แบ่งทรัพย์สินเป็น 3 ส่วน ทำให้เราจัดการเงินง่ายขึ้น

เราหาเงินได้แล้วเก็บไว้ที่ไหน สามารถดูได้ที่งบการเงินส่วนบุคคลส่วนของ “ทรัพย์สินและหนี้สิน” ภาพนี้เป็นเรื่องของทรัพย์สิน แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ซึ่งเหมาะกับเป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน เริ่มจาก…

1. ทรัพย์สินสภาพคล่อง

เราต้องการใช้ตอนไหน ถอนเงินออกมาใช้ทันที แม้ว่าดอกเบี้ยต่ำ แต่เงินต้นอยู่ครบ เหมาะกับเก็บเงินฉุกเฉิน เก็บเงินเพื่อดาวน์บ้านหรือรถ ค่าเทอมของลูก

2. ทรัพย์สินส่วนตัว

เราไม่คิดจะขาย เป็นของรักของหวง มีความรู้สึกผูกพัน ต้องการเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน

3. ทรัพย์สินลงทุน

ทำให้เงินเติบโต มีทั้งการเก็งกำไรระยะสั้นและเก็บระยะยาวใช้หลังเกษียณ วางแผนไว้ว่าเงินแต่ละก้อนจะใช้ตอนอายุเท่าไหร่ เพื่อเกลี่ยเงินให้มีใช้ตลอดชีวิต

การแบ่งทรัพย์สินออกเป็น 3 ส่วนแล้วจะช่วยให้เราจัดการเรื่องเงินได้ง่ายขึ้น รู้ว่าเงินแต่ละก้อนจะเก็บไว้เพื่อปรับสภาพคล่องระยะสั้น ใช้ตอนเกษียณหรือส่งต่อมรดกให้คนอื่น เรามาดูตัวอย่างจริงเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นกันดีกว่านะคะ 

สัปดาห์ที่ผ่านมาอภินิหารเงินออมเจอเพื่อนใหม่ ดีใจที่ได้ฟังแนวคิดของคนในวงการที่เราไม่คุ้นเคย ทำให้เรามีความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น เพื่อนคนนี้อาชีพหลักเป็นทนายความ มีอาชีพเสริมหลายอย่าง เช่น ขายอะไหล่เก่าที่สั่งจากต่างประเทศ นายหน้าประกันวินาศภัย

ภาพรวมมีรายได้ดีมาก แต่ส่วนใหญ่จะหมดเงินไปกับการแต่งรถที่เป็นตลาดกลุ่มเฉพาะ ผลงานแต่งรถที่ผ่านมาเคยเข้าไปอยู่ในนิตยสารรถยนต์มาแล้ว ก็เลยมีอาชีพเสริมให้คำปรึกษาด้านการแต่งรถด้วย

เขาบอกว่า 10 กว่าปีที่อยู่ในวงการแต่งรถนี้ก็เจ็บมาเยอะ บางคันซื้อมาแต่งแล้วราคาขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่บางคันแต่งหลักล้าน ขายได้หลักแสนต้นๆ ฟังแล้วเหมือนการลงทุนหุ้นที่รถแต่งคันแรกเป็นหุ้นเติบโต ในขณะที่คันที่สองเหมือนติดดอยหุ้น

ตอนนี้เขามีหนี้อยู่แค่อย่างเดียว คือ คอนโด 2 ล้านกว่าบาท ซื้อมาได้ปีกว่าๆ ส่วนรถยนต์หลายคันที่เขามีปลอดหนี้แล้ว เขากำลังตัดสินใจว่าจะขายรถยนต์หนึ่งคันมาจ่ายหนี้คอนโด จะทำให้เหลือหนี้คอนโด 500,000 บาท ภาระผ่อนรายเดือนน้อยลง แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าเขารักรถยนต์มาก ขายไปก็เสียดาย

หลังจากคุยกันไปนานๆ ก็เริ่มคุ้นเคย เราสรุปได้ว่าเงินสะสมที่เขามีทั้งหมด (แบบไม่รวมมรดกของครอบครัว) มีอยู่ 2 ส่วน คือ

1. ทรัพย์สินสภาพคล่อง คือ เงินสดและบัญชีออมทรัพย์ รวมประมาณ 170,000 บาท

2. ทรัพย์สินส่วนตัว คือ คอนโด นาฬิกา รถยนต์ รวมประมาณ 6 ล้าน

ไม่มีส่วนที่ 3 ที่เป็นทรัพย์สินลงทุน ลักษณะแบบนี้เรียกว่า “poor millionaire” เศรษฐีที่ยากจนเพราะมีแต่ทรัพย์สินที่ขาดสภาพคล่อง ถ้าต้องการใช้เงินแบบเร่งด่วนก็จะต้องขายทรัพย์สินออกมาใช้จ่าย อาจจะขายได้ต่ำกว่าราคาที่คิดไว้เพราะขายแบบรีบๆ

ถ้าเขาต้องการทำให้ภาระหนี้เบาลงและมีเงินใช้ในช่วงวิกฤต ควรเริ่มจาก…

1. ขายรถยนต์จ่ายหนี้คอนโด

โดยแบ่งรถยนต์ที่มีทั้งหมดออกเป็น 2 ส่วน คือ

=> ทรัพย์สินส่วนตัว รถที่เก็บไว้ทำงาน ของสะสมเพื่อความรู้สึกทางใจ

=> ทรัพย์สินลงทุน รถคันที่ตั้งใจจะเก็งกำไรซื้อมาขายไป เอาเงินมาหมุนแต่งคันใหม่ขายหรือนำมาจ่ายหนี้สินให้เบาลง

ความรู้ใหม่ของแอดมินเพิ่งรู้ว่ามีการซื้อขายทะเบียนรถกันด้วย ป้ายทะเบียนต่างจังหวัดกับ กทม.ก็ราคาแตกต่างกัน ราคาขึ้นอยู่กับความพอใจ เพื่อนเล่าว่าบางคนเก็งกำไรซื้อป้ายมา 3 ล้านขายไป 3.5 ล้านบาท 

แบบนี้วิธีการลงข้อมูลในงบการเงินก็จะคล้ายๆกับพระเครื่อง รถยนต์ ถ้าเราซื้อป้ายทะเบียนเก็บไว้ระยะยาวไม่คิดจะขาย แต่มันมีมูลค่าก็อยู่ในส่วนของ “ทรัพย์สินส่วนตัว” คิดตามราคาตลาดว่าถ้าขายแล้วได้เท่าไหร่ แต่ถ้าซื้อป้ายทะเบียนมาเก็งกำไรก็จะอยู่ “ทรัพย์สินลงทุน”  

2. สร้างสภาพคล่องด้วยการเตรียมเงินฉุกเฉิน

เขามีรายจ่ายเดือนละ 80,000 บาทและเป็นอาชีพอิสระ ควรมีเงินฉุกเฉินเก็บไว้ประมาณ 6 เดือน คือ 480,000 – 500,000 บาท เก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ในช่วงเวลาวิกฤตรายได้ไม่เข้าหรือว่าเงินเข้าช้า จะได้มีเงินก้อนนี้มาใช้จ่ายได้แบบสบายๆ

ขอบคุณเพื่อนใหม่ที่อนุญาตให้นำเรื่องราวมาแชร์ เพื่อเป็นประโยชน์กับสาธารณะ ขอให้มีรายได้เข้ามาเยอะๆนะคะ

ตอนนี้เรามีความรู้พื้นฐานเรื่องงบการเงินส่วนบุคคลและแนวคิดในการลงข้อมูลทรัพย์สินแล้ว น่าจะทำให้เห็นภาพและวางแผนการเงินของตัวเองได้ง่ายขึ้นนะคะ

สำหรับคนที่ซื้อ E-book วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ เรื่องงบการเงินส่วนบุคคลและการวิเคราะห์สุขภาพการเงินของตัวเองจะอยู่ส่วนสุดท้าย สามารถใช้แนวคิดนี้ในกรอกข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ทรัพย์สินของตัวเองได้นะคะ

——-

PR : E-book “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” เคล็ดลับวิธีจัดการเงินแบบไม่ต้องคลำทางเอง อ่านแล้วทำ workshop ครบทุกเรื่อง รับรองว่าจัดการเงินดีขึ้นแน่นอน อ่านสารบัญและวิธีสั่งซื้อ E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

เพจอภินิหารเงินออม

“นักช้อปตัวแม่!” โอนไว อยากมีเงินเก็บด้วยทำอย่างไรดี?

