9 ข้อควรรู้ของ TMBAM EASTSPRING ขยายเวลาจ่ายเงินคืนผู้ลงทุน

ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา เชื่อว่าทุกคนคงจะได้ยินข่าวการยกเลิกกองทุนทั้ง 4 กองทุนของ TMBAM Eastspring ได้แก่ กองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน ธนไพบูลย์ ธนพลัส และธนไพศาล ใช่ไหมครับ?

แต่การยกเลิกกองทุนในครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากปัญหาของตัวสินทรัพย์ที่กองทุนไปลงทุน แต่มันเกิดจากการที่ผู้ลงทุนแห่เทขายจนกองทุนขาดสภาพคล่อง ดังนั้นการประกาศปิดกองทุนจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนั้น

วันนี้เราจะมาอัปเดตสถานการณ์และข้อมูลกันครับว่า การจ่ายคืนหน่วยลงทุนไปถึงไหน และมีอะไรที่ผู้ลงทุนอย่างเราต้องรู้บ้าง ใน 9 ข้อนี้ครับ

1. 

ก่อนอื่นขอทวนให้ฟังอีกทีการทยอยขายหน่วยลงทุนของผู้ลงทุนจำนวนมากในช่วงนั้น เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ที่มากระทบ ตั้งแต่ โควิด-19 ตลาดหุ้นราคาลง น้ำมันดิ่ง ทองคำผันผวน ซึ่งมีผลกระทบกับมูลค่าสินทรัพย์ของกองทุน รวมถึงราคาตราสารหนี้เอกชนปรับตัวลดลงอย่างมาก นับเป็นความผันผวนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

2.

ทาง TMBAM Eastspring จึงตัดสินใจปิดกองทุนที่ได้รับผลกระทบทั้ง 4 กองทุน เนื่องจากมองว่าหากเร่งขายตราสารที่ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอนในตอนนั้น ซึ่งมีจำนวนมากกว่าแสนล้านบาท อาจจะส่งผลกระทบต่อส่งผลกระทบต่อมูลค่าที่ผู้ลงทุนจะได้รับ ทำให้เกิดขาดทุนอย่างหนักได้ และยังกระทบตลาดตราสารหนี้โดยรวมที่มีสภาพคล่องเบาบางมากเพราะวิกฤตโควิด19

3.

หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการมาดูแลตลาดตราสารหนี้ ซึ่งทำให้ตลาดตราสารหนี้ในไทยเริ่มมีสถานการณ์ดีขึ้น ประกอบกันสถานการณ์ โควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง และการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงของทาง กนง. ก็มาเป็นปัจจัยบวกให้กับตลาดตราสารหนี้ของไทยอีกทางหนึ่ง

4.

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา TMBAM Eastspring ก็ขายสินทรัพย์ได้มีประสิทธิภาพ สามารถรักษาระดับราคาต้นทุน ณ วันทำการสุดท้ายไว้ได้ คือ ขายได้ 30,866 ล้านบาทจากต้นทุน 30,590 ล้านบาท 

5.

TMBAM Eastspring ได้จ่ายคืนผู้ถือหน่วยลงทุนไปแล้วกว่า 68,000 ล้านบาท คิดเป็น 34 – 55% ของสินทรัพย์ในแต่ละกองทุน ถือได้ว่าทยอยขายและจ่ายเงินคืนไปกว่าครึ่งแล้วและสามารถรักษาราคายุติธรรมไว้ได้ในช่วงที่ผ่านมา 

6.

ในช่วงหลังปัญหาหุ้นกู้การบินไทยส่งผลต่อสภาพตลาดโดยรวม บริษัทเอกชนหลายแห่งเริ่มกลับมาออกหุ้นกู้ ซัปพลายเริ่มมีมากขึ้น ส่งผลต่อราคาโดยรวม นอกจากนั้น การขายตราสารยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น อัตราแลกเปลี่ยน, อัตราดอกเบี้ยในตลาด, และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าหากรีบเร่งเกินไปอาจจะไม่ส่งผลดีเช่นเดียวกัน

7.

ถ้าเราลองพิจารณาถึงมูลค่าสินทรัพย์คงเหลือของกองทุนทั้ง 4 กองรวมกัน พบว่ามีขนาดประมาณ 80,000 กว่าล้านบาท การเร่งรีบขายตราสารมากเกินไปโดยไม่ดูจังหวะของตลาดจะเป็นผลเสียต่อผู้ลงทุนที่มีหน่วยลงทุนอยู่เพราะโอกาสขาดทุนมาก แม้ว่าอาจจะได้เงินก้อนคืนมาภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้ก็ตาม 

8.

ดังนั้น TMBAM Eastspring จึงจำเป็นต้องขออนุญาตและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ขยายเวลาจ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนออกไปอีก 90 วัน

9.

โดยสรุปแล้ว การตัดสินใจขยายเวลาของทางกองทุนทั้ง 4 กองไปอีก 90 วัน คงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ เพื่อให้ผู้ถือหน่วยลงทุนทุกคนได้รับเงินคืนใกล้เคียงกับมูลค่า ณ วันปิดกองทุนมากที่สุดนั่นเองครับ

สุดท้ายนี้ ขอฝากแนวคิดไว้สักนิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินของทุกคน นั่นคือ สภาพคล่องในการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยเฉพาะสถานการณ์ที่ไม่ปกติเหมือนที่ผ่านมา ดังนั้นอย่าลืมวางแผนจัดสรรสินทรัพย์ในการลงทุนอย่างเหมาะสม และสำรองเงินไว้ในกรณีฉุกเฉินกันด้วยนะครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ออกจากงานตอนนี้ จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังไงดีนะ?

ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก และส่งผลต่อคนทำงานที่เป็นมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลิกจ้าง ปิดกิจการ หรือว่าให้ออกจากงานด้วยความจำเป็น

เมื่อชีวิตต้องออกจากงานแบบไม่ทันคาดคิด อาจจะมีคำถามตามมาติดๆ มาว่า แล้วกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ที่มีอยู่ จะทำยังไงดี ? เอาเงินออกมาใช้เลยดีไหม หรือว่าจะบริหารจัดการต่อไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด เรามาฟังคำตอบกันครับ

ประเด็นของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกับการเสียภาษี

สำหรับคนที่ตัดสินใจนำเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมา ต้องเจอกับปัญหาในเรื่องของภาษี อาจจะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนมากเพราะต้องนำมารวมกับเงินเดือนทั้งก้อน (กรณีทำงานไม่ถึง 5 ปี) หรือเสียภาษีลดลงหน่อยเพราะสามารถแยกคำนวณภาษีออกมาต่างหากได้ (กรณีทำงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป) 

ถ้าไม่อยากเสียภาษีจาก PVD ต้องทำอย่างไร? วางแผนแบบไหน? 

สำหรับคนที่คิดว่าจะไม่นำเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมาเนื่องจากต้องการเก็บเงินก้อนนี้ให้ทำงานสร้างผลตอบแทนต่อรอวันเกษียณ และมองว่าตัวเองมีเงินสดหมุนเวียนเพียงพอและยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินส่วนนี้ มีหนทางที่จะทำให้เราไม่เสียภาษีอยู่ 3 วิธีครับ

  1. ย้ายไปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานใหม่ โดยทางเลือกนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อที่ทำงานใหม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรองรับ 
  2. ขอคงเงินไว้ที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดิมก่อน เนื่องจากสถานการณ์แบบนี้บีบบังคับให้หางานใหม่ลำบาก หรืออาจจะต้องเป็นฟรีแลนซ์ รวมถึงที่ทำงานบางทีก็อาจจะไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือ 
  3. ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการคงเงินปีละ 500 บาท 
  4. เงื่อนไขของกองทุนนั้นเปิดให้คงเงินได้กี่ปี
  5. เปิดให้เปลี่ยนนโยบายลงทุนได้หรือไม่ กรณีเปิดให้เปลี่ยนได้ นโยบายลงทุนมีทางเลือกหลากหลายแค่ไหน 
  6. ถ้านายจ้างปิดกิจการ จะไม่สามารถคงเงินได้
  7. ย้ายไป RMF for PVD คือการโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่เรามี ไปลงทุนต่อในกองทุน RMF ของ บลจ.แห่งใดแห่งหนึ่งที่รองรับเงินโอนจาก PVD ซึ่งตรงนี้จะมีข้อดีตรงที่
    • แผนเกษียณ ไม่ล่มกลางคัน 
    • สามารถนับอายุสมาชิกต่อเนื่องจาก PVD เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี
    • สามารถเลือกลงทุนในกองทุนที่ต้องการ ตามนโยบายของแต่ละ บลจ. ที่มีกองทุนประเภทต่างๆให้เลือกมากมาย
    • ไม่จำเป็นต้องซื้อ RMF ต่อเนื่อง เพราะเป็นการสับเปลี่ยนมาจาก PVD โดยสามารถขายได้ตอนอายุครบ 55 ปี เหมือนกับ RMF หรือ PVD ปกติ
    • ที่สำคัญยังไม่ต้องเสียภาษี ณ วันที่เราโอนเงินไป RMF for PVD อีกด้วย แต่ในกรณีที่เอาเงินออกจากกองทุนก่อนที่จะอายุ 55 ปี อัตราภาษีที่ต้องเสีย ขึ้นอยู่กับ “อายุงาน” ก่อนวันที่เราจะโอนเงิน PVD ไป RMF for PVD  สำหรับกรณีทำงานไม่ถึง 5 ปีต้องนำมารวมกับรายได้ทั้งปีเพื่อคำนวณภาษี  หรือกรณีทำงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ได้สิทธิแยกคำนวณภาษีออกมาต่างหาก ทำให้เสียภาษีลดลง 

ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างการคำนวณภาษีกันนะครับนาย ก และนาย ข ได้เงินจากกองทุนเท่ากันแต่มีอายุงานต่างกันดังนี้

ตัวอย่างที่ 1

นาย ก มีรายได้ทั้งปี 500,000 บาท ถูกเลิกจ้างโดยมีเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1,600,000 บาท (แบ่งเป็นเงินสะสม 700,000 บาท เงินสมทบและผลประโยชน์ 900,000 บาท) มีอายุงาน 18 ปี 

นาย ก สามารถคำนวณภาษี โดยนำส่วนของเงินสมทบและผลประโยชน์จำนวน 900,000 บาท แยกออกมาคำนวณต่างหากจากเงินเดือนที่ต้องเสียภาษี ซึ่งการแยกคำนวณแบบนี้จะมีผลให้ส่วนของเงินสมทบต้องเสียภาษีจำนวน 23,700 บาท

