5 เหตุผลที่น่าลงทุนในหุ้น IPO “ลีโอ โกลบอลฯ” ผู้นำด้านธุรกิจโลจิสติกส์

ในยุคที่เทคโนโลยีเชื่อมคนทั้งโลกไว้ด้วยกัน วงการเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจึงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์เข้ามามีบทบาทสำคัญ และเป็นที่น่าจับตามองในหมู่นักลงทุน

วันนี้ aomMONEY จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน)” หรือ LEO หนึ่งในผู้นำในธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศแห่งยุค ที่เข้าสู่ตลาด mai เป็นที่เรียบร้อยแล้ว LEO จะน่าสนใจอย่างไร   ตามมาดูกันเลยครับ

รู้จักกับบริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) คือผู้ให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร ครอบคลุมทั่วโลก (End-to-End Global Logistics Services) มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการขนส่ง ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากว่า 30 ปี และยังมีผลิตภัณฑ์และการบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการบริการขนส่งของบริษัท 

ลักษณะธุรกิจและประเภทการบริการ

1. บริการขนส่งสินค้าทางทะเล

ให้บริการครอบคลุมท่าเรือทั่วทุกทวีป มากกว่า 350 เมือง ใน 190 ประเทศทั่วโลก แบ่งออกเป็น

การขนส่งชนิดเต็มตู้

สามารถรองรับได้ทุกรูปแบบของตู้คอนเทนเนอร์ (Full Container Load – FCL) มีการทำ Service Contract กับหลายสายการเดินเรือ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า

การขนส่งชนิดไม่เต็มตู้

เป็นผู้ให้บริการขนส่งชนิดไม่เต็มตู้ (Less than Container Load – LCL) โดยเป็น Master Loader ของตู้ Groupage/Consolidation ซึ่งมีการให้บริการครอบคลุมทุกทวีปทั่วโลก

2. บริการขนส่งสินค้าทางอากาศ

ไม่ว่าสินค้าจะมีจำนวนมากหรือน้อย ชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ ก็สามารถขนส่งได้ผ่านเครือข่ายสายการบินมืออาชีพไปยังปลายทางสนามบินทั่วโลก ผ่านทั้งเที่ยวบินตรง และเที่ยวบินต่อ และ LEO ยังมีบริการ Global Mail Solutions ที่สามารถให้บริการลูกค้ากลุ่ม E-Commerce ได้อย่างครอบคลุมทั่วโลก

3. บริการขนส่งสินค้าโครงการ และสินค้าขนาดใหญ่

สินค้าอะไรก็ตามที่ใส่ตู้คอนเทนเนอร์ไม่ได้ เช่น เครื่องจักรขนาดใหญ่ อุปกรณ์ประกอบโรงงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ฯลฯ ก็ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการขนส่งเป็นพิเศษ โดยบริษัทลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ อยู่ในกลุ่มสมาชิก The Worldwide Project Consortium Ltd. (WWPC) ที่เป็นเครือข่ายของผู้ชำนาญในการขนส่งสินค้าแบบ Project Cargo อยู่ทั่วโลก

4. บริการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน

สินค้าของเราจะถูกขนส่งทางรถบรรทุกไปยังประเทศในแถบ ได้แก่ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยมีให้เลือกทั้งรถบรรทุก 4 ล้อ และ 6 ล้อ, รถหัวลากตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งตู้คอนเทนเนอร์แบบเย็นและแห้ง

5. บริการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ

การขนส่งแบบผสมผสานทั้งทางอากาศและทะเล ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย เหมาะกับสินค้าที่มีน้ำหนักมาก หรือมีจำนวนมาก โดยบริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ ได้รับใบอนุญาตและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport Operator หรือ MTO) จากกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม 

6. บริการคลังสินค้า

ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร มีศูนย์โลจิสติกส์/กระจายสินค้าระหว่างประเทศของบริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ อยู่ที่นั่น โดยบริหารคลังสินค้าครบวงจรด้วยโปรแกรมบริหารคลังสินค้าด้วยระบบคอมพิวเตอร์ (Warehouse Management System หรือ WMS) เพื่อความแม่นยำ ลดปัญหาสินค้าสูญหาย หรือหาไม่พบ

7. บริการห้องเก็บของส่วนตัว

แม่ค้าออนไลน์ถูกใจสิ่งนี้! เพราะไม่จำเป็นต้องส่งสินค้าเองอีกต่อไป ด้วย 4 บริการจากผู้เชี่ยวชาญดังนี้

บริการพื้นที่จัดเก็บสินค้าขนาดเล็ก (Self/Mini Storage)

มีห้องเก็บของให้เช่าตั้งแต่ขนาด 1-30 ตารางเมตร ปรับเปลี่ยนระยะเวลาการเช่าได้ พร้อมการรักษาความปลอดภัย 24 ชม. เหมาะสำหรับเก็บของใช้ส่วนตัว หรือสินค้าสำหรับธุรกิจ SME & Start up

บริการจัดแพคและบรรจุหีบห่อสินค้าตามใบสั่งซื้อ

บริการจัดแพคและบรรจุสินค้าด้วยบรรจุภัณฑ์มาตรฐาน และผนึกกล่องอย่างเรียบร้อยพร้อมสำหรับการจัดส่ง

บริการจัดส่งสินค้า

บริการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าทั่วประเทศและทั่วโลก

บริการกล่อง และล็อกเกอร์เก็บของส่วนตัว

สามารถเก็บของส่วนตัวที่มีจำนวนไม่มากได้โดยไม่ต้องจ่ายแพง

8. บริการอื่นๆ

บริการขนส่งแบบเร่งด่วน Hand Carry/On Board Courier (OBC)

มีให้บริการทั้งในสหรัฐอเมริกา, ยุโรป, โอเชียเนีย และเอเชีย เหมาะกับสินค้าเช่น Mold ต้นแบบสินค้าเพื่อส่งผลิต, การส่งตัวอย่างเลือดหรือเนื้อเยื่อเพื่อนำไปตรวจสอบ, การส่งชิ้นส่วนเครื่องจักรไปซ่อม พร้อมรอรับกลับ

บริการจัดหาประกันภัยสินค้า

เพิ่มความอุ่นใจในการขนส่ง คุ้มครองความเสียหาย หรือความสูญหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่งสินค้าทั้งทางบก และทางอากาศ

บริการด้านพิธีการศุลกากร

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ ได้รับการประกาศอนุญาตให้เป็นตัวแทนออกของระดับมาตรฐานเออีโอ (Authorized Economic Operator : AEO ) จึงช่วยอำนวยความสะดวกทั้งพิธีการศุลกากรขาเข้าและขาออก ไม่ว่าจะเป็นใบขนปากระวาง หรือใบขนแบบ BOI รวมถึงใบขนชนิดพิเศษต่างๆ

บริการบรรจุหีบห่อ

ให้บริการบรรจุสินค้าบน Pallet การตีลังไม้ การทำ Lashing และบริการเคลื่อนย้ายสินค้าโดยสามารถให้บริการได้ทั้งในและนอกพื้นที่ของลูกค้า

ปริมาณการให้บริการ

  • ขนส่งสินค้าทางเรือ กว่า 58,000 ตู้คอนเทนเนอร์
  • ขนส่งสินค้าทางอากาศ กว่า 5,900 ตัน
  • จำนวน Shipment กว่า 64,000 ราย
  • จำนวนลูกค้า กว่า 1,200 ราย
  • มีเครือข่ายกว่า 190 ประเทศ
  • มี 5 สาขาทั่วประเทศ พนักงานกว่า 260 คน

เราก็เป็นเจ้าของหุ้นลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ ได้

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ  ขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้

จำนวนหุ้นออกใหม่ที่เสนอขาย : 120,000,000 หุ้น (คิดเป็น 37.50% ของจํานวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดของบริษัท)

มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ : หุ้นละ 0.50 บาท

ทุนจดทะเบียน : 160 ล้านบาท

ตลาดรอง : ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)

ผู้จัดการการจัดจําหน่ายหลักทรัพย์ : บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จํากัด

วัตถุประสงค์การใช้เงินที่ได้รับจากการเสนอขายหลักทรัพย์ :

1. ลงทุนธุรกิจ LEO-Self Storage & E-fulfillment Center 2 โครงการ

2. พัฒนาระบบขนส่งผ่านแดนไปยังประเทศเมียนมาร์

3. ขยายพื้นที่บริการรับฝากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์

4. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท และเงินทุนในการเข้าร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งในประเทศ และกลุ่มประเทศ ASEAN

5 เหตุผลที่น่าลงทุนในหุ้น IPO ของบริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ

1. มูลค่าการส่งออก-นำเข้าของไทยกำลังเติบโต

เมื่อเราเข้าสู่ยุคการค้าไร้พรมแดน ธุรกิจ E-Commerce รวมถึงธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต่างก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีตัวเลขที่น่าจับตามองดังนี้

มูลค่าการนำเข้าของประเทศไทย

  • ปี 2558 – 6.91%
  • ปี 2559 – 6.89%
  • ปี 2560 – 7.59%
  • ปี 2561 – 8.10%
  • ปี 2562 – 7.44%

โดยในปี 2562 ประเทศจีนครองแชมป์ ด้วยสัดส่วน 21.24% คิดเป็นเงิน 1.58 ล้านล้านบาท 

มูลค่าการส่งออกของประเทศไทย

  • ปี 2558 – 7.23%
  • ปี 2559 – 7.55%
  • ปี 2560 – 8.01%
  • ปี 2561 – 8.09%
  • ปี 2562 – 7.63%

โดยในปี 2562 ประเทศสหรัฐอเมริกาครองแชมป์ ด้วยสัดส่วน 12.73% คิดเป็นเงิน 0.97 ล้านล้านบาท 

2. มีการขนส่งที่ครอบคลุมครบวงจร

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ เป็นผู้นำด้านระบบขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยบริการขนส่งทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขนาดใหญ่หรือเล็ก จำนวนมากหรือน้อยก็ตาม แถมยังมีบริการอื่นๆ เช่น ประกันภัยสินค้า การแพ็กและจัดส่งสินค้า ฯลฯ

3. กำไรสุทธิเติบโตอย่างต่อเนื่อง

บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ มีโครงสร้างรายได้ในไตรมาส 3 ปี 2563 ดังนี้

  • การขนส่งทางทะเล 516.74 ล้านบาท
  • การขนส่งทางอากาศ 141.47 ล้านบาท
  • Integrated Logistics Services 126.08 ล้านบาท
  • LEO Self Storage 5.34 ล้านบาท
  • อื่นๆ 1.49 ล้านบาท

รวม 791.12 ล้านบาท

นอกจากนี้ ช่วงก่อน COVID-19 ยังมีกำไรสุทธิและอัตรากำไรสุทธิเติบโตอย่างต่อเนื่อง

  • ปี 2560 กำไร 17.75 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 1.70%
  • ปี 2561 กำไร 26.86 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 2.55%
  • ปี 2562 กำไร 47.03 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 4.49%
  • 9 เดือน ของปี 2563 กำไร 43.37 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิ 5.48%

มี CAGR เติบโตในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 63%

4. มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นบริษัทชั้นนำ

บริษัทชื่อดังต่างก็ให้ความไว้วางใจระบบขนส่งของลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ฯ ทั้งลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก ลูกค้าผู้ให้บริการขนส่งสินค้า E-Commerce ลูกค้าตัวแทนต่างประเทศ ลูกค้าออฟฟิศสำนักงาน ลูกค้า SME รวมถึงบุคคลทั่วไป  

5. มีโครงการในอนาคตที่น่าสนใจ

โครงการลงทุน (M & A) ทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ ASEAN

  • เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจ
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2564

LEO Self-Storage & E-Fulfillment Center

  • เพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้พื้นที่เก็บของของคนเมือง
  • แผนพัฒนาลงทุนเพิ่ม 2 โครงการ
  • งบประมาณลงทุน 80-100 ล้านบาท
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565

พัฒนาระบบขนส่งผ่านแดนไปยังประเทศเมียนมาร์

  • เพื่อใช้ในการตรวจสอบติดตามสถานะการขนส่งและความปลอดภัยของสินค้า รวมถึงบริการเสริมอื่นๆ เพื่อให้บริการได้ครบวงจรมากขึ้น
  • ลงทุนในธุรกิจการขนส่งผ่านแดน และการขนย้ายสินค้าข้ามแดนโดยรถบรรทุกและรถหัวลาก รวมถึงการให้บริการ Integrated Logistics ในประเทศเมียนมาร์
  • งบประมาณลงทุน 10 ล้านบาท
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565