มนุษย์กับกิเลสเป็นของคู่กัน ยิ่งถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้แน่นอนแล้วล่ะก็ ช้อปฯ กระจายเลยครับ ไหนจะภาษีสังคมต่างๆ ที่เราต้องจ่ายอีก ทั้งปาร์ตี้ สังสรรค์ งานบวช งานแต่งคนในออฟฟิศ ฯลฯ ทำให้เงินก้อนน้อยๆ ที่เราทำงานแลกมารั่วออกจากกระเป๋าเป็นว่าเล่น ทั้งที่จริงควรจะออมให้ได้ราว 10-20% ของเงินเดือน เพื่อสะสมเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน นำไปลงทุน หรือใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น แต่กลับต้องมาใช้เงินแบบเดือนชนเดือน

จนอดคิดไม่ได้ว่า “นี่เงินเดือน…หรือเงินทอนกันแน่?” 

แต่วันนี้ aomMONEY ขอแนะนำผู้ช่วยที่จะทำให้เราเก็บเงินได้อยู่หมัด กับแอปพลิเคชัน “Kept by krungsri” ที่เหมาะกับนักช้อปฯ ทุกคน แอปฯ นี้เป็นอย่างไรไปดูกันครับ

Kept คืออะไร?

Kept by krungsri คือแอปพลิเคชันเก็บเงินแนวใหม่ “สูตรเก็บสำเร็จง่าย” ที่มาพร้อมฟีเจอร์อัตโนมัติหลากหลายสุดล้ำ ซึ่งจะทำให้การเก็บเงินของเราเป็นเรื่องง่ายและสนุกมากขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันของ 3 บัญชีหลัก ที่ทำหน้าที่เหมือน 1 กระเป๋า 2 กระปุกดังต่อไปนี้

Kept savings บัญชีแยกไว้ใช้ โอนฟรีกี่ครั้งก็ได้

บัญชีนี้จะเป็นเหมือนกระเป๋าเงินของเรา สามารถโอนเงินเข้า-ออก หรือสแกนจ่าย QR ในชีวิตประจำวันได้ฟรี ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีเงื่อนไขในการใช้ แต่ถ้าจะเก็บเงินให้ได้ ต้องกำหนดงบใช้จ่ายไว้บ้าง ซึ่งทำได้เลยที่กระเป๋า Kept โดยใส่ยอดเงินที่ต้องการแยกไว้ใช้ในกระเป๋า ถ้าเงินในกระเป๋ามีมากกว่างบใช้จ่ายที่ตั้งไว้ ระบบจะช่วยโอนส่วนที่เกินไปเก็บให้ในกระปุก Grow ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่า แค่นี้ก็จะไม่มีเงินเหลือในกระเป๋า Kept มากเกินไปจนเผลอใช้เงินหมดนั่นเองครับ (ขั้นต่ำเข้ากระปุก Grow คือ 5,000 บาท เก็บเป็นก้อนซะหน่อย) มีเงินเกินวันไหน ระบบโอนไปเก็บให้วันถัดไปเลย

กระปุก Grow บัญชีไว้เก็บเงินก้อน พร้อมรับดอกเบี้ยสูงสุด 1.8%*

โดยเงินที่เกินจากการตั้งไว้ใช้ในกระเป๋า Kept จะถูกโอนมาเก็บไว้ในกระปุก Grow นี้โดยอัตโนมัติทุกๆ สิ้นวัน ขั้นต่ำ 5,000 บาทต่อรายการ และสะสมไปเรื่อยๆ คล้ายการฝากประจำ จนเรามีเงินก้อน แต่พิเศษกว่าตรงที่ถอนเมื่อไรก็ได้ และเงินที่ยังเหลือในกระปุกนี้ก็จะได้รับดอกเบี้ยสูงต่อไป เรียกได้ว่าเป็นผู้ช่วยเก็บเงินที่ดีมากเลยล่ะครับ

ความเก๋อยู่ที่การได้รับดอกเบี้ยสูง 1.6%* ในปีแรก และ 1.8%* ในปีที่สอง แถมยังคำนวณดอกเบี้ยทุกวัน โดยจะจ่ายดอกเบี้ยทุกวันที่ 28 ของเดือน การฝากเข้ากระปุก Grow แต่ละครั้งเรียกว่า “สลิป” (slip) โดยแต่ละสลิปจะมีรายละเอียดอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ ดอกเบี้ยสะสม และดอกเบี้ยที่ได้รับแล้วในปีนั้นๆ อีกด้วย เห็นดอกเบี้ยขได้ผ่านแอปฯ นับว่าเป็นกำลังใจให้คนเก็บเงินจริงๆ

(*ดอกเบี้ยและเงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของธนาคารกรุงศรีฯ)

กระปุก Fun บัญชีเก็บสนุก พร้อมรับดอกเบี้ยโบนัส

จุดนี้ขาช้อปฯ ทั้งหลายน่าจะชอบนะครับ เพราะมี 2 ฟีเจอร์ที่ช่วยเก็บเงินให้แบบไม่รู้ตัว ฟีเจอร์แรกคือ “แอบเก็บ” เหมาะมากสำหรับขาช้อปฯ เพราะทุกครั้งที่ใช้เงินจากกระเป๋า Kept (เช่น โอนเงินออก หรือจ่ายผ่าน QR) ระบบจะแอบเก็บเงินมาใส่ไว้ที่กระปุก Fun โดยอัตโนมัติ สามารถตั้งวิธีแอบเก็บได้ถึง 3 แบบ ใครที่เคยเก็บแบงก์ 50 เวลาซื้อของ หรือเก็บเงินทอนมาหยอดกระปุก ก็สามารถนำสูตรเก็บเงินที่ชื่นชอบมาทำให้เป็นจริงได้ผ่านฟีเจอร์แอบเก็บนี้

พิเศษขึ้นอีกกับ “เกมแอบเก็บ” หากครบ 10 ครั้งในเดือนนี้ ยอดเงินฝากในบัญชี Fun จะได้รับดอกเบี้ยโบนัสเป็น 1%* ในเดือนหน้าเลยครับ

อีกฟีเจอร์ที่จะช่วยสร้างวินัยการออมให้แบบง่ายๆ คือฟีเจอร์ “สั่งเก็บ” เก็บไม่ต้องมาก แต่เก็บเป็นประจำ ก็มีเงินออมก้อนโตได้เช่นกันครับ อยากเก็บทุกวัน ทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน ก็ตั้งค่าไว้ได้เลย มีระบบพร้อมรับคำสั่ง

แอปของ Kept by krungsri นี้มาพร้อมฟีเจอร์อัตโนมัติสุดว้าว ที่ดีไซน์มาเพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์

