ่นรถยอดนิยม ยิ่งมีเปอร์เซ็นต์หายสูงมา

ปกติแล้วคนส่วนใหญ่หากซื้อรถ ก็จะใช้บริการซื้อผ่านไฟแนนซ์เสียส่วนใหญ่ คำถามคือ เมื่อรถหายไปแล้ว เรายังต้อง “ผ่อนกุญแจ” จ่ายค่างวดเปล่าๆ ให้ไฟแนนซ์อยู่อีกไหม?

ทำอย่างไรถ้ารถหาย?

1. ตั้งสติ แจ้งตำรวจ หรือติดต่อไปที่ศูนย์รับเรื่องรถหาย โทร. 0-2245-9059 หรือ 0-2245-6951 

2. แจ้งข้อมูลดังนี้

  • เลขที่ใบอนุญาตขับขี่
  • รายละเอียดรถยนต์ เช่น ยี่ห้อ รุ่น สี ปีรถยนต์ ป้ายทะเบียน
  • เลขที่ตัวถังรถยนต์
  • ชื่อผู้ขับขี่
  • สถานที่ วัน และเวลาที่เกิดเหตุ (ถ้าทราบ)

3. ถ้ามี ประกันรถหาย ก็ให้นำใบแจ้งความไปแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายเคลม ถ้าพิสูจน์แล้วว่ารถยนต์หายจริง และไม่สามารถตามรถคืนกลับมาได้ ทางบริษัทประกันก็จะดำเนินการจ่ายค่าสินไหมตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

เหตุการณ์รถหาย

แบ่งออกเป็น 2 กรณี

1. รถหาย แต่มีประกันภัยรถยนต์

ถ้ารถคันนั้นยังผ่อนไม่ครบตามสัญญา บริษัทประกันจะจ่ายเงินทุนประกันให้กับไฟแนนซ์รถยนต์ โดยคำนวณจากค่างวดที่ยังค้างอยู่

  • ถ้าเงินทุนประกันมากกว่าค่างวดที่เหลือ = บริษัทประกันจะมอบส่วนต่างให้เรา
  • ถ้าเงินทุนประกันน้อยกว่าค่างวดที่เหลือ = เราจะต้องไกล่เกลี่ยเจรจากับทางไฟแนนซ์

แต่ถ้ารถหายแบบนี้ ประกันไม่จ่ายนะ

ถ้ารถหายเพราะจอดทิ้งไว้ (ไม่ว่าจะสตาร์ทเครื่องหรือไม่ก็ตาม) โดยเสียบกุญแจ เปิดกระจกหรือประตูรถเอาไว้ด้วย แบบนี้ถือว่าประมาทเลินเล่อ ประกันจะไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทน และเราจะต้องชำระค่างวดรถที่ค้างอยู่เต็มจำนวน ยิ่งถ้าบริษัทประกันตรวจสอบพบทีหลังว่าเราโกหกว่ารถหาย แต่จริงๆ แล้วเอาไปขายต่อหรือจำนำ เราก็จะถูกดำเนินคดีอีกด้วย

2. รถหาย ไม่มี!! ประกันภัยรถยนต์

1.รีบแจ้งเรื่องรถหายให้ทางไฟแนนซ์ทราบโดยเร็วที่สุด

2.ไฟแนนซ์จะเรียกร้องค่างวดที่เหลืออยู่กับทางศาล

ถ้ามีประกันรถหายก็อุ่นใจกว่า เพราะบริษัทประกันจะจัดการเคลมและดูแลเรื่องค่างวดให้เรา แต่ถ้าไม่มี…เราก็อาจจะต้องจ่ายค่างวดส่วนที่เหลือ ซึ่งทุกอย่างป้องกันไว้ดีกว่าแก้ ควรใส่ใจเรื่องความปลอดภัย ไม่นำรถไปจอดในที่เปลี่ยวหรือลับตาคน และควรทำประกันภัยรถยนต์ไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพื่อความคุ้มครองรถยนต์ที่เรารัก

สนใจเช็กเบี้ยประกันภัยรถยนต์ได้ที่ insurance.tescolotusmoney.com สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์เทสโก้ โลตัส มันนี่ เซอร์วิสเซส หรือโทร. 02-627-8888 หรือส่งข้อความไปที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ @tescolotusmoney ได้เลย

ตัวเราเหมาะกับการลงทุนอะไร “กองทุน หุ้น คริปโทเคอร์เรนซี”

สินค้าการเงินแต่ละแบบมีระดับความยากง่ายและซับซ้อนแตกต่างกัน เหมือนการเรียนหนังสือที่เรียงลำดับความยากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนอนุบาล ประถม มัธยมและมหาวิทยาลัย เราเริ่มจากการรู้จักตัวอักษรทีละตัว การผสมคำ การอ่านเพื่อจับประเด็นไปจนถึงการวิเคราะห์เพื่อนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน

เรื่องการลงทุนก็เช่นกัน นอกจากมีความรู้เรื่องการเงินแล้ว ควรเข้าใจตัวเองว่าสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ระดับไหน เพื่อปกป้องเงินออมของเราให้ได้มากที่สุด หลังจากนั้นค่อยศึกษาเรื่องการลงทุนให้ลึกไปในแต่ละเรื่องที่เราสนใจ ก่อนตัดสินใจนำเงินเข้าไปลงทุน

กองทุนรวม : มือใหม่

เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งรู้จักโลกการลงทุนเป็นครั้งแรก เพราะกองทุนรวมเริ่มต้นใช้เงินน้อยหลักร้อยก็ลงทุนได้และมีหลายระดับความเสี่ยงให้เลือกตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง แทนที่ด้วยหมายเลข 1 – 8 คล้ายกับการเกิดแผ่นดินไหว

  • ถ้าระดับเบาความเสี่ยงต่ำก็ระดับ 1 – 2 เงินต้นขยับขึ้นลงเบาๆ ผลตอบแทน 1 – 2 %
  • ถ้าแผ่นดินไหวแบบรุนแรงระดับ 6 – 8 เงินต้นของเราก็มีทั้งโอกาสกำไร 50% และขาดทุน 50% 

สำหรับคนที่เริ่มต้นควรเริ่มต้นซื้อกองทุนรวมระดับความเสี่ยง 1 – 2 เพื่อให้เข้าใจระบบการซื้อขายและดูว่ากำไรขาดทุนว่าเป็นอย่างไร พอมีความชำนาญมากขึ้น คัดเลือกกองทุนรวม อ่านหนังสือชี้ชวนจนเข้าใจแล้ว ค่อยเริ่มซื้อกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น รวมถึงจัดพอร์ตกองทุนรวมตามสัดส่วนตามคำแนะนำในแบบทดสอบความเสี่ยงนะจ๊ะ