ขยายพื้นที่บริการรับฝากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์

  • เพื่อให้รองรับตู้สินค้าได้เพิ่มอีกประมาณ 8,000 ตู้
  • งบประมาณลงทุนราว 60 ล้านบาท
  • คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2565

ด้วยเรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านระบบขนส่งโลจิสติกส์ครบวงจรชั้นนำของเมืองไทย มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก และมีการเติบโตอย่างยั่งยืน ใครที่กำลังมองหาหุ้น IPO ดีๆ ซักตัว หรืออยากขยายพอร์ตการลงทุนมาที่เซคชั่นของโลจิสติกส์ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ครับ สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.leogloballogistics.com เฟซบุ๊ก LEOgloballogisticsGroup หรือโทร. 0-2079-9888

3 กองทุน INNOTECH ที่ต้องมีในพอร์ต ถ้าไม่อยากตกกระแส

วิกฤติโควิด ทำเอาตลาดหุ้นผันผวนหนัก ติดลบตั้งแต่ต้นปีกันประมาณ 20-30% แต่วงการเทคโนโลยีกลับได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการล็อกดาวน์ พอคนออกไปนอกบ้านไม่ได้ ก็ต้อง Work from home ด้วยโปรแกรมออนไลน์ ซื้อของผ่านแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ ดูหนังฟังเพลงผ่านบริการสตรีมมิ่ง รวมถึงเทคโนโลยีใหม่อย่างการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือศูนย์ข้อมูล Cloud ที่เริ่มมีผู้ใช้บริการมากขึ้น และมีมูลค่าการตลาดเติบโตขึ้นประมาณ 50% ต่อปี

จะเห็นได้ว่าเซคเตอร์ของเทคโนโลยีแทบไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติ เพราะมันคือปัจจัยที่ 5 ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตคนทั้งโลก ดังนั้นการมีกองทุนเทคโนโลยีอยู่ในพอร์ตของเรา จึงเป็นการลงทุนที่มั่นคงและตอบโจทย์อนาคตได้ดี

แนะนำ 3 กองทุน INNOTECH ที่ห้ามพลาด

1. B-INNOTECHRMF

กองทุนแห่งการเปลี่ยนผ่านจากยุคเศรษฐกิจเก่า (Old Economy) สู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่คนทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย ผ่านกองทุนหลัก Fidelity Funds – Global Technology Fund ที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารหุ้นกลุ่มโกลบอลเทคโนโลยีมากว่า 20 ปี

ตัวอย่างหุ้นในกองทุน : Apple Inc, Samsung Electronics, Microsoft, Intel

2. BCARERMF

เมกะเทรนด์ของโลกไม่ได้มีแค่เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของสุขภาพด้วย เพราะโลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และคนหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น กองทุนนี้จึงลงทุนในกลุ่มสุขภาพ เช่น เทคโนโลยี Telemedicine ที่ช่วยให้แพทย์รักษาผู้ป่วยได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบ VDO Conference การรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ที่ไม่ได้ใช้คีโม การตัดต่อยีนเพื่อรักษาโรคทางพันธุกรรม หรืออย่างการพัฒนาวัคซีนรักษา COVID-19 ที่ทำให้คนสนใจการลงทุนเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น เน้นลงทุนในกองทุนหลัก Wellington Global Health Care Equity

ตัวอย่างหุ้นในกองทุน : UnitedHealthGroup, Pfizer Inc, Abbott Laboratories

3. B-FUTURESSF

กองทุนนี้จะไม่ได้ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะขยายไปยังธุรกิจที่นำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วย Allianz Global Investors – Global Artificial Intelligence

1. B-FUTURESSF

จะลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน B-FUTURE ที่ลงทุนหุ้นในกลุ่ม FinTech และกองทุนหลัก 2 กองทุน ได้แก่เน้นลงทุนใน AI แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure), แอปพลิเคชันที่ต้องใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI Application) และธุรกิจที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์พัฒนาด้านการผลิตหรือการให้บริการ (AI-enabled Industries)

2. Fidelity Funds – China Consumer Fund 

เน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน (New China) ถือว่าน่าสนใจทั้งในแง่ของการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เครือข่ายที่กว้างใหญ่ และมีผู้บริโภคจำนวนมหาศาล

เรื่องของสุขภาพและเทคโนโลยีคือเมกะเทรนด์ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิต จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะอยู่ในพอร์ต RMF ของเรา ซึ่งเป็นเป้าหมายทางการเงินระยะยาว ใครที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับกองทุนของบัวหลวงได้ที่ www.bblam.co.th หรือโทร. 0-2618-1111

คำเตือน

1. การลงทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับเงินลงทุนคืนเต็มจำนวนเมื่อไถ่ถอน (ไม่คุ้มครองเงินต้น)

2. ผู้ลงทุนต้องศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะสินค้า ข้อมูลสำคัญ นโยบายการลงทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ผลการดำเนินงาน และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวม RMF/SSF ก่อนการตัดสินใจลงทุน

3. กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศมิได้มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด ทั้งนี้อยู่ในดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน ดังนั้นผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการลงทุนในกองทุนดังกล่าว หรืออาจได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

มองให้ไกล ลงทุนระยะยาวกับสุดยอดกองทุนแห่งปี ONE-UGG

สวัสดีครับนักลงทุนท่าน กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ กับผม “หมอนัท” ในคลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ

ก่อนอื่นเลยผมอยากจะถามว่า เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับการลงทุนในปีนี้ ? ซึ่งผมคิดว่าเป็นอีกปีที่ ค่อนข้างยาก แต่ก็มีความท้าทายอยู่ไม่น้อย เพราะว่ามีความผันผวนเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเนื่องจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะโรคระบาด COVID-19 ที่ส่งกระทบต่อการลงทุนในหลายด้าน หลายมุมเลยทีเดียวครับ

ซึ่งในช่วงแรกของการระบาดนั้น ราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ ต่างก็ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก เนื่องจากนักลงทุนเองก็ไม่แน่ใจว่าการระบาดจะกระทบต่อการลงทุนอย่างไรบ้าง แต่พอ COVID-19 ระบาดไปทั่วโลกไม่นานเท่าไหร่นัก นักลงทุนก็เริ่มที่จะประเมินผลกระทบของโรค COVID-19 ใหม่ได้แล้วว่าจะส่งผลต่อการลงทุนในหุ้นกลุ่มไหน หรือ สินทรัพย์ใด รวมถึงการทำ QE ของนานาประเทศก็ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาเก็งกำไรกับสินทรัพย์ต่าง ๆ กันมากขึ้นครับ

ส่งผลให้ราคาหุ้น หรือ สินทรัพย์บางกลุ่มก็เติบโตกลับขึ้นมาได้ แถมเติบโตขึ้นสูงมากกว่าเดิมเสียอีก และต้องยอมรับว่าปีนี้ก็เป็นอีกปีที่การลงทุนนั้นยังคงเติบโตได้ดี และดีกว่าหลายปีที่ผ่านมาเสียด้วยครับ เรียกได้ว่า เป็นปีที่มีวิกฤตเกิดขึ้นอย่างรุนแรงทั่วโลก แต่ก็มีโอกาสอยู่มากมายเลยทีเดียวครับ

แน่นอนว่าพอพูดถึง “โอกาส” ของการลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีในปีนี้คงหนีไม่พ้น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูงมาก และก็ส่งผลให้กองทุนกลุ่มเทคโนโลยีเองก็เติบโตขึ้นมาได้

และกองทุนที่ทำผลงานได้โดดเด่นมาก เรียกได้ว่าเป็นพระเอกของงานเลี้ยง ดูหล่อท่ามกลางกองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีด้วยกัน ก็คือ “กองทุน ONE-UGG” นั่นเองครับ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 78.97% (นับตั้งแต่วัน ที่ 1 มกราคม 2563  – 3 ธันวาคม 2563) เลยทีเดียวครับ

ซึ่งในวันนี้ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกองทุน ONE-UGG ให้มากขึ้นกว่าเดิม และไปทราบแนวคิดการลงทุนของกองทุนนี้กัน เผื่อว่านักลงทุนท่านไหนที่กำลังเล็ง ๆ กองทุนนี้อยู่จะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจที่มากขึ้นครับ

ก่อนอื่นเลยครับ กองทุน ONE-UGG นี้ ลงทุนในกองทุนหลัก หรือ Master fund ชื่อ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund (LTGG) ครับ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่เชิงว่าจะเป็นกองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อย่างที่ใครหลายคนเข้าใจกันครับ แต่กองทุนนี้ ในช่วงเวลาแบบนี้ ได้ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเท่านั้นเองครับ

ซึ่งพอเรามาดูหุ้นในพอร์ตการลงทุนของกองทุนนี้แล้ว

ทำไมกองทุนนี้ถึงมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีเสียเป็นส่วนใหญ่กันละ ?

คำตอบก็คือ กองทุนนี้เน้นลงทุนในบริษัททั่วโลกที่มีศักยภาพในการเติบโตโดดเด่น และ มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูงมาก พอเป็นแบบนี้ ในช่วงนี้ที่นวัตกรรมใหม่ ๆ กำลังเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปจากการระบาดของโรค COVID-19 รวมถึง ผลของการเลือกตั้งสหรัฐ ฯ ที่มี ประธานาธิบดีคนใหม่ที่ส่งเสริมพลังงานสะอาดมากขึ้น ก็ทำให้หุ้นบางกลุ่มมีแนวโน้มเติบโตขึ้นได้มาก ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่าทำไมกองทุนนี้ถึงได้เติบโตได้สูงมากขนาดนี้ครับ

ซึ่งกองทุนหลักจะลงทุนด้วยหลักการดังนี้ครับ

ทางทีมงานของกองทุนจะทำการหาบริษัทที่มีการเติบโต และเคลื่อนไหวไปตามกระแสนิยมของโลก และบางครั้งก็มีการจ้างนักวิเคราะห์แบบ Outsource เพื่อไปเจาะรายละเอียดในบางอุตสาหกรรม เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมให้กับทีมงานเพื่อคัดเลือกตามแนวทางของกองทุนอีกทีครับ และดูในรายละเอียดดังต่อไปนี้ครับ

1. ดูแนวโน้มของบริษัทในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทในอีก 5 ปีถัดไป และ แนวโน้มของยอดขายได้อีก 2 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า

2. แนวโน้มความสามารถในการสร้างรายได้เหนือคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน เช่นทำไมลูกค้าถึงเยอะ ถึงชอบบริษัท ความสามารถในการแข่งขัน และรวมไปถึงแม้กระทั่งวัฒนธรรมองค์กรอีกด้วย

3. ความมั่นคงทางการเงิน ว่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า และมีโอกาสเติบโตได้อีกมากน้อยแค่ไหน

4. วิสัยทัศน์ขององค์กร ที่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า มีความสำคัญอย่างมากในยุคนี้ ที่จะนำให้บริษัทเติบโตมากขึ้น หรือ ล้มหายตายไปจากโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้

5. ความเหมาะสมของราคาหุ้น โดยที่พยายามตอบคำถามให้ได้ว่าทำไมตลาดถึงยังไม่สะท้อนถึงมูลค่าบริษัทที่แท้จริง

ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกประมาณ 30-60 บริษัท  โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นหุ้นของประเทศไหน ภูมิภาคใด และ ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมครับ

ดังนั้นหากเราจะต้องการลงทุนในกองทุนนี้ ผมคิดว่าลงทุนในระยะยาว ๆ ได้อย่างสบายใจ สมกับชื่อ Long Term Global Growth Fund เนื่องจากพื้นฐานความคิด หรือ แนวทางการลงทุนของกองทุนนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี ซึ่งถ้าหากในอนาคตมีอะไรใหม่ ๆ มาทดแทนธีมเทคโนโลยี หรือ บริษัทที่มีนวัตกรรมใหม่ รวมถึง Business Model ดี ๆ แล้วละก็ กองทุนนี้ก็สามารถที่จะเข้าไปลงทุนได้อย่างต่อเนื่องครับ

โดยสรุปคือ กองทุนนี้จะเน้นลงทุนกับหุ้นที่มีขนาดใหญ่ แต่ก็มีแนวโน้มการเติบโตสูง เน้นลงทุนกับหุ้นที่มี Innovative หรือ หุ้นที่มีความแข็งแรงในการดำเนินธุรกิจมากกว่า หุ้นเทคโนโลยีทั่วไปนั่นเองครับ

