“ลงทุนอะไรดี” ในช่วงวิกฤต COVID-19

เนื่องจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีเพื่อนๆ เข้ามาขอคำแนะนำเรื่องการลงทุนในช่วงนี้กับ aomMONEY ทางหลังบ้านมากมาย วันนี้ บ.ก.aomMONEY ก็เลยขอหยิบยกคำถามที่ฮอตฮิตที่สุดในช่วงนี้อย่างในช่วงวิกฤต COVID-19? ควร “ลงทุนอะไรดี” มาเขียนเป็นบทความ โดยสรุปจาก Live Facebook ที่ทางกูรูของเราได้พูดคุยกัน

จะเป็นอย่างไรนั้นมาอ่านกันได้เลยครับ  

ดู VDO สัมภาษณ์ “วิกฤตแบบนี้ ลงทุนอะไรดี”

TaxBugnoms : เจอวิกฤต COVID-19 แบบนี้ กูรูมองจากภาพรวมแล้วคิดว่ายังน่าลงทุนอยู่มั้ย

  • นายปั้นเงิน : ต้องดูว่าเราลงทุนแบบไหน ถ้าเราเลือกสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอยู่แล้ว ก็ลงทุนได้ เพราะไม่มีผลกระทบอะไรมาก แต่ถ้าคนที่ลงทุนกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง มันยากที่เราจะไปคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมรู้สึกว่า ช่วงนี้สิ่งที่เราควรจะทำ คือ เซฟตัวเอง เซฟเงินลงทุน แต่ถ้าเรารู้สึกว่ามันมากพอแล้ว เราถึงจะเริ่มไปลงทุนได้
  • วางแผนการเงินกับ Insuranger : คำว่าน่าลงทุนอยู่มั้ย อาจจะเป็นเรื่องของแต่ละคน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริง คือ พอเรามาดูตัวเลขทางเศรษฐกิจ ตัวเลขตอนนี้ค่อนข้างอันตราย เช่น 1. ดัชนีค่อนข้างผันผวนและอันตราย 2. ราคาสินทรัพย์ยังอยู่ในแนวโน้มขาลง ทั้งระยะกลางและระยะยาว สำหรับบางคนขึ้นอยู่กับว่า “คุณเชื่อในแนวทางการลงทุนแบบไหน” ถ้าเชื่อว่าเราไม่กะเกณฑ์จังหวะเวลา เพราะเราไม่มีทางกะเกณฑ์ถูกไปตลอด ก็อาจจะไม่มีผลอะไร ไม่ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง ยังไงก็น่าลงทุน แต่สำหรับบางคนที่ถือเงินสด และกำลังคิดว่าจะลงทุนดีไหม ผมมองว่าค่อนข้างจะเสี่ยง แม้ตลาดหุ้นไทยจะฟื้นขึ้นมาบ้าง แต่มันไม่ได้มีสัญญาณให้เรามั่นใจว่ากำลังเป็นขาขึ้นแล้ว
  • ลงทุนศาสตร์ – Investerest : ส่วนตัวผมเป็นนักลงทุนที่หาหุ้นลงทุนอยู่ตลอด ผมไม่ได้มองในเชิงการบริหารความเสี่ยงมากเท่ากับนักวางแผนการเงิน มองเป็นธุรกิจมากกว่า ถ้าถูกลงเยอะก็เป็นโอกาสที่จะซื้อลงทุน ผมมองภาพ 3-5 ปี ผมเลยคิดว่าระยะเวลานี้มันน่าจะกลับมาได้ ซึ่งผมไม่รู้อนาคตหรอก แต่ในเมื่อเราเชื่อว่ามันจะกลับมา เราก็ถือรอได้ ผมว่าถ้าหาหุ้นถูก คุณภาพดี ผ่านพ้นวิกฤติไปได้ ก็ลงทุนได้

TaxBugnoms : หลังจากนี้ธุรกิจหรือการลงทุนแบบไหนที่น่าจะมาแรง

  • วางแผนการเงินกับ Insuranger : ต้องถามตัวเองก่อนว่าถ้าเป็นโลกยุคหน้า อะไรที่เราจะใช้ในชีวิตประจำวัน ลองดูจากไลฟ์สไตล์ตอนนี้ว่าเราเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน ที่เห็นคือเราใช้เทคโนโลยีมากขึ้น รวมไปถึงพวก Healthcare พวกเทคโนโลยีการแพทย์ ผมว่ายังไงในอนาคตมันก็น่าจะเติบโตขึ้น ส่วนพวกอาหาร ร้าน มันคงเติบโตขึ้นอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่เท่ากับในอดีตเท่านั้นเอง
  • ลงทุนศาสตร์ – Investerest : ผมมองถึงท่องเที่ยวครับ ช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่ดรอปของท่องเที่ยว งบการเงินน่าจะแย่เป็นปี ผมคิดว่าปีนี้น่าจะเป็นการตกต่ำของหุ้นท่องเที่ยว อาจจะรอบ 10 ปี ในหลาย ๆ ตัวด้วยซ้ำ เราเห็นเทรนด์ธุรกิจบางอย่างที่ดีมาก แต่มาสะดุดปีนี้และน่าจะร้ายแรง เชื่อว่าท่องเที่ยวยังไงก็ต้องอยู่ เพราะหายไปจากประเทศไทยไม่ได้ น่าลงทุนมาก ถ้าหุ้นลงมาเยอะ พยายามเลือกหุ้นที่มั่นคง น่าจะอยู่รอดวิกฤตไปได้ ผมเชื่อว่าเป็นเวลาที่ดีในการจะซื้อหุ้นท่องเที่ยว ถ้าเงินเย็นพอ และจากสถิติที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกิดโรคระบาด น้ำท่วม หรือความรุนแรงต่าง ๆ ปีถัดมาท่องเที่ยวก็โตเสมอ ประเทศไทยในระยะยาวยังเห็นการเติบโตที่ดีของท่องเที่ยว ใน 2 ปีข้างหน้า คิดว่าจะเป็นเวลาที่ดีในการเก็บเกี่ยวผลลัพธ์จากการลงทุนท่องเที่ยวของปีนี้
  • นายปั้นเงิน : ปั้นขอตอบเป็นสินทรัพย์แล้วกันนะครับ สิ่งหนึ่งที่เราได้รู้จากวิกฤตในครั้งนี้ คือ มันส่งผลไปทั่วโลก หลังจากที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในตอนนั้น มันส่งผลต่อสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ผมรู้สึกว่าในช่วงวิกฤตมันจะทำให้ของหลายอย่างถูกลงมา ไม่อยากให้มองแค่ประเทศไทยมีอะไรให้ลงทุนได้บ้าง อยากให้มองว่าจริง ๆ ของถูกมันมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก ถ้าใครสนใจในการลงทุนต่างประเทศก็ลองศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมดู ผมรู้สึกว่ามันกลับมาได้หมดเลย ถ้าเราขวนขวายมากพอ เราจะรู้ว่าควรซื้อหุ้นต่างประเทศยังไง ควรจะลงผ่านกองทุนไหนถึงจะได้หุ้นในตัวที่เรากำลังมองหาอยู่ มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูล ผมคิดว่าทุกคนสามารถหาได้

TaxBugnoms : หุ้นกลุ่มสื่อสารราคาตกน่าซื้อระยะยาวมั้ย

  • ลงทุนศาสตร์ – Investerest : ผมว่าดูประเด็นเรื่องค่าสัมปทานดีกว่าครับ ค่าใบอนุญาตที่เป็นค่าจัดจำหน่าย ประเด็นเรื่องโรคระบาดไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่กับหุ้นสื่อสาร อาจจะเป็นเชิงบวกด้วยซ้ำที่จะทำให้ยอดใช้จ่ายต่อเบอร์เพิ่มมากขึ้น หรืออาจจะมีคนซื้อซิมโทรศัพท์มากขึ้นเพื่อนำไปใช้ในธุรกิจต่าง ๆ มีโอกาสที่จะได้เห็นภาพการปรับตัวดีขึ้นในช่วงปีนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ อนาคตมากกว่า สัมปทานจะไปทางไหน มีโอกาสไหมที่หุ้นกลุ่มนี้จะเติบโตแบบก้าวกระโดด ถ้าราคาลงมาเยอะแล้วต่ำมูลค่ามาก ๆ ผมว่าน่าลงทุน เพราะเป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนสม่ำเสมอสูงมากในภาวะโรคระบาด แต่จะโตหรือไม่ก็อีกเรื่อง อยากให้ถามตัวเองให้ดีว่ามองเป็น Quality Stock (หุ้นแข็งแกร่ง) หรือว่ามองเป็น Growth Stock (หุ้นเติบโตเร็ว) ถ้าหุ้นคุณภาพดี รอลงมาเยอะซื้อ ขึ้นมาถึงจุดราคาก็ขาย แต่หุ้นเติบโตเร็วเน้นถือยาวหน่อย ต้องเลือกให้ดีว่าเราลงทุนในแบบไหน เพราะอะไร การประเมินมูลค่าไม่เหมือนกัน ปัจจัยที่มองก็ไม่เหมือนกันด้วย

TaxBugnoms : แล้วกลุ่มน้ำมันล่ะครับ ยังน่าเก็บอยู่รึเปล่า?

