ขายข้าวไข่เจียว (ร้านอาหาร) เสียภาษีอย่างไร?

“ขายข้าวไข่เจียวหน้าบ้าน หรือ เปิดร้านอาหารข้างทาง เสียภาษียังไง ยืนก่อนเลยได้ไหม” เป็นคำถามที่น่าสนใจที่นำมาฝากกันวันนี้ครับ

อยากทราบว่า พอดีจะขายข้าวไข่เจียวหน้าบ้าน แต่ยังไม่ได้ลงทุนเริ่มต้นอะไรเลยไปเสียภาษีก่อนได้เลยไหมคะ ?

โดยคำถามเต็มๆ ที่โพสท์ในกลุ่ม ภาษีมีคำตอบ : ถาม-ตอบ แลกเปลี่ยนปัญหาภาษี คือประโยคนี้ บอกเลยว่า อ่านคำถามนี้จบแล้ว รู้สึกเลยว่านี่คือคนดีที่โลกรอ หมอ…

เดี๋ยว !! แต่สิ่งที่ต้องขอก่อน คือ อย่าเพิ่งไปจ่ายภาษีครับผม เพราะว่าเรายังไม่มีรายได้ใด ๆ และก็ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรไปยื่นส่งสรรพากรเหมือนกัน

แนะนำให้มาดูสิ่งที่ต้องทำมีอะไรบ้าง โดยพรี่หนอมลองย่อยประเด็นสำคัญ ๆ ให้อ่านเพื่อตัดสินใจดังนี้ครับ (หลักการนี้สามารถใช้กับธุรกิจร้านอาหารที่เป็นบุคคลธรรมดาได้หมดนะครับ)

จากคำถามการ “ขายไข่เจียวหน้าบ้าน” ขอเดาว่าน่าจะเริ่มทำในรูปแบบบุคคลธรรมดา เพราะว่าไม่น่าจะจดบริษัท มันดูยิ่งใหญ่อลังการไป

ดังนั้นภาษีหลัก ๆ ที่ต้องเสียแน่ ๆ คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม

เอาเป็นว่าเราจะพูดถึงเรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก่อน ซึ่งภาษีตัวนี้มีวิธีคำนวณอยู่ 2 วิธี คือ วิธีเงินได้สุทธิ กับ เงินได้พึงประเมิน อ่านบทความเรื่อง วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ดูคลิปด้านล่างนี้ได้เลยครับ

โดยปกติแล้ว เราจะเสียวิธีเงินได้สุทธิ เพราะมักจะคำนวณออกมาแล้วได้ภาษีที่ต้องเสียมากกว่า ซึ่ง หลักการคำนวณ คือ เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ ได้มาเท่าไร เอาไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษี ซึ่งจากกรณีนี้จะสรุปได้ว่า

1. เงินได้ = รายได้จากการขายข้าวไข่เจียว (ถ้าคน ๆ นี้มีรายได้อื่น ก็ต้องเอามาเสียภาษีด้วยนะ)
2. ค่าใช้จ่าย = สิ่งที่กฎหมายกำหนดให้หัก โดยการ ขายข้าวไข่เจียว = ประกอบธุรกิจภัตตาคาร ซึ่งกฎหมายให้ทางเลือกในการหักค่าใช้จ่ายไว้ 2 ทาง คือ หักเหมา 60% หรือ หักค่าใช้จ่ายตามจริง

3. ค่าลดหย่อน = หักค่าลดหย่อนภาษีที่กฎหมายมีให้ เช่น ลดหย่อนส่วนตัว ลดหย่อนอื่นๆ ทุกอย่างที่มี

ถ้าใครคำนวณตรงนี้เป็น ก็จะเห็นตัวเลขภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ออกมาได้ล่ะครับ โดยถ้าเริ่มในปี 2563 เราจะมีหน้าที่ยื่นแบบ ปีละ 2 ครั้ง คือ ภาษีเงินได้ครึ่งปี เดือนกันยายน 2563 ภาษีเงินได้เต็มปีของปี 2563 ยื่นภายในมีนาคมปี 2564

ทีนี้มาภาษีอีกตัว คือ VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม ตรงนี้คำนวณ 7% จากยอดขาย เรียกว่าภาษีขาย และมีหน้าที่ต้องจดเมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี

รายได้ คือ รายได้
ไม่ต้องหักค่าใช้จ่ายใดๆ (ถ้าหักจะเรียกกำไร)

ดังนั้น ถ้าคิดว่าร้านของเรายอดขายถึงแน่ ๆ ไม่ปีนี้ก็ปีหน้า ก็ให้เตรียมจด VAT ล่วงหน้าไว้ได้เลยจ้า แต่ถ้ายังไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปีแน่ๆ แบบนี้อาจจะเลือกไม่จดภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ เอาที่สะดวกใจ แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมคิดราคาขายที่รวม VAT ไว้ด้วยนะ

คำแนะนำเพิ่มเติม คือ ทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ด้วย เพื่อยืนยันว่า รายได้เรามีเท่าไร
ต้นทุนจริง ๆ ที่เกิดขึ้นมันมากแค่ไหน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันเผื่อถูกตรวจสอบ และใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนกิจการต่อไป อย่าลืมแยกบัญชีร้านขายข้าวไข่เจียว กับรายการค่าใช้จ่ายส่วนตัวให้ชัด ถ้าทำแบบนี้ได้ตั้งแต่แรก รับรองว่าไม่มีปัญหา

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

เรามีหนี้สินและมีเงินออม

หลายคนมองว่าจะต้องหมดหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต หนี้กยศ. และจ่ายหนี้ทุกอย่างให้หมดก่อน รู้สึกเบาตัวและสบายใจแล้วค่อยเริ่มออมเงิน แต่ส่วนใหญ่พอหมดหนี้เก่าแล้วมักจะมีเรื่องให้ต้องผ่อนของชิ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ จึงไม่ได้เริ่มออมเงินสักที

อภินิหารเงินออมอยากให้ลองนึกภาพว่าถ้าเราหาเงินมาได้เท่าไหร่ จ่ายหนี้จนหมด ไม่มีเก็บไว้เลยเพราะคิดว่าอยากให้หนี้หมดเร็วที่สุด กว่าจะหมดหนี้ก็ใช้เวลาหลายปี แต่ระหว่างนี้มีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น เช่น รายได้ลดลง ตกงาน เงินที่เคยหมุนคล่องมือ ตอนนี้กลายเป็นศูนย์ เมื่อไม่มีเงินออมจึงต้องไปกู้หนี้ก้อนใหม่มาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เป็นการสร้างหนี้ไม่มีที่สิ้นสุด

มีหนี้แล้วจะออมเงินได้มั้ย?

มันขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่เราผ่อนต่อเดือนว่าเป็นเท่าไหร่ของรายได้ จึงจะรู้ว่าว่าสามารถออมเงินได้หรือไม่ แนวคิด คือ ยอดผ่อนหนี้ต่อเดือนควรน้อยกว่า 35 – 45% ของรายได้ เรามาดูตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นนะคะ

ตัวอย่าง เรามีรายได้ประจำและรายได้พิเศษเดือนละ 45,000 บาท จ่ายหนี้รายเดือน ดังนี้

  • ผ่อนบ้าน (หนี้ระยะยาว) เดือนละ 7,000 บาท
  • ผ่อนบัตรเครดิต (หนี้ระยะสั้น) เดือนละ 3,000 บาท

วิธีคำนวณ

(ยอดผ่อนหนี้ทั้งหมดต่อเดือน / รายได้) x 100

(7,000 + 3,000 / 45,000) x 100 = 22.22%

แปลว่า เราผ่อนหนี้อยู่ที่ 22.22% ของรายได้ น้อยกว่า 35 – 40% แบบนี้มีหนี้ก็มีเงินออมได้ และควรพยายามรักษาสัดส่วนไม่ให้เกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

มีหนี้เยอะมากจะออมได้มั้ย?