1. ฟีเจอร์เสริมดีๆ จากกระปุก Grow นอกจากเก็บเงินให้อัตโนมัติ

กระปุก Grow ยังมากับฟีเจอร์ที่เข้าใจคนออมเงิน อย่างฟีเจอร์ “โอนออกอัตโนมัติ” และฟีเจอร์ “เตือนก่อนใช้” ถึงจะตั้งใจเก็บเงินไว้นานแค่ไหน บางทีก็มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ดังนั้น กระปุก Grow จึงมีฟีเจอร์โอนออกอัตโนมัติ ที่จะทำงานเมื่อเราจ่ายเงินออกจากกระเป๋า Kept แต่เงินในกระเป๋ามีไม่พอที่จะใช้จ่าย ระบบจะช่วยดึงเงินออกจากกระปุก Grow ไปเติมให้ เพื่อให้เงินมีเพียงพอ แต่ถ้ากลัวเผลอใช้เพลิน ก็สามารถเปิดฟีเจอร์เตือนก่อนใช้ ซึ่งระบบจะถามก่อนโอนออกไปจากกระปุกทุกครั้ง ถ้าไม่อนุญาต เงินก็ไม่ออก แต่ถ้าใครใจแข็งจะล็อกกระปุกไว้ ก็แค่กดปิดฟีเจอร์โอนออกอัตโนมัติ แค่นี้เงินในกระปุกก็ไม่ออกไปง่ายๆ แล้วครับ

2. ฟีเจอร์สั่งเก็บ (Regular save)

คนที่มีปัญหาเรื่องวินัยการออม หลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง ฟีเจอร์นี้สามารถตั้งค่าให้เก็บเงินเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน เลือกได้ตามไลฟ์สไตล์ เช่น สั่งเก็บสัปดาห์ละ 500 บาท โดยระบบจะโอนเงินจากกระเป๋า Kept มาเก็บในกระปุก Fun ให้อัตโนมัติ ไม่ต้องกลัวลืมเก็บเงินอีกต่อไป ที่ตั้งใจไว้ก็จะเก็บได้สักที เก็บอาทิตย์ละพัน ครบปีก็มีเงินครึ่งแสน สบายๆ ครับ

3. ฟีเจอร์แอบเก็บ (Auto grab)

ใครว่าช้อปปิ้งแล้วจะต้องกระเป๋าแห้งล่ะครับ เพราะฟีเจอร์นี้จะช่วยให้เรามีเงินไหลเข้ากระปุกทุกครั้งที่ช้อปฯ โดยจะแอบเก็บเงินอัตโนมัติให้ทุกครั้งที่มีการโอนเงินออกจากบัญชี Kept หรือใช้จ่ายผ่าน QR Code สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามต้องการ และถ้า “แอบเก็บ” ครบ 10 ครั้งก็จะได้รับดอกเบี้ย 1%* ในเดือนถัดไปด้วยครับ

ตัวอย่างการแอบเก็บ

ถ้าเรามีเงินในกระเป๋า Kept 100 บาท แล้วโอนซื้อของ 90 บาท

ก็จะสามารถตั้งค่าเก็บเงินได้ 3 วิธีต่อไปนี้

1. ตั้งแบบจำนวนเงิน 

เช่น ถ้าเราโอนเงิน หรือสแกนจ่าย QR Code 90 บาท ระบบจะแอบเก็บเงินไว้ใน Fun saving 5 บาท (ถ้าเราตั้งไว้ให้เก็บ 5 บาทของยอดใช้จ่าย) 

2. ตั้งแบบเปอร์เซ็นต์

เช่น ถ้าเราโอนเงิน หรือสแกนจ่าย QR Code 90 บาท ระบบจะแอบเก็บเงินไว้ใน Fun saving 9 บาท (ถ้าเราตั้งไว้ 10% ของยอดใช้จ่าย)

3. ตั้งแบบปัดเศษ

เช่น ถ้าเราโอนเงิน หรือสแกนจ่าย QR Code หลักร้อยบาท ระบบจะแอบเก็บเงินไว้ใน Fun saving 10 บาท

Kept by krungsri ต่างจากบัญชีเงินฝากดิจิทัลทั่วไปอย่างไร?

ปัจจุบันการทำธุรกรรมออนไลน์เป็นที่นิยมมากขึ้น ธนาคาร/สถาบันการเงินต่างๆ ก็มีบริการบัญชีเงินฝากแบบดิจิทัล เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ซึ่งชื่อที่เราได้ยินกันอยู่ตอนนี้คือ ME SAVE ของ TMB และ TMRW ของ UOB แต่ Kept by krungsri มีความโดดเด่นอย่างไรไปดูกันครับ

Kept by krungsri

  • มีฟีเจอร์ เก็บเงินอัตโนมัติหลากหลาย 
  • บัญชี Grow ที่ให้ดอกเบี้ยสูงสุดถึง 1.8%* คำนวณดอกเบี้ยทุกวัน รับดอกเบี้ยทุกเดือน 
  • ถอนเมื่อไร เท่าไรก็ได้ โดยยอดเงินที่เหลือ ก็ยังได้ดอกเบี้ยสูงต่อไป 
  • สามารถดูดอกเบี้ยสะสม และดอกเบี้ยที่ได้รับแล้วในปีนี้ได้ในแอปฯ ทุกวัน
  • บัญชี Kept โอนเข้า-ออกฟรี หรือจ่ายเงินด้วย QR Code ได้ ไม่มีเงื่อนไขในการใช้งาน

ME SAVE by TMB

  • ดอกเบี้ย 1.3%*
  • ฝากเท่าไรก็ได้ ไม่มีขั้นต่ำ
  • ตรวจสอบดอกเบี้ยได้เป็นรายวัน
  • โอนเข้า-ออก หรือจ่ายเงินด้วย QR Code ได้ 

TMRW by UOB

  • ดอกเบี้ย 1.3%
  • มีบัญชีเงินออมทรัพย์รูปแบบเกมใน City of TMRW
  • โอนเข้า-ออก หรือจ่ายเงินด้วย QR Code ได้ 
  • พ่วงการใช้งานบัตรเครดิต

(*ดอกเบี้ยและเงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของธนาคารกรุงศรีฯ)

ยิ่งช้อปฯ เก่ง ยิ่งต้องมี Kept by krungsri เป็นผู้ช่วย

อย่างที่บอกไปครับว่าแอปฯ นี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเก็บเงิน แต่กำลังมองหาผู้ช่วย หรือยังขาดวินัยอยู่ เผลอเมื่อไรเป็นช้อปฯ กระจายตลอด แต่ถ้ามี Kept by krungsri รับรองว่าสบายใจทุกครั้งที่ใช้จ่ายแน่นอนครับ

ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่ https://apple.co/3e8vrlK

ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่ https://bit.ly/3flb7yQ

วิธีสมัคร Kept by krungsri

ถ้าต้องการเริ่มใช้งานแอปฯ Kept by krungsri ก็ไม่ยากครับ เพียงแค่มีคุณสมบัติ และทำตามขั้นตอนดังนี้

คุณสมบัติ

  • บุคคลธรรมดา สัญชาติไทย อายุ 15-60 ปีบริบูรณ์
  • มีบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด ที่รูปภาพและตัวอักษรอยู่ในสภาพสมบูรณ์
  • มีเบอร์มือถือ และอีเมล

การเริ่มต้นใช้งาน

  1. ดาวน์โหลดแอปฯ Kept by krungsri 
  2. เลือก “สมัครใช้งาน” ตรวจสอบความพร้อม และเลือก “ยอมรับ”
  3. กรอกเบอร์มือถือ และอีเมล
  4. กรอกรหัส OTP
  5. กรอกข้อมูลส่วนตัว และสแกนบัตรประชาชน
  6. ยืนยันตัวตนด้วย Krungsri i-CONFIRM 
  7. ถ่ายเซลฟี่เพื่อยืนยันการเปิดบัญชี
  8. ตั้งรหัส PIN และยืนยันอีเมล
  9. กรอกรหัสแนะนำเพื่อน (ถ้ามี)