หุ้น : เข้าใจเรื่องการลงทุนแล้ว

เราจะเลือกซื้อบริษัทอะไร มี 2 แนวทาง คือ

=> นักลงทุนระยะยาวหรือที่ชอบเรียกกันว่า VI

เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการ แต่ไม่อยากบริหารเอง เน้นการอ่านงบการเงิน เพื่อรู้ว่าบริษัทมีรายได้ รายจ่าย ทร้พย์สินและหนี้สินเป็นอย่างไร มองภาพการตลาดว่าบริษัทนี้มีโอกาสเติบโตหรือไม่ มีปัจจัยอะไรบ้างที่จะมากระทบบริษัท เช่น ค่าเงินบาท โควิด-19 ฯลฯ

หากต้องการลงทุนแบบอุ่นใจและเป็นที่นิยมของกองทุนรวม ควรเลือกหุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ใน SET 50 หรือ SET 100 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์จะมีการคัดเข้าและออกปีละ 2 ครั้ง

=> นักเก็งกำไรระยะสั้น 

เน้นการอ่านกราฟเทคนิค เริ่มจากดูอย่างง่าย เช่น เส้นEMA ดูแนวรับ แนวต้านอยู่ที่ไหน เส้นRSIว่าอยู่ในโซนของการซื้อหรือขายมากเกินไปหรือไม่ สิ่งสำคัญ คือ การมีวินัย cut loss หากไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้จะต้องขายตัดขาดทุนทันที เพื่อรักษาเงินต้นเก็บไว้เก็งกำไรรอบต่อไป

ส่วนใหญ่คนที่พังหรือขาดทุนย่อยยับ เกิดขึ้นมาจากทำใจขายขาดทุนไม่ได้ ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็มา สุดท้ายดอยยาวเลยจ้า เราจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ซื้อแบบนักเก็งกำไร แต่ขายแบบ VI” ขั้นเลวร้ายที่สุด หากบริษัทที่เคยถูกเก็งกำไรมีธุรกิจที่แย่ ไม่ส่งงบการเงิน มีโอกาสสูงมากที่จะถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ คราวนี้เจ็บหนักเลยจ้า

คริปโทเคอร์เรนซี : เงินก้อนนี้ขาดทุนได้มากกว่า 50%

เหมาะสำหรับคนที่เข้าใจความผันผวนของการลงทุน ทำใจได้ว่าเงินอาจจะหายไปมากกว่า 50% ถ้าเคยเข้าใจการขาดทุนกองทุนรวมหรือหุ้นมาแล้ว ในตลาดคริปโทเคอร์เรนซีมีความโหดร้ายยิ่งกว่า สิ่งเดียวที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่ท่ามกลางพายุของการเก็งกำไรแห่งนี้ได้ คือ การอ่านกราฟเทคนิค

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ควรมีเงินฉุกเฉินให้ครบก่อนและไม่ควรกู้ยืมเงินมาเก็งกำไร เพราะถ้าพลาดจากสิ่งที่คิดไว้ นอกจากชีวิตพังเพราะขาดทุนยับเยินแล้ว ยังมีหนี้สินติดตัวอีกด้วย มันไม่คุ้มเลยนะจ๊ะ

ส่วนกลยุทธ์การเก็งกำไรจะต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มต้น บางคนอาจจะซื้อขายตามแนวรับแนวต้าน ในขณะที่บางคนซื้อเก็บไว้เรื่อยๆ เทคนิคส่วนตัวที่แอดมินใช้ คือ ซื้อตัวที่ได้รับความนิยม สภาพคล่องสูง ซื้อเก็บไว้เรื่อยๆ จุดขาย คือ หากมูลค่าพอร์ตลดลงจากจุดสูงสุด 20% จะขายทั้งหมด เพื่อรักษาเงินต้นและกำไร แต่ละคนมีเทคนิคของตัวเอง ไม่มีอะไรถูกหรือผิด หากใครชอบแบบไหนก็ทำแบบนั้นนะจ๊ะ

สรุปว่า…

เมื่อแต่ละคนมีภูมิคุ้มกันที่ทนต่อระดับความเสี่ยงและความผันผวนได้ไม่เท่ากัน ก่อนที่จะนำเงินออมของเราไปไว้ที่ไหน ควรสำรวจความพร้อมของตัวเองก่อนว่าอยู่ระดับอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หากเป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มต้นควรไปอยู่ที่กองทุนรวม พอชำนาญขึ้นมาแล้วค่อยซื้อหุ้น ถ้าฝึกวิชาจนแข็งแกร่ง อ่านกราฟแม่นแล้วค่อยไปที่คริปโทเคอร์เรนซี

เงินออมของเราจะปลอดภัยหรือมีอันตราย 

มันขึ้นอยู่กับความรู้ของเรานะจ๊ะ

——————

ขอบคุณแฟนเพจที่ให้การสนับสนุน

=> หนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ สารบัญในลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

=> จองคอร์สการเงินติวส่วนตัว , Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/3dCv58z

=> คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน https://www.skilllane.com/courses/facebook-post-content-formula

เพจอภินิหารเงินออม

รีวิววิถีฟรีแลนซ์ 100% ของแอดมินเพจอภินิหารเงินออม มีวิธีจัดการเงินอย่างไร?

แอดมินเป็นคนหนึ่งที่ลาออกจากงานประจำมาเป็นฟรีแลนซ์ 100% ผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้ว มีทั้งช่วงที่มีเงินก้อนใหญ่เข้ามากับช่วงที่ไม่มีรายได้เข้ามาหลายเดือนติดกัน แต่ก็รอดมาได้เพราะแนวทางจัดการเงินที่กำลังจะเขียนต่อไปนี้

เรื่องรายได้ : เพิ่มช่องทางใหม่ตลอดเวลา

เพจอภินิหารเงินออมมีรายได้หลักจากการเขียนบทความและรับงานเขียนโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องการเงิน แต่สภาพเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมารายได้ลดลงชัดเจน จึงต้องขยายไปทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีงานสัมมนาที่เชียงใหม่ ก็ต้องปรับเป็นรูปแบบ Workshop แบบออนไลน์และการขาย E-Book วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ

สารบัญหนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ อ่านได้ที่ลิงค์ https://bit.ly/3eeO33Q

นอกจากเขียนเรื่องความรู้ทางการเงินแล้วก็ต้องบอกได้ว่าควรนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ทำให้เหมือนสถาปนิกที่รับออกแบบบ้านและมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นของตัวเอง ช่วงที่ผ่านมาทำให้หลายๆคนเริ่มต้นซื้อกองทุนรวมเองได้ แต่ไม่ได้แนะนำชื่อกองทุนรวม เพราะมีนักวิเคราะห์จัดการเรื่องนี้อยู่แล้วจ้า

ช่วงที่ผ่านมาโชคดีมีหุ้นส่วนที่ช่วยแนะนำประกันชีวิตได้หลายบริษัท ทั้งแบบประกันเดี่ยว ประกันสุขภาพและประกันกลุ่ม เพราะแต่ละบริษัทประกันมีจุดแข็งแตกต่างกัน การรู้จักหลายบริษัททำให้เปรียบเทียบแบบประกันที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละคนได้ เช่น เมืองไทย , AXA ,  ฟิลลิปประกันชีวิต , อาคเนย์ , ซัมซุง , โตเกียว , กรุงเทพประกันชีวิต , AIA , LUMA , LMG , Pacific Cross , วิระยะประกันภัย ในอนาคตน่าจะมีเพิ่มเข้ามามากขึ้น

อ่อ!! มาถึงขนาดนี้แล้ว ขอฝากคอร์สใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จนะคะ ^^

คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน 

https://www.skilllane.com/courses/facebook-post-content-formula

แอดมินกำลังจะบอกว่า….