คราวนี้เปลี่ยนโจทย์ใหม่ให้สุดโต่งว่ามีรายได้เดือนละ 45,000 บาท จ่ายหนี้เดือนละ 40,000 บาท เท่ากับ 89% ของรายได้ อาจจะออมเงินได้เล็กๆน้อยๆจากเศษเหรียญที่เหลือในแต่ละวัน เพราะมีเท่าไหร่แทบจะจ่ายหนี้ทั้งหมด

สิ่งสำคัญ คือ ตั้งสติหยุดสร้างหนี้ใหม่แล้ว

ควรจริงจังกับการแก้ไขหนี้ที่อยู่ตรงหน้าให้เต็มที่

ตัวอย่าง รวมหนี้ให้เหลือที่เดียว เจรจากับเจ้าหนี้เพื่อผ่อนจ่ายรายเดือนน้อยลง ออมเงินก้อนปิดหนี้เน่าครั้งเดียว ความจริงมีการแก้หนี้อีกหลายวิธี แนวคิดนี้เหมาะกับบางสถานการณ์เท่านั้น วิธีแก้หนี้แบบอื่นๆ แนะนำให้อ่านหนังสือ “คนชนะหนี้” ของคุณโจ มณฑานี ตันติสุข รับรองว่าเจอแนวทางแก้หนี้ของตัวเองแน่นอนจ้า

สรุปว่า…

  • ถ้ายอดผ่อนหนี้ต่อเดือนน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 35 – 45% ของรายได้ เราควรออมเงินอย่างน้อย 5 -10% ของรายได้หรือมากกว่านี้ก็ได้ เป้าหมายแรก ควรเก็บเงินฉุกเฉินให้ครบ
  • ถ้าเราผ่อนหนี้มากกว่า 45% ของรายได้ ควรหยุดสร้างหนี้เพิ่ม ไม่กู้หนี้ใหม่มาจ่ายหนี้เดิม ควรแก้หนี้อย่างจริงจัง หารายได้เพิ่ม แต่ละวันเหลือเศษเหรียญเท่าไหร่ก็นำไปออมเก็บไว้ เผื่อช๊อตระยะสั้นจะได้มีเงินมาใช้จ่ายได้

———

PR :  E-book เล่มแรกของเพจอภินิหารเงินออม “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” เป็นการเรียบเรียงความรู้การเงินและ Workshop เพื่อสร้างความเข้าใจและวิธีนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน อ่านสารบัญและสั่งซื้อ E-book ได้ตามลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

เพจอภินิหารเงินออม

ค่าลดหย่อนภาษีครึ่งปี ต้องจ่ายเมื่อไร? ทำไมบางตัวถึงลดได้ไม่เท่าสิ้นปี

ขอโทษนะครับ เบี้ยประกันที่จ่ายในเดือนมีนาคม เอามายื่นลดหย่อนภาษีครึ่งปีได้ไหม ? เป็นหนึ่งในคำถามที่ส่งมาทางแฟนเพจ TAXBugnoms ซึ่งถ้าให้ตอบสั้น ๆ ก็บอกเลยครับว่า “ได้” เพราะภาษีครึ่งปี เป็นภาษีที่ยื่นสำหรับรายได้ที่มีในช่วงครึ่งปีแรก (มกราคม – มิถุนายน) ดังนั้นค่าลดหย่อนที่เกิดในช่วงนี้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีครึ่งปีได้แน่นอนครับ แต่ประเด็นคือลดหย่อนภาษีครึ่งปีได้สูงสุดเพียง 95,000 บาทครับ

เดี๋ยวนะ !! ทำไมถึงเป็น 95,000 บาท ในเมื่อประกันมันควรลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาทไม่ใช่เหรอ ? 

ถ้าอยากหาคำตอบด้วยความเข้าใจ แนะนำให้อ่านบทความเรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ที่ผมเพิ่งเขียนลงบล็อกภาษีข้างถนนไปสด ๆ ร้อน ๆ ครับ แต่ถ้าอยากเข้าใจแบบสรุป ลองดูหน้าสรุปรายการค่าลดหย่อนภาษีครึ่งปีตรงนี้ก่อนครับ

จากโพสต์ในแฟนเพจ TAXBugnoms จะเห็นว่ามี รายการลดหย่อนภาษี บางตัวที่ไม่เหมือนเดิม เมื่อเทียบกับค่าลดหย่อนภาษีประจำปี เนื่องจากประเภทของค่าลดหย่อนในการใช้ลดหย่อนภาษี จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ ค่าลดหย่อนจริง ๆ กับ ค่าลดหย่อนที่ยกเว้นจากเงินได้

โดยค่าลดหย่อนจริง ๆ คือ ค่าลดหย่อนที่เราสามารถนำมาหักได้ทั้งจำนวนโดยที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว หรือค่าลดหย่อนคู่สมรส หักได้ 60,000 บาท ค่าลดหย่อนบุตรหรือบิดามารดาคนละ 30,000 บาท หรือ บุตรคนที่สองหักได้เป็น 60,000 บาท

ค่าลดหย่อนในกลุ่มนี้ เมื่อเอามาใช้คำนวณภาษีครึ่งปี จะลดลงเหลือครึ่งนึงทันที โดยที่ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรให้ซับซ้อน

ส่วนอีกประเภท คือ ค่าลดหย่อนที่ยกเว้นจากเงินได้ คือ ค่าลดหย่อนที่กำหนดให้ยกเว้นเพื่อหักออกจากเงินได้ ตัวอย่างเช่น LTF ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 500,000 บาท หรือ RMF ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ ไม่เกิน 500,000 บาทเมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. ฯลฯ ซึ่งค่าลดหย่อนส่วนนี้เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเรามีรายได้น้อย เราจะหักได้แค่รายได้ที่เรามีเท่านั้น

กลุ่มนี้เวลาใช้คำนวณภาษีครึ่งปี ก็จะไม่ต้องหารสองให้สับสน เพราะมันคิดจากรายได้อยู่แล้ว ดังนั้นไม่ต้องไปคิดเยอะ หักได้เต็มๆไปเลยจ๊ะพี่จ๋า

ทีนี้ปัญหา คือ ค่าลดหย่อนบางตัวที่เรารู้จักกัน มันเป็นค่าลดหย่อนที่มีทั้ง 2 ประเภทนี้ปนกันอยู่ เช่น ประกันชีวิต หรือ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม

ปกติเราจะเข้าใจว่า ค่าลดหย่อนตัวนี้คือ 100,000 บาท แต่จริงๆ การลดหย่อนของประกันชีวิตหรือดอกเบี้ยเงินกู้ยืม มันประกอบด้วยสองส่วน นั่นคือ ส่วนที่หักเป็นค่าลดหย่อนได้จริง 10,000 บาท และส่วนที่หักจากเงินได้อีก 90,000 บาท

ดังนั้นเวลาเอามาคำนวณภาษีครึ่งปี ค่าลดหย่อนกลุ่มนีจะถูกหารครึ่งในส่วนของค่าลดหย่อนจาก 10,000 บาท เหลือเพียง 5,000 บาทเท่านั้น แต่ส่วนที่หักจากเงินได้ยังได้สิทธิ 90,000 บาทเท่าเดิม

นั่นเลยเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงเหลือ 95,000 บาทนั่นเองครับ..

แหม่… ตอบปัญหาสั้น ๆ แต่อธิบายเรื่องอื่นยาวซะงั้น ยังไงสุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

ทำไม “คนมองโลกในแง่ร้าย” ถึงมีโอกาสเอาตัวรอดทางการเงินได้ดีกว่า?

ผมเพิ่งมีโอกาสได้คุยกับเพื่อนที่ทำธุรกจอาหารท่านหนึ่ง และได้ข้อคิดที่อยากนำมาแบ่งปันกันเขาบอกผมว่า “ในวิกฤตแบบนี้ผมเพิ่งเห็นประโยชน์ของการที่ผมมองโลกในแง่ร้ายเหมือนกันนะพี่ มันทำให้ผมบาดเจ็บน้อยกว่าคนอื่นๆ”

พอพูดว่าการมองโลกในแง่ร้ายบางคนก็คิดว่า “น่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี” แต่ในเชิงจิตวิทยาคนมองโลกในแง่ร้าย ไม่ได้ไม่ดีไปเสียหมด เพราะมันจะทำให้พวกเขาประเมินสถานการณ์แย่กว่าความเป็นจริง ทำให้เกิดการปรับตัวและการรับมือล่วงหน้าค่อนข้างมาก

วันนี้เรามาเรียนรู้การบริหารเงินแบบคนมองโลกในแง่ร้ายกันดีกว่าครับ

ข้อแรก “คนมองโลกในแง่ร้ายเป็นคนเตรียมพร้อม”