คำแนะนำจาก aomMONEY

ถึงแอปฯ Kept by krungsri จะเป็นน้องใหม่ แต่บอกเลยครับว่าฟีเจอร์ล้ำเกินตัว สิ่งนี้ล่ะครับที่จะเป็นผู้ช่วยให้เรามีเงินออมได้ตามเป้าหมาย ซึ่งจะเป็นรากฐานของแผนเกษียณที่มั่นคง วิธีการก็ง่ายๆ แค่ดาวน์โหลดติดเครื่องไว้ และใช้จ่ายผ่านแอปฯ เท่านั้นเอง aomMONEY แอบกระซิบว่าใครที่ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-30 กันยายนนี้ จะได้รับของรางวัลพิเศษด้วยนะครับ

  • หากดาวน์โหลดแอปฯ และโอนเงินเข้าขั้นต่ำ 1,000 บาท ภายใน 7 วันนับจากที่สมัครสำเร็จ จะได้รับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 100 บาท อย่าลืม! ยืนยันอีเมลที่ลงทะเบียนไว้ด้วยนะครับ เพื่อรับ e-Coupon แคมเปญลูกค้าใหม่ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน-30 กันยายน 2563
  • รับเลย 50 บาท เมื่อสมัคร Kept ด้วยรหัสแนะนำเพื่อนได้สำเร็จ (ถ้ามีให้ใส่ตอนสมัคร) สามารถชวนเพื่อนมาเก็บเงินกับ Kept และกดแชร์รหัสแนะนำเพื่อนได้ไม่จำกัดจำนวน แต่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืนสูงสุดไม่เกิน 500 บาท/คน* เมื่อชวนเพื่อนสมัครสำเร็จด้วยรหัสของคุณ 

รีบคว้ามือถือขึ้นมาแล้วดาวน์โหลดเลยครับ อย่ามัวรอช้า…เวลานี้ต้อง Kept แล้ว! รู้จัก Kept มากขึ้นได้ที่  https://bit.ly/3eJZosS

ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่ https://apple.co/3e8vrlK

ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่ https://bit.ly/3flb7yQ

ค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ใช้ลดหย่อนได้กี่ปี?

พรี่หนอมครับ ตกลงค่าลดหย่อนแล้วใชัลดปีไหนได้บ้างนะ อันนี้งงจริงๆ ถ้าผมจะลดหย่อนภาษีปี 2563 ผมต้องจ่ายยังไง จ่ายตอนยื่นภาษีในปี 2564 หรือเปล่า???  

ช่วงนี้มีคำถามเกี่ยวกับค่าลดหย่อนเข้ามาบ่อย ซึ่งมักจะเข้าใจผิดกันไม่น้อย เลยขอมาสรุปอีกทีในบทความตอนนี้ครับผม

อธิบายพื้นฐานก่อนว่า ค่าลดหย่อน คือ ตัวช่วยลดภาษี แต่ไม่ได้ลดภาษีตามที่จ่ายไป มันขึ้นอยู่กับว่าเราเสียภาษีในอัตราไหน ค่าลดหย่อนจะลดภาษีได้ตามฐานนั้น ๆ ดังนั้น เราต้องคิดคำนวณภาษีตัวเองให้เป็นก่อน หรือดูทบทวนได้จากคลิปนี้ 


โดย ค่าลดหย่อน สามารถใช้ลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้ในแต่ละปี หรือพูดง่าย ๆ ว่าซื้อปีไหน จ่ายเงินปีไหน ลงทุนปีไหน ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามเงินที่จ่ายไปปีนั้น เช่น ปี 2563 ซื้อ SSFX ไป 100,000 บาท เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีในปี 2563 เท่านั้น ไม่ใช่ซื้อแล้วเอาไปลดหย่อนกันทุกปี หรือแบ่งไปลดหย่อนภาษีได้ แบบนี้ไม่มีหรอกจ้า 

นอกจากนั้น ค่าลดหย่อนต้องวางแผนลดหย่อนให้เสร็จก่อน 31 ธันวาคม ของทุกปี ไม่ใช่ใช้ของปีนี้ แต่ไปลดปีที่แล้วนะจ๊ะ เพราะหลายคนก็เข้าใจผิดว่า ตอนที่กำลังจะยื่นภาษีในปีถัดไปไปซื้ออะไรมาลดหย่อนแบบนี้ได้ไหม อันนี้ก็ไม่ได้เหมือนกัน เพราะภาษีมันคิดเป็นรายปี การลดหย่อนภาษีในปีไหน ก็ต้องซื้อภายในปีนั้นด้วย

เช่น อยากลดภาษีปี 2562 ก็ต้องเกิดรายการลดหย่อนในปีนั้น ไม่ใช่พอปี 2563 จะมายื่นภาษีของปี 2562 แล้วถามว่าซื้ออะไรดีลดภาษีปีที่แล้ว แบบนี้ทำไม่ได้หรอกนะครับผม

ดังนั้น ทำความเข้าใจหลักการให้ดี เราจะได้ลดหย่อนภาษีกันอย่างถูกต้องครับ

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม 

ใช้บัญชีส่วนตัว (บุคคล) จ่ายเงินแทนบริษัท แบบนี้จะมีปัญหาไหม? สรรพากรว่าอะไรเปล่า?

ตอนที่แล้วพูดถึงเรื่อง ใช้บัญชีส่วนตัว (บุคคล) รับเงินแทนบริษัท แบบนี้จะมีปัญหาไหม? สรรพากรว่าอะไรเปล่า? ตอนนี้เรามาคุยกันต่อในอีกมุมหนึ่ง นั่นคือ การใช้บัญชีส่วนตัวจ่ายเงินแทนบริษัท แบบนี้ควรจัดการอย่างไรดี ?

คำถามมีอยู่ว่า ใช้บัญชีส่วนตัวของเรา จ่ายรายจ่ายแทนบัญชีบริษัท แบบนี้จะมีปัญหาไหมครับผม ?

ถ้ามองจากหลักการของภาษีเงินได้นิติบุคคล รายจ่ายของบริษัทจะเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ ควรมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนให้มั่นใจ คือ มีหลักฐานการจ่ายที่ระบุชื่อกิจการไว้ และ มีการพิสูจน์ได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของธุรกิจ

ดังนั้น ถ้าเราเอาบัญชีเราไปจ่ายเงินแทนบริษัท เราต้องลองกลับมาคิดดูว่า เราสามารถทำให้องค์ประกอบ 2 ข้อ ครบถ้วนเพื่อไม่ให้มีปัญหาทางภาษีได้อย่างไร

ดังนั้น ถ้าให้มีหลักฐานการจ่ายที่ระบุชื่อกิจการไว้ (เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทได้จ่ายไปจริง) เอกสารที่ออกและใช้เป็นหลักฐาน ควรต้องระบุเป็น “ชื่อบริษัท”

ถ้าผ่านด่านนี้ไปได้ ต่อไปคือ บริษัทต้องมีการจ่ายเงินคืนให้กับเรา เพราะตอนนี้เงินของบริษัทยังไม่ได้จ่ายออกมา ถ้าไม่จ่ายก็อาจจะไม่เข้าเงื่อนไขที่ว่า มีการพิสูจน์ได้ว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของธุรกิจ ได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น หลักฐานการจ่ายคืนเราตรงนี้ควรมีความชัดเจนที่พิสูจน์ได้ เช่น การเบิกจ่าย หลักฐานประกอบที่ครบถ้วน รวมถึงนโยบาย รายงานการประชุมที่ให้สิทธิ์พนักงานในการจ่ายเงินแทน หรืออะไรที่แสดงว่าเรามีสิทธิจ่ายเพื่อบริษัทได้อย่างถูกต้อง