โดยในส่วนของเงินเดือน 500,000 บาท ถ้าหากลองคำนวณคร่าวๆโดยหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวเพียงอย่างเดียวจำนวน 160,000 บาท (โดยไม่มีค่าลดหย่อนอื่น) นาย ก จะต้องเสียภาษีจำนวน 11,500 บาท เมื่อรวมกับส่วนที่แยกคำนวณจะเสียภาษีทั้งสิ้น 35,200 บาท

ตัวอย่างที่ 2

นาย ข มีรายได้ทั้งปี 500,000 บาท ถูกเลิกจ้างโดยมีเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1,600,000 บาท (แบ่งเป็นเงินสะสม 700,000 บาท เงินสมทบและประโยชน์ 900,000 บาท) มีอายุงาน 4 ปี

กรณีนี้ นาย ข ต้องนำส่วนเงินสมทบและผลประโยชน์จำนวน 900,000 บาทไปรวมกับรายได้ทั้งปีเพื่อคำนวณภาษี ซึ่งมีผลให้รายได้ของนาย ข ที่ต้องเสียภาษีกลายเป็น 1,400,000 บาท และถ้าเราลองคำนวณคร่าวๆโดยหักเพียงค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัวเพียงอย่างเดียวจำนวน 160,000 บาท (โดยไม่มีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่มเติม) นาย ข จะต้องเสียภาษีทั้งสิ้นจำนวน 175,000 บาท

ดังนั้น แม้จะมีเงินได้เท่ากันแต่อายุงานต่างกัน ก็เสียภาษีต่างกันแล้ว แต่ถ้าทั้งคู่เลือกทางเลือกที่ 3 ก็สามารถชะลอการเสียภาษีไปได้ นอกจากนี้ถ้าลงทุนใน RMF for PVD จนอายุ 55 ปีและเป็นสมาชิกกองทุนตั้งแต่ 5 ปี (สามารถนับอายุสมาชิกต่อเนื่องจาก PVD ได้แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด) ก็ไม่ต้องเสียภาษีสักบาทเลย

จะเห็นว่าทางเลือกที่ 3 เหมาะกับใครหลายคนมากกว่าทางเลือกที่ 1และ 2 (โดยเฉพาะในตอนนี้ที่เป็นภาวะวิกฤต) เพราะมีความยืดหยุ่นและสะดวกมากกว่าในหลายด้านครับ

RMF for PVD ของ บลจ. กรุงศรี รองรับเงินโอนจาก PVD มากถึง 24 กองทุน

ขออนุญาตขายกันตรงๆแบบนี้ละกันครับ สำหรับใครที่สนใจโอนย้ายเงินจาก PVD มายังกองทุน RMF ทาง   บลจ.กรุงศรี ก็มีทางเลือกหลากหลายให้เลือกลงทุนมากถึง 24 กองทุน ตั้งแต่ตราสารตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงหุ้นต่างประเทศ หุ้นเฉพาะกลุ่ม หรือสินทรัพย์ทางเลือก โดยเราสามารถจัดสัดส่วนการลงทุนและบริหารพอร์ตได้ด้วยตัวเองผ่านระบบออนไลน์ จะสับเปลี่ยนกองทุนแบบไหนก็ได้ตามใจเราเลยครับผม

อ้อ ทาง บลจ.กรุงศรี เขาฝากแนะนำ RMF for PVD กองทุนเด่นๆ มาให้ด้วยนะครับ ซึ่งได้แก่

KFAFIXRMF ลงทุนตราสารหนี้ระยะกลาง – ยาว เหมาะกับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อยหรือใกล้เกษียณเน้นความมั่นคงมากกว่าโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูง

3 ดี RMF กองทุนผสมหลากหลายสินทรัพย์ ลงทุนครบทั้งในตราสารหนี้ หุ้น REITs กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มี 3 กองทุนให้เลือกคือ KFHAPPYRMF KFGOODRMF และ KFSUPERRMF ต่างกันตรงสัดส่วนการลงทุน เพื่อให้ผู้ลงทุนเลือกได้เหมาะกับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ ข้อดีคือไม่ต้องคอยตามสถานการณ์และปรับพอร์ตเอง ผู้จัดการกองทุนจะปรับสัดส่วนการลงทุนของแต่ละสินทรัพย์ให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

KFS100RMF ลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ของไทย มีโอกาสเติบโตระยะยาวไปพร้อมกับดัชนี SET100

KFGBRANRMF ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ Morgan Stanley Investment Funds – Global Brands Fund ซึ่งจะเน้นลงทุนหุ้นบริษัทเจ้าของแบรนด์ดัง มีความแข็งแกร่งของยอดขายที่ทนทานต่อวัฎจักรเศรษฐกิจ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นแบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคที่ลูกค้ายังคงต้องซื้อต้องใช้แม้ในยามเศรษฐกิจชะลอตัว

สามารถตามไปอ่านรายละเอียดกองทุน RMF ที่แนะนำทั้งหมดได้ที่ https://www.krungsriasset.com/TH/Plan-your-investment/Learn-about-Investment/RMF-for-PVD-investment.html

ข้อมูลเพิ่มเติมและโปรโมชั่นพิเศษสำหรับ เงินโอนจาก PVD มาสู่ RMF https://www.krungsriasset.com/TH/News/Promotion/RMFPVD2020_TH.html