ซึ่งผมว่ามีความน่าสนใจครับ หากแนวทางของกองทุนคือ หาธุรกิจที่เติบโตได้เป็น 2 เท่าใน 5 ปีข้างหน้าแบบนี้ อนาคตข้างหน้ากองนี้ก็น่าจะเติบโตขึ้นได้ตามไปด้วย เพราะว่าพื้นฐานของหุ้นคือ ราคาหุ้นมักจะปรับตัวสูงขึ้นตามยอดขาย และ กำไรของบริษัทในระยะยาว ถ้าเราลงทุนเสียตั้งแต่วันนี้ ก็เหมือนกับเรากำลังสะสมหุ้น หรือบริษัทที่ดีไว้นั่นเองครับ

พอมีแนวทางการเลือกหุ้นที่ดี ก็ทำให้ได้หุ้นที่เติบโตมาก ๆ ครับ เช่นหุ้นของ Tesla ซึ่งถ้าหากเราจำกันได้ดีว่าเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว มีแต่ข่าวไม่ดี ผลิตรถไม่ทันบ้าง กำลังจะเจ๊งบ้าง แต่พอตัวบริษัทได้พิสูจน์แล้วว่าคนชอบสินค้า เพราะด้วยนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและการผลิตแบตเตอรี่พลังงานไฟฟ้าต่าง ๆ  รวมถึงบริษัทเองก็ทำได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับสถานการณ์ของการส่งเสริมพลังงานสะอาดก็มีมากขึ้น ทำให้ปีนี้หุ้น Tesla กลับทำกำไรได้มากที่สุด รวมถึงหุ้นอื่น ๆ ที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนก็เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

ดังนั้นเมื่อมีหลักการที่ถูกต้องของผู้จัดการกองทุน และกระบวนการคัดเลือกการลงทุนที่ดี รวมถึงการมองไปที่แนวโน้มในอนาคตก็ทำให้กองทุนนี้ประสบความสำเร็จได้ดีในปีนี้ และยังคงมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่องครับ

อีกอย่างที่อยากเพิ่มเติมให้ทราบกันนะครับ ทางบลจ.วรรณเองร่วมลงทุนกับ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund (LTGG) มาค่อนข้างยาวนาน เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแรกของไทยเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่ร่วมลงทุนกันมายาวนานนั้น ข้อดีก็คือ บลจ.วรรณรู้จักสไตล์การลงทุนของ Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund (LTGG) เป็นอย่างดี  เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทกันเลยหล่ะครับ 

ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แหละครับ คือจุดเด่นต่าง ๆ ของกองทุน ONE-UGG ที่เปิดมา 4 ปีแล้ว และหากย้อนไปก่อนหน้านี้ กองทุน ONE-UGG ไม่ได้เป็นกลุ่มยอดนิยมหรือกองทุนตัว Top มาตั้งแต่แรก แต่ทางบลจ.วรรณก็กล้าที่ฟันว่าสิ่งที่เลือกมาแล้วนั้น ดีอย่างแน่นอนในอนาคต  เรียกได้ว่าเส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยครับ ต้องใช้ความอดทน และต้องพิสูจน์ให้นักลงทุนได้เห็นถึงการกล้าตัดสินใจของทางบลจ.เอง ในการคัดเลือกพันธมิตร คัดสรร กลุ่มกองทุนเพื่อให้นักลงทุนได้ลงทุนกันอย่างปัจจุบัน  ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ถือว่าดีจริงๆ อย่างที่ทาง บลจ.วรรณกล่าวเอาไว้ด้วย

อีกหนึ่งเหตุผลคือ ผมคิดว่าเนื่องจากทาง บลจ.วรรณ นั้นไม่ใช่ บลจ.จากกลุ่มของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป เลยต้องการที่จะหาอะไรที่แตกต่างมาให้นักลงทุนนั่นเองครับ บลจ.วรรณ เลยนำกองทุนนี้ มาให้นักลงทุนชาวไทยได้ลงทุนกัน เรียกได้ว่า เป็นการมองอะไรออกนอกกรอบที่ประสบความสำเร็จ และผมว่า นี่เป็นสิ่งที่บลจ.วรรณ ตอกย้ำจุดยืนของบริษัทมาโดยตลอด

ซึ่งถ้านักลงทุนอยากจะซื้อกองแบบนี้ที่มีความแตกต่าง ก็คงต้องซื้อที่ บลจ.วรรณ เท่านั้นครับ และผมต้องบอกตรง ๆ ว่า บลจ.วรรณ มีกองทุนที่น่าสนใจอีกมากมาย บางกองทุนก็สร้างผลตอบแทนในปีนี้ได้ดีกว่ากองทุน ONE-UGG อยู่ด้วยนะครับ เช่นกองทุน ONE-GECOM ที่สร้างผลตอบแทนได้ถึง 95.25% (นับตั้งแต่วัน ที่ 1 มกราคม 2563  – 3 ธันวาคม 2563)

แหม…บลจ.นี้ช่างแต่หาของดี ๆ แปลก ๆ มาให้นักลงทุนได้ตลอดเวลาเลยครับ แต่ก็น่าเสียดายครับ หน้ากระดาษหมดเสียก่อน เอาไว้คราวหน้าผมจะมาเล่ากองทุนจากบลจ.วรรณ ให้ฟังกันอีกนะครับ

แต่วันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เทศกาลลดหย่อนภาษี…วางแผนให้ดีจะมีเงินเหลือใช้

ใกล้ช่วงสิ้นปี กลิ่นของ “เทศกาลภาษี” จะเริ่มลอยเข้ามา แน่นอนว่าการเสียภาษีเงินได้เป็นหน้าที่ของคนไทยที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ แต่พอนึกว่าเงินจำนวนหนึ่งจะหายไป คงไม่มีใครยิ้มออก ซึ่งเรื่องนี้สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ ถ้าเพื่อนๆ รู้จักวางแผน “ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี” เพราะจะทำให้เราเสียภาษีน้อยลง จึงช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ และยังได้ทำหน้าที่พลเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ในปี 2563 มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการลดหย่อนภาษีหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ “การยกเลิกสิทธิลดหย่อนภาษีของกองทุนรวม LTF” ที่หลายๆ คนคุ้นเคย แม้จะถูกแทนที่ด้วยกองทุนรวม SSF แต่ก็มีข้อกำหนดเพิ่มระยะเวลาการถือครองนานถึง 10 ปีเต็มนับจากวันที่ซื้อ ซึ่งหลายคนมองว่าทำให้ความน่าสนใจลดน้อยลงแต่ยังมีทางเลือกลดหย่อนภาษีอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมตีตื้นขึ้นมา นั่นคือ “ประกันชีวิต” ครับ

“ประกันชีวิต” ทางเลือกลดหย่อนภาษีสุดฮิต!

“ประกันชีวิต” คือทางเลือกลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจ เพราะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาท โดยเฉพาะ “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการลดหย่อนภาษี แถมได้ความคุ้มครองชีวิต และช่วยสร้างวินัยในการออมอีกด้วย

ใครที่กำลังมองหาประกันชีวิตเพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ผมขอแนะนำให้รู้จักกับ “บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5” จากกรุงเทพประกันชีวิต ด้วย 6 จุดเด่นต่อไปนี้

  1. การันตีเงินคืนแน่นอน ไม่มีความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจ รวมเงินคืนตลอดสัญญา 525% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย 
  2. รับเงินคืนเร็วตั้งแต่สิ้นปีที่ 5 ต่อเนื่องถึงปีที่ 6 ปีละ 10% ของจำนวนเงินที่เอาประกันภัย
  3. รับเงินคืนเต็ม 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย ในปีที่ 7 ถึงปีที่ 9
  4. รับอีก 205% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เมื่อครบกำหนดสัญญาในปีที่ 10
  5. ได้ความคุ้มครองชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ 105% ในปีแรก ถึง 505% ในปีที่ 5 เป็นต้นไป
  6. ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทต่อปี

จุดเด่นตรงนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ที่ต้องเสียภาษีสามารถนำเงินคืนระหว่างปีของประกันชีวิตมาใช้เป็นงบประมาณในการวางแผนใช้สิทธิลดหย่อนภาษีรอบใหม่ได้เร็วกว่า พูดง่ายๆ คือไม่ต้องรอให้ครบกำหนดสัญญา 10 ปีนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น

นาย A เป็นผู้เสียภาษีในอัตรา 30% ได้จ่ายเบี้ยประกันชีวิต บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5 ปีละ 100,000 บาท นาย A จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี ปีละ 100,000 บาท ช่วยประหยัดภาษีได้ปีละ 30,000 บาทเป็นเวลา 5 ปี หลังจากนั้นนาย A จะเริ่มได้รับเงินคืน ดังนี้

  • สิ้นปีที่ 5-6 นาย A จะได้รับเงินคืนปีละ 10%* คิดเป็นเงินปีละ 10,000 บาท
  • สินปีที่ 7-9 นาย A จะได้รับเงินคืนปีละ 100%* คิดเป็นเงินปีละ 100,000 บาท
  • สิ้นปีที่ 10 ครบกำหนดสัญญา นาย A จะได้รับเงินคืน 205%* คิดเป็นเงิน 205,000 บาท

(*% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย)

หากนาย A ได้วางแผนนำเงินคืนระหว่างปีของ บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5 มาหมุนเวียนเป็นงบประมาณลดหย่อนภาษีรอบใหม่ เช่น นำเงินคืนสิ้นปีที่ 7 จำนวน 100,000 บาท มาซื้อผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีในปีที่ 8 ก็จะช่วยประหยัดภาษีได้อีก 30,000 บาท เป็นต้น โดยเงินคืนในปีอื่นๆ ก็สามารถวางแผนลดหย่อนภาษีได้ในทำนองเดียวกัน ซึ่งจะเห็นว่า บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5 จะช่วยให้ผู้เสียภาษีประหยัดภาษีได้มากกว่าเดิม จากการวางแผนภาษีด้วยเทคนิคนี้

วางแผนลดหย่อนภาษี ด้วย “บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5

อย่างที่บอกว่าถ้ารายได้ของเราถึงเกณฑ์เสียภาษี ก็ควรรู้จักวางแผนใช้สิทธิลดหย่อน จะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีเงินออมเพิ่มขึ้น ใครที่สนใจ “ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ บีแอลเอ สมาร์ทรีเทิร์น 10/5” ก็สามารถสมัครได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องตรวจ ไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพเลยครับ เริ่มต้นบริหารภาษีง่ายๆ ด้วยงบเริ่มต้น 20,000 บาทต่อปี (ซื้อได้สูงสุด 100,000 บาท) พร้อมเลือกรับโปรโมชั่นพิเศษก่อน 31 ธ.ค. 63 แอบกระซิบว่าเขาเปิดขายทางออนไลน์เท่านั้นนะ

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bangkoklife.com/online/th/product/smartreturn105

“Krungthai Investment Festival 2020” เทศกาลลดหย่อนภาษี โค้งสุดท้ายต้องรีบคว้า!

โค้งสุดท้ายก่อนสิ้นปี คือช่วงเวลาทองของการลงทุน สถาบันการเงินต่างๆ พาเหรดกันออกโปรโมชั่นสุดว้าว! เพราะนอกจากจะได้ผลตอบแทนดีๆ แล้ว ยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

แต่ถ้ายังไม่รู้จะซื้อผลิตภัณฑ์ตัวไหนดี ก็ลองเลือกจากเป้าหมายทางการเงินของเราก็ได้ครับ เช่น ถ้าอยากได้เงินก้อนพร้อมผลตอบแทน ก็ควรซื้อกองทุน SSF/RMF หรือถ้าอยากได้ความคุ้มครอง ก็ควรซื้อประกันชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้เอาไปลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

หรืออาจจะลองพิจารณาจาก “Krungthai Investment Festival 2020” กับ 3 ผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีที่ทางกรุงไทยคัดมาแล้วว่าดี มาพร้อมโปรโมชั่นน่าสนใจ รายละเอียดเป็นอย่างไรไปดูกันครับ

1. ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต

  • กลุ่มที่ 1 ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ Life Save Plus (15/5)
  • กลุ่มที่ 2 ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ LifePlus+ Saver, ประกันตลอดชีพ LifeEnsure 10
  • กลุ่มที่ 3 ประกันตลอดชีพ iProtect85, ประกันตลอดชีพ Protection life (Term product), ประกันโรคร้ายแรง iCare, ประกันตลอดชีพ Life Legacy และประกันชีวิตควบการลงทุน iInvest*
  • กลุ่มที่ 4 ประกันคุ้มครองชีวิตและโรคร้ายแรงตลอดชีพ iShield, ประกันตลอดชีพ LifeProtect18, ประกันตลอดชีพ Perfect Life Solutions, ประกันสุขภาพ iHealthy, ประกันชีวิตแบบประกันบำนาญ Life Retire 5 และประกันสุขภาพ Flexi Health
  • กลุ่มที่ 5 ประกันชีวิตควบการลงทุน iWealthy