  • ลงทุนศาสตร์ – Investerest : เอาจริง ๆ น้ำมันเป็นกลุ่มที่เล่นยาก เพราะไม่มีใครทราบว่าราคาจะไปในทิศทางไหน เป็นเรื่องสำคัญที่อยากจะบอกว่า ถ้าไม่มีความสามารถ พยายามอย่าแตะกลุ่มนี้ แต่ถ้ามีความสามารถต้องคุยกันว่า มูลค่า 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นราคาน้ำมันที่ต่ำมาก คนจำนวนมากทำก็ไม่ค่อยมีกำไรกันเท่าไหร่ อย่างสหรัฐฯ ต้นทุนที่ทำ Shale Gas, Shale Oil อยู่ที่ประมาณ 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นเรื่องระหว่างซาอุดิอาระเบียกับรัสเซีย น่าจะเป็นเรื่องสงครามตัวแทนของตะวันออกกลาง การที่เขาทะเลาะกันส่งผลต่อสหรัฐฯ โดยตรง ถ้าทราบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะทราบว่า ซาอุดิอาระเบียเป็นคนสนิทมากของสหรัฐฯ ตั้งแต่ก่อตั้งประเทศก็ได้สหรัฐฯ หนุนหลังมาตลอด ถ้ามองในแง่ของเศรษฐศาสตร์การเมือง ราคาน้ำมันที่ผ่านมือซาอุดิอาระเบีย สหรัฐฯ ควรจะควบคุมได้ ถ้าใครมองว่าจุดนี้ราคามันต่ำเกินไป อาจจะเป็นจังหวะในการเข้าซื้อได้ เพราะราคาเริ่มปรับตัวขึ้นแล้ว และมีสัญญาณที่ชัดเจนจากฝั่งอเมริกาที่ไม่ค่อยพอใจเรื่องราคาน้ำมันเท่าไหร่ ต้องเข้าใจด้วยว่าโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนที่โปรเรื่องพลังงานดั้งเดิมมาก จะกังวลเรื่องราคาน้ำมัน ราคาถ่านหิน เยอะกว่าฮิลลารี คลินตัน เขาพยายามทำให้หุ้นกลุ่มนี้มีผลประกอบการที่ดี เพราะเป็นส่วนสำคัญของฐานเสียงสำคัญของเขา ใครที่มองว่า 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถูกจนเกินไป จนทั้งโลกไม่น่าจะอยู่ได้ ผมคิดว่าก็อาจจะเป็นโอกาสของการลงทุนได้เหมือนกัน ส่วนตัวยังไม่คิดว่าจะลงถึง 20 พอแตะ 20 อยู่ช่วงหนึ่งก็คิดว่าถูกมากจริง ๆ แต่ต้องระวังว่าไตรมาส 1 ยังไงก็ขาดทุนแน่จากอัตราน้ำมันสำรอง โดนตั้งสำรองเพราะน้ำมันด้อยค่า บัญชีต้องปรับลดมูลค่าทันที ต้องทราบขาดทุนสต็อก งบการเงินมีโอกาสสูงมากที่ไตรมาส 1 จะแย่ แต่ถ้ามันแย่แล้วไปปัดกำไรพิเศษ ขาดทุนพิเศษ ออกให้ดี อาจจะเห็นโอกาสก็ได้ อันนี้ขอให้เป็นสำหรับคนที่มีความรู้ด้านโภคภัณฑ์เท่านั้นที่จะลงทุน ถ้าคนทั่วไปแนะนำให้หลีกเลี่ยงเพราะว่ามันยากเกินไป

TaxBugnoms : ถ้าอยากศึกษาเพิ่มเติม แนะนำยังไงบ้างครับ

  • ลงทุนศาสตร์ – Investerest : ถ้าเป็นเรื่องพลังงานไปซื้อหนังสือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อธิบายไว้ละเอียดมาก อ่านให้จบก็จะเข้าใจภาพทั้งหมด ที่เหลือเอา 56-1 ของทุกบริษัทมาอ่าน ไม่เข้าใจตรงไหนก็ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมในอินเทอร์เน็ต เพราะมันค่อนข้างละเอียดมากในแต่ละกระบวนการ 

TaxBugnoms : สมมติมีเงินอยู่ 50,000 บาท เอาไปลงทุนอะไรดีครับ

  • นายปั้นเงิน : ลองดูก่อนว่าเงินเก็บก้อนนี้ เรามีเงินสำรองครบหรือยัง ถ้ามีครบแล้วก็ลองดูว่าเป้าหมายที่เราจะใช้เงินก้อนนี้กับการลงทุน จะลงทุนเพื่ออะไร พิจารณาดูว่าเป้าหมายของตัวเองรับความเสี่ยงได้แค่ไหน จากนั้นค่อยไปเริ่มศึกษาจัดพอร์ตอีกทีว่าจะลงในสินทรัพย์ประเภทไหน
  • วางแผนการเงินกับ Insuranger : การลงทุนอาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ผมเชื่อว่าการลงทุนในอะไร มันควรลงทุนในสิ่งที่เราชอบ และสอดคล้องกับชีวิตของเรา จะอยู่ในรูปของอะไ รมันก็ลงทุนได้ เพียงแต่ว่าเราสามารถที่จะอยู่กับมันได้รึเปล่า อาจจะไม่ใช่สินทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์ก็ได้ เราอาจจะลงทุนเปิดร้านขายอาหารก็ได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับตัวเองว่าถ้ามันมีปัญหาและเราสามารถควบคุมมันได้ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น กองทุน หรืออะไรก็ตามที่เราโอเค ผมว่าลงทุนได้หมด
  • ลงทุนศาสตร์ – Investerest : ต้องลงทุนในความรู้ก่อน ต้องมีความรู้เองถึงขั้นที่ว่าไม่ต้องถามคำถามนี้กับใครแล้วอ่านหนังสือ เรียนคอร์สออนไลน์ เรียนให้ได้คำตอบว่าเราเหมาะกับอะไร ต้องลงทุนอะไร คำถามนี้ถ้าใครยังถามอยู่แปลว่ายังไม่เหมาะกับการเริ่มต้นลงทุน ถ้าจะเริ่มต้นลงทุน นั่นแปลว่าคำถามนี้จะต้องจบไปแล้ว ต้องหาคำตอบนี้ด้วยตัวเอง ไม่มีใครตอบคำตอบนี้ได้ดีเท่ากับตัวคุณเองหรอกครับ ต้องหาความรู้ลงทุนในตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก จนกว่าจะหาคำตอบนี้เจอแล้วค่อยลงทุน

TaxBugnoms : ตอนนี้พอร์ตกำลังวิกฤต ช่วยแนะนำวิธีการจัดพอร์ตหน่อยครับ

  • นายปั้นเงิน : ลองดูว่าเรารู้สึกยังไงในการขาดทุนตอนนี้ ถ้าเรารู้สึกว่าขาดทุนนิดเดียว ไม่ได้กระทบอะไรมาก จริง ๆ ลองปล่อยไปก็ได้ เพราะเรารู้สึกว่าไม่ต้องไปปรับอะไรอยู่แล้ว แต่สำหรับคนที่รู้สึกว่าพอร์ตกำลังวิกฤต ลองดูว่าปัจจุบันเงินเราเหลือเท่าไหร่ เดิมลงทุน 1 ล้านบาท ขาดทุน 30-40% เหลือประมาณ 600,000 บาท หลังจากนี้ก็ควรมองว่าเงินก้อนนั้น เราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง ควรจัดสินทรัพย์ยังไง จัดพอร์ตยังไง ต้องเพิ่มความเสี่ยงหรืออยากจะรักษาความเสี่ยงไว้เท่าเดิม ขณะเดียวกันควรมองว่า ในอนาคตจะมีสินทรัพย์ไหนที่ให้การเติบโตหรือสร้างผลตอบแทนได้ดีขึ้น ถ้าเรามองว่าปัจจุบันสินทรัพย์หรือหุ้นที่ถืออยู่ ไม่น่าทำผลตอบแทนได้ดี เราก็ควรมองหาตัวอื่นที่จะไปลงทุน มันมีตัวไหนบ้างที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า และอย่าละเลยเรื่องของความเสี่ยง ตัวที่มองอยู่ ผลตอบแทนมันอาจจะเยอะ แต่ถ้าความเสี่ยงเยอะเหมือนกัน มันก็ไม่เหมาะที่จะลงทุนในช่วงนี้ ควรมองหาตัวที่เรารู้สึกว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่า และมีอัตราการเติบโตที่มากกว่าด้วย