ถ้าหาก สามารถทำทั้งสองข้อนี้ได้ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาในการจัดการเรื่องภาษี เพราะสุดท้ายมันก็คือจ่ายเงินออกจากบริษัทจริง แต่เราสำรองจ่ายไปก่อนแค่นั้นเอง แต่อย่างไรก็ดี อยากแนะนำเพิ่มเติมว่า ควรแยกบัญชีให้เรียบร้อย โดยบัญชีนี้ที่ไว้ใช้จ่ายเพื่อบริษัท ไม่ควร ปนกับบัญชีส่วนตัวของเรา ไม่งั้นจะงงกันไปใหญ่ 

สุดท้ายแล้ว ถ้าจะให้ดีและรายการแบบนี้มีบ่อย ๆ ควรมองในเรื่องของการทำระบบเงินสดย่อยด้วยก็ดีนะ จะได้ลดภาระเรื่องของการเบิกจ่ายแบบนี้ เพราะไม่งั้นมันค่อนข้างเหนื่อยอยู่เหมือนกัน

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ใช้บัญชีส่วนตัว (บุคคล) รับเงินแทนบริษัท แบบนี้จะมีปัญหาไหม? สรรพากรว่าอะไรเปล่า?

ใช้บัญชีธนาคารส่วนตัวรับเงินแทนบริษัท แบบนี้จะมีปัญหาไหม? สรรพากรตรวจไหม ถ้าตรวจสอบจะตอบยังไงดี แบบว่ากลัวนิด ๆ จิตตกหน่อย ๆ ไม่แน่ใจว่าถ้าบ่อยกว่านี้จะมีอะไรหรือเปล่า ?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ให้ชัด ขอแนะนำให้แยกประเด็นกันก่อน ระหว่าง รับเงินแทนบริษัท แล้วมีโอนเงินคืนบริษัทไหม? หรือ รับเงินแทนเข้าบัญชีเราไปแล้วเงินมาเป็นของเรา (วะฮะฮ่า)

กรณีแรก ถ้าเรารับเงินแทนบริษัท แต่มีโอนคืนบริษัท และบริษัทยื่นนำส่งภาษีถูกต้อง แบบนี้ถือว่าบริษัทไม่ผิดอะไร เพราะได้รับรู้รายการไว้ถูกต้องแล้ว บัญชีเราเป็นแค่ทางผ่านของเงินเฉย ๆ

แต่ ถ้ารับเงินแล้วไม่เอาเข้าบริษัท อันนี้บอกตรงว่าถ้าถูกจับได้โดนจัดหนักแน่ เพราะบริษัทไม่รับรู้รายได้ ส่วนเราก็เอาเงินมาไม่ได้เหมือนกัน แบบนี้ผิดทั้งบริษัทผิดทั้งตัวเราครับผม

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบ คือ เราทำแบบนี้ทำไม อาจจะเป็นเพราะเหตุจำเป็นบางอย่าง หรือว่าเป็นเพราะว่าลูกค้าสะดวกแบบนี้ แต่ทางที่ดี อยากแนะนำให้เลิกทำนะครับผม

อ่ะ.. กลับมาก่อน กรณีที่บริษัททำถูกต้อง แต่เรากลัวว่าบัญชีเราจะมีปัญหาเพราะว่าเงินเข้าเยอะมาก มากเสียจนมีโอกาสที่อาจจะถูกธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรได้ ถ้ารายการรับเงินเข้าเงื่อนไขที่กำหนด หรือ เกิดถูกเรียกตรวจสอบภาษีขึ้นมาจริง ๆ แบบนี้จะเป็นอย่างไร

ตรงนี้ก็กลับมาที่หลักการพื้นฐาน คือ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าส่วนไหนของเราหรือบริษัท หรือถ้าบัญชีไหนใช้รับเงินแทนบริษัทจริง ๆ ก็อย่าเอาไปใช้ส่วนตัว เงินเข้ามาเมื่อไร ก็ออกไปเข้าบัญชีบริษัททันที แบบนี้ก็ชัดเจน รวมถึงเก็บหลักฐานการโอนคืนไว้ให้ครบก็ยิ่งดี

หรือถ้าให้ดีกว่านี้ ควรมีนโยบาย รายงานประชุม หรือหนังสือที่แสดงว่าบริษัทให้อำนาจเรา ในการรับเงินแทนบริษัท เพื่อจะได้ชัดเจนว่าทำตามหน้าที่ ไม่ได้มีนอกมีในเพื่อเลี่ยงภาษีนะครับผม

แต่อย่างไรก็ดี สุดท้าย อยากแนะนำว่า ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เราไม่ควรรับเงินแทนบริษัท แต่ควรเอาเข้าระบบให้ถูกต้องจะดีกว่า เพราะว่ายังไงมันก็ดูทะแม่ง ๆ อยู่ดีนั่นแหละ

สุดท้ายนี้ ถ้าใครชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

เปิดบริษัทใหม่ จด VAT แล้ว ยื่นภาษีอะไรบ้าง?

สำหรับคนที่เพิ่งเปิดบริษัทใหม่ และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คงจะอยากรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง? สำหรับการทำธุรกิจใหม่ ลองมาฟังคำตอบได้ในบทความนี้ครับ

สวัสดีค่ะ เพิ่งเปิดบริษัทใหม่ได้ 1 เดือน ตอนนี้ไปจด VAT มาแล้ว อยากรู้ว่าต้องยื่นภาษีอะไรบ้าง ? อ้อ ยังไม่มีการซื้อขายนะค่ะ เปิดไว้เฉยๆ

คำตอบ คือ คำว่า “นะค่ะ” ไม่มี มีแต่ “นะคะ” ผ่างงงง อันนี้ไม่ใช่คำตอบครับ แค่สะกดผิดเฉย ๆ มา เรากลับมาเข้าเรื่องดีกว่า

จากคำถาม คือ เปิดบริษัทใหม่ได้ 1 เดือน เพิ่งจด VAT เรียบร้อย แต่ยังไม่มีซื้อขาย ดังนั้น จากสถานการณ์แบบนี้สรุปได้ว่าสิ่งที่ต้องทำในฐานะเจ้าของธุรกิจ คือ 

หน้าที่ยื่นภาษีรายเดือน 

อันดับแรก ในแต่ละเดือน ต้องมีการยื่นและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แน่นอน โดยยื่นด้วยแบบ ภ.พ. 30 แม้ว่าจะไม่มีรายการซื้อขาย แต่ถ้าหากเราจด VAT แล้ว ย่อมมีหน้าที่ยื่นแบบทุกเดือนให้ถูกต้องครับ  โดยเดือนที่ไม่มีการซื้อขายก็สามารถยื่นยอด 0 (ศูนย์) ไปแบบเปล่า ๆ นี่แหละครับผม (ศัพท์เทคนิคบางที่จะเรียกว่า “แบบเปล่า”)

ส่วนอีกตัวหนึ่ง คือ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งถ้ามีการจ่ายค่าใช้จ่ายบางตัวที่กฎหมายกำหนดให้หักภาษีไว้ ก็ต้องหักแล้วนำส่ง แต่ตรงนี้จะไม่เหมือนกับภาษีมูลค่าเพิ่มตรงที่ว่า ถ้าเดือนไหนไม่มีการหักก็ไม่ต้องนำส่งครับผม โดยมีแบบที่ใช้กันคือ 

  • ภ.ง.ด. 1 จ่ายเงินเดือนพนักงาน/ฟรีแลนซ์
  • ภ.ง.ด. 3 จ่ายค่าจ้าง ค่าเช่า ค่าบริการต่างๆ ให้บุคคล
  • ภ.ง.ด. 53 จ่ายค่าใช้จ่ายให้กับนิติบุคคล