หวังว่าจะได้คำตอบดีๆในการจัดการการเงินในวิกฤตช่วงนี้กันนะครับ ซึ่งในจุดนี้ ถ้าใครบริหารจัดการเงินตัวเองได้ดี มีสภาพคล่อง ย่อมเห็นโอกาสมากกว่าแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ถึงแม้ว่าเราจะต้องเปลี่ยนงานหรือออกจากงานด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ถ้าเรามีทางเลือกในการจัดการการเงินที่ดี ผมเชื่อว่าเราไปต่อได้อย่างแน่นอนครับ เป็นกำลังใจให้ทุกคนครับผมมม

บทความนี้เป็น Advertorial

มีเงินเดือนและขายของออนไลน์ รายได้รวมเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT เลยไหม?

ถ้าตอนนี้ทำงานประจำและขายของออนไลน์ มีรายได้รวมกันเกิน 2 ล้านบาทแล้ว แบบนี้ต้องจด VAT เมื่อไรกันแน่ครับ พรี่หนอมครับ

ประเด็นนี้ขยายความเพิ่มอีกสักนิด นั่นคือ รายได้ขายออนไลน์อยู่ที่เท่าไร ยอดยังไไม่เกิน 1.8 ล้านบาทใช่ไหม (แต่ดูท่าแล้วไม่น่าเกิน เพราะจะมีเงินเดือนแค่ 200,000 บาทต่อปี ซึ่งมันมีอะไรขัด ๆ กันอยู่นั่นเองครับ 

กลับมาที่ คำตอบ กันดีกว่า นั่นคือ ธุรกิจจะต้องจด VAT เมื่อรายได้ที่ต้องเสีย VAT รวมกันแล้วเกิน 1.8 ล้านบาท โดยไม่รวมรายได้ส่วนที่ได้รับสิทธิยกเว้น VAT นั่นเองครับ 

อย่างกรณีนี้ รายได้เงินเดือน = ยกเว้น VAT เพราะเป็นเงินได้ตามสัญญาจ้างแรงงาน (มาตรา 81(1)(ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน) ดังนั้นจะไม่ถูกคิดเป็นฐานในการคำนวณ ยอดที่จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนั่นเองครับ

ดังนั้นสิ่งที่ต้องระวังให้ดี คือ เมื่อไรก็ตามที่รายได้ในส่วนของขายของออนไลน์ เกิน 1.8 ล้านบาท เรามีหน้าที่จะต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องภายใน 30 วันนั่นเองครับ 

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ขายอาหารออนไลน์ สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ไหม?

ขายอาหารออนไลน์หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% ได้หรือเปล่า ? คำถามนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ ตรงที่มีคำว่า “ออนไลน์” นี่แหละครับ แต่ก่อนอื่น เรามาดูคำถามเต็ม ๆ กันก่อนดีกว่า

สวัสดีครับ มีเรื่องรบกวนสอบถามเป็นความรู้ ถ้าบุคคลธรรมดาการประกอบกิจการ ขายอาหารออนไลน์ โดยไม่มีหน้าร้าน และปรุงอาหารเอง (ไม่ได้ซื้อมาขายไป) หากจะยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถหักค่าใช้จ่ายเหมา 60% ตามหมวดร้านอาหารได้ไหมครับ หรือว่าต้องหักค่าใช้จ่ายตามจริงเท่านั้นครับ

แต่ถ้าจะให้คำตอบนี้ถูกต้อง เราต้องลงไปดูที่กฎหมายครับ โดยผมขออ้างอิงกฎหมาย 2 ฉบับให้ลองคิดกันต่อ นั่นคือ

1. พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 11 ระบุเอาไว้ว่า ถ้าเป็น กิจการภัตตาคา สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 60% หรือจะหักแบบตามจำเป็นและสมควรก็ได้ 

มาตรา 8  เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมา ดังต่อไปนี้

(7) การทำกิจการโรงแรมหรือภัตตาคาร หรือการปรุงอาหาร หรือเครื่องดื่มจำหน่าย ร้อยละ 60

เว้นแต่ผู้มีเงินได้จากกิจการตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง แสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 65 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517 และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าตามหลักฐานที่นำมาพิสูจน์นั้นปรากฏว่ามีรายจ่ายที่หักได้ตามกฎหมายน้อยกว่าอัตราค่าใช้จ่ายที่กำหนดไว้ข้างต้นก็ให้ถือว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงเท่าหลักฐานที่นำมาพิสูจน์”

2. คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป. 104/2544 ระบุให้ความหมายของคำว่า “กิจการภัตตาคาร” คือ กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม
ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้

คำว่า “ภัตตาคาร” หมายความว่า กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่ม ทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือจากสถานที่ซึ่งจัดให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้”

ถ้าเราพิจารณาดูกฎหมายสองส่วนนี้รวมกัน เราจะเห็นว่า กิจการภัตตาคาร นั้น ไม่ได้สนใจว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่ขอให้ขายอาหารและเครื่องดื่มก็เข้าเกณฑ์เพียงพอ แต่จะกินแบบไหน มันเป็นเรืองของคนสั่งต่างหากครับผม

ดังนั้นพรี่หนอมขอตอบว่า กิจการภัตตาคารออนไลน์ จะเลือกหัก 60% ได้ หรือตามจริงก็ได้แต่จะหักแบบไหนแล้วคุ้มค่า ก็ต้องอยู่ที่ว่าแบบไหนต้นทุนมากกว่า โดยคิดถึงทั้งต้นทุนเวลา และ ตัวเลขนั่นเองครับผม

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

ยอดขายรวม VAT เวลายื่นภาษีทำยังไง ? แยก VAT ได้ใช่หรือเปล่านะ?