ด้วยความที่หลายครั้งในสถานการณ์ปกติ เราจะยึดถือว่า “ความปกติ”จะอยู่กับเราไปเรื่อยๆ แต่เมื่อวันหนึ่งความปกติของเราถูกกระทบ หลายคนนั้นแทบจะเสียศูนย์ไปเลย แต่คนมองโลกในแง่ร้ายหลายๆ คนจะตั้งแง่ไว้ก่อนว่าสักวันหนึ่งวิกฤตจะต้องเกิดๆ ดังนั้นพวกเขามักจะตั้งรับไปด้วยและใช้ชีวิตแบบระมัดระวังในช่วงเวลาที่ปกติ และเมื่อเกิดวิกฤตพวกเขาจะได้นำออกมาใช้ยามฉุกเฉิน 

ข้อสอง “หากคุณมองโลกในแง่ร้ายคุณอาจจะเหนื่อย…แต่รอด”

CEO ผมเคยบอกว่าถ้าเราตั้งเป้ามีเงิน 100 บาท เราอาจจะมีเงินไม่ถึง 100 บาท แต่ถ้าหากเราตั้งเป้าสูงกว่านั้นเช่น เราตั้งเป้าว่าอยากมจะมีเงินล้าน ท้ายที่สุดเราอาจจะมีเงินไม่ถึงล้าน แต่ก็อาจจะไปได้ถึงหลักแสน และแน่นอนว่ามันเกิน 100 บาทแน่ๆ เพราะเราต้องตั้งเป้าให้ท้าทายเพื่อชาเลนจ์ตัวเองและทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะไปให้ได้ เราอาจจะเหนื่อยแต่เราจะรอด ถ้าสถานการณ์ไม่ได้แย่เราแค่เหนื่อยเฉยๆ

ข้อสาม “การมองหาแพลน B แพลน C คือนิสัยที่ควรมี”

ด้วยความที่คนมองโลกในแง่ร้ายเป็นคนวิตก ดังนั้นเขาจะไม่เชื่อว่ามีทางรอดเดียวเสมอเมื่อจะเกิดวิกฤต แต่ความตื่นตัวจะทำให้เรามองหาแพลน B และหลายคนมองทางรอดไว้ไม่ใช่แค่แพลน B แพลนเดียว การที่มีทางเลือกมากขึ้นย่อมเป็นเรื่องที่ดี และสติของเราจะไตร่ตรองว่า แต่ละทางเลือกนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างระมัดระวังในการเลือกเพื่อเอาตัวรอด

ท้ายที่สุดแล้วการมองโลกในแง่ร้ายแบบพอประมาณเป็นทักษะที่เราควรจะมีในภาวะวิกฤต ไม่ต้องไปถึงขั้นหวาดวิตกจนชีวิตไม่มีความสุข แต่ในวิกฤตการตื่นตัวตลอดเวลา การพร้อมจะปรับตัว และการประเมินสถานการณ์ให้รุนแรงกว่าเสมอ จะทำให้เรามีโอกาสรอด ลองปรับตัวดูครับ

คอลัมน์ #มีสลึงพึงบรรจบ โดย Mr.Priceless

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

อย่าเข้าใจผิด ! เงินได้ประเภทที่ 8 ไม่สามารถหักเหมา 60% ได้ทุกรายการนะจ๊ะ

“หักเหมา 60% ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน เพราะมีไว้สำหรับคนที่กฎหมายให้สิทธิ์เท่านั้น” ถ้าเริ่มต้นด้วยประโยคแบบนี้ อาจจะมีใครหลายคนรู้สึกว่าโดนทำร้ายจิตใจ แต่ความจริงก็คือความจริงครับ

เหตุผลที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพราะว่าช่วงนี้หลายคนเริ่มถามเข้ามาว่า ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาทำธุรกิจ (เงินได้ประเภทที่ 8) สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% ได้ไหม ยกตัวอย่างเช่นคำถามนี้ครับ

ปรึกษาหน่อยครับ… ผมขยายพันธุ์และขายกระบองเพชรผ่านทางเฟซบุ้กอย่างเดียว ไม่มีหน้าร้าน แบบนี้สามารถยื่นภาษีบุคคลธรรมดา หักค่าใช้จ่ายเหมาจ่าย 60% ได้มั้ยครับ พอดีผมหาข้อมูลแล้วไม่เจอว่า ขายกระบองเพชร (ไม้ประดับ) จะสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% ได้อ่ะครับ

จากคำถามนี้ ขออธิบายแบบชัด ๆ ครับว่า การหักค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดา กรณีประกอบในรูปแบบการทำธุรกิจ หรือมีเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ที่สามารถหักแบบเหมา 60% ได้นั้น จะต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ ในพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11 (มาตรา 8) โดยกำหนดไว้ทั้งหมด 43 ประเภท ซึ่งมี 42 ประเภทสามารถหักแบบเหมา 60% และอีก 1 ประเภทที่เหมาแบบมีเพดาน (นั่นคือ กรณีของนักแสดงสาธารณะ)

“มาตรา 8  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ยอมให้หักค่าใช้จ่าย
เป็นการเหมา ดังต่อไปนี้

                    (1) การเก็บค่าต๋งหรือค่าเกมจากการพนัน การแข่งขันหรือการเล่นต่าง ๆ ร้อยละ 60
                    (2) การถ่าย ล้าง อัด หรือขยายรูป ภาพยนตร์ รวมทั้งการขายส่วนประกอบ ร้อยละ 60
                    (3) การทำกิจการคานเรือ อู่เรือ หรือซ่อมเรือที่มิใช่ซ่อมเครื่องจักร เครื่องกล ร้อยละ 60
                    (4) การทำรองเท้า และเครื่องหนังแท้หรือหนังเทียม รวมทั้งการขายส่วนประกอบ ร้อยละ 60
                    (5) การตัด เย็บ ถัก ปักเสื้อผ้าหรือสิ่งอื่น ๆ รวมทั้งการขายส่วนประกอบ ร้อยละ 60
                    (6) การทำ ตกแต่ง หรือซ่อมแซมเครื่องเรือน รวมทั้งการขายส่วนประกอบ ร้อยละ 60
                    (7) การทำกิจการโรงแรมหรือภัตตาคาร หรือการปรุงอาหาร หรือเครื่องดื่มจำหน่าย ร้อยละ 60
                    (8) การดัด ตัด แต่งผม หรือตกแต่งร่างกาย ร้อยละ 60
                    (9) การทำสบู่ แชมพู หรือเครื่องสำอาง ร้อยละ 60
                    (10) การทำวรรณกรรม ร้อยละ 60
                    (11) การค้าเครื่องเงิน ทอง นาก เพชร พลอย หรืออัญมณีอื่น ๆ รวมทั้งการขายส่วนประกอบ ร้อยละ 60
                    (12) การทำกิจการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลเฉพาะที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนรวมทั้งการรักษาพยาบาลและการจำหน่ายยา ร้อยละ 60
                    (13) การโม่หรือย่อยหิน ร้อยละ 60
                    (14) การทำป่าไม้ สวนยาง หรือไม้ยืนต้น ร้อยละ 60
                    (15) การขนส่งหรือรับจ้างด้วยยานพาหนะ ร้อยละ 60
                    (16) การทำบล็อก และตรา การรับพิมพ์ หรือเย็บสมุด เอกสาร รวมทั้งการขายส่วนประกอบ ร้อยละ 60
                    (17) การทำเหมืองแร่ ร้อยละ 60
                    (18) การทำเครื่องดื่มตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต ร้อยละ 60
                    (19) การทำเครื่องกระเบื้อง เครื่องเคลือบ เครื่องซีเมนต์ หรือดินเผา ร้อยละ 60
                    (20) การทำหรือจำหน่ายกระแสไฟฟ้า ร้อยละ 60
                    (21) การทำน้ำแข็ง ร้อยละ 60
                    (22) การทำกาว แป้งเปียกหรือสิ่งที่มีลักษณะทำนองเดียวกันและการทำแป้งชนิดต่าง ๆ ที่มิใช่เครื่องสำอาง ร้อยละ 60
                    (23) การทำลูกโป่ง เครื่องแก้ว เครื่องพลาสติก หรือเครื่องยางสำเร็จรูป ร้อยละ 60
                    (24) การซักรีด หรือย้อมสี ร้อยละ 60
                    (25) การขายของนอกจากที่ระบุไว้ในข้ออื่นซึ่งผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต ร้อยละ 60
                    (26) รางวัลที่เจ้าของม้าได้จากการส่งม้าเข้าแข่ง ร้อยละ 60
                    (27) การรับสินไถ่ทรัพย์สินที่ขายฝากหรือการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเด็ดขาดจากการขายฝาก ร้อยละ 60
                    (28) การรมยาง การทำยางแผ่น หรือยางอย่างอื่นที่มิใช่ยางสำเร็จรูป ร้อยละ 60
                    (29) การฟอกหนัง ร้อยละ 60
                    (30) การทำน้ำตาล หรือน้ำเหลืองของน้ำตาล ร้อยละ 60
                    (31) การจับสัตว์น้ำ ร้อยละ 60
                    (32) การทำกิจการโรงเลื่อย ร้อยละ 60
                    (33) การกลั่นหรือหีบน้ำมัน ร้อยละ 60
                    (34) การให้เช่าซื้อสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 40 (5) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ร้อยละ 60
                    (35) การทำกิจการโรงสีข้าว ร้อยละ 60
                    (36) การทำเกษตรกรรมประเภทไม้ล้มลุกและธัญชาติ ร้อยละ 60
                    (37) การอบหรือบ่มใบยาสูบ ร้อยละ 60
                    (38) การเลี้ยงสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งการขายวัตถุพลอยได้ ร้อยละ 60
                    (39) การฆ่าสัตว์จำหน่าย รวมทั้งการขายวัตถุพลอยได้ ร้อยละ 60
                    (40) การทำนาเกลือ ร้อยละ 60
                    (41) การขายเรือกำปั่นหรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์มีระวาง ตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป หรือแพ ร้อยละ 60
                    (42) การขายที่ดินเงินผ่อนหรือการให้เช่าซื้อที่ดิน ร้อยละ 60
                   