TaxBugnoms : แชร์เทคนิคการลงทุนของกูรูแต่ละท่านหน่อยครับ  

  • นายปั้นเงิน : ก่อนที่ปั้นจะศึกษาหุ้นรายตัวแบบเข้มข้น ปั้นเคยใช้เทคนิค Asset Allocation (การจัดสรรสินทรัพย์) แต่พอเริ่มศึกษาหุ้นรายตัว เรียกได้ว่าขายทุกอย่างที่ถือไว้ เพื่อจะมาลงทุนในหุ้น เรื่องที่เป็นพอร์ตหุ้น ก็ประเมินตามผลตอบแทนและความเสี่ยง ว่าเราควรให้น้ำหนักกับหุ้นตัวไหน ตัวไหนมีโอกาสเติบโตของผลตอบแทนที่มากกว่าและมีความเสี่ยงน้อย ก็อาจจะมองไปที่ตัวนั้นเป็นพิเศษ
  • วางแผนการเงินกับ Insuranger : พอร์ตส่วนใหญ่จะอยู่ในกองทุนรวม เพราะมันสอดคล้องกับวิธีการทำงานของเรามากกว่า ในฐานะนักวางแผนการเงิน ส่วนใหญ่เครื่องมือที่ใช้จะเป็นกองทุนรวม เราเลยต้องใช้เครื่องมือพวกนี้ไว้ด้วย เพราะถ้าลูกค้าถามเราจะได้แนะนำได้ ไม่ใช่ว่าเขาถามแต่เราไม่ลงเลย มันก็ไม่ได้ พอร์ตหลัก ๆ ของผมจึงมีแค่พอร์ตเดียว คือ เงินเกษียณ 
  • ลงทุนศาสตร์ – Investerest : ผมลงทุนโดยการประเมินมูลค่าหุ้นเป็นหลัก ตัวไหนถูกก็ซื้อ ไม่ว่าหุ้นกลุ่มไหนก็ต้องประเมินมูลค่าไว้ก่อน และจัดสัดส่วนการลงทุนประมาณ 8 ตัวบวกลบ ส่วนใหญ่จะซื้อตามที่ชอบมากกว่า ผมรู้สึกว่าชอบตัวไหนก็ซื้อ ไม่ชอบตัวไหนก็ขาย ส่วนใหญ่ถือไม่ต่ำกว่า 5 ตัว จะชอบหุ้นเติบโตเป็นหลัก ไม่ได้ชอบหุ้นหวือหวามากเท่าไหร่

TaxBugnoms : ทุกคนเคยติดลบกันมากที่สุดเท่าไหร่กันครับ?

  • วางแผนการเงินกับ Insuranger : ของผมไม่ได้ติดลบในหุ้นหรือในกองทุนรวม เคยไปลงในอย่างอื่น ติดลบ 70-80%
  • นายปั้นเงิน : ปั้นเคยลงอะไรที่มันไม่ใช่สไตล์ตัวเอง เคยลงเล่นเทคนิคกับเทรดระยะสั้น ตอนนั้นผลตอบแทนติดลบประมาณ 70%
  • ลงทุนศาสตร์ – Investerest : เคยขาดทุนเยอะสุด 98% เป็นเงินประมาณ 30 ล้าน ขาดทุนจากต้นทุนครับ

TaxBugnoms : ฝากข้อคิดเรื่องการลงทุนถึงชาว aomMONEY หน่อยครับ

  • วางแผนการเงินกับ Insuranger : หัวใจของการลงทุน คือ หลักการ ไม่ว่าจะลงทุนอะไรเราต้องมีความคิด ความเชื่อ และหลักของมันก่อน ถ้าเราจะลงทุนเราจะตัดสินใจยังไง ที่ต้องพูดแบบนี้ เพราะหลายคนจะใช้ความรู้สึกมากกว่าหลักการและเหตุผล ในระยะยาวจะทำให้การลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนตัดสินใจจะลงทุนอะไรต้องไปเรียนรู้หลักการและเอามาปรับใช้กับตัวเอง ใช้เหตุผลและหลักการในการตัดสินใจให้มั่นคง น่าจะประสบความสำเร็จในระยะยาวได้
  • นายปั้นเงิน : สิ่งที่ปั้นเป็นห่วง คือ หลังจากเกิดวิกฤตคนจะเข้ามาในตลาดหุ้น เพราะหวังจะรวย ความจริงเรื่องของการลงทุนมันมีวิธีการ มีสินทรัพย์มากมายที่เราสามารถเอาเงินไปลงทุนกับมันได้ แต่สิ่งสำคัญมันคือ เรื่องของวิธีการและสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเรา คิดว่าเวลาเราจะลงทุนอะไรก็ตาม ควรเน้นที่ความสุขมากกว่าผลตอบแทน ถ้าเราลงทุนด้วยความสุขมันจะลงทุนได้นาน
  • ลงทุนศาสตร์ – Investerest : สิ่งสำคัญสำหรับผม คือ ความรู้ ทุนไม่มีก็หาได้ถ้ามีความรู้ เวลามีไม่เยอะแต่ถ้าเก่งจริงก็ทำได้ ทัศนคติถ้าไม่ดีก็ศึกษาเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะความรู้ที่ต้องรู้ว่าเราจะต้องรู้หรือไม่รู้อะไร สิ่งสำคัญเราต้องเข้าใจก่อนว่า “โลกการลงทุนไม่ใช่สนามเด็กเล่น” หมายถึง การที่เราไม่มีความรู้อย่างแท้จริงจะทำให้เราอยู่ไม่รอด แต่สิ่งที่อยู่เหนือเรื่องของความรู้ คือ ความหลงใหลใฝ่ฝันในการทำอะไรสักอย่างให้มันดี ทุกคนรู้ว่าต้องมีความรู้ แต่ผมเห็นมาตลอดว่าคนที่อยู่ได้ต้องเป็นคนที่รักและมี Passion ในการลงทุนจริง ๆ ถ้าไม่มีก็พยายามสร้างขึ้นมาด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ถ้าเรารักเราจะอยากเรียนรู้มันเองโดยที่ไม่ต้องฝืน จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นแม้ว่าตลาดกำลังแย่ เราจะอยากอยู่กับมันไปเรื่อย ๆ เพราะมันไม่ได้เป็นเรื่องของเงิน แต่เป็นเรื่องของความสุขในชีวิต อยากให้มองว่าเป็นงานอดิเรก ไม่อยากให้มองว่าเป็นการหาเงินเพียงอย่างเดียว ไม่งั้นจะเหี่ยวแห้งมากและจะไปไม่ได้ไกล 

และนี่คือสาระดีๆ ในวันนี้ในหัวข้อ “ลงทุนอะไรดี” ในช่วงวิกฤต COVID-19? ที่ บ.ก.aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ กันครับ อยากย้ำกันอีกทีว่าเพื่อนๆ ที่กำลังจะเริ่มต้นลงทุน ควรศึกษาหาความรู้ให้มากๆ มีความรู้ในสิ่งที่ตัวเองกำลังจะลงทุนจริงๆ และอย่าลืมเช็กดูด้วยว่าตัวเองเหมาะกับการลงทุนแบบไหน สามารถรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้รึเปล่า

ที่สำคัญอย่าลงทุนตามกระแสเด็ดขาด สุดท้าย บ.ก.หวังว่าคำแนะนำจากกูรูในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ชาวออมมันนี่กันนะครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ระวังให้ดี “ไม่มีเงินออม” เสี่ยงกว่าที่คุณคิด!

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน นั่นคือ ช่วงเวลาที่เราใช้ความรู้ หยาดเหงื่อ แรงกายและแรงใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลตอบแทนที่เราเรียกว่า “เงินเดือน” หลายคนเมื่อเริ่มต้นหาเงินได้ด้วยตนเอง มักเกิดความคิดที่ว่า “ได้มาก็ต้องใช้ไป” เพื่อเป็นรางวัลให้กับความเหนื่อยของชีวิต

แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ หากใช้จ่ายเงินโดยขาดความยั้งคิดและไร้ซึ่งแบบแผน จะส่งผลให้เราไม่มี “เงินออม” เก็บในท้ายที่สุด!!!

ถ้าไม่มี “เงินออม” จะเกิดอะไรขึ้น?