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 60,000 บาท เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย. – 31 ธ.ค. 63 (อนุมัติภายในวันที่ 15 ม.ค. 64)

เงื่อนไข/คำเตือน:

• รับประกันชีวิตโดยบมจ.กรุงไทย – แอกซ่า ประกันชีวิต ธนาคารเป็นเพียงนายหน้าประกันชีวิต ผู้ชี้ช่องให้ทำประกันชีวิตเท่านั้น

• ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

2. ผลิตภัณฑ์กองทุนรวม KTAM

ได้แก่ กองทุน SSF (ปกติ) / RMF

รับเครดิตเงินคืนเข้ากองทุน KTSTPLUS 100 บาท เมื่อลงทุนใน SSF/RMF ยอดลงทุนสุทธิทุก ๆ 50,000 บาท ตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่ 2 ม.ค.- 30 ธ.ค. 63 (ยกเว้นกองทุน RMF2, RMF3, RMF4 และ SSFX)

เงื่อนไข/คำเตือน :

ผู้ลงทุนต้องทําความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

3.ผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต KTC

รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15%

เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตของกรุงไทย-แอกซ่า ทั้งเบี้ยประกันชีวิตปีแรกและเบี้ยประกันปีต่ออายุ ผ่านบัตรเครดิต KTC

ต่อที่ 1 : รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 1%

เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตของกรุงไทย-แอกซ่า ทั้งประกันปีแรกและปีต่ออายุ ผ่านบัตรเครดิต KTC

ต่อที่ 2 : แลกรับเครดิตเงินคืนเพิ่ม 14%

เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตของกรุงไทย-แอกซ่า ผ่านบัตรเครดิต KTC ครบทุก 1,000 บาท/เซลส์สลิป และใช้คะแนน KTC FOREVER ทุกๆ 1,000 คะแนน เพื่อแลกรับเครดิตเงินคืน 140 บาท

ใช้คะแนนแลกรับสิทธิ์

ผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต ของ กรุงไทย-แอกซ่า ทั้งประกันปีแรกและปีต่ออายุผ่านบัตรเครดิต KTC 0% นานสูงสุด 10 เดือน

รับสิทธิ์ผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต

เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตกรุงไทย-แอกซ่า ตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป/เซลส์สลิป (เฉพาะเบี้ยประกันปีแรก) รับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน

การลดหย่อนภาษีคือหนึ่งในการวางแผนการเงินที่ดี เพราะจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย สิ่งสำคัญคืออย่าลืมคำนึงถึงเป้าหมายชีวิตและเป้าหมายทางการเงิน แล้วค่อยเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมนะครับ ใครที่สนใจลงทุนกับ “Krungthai Investment Festival 2020” สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ bit.ly/2JsHaSP โค้งสุดท้ายแล้วต้องรีบคว้านะ

#Krungthai #InvestmentFestival #KTAXA #KTAM #KTC #ลดหย่อนภาษีปี63

เช็กให้ดี! คำนวณให้เป๊ะ ซื้อ SSF และ RMF เท่าไหร่ถึงจะคุ้มที่สุด

หนึ่งในทางเลือกลดหย่อนภาษีช่วงปลายปีแบบนี้ ต้องบอกกันเลยครับว่า สิ่งที่ทุกคนถามหา คือ SSF และ RMF พร้อมกับคำถามว่า ซื้อกองไหนดี กองไหนคุ้มค่าที่สุด แต่ผมอยากให้พักความคิดนี้ไว้ก่อนครับ แล้วกลับมาทำความเข้าใจหลักการสำคัญที่จะทำให้เรา ซื้อ SSF และ RMF ได้เหมาะกับความต้องการและคุ้มค่าที่สุด

โดยสิ่งที่เราต้องเช็กให้ดีนั้น มีอยู่ 3 ข้อครับ

คือ ซื้อให้ถูกต้องตามเงื่อนไข ลดภาษีได้เท่าไร และ ทำยังไงให้คุ้มที่สุด

1. ซื้อให้ถูกต้องตามเงื่อนไข

อันดับแรก เริ่มที่การซื้อให้ถูกเงื่อนไขกันก่อนครับ โดยผมอยากให้ทุกคนมาทำความเข้าใจเงื่อนไขระหว่าง RMF และ SSF อีกทีว่า ทั้งสองตัวนี้ซื้อได้เท่าไร และมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?

หมายเหตุ : โดย SSF และ RMF นั้นมีเงื่อนไขเพิ่มเติมในการลดหย่อนภาษีร่วมกันอีกนิดหนึ่งครับ นั่นคือ SSF + RMF + กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กองทุนการออมแห่งชาติ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วจะสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทครับ 

จากข้อมูลจะเห็นครับว่า ทั้ง SSF และ RMF มีความเหมือนกันตรงที่ เราสามารถซื้อได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ (เงินได้ที่ต้องเสียภาษี) และสามารถลงทุนได้ในสินทรัพย์ทุกประเภทเหมือนกันครับ

เพียงแต่ว่าสิ่งที่ต่างกันคือ อายุในการถือครองซึ่ง SSF กำหนดไว้ที่ 10 ปีเต็ม ส่วน RMF นั้นกำหนดไว้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไปและต้องถือครองมาไม่น้อยกว่า 5 ปี รวมถึงจำนวนเงินที่ซื้อได้สำหรับ SSF คือ 200,000 บาท ในขณะที่ RMF ซื้อได้สูงสุดคือ 500,000 บาท

แต่อย่างไรก็ดี (สำคัญมาก) ทั้งสองกลุ่มนี้ถูกผูกอยู่ในเงื่อนไขกลุ่มเกษียณตรงที่รวมกันแล้วสามารถซื้อได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทด้วย หรือพูดง่าย ๆ ว่า จำนวนเงินที่ซื้อ SSF และ RMF เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมาย (PVD) หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมาย (กบข) หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน เบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ (กอช) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทนั่นเองครับ

ซึ่งตรงนี้ขอย้ำอีกทีนะครับว่า รายชื่อค่าลดหย่อนที่พูดมาทั้งหมดนั้น มีเงื่อนไขของมันเองแยกเป็นรายตัว แต่ทุกตัวนั้นเมื่อรวมกันแล้ว เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 500,000 บาทเท่านั้นครับ

ดังนั้นจากจุดนี้ ผมอยากให้ทุกคนลองสำรวจตัวเองก่อนว่า เรามีเงินได้ทั้งปีเท่าไร และ เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดกี่บาท

เช่น ถ้าหากรายได้ทั้งปีเราคือ 1,000,000 บาท แบบนี้เราสามารถซื้อ SSF ได้สูงสุด คือ 200,000 บาท และ RMF ได้สูงสุด 300,000 บาท ถ้าหากเราไม่มีค่าลดหย่อนกลุ่มเกษียณตัวอื่น ก็สามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีรวมกันได้สูงสุดคือ 500,000 บาทนั่นเองครับ (เพียงแต่ในความเป็นจริง การซื้อได้ถึงสิทธิ์นั้น อาจจะลำบากหน่อยครับ เพราะเท่ากับ 50% ของรายได้เลย ฮ่าๆ)

เอาเป็นว่าลองคำนวณกันก่อนครับ แล้วมาต่อกันที่ข้อ 2 นั่นคือ เราลดภาษีได้กี่บาทกันแน่ จากเงินที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อ SSF และ RMF

2. ลดภาษีได้เท่าไร

หลังจากที่เราเข้าใจเงื่อนไขแล้ว ผมแนะนำให้ตอบคำถามนี้ให้ได้ด้วยครับว่า เราเสียภาษีอยู่เท่าไร โดยศึกษาวิธีคำนวณภาษีที่ถูกต้อง ซึ่งโดยหลักการแล้ว รายการค่าลดหย่อนจะถูกใช้สำหรับวิธีคำนวณจากเงินได้สุทธิ (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) ซึ่งสิ่งที่ต้องคิดต่อคือ แล้วฐานภาษีของเราเป็นเท่าไร (5-35%) ซึ่งแปลว่าเงินที่เราซื้อ SSF หรือ RMF นั้น สามารถลดภาษีได้ตามฐานอัตราภาษีที่เราเสียนั่นเองครับ

สมมติว่า เราเสียภาษีอยู่ที่ฐานสูงสุดคือ 15% การซื้อ SSF หรือ RMF นั้นจะช่วยให้เราลดภาษีได้ 15% ของเงินที่จ่ายไปครับ เช่น ซื้อไป 100,000 บาทเป็นค่าลดหย่อน ก็จะสามารถลดภาษีได้ถึง 15,000 บาท

ดังนั้นประเด็นสำคัญตรงนี้เราต้องเช็กให้ดีอยู่สองเรื่องครับ นั่นคือ ฐานภาษีที่เราเสีย (จากวิธีคำนวณเงินได้สุทธิ) และ จำนวนเงินที่เราซื้อไหว หลังจากที่คำนวณสิทธิ์ซื้อในข้อ 1 แล้ว เพื่อให้เหมาะสมกับจำนวนเงินภาษีที่ประหยัดได้ และใช้ชีวิตสบายๆ ไม่กระทบสภาพคล่องในอนาคต

ถ้าได้คำตอบแล้ว เรามาดูเทคนิคเพิ่มเติมกันในข้อ 3 ครับ 

นั่นคือ ทำยังไงให้คุ้มที่สุด

3. ทำยังไงให้คุ้มที่สุด

ก่อนอื่นต้องบอกครับว่า เทคนิคตรงนี้มีหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับความชอบและความถนัดของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเพื่อลดฐานภาษีสูงสุด เช่น ตอนนี้เราเสียภาษีอยู่ที่ฐาน 20% เราก็ซื้อเพื่อให้เงินได้สุทธิลดมาอยู่ที่ฐาน 15% แทน หรือถ้าบางคนไหวกว่านั้น ก็ซื้อเพิ่มตามกระแสเงินสดที่เหลืออยู่ก็ได้เหมือนกันครับ อันนี้แล้วแต่ถนัดเลย

แต่อีกเทคนิคหนึ่งที่อยากฝากไว้ คือ เงินได้ส่วนที่เราเลือกไม่นำมารวมยื่นภาษี แต่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผลต่างๆ (Final TAX) ตรงนี้สามารถใช้เป็นฐานส่วนเพิ่มเติมให้ซื้อ SSF หรือ RMF ได้นะครับ

ยกตัวอย่างเช่น เรามีรายได้เงินเดือนทั้งปีคือ 1,500,000 บาท และมีดอกเบี้ยอีก 100,000 บาท (หักภาษี 15% แล้วเลือกไม่นำมารวมคำนวณภาษี) แบบนี้สิทธิสูงสุดที่เราซื้อได้จะคิดจาก 30% ของเงิน 1,600,000 บาท นะครับ โดยดอกเบี้ย 100,000 บาท จะต้องนำไปกรอกในช่อง “เงินได้พึงประเมินที่ได้สิทธิเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่น” เวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปีด้วยครับผม

มาถึงตรงนี้หลายคนคงจะพอเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับ แต่เพื่อให้ภาพทั้งหมดครบชัด สมจริง ผมจะบอกว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณามากกว่าเรื่องของการประหยัดภาษี นั่นคือ เราควรเลือกกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหน และ เราเลือกกองทุนได้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินที่เราต้องการหรือเปล่า นั่นเองครับ

ซึ่งทาง ทีเอ็มบีและธนชาต เขาก็ฝากกองทุนที่น่าสนใจมาให้ดูกันครับ จะเห็นว่ามีการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายตั้งแต่หุ้นประเภทต่างๆ ทั้งต่างประเทศ เทคโนโลยี และ สุขภาพ ซึ่งตอบโจทย์การเลือกตามความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ต้องการครับ โดยมีรายชื่อกองทุนที่คัดสรรมาตามสไตล์การลงทุนของคุณได้อย่างเหมาะสมตามตารางด้านล่างนี้ครับ

โดยคำแนะนำที่ผมอยากฝากไว้อีกสักเรื่องคือ ไม่ว่าจะลงทุนในกองทุนไหนก็ตาม สิ่งที่เราต้องตอบให้ได้ คือ เราลงทุนเพื่อวัตถุประสงค์อะไร และ เรารับความเสี่ยงได้จริงไหม พร้อมทั้งเลือกสินทรัพย์ที่เราเข้าใจด้วยนะครับ ซึ่งจะทำให้เราสามารถประหยัดภาษีและเดินตามเป้าหมายการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสุงสุดครับ

ถ้าใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมของกองทุน SSF และ RMF จากทีเอ็มบีและธนชาต ที่คัดสรรมาให้ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.tmbbank.com/tax20/tbn