                    การแสดงของนักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุหรือโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพ หรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใด ๆ
                          (ก) สำหรับเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 60
                          (ข) สำหรับเงินได้ส่วนที่เกิน 300,000 บาท ร้อยละ 40

                    การหักค่าใช้จ่ายตาม (ก) และ (ข) รวมกันต้องไม่เกิน 600,000 บาท”
(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 629) พ.ศ. 2560 ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปีภาษี พ.ศ. 2560 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป)

                    “เว้นแต่ผู้มีเงินได้จากกิจการตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง แสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517 และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าตามหลักฐานที่นำมาพิสูจน์นั้นปรากฏว่ามีรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายน้อยกว่าอัตราค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ข้างต้นก็ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าหลักฐานที่นำมาพิสูจน์”

ดังนั้น ถ้าเราเป็นบุคคลธรรมดา ที่ทำธุรกิจแล้วมีเงินได้ประเภทที่ 8 จะต้องเช็คก่อนว่าสามารถหักเหมาได้ไหม เพราะไม่เช่นนั้นแล้วต้องหักค่าใช้จ่าย ตามที่เกิดขึ้นจริง (จำเป็นและสมควร) เท่านั้นครับ ซึ่งระบุไว้ในมาตรา 8 ทวิ ดังนี้ครับ

“มาตรา 8 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่10) พ.ศ. 2496 ที่มิได้ระบุไว้ในมาตรา 8 ให้หักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517 และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2506 มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม 

ภาษีเหมา คืออะไร? เสียยังไง? คำนวณแบบไหน?

ภาษีเหมาเสียยังไง ?  เห็นหลายคนบอกว่าเสียภาษีแบบนี้อยู่ แล้วไม่มีปัญหาภาษีย้อนหลัง มันคืออะไรกันครับพรี่หนอมมมมม

อ่า.. คำตอบคือ ภาษีเหมาไม่มีจ้า ถ้าพูดถึงภาษีเงินได้ ก็มีแต่วิธีคำนวณภาษีเงินไ้ด้บุคคลธรรมดาเท่านั้นแหละ ที่เราต้องรู้จักและทำความเข้าใจกับมันอย่างถูกต้อง

ถ้าใครพอมีเวลาสัก 10 นาที อยากให้ลองดูคลิปด้านล่างนี้ น่าจะช่วยให้เข้าใจวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามากยิ่งขึ้นครับ หรือจะอ่านบทความ วิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ได้เหมือนกันครับผม

ถ้าขี้เกียจดูขี้เกียจอ่าน ขอสรุปให้ฟังแบบนี้ละกัน วิธีคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีอยู่ 2 วิธี คือ เงินได้สุทธิ กับ เงินได้พึงประเมิน

โดยวิธีเงินได้สุทธิ คำนวณจาก (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) แล้วเอามาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามอัตราภาษีเงินได้ตั้งแต่ยกเว้น – 35%

ส่วนวิธีเงินได้พึงประเมิน (ที่ใครหลายคนเรียกว่าภาษีเหมา) มันคือการเอาเงินได้ประเภทที่ 2-8
มารวมกันแล้วคูณออกมาเป็นจำนวนภาษี แต่วิธีนี้จะใช้เมื่อคำนวณภาษีได้มากกว่า 5,000 บาท ซึ่งอัตราที่เอามาคูณ คือ 0.5% นั่นเอง

เมื่อคำนวณแล้วต้องเอาสองวิธีมาเทียบกันแล้วเสียตามวิธีที่คำนวณได้เงินภาษีที่สูงกว่าครับ ซึ่งถ้าใครยื่นแบบผ่านอินเตอร์เน็ตจะเห็นระบบคำนวณให้แบบอัตโนมัติที่หน้าสุดท้าย และเปรียบเทียบให้แบบสบายๆ ไม่ต้องเสียเวลาคิด ซึ่งข้อเท็จจริง เรามักจะเสียภาษีตามวิธีเงินได้สุทธิมากกว่าวิธีภาษีเหมาที่เรียกกันอยู่แล้วครับ

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

วางแผนจัดการเงิน เราทำเองได้ง่ายมากๆ

ปัจจุบันสื่อออนไลน์ทำให้เราเข้าถึงความรู้การเงินได้ง่ายมากๆขึ้น แต่จะนำมาใช้กับตัวเองอย่างไรก็ต้องรู้ก่อนว่าเป้าหมายการเงินของเราคืออะไร รู้ว่าเงินไหลเข้ามาจากที่ไหน เงินไหลไปอยู่ที่ไหนบ้าง รวมถึงตรวจสุขภาพการเงินของตัว ถึงจะรู้ว่าตอนนี้ควรจัดการเงินอย่างไร

เราทำเองได้ง่ายๆโดยการสรุปทุกอย่างไว้ที่หน้าเดียว บทความนี้เป็นตัวอย่างการเงินของอภินิหารเงินออมเพื่อทำให้เข้าใจง่ายขึ้น อ่านแล้วก็วางแผนจัดการเงินของตัวเองตามได้ทันทีเลยจ้า ถ้าเราสรุปทุกอย่างแล้วก็จะได้ภาพรวมประมาณนี้นะคะ

ภาพรวมเป้าหมายการเงินและสถานะการเงินของเรา

เริ่มตั้งแต่สี่เหลี่ยมซ้ายมือเป็นรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สิน ตรงกลางสามเหลี่ยมเป็นเป้าหมายการเงินว่าเราต้องการใช้เงินไปทำอะไรบ้าง ส่วนด้านขวามือการวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนเรื่องการเงินของเรา หรือเรียกว่าการตรวจสุขภาพการเงินนั่นเองจ้า

จากภาพนี้เงินที่เหลือปีละประมาณ 125,400 บาท (หรือเดือนละ 10,450 บาท) ควรแบ่งเงินเพื่อตอบโจทย์ให้ได้หลายเป้าหมายให้ได้มากที่สุด ดังนี้

1. เงินฉุกเฉิน

เราควรเก็บเพิ่มอีก 22,300 บาท เราแบ่งเก็บเดือนละ 1,950 บาท ที่เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

2. ท่องเที่ยว

ใช้เงิน 100,000 บาท เราแบ่งเก็บเดือนละ 3,000 บาท ที่กองทุนรวมตลาดเงิน

3. เงินก้อนสร้างธุรกิจ

ประมาณ 98,919 บาท เราแบ่งเก็บเดือนละ 2,000 บาท ที่กองทุนรวมตราสารหนี้

4. เงินคุ้มครองรายได้และเงินเกษียณ

เดือนละ 3,500 บาท

  • เรามีรายได้ปีละประมาณ 540,000 บาท ถ้าทำงาน 20 ปี อย่างน้อยเราสร้างเงินให้ครอบครัวได้ 10,800,000 บาท (ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นทุกปีก็จะมีเงินมากกว่านี้) 
  • แต่ถ้าอายุสั้น ปีหน้าเสียชีวิต เงิน 10 ล้านที่จะได้รับนี้ก็จะหายไปด้วยเช่นกัน 
  • เพื่อทำให้ครอบครัวอุ่นใจเราทำประกันชีวิตความคุ้มครอง 10,000,000 บาท เบี้ยประกันเดือนละ 3,500 บาท หากเราอายุยืน ประกันชีวิตเล่มนี้จะเปลี่ยนจากคุ้มครองรายได้กลายเป็นเงินเกษียณ

โปรแกรมที่ใช้ คือ แอปพลิเคชั่น Wealth Me Pro เหมาะกับใคร?