นอกจากจะกระทบในระยะยาว โดยเฉพาะบั้นปลายชีวิตที่อาจจะไม่มีเงินไว้สำหรับใช้ในยามแก่เฒ่าแล้ว ยังมีผลกระทบอื่นๆ อีกมากมาย aomMONEY ขอเล่าให้ฟังตามนี้ครับ

ผลกระทบที่ 1 ขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย โดยไม่มีการบริหารจัดการหรือวางแผน ผลที่ตามมาอันดับแรก ก็คือ ทำให้เพื่อนๆ ขาดสภาพคล่องทางการเงินก่อนอย่างแรกเลยครับ แรกๆ อาจจะยังไม่รู้สึก แต่เพื่อนๆ อาจจะสะดุ้งโหยงเมื่อถึงเวลาต้องใช้เงินด่วนขึ้นมา แต่กลับพบว่าตัวเองไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว จนต้องไปหยิบยืมคนอื่น เป็นหนี้เป็นสินไปอีก

ภาวะเสี่ยงที่ 2 เงินสำรองฉุกเฉินขาดยามป่วยฉุกเฉิน

อาการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใครออกใคร อยู่ๆ เพื่อนๆ อาจจะถึงคราวเคราะห์ ตกบันได ปวดหัว ไมเกรนขึ้น เป็นไข้หวัดใหญ่ อาการเจ็บป่วยรุนแรงถึงขั้นต้องเข้าพบหมอ แต่ดั๊นไม่มี “เงินออม” สำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินแบบนี้ แถมประกันสุขภาพหรือประกันชีวิตก็ไม่มีอีก คราวนี้แหละ เพื่อนๆ อาจจะต้องไปกู้ยืมมาใช้จ่ายค่ารักษาจนเป็นหนี้พอกตามหลังก็ได้

ภาวะเสี่ยงที่ 3 มีประวัติค้างชำระหนี้

เพราะไม่มี “เงินออม” เป็นก้อนสำหรับใช้จ่ายซื้อของชิ้นใหญ่ ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนนิยมทำบัตรเครดิตเพื่อใช้ผ่อนชำระสินค้าแทน หลายคนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจนติดเป็นนิสัย ตอบสนองความต้องการของตัวเองโดยไม่ประมาณตน จนทำให้เกิดหนี้สินก้อนโตตามมา หากสามารถผ่อนชำระได้ตามกำหนดก็รอดตัวไป แต่ถ้าไม่ได้เนี่ยสิ! ระวังตประวัติชำระหนี้เสีย ทำให้คุณไม่สามารถทำธุรกรรมการเงินใดๆ ได้ อาทิ ขอสินเชื่อจากธนาคาร, กู้ซื้อรถ และกู้ซื้อบ้าน) จนกว่าจะชำระหนี้เดิมหมดและต้องใช้เวลามากกว่า 3 ปีกันเลยทีเดียว

ภาวะเสี่ยงที่ 4 ไม่มีเงินต่อยอดสำหรับอนาคต

โดยเฉลี่ยแล้วคนเรามีอายุอยู่ที่ประมาณ 70-80 ปี นั่นก็เท่ากับว่าหลังเกษียณในวัย 60 เราต้องมีใช้ชีวิตต่ออีกเกือบ 20 ปี เมื่อคุณแก่ตัวลงไม่สามารถทำงานหาเงินได้ แต่รายจ่ายในชีวิตประจำวันยังคงมีอยู่ และมีโอกาสเพิ่มมากขึ้นเนื่องต้องใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยในช่วงสูงวัย หากวันนี้คุณไม่ออมเงินไว้สำหรับชีวิตยามปั้นปลาย บอกเลยคุณลำบากแน่

เห็นแล้วใช่มั้ยครับว่าการไม่มี“เงินออม” น่ะส่งผลอะไรบ้างกับชีวิตของคุณ ที่เหลือก็อยู่ที่ตัวคุณแล้วนะ ว่าจะเริ่มออมเงินตั้งแต่วันนี้ หรือรอให้จวนวันที่ลำบากซะก่อน แต่ถ้าไม่รู้ว่าจะเริ่มออมเงินยังไง ติดตามบทความ ‘2 วิธีเริ่มต้นออมเงินง๊ายง่าย http://bit.ly/2xX4JNo ของพี่ปา อภินิหารเงินออม ได้เลยครับ

อย่าลืมว่าชีวิตการเงินเรา เราเลือกเองได้ครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

4 วิธีวางแผนการเงินขั้นเทพ! สู้วิกฤต COVID-19

ในช่วงสภาวะที่เราต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 แบบนี้ “การวางแผนการเงิน” กลายเป็นสิ่งที่ห้ามมองข้าม ต้องรัดกุม ใช้ทุกบาททุกสตางค์อย่างมีสติ ยิ่งถ้าหากโดนเลิกว่าจ้างหรือรายรับลดลงด้วยแล้ว  การขยับตัวทำอะไรในช่วงนี้ ยิ่งดูยากไปหมด

“การวางแผนการเงิน” ช่วยไรได้บ้าง?

แน่นอนการวางแผนการเงินที่ดี จะช่วยให้เราลำดับความคิด การจัดการ ในการวางขั้นตอนของการกำหนดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน พอเราลำดับความสำคัญแล้วจะทำให้การใช้เงินของเรารัดกุมขึ้นได้ มองเห็นรายจ่ายที่ลดได้ฉะนั้นแล้วจะทำอย่างไร รับมือได้ไหม

วันนี้ทีม aomMONEY ได้สรุป 4 วิธีวางแผนการเงินแบบง่ายๆ เพื่อรับมือกับช่วง COVID-19 นี้เพื่อทำให้ทุกคนผ่านวิกฤตไปได้ สามารถทำได้ทันที ส่วนจะมีรายละเอียดไรบ้าง มาติดตามกัน

1. เช็คสภาพคล่อง

ในที่นี้หมายถึงดูสภาพการเงินของตัวเอง อาทิ เงินสดที่มีอยู่ทั้งที่ติดตัว ในบัญชีออมทรัพย์ รวมทั้งทองคำและสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ จำพวก กระเป๋า นาฬิกา โดยประเมินเป็นเงินคร่าวๆ ดูว่าประมาณเท่าไหร่

เพราะเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะกลับสู่สภาวะปกติเมื่อไหร่ บางธุรกิจที่เราทำงานอยู่ อาทิ โรงแรม อาจจะยังไม่ได้กลับมาทำงานในเร็วๆนี้ ฉะนั้นเมื่อเราทราบสภาพคล่องของตัวเอง เราจะประเมินได้ว่า เราจะอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อนอีกกี่วัน กี่เดือน หากประสบปัญหาจะได้มองหามาตรการเยียวยาอื่นๆของภาครัฐ

2. เช็กค่าใช้จ่ายของตัวเอง

เมื่อทราบสภาพคล่องแล้ว มาคำรวนรายจ่ายดูกันสิ อาทิ ค่างวดรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าบัตรเครดิต และค่าใช้ชีวิตอื่นๆ เมื่อได้ยอดแล้วลองหักลบกับรายรับดู ยังพอรักษาเสถียรภาพการเป็นลูกหนี้ที่ดีไปต่อได้ไหม หากรายได้ถูกปรับลดลง การมองหามาตรการต่างๆ จำพวก ลดเงินต้นจ่ายดอกเบี้ย อาจจะพอทุเลาหรือทำให้การใช้สอยต่างๆ ของเราคล่องมากขึ้น โดยควรทำเป็นสมุดรายรับรายจ่ายแบบง่ายๆก็ถือเป็นเทคนิคที่ดีในการทบทวนและย้ำเตือนการเงินของตัวเอง

3. หารายได้เสริม

การมีรายได้ทางเดียวไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องอีกต่อไป เพราะวิกฤตแบบนี้ปลดคนตกจากงานไปก็เยอะ ฉะนั้นแล้วใช้เวลานี้ในการค้นหาโอกาสในการสร้างรายได้เสริมดู โดยเริ่มจากสิ่งที่เราชอบ ถนัดและชื่นชอบ จากนั้นปรับเปลี่ยนเป็นวิธีการขายแบบออนไลน์ ซึ่งบางกลุ่มสินค้าพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้นะ เช่น การทำอาหารขาย ไม่ต้องขายไกล โยนไปในกลุ่มไลน์หมู่บ้าน แค่นี้ก็มีลุ้นแล้ว หรือแม้กระทั่งการใช้วิชาชีพที่มีอย่างเช่นการเป็นช่างแอร์รับบริการล้างแอร์ในโครงการก็ถือเป็นไอเดียที่ดีนะ

4. ไม่สร้างหนี้ระยะยาว

สถานการณ์แบบนี้การมีเงินสดไว้น่าจะอุ่นใจไม่น้อย ดังนั้นการที่หลายคนเตรียมซื้อบ้านหรือรถก็ควรพิจารณาให้ดี ที่สำคัญอะไรที่ลดได้ก็ควรลด เช่น การช้อปปิ้งสิ่งของออนไลน์ ควรซื้อแต่จำเป็น พักการเป็นหนี้ระยะยาว จับตาดูสถานการณ์ไปก่อน

aomMONEY ขอแนะนำเพื่อนๆ ครับว่า 4 วิธีงแผนการเงินข้างต้น สามารถเริ่มทำได้เลยนะครับ เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดซึ่งเริ่มจากตัวเรา แม้หลายคนกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตจาก COVID-19 แต่เราจะพังเพราะวิกฤตนี้ไม่ได้ หมั่นศึกษาติดตามข่าวสาร หากประสบปัญหา ลองเช็กมาตรการเยียวยา ที่สำคัญการสร้างรายได้เสริม รวมทั้งการพักการใช้เงินในช่วงนี้เพื่อลดการเป็นหนี้ระยะยาวก็เป็นอีกเทคนิคที่ทำได้ทันทีเลย

ฉะนั้นจงจำไว้ เหมือนประโยคหนึ่งที่ ไอรอนแมนพูดกับกับตันอเมริกา เมื่อครั้งกลับมาทดลองย้อนเวลาในภาค End Game ที่ว่า “เราห้ามแพ้” ใช่แล้ว! ครั้งนี้เราจะแพ้ไม่ได้ เพราะทุกคนผ่านมาแล้วหลากหลายวิกฤตจะแพ้ เพราะ COVID-19 ไม่ได้