คนที่ทำงานฟรีแลนซ์  รายได้ไม่สม่ำเสมอ มากน้อยแตกต่างกันไป สิ่งสำคัญ คือ ต้องปรับตัวตลอดเวลา วันนี้เรามีชื่อเสียงมีรายได้ดี วันต่อมามีคนอื่นวิ่งแซง ทำให้รายได้ของเราหายไปก็ได้ ควรเพิ่มความรู้เพื่อขยายงานให้กว้างมากขึ้น หากทำเองคนเดียวไม่ได้ ก็ต้องหาหุ้นส่วนเพิ่มเพื่อทำให้งานของเราง่ายขึ้น

เรื่องวิธีจัดการเงินกับรายจ่ายต่างๆ

แนวคิด คือ ออมก่อนใช้ เมื่อมีเงินก้อนเข้ามาจะเติมเงินสำรองฉุกเฉินให้เต็มก่อน ให้เงินแม่และพยายามใช้จ่ายส่วนตัวไม่ให้เกินเดือนละ 10,000 บาท เงินส่วนอื่นๆที่เข้ามาก็จะเอาไปลงทุนเกือบทั้งหมดทั้งในกองทุนรวม หุ้น คริปโทเคอร์เรนซี ฯลฯ

=> บัตรเครดิต

แนวคิดเหมือนการเติมน้ำมันก่อนรถยนต์ถึงจะวิ่งได้ การใช้บัตรเครดิตก็จะออมเงินก่อนรูดบัตรเครดิต เรามีบัญชีธนาคารที่ลิงค์กับบัตรเครดิต จะฝากเงินไว้ที่บัญชีธนาคารก่อนรูดบัตรเครดิต เช่น ฝากเงินออมทรัพย์ 5,000 บาท เวลารูดบัตรเครดิตก็จะพยายามไม่เกินเงินที่อยู่ในออมทรัพย์ สิ่งที่จะได้รับ คือ ดอกเบี้ยเงินฝาก Cashback และไม่เป็นหนี้จากการใช้บัตรเครดิต

อ่านบทความรีวิวใช้บัตรเครดิตแบบไร้หนี้ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3370160556354871

=> ประกันชีวิต

แอดมินเป็นห่วงแม่กับน้องชาย ถ้าเราอายุยืนหาเงินได้อีกเยอะ แต่ถ้าอายุสั้นก็อยากมีเงินก้อนหนึ่งฝากให้คนอื่นมาดูแลแม่ของเรา ถ้าให้แม่ 10,000,000 บาท น่าจะอยู่ได้อีกหลายปี แต่กลัวตัวเองตายก่อนที่จะหาเงินครบก็เลยใช้ทางลัด ทำประกันชีวิตทุนประกัน 10,000,000 บาท เบี้ยประกันปีละ 55,000 บาท

ที่เคยรีวิว https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/3440550169315909

ถ้ารวมกับเล่มอื่นๆที่ทำมาก่อนหน้านี้ที่เป็นประกันสะสมทรัพย์ ประกันบำนาญ ประกันสุขภาพ รวมแล้วต้องจ่ายเบี้ยประกันปีละ 100,000 กว่าบาท แอดมินเลือกใช้วิธีเก็บเงินล่วงหน้า สะสมเงินก้อนที่จะต้องจ่ายประกันชีวิตไว้ที่กองทุนรวมตราสารหนี้

พอใกล้ครบกำหนดปีต่อไปก็จะทยอยขายกองทุนรวมตราสารหนี้มาจ่ายเบี้ยประกัน ได้รับผลตอบแทนกลับมาบ้างนิดหน่อย หลังจากที่มีเงินก้อนใหม่เข้ามาก็จะซื้อกองทุนรวมตราสารหนี้ เพื่อรอจ่ายเบี้ยประกันปีต่อไป ทำแบบนี้วนไปทุกปี

=> เงินใช้ส่วนตัวในชีวิตประจำวัน

แอดมินจะมีบัญชีธนาคาร 1 แห่งเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ใช้กดเงินสดหรือว่าสแกนจ่ายเงิน มีเงินติดไว้เท่าที่ใช้ ถ้าบัญชีนี้เป็นอะไรหรือเราไปกดอะไรผิดพลาด มันจะได้ไม่เสียหายหนัก ช่วงต้นเดือนจะใส่เงินเข้าไปในบัญชีนี้ประมาณ 10,000 บาท ต้องใช้ให้ถึงสิ้นเดือน ถ้าเงินเหลือก็เก็บไว้ใช้เดือนต่อไป 

=> การลงทุนและเก็งกำไร

อดีตแอดมินเคยทำงานเป็นโบรกเกอร์หุ้น จึงคุ้นเคยกับความตื่นเต้นของการเก็งกำไรเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันเงินทั้งหมดเสียหาย จึงแบ่งเงินลงทุนระยะยาวและเก็งกำไรระยะสั้นออกจากกัน ซึ่งเงินลงทุนระยะยาวจะเก็บไว้ที่กองทุนรวมและหุ้น ส่วนการเก็งกำไรจะใช้เงินก้อนที่รับความเสี่ยงได้ ใช้เงินน้อยเพื่อจำกัดความเสียหาย  เทรด DW กับคริปโทเคอร์เรนซี  เน้นการอ่านกราฟเทคนิค มีวินัยการตัดขาดทุน 

=> เงินช้อปปิ้งซื้อของที่อยากได้

“เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า” ชอบซื้อครั้งเดียวให้จบ เช่น ตั้งใจจะซื้อเสื้อผ้า ตั้งงบไว้ 5,000 บาท ถ้าใช้ครบตามงบแล้วก็กลับบ้าน ไม่เดินเที่ยวต่อให้เกิดกิเลสอยากได้เพิ่ม ส่วนเครื่องสำอาง ถ้าใช้ของเก่าใกล้หมดแล้วค่อยซื้อใหม่ เพราะเคยซื้อหลายแบบมาผสมกันแล้วใช้ไม่หมด มันหมดอายุก็รู้สึกเสียดายของ  หนังสือซื้อบ่อยมากจนอ่านไม่หมด ตั้งใจไว้ว่าจะอ่านเล่มเก่าๆให้จบก่อนแล้วค่อยซื้อใหม่ ทำให้ช่วงหลังๆ เข้าร้านหนังสือน้อยลงเพราะเดินเข้าไปแล้วได้เล่มใหม่กลับมาทุกที