หน้าที่ยื่นภาษีรายปี

สำหรับหน้าที่ยื่นภาษีรายปี จะเน้นไปที่ “ภาษีเงินได้นิติบุคคล” โดยมี 2 แบบแสดงรายการ คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับปี โดยยื่นภายใน 150 วันนับจากวันปิดรอบบัญชี (วันสุดท้ายของรอบนั้นๆ

กับอีกตัวหนึ่ง คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ซึ่งจะต้องยื่นเมื่อมีรอบบัญชีเต็มปี (ครบ 12 เดือน) แต่ถ้าปีนี้รอบบัญชีไม่เต็มปี ยังไม่ต้องยื่นจ้า

ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำลองศึกษาเรื่องภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมได้ที่คลิปนี้ครับผม

นอกจากเรื่องของภาษีแล้ว สิ่งที่อยากแนะนำให้ศึกษาเพิ่มเติม มีดังนี้

1. เอกสารบัญชีภาษี ทำความเข้าใจว่าใช้ทำอะไร
2. การหักภาษี ณ ที่จ่าย แบบไหนหัก หรือ ไม่หัก
3. เรื่องใบกำกับภาษี รายงานภาษีมูลค่าเพิ่มต่าง ๆ

พยายามทำความเข้าใจเรื่องพวกนี้ให้ดี หรือหาบัญชีที่น่ารักสักคนหนึ่งก็ช่วยได้ครับเพราะเรื่องนี้ถ้าเข้าใจถูกต้องแล้ว จะทำให้ธุรกิจของเราจัดการได้สะดวกและง่ายขึ้นมากเลยครับ

สุดท้ายนี้ อย่าลืมมายื่นภาษีให้ถูกต้องกันนะครับ และถ้าชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

ปี 2562 ยื่นภาษีบุคคลได้ถึงวันไหน ผ่อนได้ 3 งวดถึงเมื่อไร?

ปี 2562 ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ถึงเมื่อไร และถ้าจะขอผ่อนภาษีแบบ 3 งวด แต่มีเงินอยากจ่ายก่อนได้ไหมอะครับ นี่คือสองคำถามที่น่าสนใจ และสามารถเอามาเขียนรวมเป็นบทความได้ในบทความเดียวครับผม

เริ่มจากคำถามว่า ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ถึงเมื่อไร? อันนี้ต้องบอกว่าสำหรับปี 2562 ปีเดียวเท่านั้นที่สามารถยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 เป็นวันสุดท้ายทั้งการยื่นผ่านกระดาษที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา และ ยื่นผ่านอินเตอร์เน็ตที่เวปไซด์กรมสรรพากรครับ

สำหรับใครที่กำลังจะยื่นภาษีช่วงนี้ แนะนำดูข้อควรระวังในโพสต์ด้านล่างนี้เลยครับ


ทีนี้ การยื่นชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น เปิดโอกาสให้สามารถเลือกแบบผ่อนชำระได้ถึง 3 งวด ถ้าหากมียอดภาษีที่ชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ซึ่งการผ่อนชำระนั้นสามารถจ่ายได้ตามเวลาต่อไปนี้

งวดแรก : สิงหาคม 2563
งวดสอง : กันยายน 2563
งวดสาม : ตุลาคม 2563

ส่วนคำถามที่ถามว่า ถ้าจ่ายภาษีงวดแรกไปเรียบร้อยแล้ว แต่งวดที่ 2 และ งวดที่ 3 ยังไม่ครบกำหนดจ่ายสามารถจ่ายล่วงหน้าได้ไหม ? 

คำตอบ คือ ได้จ้า จ่ายก่อนได้ไม่มีใครว่า แต่จ่ายช้าระวังโดนเงินเพิ่มนะครับ ดังนั้นถ้าใครผ่อนต้องจ่ายให้เรียบร้อยภายในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่งั้นจะเสียเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) ในอัตรา 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน)

มาถึงตรงนี้อาจจะมีหลายคนถามว่า แล้วถ้าไม่มีเงินจ่ายภาษีจะทำยังไง บางคนถึงขั้นบ่นว่าตกงานมา 6 เดือนแล้ว ไม่มีตังค์จ่าย ไม่ยื่นได้ไหม ไปยื่นทีเดียว พร้อมเสียเบี้ยปรับอาญา 200 ได้มั้ยเล่า ตอนนี้บอกเลยว่าเราจนมาก

คำตอบ คือ ไม่ยื่นอ่ะได้ แต่มีความผิดนะครับ เพราะนอกจากภาษีที่ต้องเสีย จะเจอเงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) อีก 1.5% ด้วยนะครับ ดังนั้นระวังไว้ด้วยจ้า

สุดท้ายนี้ อย่าลืมมายื่นภาษีให้ถูกต้องกันนะครับ และถ้าชอบบทความแบบนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

รวม 5 แอปฯ ฟรี! ใช้วางแผนการเงิน สำหรับมนุษย์เงินเดือน

สถานการณ์ในช่วง Covid-19 ตอนนี้คงทำให้หลายคนตระหนักแล้วว่า “การวางแผนทางการเงิน” นั้นสำคัญแค่ไหน หากเรามีเงินออม อย่างน้อยก็จะช่วยให้ผ่านวิกฤตไปได้ หรือผ่อนหนักให้เป็นเบา วันนี้ aomMONEY เลยอาสาไปคัดเลือกแอปพลิเคชันฟรีที่ช่วยให้มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ วางแผนการเงินได้ง่ายขึ้น ไม่รั่วไหลออกจากกระเป๋าแน่นอนครับ

1. MeTang (มีตังค์)

แค่ชื่อแอปฯ ก็ฟังแล้วมีกำลังใจขึ้นมาทันที ต้องบอกว่าการวางแผนการเงินที่ดีก็มีรากฐานมาจากการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายนี่ล่ะครับ “มีตังค์” เป็นแอปฯ ที่เกิดจากฝีมือของคนไทย ติดอันดับในหมวดการเงินของ App Store ตัวแอปฯ เป็นภาษาไทย ใช้งานง่าย ออกแบบมาเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ

  • สามารถสร้างได้หลายบัญชีทั้งเงินสด เงินฝาก และบัตรเครดิต
  • มีระบบ Budget เพื่อวางแผนงบประมาณรายจ่าย
  • สามารถบันทึกรายรับ-รายจ่ายได้ด้วยเสียงพูด
  • สรุปรายการแบ่งตามหมวดหมู่ และแสดงผลในรูปแบบกราฟ.
  • บันทึกข้อมูลไปเปิดดูใน Excel ได้อีกด้วย

ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2XnTzM1

ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://bit.ly/2MjzVKX

2. Lumpsum

พอเริ่มบันทึกรายรับรายจ่ายแล้ว สเต็ปต่อไปก็คือการวางเป้าหมายทางการเงินระยะยาว แอปฯ นี้จะช่วยวางแผนทางการเงินให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยจะวิเคราะห์สถานะทางการเงินในปัจจุบัน แล้วช่วยวางแผนให้เราไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ สะดวกสบายเหมือนมีเลขาฯ ส่วนตัว

  • สอนให้เข้าใจวิธีวางแผนการเงินแบบง่ายๆ
  • วางแผนการเงินแบบที่ไม่ใช่อุดมคติ แต่ทำได้จริง เพราะคำนวณจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต และรายรับ-รายจ่ายของเรา ที่สามารถเชื่อมต่อกับบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตที่เข้าร่วมกับแอปฯ นี้ เพื่อบันทึกรายการแบบอัตโนมัติ
  • ช่วยแนะนำเรื่องการออมเงิน วิธีบริหารภาษี การซื้อประกันชีวิต และการเกษียณอายุ
  • สามารถระบุความเสี่ยงในการลงทุนที่เรายอมรับได้ แล้วตัวแอปฯ จะแนะนำรูปแบบการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด

ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/3chy8Ra

ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://bit.ly/2XQVqIj

3. Piggipo

เคยสงสัยกับบิลค่าบัตรเครดิตกันไหมครับ เอ๊ะ…รายการนี้เรารูดไปตั้งแต่เมื่อไร นี่เราซื้อเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ยิ่งถ้าใครมีบัตรเครดิตหลายใบล่ะก็เป็นงงแน่ๆ ครับ แต่ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวอีกต่อไป เพราะแอปฯ นี้จะช่วยติดตามการใช้บัตรเครดิตของเรา

  • สามารถใส่ข้อมูลบัตรเครดิตลงไปได้มากกว่า 1 ใบ เหมือนรวบรวมข้อมูลธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตทั้งหมดเอาไว้ในมือถือเครื่องเดียว
  • เห็นสถานะการใช้จ่ายจริงแบบเรียลไทม์ ทำให้รู้ว่าใช้บัตรแต่ละใบไปเท่าไรแล้ว
  • มีอีโมชั่นของเจ้า Piggipo คอยแสดงอารมณ์ตามการใช้จ่ายบัตร ถ้าใช้เกินหรือแตะลิมิตที่ตั้งค่าไว้ น้องก็จะเปลี่ยนอารมณ์เป็นโกรธหรือไม่พอใจ
  • ตั้งเวลาตัดบิลอัตโนมัติได้ทุกเดือน มีระบบแจ้งเตือน หมดปัญหาการลืมจ่ายค่าบัตรเครดิต
  • มีระบบ Billbox ช่วยตรวจสอบความถูกต้องของยอดที่ต้องชำระก่อนที่จะจ่ายจริง
  • มีระบบผ่อนชำระ ช่วยบริหารการเงินผ่านการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต และช่วยวางแผนการจ่ายให้มีประสิทธิภาพที่สุด
  • สามารถเลือกใช้งานด้วยระบบออฟไลน์เพื่อความปลอดภัย ไม่มีใครเข้าถึงข้อมูลได้นอกจากตัวเราเอง

ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2Xmxc9H

ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://bit.ly/2Xn67TZ

4. iTax Pro

“ภาษี” คือหนึ่งในเรื่องสำคัญของมนุษย์เงินเดือน แต่หลายคนยังสับสน คำนวณภาษีไม่เป็น ไม่รู้จักค่าลดหย่อน งงว่าต้องยื่นเท่าไร อย่างไรดี ลองใช้ iTax Pro นี้เป็นตัวช่วยดูครับ นี่คือแอปฯ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่มาพร้อมกับการช่วยวางแผนประหยัดภาษีอย่างสูงสุด

  • แค่กรอกข้อมูล ระบบก็จะคำนวนภาษีเงินได้อย่างละเอียด รู้ทันทีว่าต้องจ่ายเพิ่มหรือได้รับเงินคืน
  • มีคำอธิบายชัดเจน คนไม่เคยยื่นภาษีก็เข้าใจได้ง่าย
  • อัพเดตช่องทางการลดหย่อนภาษีรูปแบบต่างๆ ทำให้ใช้สิทธิลดหย่อนได้อย่างคุ้มค่า
  • มีเมนูวางแผนภาษี สามารถคำนวณได้ว่าถ้าซื้อกองทุน LTF, RMF หรือประกันชีวิต รวมถึงการบริจาคต่างๆ จะช่วยลดภาษีได้เท่าไร และควรซื้ออะไรเพิ่มเป็นจำนวนเท่าไรบ้าง
  • สามารถติดต่อให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวางแผนภาษีได้แบบตัวต่อตัว

ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่: https://apple.co/2U0u8ya
ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://bit.ly/3drA2jm

5. Settrade

นอกจากการเก็บออมแล้ว เราก็ต้องหาวิธีทำให้เงินงอกเงยด้วยใช่ไหมล่ะครับ แอปฯ นี้จะช่วยแนะนำข้อมูลการลงทุนต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการลงสนามจริง ออกแบบและพัฒนาโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนั้นมั่นใจได้เรื่องความแม่นยำของข้อมูลครับ

  • สรุปผลความเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์ตลอดทั้งวัน.
  • มีการจัดอันดับหุ้น เลือกดูได้ตามความต้องการ เช่น เรียงตามผลกำไรที่ดีที่สุด, เรียงตามผลขาดทุนมากที่สุด, หุ้นที่มีมูลค่าเคลื่อนไหวมากที่สุด โดยดูย้อนหลังได้สูงสุด 1 ปี และสามารถกดติดตามหุ้นเป็นรายตัวไว้ในหน้า Favorite
  • เป็นเหมือนสนามจำลองการซื้อขายหุ้น โดยสมมติหุ้นที่ต้องการซื้อ กำหนดมูลค่า ความถี่ และระยะเวลาที่ซื้อ ระบบจะช่วยคำนวณผลตอบแทนโดยอัตโนมัติ ทั้งมูลค่าจากการถือครองและเงินปันผล และยังมีสนามจำลองการซื้อขายจริงในตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นให้เราลองซื้อขายดูก่อนเพื่อซ้อมมือ
  • มีข่าวสาร สถิติ บทวิเคราะห์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เลือกอ่านเพิ่มเติม นอกเหนือจากข้อมูลการลงทุน

ระบบ iOS ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://apple.co/2ZX3ABF
ระบบ Android ดาวน์โหลดได้ที่นี่ : https://bit.ly/3eBOBkL

ด้วย 5 แอปพลิเคชันนี้ การวางแผนทางการเงินก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่ไม่ว่าจะดาวน์โหลดแอปฯ ไหน อย่าลืมว่า “ตัวเราเอง” ก็สำคัญไม่แพ้กันนะครับ การมีวินัยทางการเงิน ใช้จ่ายอย่างมีสติ และหมั่นเก็บออมอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้เป้าหมายของเราบรรลุได้ในที่สุด ด้วยรักและปรารถนาดีจาก aomMONEY ที่อยากเห็นเพื่อนๆ มีสถานะการเงินที่มั่นคงครับ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

https://www.facebook.com/aommoneyth/photos/a.621795974540213/2905581346161653/?type=3&theater

จ่ายเบี้ยประกันชีวิตมาหลายปี ตอนนี้ประกันมีมูลค่าเงินสดเท่าไหร่?

ช่วงนี้อภินิหารเงินออมเห็นข่าวที่บางคนได้รับโทรศัพท์แนะนำให้ยกเลิกประกันชีวิตแล้วให้ทำประกันเล่มใหม่ ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร เราควรดูในตาราง “เงินเวนคืนประกันชีวิต” ว่าตอนนี้มีมูลค่าเงินสดเท่าไหร่ แล้วค่อยเลือกว่าจะตัดสินใจอย่างไรนะคะ

ประกันชีวิตมี 2 ส่วน 

ประกันชีวิต (ตัวหลัก)

มีมูลค่าเงินสด ช่วงแรกๆจ่ายไปจะมีมูลค่าเงินสดน้อย แต่ถ้าทำไปนานๆมูลค่าเงินสดจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นประกันชีวิตที่เราคุ้นเคย คือ แบบสะสมทรัพย์ แบบตลอดชีพ แบบบำนาญ ซึ่งตัวอย่างการคำนวณนี้เป็นประกันแบบสะสมทรัพย์

ประกันสุขภาพ (ตัวเสริม)

ไม่มีมูลค่าเงินสด เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ เป็นเบี้ยประกันจ่ายทิ้งเหมือนประกันรถยนต์ เช่น ค่าห้อง ค่ายา ค่ารักษา ค่าผ่าตัด ฯลฯ