ขอบคุณและสวัสดี แล้วเจอกันใหม่ครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

แพ็กเกจเก็บเงินรายเดือนที่ตอบโจทย์ความฝัน

ถ้าเรารู้ความฝันของตัวเองว่าต้องการใช้เงินทำอะไรบ้าง ก็จะรู้ว่าแต่ละเดือนควรเก็บเงินอย่างไร เก็บที่ไหน เพื่อจะได้เป็นไปตามความฝันที่คิดไว้ เพราะรายได้เรามีจำกัด แต่ความต้องการมีไม่จำกัด ทำให้เราจะต้องเรียงลำดับความฝันว่าอะไรสำคัญมากที่สุด ปานกลางและน้อยที่สุด ถ้าแต่ละเดือนมีเงินเหลือจำนวนมาก เราทำทุกความฝันพร้อมกันได้ แต่ถ้าเหลือน้อยก็จะต้องเลือกทำความฝันที่สำคัญที่สุดก่อน 

แอดมินก็ลองนำโจทย์เดิมที่เราใช้รีวิวแอพ Wealth me pro มาสร้างทางเลือกในการเก็บเงินว่าแต่ละเดือนควรแบ่งเก็บอย่างไร เก็บที่ไหน เก็บเท่าไหร่ ข้อดีและข้อควรระวังมีอะไรบ้าง ไม่จำเป็นจะต้องทำตามเป๊ะๆ เพราะแต่ละคนมีความต้องการไม่เหมือนกัน แฟนเพจควรนำไปปรับใช้ให้เข้ากับความฝันของตัวเองนะจ๊ะ

จากโจทย์เดิมวิเคราะห์จากแอพ Wealth me pro

เริ่มต้นจาก…ความฝันของเรามีอะไรบ้าง

ตัวอย่าง ผู้หญิง อายุ 30 แต่ละความฝันจะต้องใช้เงินเท่าไหร่บ้างเพื่อให้ฝันกลายเป็นจริง

1. เงินฉุกเฉิน ต้องเก็บเพิ่มอีก 22,300 บาท 

2. มีเงินดูแลสุขภาพตัวเองตามสมควร หากเจ็บป่วยสามารถใช้สวัสดิการจากที่ทำงาน ประกันสังคมได้เท่าไหร่ หากเพียงพอแล้วก็ไม่ต้องทำเพิ่ม แต่ถ้ายังไม่พอเพราะมองว่าค่ารักษาในอนาคตที่สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 6-7% สวัสดิการเดิมที่มีอาจจะน้อยเกินไป ทำให้ต้องทำประกันสุขภาพเพิ่ม เราก็ต้องดูว่าควรทำเพิ่มอีกเท่าไหร่ ให้ครอบคลุมกับความต้องการ  

3. มีเงินดูแลครอบครัว จากภาระหนี้สิน ดูแลพ่อแม่ลูก จากทุนประกันเดิมที่มีอยู่ ยังขาดอยู่อีก 3,000,000 บาท หากเราหมดลมหายใจ เงินก้อนนี้จะเข้ามาดูแลครอบครัวต่อจากเราได้

4. ท่องเที่ยว 100,000 บาท จะใช้เงินอีก 2 ปีข้างหน้า

5. สร้างธุรกิจอีก 4 ปีข้างหน้า เก็บเงินได้เดือนละ 2,000 บาท 

6. ต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 30,000 บาท คาดว่าจะเสียชีวิตตอนอายุ 90 

ภาพรวมของเป้าหมายจะออกมาแบบนี้ที่รู้สามเหลี่ยมตรงกลาง เรามีเงินสดเท่าไหร่ให้ดูที่ภาพข้างล่างนี้ฝั่งซ้ายบนจากช่องรายได้ – รายจ่าย มีเงินสดคงเหลือ 125,400 บาท (หรือเดือนละ 10,450 บาท) เราถึงจะวางแผนได้ว่าควรแบ่งเงินไปเก็บไว้ที่ไหน เท่าไหร่ อภินิหารเงินออมลองทำมาให้ดู 3 ทางเลือก ดังนี้

แพ็กเกจเก็บเงินรายเดือนที่ตอบโจทย์ความฝัน

ทางเลือกที่ 1 (ช่องสีเหลือง)

เป้าหมายที่ 1  เงินฉุกเฉินฝากที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเดือนละ 2,000 บาท พอครบ 22,300 บาทแล้ว ค่อยนำไปเก็บตามความฝันเกษียณในข้อ 6

เป้าหมายที่ 2และ3 ดูแลตัวเองและครอบครัว เก็บไว้ที่ประกันชีวิตควบการลงทุนเดือนละ 1,000 บาท ความคุ้มครอง 3,000,000 บาท เพื่อเป็นแผนสำรอง…(เราควรมีความเข้าใจเรื่องการลงทุนเพราะผลตอบแทนขึ้นๆลงๆ)

  • หากค่าเทอมลูกไม่พอ ถอนเงินในประกันไปใช้ได้ (ควรส่งมาแล้วมากกว่า 6 ปี จะไม่มีค่าธรรมเนียมการถอน)
  • ทุพพลภาพมีเงินก้อนดูแลตัวเอง 3,000,000 บาท 
  • เสียชีวิตมีเงินก้อนดูแลครอบครัว 3,000,000 + เงินจากการลงทุน
  • ทุพพลภาพและเสียชีวิต มีเงินก้อนของทุพพลภาพ 3,000,000 + เสียชีวิต 3,000,000 + เงินจากการลงทุน
  • ถอนเงินก้อนใช้ตอนเกษียณ

เป้าหมายที่ 4 ท่องเที่ยว เก็บที่กองทุนรวมตลาดเงินเดือนละ 4,140 บาท

เป้าหมายที่ 5 สร้างธุรกิจในฝัน อีก 4 ปีข้างหน้า เก็บที่กองทุนรวมตราสารหนี้เกรด A เดือนละ 2,000 บาท

เป้าหมายที่ 6 เก็บเงินเกษียณที่กองทุนรวมหุ้นเดือนละ 1,310 บาท ใจต้องนิ่งไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง ควรลงทุนอย่างมีวินัยสม่ำเสมอ เพราะความผันผวนระยะสั้นเป็นเรื่องปกติของการลงทุนระยะยาว หากเราอายุน้อยมีเวลาเก็บเงินมากกว่า 10 ปี ถือข้ามรอบวิกฤตเศรษฐกิจได้และเข้าใจความเสี่ยงเป็นอย่างดีก็ไม่ต้องกังวลกับการขาดทุนระยะสั้น หลังเกษียณสามารถถอนเงินก้อนจากประกันชีวิตควบการลงทุนมาใช้ได้

ทางเลือกที่ 2 (ช่องสีฟ้า)

เป้าหมายที่ 1 เงินฉุกเฉินเก็บที่เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเดือนละ 500 บาท

เป้าหมายที่ 2และ3 ประกันชีวิตโรคร้ายแรงความคุ้มครอง 3,000,000 บาท เบี้ยประกันเดือนละ 8,102 บาท (ทั้งหมดเป็นเบี้ยหลักที่มีมูลค่าเงินสด) เป็นแผนสำรองให้ครอบครัวได้….

  • ถ้าไปตรวจแล้วหมอบอกว่าเป็นโรคร้ายแรงระดับต้นถึงปานกลาง มีเงินก้อนมารักษาตัวเอง 600,000 บาท
  • หากโรคนั้นรุกลามเป็นระดับรุนแรง มีเงินก้อนมารักษาตัวเอง 2,400,000 บาท 
  • เสียชีวิตครอบครัวได้รับเงิน 3,000,000 บาท 
  • มีชีวิตอยู่ถึงอายุ 99 ได้รับเงินก้อน 3,000,000 บาท ถ้าปิดประกันก่อนจะได้รับเงินก้อนตามมูลค่าเงินสนในขณะนั้น (หากลูกหลานรู้ว่าเรามีเงินก้อนนี้อยู่ ตอนที่นอนเป็นผักอยู่บนเตียง เราก็จะรู้ว่าควรให้เงินก้อนนี้กับใครที่ดูแลเรา)

เป้าหมายที่ 4 ท่องเที่ยวอีก 2 ปี เป้าหมาย 100,000 บาท เราเหลือเงินเก็บได้เดือนละ 1,848 บาท จากที่คำนวณไว้ว่าควรเก็บเดือนละ 4,140 บาท แต่เราเก็บได้น้อยกว่าที่คำนวณไว้ อาจจะต้องใช้เวลานานกว่าเดิมกว่าจะได้เงินตามที่ต้องการ

เป้าหมายที่ 6 เงินเกษียณ ถ้าอายุ 70 จะต้องใช้เงินจริงๆ เราสามารถปิดแบบประกันชีวิตโรคร้ายแรงมาใช้ได้ มูลค่าเงินสด 2,253,000 บาท 

ทางเลือกที่ 3 (่ช่องสีเขียว)

เป้าหมายที่ 1 เงินฉุกเฉินเก็บไว้ที่เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเดือนละ 2,000 บาท