สรุปว่า…

เราควรพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างรายได้หลายทาง ส่วนเรื่องวิธีจัดการว่าจะนำเงินแต่ละก้อนไปไว้ที่ไหน เราจะต้องชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไร แล้วค่อยเลือกจับคู่สินค้าการเงินให้เหมาะกับแต่ละความต้องการของเรา ทั้งหมดนี้น่าจะมีประโยชน์กับอีกหลายๆคน อ่านแล้วไม่ควรทำตามเป๊ะๆ เพราะชีวิตแต่ละคนแตกต่างกัน ควรเลือกมาเฉพาะบางเรื่องแล้วมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับตัวเองนะคะ

เพจอภินิหารเงินออม

วิชายูนิต ลิงค์ 101 (ตอนที่ 2) : สร้างโอกาสใหม่ในชีวิต ด้วยกองทุนเปิดต่างประเทศ

จากตอนที่แล้ว เราคุยกันถึงเรื่อง วิชายูนิต ลิงค์ 101 (ตอนที่ 1) : วางแผนการเงินสไตล์

“รักพี่ (ไม่ต้อง) เสียดายน้อง” ได้คู่ ทั้งความ “มั่นคง” และ “มั่งคั่ง” มาแล้ว หลายคนคงได้รู้จักกับ “ยูนิต ลิงค์” กันไปแล้ว ครั้งนี้เราจะเจาะลึกให้มากขึ้นด้วยการพาทุกคนไปรู้จักกับอีกเทคนิคการวางแผนการเงิน แบบเซียนๆ เพื่อรับโอกาสดีๆ จากการลงทุนในต่างประเทศ ด้วยยูนิต ลิงค์ ตัวใหม่ล่าสุด ชื่อว่า “AIA Infinite Wealth Prestige” ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องทุนสูง เหมาะสำหรับตอบโจทย์การวางแผนทางการเงินของคุณ ไม่ว่าจะเป็นแผนการเกษียณ และแผนการส่งต่อความมรดกให้กับคนข้างหลัง

ทำไมต้องตลาดต่างประเทศ?

เพราะมีแนวโน้มการเติบโตที่สูงกว่าตลาดไทยในระยะยาว ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ซึ่งถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เห็นในโอกาส และรับความเสี่ยงของตลาดต่างประเทศได้ ก็อาจจะเกิดคำถามคลาสสิค เช่นแล้วจะเริ่มต้นลงทุนได้อย่างไร ลงทุนได้ที่ไหน ลงทุนอะไร เริ่มต้นลงทุนเมื่อไหร่ แล้วถ้าเกิดลงทุนไปแล้วจะเฝ้าดูแลพอร์ตการลงทุนของตัวเองได้หรือไม่ ซึ่งไม่ต้องห่วงเรามีเคล็ด (ไม่) ลับมาแชร์แล้ว

เคล็ด (ไม่) ลับการลงทุนต่างประเทศ – หา partner มือโปรมาช่วย

ไม้เด็ดที่จะช่วยให้พวกเราสามารถมั่นใจ และพร้อมลุยกับตลาดต่างประเทศอย่างสบายใจคือ เราต้องหา partner ที่เข้าใจปัญหาการลงทุนของคุณมาช่วยดูแลพอร์ตการลงทุนของคุณ ซึ่งพันธมิตรที่ว่าก็คือ “บลจ.เอไอเอ (ประเทศไทย)” หรือ AIAIMT และ AIA Investment Group นั้นเองซึ่งมี background ไม่ธรรมดา เพราะเป็นเบื้องหลังในการดูแลเรื่องการลงทุนของ AIA Group มารวมพลังช่วยดูแลการลงทุนของคุณโดยเฉพาะ

เคล็ด (ไม่) ลับการลงทุนต่างประเทศ – พันธมิตรการลงทุนระดับสากล

และนอกจาก partner ชั้นเซียนที่จะมาช่วยดูแลแล้ว AIA ยังเปิดโอกาสให้เราได้เข้าถึงวัตถุดิบชั้นเลิศในเรื่องการลงทุนชั้นเลิศระดับสากลที่ช่วยดูแล พอร์ตของคุณโดยเฉพาะ

ซึ่งตัวยูนิต ลิงค์ “AIA Infinite Wealth Prestige” ก็จะเน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ แบ่งออกเป็น 3 กองทุน ที่ออกแบบมาตามแต่ระดับความเสี่ยง ดังนี้

จัดเต็มความคุ้มครอง และจุดเด่น AIA Infinite Wealth Prestige

นอกเหนือจากจุดเด่นด้านการลงทุนแล้ว AIA Infinite Wealth Prestige ยังมีจุดเด่นอื่นๆ ด้านความคุ้มครองที่ทำให้คุณได้อีกดังนี้

1. คุ้มครองตลอดชีพ

ให้ความคุ้มครองตลอดชีพ จนถึงอายุ 99 ปี หรือตราบเท่าที่มูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนเพียงพอที่จะหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามตารางค่าธรรมเนียมกรมธรรม์

2. เลือกชำระเบี้ยได้

สามารถเลือกระยะเวลาการชำระเบี้ยได้ตามความต้องการ ทั้งแบบ 5 ปี, 10 ปี, 15 ปี หรือ 20 ปี

3. มีส่วนลดค่าประกันภัย

ถ้าเรามีสุขภาพได้มาตรฐาน จะได้รับส่วนลดค่าประกันภัย (COI) 20% หรือถ้ามีสุขภาพดีกว่ามาตรฐาน จะได้รับส่วนลดค่าประกันภัย 30% สำหรับจำนวนเงินเอาประกันภัยตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป

4. ทำสัญญาเพิ่มเติมได้

สามารถแนบสัญญาเพิ่มเติมแบบแยกชำระเบี้ยประกันภัย PPR ได้ทุกแบบ (ยกเว้น WP, PB, Lady Care และ Lady Care Plus)

5. ได้ผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต

รับจำนวนเงินที่มากกว่า ระหว่าง “จำนวนเงินเอาประกันภัย ณ ขณะนั้น” ลบด้วย “จำนวนเงินที่ถอนจากการขายคืนหน่วยลงทุนของเบี้ยประกันภัยหลักทั้งหมด” (ถ้ามี) หรือ “มูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของเบี้ยประกันภัยหลัก” บวกด้วย “1 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลักปีแรก” รวมกับ “มูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนของเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติมพิเศษ” (ถ้ามี)

6. ลดหย่อนภาษีได้

ค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามตารางค่าธรรมเนียมกรมธรรม์ สามารถใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ตามที่กฎหมายกำหนด