พรี่หนอมครับ ยอดขาย 3 ล้านรวม VAT เวลายื่นภาษีเงินได้ ต้องยื่นยังไง ? คำถามนี้จะทำให้เราเข้าใจทั้งเรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้ไปพร้อม ๆ กันครับ

ยกตัวอย่างแบบนี้ครับ สมมติว่า เราทำธุรกิจซื้อมาขายไป เป็นบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ 3,000,000 บาท โดยในระหว่างปี ชำระภาษี VAT ไปทั้งหมด 196,261.68 บาท 

ในกรณีที่เราเป็นบุคคลธรรมดาแบบนี้ ต้องยื่นรายได้เท่าไรถึงจะถูกต้อง ? ถ้าเราจะยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีนี้ครับ

คำตอบ อยู่ในคำถามแล้วครับ เพราะตัวอย่างนี้บอกใบ้ว่ายอด 3 ล้านบาทนั้นรวม VAT แล้ว เนื่องจากถ้าไม่รวม VAT ยอดภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระจะอยู่ที่ 210,000 บาทนั่นเอง

พรี่หนอมอยากให้จำไว้ชัด ๆ ว่า ยอด VAT ไม่ถือเป็นรายได้ และไม่มีวันเกี่ยวกับภาษีเงินได้ ดังนั้น การยื่นภาษี จึงต้องดึงยอด VAT ที่จ่ายออกมา

สำหรับกรณีนี้ รายได้จริง จะอยู่ที่ 3,000,000 – 196,261.68 บาท นั่นคือ 2,803,738.32 บาทนั้นเอง (ถ้าเราลองเอายอด 2,803,738.32 บาท คูณ 7% เข้าไปก็จะได้ยอด 196,261.68 บาท) สรุปได้ว่าเราจึงต้องเอายอด 2,803,738.32 บาท มายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ถูกต้องครับผม 

หรือใช้สูตรง่าย ๆ ในการคำนวณ คือ

ยอด VAT  = ราคารวม VAT x 7/107

อ้อ .. ขอทบทวนกันอีกทีนะครับ ว่าในกรณีที่เรามีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาท (รายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย) และเป็นรายได้ที่ไม่ได้สิทธิยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม เรามีหน้าที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้องด้วยนะครับ 

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

ภาษีเงินได้ครึ่งปี ยื่นได้ถึงเมื่อไร? ปี 2563 มีประกาศเลื่อนไหม ?

ภาษีเงินได้ครึ่งปี ยื่นได้ถึงเมื่อไร? ปีนี้มีประกาศเลื่อนไหม เลื่อนได้หรือเปล่า ? นี่เป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตจากภาวะที่ผ่านมาครับ เพราะมีการประกาศเลื่อนยื่นภาษีหลายอย่างมาก แต่สำหรับภาษีครึ่งปีนั้น เรามาดูรายละเอียดกันครับผม

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ต้องอธิบายก่อนว่า เมื่อพูดถึง ภาษีเงินได้ครึ่งปี เราจะนึกถึงภาษี 2 ตัว ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี และ ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ซึ่งทั้งสองตัวนี้มีความแตกต่างกันดังนี้ครับ

  • ตัวที่ไม่มีประกาศเลื่อน คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี ที่ต้องยื่นภาษีภายในเดือนกันยายน 2563 (ถ้าเป็นการยื่นผ่านเน็ตได้ขยายเวลาไปอีก 8 วัน) โดยผู้มีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครึ่งปี  คือ ผู้ที่มีเงินได้ประเภทที่ 5-8
  • ตัวที่ประกาศเลื่อนแล้ว คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี โดยเลื่อนให้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 สำหรับนิติบุคคลที่มีรอบบัญชีที่สิ้นสุด ตั้งแต่ช่วงวันที่1 ก.พ. 63 – 31 ก.ค. 63 ครับ

สำหรับรายละเอียดการเลื่อนยื่นภาษีประเภทต่าง ๆ ของกรมสรรพากรนั้น ผมเคยสรุปไว้ในเพจดังนี้ครับ 

สิ่งที่อยากฝากไว้สำหรับคำถามนี้ คือ เตรียมเงินไว้ให้พร้อมด้วยนะครับผม เพราะปีนี้ปลายปีเราต้องจ่ายภาษีหลายตัวมาก เพราะมีการเลื่อนจากต้นปี กลางปีมาทั้งหมดจ้า

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ขายของยกเว้น VAT แต่อยากจด VAT ได้ไหม จดแล้วจะใช้ภาษีซื้อได้หรือเปล่า ?