เป้าหมายที่ 4 ท่องเที่ยวเก็บไว้ที่กองทุนรวมตราสารหนี้เกรด A เดือนละ 4,140 บาท

เป้าหมายที่ 6 เก็บเงินเกษียณที่พอร์ตกองทุนรวมเดือนละ 4,310 บาท

การจัดเงินแบบทางเลือกที่ 3 เราคำนวณแล้วว่าประกันชีวิตของเดิมนั้นมีความคุ้มครองเพียงพอแล้วที่มากกกว่า 3,000,000 บาท หากเราหายตัวไปเร็วกว่าที่คิดหรือว่าทุพพลภาพมีเงินก้อนดูแลครอบครัวแน่นอนและมีเงินดูแลตัวเองโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องมาเดือดร้อนหาเงินมาเลี้ยงดูเรา ลูกได้เรียนจบตามที่เราคิดไว้ ทำให้เงินที่เหลือในแต่ละเดือนเก็บเพื่อตัวเองได้เต็มที่ 

แนวทางวางแผนใช้เงินรายเดือน

สร้างแผนที่การเงินให้ตัวเอง สมมติว่าเราตัดสินใจใช้ทางเลือกที่ 1 การแบ่งใช้เงินรายเดือนของเราจะออกมาเป็นภาพนี้ หากมองว่ารายจ่ายส่วนตัวมากเกินไป เราสามารถปรับลดได้เพื่อนำเงินที่เหลือไปเก็บไว้เป้าหมายสั้น กลางหรือยาวให้มากขึ้น

แพ็กเกจเก็บเงินรายเดือนที่ตอบโจทย์ความฝัน

เมื่อโจทย์ชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกัน การออกแบบวิธีเก็บเงินก็แตกต่างกันด้วย สิ่งสำคัญ คือ เข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินและเปรียบเทียบประโยชน์ที่ตอบโจทย์ตัวเองให้ได้มากที่สุด  แฟนเพจลองนำวิธีนี้ไปปรับใช้กับการจัดการเงินของตัวเองนะจ๊ะ วางแผนไว้เพื่อรอรายได้ที่จะเข้ามาในอนาคต เราจะได้ไม่ตกใจเหมือนอดีตที่ผ่านมาว่าทำงานหลายปี แต่ไม่รู้ว่าเงินหายไปไหนหมด หลังวิกฤตครั้งนี้เราจะกลายเป็นคนใหม่ที่ใส่ใจเรื่องเงินมากขึ้นนะจ๊ะ

 

—————————–

ประชาสัมพันธ์

 

เพจอภินิหารเงินออม 

“บทเรียนชีวิตการเงิน” ของอดีตดาราตลกที่ชีวิตจริงไม่ตลก! ของ เทพ โพธิ์งาม

ถ้าเอ่ยถึงชื่อต่อชื่อแขกรับเชิญคนต่อไปนี้ ในแวดวงของวงการบันเทิง เราเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “เทพ โพธิ์งาม” แน่นอนครับ แต่หลายๆ คนโดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่ทราบว่า ป๋าเทพมีอีกฉายาที่ได้รับในวงการธุรกิจ นั่นก็คือ “เทพแห่งความล้มเหลว” ผลพวงจากการล้มเหลวทางธุรกิจมากกว่า 7 ธุรกิจ อาทิ เช่น ธุรกิจน้ำข้าวกล้อง ร้านเสริมสวย ร้านอะไหล่รถยนต์ โรงงานเซรามิค ร้านหมูกะทะ เป็นต้น

และเนื่องจากทีมงานได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์ป๋าเทพในวัย 70 ปี เพื่อเล่าถึงมุมมองชีวิตและบทเรียนชีวิตด้านการเงินที่ผ่านมา เราจึงขอสรุปมาเป็นบทความอ่านง่ายๆ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนๆ ทุกคนในการใช้ชีวิตกันอย่างไม่ประมาทครับ

ออกไปเรียนรู้โลกข้างนอกตั้งแต่อายุ 12

เทพ โพธิ์งาม : ตั้งแต่ป๋าอายุ 12 ปี ตอนนั้นออกจากบ้านมามีเงินอยู่ 7-8 บาท ประสบการณ์ที่ได้มา ก็คือชีวิตที่เราออกไปเรียนรู้มา เหมือนเราเรียนหนังสือนั่นแหละ ยากแต่ต้องทำให้ได้ไง ถามว่าเพื่อนมึงทำได้เปล่า คนข้างๆ เขาก็ทำได้ เออ….แล้วทำไมมึงทำไม่ได้ เราก็ต้องทำให้ได้

มุมมองในการทำธุรกิจปัจจุบัน

เทพ โพธิ์งาม : เศรษฐกิจตอนนี้กับการทำธุรกิจ ตอนนี้ป๋าว่ามันยังแย่อยู่ ลำบากหน่อย ไม่เหมือนเมื่อสิบกว่าปีหรือยี่สิบกว่าปีมาแล้ว มันยังไม่หนักหนาสาหัสถึงขนาดนี้ การทำอะไรทุกอย่างตอนนั้นมันยังคล่องตัวอยู่ เราก็ต้องปรับตัว เราก็ต้องประคองตัวยังไงให้อยู่ได้

บทเรียนชีวิตการเงินที่จำขึ้นใจ คือ อย่าประมาท

เทพ โพธิ์งาม : อย่าประมาท เพราะการประมาท มันทำให้เราต้องเจ๊ง ต้องเสียหาย เมื่อเราอยู่ไปแล้วได้เรียนรู้ เราจะรู้ว่าเราควรอยู่จัดไหน ตรงไหนที่อยู่ได้  มันไม่ใช่เป็นจุดที่ประสบความสำเร็จหรือที่มั่นคง ตอนนี้ขอแค่เพียงเอาให้มันอยู่รอดได้ แล้วข้างหน้าจะเจออะไร เราก็ค่อยๆ แก้ไขไป ป๋าไม่ได้คิดว่าอีก 10 ปีข้างหน้า กูจะรวยหรืออะไร  แต่พรุ่งนี้กูต้องอยู่ให้ได้ พอวันนี้ได้แล้ว พรุ่งนี้ทำยังไงให้อยู่ได้อีก แค่นั้นเอง

ความล้มเหลวในอดีตกับทุกธุรกิจที่ผ่านมา

เทพ โพธิ์งาม : มันล้มไปแล้วก็ล้มไปไง มันผ่านไปแล้วจะมานั่งเสียดายเสียใจอะไร พอเราเสียใจปุ๊บ เรื่องเก่ามันก็ไม่ออกจากสมองหรอก มันก็ขังอยู่อย่างนั้น เหมือนน้ำ เวลาน้ำเก่าๆ ขังจนเต็ม เราจะเติมน้ำใหม่เข้าไปได้ยังไง เราต้องทิ้งไปเลย เปิดทิ้ง เพื่อให้น้ำใหม่ได้เข้ามา แล้วมันจะมีช่องว่างที่ทำให้เราได้คิดและได้วางแผน ชีวิตมันไม่ได้หมดแค่นั้น พลาดครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าจบ คนที่เขาประสบความสำเร็จ บางคนเขาก็เจ๊งมาเยอะแยะ แต่เขาไม่ยอมแพ้  เชื่อมั้ยว่าคนทำหมื่นคน จริงๆ มันมีคนพลาดเกือบ 9 พันกว่าคน สำเร็จออกมาไม่ถึง 10 คน แต่สุดท้ายก็อยู่ตรงที่ตัวมึงอีกว่าจะพัฒนามั้ย

ทำอะไรทำพอประมาณ อย่าทำเกินตัว

เทพ โพธิ์งาม : อย่าไปมองธุรกิจอะไรที่มันยิ่งใหญ่เกินตัว เอาเท่าที่กำลังเรามีอยู่ในวันนี้ สมมุติเราทำเงินเดือนหมื่นกว่าบาท แต่ดันไปทำซะ โอ้โห…ล้านกว่าบาทอย่างนี้ ก็ต้องไปหากู้เขาอีก นั่นคือความประมาท เราจะซวยเอา มันจะดีไม่ดี มันอยู่ที่เราจะจัดแจงยังไงให้มันถูกต้อง

ไม่คิดอยากย้อนเวลา ไม่คิดอยากแก้ไขอดีต

เทพ โพธิ์งาม : โอ้ย มาย้อนเวลาย้อนอดีตอะไรอีก แบบนั้นคือคนแม่งทิ้งไม่ออกไง มาคิดถึงอดีตทำไมอีก ถ้าย้อนเวลาได้ มึงจะย้อนทำส้นตีนอะไรอีก จะย้อนทำเหี้ยอะไรอีก ก็มันผ่านไปแล้ว คิดให้มันรกสมองทำไม ไม่ต้องไปคิด กูเจ๊งไปแล้ว เดี๋ยวกูจะเอาใหม่เนี่ย ก็แค่นั้นเอง กูลงทุนเท่าที่กูทำได้ กูมีพันนึง กูก็ทำชีวิตกูพันนึง ค่อยๆ เพิ่มค่อยๆ เติม แค่นั้นเอง อย่าไปคิดถึงอดีต เพราะชีวิตมันมีลงมีขึ้น ไม่ต้องไปท้อ ถ้าไปท้อ มันก็จบแล้วนะ มันไปไม่ได้หรอก