  • คนทั่วไปที่ต้องการวางแผนการเงินให้ตัวเอง ควรมีความรู้พื้นฐานเรื่องการวางแผนการเงิน เพื่อใช้งานแอพได้เต็มความสามารถ
  • ผู้แนะนำการลงทุน นักวางแผนการเงิน ตัวแทนประกัน เพื่อใช้วางแผนการเงินให้ลูกค้าครอบคลุมทั้งเรื่องอายุสั้นและอายุยืน เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของลูกค้าให้มากที่สุด

=> ลิงค์ของแอพ Wealth Me Pro นะคะ https://apps.apple.com/th/app/wealth-me-pro-พ-ระม-ดการเง-น/id1468160772

=> สำหรับใครที่สนใจแอพ Wealth Me Pro กดลิงค์นี้แล้วทำตามขั้นตอนรับส่วนลด 5% ได้เลยจ้า https://m.me/102909954706735?ref=WealthMePro2ByPa

รายได้และค่าใช้จ่าย

แม้ว่าเป็นตัวเลขประมาณการณ์ล่วงหน้า แต่ก็ทำให้เห็นภาพรวมว่ามีเงินเข้ามาแล้วใช้จ่ายอะไรบ้าง เริ่มต้นจากรายได้ที่มาจากการใช้แรงทำงานและผลตอบแทนจากทรัพย์สินที่ลงทุน

ค่าใช้จ่ายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • ค่าใช้จ่ายคงที่ : ต้องจ่ายเท่านั้น ไม่สามารถต่อรองจ่ายน้อยลงได้ เช่น การผ่อนหนี้สินรายเดือน เบี้ยประกันสุขภาพ ประกันรถยนต์ ฯลฯ
  • ค่าใช้จ่ายเพื่อการออมและการลงทุน : การสะสมเงินรายเดือน DCA กองทุน หุ้น ประกันชีวิตแบบหลัก ฯลฯ
  • ค่าใช้จ่ายผันแปร : เป็นรายจ่ายส่วนตัวที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เราสามารถลดรายจ่ายได้ 

จากภาพนี้เราประมาณรายได้และค่าใช้จ่ายแล้วเห็นว่าเหลือเงินเดือนละ 10,450 บาท เงินจำนวนนี้ที่จะแบ่งเพื่อเป้าหมายการเงินของเราต่อไป

ทรัพย์สินและหนี้สิน

เมื่อเรามีรายได้แล้วนำไปทำอะไรบ้าง ในภาพนี้แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ สินทรัพย์อยู่ฝั่งซ้าย ส่วนหนี้สินจะอยู่ฝั่งขวา แยกย่อยออกมา ดังนี้

สินทรัพย์มี 3 ส่วน คือ

  • สินทรัพย์สภาพคล่อง : สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้รวดเร็ว
  • สินทรัพย์ส่วนตัว : สมบัติที่ไม่คิดจะขายหรือถ้าจำเป็นจริงๆก็จะขายเป็นลำดับสุดท้าย
  • สินทรัพย์เพื่อการลงทุน : การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆทำให้เงินเติบโต เผื่อวันที่เราเกษียณแล้วจะได้นำเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไป

หนี้สินมี 2 ส่วน คือ

  • หนี้สินระยะสั้น : เป็นหนี้แล้วจะต้องจ่ายคืนเร็วๆ เพราะดอกเบี้ยสูง
  • หนี้สินระยะยาว : เป็นหนี้ที่จ่ายหลายปี ดอกเบี้ยถูก

สำหรับคนที่เป็นหนี้ตรงนี้มีผลมากๆ เช่น ถ้าเราเป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบจนชำระไม่ได้ อาจจะใช้วิธีเปลี่ยนหนี้สั้นเป็นหนี้ยาว เพื่อจ่ายรายเดือนลดลง จะได้มีเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ก็ต้องท่องไว้ว่าเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยรวมมากขึ้นอย่างแน่นอน และที่สำคัญ คือ ต้องไม่สร้างหนี้ใหม่เด็ดขาด

ถ้าเรานำมูลค่าสินทรัพย์ทั้งหมด ลบ หนี้สินทั้งหมด ก็จะรู้ว่าเรามีความมั่งคั่งเป็นอย่างไร เป็นบวกหรือติดลบ ถ้าใครถึงขั้นติดลบแล้วก็ควรหยุดสร้างหนี้ หันมาจัดการหนี้ที่อยู่ตรงหน้าก่อน ในภาพนี้เป็นตัวอย่างของคนที่มีความมั่งคั่งเป็นบวก

สุขภาพการเงินของเราเป็นอย่างไร

เหมือนเราไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล วัดความดัน เจาะเลือด ถ้าเป็นไปตามเกณฑ์ก็สบายใจ แต่ถ้าสูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ก็ต้องตรวจเพิ่มเพราะอาจจะเป็นสัญญาณการเกิดโรคอื่นๆตามมา

การตรวจสุขภาพการเงินแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ สภาพคล่อง หนี้สินและการออมการลงทุน สูตรการคำนวณอยู่ฝั่งซ้าย ส่วนเกณฑ์มาตรฐานอยู่ฝั่งขวา ผลการวิเคราะห์นี้ทำให้เรารู้ว่าจุดแข็งและจุดอ่อนการเงินของเราอยู่ที่ไหน แล้วเริ่มกำจัดจุดอ่อนเป็นอย่างแรก

จากตัวอย่างนี้มีจุดอ่อนที่การออมและการลงทุน ควรนำเงินที่เหลือแต่ละเดือนมาเก็บไว้ที่สินทรัพย์สภาพคล่องและสินทรัพย์เพื่อการลงทุนให้มากขึ้น

วิธีวางแผนจัดการเงินเร็วที่สุด คือ เริ่มทำวันนี้

สำหรับคนที่ต้องการได้คู่มือไปวางแผนจัดการเงินของตัวเองตั้งแต่ความรู้การเงินเบื้องต้นไปถึงวิธีจัดการเงินของตัวเองได้ พร้อม Workshop วิธีนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน อภินิหารเงินออม เรียบเรียงทั้งหมดไว้แล้วใน E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” หากสนใจคอร์สการเงินที่เชียงใหม่หรือสั่งซื้อ E-book อ่านรายละเอียดที่ลิงค์นี้  https://bit.ly/31SKOMA

เพจอภินิหารเงินออม

iiG เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจในยุค Disruption

เทคโนโลยีทำให้ชีวิตดีขึ้น….การทำธุรกิจก็เช่นกัน

ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันของเราดีขึ้น สะดวกสบายขึ้น ในการดำเนินธุรกิจก็เช่นกัน โดยเทคโลยีสามารถเข้าไปช่วยตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจได้รอบด้านอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ระบบหลังบ้าน

เช่น ระบบบัญชีการเงิน การรับคำสั่งซื้อ การวางแผนการผลิต ไปจนถึงระบบหน้าบ้านที่ธุรกิจนั้นมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น ระบบการขาย ระบบคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงการทำการตลาดบนช่องทางดิจิทัลที่คนไทยเราคุ้นเคยเป็นอย่างดี  เราจะเห็นได้ว่าหลายๆ ธุรกิจเริ่มมีการปรับตัว เปลี่ยนแปลง และนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มมากขึ้น

แต่รู้หรือไม่ว่า ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้

iiG บริษัทที่ปรึกษาด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย

iiG หรือ บริษัท ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คือผู้ดำเนินธุรกิจให้คำปรึกษา ด้านดิจิทัล และเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย ที่มีธุรกิจหลักๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่