หรือเข้าไปลงทุนได้ผ่านช่องทางดังนี้

– แอป TOUCH  

– TMB Investment Line โทร. 1558 กด #9 (เวลาทำการธนาคาร)

– ทีเอ็มบีและธนชาต ทุกสาขา

พิเศษ!! ซื้อวันนี้รับโปรโมชั่นดีๆ ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธ.ค. 63 ไปเลย!!! รายละเอียดเพิ่มเติม 

www.tmbbank.com/promotion/tax2020

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน รวมทั้งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาว หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ก่อนตัดสินใจลงทุน / การลงทุนในหน่วยลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงของการลงทุน/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ ทีเอ็มบีและธนชาต ทุกสาขา

บทความนี้เป็น Advertorial

มุ่งไปข้างหน้าคว้าทุกเป้าหมายในชีวิต ด้วยกองทุน SSF คุณภาพจาก UOBAM

ปั้นเงินสังเกตว่าวิธีการวางแผนภาษีของคนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี หลายๆคนคำนึงถึง “ความจำเป็น” และ “เป้าหมาย” ในชีวิตมากขึ้น จากเดิมที่หลับหูหลับตาจะลดหย่อนภาษีให้ได้มากที่สุด ก็เริ่มมีการคัดสรรเครื่องมือต่างๆเพื่อการลดหย่อนภาษีอย่างเหมาะสม เลือกวางแผนการลดหย่อนภาษีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในชีวิตไปพร้อมกัน

ที่ผ่านมาคงไม่มีใครไม่รู้จักกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ (LTF) หนึ่งในเครื่องมือยอดนิยมสำหรับการลดหย่อนภาษี คนที่เคยซื้อ LTF จะคุ้นเคยกับกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น มีระยะเวลาการถือครองประมาณ 5-7 ปีปฏิทิน (ขึ้นอยู่กับปีที่ซื้อ) มักจะซื้อเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะสั้นกลาง ไม่ต้องการถือครองนาน

แต่หลังจากที่ LTF สามารถใช้ลดหย่อนภาษีในปี 2562 ได้เป็นปีสุดท้าย ประเทศไทยก็มีกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) ออกมาแทน พร้อมกับนโยบายลงทุนที่หลากหลาย ได้สิทธิลดหย่อนทางภาษี โดยมีระยะเวลาถือครองนานขึ้น 

นักลงทุนบางท่านอาจกังวลว่า SSF ที่มาแทนจะตอบโจทย์การลงทุนเหมือนเดิมมั้ย? ปั้นเงินอาสาตอบให้หายข้องใจได้เลยว่า SSF ตอบโจทย์การลงทุนได้ครอบคลุมยิ่งกว่า LTF เสียอีก!

เพราะ SSF สามารถลงทุนในหลักทรัพย์ได้ทุกประเภท ทำให้มีนโยบายการลงทุนหลากหลาย กระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่หลากหลายได้มากกว่า LTF เคยถูกกำหนดไว้ โดยระยะเวลาถือครองการลงทุน 10 ปีขึ้นไปสามารถตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาวบนกรอบผลตอบแทนและความเสี่ยงในการลงทุนที่ต่างกัน เราจึงสามารถเลือกกองทุนให้เหมาะกับแผนการใช้เงินในอนาคตได้ตามที่ต้องการ เพียงแต่ บลจ.ที่เราสนใจจะมีกองทุนรวม SSF ที่ตอบโจทย์การลงทุนของเรามั้ย นั่นก็อีกเรื่อง

คงไม่มีใครที่เคยซื้อ LTF แล้วจะไม่รู้จัก CG-LTF และ UOBLTF ของ บลจ. ยูโอบี (UOBAM) ที่ให้ผลตอบแทนดีติดอันดับ TOP5 กลุ่มกองทุนรวม LTF ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลงานในอดีตนับเป็นเครื่องชี้วัดการบริหารกองทุนระยะยาวได้เป็นอย่างดี ในวันนี้ปั้นเงินก็เลยขอแกะกล่องกองทุนใหม่ของ UOBAM ซึ่งปัจจุบันมีกองทุน SSF ที่น่าสนใจมากๆ 9 กองทุน 6 ประเภทสินทรัพย์

1) UOBSD-SSF : กองทุนเปิด ยูโอบี ชัวร์ เดลี – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (กองทุนความเสี่ยงระดับ 1)

กองทุน SSF ที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดของ UOBAM มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้รัฐบาล เช่น พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง และเงินฝากธนาคาร เรียกได้ว่าเป็นกองทุนที่เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำมาก 

2) UOBEQ-SSF : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ตราสารทุน เพื่อการออม (กองทุนความเสี่ยงระดับ 6)

กองทุนที่วางกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 80% นโยบายจะคล้ายๆกับ LTF ซึ่งอย่างที่บอกว่าทาง UOBAM เคยมีผลงานเด่นๆคือ CG-LTF และ UOBLTF แม้รายละเอียดจะแตกต่างกันในเรื่องนโยบาย แต่ผลการดำเนินงานของ LTF ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนพอจะอุ่นใจได้บ้าง

SSF กองนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายระยะยาว นอกเหนือจากการลดย่อนภาษี 

ข้อมูล ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2563   สามารถดูข้อมูลปัจจุบันได้ที่ :

https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/00685/UOBEQ-SSF

3) UGQG-SSF : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล ควอลิตี้ โกรท ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (กองทุนความเสี่ยงระดับ 6)

SSF หุ้นต่างประเทศที่ลงทุนใน Master Fund ของ UOBAM ประเทศสิงคโปร์ ชื่อ United Global Quality Growth Fund (กองทุนหลัก) กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นเติบโตทั่วโลก เช่น APPLE MICROSOFT AMAZON GOOGLE FACEBOOK เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักหุ้นจากฝั่งอเมริกาที่ยกตัวอย่างเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีหุ้นเติบโตใน จีน ไต้หวัน สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ เรียกว่าซื้อกองเดียวได้หุ้นเติบโตเกือบทั่วทั้งโลก

กองนี้เหมาะกับการลงทุนระยะยาวเพราะการลงทุนกับหุ้นเติบโตต้องใช้เวลาพอสมควร มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้อีกมากในช่วงเวลาหลายปีข้างหน้า

United Global Quality Growth Fund (Master Fund)

ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563

สามารถดูข้อมูลปัจจุบันได้ที่ : www.uobam.co.th

4) UNI-SSF : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินโนเวชั่น ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (กองทุนความเสี่ยงระดับ 6)

ชื่อเสียงเรียงนามของ SSF กองนี้มีคำว่า “Global Innovation” ประกอบอยู่ นโยบายเด่นของกองทุนนี้คือลงทุนกับหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมทั่วโลก โดยมอบหมายให้ Wellington Management เป็นผู้รับดำเนินการช่วงการลงทุนต่อ ทำให้ผู้ถือหน่วยมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ

นักลงทุนเป้าหมายที่เหมาะกับกองทุนนี้ควรจะเป็นเป้าหมายที่ต้องการผลตอบแทนสูง ซึ่งต้องแลกมากับความผันผวนที่สูงและนักลงทุนต้องสามารถแบกรับความเสี่ยงได้มาก พูดง่ายๆว่าถ้าระหว่างทางเกิดขาดทุนก็จะสามารถหาเงินจากส่วนอื่นมาเติมเต็มได้

5) UOBSHC-SSF : กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท โกลบอล เฮลท์แคร์ ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม และ UGH-SSF : กองทุนเปิด ยูโอบี โกลบอล เฮลท์แคร์ ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (ความเสี่ยงของกองทุนระดับ 7)

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยเทรนด์เรื่องสุขภาพก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุน ยิ่งมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาผนวกด้วยแล้ว เฮลธ์แคร์ก็ยิ่งดูน่าสนใจ UOBAM จึงออก SSF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ มาตอบสนองความต้องการของนักลงทุนถึง 2 กองด้วยกัน

โดย SSF ประเภทนี้ของ บลจ.ยูโอบี จะลงทุนในกองทุนหลักที่สิงคโปร์ชื่อว่า United Global Healthcare Fund เน้นลงทุนในหุ้น Health Care ทั่วโลก ทั้งบริษัทยา ห้องแล็บ เครื่องมือการแพทย์ และธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ โดยกระจายการลงทุนไปในประเทศต่างๆ

ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563

สามารถดูข้อมูลปัจจุบันได้ที่ : www.uobam.com.sg

ผลตอบแทนของกองทุนหลักอาจจะไม่ได้เติบโตดีเหมือนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แต่เมื่อดูผลตอบแทนในอดีตตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (สิงหาคม 2000) นับเป็นเวลา 20 ปีแล้ว กองทุนหลักที่สิงคโปร์ทำผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 9.79% ต่อปี เรียกว่าทำผลตอบแทนได้ดีมาโดยตลอด (ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2563)

6) United Harmony Fund Series : ยูไนเต็ด ฮาร์โมนี ฟันด์ ซีรีส์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (ความเสี่ยงของกองทุนระดับ 5)

อันนี้ว้าวมาก! ผมชอบในความครีเอทีฟของทาง UOBAM เพราะพี่แกเล่นคิดชื่อซีรีส์กองทุนรวม SSF ที่มีนโยบายลงทุนแบบผสม หรือ Asset Allocation ล้อกับประเภทของดนตรีที่ตัวโน้ตต่างกันไปตามผลตอบแทนและความเสี่ยง ทั้ง UJAZZ-SSF, UPOP-SSF และ UROCK-SSF สามกองสามสไตล์

UJAZZ-SSF เป็นตัวแทนของเพลงแจ๊สฟังสบาย ลงทุนอยู่ในสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ในสัดส่วน 80% ขึ้นไป เน้นสร้างรายรับอย่างสม่ำเสมอ สามารถจำกัดความเสี่ยงได้แบบสบายๆ และอีก 15% ลงทุนกับหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งทั่วโลก

UPOP-SSF บทเพลงป๊อปใสโยกสนุก ลดสัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้ให้เหลือประมาณ 70% แล้วเพิ่มการลงทุนในหุ้นเติบโตพื้นฐานแข็งแกร่งทั่วโลก 20% ขึ้นไป และใส่ทองคำลงมาอีก 3-4% เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน 

UROCK-SSF แค่อ่าน Fund Fact ก็สัมผัสได้ถึงพลังเสียงของกีต้าร์ไฟฟ้า กระเดื่องกลองชุด และเบสอันหนักแน่น เพราะหยิบเอาตราสารนี้มาลงทุนประมาณ 40% ที่เหลือแบ่งไปให้หุ้นเติบโต 25% หุ้นเฮลธ์แคร์ประมาณ 11% ทองคำ 7% และหุ้นเทคโนโลยีระดับโลกอีก 3%

(ที่มาข้อมูล ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2563 สามารถดูข้อมูลปัจจุบันได้ที่ : www.uobam.co.th)

SSF ซีรีส์นี้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงจากการบาล้านซ์สินทรัพย์ชนิดต่างๆ เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ หรือมือเก่าที่ไม่มีเวลาหรือไม่สะดวกจัดพอร์ตลงทุนด้วยตัวเองในระยะยาว เปิดโอกาสให้เราเลือกผลตอบแทนและความเสี่ยงตามที่นักลงทุนยอมรับได้

แกะกล่องกันครบหมดแล้วครับ สำหรับกองทุน SSF ซึ่งจะเห็นได้ว่า UOBAM ออกแบบกองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์แบบครบครันด้วยความหลากหลายของสินค้าที่ตอบโจทย์เป้าหมายระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ทำให้เราสามารถใช้กองทุน SSF วางแผนการเงินและวางแผนภาษีไปได้พร้อมๆกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นจะใช้กองไหนเป็นเครื่องมือก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคน

แต่ปั้นเงินขอเน้นย้ำครับว่า เราควรเลือกสินค้าที่ตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตหลักของเราทั้งเรื่องผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนที่จะเลือกว่าควรจะซื้อเพื่อลดหย่อนภาษีเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่ เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่แผนลดหย่อนภาษี มันมีอะไรมากกว่านั้น…

ปล. หากสนใจรายละเอียดกองทุน SSF ของ UOBAM สามารถเข้าเว็บไซต์ https://www.uobam.co.th เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมในหนังสือชี้ชวน หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ทางเบอร์โทร 02 786 2222

คำเตือน

– การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า นโยบายกองทุน เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

– ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุน SSF 

– กองทุน UJAZZ-SSF, UPOP-SSF, UROCK-SSF, UGQG-SSF, UOBSHC-SSF, UGH-SSF และ UNI-SSF มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนในต่างประเทศ ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