ขายของยกเว้น VAT แต่จด VAT ได้ไหม จดแล้วจะใช้ภาษีซื้อได้หรือเปล่า ? นี่เป็นหนึ่งในคำถามที่น่าสนใจครับ เพราะมีหลายคนที่อยากเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ว่าจะได้รับสิทธิยกเว้นก็ตาม 

ถ้าให้ผมตอบคำถามนี้แบบสั้นสุด ๆ คงจะตอบว่า “ได้เลย” เพราะกฎหมายกำหนดให้กิจการบางกิจการที่ได้รับยกเว้น VAT แต่สามารถเลือกจด VAT ได้

ผู้ประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย แต่มีสิทธิแจ้งขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่
       

  1. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าพืชผลทางการเกษตร สัตว์ไม่ว่ามีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ปุ๋ย ปลาป่นอาหารสัตว์ ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือตำราเรียน
  2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ซึ่งไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมายและมีรายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  3. การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักรโดยท่าอากาศยาน
  4. การส่งออกของผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  5. การให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อในราชอาณาจักร               

โดยให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอแจ้งใช้สิทธิเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 01.1 จำนวน 1 ชุด 3 ฉบับ พร้อมกับคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภ.พ. 01

อ้างอิง : ตามมาตรา 81/3 ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังต่อไปนี้ มีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีตามแบบที่อธิบดี กำหนดเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวดนี้ได้

ทีนี้หลังจากที่เราจด VAT เรียบร้อยแล้ว เมื่อเราได้รับ “ใบกำกับภาษี” ที่ระบุว่ามีภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องกับกิจการ เราก็สามารถนำมาใช้ได้ตามปกตินั่นเองครับ

มีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผมอยากให้จำไว้เผื่อได้ใช้ในกรณีนี้ ในกรณีว่าจะตัดสินใจจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มดีหรือไม่ นั่นคือ 

  • เมื่อจด VAT = ใช้ VAT ได้ ถ้าไม่ต้องห้าม
  • ถ้าไม่จด VAT = VAT กลายเป็นต้นทุน

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

ยุคโควิดเลือกประกันรถยนต์ยังไงให้ประหยัด

ยุคโควิดแบบนี้ ใครๆก็จำเป็นต้องรัดเข็มขัดกันเป็นพิเศษ อะไรประหยัดได้ก็ควรประหยัด อะไรที่ต้องซื้อก็ควรเลือกให้คุ้มค่า รวมถึงเรื่องของ “ประกันรถยนต์” ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายๆคน ยังเข้าใจอยู่ว่า แบบประกันที่ดีที่สุดต้องเป็นแบบ “ชั้น 1” เท่านั้น เพราะมีความคุ้มครองที่ครอบคลุม แม้จะต้องจ่ายเบี้ยแต่ละปีค่อนข้างแพงอยู่ก็ตาม โดยเฉพาะใครขับรถยี่ห้อแพงๆ เบี้ยต่อปีก็อาจตกปีละ 4-5 หมื่นบาทได้เลยทีเดียว

ดังนั้น ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่าพฤติกรรมการใช้รถของคุณ เหมาะกับประกันประเภทไหน

ถ้าเทียบกันหมัดต่อหมัด ประกันรถยนต์ชั้น 1 จะเหมาะสมกับคนที่ใช้รถบ่อย บ่อยในที่นี้คือ ขับเยอะ และขับทางไกล และอายุรถไม่เกิน 5 ปี รวมถึงคนที่เพิ่งขับรถได้ไม่นานด้วย ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ค่าเบี้ยแพงด้วยเช่นกัน โดยค่าเบี้ยประกันโดยเฉลี่ย (สำหรับรถ City Car) : 9,000 – 20,000 บาทต่อปี (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคุ้มครอง) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันนั่นเองครับ

ดังนั้น สำหรับคนที่ต้องการประหยัดค่าเบี้ยประกัน ผมจึงขอสรุปคำแนะนำสำหรับประกันรถยนต์ เพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยประหยัดค่าเบี้ยได้อย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพที่สุดไว้ ดังนี้

  • คนที่ช่วง 5 ปีหลัง ไม่เคยมีประวัติขับชนแบบไม่มีคู่กรณีเลย อาจเปลี่ยนมาซื้อประกันชั้น 2,2+ หรือ 3,3+ ได้ จะช่วยประหยัดเบี้ยได้ปีละกว่า 5,000-10,000 บาท เพราะมีแนวโน้มว่า ความเสี่ยงในการขับขี่เราน้อยลง 
  • ถ้าจ่ายเบี้ยเพิ่มได้ แนะนำให้ทำเป็นแบบชั้น 2+ หรือ 3+ เลยจะดีกว่าชั้น 2,3 เพราะจะได้คุ้มครองรถตัวเองด้วย 
  • ติดกล้องบันทึกหน้ารถ ก็สามารถช่วยลดค่าเบี้ยประกันได้ 5-10% ต่อปี เนื่องจากการบันทึกหลักฐานในกล้องจะช่วยลดต้นทุนการพิจารณาการเคลมประกันให้บริษัทประกัน ได้ส่วนหนึ่ง
  • เลือกประกันรถยนต์แบบที่มี deduction หรือการยอมจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจ เช่น มี deduction 2,000 บาท แปลว่า ถ้าเกิดความเสียหายกับรถเราเท่าไหร่ เราต้องรับผิดชอบค่าซ่อมเองก่อน 2,000 บาท ส่วนที่เกินค่อยเบิกเคลมประกัน ก็จะช่วยให้เราประหยัดค่าเบี้ยได้ 2,000 บาทไปเลย 
  • ทำประกันแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ โดยประกันจะคุ้มครองเฉพาะเมื่อผู้ขับขี่คือคนที่แจ้งระบุชื่อเท่านั้น เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับบริษัทประกัน
  • ถ้าอยากได้ประกันชั้น 2+,3+ ที่ยิ่งคุ้มค่าขึ้น แนะนำช่องทางซื้อประกันรถยนต์กับทาง เมืองไทยประกันภัย เพราะช่วงนี้มีโปรโมชั่นลดค่าเบี้ยอีก 20% สำหรับรถทุกรุ่น ที่ทุนประกันสูงสุด 500,000 บาท พร้อมมีศูนย์รับแจ้งเหตุตลอด 24 ชม. ใครที่สุดใจ ติดต่อได้ที่ ที่ Line@ @mtifriend คลิกไปที่ https://bit.ly/2Bb0z6g ได้เลย