(1) ธุรกิจของ iiG เอง ที่เกี่ยวกับการให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) และเป็นตัวแทนจําหน่ายระบบซอฟต์แวร์ CRM จาก Saleforceและยังมีธุรกิจให้บริการจัดหาบุคลากรในส่วนงานสารสนเทศ

(2) iCE หรือ ไอซีอี คอนซัลติ้ง จำกัด ที่ iiG ถือหุ้นอยู่ 100% ดำเนินธุรกิจเป็นที่ปรึกษา
 ด้านระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) และเป็นตัวแทนจําหน่ายระบบซอฟต์แวร์ ERP จาก Oracle

(3) iiXP หรือ บริษัท ไอแอนด์ไอ เอ็กซ์พีเรียนซ์ จำกัด ที่ iiG ถือหุ้นจำนวน 99.97% ดำเนินธุรกิจที่ปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ์แบรนด์ (Brand Strategy) การสร้างและบริหารประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management) และการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing)

iiG กับธุรกิจที่ปรึกษาด้าน CRM Solution 

CRM หรือระบบบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management)

เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้น เพื่อให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เห็นข้อมูลลูกค้า นำข้อมูลไปวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ต่อยอดพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ๆได้ และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในรูปแบบและเวลาที่ลูกค้าต้องการได้  เพื่อสร้างความประทับใจ ทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงที่สุดจากการใช้สินค้าและบริการ โดยเป้าหมายสูงสุดของการทำ CRM คือ เพื่อเปลี่ยนจากผู้บริโภคไปสู่การเป็นลูกค้าตลอดไป

iiG – ตัวแทนให้เช่าใช้ระบบซอฟต์แวร์ CRM อันดับ 1 ของโลกจาก Salesforce

Salesforce คือ แพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์หลากหลายทางธุรกิจ จากอเมริกา โดยบริษัท Salesforce.com, Inc. แพลตฟอร์มของ Salesforce มีหลากหลาย โดยเฉพาะงานด้าน CRM ซึ่งถือได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงในระดับโลกและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในการใช้งานด้าน CRM แพลตฟอร์มจะมีการเก็บข้อมูลของลูกค้าทั้งหมด บนคลาวด์ (Cloud Computing) ในรูปแบบ Software as a Service (SaaS) หลังจากนั้นจึงใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ และนำไปต่อยอดตามแผนงานขององค์กร เช่น การกระตุ้นยอดขาย, สร้างระบบริการหลังการขาย, สร้างแคมเปญทางการตลาด เป็นต้น

iCE กับธุรกิจที่ปรึกษาด้าน ERP Solution

ERP หรือระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning) คือ ระบบที่เปรียบเสมือนพื้นฐานที่สำคัญของธุรกิจ มุ่งเน้นการเชื่อมโยงระบบงานต่างๆ ขององค์กรเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ระบบงานทางด้านบัญชี การเงิน ระบบงานขาย ระบบงานจัดซื้อจัดจ้าง ระบบการผลิต รวมถึงระบบการกระจายสินค้า เพื่อให้ทุกฝ่ายในองค์กรใช้ข้อมูลจากแหล่งเดียวกันและต่อเนื่องกัน ทำให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ลดเวลาและขั้นตอนการทำงาน สามารถทำงานในลักษณะ Real Time อย่างเป็นระบบ ตรวจสอบได้ สอดคล้องกับมาตรฐานทางบัญชีและมาตรฐานต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี 

ICE –  ตัวแทนจำหน่ายระบบซอฟต์แวร์ ERP ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก จาก Oracle

Oracle คือ โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล จากบริษัทสัญชาติอเมริกัน Oracle Inc. ที่ตอบสนองความต้องการทุกด้านขององค์กร โดย Oracle ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ระบบคลาวด์  ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ทางธุรกิจต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กร ไปจนถึงการให้บริการคำแนะนำต่างๆที่ช่วยต่อยอดธุรกิจ

iiXP กับธุรกิจที่ปรึกษาด้าน Brand & Customer Experience และ Digital Marketing 

iiXP เป็นอีกหนึ่งธุรกิจในเครือ iiG ที่ต่อยอดจากระบบ CRM โดยดำเนินธุรกิจที่ปรึกษาด้านการวางกลยุทธ์แบรนด์ การบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้า ไปจนถึงการทำตลาดดิจิทัลเป็นหลัก โดยจะเริ่มจากการวิเคราะห์ถึงปัญหาและโอกาสทางธุรกิจ การทำความเข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และช่วยองค์กรค้นหาสิ่งที่องค์กรยังขาดอยู่ เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ในการสร้างประสบการณ์ของลูกค้าอย่างสร้างสรรค์ ก่อนจะนำมาวางโครงสร้างและลงมือปฏิบัติเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ เพื่อนำไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ารักและชื่นชอบในแบรนด์

ประสบการณ์หลากหลายอุตสาหกรรม กับการให้บริการองค์กรชั้นนำของเมืองไทย

กลุ่มลูกค้าของ iiG และบริษัทย่อยครอบคลุมอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรมและองค์กรชั้นนำในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มสถาบันการเงิน ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจโรงพยาบาล การสื่อสารและโทรคมนาคม พลังงานและสาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และ consumer product  ตัวอย่างลูกค้าของ iiG และบริษัทในเครือ อาทิ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอ็บบอต ลาบอแรตอรีส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

จากงบการเงินโดยภาพรวมตั้งแต่ปี 2560 – 2562 จะพบว่ารายได้และกำไรในปี 2562 มีการเติบโตค่อนข้างมาก สาเหตุเกิดมาจากการเข้าซื้อ iCE ทั้ง 100% เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2562 ส่งผลให้ภาพรวมรายได้และกำไรเติบโตดี จากเดิมที่มีธุรกิจด้าน CRM กินสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 91.94% ในปี 2561 ก็กลายมาเป็น CRM : ERP เท่ากับ 55.32 : 36.90 ในปี 2562 

ภาพรวมของรายได้มีการเติบโตจากปี 2560 – 2562 อยู่ที่ 16.51% และ 94.08% ตามลำดับ ส่วนภาพรวมกำไรสุทธิมีการลดลง 20.71% ในปี 2561 ก่อนจะเติบโต 162.07% ในปี 2562 ภาพรวมจึงเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับมาจากการเข้าซื้อกิจการ iCE ค่อนข้างชัดเจนมาก ทั้งในเรื่องของการเพิ่มยอดขาย การเพิ่มกำไรสุทธิ รวมไปถึงการกระจายสัดส่วนรายได้ให้สมดุลมากขึ้น ลดการพึ่งพารายได้จากภาคธุรกิจเดียว

ในส่วนของงบการเงินของบริษัท iCE ที่ iiG เข้าควบรวมกิจการ มีการเติบโตของรายได้ จากปี 2560 – 2562 อยู่ที่ 22.90% และ 22.37%

ส่วน iiXP ยังไม่ได้มีภาพของสัดส่วนรายได้ที่ชัดเจนมากนัก ตรงนี้คงต้องมองไปถึงอนาคต ว่าจะสร้างการเติบโตอย่างไร เพราะธุรกิจที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ของแบรนด์และการตลาดดิจิทัล ก็ถือว่าเป็นภาพที่สำคัญและน่าสนใจมาก สำหรับธุรกิจที่ให้บริการในแง่ของการเป็นที่ปรึกษาเช่นนี้

iiG กำลังจะเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น

iiG กำลังจะประกาศขายหุ้นเพิ่มทุน ให้กับนักลงทุนทั่วไปเป็นจำนวน 25 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 25% ของโครงสร้างบริษัทหลังจาก IPO เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทเองมีแผนจะนำเงิน ที่ได้จากการลงทุนในครั้งนี้ มาพัฒนาและเพิ่มศูนย์พัฒนาซอฟต์แวร์ (Development Center) ไปยังภูมิภาคต่างๆในประเทศไทยและก่อตั้ง Innovation Lab เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มจำนวนพนักงานและเพิ่มศักยภาพพนักงาน ทั้งนี้เพื่อจะสามารถรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

นักลงทุนที่สนใจ สามารถร่วมฟังข้อมูลได้ที่งาน Online Roadshow 17 กรกฎาคมนี้

ทาง iiG จะจัด  OnlineRoadshow วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 นี้ เพื่อนำเสนอข้อมูลการเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) นักลงทุนที่สนใจ สามารถลงทะเบียนฟรีได้ที่นี่ https://www.eventpop.me/e/9231 และถ้าหากอยากอ่านเป็นเอกสาร สามารถเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลได้ จากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ กลต. ได้โดยตรง