บทความนี้เป็น Advertorial

ตีแผ่อาชีพตัวแทนประกันชีวิต เป็นอย่างไร เหมาะกับใคร และควรรู้อะไรก่อนตัดสินใจเลือก

จากผลกระทบของโควิด-19 ผมเชื่อเหลือเกินว่า ทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่ตระหนักแล้วว่า การมีรายได้ทางเดียวเป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงมาก เพราะแม้แต่อาชีพที่เป็นงานประจำ ก็ไม่สามารถการันตีความมั่นคงได้อีกต่อไป การมีแหล่งรายได้เสริมที่มีศักยภาพ จึงอาจจะเป็น “ทางรอด” มากกว่า “ทางเลือก”

และเมื่อพูดถึงอาชีพที่เป็นอาชีพเสริม ผมก็เชื่ออีกว่า อาชีพ “ตัวแทนประกันชีวิต” ก็น่าจะเป็น 1 ในอาชีพอันดับต้นๆที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึง (นอกเหนือจากการค้าขาย) เพราะเป็นอาชีพอิสระ ที่ไม่มีข้อจำกัดด้านวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์หากจะสมัครเข้ามาทำ ทำให้เข้าถึงได้ง่าย และที่สำคัญที่เป็นจุดที่น่าสนใจ คือ เป็นงานที่มีโอกาสสร้างรายได้สูงตามความสามารถ มีศักยภาพที่จะพัฒนาจากอาชีพเสริมเป็นอาชีพหลักได้ สำหรับคนที่มุ่งมั่นตั้งใจ ซึ่งตอบโจทย์คนที่ต้องการทำอาชีพอิสระได้เป็นอย่างดี

แต่ก่อนที่ทุกคนจะเข้าใจว่า ผมมาพูดถึงอาชีพตัวแทนประกันชีวิต เพราะเรื่องผลตอบแทนแต่เพียงอย่างเดียว ก็อยากจะให้เข้าใจก่อนว่า เรื่องผลตอบแทน เป็นเพียงองค์ประกอบส่วนหนึ่งของอาชีพนี้ ยังมีรายละเอียดอื่นๆอีกมากที่ควรจะต้องรู้และเข้าใจ ก่อนจะตัดสินว่า อาชีพนี้แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวของผมที่เคยเป็นตัวแทนประกันชีวิตมาก่อน (ก่อนที่ปัจจุบันจะพัฒนาตัวเองมาเป็นนักวางแผนการเงินอิสระอย่างเต็มตัว) บอกได้เลยว่า การมาเป็นตัวแทน อาจจะไม่ได้เป็นทางเลือกที่เหมาะกับทุกคน หากอยากจะอยู่รอด หรือประสบความสำเร็จในระยะยาวได้จริงๆ

ดังนั้น วันนี้ผมจึงขอมาตีแผ่อาชีพ “ตัวแทนประกันชีวิต” กัน โดยการให้ข้อมูลของอาชีพนี้อย่างละเอียดที่สุด เริ่มตั้งแต่เรื่อง การเตรียมตัวก่อนเข้ามา / แนวทางการฝึกอบรมของบริษัท / แนวทางการทำงานในแต่ละวัน / โครงสร้างรายได้ / เส้นทางการพัฒนาตัวเอง ไปจนถึงเรื่องของทัศนคติ และคุณสมบัติต่างๆ เพื่อสรุปว่า อาชีพนี้ เหมาะกับใคร และทำอย่างไรถึงน่าจะประสบความสำเร็จในอาชีพได้

“การเตรียมตัว”

ก่อนที่เราจะเข้ามาเป็นตัวแทนประกันชีวิตได้นั้น เราจำเป็นต้องมีใบอนุญาต “ตัวแทนประกันชีวิต” ก่อน จึงจะสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เราจึงต้องไปสอบเป็น ตัวแทนประกันชีวิตให้ผ่านก่อน ซึ่งเราสามารถเตรียมตัวได้จากการหาอ่านตำรา หรือทำตัวอย่างข้อสอบ ที่ทาง “ฝ่ายขาย” จัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งฝ่ายขายนี้ ก็เปรียบเสมือนทีมย่อยๆแต่ละทีมภายในบริษัทประกัน แต่ละหน่วยก็จะมีบริหารหน่วยคอยดูแล (เปรียบเสมือนผู้เป็น “หัวหน้า” งานของเรา) หากเราสนใจจะเป็นตัวแทนประกันชีวิต ก็สามารถติดต่อเข้าไปยังหน่วยประกันที่สนใจ เพื่อขอสมัครเข้าไปเป็นตัวแทนแล้วเริ่มเตรียมตัวสอบได้ ดังนั้นก่อนอื่น เราจึงต้องเริ่มจากการหาหน่วยประกันที่ผู้บริหารหน่วยมีแนวทางการทำงานตรงกับแนวทางที่เราต้องการก่อน โดยอาจจะสอบถามจากคนรู้จักใกล้ตัวที่ทำประกัน ว่ามีตัวแทนคนไหนแนะนำให้ได้ไหม เพื่อให้เขาลองพาเราไปคุยกับผู้บริหารฝ่ายขายดู อาจจะลองศึกษาแต่ละหน่วยดูสัก 2-3 ที่ แล้วประเมินดูว่า เราน่าจะทำงานกับหน่วยไหนแล้วเราสบายใจ ก็ลองสมัครไปขึ้นไปตัวแทนของหน่วยนั้นได้

แต่สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก่อนจะเตรียมตัวสอบ หรือเลือกทำงานกับหน่วยไหนก็คือ การเลือก “บริษัทประกันชีวิต” ที่เราจะขึ้นเป็นตัวแทนด้วยเป็นอันดับแรก ที่ควรจะต้องเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูง เพราะต้องรับความเสี่ยงของลูกค้าจำนวนมาก, มีระบบการฝึกอบรมและเครื่องมือที่ครบถ้วน ทันสมัย และที่สำคัญคือตัว “แบบประกัน” หรือสินค้าด้านประกันที่เราจะแนะนำได้ ที่ควรจะมีความน่าสนใจ แข่งขันได้ และสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครบถ้วนทุกความต้องการ ซึ่งถ้าจะให้ผมแนะนำ ทางบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เอง ก็ถือเป็นบริษัทประกัน ที่น่าจะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ จากการที่เป็นบริษัทที่มีความมั่นคงสูง (มูลค่าสินทรัพย์รวม ณ Q2/63 ประมาณ 536 ล้านบาท) ทำธุรกิจมานานกว่า 69 ปี (ก่อตั้งปีพ.ศ. 2494) มี Muang Thai Academy สถาบันฝึกอบรมของทางเมืองไทยประกันชีวิต ที่เป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลในสาขา “Education Service Provider of the year 2019” อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่ได้รับรางวัล บริษัทประกันชีวิตที่มีการบริหารงานอันดับ 1 ต่อเนื่อง 14 ปีซ้อน และมีเครื่องมือเช่น แอพพลิเคชั่นต่างๆด้านการทำงาน ที่ช่วยให้ตัวแทนทำงานได้สะดวกสบายขึ้น มีโครงการรับรองรายได้ช่วงต้น ให้กับตัวแทนใหม่ ด้านโปรดักประกันเอง ก็ครบถ้วนหลากหลายทุกประเภท ทั้งประกันชีวิต ประกันชีวิตควบการลงทุน และประกันสุขภาพต่างๆ ทั้งแผนเล็กแผนใหญ่ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครบถ้วน สำหรับผู้ที่สนใจอาชีพตัวแทนประกันชีวิตหรือที่ปรึกษาการเงิน และกำลังมองหาบริษัทประกันชีวิตที่น่าจะร่วมงานด้วย

“การฝึกอบรมตัวแทนใหม่”

หลังจากที่เราเลือกบริษัท เลือกฝ่ายขาย และสอบเป็นตัวแทนประกันชีวิตผ่านแล้ว ส่วนใหญ่ทางบริษัทแต่ละที่ ก็จะมีโปรแกรมฝึกฝนให้กับตัวแทนใหม่ทุกคน โดยเริ่มจากการสอนแบบประกันต่างๆของทางบริษัท รวมถึงรายละเอียดและเงื่อนไขสัญญาเพิ่มเติมความคุ้มครองสุขภาพด้านต่างๆ เพื่อให้เราเข้าใจประกันแต่ละแบบ นอกจากนั้นก็ยังมีการอบรมเรื่องโครงสร้างการจ่ายผลตอบแทน และก็จะมีการฝึกฝนเพื่อให้เราพร้อมเริ่มทำงาน ซึ่งอาจเป็นการสอนการหาและการสร้างฐานลูกค้า, วิธีการเข้าพบลูกค้า และแนวทางการนำเสนอประกัน, การค้นหาความต้องการและประเมินความจำเป็นในการทำประกันของลูกค้า เพื่อให้แนะนำได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งการฝึกอบรมดังกล่าว จะมีอย่างต่อเนื่องในช่วง 90 วันแรกของการเริ่มเป็นตัวแทน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ที่เราต้องเตรียมพร้อมพัฒนาตัวเองให้ทำงานต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

“แนวทางการทำงาน”

เมื่อเริ่มต้น เราต้องมี “แผนงาน” ในแต่ละสัปดาห์ก่อน ว่าเราจะติดต่อใคร วันไหน เพื่อขอนัดพบไปแนะนำวางแผนเกี่ยวกับการทำประกันให้ได้บ้าง ซึ่งเราก็ต้องทำงานหนักในการคิดหรือหารายชื่อคนที่เราน่าจะมีโอกาสเข้าพบได้ จากนั้นตลอดสัปดาห์ เราก็เดินทางเข้าพบลูกค้าตามแผนที่เราได้นัดหมายไว้ โดยระหว่างสัปดาห์ ก็จะมีช่วงเวลาที่ทางหน่วยอาจนัดประชุมเพื่อติดตามงาน ปรึกษากันเกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคที่พบเจอมา รวมถึงมีการเข้าสัมมนาระหว่างหน่วยที่จะมีตัวแทนจากหน่วยอื่นๆมาแชร์ประสบการณ์ทำงานเป็นตัวอย่างให้ฟัง สำหรับคนที่เป็นตัวแทนที่มีลูกค้าที่ดูแลอยู่แล้วระดับหนึ่ง ก็อาจจะมีกิจกรรมอย่างอื่นทำเพิ่มในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพบลูกค้าเก่า เพื่อทบทวนแผนประกันเดิม, ติดต่อประสานงานกับบริษัทประกันหรือโรงพยาบาลในการขอประวัติสุขภาพ หรือเอกสารด้านการเคลมให้แก่ลูกค้า, ใช้เวลาศึกษาอบรม หรือเตรียมตัวสอบเกี่ยวกับความรู้ทางการเงินด้านอื่นๆเพิ่มเติม, ทำการตลาดหรือสร้างเครือข่ายให้ตัวเองด้วยวิธีต่างๆ เช่น ทำ content ลงโซเชียลมีเดียอย่าง FB Page / YouTube / เว็บไซต์ หรือทำกิจกรรมอื่นๆเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคนใหม่ๆ ตามความสนใจหรือความถนัดของแต่ละคน

“ด้านผลตอบแทน”

คนที่เป็นตัวแทนจะได้รับค่าตอบแทนเป็นค่า “คอมมิชชั่น” ซึ่งคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ จากเบี้ยประกันที่ลูกค้าจ่าย โดยเฉลี่ยอาจจะอยู่ที่ประมาณ 5-40% ของเบี้ยปีแรก (แล้วแต่บริษัท และขึ้นอยู่กับแบบประกันแต่ละแบบ) และจะค่อยๆลดลงในปีถัดๆไปเมื่อลูกค้าจ่ายเบี้ยปีต่อ นอกเหนือจากนี้ แต่ละบริษัทก็มักจะมีเงินโบนัสพิเศษให้ หากยอดขายถึงเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอย่างเช่น หากเป็นที่บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ตัวแทนที่สามารถทำงานจนได้รับค่าคอมมิชชั่นอย่างน้อย 1 ล้านบาทต่อปี (ติดคุณวุฒิระดับสากลของทางฝั่งประกันที่เรียกว่า MDRT (Million Dollar Round Table) อย่างต่อเนื่อง 5 ปี) ทางบริษัทก็จะจ่ายเงินโบนัสพิเศษ ณ สิ้นปีที่ 5 อีก 5 ล้านบาท เพิ่มเป็นพิเศษให้ นอกเหนือจากค่าคอมมิชชั่นปกติ เป็นต้น

“เส้นทางการพัฒนาตัวเอง”