วิธีการคำนวณเงินเวนคืนประกันชีวิต

หลังจากที่เราทำประกันชีวิตแล้ว ตัวแทนประกันจะให้เอกสารมาเล่มหนึ่ง นั่นคือ กรมธรรม์ประกันชีวิต บอกรายละเอียดว่าเราได้รับความคุ้มครองอะไรบ้างและจะมีหน้าตารางแบบนี้อยู่ในเล่มด้วย เราอยากรู้ปีไหนก็เลือกสิ้นปีนั้น ในตัวอย่างเป็นสิ้นปีที่ 10 เงินค่าเวนคืนจะเป็น 787 แล้วก็นำมาเข้าสูตรคำนวณตามภาพนี้ ถ้าเป็นปีอื่นๆก็เปลี่ยนตัวคูณไปเรื่อยๆจ้า

รู้วิธีคำนวณแล้วมีประโยชน์อย่างไร

ใส่ข้อมูลในงบการเงินส่วนบุคคล

เราใช้งบการเงินส่วนบุคคลวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน ทำให้รู้ว่าตอนนี้สุขภาพการเงินของเราแข็งแรงหรืออ่อนแอ การคำนวณเงินเวนคืนประกันชีวิตจะอยู่ในห้วข้อ สินทรัพย์เพื่อการลงทุน  : ประกันชีวิต(มูลค่าเวนคืนกรมธรรม) โดยนำประกันชีวิตทุกเล่มมารวมกัน

สำหรับคนที่ซื้อ E-book วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ ในส่วนสุดท้ายที่เป็นการวางแผนการเงินของตัวเองจะได้กรอกตัวเลขแบบนี้ ควรนำมูลค่าเวนคืนประกันชีวิตมาใส่ช่องนี้ ไม่ใช่ทุนประกันชีวิต เพราะจะทำให้การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินผิดพลาดนะคะ

กู้ประกันชีวิต

ถ้าเราจำเป็นต้องใช้เงินระหว่างการทำประกัน ช๊อตระยะสั้นจากปัญหาตกงาน ขาดสภาพคล่อง ธุรกิจมีปัญหาต้องใช้เงินลงทุน สามารถกู้ประกันชีวิตนำเงินมาใช้จ่ายระยะสั้นได้ เสียดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยที่เขียนไว้ในเล่มประกันชีวิตหน้าแรก + 2%

ยกเลิกประกันชีวิต

ถ้าต้องการยกเลิกประกันชีวิต ควรดูเรื่องเบี้ยประกันชีวิตที่จ่าย(รวมเงินคืนรายปี)เปรียบเทียบกับมูลค่าเงินสดที่คำนวณได้แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร ดังนี้

=> มูลค่าเงินสด น้อยกว่า เบี้ยประกันทั้งหมดที่จ่าย  : ไม่ควรยกเลิกประกันชีวิต เพราะขาดทุน

=> มูลค่าเงินสด มากกว่า เบี้ยประกันทั้งหมดที่จ่าย   : สามารถยกเลิกประกันชีวิตได้ เพราะเงินที่ได้รับมากกว่าเงินที่จ่ายเบี้ยประกันแล้ว แต่ถ้ายกเลิกแล้วมาทำประกันเล่มใหม่อาจจะทำให้จ่ายเบี้ยประกันแพงขึ้นเพราะอายุที่เพิ่มมากขึ้น

ครั้งต่อไปถ้ามีใครโทรมาชวนให้ทิ้งประกันเล่มเก่าเพื่อซื้อเล่มใหม่ เราควรกลับมาคำนวณมูลค่าเงินสดของประกันเล่มที่เรามีก่อนว่าเท่าไหร่ คุ้มหรือไม่ที่จะทำตามคำแนะนำ ทั้งหมดนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของตัวเองนะคะ

 ——–

PR :  E-book เล่มแรกของเพจอภินิหารเงินออม “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” เป็นความรู้การเงินและ Workshop เพื่อสร้างความเข้าใจและวิธีนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวัน อ่านสารบัญของ E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/3eeO33Q

เพจอภินิหารเงินออม

ค่าลดหย่อนส่วนตัว 100,000 บาท หรือ 60,000 บาทกันแน่?

ทำไมไม่มีรายการค่าลดหย่อน 100,000 บาท? สรุปรายการลดหย่อนภาษีที่ให้มาผิดหรือเปล่า?

ผมจะพบคำถามนี้บ่อย ๆ ทุกครั้งที่โพสสรุป “ค่าลดหย่อน” ลงไปที่เพจ TAXBugnoms ซึ่งคำตอบเรื่องนี้ง่ายมากครับ มันเกิดจากความเข้าใจผิดระหว่างคำว่า “ค่าใช้จ่าย” และ “ค่าลดหย่อน

ดังนั้น เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ค่าใช้จ่าย ต่างจาก ค่าลดหย่อน อย่างไร ถ้าให้สรุปแบบสั้น ๆ ผมคงจะบอกว่า ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ โดยกฎหมายกำหนดให้เงินได้ทั้ง 8 ประเภท หักค่าใช้จ่ายได้แตกต่างกัน

ส่วน ค่าลดหย่อน นั้นขึ้นอยู่กับรายบุคคลที่ใช้สิทธิ ซึ่งกฎหมาย (อาจ) จะให้สิทธิลดหย่อนภาษีใหม่ๆขึ้นอยู๋กับเงื่อนไข และมาตรการภาษีต่างๆในแต่ละปี

โดยความเข้าใจผิดเกิดขึ้นบ่อย คือ คนมักจะเข้าใจว่า ค่าใช้จ่าย 100,000 บาท เป้นรายการลดหย่อนภาษี แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ เพราะ 100,000 บาทที่ว่า มันคือรายการค่าใช้จ่ายของเงินได้ประเภทที่ 1 (เงินเดือน)

ยกตัวอย่างเช่น มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง มีรายได้จากการทำงาน โดยเงินได้ที่เขามีถือว่าเป็นประเภทที่ 1 ตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่า เงินได้ประเภทที่ 1 หักค่าใช้จ่ายได้สูงสุด 50% ของเงินได้ไม่เกิน 100,000 บาท

มาตรา42 ทวิ เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐ (๑) และ (๒) ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ ๕๐ แต่รวมกันต้องไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

แต่คนๆนั้นสามารถหักลดหย่อนได้ตามสิทธิที่มี ซึ่งถ้าหากเขาไม่วางแผนภาษี เขาจะหักได้แค่ ค่าลดหย่อนส่วนตัวจำนวน 60,000 บาท

มาตรา 47 เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกต่อไปนี้
    (1) ลดหย่อนให้สำหรับ
         (ก) ผู้มีเงินได้ ๖๐,๐๐๐ บาท

ดังนั้นสรุปได้ว่า ค่าใช้จ่าย 100,000 บาท คือ ตัวที่มีความสัมพันธ์กับเงินได้ประเภทที่ 1 ดังนั้นถ้ามีรายได้ประเภทอื่น ย่อมจะใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป โดยใครมีรายได้ประเภทไหน
ก็ใช้สิทธิหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายประเภทนั้น

ส่วนค่าลดหย่อนก็ใช้ตามเงื่อนไขของมัน ถ้าไม่มีการใช้สิทธิลดหย่อนเพิ่มเติม เราจะหักได้แค่ค่าลดหย่อนส่วนตัวสำหรับผู้มีเงินได้จำนวน 60,000 บาทเท่านั้นครับ

สุดท้ายนี้ พรี่หนอมฝากทุกคนติดตามบทความภาษีที่ บล็อกภาษีข้างถนน และแฟนเพจ TAXBugnoms ด้วยนะครับ ขอบคุณครับผม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save