อยู่กับปัจจุบันทำวันนี้ให้ดีที่สุด

เทพ โพธิ์งาม : เรามองถึงปัญหาวันนี้ที่เราจะต้องแก้ไข ถ้าประสบความสำเร็จก็ถือว่าเป็นเรื่องโชคดีแล้วกัน แต่เรื่องที่เราต้องคิด คือ ปัจจุบัน ต้องคอยแก้ปัญหา เพราะบางทีบางปัญหามันทำให้เราเดินต่อไม่ได้เหมือนกัน บางวันขายได้ 2 พัน เอากันใหม่ คิดกันใหม่ อยู่อย่างนี้ตลอด แต่อย่าไปยอมแพ้มัน เดี๋ยวมันไปได้เองแหละ

ภูมิใจกับสิ่งที่มีในวันนี้

เทพ โพธิ์งามป๋าเทพ : ก็ภูมิใจเท่าที่เรามีเท่านั้นเอง อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่รู้จะไปทำอะไร เดี๋ยวค่ารถมา ค่าบ้านมา ค่าอะไรมา และไม่เพิ่มในสิ่งที่เป็นภาระ เมื่อก่อนมีเท่าไหร่ลงหมดเลย ป๋าเคยทำ มันเสี่ยง พอมันล้ม มันไม่มีอะไรค้ำเลย มีเท่าไหร่ก็อย่าไปทำเกินตัวแล้วกัน

ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นหลัง

เทพ โพธิ์งาม : จะทำอะไร มันต้องมีการวิเคราะห์ สมัยก่อนที่ป๋าเจ๊งมาตลอด ก็มาจากส่วนหนึ่งเราไม่ได้คิด เราจ้องแต่จะกระโดดอย่างเดียว เรามองภาพสวยงาม เช่น ทำตรงนี้ได้กำไรเท่านี้แน่เลย แต่ไม่ได้คิดว่าถ้าเกิดขายไม่ได้จะทำยังไง ไปหวังแต่สิ่งที่คิดว่าจะได้ พอมันพลาดก็เสียใจ เพราะว่าเราไม่ได้รอบคอบ เราไม่ได้เรียนรู้มาก่อน สุดท้ายเราต้องสู้ ถ้ากูยอม กูก็อด อย่าไปท้อ

ดูบทสัมภาษณ์เวอร์ชั่น VDO

https://youtube.com/watch?v=8ZAwTP17LPg%3Fwmode%3Dopaque

และนี่คือเรื่องราวของ “เทพ โพธิ์งาม” อดีตนักแสดงตลกที่ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ กันครับ ปัจจุบันป๋าเทพทำธุรกิจขายขนมเปี๊ยะ ชื่อร้าน ขนมเปี๊ยะขั้นเทพ มีรายได้แบบพออยู่พอกิน และยังมีใจที่สู้ ไม่เคยคิดยอมแพ้

ก็หวังว่าเรื่องราวของป๋าเทพในวันนี้ที่ทีมงานนำมาฝากเพื่อนๆ จะเป็นประโยชน์และสร้างแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ สู้และเดินต่อไปข้างหน้าพร้อมๆ กันนะครับ aomMONEY พร้อมเป็นกำลังใจให้กับนักสู้ทุกท่านครับ

วัชรินทร์ ศิระวัฒนานนท์ (ผู้เขียน)

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์ (บ.ก. aomMONEY)

ทีมงาน aomMONEY Interview

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

มุมมองเรื่องการใช้เงินที่เปลี่ยนไปจากผลกระทบไวรัสโควิด-19

ช่วงที่ผ่านมามีแฟนเพจ Inbox เข้ามาที่เพจอภินิหารเงินออมสอบถามวิธีจัดการเงิน บางคนจริงจังถึงขั้นปริ๊นเอกสาร “เช็คชีพจรการเงิน” ออกมาอ่านเพื่อจะได้รู้วิธีจัดการเรื่องเงินของตัวเอง ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการแพร่กระจายของวิกฤตไวรัสโควิด- 19  ที่ทำให้หลายคนเห็นความสำคัญของเงินออมและให้ความสำคัญกับการจัดการเงินมากขึ้น

ตอนแรกคิดว่าคาดเดาไปเอง แต่พอมาฟังคลิปของ อ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ในรายการ innovative wisdom ชื่อตอน ปกติใหม่ (New normal) ทางการตลาดหลังโควิด-19 ทำให้รู้ว่านอกจากเรื่องการตลาดที่จะต้องปรับตัวแล้ว มุมมองเกี่ยวกับเรื่องการใช้เงินก็เปลี่ยนไปด้วย  บทความนี้จะมาสรุปสั้นๆ (คลิปฉบับเต็มจะอยู่ในลิงค์ท้ายบทความ) พร้อมกับแนวทางว่าควรเริ่มต้นจัดการเงินอย่างไรนะจ๊ะ 

 

สรุปแนวคิดที่เปลี่ยนไปหลังเกิดไวรัสโควิด-19 

จากเดิมเป็นกลุ่มชนนิยม (Collectivism) 

จะเปลี่ยนเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) 

เมื่อก่อน : คนไทยเป็นกลุ่มชนนิยม (Collectivism) คือ รักษาหน้ารักษาตา ชอบสังสรรค์เข้าสังคม  ชอบทำอะไรเป็นหมู่คณะ ไม่ชอบทำอะไรคนเดียว 

ตอนนี้ : หลังจากเกิดไวรัสโควิด – 19 แล้วต้องพยายามรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค นัดเจอกันแบบตัวต่อตัวน้อยลง แต่จะเจอกันแบบออนไลน์มากขึ้น  

แนวโน้มที่อาจจะเกิดขึันในอนาคต : เริ่มเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) เมื่อออกงานสังคมน้อยลงหรือนานๆออกทีก็ไม่จำเป็นต้องซื้อกระเป๋าแพงๆ ใบละหลายแสน เกิดนิสัยใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องรักษาหน้าตา  คนรวมกลุ่มกันน้อยลง จะอยู่เดี่ยวมากขึ้น  ทำให้ธุรกิจที่เน้นสร้างสถานะทางสังคมจะต้องปรับตัวทำการตลาดแบบใหม่ 

 

จากเดิมความคิดระยะสั้น จะเปลี่ยนเป็นระยะยาว 

อาจารย์พูดถึงกลุ่มเจน Y อายุ 23- 39 ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของประเทศไทยจะมีแนวคิดที่เปลี่ยนไป 

เมื่อก่อน : สร้างความสุขตอนนี้ (Now Oriented) เป็นระยะสั้น  เช่น ไปคาเฟ่สวยๆ แพงหน่อยก็ไม่เป็นไร แค่ถ่ายรูปสวยแล้วอัพ IG วางแผนว่าจะต้องกินร้านหรู 1 สัปดาห์ละครั้ง ทานอาหารระดับมิชลินสตาร์เดือนละ 1 ครั้ง เงินเก็บไม่มีไม่เป็นไรเพราะหาเงินได้ มันเป็นช่วงของการทำงานเติบโต หาเงินได้อยู่แล้ว ใช้เงินให้เต็มที่ แล้วอนาคตจะดูแลตัวของมันเอง

ตอนนี้ : หลังจากเกิดไวรัสโควิด-19 กลุ่มเจน Y เจ็บหนักสุดเพราะไม่มีเงินเก็บ ต้องอยู่บ้าน บางคนถูกให้ออกจากงาน ถูกลดเงินเดือน ได้รับเงินเดือนช้า เวลาจะไปซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นก็ไม่มีเงินซื้อเพราะเงินหมดแล้ว จึงย้อนกลับไปคิดทบทวนตัวเองว่าช่วงที่ผ่านมาตัวเองทำถูกรึเปล่า 

เริ่มเปลี่ยนความคิดว่าควรมีเงินเก็บมากขึ้น ควรทำงานสร้างธุรกิจให้หลากหลาย แล้วถามตัวเองว่าทำไมเมื่อก่อนเราสร้างความสุขให้ตัวเองบ่อยครั้งเกินไป สังสรรค์บ่อย ทำไมไม่เคยดูตัวเลขเงินในบัญชีเลย ทำไมถึงคิดว่างานๆเดียวจะทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป เพราะการใช้ชีวิตในโลกที่ผันผวนแบบนี้ต้องคิดให้ยาวมากขึ้น

แนวโน้มที่อาจจะเกิดขึันในอนาคต : คนจะเน้นการเก็บเงินที่ยาวขึ้น ซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพมากขึ้นเพราะรู้แล้วว่าร่างกายที่แข็งแรงจะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ เพราะเมื่อก่อนใช้ชีวิตแบบไม่ค่อยดูแลสุขภาพ สังสรรค์ให้เต็มที่ เมาหัวราน้ำ จะต้องเปลี่ยนเรื่องการกินว่า นอกจากกินเพื่อความสุขแล้วต้องคิดถึงสุขภาพด้วย คนจะระมัดระวังการใช้ชีวิตมากขึ้น คนให้ความสำคัญกับการทำประกันชีวิตมากขึ้น กลายเป็นของจำเป็นเพราะเน้นประโยชน์ระยะยาว 

 

ถ้าต้องการจัดการเงินควรเริ่มต้นอย่างไร?