ตัวแทนประกันชีวิต ถือเป็นอาชีพที่เปิดโอกาสให้เราได้พัฒนาทั้งความรู้และความสามารถได้หลากหลายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นงานที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับประกัน ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการเงินด้านอื่นๆอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการวางแผนภาษี, ด้านการวางแผนการเงินเช่น การเก็บเงินเกษียณ หรือเป้าหมายการเงินอื่นๆ, ด้านการออมการลงทุนในเครื่องมือต่างๆ หรือด้านการวางแผนจัดการมรดก ทำให้คนที่เป็นตัวแทนต้องหมั่นพัฒนาความรู้ด้านการเงินให้ตัวเองอยู่เสมอ ในด้านใบอนุญาต หากต้องการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Linked) ก็ต้องสอบให้ได้ใบอนุญาตผู้แนะนำการลงทุน (IC License) เพิ่มเติม หรือหากต้องการพัฒนาตัวเองเป็น “นักวางแผนการเงิน”  ที่สามารถวางแผนการเงินแบบองค์รวม ที่ครอบคลุมการเงินทุกด้าน และแนะนำผลิตภัณฑ์การเงินได้หลากหลาย ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น ก็สามารถไปเรียนและสอบคุณวุฒินักวางแผนการเงิน CFP (Certified Financial Planner) กับสมาคมนักวางแผนการเงินไทย เพิ่มเติมได้ ก็จะยิ่งช่วยให้เราเพิ่มคุณค่าการทำงานในสายงานนี้ได้มากขึ้น นอกจากนี้ การเป็นตัวแทนประกันชีวิตจะส่งเสริมให้เราต้องพัฒนาตัวเองด้าน “Soft Skill” ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะการพูด การสื่อสาร หรือการพัฒนาบุคลิกภาพ เนื่องจากเป็นงานที่ต้องอาศัยการติดต่อสื่อสาร และสร้างความน่าเชื่อถือ ในสายตาของลูกค้า จึงถือเป็นงานที่เราจะได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองทั้งด้าน “ศาสตร์” คือความรู้การเงินด้านต่างๆ และ “ศิลป์” หรือการสื่อสาร ไปพร้อมๆกัน 

“ทัศนคติและคุณสมบัติที่เหมาะสม”

การจะทำอาชีพตัวแทนประกันชีวิตให้ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนนั้น ลำพังเพียงการมีความรู้หรือมีทักษะที่ดี ก็อาจไม่เพียงพอ หากเรายังมีทัศนคติและคุณสมบัติในการทำงานที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมคิดว่า ทัศนคติและคุณสมบัติที่สำคัญของผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ ควรประกอบไปด้วย :

– มีความกระตือรือร้นและทุ่มเทในการเรียนรู้และการพัฒนาตัวเอง (Proactive)

เนื่องจากอาชีพนี้เป็นอาชีพอิสระ ไม่มีใครมาคอยจ้ำจี้จ้ำไชให้เราต้องทำอะไรบ้าง ดังนั้น หากเราอยากเก่งในงาน เราจึงต้องเป็นคนที่สามารถสร้างแรงกระตุ้นในการทำงานให้ตัวเองได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากใคร

– มีวินัยและความรับผิดชอบ (Responsible)

เนื่องจากประกันเป็นสินค้าการเงินที่มีสัญญาระยะยาว ดังนั้นงานตัวแทน จึงไม่ใช่งานขายสินค้าที่ซื้อขายกันครั้งเดียวแล้วจบกันไป แต่เป็นงานที่ต้องสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และคอยดูแลให้คำปรึกษากันไปในระยะยาว ที่ถือเป็นความรับผิดชอบที่เป็นหน้าที่สำคัญของตัวแทนที่ดีทุกคน นอกจากนั้นในรูปแบบการทำงานอิสระ ไม่มีใครมาคอยบังคับ เราจึงต้องรู้จักบังคับตัวเองให้ทำงานอย่างสม่ำเสมอ วางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบด้วย

– มีความอดทน และก้าวผ่านอุปสรรคหรือปัญหาได้ไว

เพราะตัวแทนประกันชีวิตเป็นอาชีพที่ต้องพบปะผู้คนที่หลากหลาย จึงเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะได้พบเจอคนที่อาจจะไม่เห็นด้วย หรือไม่เข้าใจในสิ่งที่เราแนะนำ “คำปฏิเสธ” จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะได้พบเจอ เราจึงต้องก้าวข้ามความผิดหวัง และไปต่อให้ไว ไม่มัวจมอยู่กับปัญหาหรือความผิดหวังที่ผ่านไปแล้ว

– มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy)

ในฐานะที่ปรึกษา ตัวแทนที่ดีจึงควรเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น โดยพยายามเข้าใจถึงความทุกข์ ความกังวลใจ หรือปัญหาที่ลูกค้าเผชิญอยู่ เพื่อช่วยให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับลูกค้าจริงๆ โดยไม่ถือเอาความคิดของตัวเองเป็นศูนย์กลาง

มีความซื่อสัตย์และคิดถึงผลประโยชน์ของผู้อื่นก่อนเสมอ (Dignity)

ด้วยความที่เป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทนสูง ตัวแทนประกันชีวิตที่ดีจึงต้องระมัดระวังเวลาให้คำแนะนำ ที่จะต้องแนะนำประกันตามความจำเป็นในชีวิตของลูกค้าเป็นที่ตั้ง ภายใต้ค่าเบี้ยที่เหมาะสมกับฐานะของลูกค้า ไม่ใช่เน้นขายเพื่อผลประโยชน์หรือเป้าหมายของตัวเองไว้ก่อน เราถึงจะได้รับความไว้วางใจ และความน่าเชื่อถือจากลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งในการทำงาน

“โอกาสอื่นๆในอาชีพ”

หากเราสามารถพัฒนาตัวเองในอาชีพนี้ได้ถึงจุดหนึ่ง เช่น รับใบอนุญาตทางการเงินต่างๆ หรือได้คุณวุฒิทางการเงินต่างๆอย่างครบถ้วน จนก้าวขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาหรือนักวางแผนการเงินที่มีความสามารถ เราก็อาจจะมีโอกาสอื่นๆทางอาชีพเพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น การได้เป็นวิทยากรบรรยาย การได้ออกสื่อทางการเงิน หรือเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์จากการทำการตลาดส่วนตัวของเราด้วย ซึ่งก็จะช่วยให้เราเป็นที่รู้จัก และเพิ่มช่องทางแหล่งรายได้มากขึ้นจากการรับจ้างตามงานการเงินอื่นๆ นอกเหนือจากการแนะนำประกันแต่เพียงอย่างเดียวอีกด้วย

จะเห็นได้ว่า การจะก้าวเข้ามาทำอาชีพตัวแทนประกันชีวิต มีอะไรหลายอย่างที่เราต้องพิจารณาและเตรียมพร้อมทั้งกายใจมากกว่าที่เราคิด ที่ไม่ใช่แค่การมองแต่เรื่องของรายได้หรือผลตอบแทนแต่เพียงอย่างเดียว และผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ในสังคมปัจจุบัน อาชีพตัวแทนประกันชีวิตนั้น ได้รับการยอมรับมากขึ้นกว่าสมัยก่อน ที่ผู้ที่เข้ามาสมัครทำก็เริ่มเป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถและทัศนคติที่ดี ต้องการอาชีพที่ตอบโจทย์ทั้งรูปแบบการทำงานที่มีความอิสระ และค่าตอบแทนตามความสามารถอย่างเหมาะสม ได้ทำงานที่มีโอกาสสร้างคุณค่า ด้วยการให้คำแนะนำทั้งด้านการบริหารความเสี่ยง และการเงินด้านอื่นๆให้กับผู้คนในสังคมได้มีความมั่งคั่งและมั่นคงทางการเงินที่ดีขึ้น อย่างที่ตัวผมได้มีโอกาสทำอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งต้องบอกเลยว่า หากผมไม่เคยมีโอกาสเป็นตัวแทนประกันชีวิตมาก่อน ก็คงไม่สามารถพัฒนาตัวเองจนมาอยู่จุดนี้ได้ เพราะอาชีพตัวแทนได้สอนและส่งเสริมให้ผมพัฒนาตัวเองในหลายด้านมากๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ที่ต้องการก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนประกันชีวิตทุกคน ต้องยึดมั่นไว้เสมอก็คือ การให้คำแนะนำโดยมีผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นที่ตั้ง ก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว แล้วผมเชื่อว่า หากเรามีคุณสมบัติอื่นๆที่ครบถ้วน อาชีพตัวแทนประกันชีวิตจะเป็นอาชีพที่น่าสนใจที่เหมาะกับเรา และมีโอกาสที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแน่นอนครับ

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่

https://www.muangthai.co.th/th/mtl-5years-challenge

บทความนี้เป็น Advertorial

KERRY EXPRESS ธุรกิจที่สร้างเงินให้คนนับล้านกำลังจะเข้าตลาดหุ้น

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนึ่งในธุรกิจที่มีการเติบโตสูงเป็นอันดับต้น ๆ คือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดส่ง หรือโลจิสติกส์นั่นเอง

ในยุคก่อนหน้านี้ ธุรกิจโลจิสติกส์อาจจะมีผู้ประกอบการอยู่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น และส่วนมากก็มักจะเป็นเจ้าตลาดที่อยู่มาอย่างยาวนาน หรือไม่ก็ให้บริการเฉพาะการจัดส่งสินค้าระหว่างบริษัทด้วยตนเอง ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปมีตัวเลือกการจัดส่งสินค้าไม่มากนัก

แต่ทุกสิ่งก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ เมื่อโลกของอีคอมเมิร์ซเข้ามาเขย่าตลาดธุรกิจของไทย ผู้คนเริ่มนิยมสั่งสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น รวมถึงค่าธรรมเนียมการชำระเงินที่ต่ำลงจนแทบจะฟรีแบบ 100% ก็ยิ่งทำให้การค้าขายผ่านโลกออนไลน์ได้รับความนิยมมากเข้าไปอีก

สิ่งที่เติบโตไปพร้อม ๆ กับตลาดอีคอมเมิร์ซ ก็คือตลาดของการจัดส่งพัสดุด่วน เพราะใคร ๆ ก็อยากสั่งของแล้วได้ของทันที ดังนั้น บริษัทใดก็ตามที่สามารถจัดส่งพัสดุได้ไวที่สุด ย่อมเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจนั้นไม่ยาก หนึ่งในนั้นคือ Kerry Express ที่หลายคนรู้จักกันเป็นอย่างดี

และวันนี้บริษัทจัดส่งพัสดุด่วนแห่งนี้กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในชื่อหุ้น KEX

บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “KEX” ประกอบธุรกิจให้บริการจัดส่งพัสดุด่วน โดยให้บริการทั้งลูกค้าทั่วไปและลูกค้าภาคองค์กร เป็นบริษัทแรกที่ดำเนินธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนแบบ Next Day Service ที่สามารถจัดส่งสินค้า ถึงปลายทางวันถัดไป หรือภายในวันเดียวก็ทำได้ด้วย Sameday Service

KEX เติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับตลาดของอีคอมเมิร์ซในไทยที่เติบโตขึ้นเช่นกัน เพราะเมื่อไม่กี่ปีก่อน การสั่งสินค้าอาจต้องใช้เวลารอมากกว่า 1 สัปดาห์กว่าที่สินค้าจะถูกจัดส่งถึงปลายทาง รวมถึงความปลอดภัยของสินค้าที่ยังไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่ KEX คือผู้เปิดโลกใหม่แห่งการจัดส่งพัสดุด่วนที่มีความปลอดภัยมากขึ้น ทำให้วงการอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซในไทยเติบโตยิ่งกว่าเดิมอีก เพราะผู้บริโภคกล้าสั่งของมากขึ้น มั่นใจว่าได้ของไวและไม่เสียหาย

ในปัจจุบัน KEX ดำเนินธุรกิจให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนแก่ลูกค้าสามกลุ่ม

กลุ่มแรก คือลูกค้ากลุ่มที่ส่งของถึงลูกค้าด้วยกันเอง (C2C) KEX เป็นผู้บุกเบิกการให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนภาคเอกชนในภาคธุรกิจ C2C ในประเทศไทย และยังให้บริการเก็บเงินปลายทาง Payment-on-Delivery เป็นรายแรกและรายใหญ่ที่สุดในกลุ่มผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนภาคเอกชนในประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากมูลค่าธุรกรรม โดยในกลุ่ม C2C ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่คือผู้ค้าปลีกออนไลน์และบุคคลทั่วไป นอกจากนี้ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น Kerry Express เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ เช่น เรียกรถเข้ารับพัสดุ ตรวจสอบสถานะปัจจุบันของการจัดส่ง เข้าถึงสิทธิประโยชน์จาก Kerry Express Loyalty Program เป็นต้น