ใครสนใจก็สามารถไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้เลย สำหรับประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ https://bit.ly/2Av7Xts หรือประกันรถยนต์ชั้น 2+ 3+ คลิก https://bit.ly/2VFiutu แต่งานนี้ต้องเร็วหน่อยนะ เพราะโปรโมชันแรง ๆ นานทีปีหนแบบนี้เขาปล่อยออกมาแค่ถึง 15 ก.ค. นี้เท่านั้น

ติดตามโปรดีๆ แบบนี้ได้อีกที่ https://web.facebook.com/MuangThaiInsurance/?_rdc=1&_rdr

บทความนี้เป็น Advertorial

วิธีการและประโยชน์ของการสรุปประกันชีวิต

ก่อนหน้านี้มีคนมาลงคอร์สการเงินกับอภินิหารเงินออมที่เชียงใหม่ แม้ว่าเป็นคอร์สเล็กๆ แต่ก็ทำให้รู้ว่าควรเสริมเรื่องอะไร เพื่อให้พวกเขาจัดการเงินของตัวเองได้ดีมากขึ้น

ครั้งนี้แอดมินเจอคนที่มีประกันชีวิตหลายเล่มมากๆ แต่เขายังไม่รู้ว่าซื้อไปเพื่อเป้าหมายอะไร แอดมินจึงส่งแนวทางสรุปประกันชีวิต (คล้ายภาพนี้) ไปให้เขาจัดการรวมรวมข้อมูลประกันชีวิตของตัวเองแล้วแยกว่าแต่ละเล่มซื้อมาเพื่อเป้าหมายอะไร

หลังจากที่เขาไปสรุปประกันชีวิตของตัวเองแล้วกลับมาเล่าให้ฟัง เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีประกันชีวิตมากมายขนาดนี้ บางเล่มเหมือนจะซื้อประกันสุขภาพซ้ำกัน เขาทำโจทย์แรกแบบค่อยเป็นค่อยไป เรื่องต่อไปก็จะต้องมาแยกว่าแต่ละเล่มจะนำไปใช้เพื่อเป้าหมายการเงินอะไร ดูแลตัวเอง ดูแลลูก ดูแลพ่อแม่อย่างไร

แอดมินเชื่อว่าหลายคนอาจจะเจอปัญหาแบบเดียวกัน จึงนำภาพนี้มาโพสต์เพื่อให้แฟนเพจกลับไปจัดการประกันชีวิตของตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละเล่มซื้อมามีเป้าหมายให้ดูแลเรื่องอะไร ใช้งานตอนไหน อาจจะเพิ่มช่อง “มูลค่าเงินสด” ของประกันชีวิตแต่ละเล่มเข้าไปด้วยก็ได้ (วิธีการคำนวณมูลค่าเงินสด คลิกลิงค์นี้ http://bit.ly/2IeOCPp)

แนวทางการตั้งเป้าหมายของประกันชีวิต

ดูแลวินัยการออม

ประกันสะสมทรัพย์ เน้นบังคับให้ตัวเองสะสมเงินระยะยาว มีเงินคืนระหว่างทางที่แน่นอน จะไม่ซื้อพ่วงกับประกันสุขภาพ

ดูแลด้านสุขภาพ

ใช้ประกันแบบตลอดชีพ เพราะความคุ้มครองยาวนาน เหมาะกับพ่วงกับประกันสุขภาพ เช่น ถ้าป่วยเป็นมะเร็ง นอนโรงพยาบาลนานหลายเดือน ถ้าใช้ประกันสังคมและสวัสดิการจากที่ทำงานแล้วก็ยังไม่พอกับค่าใช้จ่าย ก็ต้องใช้ประกันสุขภาพของบริษัท BBB เข้ามาร่วมด้วย เบี้ยประกันลดหย่อนภาษีได้ปีละ 28,668 บาท

ดูแลวัยเกษียณ

นอกจากเงินลงทุนหุ้นและกองทุนรวมแล้ว เรายังต้องการเงินที่ได้รับแน่นอนหลังเกษียณ จึงเลือกประกันบำนาญที่รับเงินตั้งแต่อายุ 60 ปีละ 22,500 บาท เบี้ยประกันลดหย่อนภาษีได้ปีละ 15,000 บาท