7. สะสมความมั่งคั่งด้วยการลงทุน

เพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากกว่าแบบประกันทั่วไป โดยเบี้ยประกันหลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปลงทุน ผ่านกองทุนผสม AIA Global Fund ทั้ง 3 กอง ที่มีสัดส่วนการลงทุนอยู่ในกองทุนรวมต่างประเทศ ดูแลโดยกลุ่มการลงทุนของเอไอเอ และบริหารงานโดย บลจ.ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

8. ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงิน

นอกจากจะให้ความคุ้มครองชีวิตสูง ยังสามารถเลือกวางแผนให้เหมาะกับรูปแบบชีวิต และเพิ่มโอกาสการลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย เหมาะอย่างยิ่งกับคนที่วางแผนส่งต่อความมั่งคั่ง หรือคนที่เตรียมพร้อมวัยเกษียณ

หากเทียบกันแล้ว ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิต ลิงค์ อาจให้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนโดยตรงในกองทุนรวม แต่สิ่ง “พิเศษ” ที่เราได้มาคือ “ความคุ้มครองชีวิต” กรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าคนข้างหลังของเราจะเดินต่อไปได้ จึงตอบโจทย์ในเรื่อง “ความมั่นคง” ยิ่งถ้าเป็นยูนิต ลิงค์

“AIA Infinite Wealth Prestige” ที่เน้นการลงทุนในต่างประเทศ สามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต และมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูง จึงตอบโจทย์เรื่อง “ความมั่งคั่ง” ด้วยเช่นกัน

ใครที่สนใจประกันชีวิตยูนิต ลิงค์ AIA Infinite Wealth Prestige สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก AIA หรือ www.aiaim.co.th หรือโทร. 0-2353-8822

หุ้นโออาร์ หุ้น IPO ที่มาพร้อมโอกาสเติบโตที่ก้าวไกล ในธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก

ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ได้เดินหน้าเต็มที่ในการขยายธุรกิจ ทั้งในส่วนของธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ และธุรกิจต่างประเทศ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไม หุ้นโออาร์ ถึงเป็นหุ้นที่นักลงทุนเฝ้ารอมากที่สุดตัวหนึ่ง

โออาร์ เป็นธุรกิจที่แยกออกมาอย่างชัดเจนจาก ปตท. ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะ รวมพลัง ร่วมสร้าง เพื่อทุกวันที่ดีขึ้น (Together for Betterment) ให้กับทุกคนผ่านกลุ่มธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ที่ไม่ได้มีเพียงแค่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station หรือ Caf? Amazon ในพอร์ตโฟลิโออย่างที่ทุกคนเข้าใจกัน แท้จริงแล้ว โออาร์ มีธุรกิจอื่นอีกมากมาย ซึ่งมีการผสมผสานและต่อยอดศักยภาพของแต่ละกลุ่มธุรกิจด้วยแนวคิด Retailing Beyond Fuel เพื่อเติมเต็มประสบการณ์และความต้องการให้ลูกค้าอย่างครบครันและสร้างคุณค่าให้กับชุมชนอย่างมุ่งมั่น โดยแบ่งออกได้ดังนี้

1. กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil Business) 

ประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ กลุ่มการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบค้าปลีก ที่จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และโดดเด่นด้วยแนวคิด Living Community ที่ให้สถานีบริการน้ำมันเป็นศูนย์กลางของชุมชน โดยออกแบบธุรกิจเพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนมาร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนไปพร้อมกัน 

ส่วนอีกกลุ่มในธุรกิจน้ำมัน คือกลุ่มการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ ให้กับลูกค้าทั้งหมดกว่า 2,600 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) มีทั้งกลุ่มลูกค้าภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม รวมไปถึงการจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ให้กับลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคครัวเรือนภายใต้แบรนด์ ก๊าซหุงต้ม ปตท. โดยมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการให้บริการที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ภายใต้แบรนด์  PTT Lubricants  อีกทั้ง โออาร์ยังมีคลังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมถึงกว่า 70 แห่งทั้งในและต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) เพื่อใช้กระจายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

2. กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil Business)

เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคนอกเหนือจากการเติมน้ำมันในสถานีบริการ และยังเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพิ่มมากขึ้น

โดย โออาร์ ดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์ที่หลากหลาย ทั้งร้านกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ร้านสะดวกซื้อ รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ซึ่งเป็นการให้เช่าพื้นที่ภายในสถานีบริการและพื้นที่อื่น ๆ เช่น Rest Area โดยมีเครือข่ายร้านค้าที่ตั้งอยู่ทั้งภายในพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station และพื้นที่อื่น ๆ นอกสถานีบริการที่ โออาร์ เห็นว่ามีโอกาสทางธุรกิจ

สำหรับรายได้หลักในส่วนนี้ มาจากร้านกาแฟในแบรนด์ที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยมากที่สุด ก็คือ Caf? Amazon ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 3,400 สาขาทั้งในไทยและต่างประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) ทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน PTT Station โดย Caf? Amazon ขายเครื่องดื่มในปีล่าสุดได้กว่า 285 ล้านแก้วทั่วโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) และเป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกหากพิจารณาตามจำนวนสาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดย Euromonitor)

นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์อื่นที่ โออาร์ ดำเนินการ เช่น ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่อยู่ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ร้านสะดวกซื้อ Jiffy  Texas Chicken ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ และอื่น ๆ อีกมากมาย เห็นได้ชัดว่า โออาร์ ไม่ได้เพียงแต่ทำธุรกิจน้ำมันหรือขายกาแฟอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีธุรกิจอื่นอีกมากมาย

3. ธุรกิจต่างประเทศ

เป็นการนำรูปแบบทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จภายในประเทศ ทั้งธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ ไปต่อยอดและปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะกับผู้บริโภคในแต่ละประเทศเพื่อสร้างความภาคภูมิใจในแบรนด์ไทยถึง 10 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน สิงคโปร์ โอมาน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย มีทั้งในรูปแบบที่ โออาร์ ดำเนินการเอง และในรูปแบบที่ให้บริษัทย่อยที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น  ๆ เป็นผู้ดำเนินการ

โดยปัจจุบันประกอบไปด้วยสถานีบริการน้ำมัน PTT Station 329 แห่ง, ร้าน Caf? Amazon 272 สาขา, ร้านสะดวกซื้อ Jiffy 86 สาขา, ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto 4 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และอื่น ๆ ที่พร้อมจะขยายไปอีกมากในอนาคต

จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่า โออาร์ มีธุรกิจในเครือมากมายและกำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนปีล่าสุด โออาร์ สามารถสร้างรายได้ได้เกือบ 6 แสนล้านบาท พร้อมกับกำไรสุทธิที่สูงกว่า 1 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว

งบการเงิน โออาร์

ปี 2560

รายได้ 543,276 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 533,507 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 9,769 ล้านบาท