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาแนะนำซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ เพียงแต่สรุปข้อมูลสำคัญ
เพื่อให้นักลงทุนได้อ่านเพื่อเป็นความรู้ด้านการลงทุนเท่านั้น

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

ไดอารี่ผ่อนรถยนต์ ข้อคิดเรื่องการเงินจากการผ่อนรถ 84 เดือน

อภินิหารเงินออมรู้จักครูหวาน (เจ้าของรูปภาพนี้) เพราะมาลงคอร์ส“วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” ที่เชียงใหม่ หนึ่งในสาเหตที่มาเรียนเพราะเขารู้สึกว่า 10 ปีที่ทำงานมาไม่รู้ว่าเงินหายไปไหนบ้าง แล้วต้องการเริ่มต้นจัดการเงินอย่างจริงจัง

 

หลังจากเรียนเสร็จแล้วก็ต้องส่ง workshop เป้าหมายการเงิน ข้อมูลรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สินและหนี้สินเพื่อวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินแล้วพบว่า แม้ยอดหนี้จะน่าเป็นห่วง แต่เราเคยเจอเคสที่หนักกว่านี้มาแล้ว จึงมองว่าครูหวานน่าจะผ่านเรื่องทั้งหมดนี้ไปได้แน่นอน

 

เรามั่นใจเพราะครูหวานมีความสามารถหลายด้าน เช่น สอนภาษาอังกฤษ ถ่ายรูป เล่นดนตรี ร้องเพลง พูดภาษาสเปนเบื้องต้นและรีวิวหนัง ทั้งหมดนี้นำมาต่อยอดสร้างรายรับได้อีกเยอะมาก จึงแนะนำวิธีหารายได้เพิ่มว่าควรทำอะไรบ้าง แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับครูหวานว่าจะนำไปปรับใช้กับตัวเองอย่างไร

 

ผลของการนัดเจอกันครั้งนี้ทำให้ครูหวานเห็นภาพเรื่องเงินของตัวเองชัดขึ้นและรู้ว่าควรจัดการอย่างไรต่อไป ก่อนจะจบการพูดคุย ครูหวานหยิบสมุดเล่มหนึ่งมาให้แอดมินดู ข้างในเป็นตารางผ่อนรถยนต์ที่ขีดฆ่าทีละบรรทัดๆว่าผ่อนงวดที่เท่าไหร่

 ไดอารี่ผ่อนรถยนต์ ข้อคิดเรื่องการเงินจากการผ่อนรถ 84 เดือน

รถยนต์คันนี้ซื้อมาตั้งแต่ 6 มิ.ย. 56 ครูหวานเปิดทีละหน้าพร้อมกับเล่าถึงความอึดอัดใจที่ต้องเจอระหว่างผ่อนหนี้ก้อนนี้ เพราะบางช่วงรายได้พิเศษหายไป ทำให้ขาดส่งรถ จนต้องโดนค่าปรับ แต่ตอนนี้รู้สึกโล่งมากเพราะปิดหนี้รถได้แล้ว

 

เราเห็นตารางแบบนี้พร้อมข้อความตัวเล็กๆที่เขียนไว้ มันเหมือนการบันทึกการเดินทางกว่า 84 เดือน (7ปี) ของการผ่อนรถคันนี้ต้องเจออะไรบ้าง จึงขอถ่ายรูปนำมาโพสต์หน้าเพจ เพื่อแชร์ประสบการณ์ให้กับคนอื่นที่กำลังจะเริ่มผ่อนรถได้เตรียมใจพร้อมรับกับอะไรบ้าง

 

เรามองว่าหากกังวลว่าจะช๊อตระยะสั้น ผ่อนไม่ไหวบางงวด เราควรตุนเงินฉุกเฉินที่รวมค่าผ่อนรถไว้ด้วยอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อจะได้ไม่โดนค่าปรับหากจ่ายล่าช้า

 

ครูหวานฝากข้อคิดเรื่องการเงินที่ได้รับจากการผ่อนรถคันนี้ ส่วนใน ( ) เป็นความคิดเห็นของอภินิหารเงินออมนะคะ

=> อยากได้ของชิ้นใหญ่ ควรดูกำลังทรัพย์ของตัวเอง (แนวคิดทางการเงินมองว่าควรมีหนี้ผ่อนต่างๆต่อเดือนไม่เกิน 40% ของรายได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นภาระหนักมากเกินไป)

 

=> อย่าทำอะไรเกินตัว (ควรสร้างหนี้ตามกำลังความสามารถในการหารายได้ของเรา)

 

=> มีเงินค่อยมีของ (ถ้าเราเป็นหนี้แบบไม่มีเงินฉุกเฉินเก็บไว้เลย ในช่วงที่ไม่มีรายได้เข้ามาทำให้เรามีโอกาสสร้างหนี้ก้อนใหม่และมีหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแบบไม่รู้จบ เราควรมีเงินสะสมเก็บไว้บางส่วน อย่างน้อย 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายก่อนแล้วค่อยเริ่มก่อหนี้)

 

=> ใช้เงินให้ดี เพราะเงินจะอยู่กับคนที่รักเค้า 

 

แม้ว่าพันธนาการจากหนี้ก้อนนี้ได้หมดลงแล้ว แต่มันก็ทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไว้เตือนสติตัวเองว่าต่อไปต้องเข้มงวดเรื่องเงินให้มากขึ้น อภินิหารเงินออมขอบคุณครูหวาน ( https://www.facebook.com/piradaboonsirichai) ที่อนุญาตให้นำเรื่องราวมาเล่าให้ฟัง เผื่อใครที่กำลังจะผ่อนรถจะได้นำแนวคิดมาปรับใช้กับตัวเองได้

 

สำหรับคนต้องการวางแผนซื้อรถแล้วอยากรู้ว่า ผ่อนรถสั้น – ยาว จ่ายดอกเบี้ยต่างกันเท่าไหร่? ดูได้ที่ภาพนี้ เราจะเห็นว่าถ้ามีเงินดาวน์มาก ผ่อนสั้น ทำให้เสียดอกเบี้ยน้อยลงจ้า

 ไดอารี่ผ่อนรถยนต์ ข้อคิดเรื่องการเงินจากการผ่อนรถ 84 เดือน

ลิงค์บทความ https://bit.ly/2NWIbRU

 

แม้ว่ารถยนต์เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำมาหากินเพื่อทำให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องวางแผนก่อนซื้อด้วยการซ้อมออมเงินเพื่อประเมินตัวเองว่าจะผ่อนไหวมั้ย ตุนเงินค่างวดรถล่วงหน้าเผื่อช๊อตเงินระยะสั้นจะได้มีเงินก้อนนี้มาจ่ายหนี้รถได้โดยไม่เสียค่าปรับ เพื่อให้การซื้อรถครั้งนี้เป็นการสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น ไม่ใช่สร้างการภาระที่จะดึงหนี้ก้อนอื่นๆเข้ามาหาเรานะคะ

————

PR : ขาย E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” สรุปเคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอนวิธีการสั่ง E-book และหนังสือเล่มในลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/2Dvegib


เพจอภินิหารเงินออม

รออีกหน่อยจะเป็นผลดี TMBAM Eastspring ขยายเวลาคืนเงินอีก 90 วัน

สวัสดีครับผู้ลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน หลังจากที่เราได้ทราบข่าวว่ากองทุนจาก TMBAM Eastspring ได้ประกาศปิดกองทุนลงในเดือนมีนาคม ผมก็เชื่อว่ามีผู้ลงทุนหลาย ๆ ท่านก็คงกำลังรอคอยที่ได้เงินลงทุนไปนั้น คืนจากกองทุนทั้ง 4 กองทุนของ TMBAM Eastspring คือ กองทุนธนไพบูลย์ ธนพลัส ธนเพิ่มพูน และธนไพศาล อยู่ใช่ไหมครับ

และหลังจากที่ทาง บลจ. ได้ทยอยขายตราสารหนี้ที่อยู่ในกองทุนมาคืนให้กับผู้ถือหน่วยมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคงรอการขายอยู่ โดย ณ ปัจจุบันเองก็กำลังจะครบกำหนดการจ่ายคืน คือ 90 วัน แต่ทว่าสัดส่วนการจ่ายเงินคืนของ 4 กองทุน ถึงวันที่ 26 มิ.ย. 63 ก็ยังไม่ครบทั้งหมด คือ