ดูแลให้ครอบครัวแข็งแกร่ง

เราทำงานได้เงินเดือนเฉลี่ยมากกว่า 500,000 บาทต่อปี ถ้าทำงานไปอีก 20 ปี เรามีรายได้ขั้นต่ำให้ครอบครัวแน่นอน 10,000,000 บาท (ยังไม่รวมรายได้ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต) ถ้าบังเอิญเราอายุสั้น ปีหน้าเสียชีวิต เงิน 10,000,000 บาทที่จะได้รับก็จะหายไปด้วย ประกันกับบริษัท DDD ทุนประกัน 10,000,000 บาท เบี้ยประกันปีละ 40,000 บาท สร้างความมั่นใจว่าถ้าเราอายุสั้น ครอบครัวไม่ลำบากและได้รับรายได้ขั้นต่ำในอนาคตของเราอย่างแน่นอน

สำหรับใครที่ซื้อประกันชีวิตไว้หลายเล่ม ลองนำวิธีการสรุปประกันชีวิตไปใช้กับตัวเอง ทำให้เราเห็นภาพรวมเงินในอนาคตของตัวเองได้ง่ายขึ้น หากใครไม่ถนัดทำเอง สามารถให้เพื่อนที่เป็นตัวแทนประกันชีวิตหรือคนที่แนะนำให้เราซื้อประกันสรุปกรมธรรม์ให้ได้นะคะ

————–

PR : E-book เล่มแรกของเพจอภินิหารเงินออม “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” อ่านรายละเอียด E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/2Xk7wJO

เพจอภินิหารเงินออม

เปิดบริษัทรับงาน แล้วจ่ายเงินให้พนักงาน แบบนี้ใครเสียภาษีบ้าง?

เปิดบริษัทรับงานแล้วจ่ายเงินให้พนักงานแบบนี้ต้องเสียภาษียังไง คำนวณแบบไหนบ้าง ? ลองมาฟังคำตอบในบทความตอนนี้กันดูครับ

เริ่มต้นแบบนี้ เรื่องมีอยู่ว่า…

เราตัดสินใจเปิดบริษัท 123 จำกัด แล้วบริษัท 456 จำกัดมาจ้างเราให้ทำงานให้ โดยจ่าย 500,000 บาท/เดือน

หลังจากนั้น บริษัท 123 พอได้เงินมา ก็จ่ายค่าจ้างให้พนักงานต่ออีกต่อทอดหนึ่ง โดยมีค่าจ้างรวม คือ 390,000 บาท/เดือน เหลือเงินเข้าบริษัท 110,000 บาท/เดือน

คำถามคือ แบบนี้คิดภาษียังไง มีอะไรเกี่ยวข้องบ้าง ?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ขอแยกประเด็นแรกในมุมบริษัท 123 จำกัดก่อน โดยการมีรายได้จากการรับจ้างเดือนละ 500,000 บาท รายได้ทั้งปีก็ตก 6,000,000 บาท ถ้าคิดง่ายๆ สิ่งที่ต้องเจอ คือ

1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT 7% – ต้องถามว่ารวมในรายได้ไหม ถ้าไม่รวม ต้องเรียกเก็บลูกค้า ทั้งหมด 420,000 บาท  (บวกเพิ่มเข้าไป) ถ้ารวมต้องแยกยอดภาษีออกมา แต่ถ้ายังไม่จดอันนี้ซวยแน่นอนครับผม

2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล มีรายได้ 6,000,000 บาท ต้นทุนพนักงานอย่างเดียว ตกอยู่ที่ 4,680,000 บาท กำไรอยู่ที่ 1,320,000 บาท

ถ้าคิดว่ากำไรเท่านี้ คือ กำไรทางภาษีถ้าบริษัทมีทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท จะเสียภาษีอยู่ที่ 153,000 บาท (คิดกรณีอัตราภาษี SMEs)

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าเป็นงานรับจ้าง น่าจะถูกหัก 3% ดังนั้นภาษีจะถูกหักไว้ที่ 180,000 บาท (ถ้าใช้อัตราลด 1.5% ก็ต่ำกว่านี้)

สรุปกรณีบริษัท 123 เสีย VAT 420,000 บาท (เรียกเก็บจากลูกค้า) เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 153,000 บาท ถ้าถูกหักภาษีไว้จำนวน 180,000 บาท ดังนั้นน่าจะมีสิทธิขอคืน 27,000 บาท จะขอคืนภาษีไหม ถามใจตัวเองดู

ทีนี้มาที่อีกฝั่งกันบ้าง ทางพนักงานที่ได้รับค่าจ้างจากบริษัท (ไม่ได้บอกว่าแบบไหน) ถ้าเป็นเงินเดือน หรือ ฟรีแลนซ์ ก็ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราก้าวหน้า (ทางปฎิบัติอาจหักฟรีแลนซ์ 3% ก็ได้) เก็บหลักฐานการจ่ายให้ดี ถ้าหลักฐานไม่ครบ อาจจะมีปัญหา เรื่องค่าใช้จ่ายต้องห้าม (ทางภาษี) ได้

ดังนั้นคำถามว่าเสียภาษียังไง คำนวณแบบไหน ไม่ใช่ตอบกันง่ายๆ แต่มันต้องตอบให้ได้ 3 ข้อ คือ

1. เราทำอะไร มีรายได้แบบไหน
2. เราต้องเสียภาษีอะไรบ้าง
3. คำนวณแต่ละอย่างให้เป็น

ถ้าตอบแบบนี้ได้ ถึงจะเห็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุดครับ…

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม  

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save