กลุ่มที่สอง คือลูกค้ากลุ่มบริษัทที่ส่งของถึงลูกค้าทั่วไป (B2C) รวมถึงอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีสัญญาให้บริการที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอนหรือเป็นสัญญาระยะยาว นอกจากนั้นยังให้บริการจัดการพัสดุที่รับมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการดำเนินพิธีการศุลกากร และการให้บริการจัดส่งสินค้าจากร้านค้าส่งถึงผู้บริโภคปลายทาง (Last-Mile Delivery) การให้บริการจัดส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ (E-Fulfillment) การให้บริการจัดส่งพัสดุด่วน การส่งคืนพัสดุ (เปลี่ยนหรือคืนสินค้า) และบริการจัดส่งพัสดุโดยเก็บเงินปลายทาง ลูกค้ารายใหญ่มักจะเป็นบริษัทที่หลายคนรู้จักกันดี เช่น Shopee Lazada JD Central รวมถึงผู้ใช้บริการช่องทางการขายสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์ในประเทศไทย

กลุ่มที่สาม คือลูกค้ากลุ่มธุรกิจที่ส่งของถึงลูกค้าธุรกิจด้วยกัน (B2B) ให้บริการทั้งลูกค้าองค์กร รวมถึงธนาคาร และสถาบันการเงินอื่น ๆ สำนักงานกฎหมาย บริษัทจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศ กลุ่มร้านค้าภายใต้เครือข่ายบริษัทเดียวกัน (chain stores) บริษัทค้าปลีกสมัยใหม่ บริษัทขายตรง บริษัทโทรคมนาคม บริษัทเทรดดิ้ง และสำนักงานทั่วไป

เทคโนโลยีถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบริการลูกค้าของ KEX เหนือกว่าผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ซึ่ง KEX ก็เน้นการลงทุนในเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน โดยการใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นมาเองนั้นทำให้ KEX สามารถปรับปรุงการให้บริการจัดส่งพัสดุได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ลูกค้าของ KEX

ระบบเทคโนโลยีของ KEX ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจทุกด้าน ตั้งแต่การเข้าถึงลูกค้า การจัดส่งพัสดุตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง และการชำระค่าจัดส่งพัสดุ ซึ่งรวมถึงบริการเก็บเงินปลายทาง (Payment-on-Delivery) การนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับใช้ ส่งผลให้ KEX ได้เปรียบจากการเก็บฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากที่ได้จากการดำเนินธุรกิจ เพื่อนำมาปรับกลยุทธ์และพัฒนาปรับปรุงการบริการให้ตอบสนองกับความต้องการของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น นอกเหนือจากเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีประสิทธิภาพของ KEX หน่วยงานการจัดส่งพัสดุและการดำเนินธุรกิจยังมีทีมเทคโนโลยีในหน่วยงานของตนเองซึ่งส่งผลให้แต่ละหน่วยงานสามารถเข้าถึงและติดต่อทีมเทคโนโลยีได้โดยตรง นอกจากนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีที่หลากหลายยังส่งผลให้การให้บริการจัดส่งพัสดุของ KEX มีประสิทธิภาพตามไปด้วย

ทั้งหมดนี้คือกลุ่มลูกค้าที่ KEX ให้บริการเป็นหลัก นับจากจุดเริ่มต้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน ทุกวันนี้ KEX มีจุดให้บริการรับส่งพัสดุแล้วกว่า 15,000 แห่ง ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทย (ข้อมูล ณ 30 ก.ย. 63)  และมีรายได้ในปีล่าสุดที่สูงถึงเกือบ 2 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว (ข้อมูล ปี 62)

งบการเงิน KEX

ปี 2560

รายได้ 6,626 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 730 ล้านบาท

ปี 2561

รายได้ 13,565 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 1,185 ล้านบาท

ปี 2562

รายได้ 19,782 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 1,329 ล้านบาท

งวดเก้าเดือน ปี 2562

รายได้ 14,655 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 900 ล้านบาท

งวดเก้าเดือน ปี 2563

รายได้ 14,689 ล้านบาท

กำไรสุทธิ 1,030 ล้านบาท

หากพิจารณาจากงบการเงิน จะเห็นว่าทั้งรายได้และกำไรสุทธิเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยล่าสุดในงวด 9 เดือนแรกของปีนี้นั้น แม้ว่าสภาวะภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน แต่ KEX ก็ยังสามารถรักษาระดับรายได้ ขณะที่ฝั่งกำไรสุทธิก็ยังมีการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แต่ทุกวันนี้มีบริษัทอื่นอีกมากมายที่เข้ามาทำธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนเช่นเดียวกับ KEX และเมื่อมีคู่แข่งเข้ามามากขึ้น สงครามราคาคือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่างที่เห็นได้จากทุกวันนี้ที่บริษัทจัดส่งหลายแห่งจัดโปรโมชั่นลดราคาอย่างหนัก ทำให้ธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนที่แต่เดิมแทบจะไม่มีคู่แข่ง กลายเป็นตลาดน่านน้ำสีเลือดที่ทุกคนห้ำหั่นราคากันอย่างน่ากลัว

ถึงแม้การแข่งขันจะสูงขึ้น แต่ KEX ไม่ได้เข้าไปร่วมในสงครามราคาแบบเต็มตัวแต่อย่างใด เพราะสุดท้ายต้องไม่ลืมว่าการจัดส่งพัสดุด่วนนั้น สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ราคาที่ถูกก็คือ การจัดส่งที่ไวและความปลอดภัยของสินค้า นั่นคือจุดแข็งของ KEX และเป็นชื่อเสียงที่สร้างมาอย่างยาวนานมากกว่าบริษัทอื่น ที่สำคัญคือ ทุกวันนี้ KEX มีการจัดส่งพัสดุเฉลี่ยต่อวันทำการกว่า 1.2 ล้านชิ้น นั่นหมายความว่า KEX มีการรับมือกับจำนวนออเดอร์มหาศาลได้ดีกว่า และทำให้ลูกค้าเชื่อถือใน KEX ได้ไม่ยากเลย

ที่สำคัญที่สุด หากพิจารณาดี ๆ แล้วความเป็นมืออาชีพของ KEX ที่ทำธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนมาอย่างยาวนาน สุดท้ายแล้วไม่ได้มีแต่บริษัทหรือลูกค้าเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ผู้ใช้บริการจัดส่งของ KEX ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าแบบครัวเรือนก็ได้ประโยชน์ด้วย เพราะถ้าสินค้าส่งไปถึงปลายทางช้า หรือไปถึงแล้วสินค้าเสียหาย คงไม่มีใครอยากซื้อของ แต่การขนส่งที่ไวและเชื่อถือได้นี้เอง ทำให้คนทั่วไปกล้าสั่งของมากขึ้น กลายเป็นการส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจรายย่อยจำนวนมาก

สำหรับการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ KEX จะนำเงินที่ได้ไปใช้ชำระคืนเงินกู้ ใช้หมุนเวียนในการทำธุรกิจ และใช้สำหรับการขยายธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนของตนเอง 

ผู้ที่สนใจสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSEQ01.aspx?TransID=305545 และ https://th.kerryexpress.com/

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

บัญชีออมทรัพย์ดอกสูง ทางเลือกที่พักเงินใหม่สำหรับนักลงทุนในยุคนี้

นักลงทุนตอนนี้คงรู้สึกเหมือนกันใช่ไหมว่าตลาดการเงินไม่ค่อยแน่นอน

จากเหตุการณ์รถไฟเหาะตีลังกาของตลาดหุ้นที่ลากลงมาจาก 1,700 จุดกว่า เหลือ 900 กว่าจุด และกลับมาที่ 1,400 จุด นักลงทุนหลายคนคงรู้สึกว่า การมีเงินสดเก็บไว้ในสถานการณ์แบบนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ แต่จะให้ฝากไว้ในตราสารหนี้หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ เราก็ยังคงต้องเจอกับความผันผวนอยู่ดี

หากอยากได้เงินเย็นพร้อมใช้ พร้อมลงทุนจริง ๆ เงินจะต้องเบิกถอนได้ง่าย แต่หากจะให้ฝากในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดา ดอกเบี้ยก็อาจจะดูน้อยไปหน่อย หรือให้ฝากในบัญชีเงินฝากประจำที่ให้ดอกสูงกว่า ก็ขาดสภาพคล่องไปอีก เพราะฉะนั้นบัญชีออมทรัพย์พิเศษดอกสูงจึงเป็นคำตอบของนักลงทุน

หลายคนอยากรู้ใช่ไหมครับว่า บัญชีออมทรัพย์ที่อยากแนะนำสำหรับการพักเงินคือบัญชีอะไร ครั้งนี้ลงทุนศาสตร์ขอพาไปรู้จักกับ ‘บัญชีเงินฝาก กรุงศรีออมทรัพย์มีแต่ได้ ออนไลน์’

  • บัญชีเงินฝาก กรุงศรีออมทรัพย์มีแต่ได้ ออนไลน์ คือ บัญชีออมทรัพย์พิเศษที่ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี ตั้งแต่บาทแรก คิดดอกเบี้ยให้ทุกวัน รับดอกเบี้ยไปเลยทุกเดือน กลายเป็นดอกเบี้ยทบต้นไปอีก โดยไม่ต้องรอให้ครบปีเหมือนบัญชีอออมทรัพย์อื่นๆแม้ว่าคุณจะพักเงินไว้ไม่นาน คุณก็มั่นใจได้ว่าคุณยังได้กำไรจากดอกเบี้ยอยู่
  • จุดเด่นสำคัญอีกอย่าง คือ สภาพคล่องสูง ทำให้นักลงทุนทั้งหลายไม่ต้องเสียโอกาสทั้งในการลงทุนและดอกเบี้ย เพราะสามารถถอนหรือโอนได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 64 หลังจากนั้นเป็นต้นไป จะสามารถถอนหรือโอนฟรีได้ 2 ครั้งต่อเดือน) 
  • นอกจากนี้ ยังสามารถเปิดบัญชีได้ง่าย แม้จะไม่เคยมีบัญชีธนาคารกรุงศรีอยุธยามาก่อน โดยเปิดผ่านแอปพลิเคชัน KMA-Krungsri Mobile Application สะดวก สบายกว่า ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่สาขาธนาคาร และสามารถตรวจเช็คความเคลื่อนไหวของบัญชี หรือทำธุรกรรมทางการเงินอื่นๆ ผ่าน KMA ได้เลย

ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้จริง ๆ ด้วยกรุงศรีมีแต่ได้ ออนไลน์

อย่างที่บอกไปว่า นักลงทุนอย่างเรา หากนำเงินสดที่ถือไว้มาเก็บในบัญชีออมทรัพย์ที่มีดอกเบี้ยสูงตั้งแต่บาทแรกย่อม ถือเป็นการบริหารพอร์ทการลงทุนอย่างหนึ่งเหมือนกัน ยกตัวอย่าง สมมติเรามีเงินสดสำรองไว้ลงทุน 100,000 บาท ปกติเราจะได้ดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ที่อัตรา 0.25% หรือเท่ากับ 250 บาทต่อปี แต่ถ้านำเงินก้อนเดียวกันย้ายมาไว้ที่บัญชีออมทรัพย์กรุงศรีมีแต่ได้ ออนไลน์ จะได้ดอกเบี้ยสูงถึง 1.50% หรือเท่ากับ 1,500 บาทต่อปี ดอกเบี้ยมากกว่าเดิมถึง 500% แต่ถ้าหากนักลงทุนมียอดเงินฝากเกิน 100,000 บาทขึ้นไป จะได้ดอกเบี้ยที่ 1% ต่อปี ซึ่งก็ยังมากกว่าอัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ปกติอยู่ดี

ที่สำคัญยังคิดดอกเบี้ยให้ทุกวัน และให้นักลงทุนรับดอกเบี้ยแบบทบต้นไปเลยทุกเดือน ถอนเมื่อไหร่ก็มั่นใจว่ายังได้ดอกเบี้ยอยู่

ตัวอย่างตารางการคำนวณดอกเบี้ย บัญชีออมทรัพย์กรุงศรีมีแต่ได้ ออนไลน์ วิธีการคำนวณ โดยคิดจากยอดทั้งจำนวน

เปิดบัญชีกรุงศรีมีแต่ได้ ออนไลน์กันเถอะ!

 ถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนในการเลือกบัญชีออมทรัพย์ไว้พักเงินลงทุน ในจังหวะที่ตลาดหุ้นผันผวนหนักในช่วงนี้ครับ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และเปิดบัญชีได้ที่ https://bit.ly/32UFoR9

กรุงศรีมีแต่ได้ ออนไลน์ นี่มีแต่ได้จริง ๆ !

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save