– ธนพลัส    43%

– ธนไพศาล 34%

– ธนเพิ่มพูน 46%

 – ธนไพบูลย์ 55%

ปัจจุบัน กองทุนก็ได้มีการประกาศออกมาแล้วว่า จะขอขยายระยะเวลาการขายคืนหน่วยลงทุนให้กับผู้ลงทุนไปอีก 90 วันครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วเนี่ย การปิดหรือการยกเลิกกองทุนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล ขอยกตัวอย่าง ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ก็มีกองทุนตราสารหนี้ ของประเทศอินเดีย ก็เกิดการปิดกอง เป็นครั้งแรกของประเทศเขาเหมือนกัน และก็เกิดในช่วงวิกฤต COVID-19 ระบาดหนักในประเทศ

เรามาดูเหตุผลว่า ทำไมต้องขยายระยะเวลาการชำระบัญชีออกไปอีก

1. สภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ยังคงมีการซื้อขายที่เบาบางถึงแม้ว่าเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

ซึ่งความกังวลเรื่องโควิด-19 ก็ยังคงทำให้ตราสารหนี้ถูกทยอยเทขายต่อเนื่องอย่างผิดปกติ (ทั้งไทย และต่างประเทศ) ถึงแม้ว่าตลาดตราสารหนี้ในไทยเริ่มกลับมาอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นแล้ว ประกอบกับCOVID-19 เริ่มควบคุมได้ค่อนข้างดีก็ตามครับ

และตอนนี้ผมได้ข่าวจากเพื่อน ๆ ในวงการตราสารหนี้ โดยเฉพาะในตลาดหุ้นกู้นั้น พบว่าสถานการณ์การลงทุนในตลาดตราสารหนี้นั้นค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นเรื่อย ๆ มีความต้องการตราสารหนี้มากขึ้น ถึงแม้ว่าอาจจะไม่ใช่ทุก Sector ของตราสารหนี้ก็ตาม แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีมากขึ้นครับ

นอกจากนี้ บริษัทเอกชนเริ่มกลับมาทยอยออกหุ้นกู้ระดมทุนเพื่อฟื้นฟูกิจการหรือขยายธุรกิจ อัตราผลตอบแทนโดยรวมของพันธบัตรจึงปรับตัวสูงขึ้น Supply เพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ก็ถือเป็นปัจจัยบวกให้กับตลาดตราสารหนี้ของไทยให้มีความคึกคักมากขึ้น แต่ก็อาจจะต้องรอให้ตลาดดีมากขึ้นกว่านี้ จึงจะทำให้การขายตราสารหนี้นั้นมีโอกาสที่จะขาดทุนน้อยลงครับ

2. ความเชื่อมั่นในตลาดตราสารหนี้กรณีหุ้นกู้การบินไทย

ความกังวล และความเสี่ยงของตราสารหนี้โดยรวมนั้น กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากความกังวลต่อเศรษฐกิจถดถอยและปัญหาการขาดทุน และการขาดสภาพคล่องของการบินไทยที่ทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ ที่ค่อนข้างสั่นคลอนตลาดตราสารหนี้ไทยไปช่วงหนึ่ง เนื่องจากแรงเทขายจากความกังวลของสหกรณ์ ทำให้การขายตราสารหนี้เป็นไปได้อย่างยากลำบากมากขึ้นครับ

3. เนื่องจากขนาดของทั้ง 4 กองทุนตอนที่ปิดไปมีสินทรัพย์รวมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท

เนื่องจากเป็นกองทุนยอดนิยม ที่ได้รางวัลมาหลายครั้ง ทำให้กองทุนทั้ง 4 มีขนาดใหญ่มากกกกก และด้วยสินทรัพย์คงเหลือของกองทุนทั้ง 4 กองรวมกัน  ตอนหลังก็ขายสินทรัพย์ไปบางส่วนแล้ว และก็ทยอยจ่ายคืนไปแล้วก็ยังคงมีขนาดใหญ่ประมาณใกล้เคียงแสนล้านบาท การเทขายตราสารออกมาจำนวนมากทำได้ไม่ง่ายนัก ผมลองค้นดูว่า ข้อมูลปริมาณซื้อขายหุ้นกู้อายุเกิน 1 ปีของบ้านเรา พบว่าในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมามีอยู่แค่หกหมื่นสามล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนถึงร้อยละ 20  ดังนั้น หากรีบขายโดยไม่ดูจังหวะของตลาดจะเป็นการสร้างผลกระทบทำให้ราคาตราสารลดต่ำลงอีกได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นผลดีอย่างมากต่อผู้ถือหน่วยอย่างแน่นอนครับ

โดยรวมแล้ว ถ้าให้เกิดราคาที่ยุติธรรมนั้น ราคาของในตลาดต้องใกล้เคียงกับราคา ณ วันปิดกอง ผู้จัดการกองทุนจึงสามารถทยอยขายตราสารในพอร์ตออกไปโดยมีทั้งราคาที่สูงกว่าและที่ต่ำกว่าราคา ณ วันปิดกอง

แต่ทั้งนี้ผู้จัดการกองทุน จะคำนึงถึงปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น อัตราแลกเปลี่ยน, อัตราดอกเบี้ยในตลาด, และระยะเวลาในการได้เงินกลับมาคืนผู้ถือหน่วย ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นสำคัญนั่นเองครับ

โดยสรุปการขยายเวลา หรือค่อย ๆ ขายตราสารหนี้คืนของ TMBAM Eastspring นั้น จะทำให้เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น หรือว่าใกล้เคียงกับมูลค่า ณ วันที่ปิดกองทุนไปนั่นเอง

นอกจากนี้ การขยายเวลาจะทำให้ตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้บางตัวนั้นมีโอกาสได้ใกล้วันครบกำหนดของตราสารหนี้ซึ่งก็เปรียบเสมือนว่าได้เงินต้น พร้อมกับดอกเบี้ยที่ประกาศไว้บนหุ้นกู้อีกด้วยครับ ทำให้การขาดทุน หรือการลดลงของมูลค่าหน่วยลงทุนนั้นน้อยลงไปอีกครับ ถ้าถามว่า แล้วเราจะต้องตกใจกับการที่จะต้องรอไปอีกอย่างน้อย 90 วัน ผมมองว่าอย่างน้อย เราก็น่าจะสบายใจได้ในระดับนึงเพราะว่าสินทรัพย์ทั้งหมดในพอร์ตของทั้ง 4 กองทุนเป็น Investment Grade และไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ ที่สำคัญสินทรัพย์ในพอร์ตนั้นอยู่เรตติ้ง A ถึง BBB นะครับ

ผมคิดว่าการที่การขยายระยะเวลาออกไปอีก 90 วัน น่าจะเป็นผลดีต่อผู้ลงทุนมากกว่าผลดีต่อ บลจ. เพราะว่าถ้าบลจ. จะรีบขาย และคืนเงินให้ผู้ลงทุนก็ย่อมทำได้ แต่จะทำให้มูลค่าการขาดทุนสูงขึ้นมากกว่าเดิม ทำให้ผู้ลงทุนเสียประโยชน์มากกว่าการอดทนรออีกสักหน่อยครับ

ทางบลจ. เองก็กล้าตัดสินใจได้เด็ดขาดมาก ๆ เพราะว่าการขายหน่วยคืนช้าลง หรือ เงินถึงมือผู้ลงทุนช้าย่อมมีเสียงบ่นจากทางผู้ลงทุนแน่ ๆ ครับ แต่ว่าทางบลจ. เองก็ตัดสินใจยอมที่จะขยายเวลา บนความเข้าใจ และประโยชน์ต่อผู้ลงทุนมากกว่า เพราะว่าการขยายเวลาออกไปจะทำให้ได้ราคาที่ดีกว่า โอกาสขาดทุนน้อยลง ทำให้ผู้ลงทุนได้รับประโยชน์มากกว่าในด้านรักษาเงินต้นของผู้ลงทุนไว้ครับ

ผมเลยคิดว่าอยากให้ผู้ลงทุนอดทนอีกนิด อย่าเพิ่งหงุดหงิดไปเสียก่อน ใจเย็น ๆ รออีกสักพัก รับรองว่าเป็นผลดีแน่ ๆ ส่วนวันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบ

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save