ปี 2561

รายได้ 592,073 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 584,222 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 7,851 ล้านบาท

ปี 2562

รายได้ 577,134 ล้านบาท

ค่าใช้จ่าย 566,238 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 10,896 ล้านบาท

หมายเหตุ: อ้างอิงข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2560 และ 2561 และงบการเงินรวมตรวจสอบตามกฎหมายสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562

โดยจากข้อมูลในร่างหนังสือชี้ชวนของ โออาร์ ซึ่งเปิดเผยบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ณ ขณะนี้ สำหรับงวดเก้าเดือนปี 2563 ทางบริษัทแจ้งว่า

EBITDA หรือก็คือกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (ก่อนหักรายการระหว่างกัน) ของ โออาร์ มาจากธุรกิจน้ำมัน 68.7% ธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ 25.1% ธุรกิจต่างประเทศ 5.8% และธุรกิจอื่นๆ 0.4% ซึ่งถ้าวัดจากรายได้ของ โออาร์ แม้รายได้จากการขายน้ำมันจะเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าการขายสินค้าทั่วไป

ถ้าพิจารณาจาก EBITDA จะเห็นว่ากว่า 25% ของ EBITDA มาจากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องน้ำมัน แสดงว่าธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่ โออาร์ทำทั้งหมดนั้นสร้างกำไรให้กับเครือบริษัทไม่น้อยเลย

สำหรับแผนการในอนาคต ต่อจากนี้ โออาร์ วางแผนจะขยายจำนวนสาขาสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้ครอบคลุมกว่า 2,500 สถานีทั่วประเทศเพื่อรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดเอาไว้ รวมถึงขยาย Caf? Amazon ให้มีสาขาครอบคลุมกว่า 5,200 แห่งทั่วประเทศไทยภายในปี 2568

นอกจากนั้นยังมีแผนเพิ่มสถานีชาร์จไฟฟ้าให้แก่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย ซึ่งการขยายธุรกิจของ โออาร์ ก็นับว่าเป็นข่าวดีไม่ใช่แค่เฉพาะสำหรับผู้ถือหุ้น แต่เป็นข่าวดีต่อทุกภาคส่วนด้วย เพราะ โออาร์ มุ่งเน้นการทำธุรกิจที่เน้นการมีส่วนร่วมของสังคม (Social Inclusiveness) ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องทั้งที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station และ Caf? Amazon อาทิ โครงการไทยเด็ด โครงการ Caf? Amazon for Chance ฯลฯ แม้จะเป็นบริษัทใหญ่ระดับประเทศที่การเติบโตแบบก้าวกระโดดดูจะเป็นไปได้ยาก แต่เมื่อถึงจุดที่ต้องเติบโต อะไรก็ไม่สามารถฉุดให้ หุ้นโออาร์ หยุดการเติบโตได้ 

สำหรับนักลงทุนที่สนใจหุ้น IPO ครั้งใหญ่อันดับต้นๆ ของประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ investor.pttor.com

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

วางแผนใช้เงินปี 2564

วันหยุดที่ผ่านมาอภินิหารเงินออมมี Workshop ออนไลน์ผ่าน ZOOM น้องคนนี้มีรายได้ค่อนข้างดี แต่มีปัญหาที่สภาพคล่อง ต้องใช้วิธีการทำกระแสเงินสดล่วงหน้าถึงรู้ว่าเดือนไหนที่จะขาดสภาพคล่อง คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจก็เลยมาแชร์วิธีการทำเพื่อเป็นไอเดียให้ผู้อ่านนำไปต่อยอดแผนการเงินของตัวเองได้นะคะ

การวางแผนใช้เงินรายปีทำให้รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องใช้เงินก้อนใหญ่เดือนอะไร เห็นกระแสเงินของตัวเองว่าไหลไปทางไหนบ้างแบบคร่าวๆ เพราะแต่ละเดือนอาจจะมีรายจ่ายส่วนตัวเพิ่มขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวก็ได้ ทั้งหมดนี้เราทำเองได้ใน Excel ใช้การบวกลบธรรมดาไม่ยากเลยนะจ๊ะ

ตัวอย่างวางแผนใช้เงินปี 2564

วิธีทำตารางนี้

1. รายได้

รายได้ขั้นต่ำสุดที่คาดว่าจะได้รับในปีหน้า เดือนละเท่าไหร่ คนทำงานประจำรายได้คงที่จะวางแผนได้ง่ายกว่าคนที่ทำงานฟรีแลนซ์

2. เงินออม

สินค้าการเงิน (เช่น ฝากประจำ กองทุนรวมทั่วไป RMF SSF ทองคำ ฯลฯ) ที่เราเลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินต่างๆ เช่น เงินฉุกเฉิน เงินเกษียณ ลดหย่อนภาษี ฯลฯ เราเก็บเดือนละเท่าไหร่?

3. รายจ่ายคงที่

หนี้สินที่ต้องผ่อนหรือรายจ่ายประจำที่จ่ายเท่ากันทุกเดือนหรือทุกปี เป็นรายจ่ายแน่นอนที่รู้อยู่แล้ว เช่น ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเทอมลูก ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กยศ. ผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนสินเชื่อต่างๆ ฯลฯ

4. รายจ่ายส่วนตัว

รายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง สันทนาการ ฯลฯ เราเลือกได้ว่าจะจ่ายมากหรือน้อย หากจำเป็นต้องลดรายจ่าย ให้เริ่มตัดที่งบที่ส่วนนี้จะง่ายที่สุด

เริ่มจาก…

ใส่ช่องรายได้ เงินออมรายเดือน รายจ่ายคงที่ว่ามีรายการอะไรบ้าง ต้องผ่อนทุกเดือน หรือจ่ายปีละครั้ง ตั้งงบรายจ่ายส่วนตัวไว้ประมาณเท่าไหร่ แล้วสรุปรายจ่ายทั้งหมดและรวมเงินออมเข้าไปด้วย ก็จะรู้ว่าแต่ละเดือนมีเงินเหลือหรือไม่ ถ้ามีเงินเหลือ เราจะนำไปออมหรือไปผ่อนบ้านเพิ่มขึ้นก็ได้ 

ถ้าทำครบแล้วจะเห็นว่าเดือนไหนน่าจะขาดสภาพคล่อง เราจะได้หาทางรับมือไว้ก่อนล่วงหน้า เช่น รายการที่ต้องจ่ายรายปีก็แบ่งเก็บเองรายเดือน พอถึงกำหนดค่อยถอนเงินออกไปจ่าย 

จากตัวอย่างประกันรถยนต์ จ่ายเดือน ต.ค. 10,000 บาท เราทยอยเก็บรายเดือน 1,000 บาท ครบ 10 เดือนก็ถอนออกไปจ่าย ทำให้รายจ่ายก้อนใหญ่น้อยลง สำหรับคนที่คิดว่าจะซื้อลดหย่อนภาษีเพิ่มดีมั้ย จะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าสภาพคล่องของเราจะไหวหรือไม่

แค่วางแผนการเงิน 

ชีวิตของเราก็นำหน้าคนอื่นไปหนึ่งก้าว

————

PR : 

=> หนังสือวิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ สารบัญในลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

=> จองคอร์สการเงินติวส่วนตัว , Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/3dCv58z

=> คอร์สสอนเขียนเรื่องการเงิน สร้างรายได้จากการเขียน https://bit.ly/3j7HBPc

เพจอภินิหารเงินออม

ทำไม “บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” ถึงเป็นบัตรเดียวที่ควรมี

ตอนนี้ใครมีงานทำบอกเลยว่าโชคดีมากๆ เพราะอย่างน้อยก็มีรายได้ให้ชื่นใจ แต่หลายคนก็โชคร้าย ถูกเลิกจ้าง พักงาน หรือลดเงินเดือน ในขณะที่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งค่าผ่อนบ้าน ค่างวดรถ ค่าน้ำ-ไฟ ค่าอาหาร ถ้าเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องมีค่ารักษาพยาบาลอีก แล้วทีนี้จะหาเงินจากไหนล่ะครับ?

เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่าย บางครั้งก็ต้องการเงินก้อนมาหมุนใช้เพื่อเคลียร์ทุกอย่างออกไป แต่จะกู้นอกระบบก็กลัวดอกเบี้ยมหาโหด จะยื่นขอสินเชื่อก็ต้องรอนาน ใช้เอกสารเยอะ เราขอแนะนำวิธีที่ดีกว่านั้น นั่นก็คือ “บัตรกดเงินสด” นั่นเอง เพื่อเป็นตัวช่วยที่จะทำให้วิกฤตทางการเงินของคุณเบาขึ้น ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่สิ่งสำคัญคือ ก่อนใช้ควรพิจารณาให้ดี และต้องมั่นใจว่าจะสามารถหาเงินมาจ่ายคืนได้ เพียงเท่านี้บัตรกดเงินสดก็จะเป็นประโยชน์กับเราแล้วครับ เหมือนอย่าง “บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” บัตรที่ควรมีไว้ด้วยจุดเด่นต่อไปนี้

1. คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก

อัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินต่ำสุด 19.8% ต่อปีหรือไม่เกิน 25% ต่อปี

2. เลือกจ่ายคืนได้อย่างอิสระ

ชำระขั้นต่ำ 3% แต่ไม่ต่ำกว่า 200 บาท จ่ายมากดอกเบี้ยยิ่งลด เงินต้นหมดไว จ่ายหมดปิดเมื่อไรก็ได้ คิดดอกเบี้ยถึงวันที่ปิด

3. ใช้น้อยกดน้อย 100 บาทก็กดได้

กดเงินสดได้ทันใจที่ตู้ ATM ของ Umay+ และธนาคารชั้นนำ เช่น กสิกรไทย กรุงไทย กรุงเทพ กรุงศรีอยุธยา ไทยพาณิชย์ ออมสิน ธนชาติ ทุกตู้ทั่วประเทศ

4. รายได้ 7,000 บาทก็สมัครได้

ขอแค่มีอายุ 20-55 ปี สัญชาติไทย พนักงานประจำมีรายได้ตั้งแต่ 7,000 บาทขึ้นไป อายุงาน 1 เดือน มีที่อยู่และที่ทำงานอยู่ในพื้นที่บริการ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้ ก็สมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัสได้แล้วครับ

5. อนุมัติวงเงินสูง ใช้ผ่อนสินค้าได้ด้วย

บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส อนุมัติวงเงินสูงสุด 5 เท่าของรายได้  แถมยังผ่อนชำระสินค้าได้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และร้านค้าสมาชิกที่มีสัญลักษณ์ Umay+ หรือ EASY BUY ทั่วประเทศ

6. สมัครไว้ไม่เสียค่าธรรมเนียม

บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส “ถ้าไม่ใช้ก็ไม่เสียค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย” สมัครไว้ มีพกไว้อุ่นใจกว่านะครับ

บอกได้เลยว่า “บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” ถือว่าเป็นบัตรเดียวที่ควรมี ในตอนนี้เลยครับ แถมตอนนี้เขามีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ สมัครและอนุมัติเลือกรับ*”กดเงินสด 0% นาน 30 วัน หรือเลือกรับกระเป๋า Todd 20 นิ้ว” เพียงเบิกถอนเงินสดครั้งแรกภายใน 30 วัน หลังได้รับอนุมัติ

และนอกจากนี้ aomMoney ก็มี 4 เทคนิคการใช้บัตรกดเงินสดให้คุ้มค่ามาฝากเพื่อนๆ ด้วยครับ

1. ใช้ในระยะเวลาสั้นๆ และจำนวนเงินไม่มากนัก

เมื่อเราใช้บัตรกดเงินสด จะถูกคิดดอกเบี้ยทันทีเป็นรายวัน ไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยเหมือนกับการรูดใช้บัตรเครดิต ดังนั้นจึงแนะนำให้ใช้ตอนที่จำเป็นจริงๆ เช่น ต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน แล้วเบิกเคลมทีหลัง หรือช่วงใกล้สิ้นเดือน เงินเดือนไม่พอใช้ ก็เลยกดเงินสดมาหมุนใช้รอวันเงินเดือนออก ฯลฯ ซึ่งเราสามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะมีเงินมาจ่ายคืนเมื่อไร

2. รีบจ่ายคืนให้เร็วที่สุด

ปกติแล้วบัตรกดเงินสดจะต้องจ่ายคืนขั้นต่ำ 3-5% ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน หลังจากที่เรากดเงินสดออกมาแล้ว ก็ควรรีบจ่ายคืนให้เร็วที่สุด ไม่จำเป็นต้องรอใบแจ้งยอด ถ้าจ่ายคืนเต็มจำนวนได้ยิ่งดี เพื่อลดภาระดอกเบี้ย

3. ถ้าจ่ายคืนผ่านตัวแทน อย่าลืมคำนวณดอกเบี้ยให้ดี

บางครั้งเราก็ไม่ได้จ่ายบิลโดยตรงกับบัตรกดเงินสดแบรนด์นั้นๆ แต่จ่ายผ่านตัวแทนหรือช่องทางที่สะดวก ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาเคลียร์ริ่งประมาณ 3 วันทำการ ดังนั้นอย่าลืมคำนวณดอกเบี้ยในส่วนนี้ด้วย

4. หมั่นติดตามสิทธิประโยชน์

บัตรกดเงินสดต่างๆ มักจะมีข้อเสนอ/สิทธิประโยชน์ดีๆ ออกมาอยู่เสมอ เช่น โปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 24 เดือน หรือฟรีค่าธรรมเนียมเมื่อโอนเงินเข้าบัญชี เป็นต้น

สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าควรใช้บัตรกดเงินสดอย่างระมัดระวังกันและหมั่นศึกษาหาความรู้ทางด้านการเงินด้วยนะครับ 

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

สนใจสมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส : https://bit.ly/38kCqaD

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook @Umay+ Official

วางแผนการเงินสไตล์ “รักพี่ (ไม่ต้อง) เสียดายน้อง” ได้คู่ ทั้งความ “มั่นคง” และ “มั่งคั่ง” ด้วย Unit Linked

ปีนี้ตลาดหุ้นผันผวนสุดๆ หลายคนเจ็บตัวหนัก ใครที่เคยบอกว่า “เล่นหุ้นสิ รวยแน่ ได้ผลตอบแทนจุกๆ” ก็อาจไม่จริงเสมอไป จากวิกฤตนี้ทำให้เราเห็นว่าการลงทุนแบบเน้นความมั่งคั่ง (เน้นรวย) อาจเป็นเรื่องที่เสี่ยงเกินไป หรือการลงทุนแบบเน้นมั่นคง (ช้าๆ แต่ชัวร์) ก็อาจได้ผลตอบแทนน้อยกว่าที่ควร

จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถรวมทั้ง 2 อย่างนี้เข้าด้วยกัน ตอบโจทย์แผนการเงินยุค New Normal ได้ทั้ง “ความมั่นคง” และ “ความมั่งคั่ง” ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ยูนิตลิงค์”

ยูนิตลิงค์คืออะไร?

ยูนิต ลิงค์ (Unite Linked) คือประกันชีวิตควบการลงทุน เราจะได้ความคุ้มครองชีวิต พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการลงทุน โดยสามารถเลือกรูปแบบการลงทุนได้เองผ่านกองทุนรวมที่บริษัทประกันคัดสรรมาให้ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้ง “ความมั่นคง” ในชีวิต และ “ความมั่งคั่ง” ทางการเงิน

เบี้ยประกันยูนิตลิงค์ถูกนำไปลงทุนอย่างไร?

เมื่อเราจ่ายเบี้ยประกันไปแล้ว จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้

  • เบี้ยประกันส่วนแรก – ถูกหักออกไปเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับประกันชีวิต
  • เบี้ยประกันส่วนที่สอง – ถูกนำไปลงทุนในกองทุนรวมตามสัดส่วนที่เราเลือก

จุดเด่นของยูนิตลิงค์

  1. ยูนิต ลิงค์ เป็นประกันชีวิตที่สามารถตอบโจทย์รอบด้านทั้งความคุ้มครองชีวิต สุขภาพ และความมั่งคั่งด้วยกรมธรรม์ฉบับเดียว
  2. มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเพิ่ม/ลดทุนประกันชีวิต ได้ตามความเหมาะสมและความต้องการของแต่ละช่วงชีวิต
  3. สามารถหยุดพักชำระเบี้ยได้แต่ความคุ้มครองยังอยู่ โดยเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์และมีมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนเพียงพอหักค่าใช้จ่ายของกรมธรรม์
  4. สามารถปรับลดเบี้ย หรือถอนเงินจากกรมธรรม์ได้โดยความคุ้มครองยังอยู่(เงื่อนไขการลดเบี้ยและถอนเงินเป็นไปตามเงื่อนไขของกรมธรรม์โดยกรมธรรม์จะมีผลบังคับก็ต่อเมื่อมีมูลค่ารับซื้อคืนหน่วยลงทุนเพียงพอหักค่าใข้จ่ายของกรมธรรม์)
  5. มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าประกันชีวิตทั่วไป โดยลูกค้าสามารถเลือกการลงทุนได้ด้วยตัวเองจากกองทุนคุณภาพที่บริษัทคัดสรรมาตามระดับความสามารถในการรับความเสี่ยง
  6. สามารถแนบสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพได้
  7. มีเครื่องมือสำหรับจัดการความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนด้วยบริการสับเปลี่ยนกองทุนอัตโนมัติ (DCA) และ ปรับสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติ (Auto rebalancing)

ยูนิตลิงค์เหมาะกับใคร?

1. คนที่ต้องการแบบประกันที่มีความยืดหยุ่น สามารถออกแบบให้เข้ากับความต้องการที่แตกต่างกันได้

2. คนที่สามารถรับความเสี่ยงของการลงทุนในกองทุนรวมได้

3. คนที่คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวที่สูงกว่าประกันชีวิตแบบดั้งเดิม

4. คนที่กำลังมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการลงทุน และความคุ้มครองชีวิต

ถ้าพูดถึงประกันชีวิต บริษัทที่มีชื่อเสียงมายาวนานก็คือ “AIA” เพราะเป็นกลุ่มบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่คู่คนไทยมากว่า 82 ปี มีประสบการณ์ด้านการลงทุน 18 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก ด้วยผู้เชี่ยวชาญมากกว่า 150 คนจากทั่วโลก มีแบบประกันให้เลือกหลากหลายตามความต้องการ

ในปัจจุบัน ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิต ลิงค์ ได้รับความนิยมอย่างมาก ทาง AIA จึงตอบรับเทรนด์นี้ด้วยการจัดตั้ง “บลจ.เอไอเอ (AIAIMT)” เพื่อตอกย้ำความจริงจังด้านการลงทุน และเพื่อดูแลลูกค้าของ AIA โดยเฉพาะ

ตอนนี้ก็มียูนิต ลิงค์ ตัวใหม่ที่น่าสนใจ ชื่อว่า “AIA Infinite Wealth Prestige” โดยจะลงทุนในกองทุนผสมทั้งหมด 3 กอง เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกค้า AIA เท่านั้น ได้แก่ กองทุน AIA-GAA กองทุน AIA-GMA และกองทุน AIA-GCA เน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ บอกเลยว่ามีแนวโน้มการเติบโตและผลตอบแทนน่าสนใจทุกกอง 

ตอนนี้คงเริ่มเห็นภาพของยูนิต ลิงค์ ชัดเจนขึ้นแล้วใช่มั้ยครับ แต่นี่แค่น้ำจิ้มเท่านั้น เพราะในตอนต่อไป “วิชายูนิตลิงค์ 101 (ตอนที่ 2) : สร้างโอกาสใหม่ในชีวิต ด้วยกองทุนเปิดต่างประเทศ” จะพาทุกคนไปรู้จักกับยูนิต ลิงค์ ตัวใหม่ AIA Infinite Wealth Prestige กันให้มากขึ้น พร้อมเปิดข้อมูล 3 กองทุนต่างประเทศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ปังแค่ไหน รอติดตามกันได้เลย ระหว่างนี้ก็สามารถศึกษาข้อมูลไปก่อนพลางๆ ได้ที่ www.aiaim.co.th แล้วพบกันในตอนหน้าครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save