จากแนวโน้มของอาจารย์ข้างต้น อภินิหารเงินออมก็มาคิดต่อไปว่าถ้าเราต้องการเริ่มต้นจัดการเงินของตัวเองนั้นควรเริ่มอย่างไร เพราะผลกระทบจากการต้องหยุดอยู่บ้าน ทำให้รู้แล้วว่าเงินออมนั้นสำคัญ หากรอคอยความช่วยเหลือจากคนอื่นก็ไม่รู้ว่าจะมาถึงเราตอนไหน นอกจากมีเงินออมแล้วควรรู้วิธีจัดการเงินเพื่อรักษาและต่อยอดเงินก้อนนี้ให้อยู่กับเราตลอดชีวิต ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่หรือหมดลมหายใจ ครอบครัวที่เรารักยังสามารถอยู่ต่อได้จากเงินที่เราสะสมไว้

 

3 ขั้นตอนจัดการเงินของตัวเอง 

 

ขั้นตอนที่ 1 การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน

  • วันนี้จะใส่เสื้อผ้าชุดไหนดีล่ะ : เราจะต้องเลือกให้เหมาะกับสถานที่ที่เราจะไป เช่น อยู่บ้าน งานแต่ง งานศพ เล่นกีฬา ฯลฯ เพราะแต่ละที่ใส่เสื้อผ้าไม่เหมือนกัน 
  • มีเงินก้อนหนึ่งเอาไปเก็บไว้ที่ไหนดีล่ะ : เราก็ต้องเลือกว่าจะเก็บเงินก้อนนี้ไว้ทำอะไร จะใช้ตอนไหน ถึงจะเลือกวิธีเก็บเงินได้เหมาะสมกับเป้าหมายที่เราจะใช้เงิน

ถ้าเรารู้เป้าหมายของตัวเองก็จะเลือกง่ายขึ้นว่าวันนี้จะใส่ชุดอะไรหรือเลือกเก็บเงินไว้ที่ไหน แนวทางการตั้งเป้าหมายอยู่ในภาพนี้นะจ๊ะ

มุมมองเรื่องการใช้เงินที่เปลี่ยนไปจากผลกระทบไวรัสโควิด-19

 

ขั้นตอนที่ 2 เช็คสุขภาพการเงิน

เราจะวิ่งได้ไกลก็ต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง ตอนนี้สุขภาพการเงินของเรามีเรี่ยวแรงแค่ไหนกว่าจะไปถึงเป้าหมายที่คิดไว้ 

  • หากใครมีหนี้สินล้นพ้นตัว ชีวิตรับโทรศัพท์เจ้าหนี้มือเป็นระวิง แบบนี้ก็ใช้เวลานานกว่าจะไปถึงเป้าหมายเพราะจะต้องทำให้ชีวิตที่ติดลบออกมาเป็นบวกก่อนถึงจะเดินทางต่อไปได้ 
  • ถ้าตัวเบาปลอดหนี้แล้วก็เริ่มออกเดินทางไปพิชิตความฝันได้เร็วขึ้น

วิธีดูว่าตอนนี้เรามีสุขภาพการเงินเป็นอย่างไร จะต้องดูที่อัตราส่วนทางการเงิน 8 สูตร ทำให้รู้ว่าสภาพคล่อง หนี้สิน เงินออม เงินลงทุนของเราอยู่สูงหรือต่ำกว่ามาตรฐาน เพื่อจะได้เรียงลำดับว่าควรแก้ไขปัญหาเรื่องอะไรก่อนหลัง 

หากใครต้องการคำนวณของตัวเองสามารถโหลดเอกสาร “เช็คชีพจรการเงิน” https://bit.ly/33RPYYp จะอธิบายว่าคำนวณอย่างไร ใช้เครื่องคิดเลขทั่วไปคำนวณเองได้ ถ้าทำเสร็จแล้วหน้าตาจะออกมาเป็นภาพข้างล่างฝั่งขวามือ ฟังคลิปการกรอกข้อมูลได้ที่ลิงค์ใต้ภาพ 

มุมมองเรื่องการใช้เงินที่เปลี่ยนไปจากผลกระทบไวรัสโควิด-19

ที่มา : วิธีกรอกข้อมูลรายได้ รายจ่าย ทรัพย์สิน หนี้สินในแอพ wealth me pro 

https://youtu.be/-6Apj_kYJDs

 

ขั้นตอนที่ 3 สรุปภาพรวมเพื่อเลือกวิธีเดินทาง

ถ้าเราเห็นภาพรวมการเงินของตัวเองแล้วจะรู้ว่ามีเงินเหลือปีละเท่าไหร่ มีความมั่งคั่งบวกหรือลบ มีจุดอ่อนและจุดแข็งเรื่องการเงินอะไรบ้าง เพื่อรู้ว่าควรเก็บเงินที่ไหนถึงจะทำให้ฝันกลายเป็นจริง เราสามารถคำนวณเองได้ที่เครื่องคิดเลขทางการเงินที่แอพ Financial Calculators เมนู TVM นะจ๊ะ

ตัวอย่าง เรามี 3 เป้าหมาย คือ

1. ไปเที่ยวต่างประเทศอีก 2 ปีข้างหน้า จะใช้เงิน 100,000 บาท เก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง 1.3% ควรเก็บเงินเดือนละ 4,140 บาท (ในภาพกรอบสีฟ้า)

2. สร้างธุรกิจในฝันอีก 4 ปีข้างหน้า เก็บเงินได้เดือนละ 2,000 บาท ที่กองทุนรวมตราสารหนี้ 2% เราจะมีเงินก้อนประมาณ 98,919 บาท (ในภาพกรอบสีฟ้าเขียนคำว่า “อื่นๆ”)

3. ตอนนี้อายุ 30 คาดว่าจะเกษียณตอนอายุ 60 มีชีวิตถึงอายุ 90 ถ้าต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท ถ้ารวมเงินเฟ้อและการลงทุนหลังเกษียณแล้ว ควรเตรียมเงินไว้ประมาณ 30 ล้าน (ในภาพกรอบสีส้ม)

 มุมมองเรื่องการใช้เงินที่เปลี่ยนไปจากผลกระทบไวรัสโควิด-19

ที่มา : อยากใช้ชีวิตในแบบที่ฝันไว้ ควรเก็บเงินอย่างไร

https://youtu.be/gJdfTwnGlBA

 

สุดท้ายเราถึงจะมาเลือกว่าเงินที่เหลือปีละ 125,400 บาท (ในภาพเขียนคำว่า “เงินสดคงเหลือ”) จะเก็บไว้ที่เงินฉุกเฉิน เงินท่องเที่ยว สร้างธุรกิจ เงินเกษียณ จะเฉลี่ยใส่ทุกเป้าหมายหรือว่าเน้นเฉพาะบางเรื่องก็ได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราเรียงลำดับความสำคัญเรื่องของอะไร 1, 2, 3 ,4 ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางหาคำตอบของคนที่อยากรู้ว่า “มีเงินก้อนหนึ่งแล้วจะเก็บไว้ที่ไหนดี” นะจ๊ะ 

 

แนวความคิดที่เปลี่ยนไปหลังการเกิดขึ้นของไวรัสโควิด-19 จะมีปัจเจกนิยมมากขึ้น คือ สามารถอยู่คนเดียวได้ สร้างความสุขได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเจอผู้คนก็ได้ ทำให้จ่ายเงินเพื่อรักษาหน้าตาน้อยลง รวมถึงระมัดระวังการใช้ชีวิต มองระยะยาวมากกว่าระยะสั้นและเห็นความสำคัญเรื่องการเก็บเงินมากขึ้น สำหรับคนที่ต้องการจัดการเงินแบบจริงจัง ควรเริ่มต้นที่การตั้งเป้าหมาย เช็คสุขภาพการเงินและเลือกวิธีการเดินทางเพื่อให้ชีวิตในแบบที่ฝันไว้นะจ๊ะ 

 

—————————–

ขอขอบคุณ : คลิปรายการ innovative wisdom ชื่อตอน ปกติใหม่ (New normal) ทางการตลาดหลังโควิด-19 https://youtu.be/CuhImOzJaS8

ประชาสัมพันธ์ 

อภินิหารเงินออม

ได้มาเท่าไหร่ก็ใช้หมด! สาเหตุการสิ้นใจของ “มนุษย์เงินเดือน”

มนุษย์เงินเดือน หลายคนมีเงินอยู่ในกระเป๋าไม่ถึงครึ่งเดือน เงินเดือนที่ได้รับมาตั้งแต่ต้นเดือนก็กลายเป็นแค่เศษเงินทอน หายไปเกือบหมดทั้งๆ ที่ยังไม่สิ้นเดือน ทำให้เจอปัญหาใช้เงิน เดือนชนเดือนเป็นประจำ บ.ก.aomMONEY เองก็เข้าใจปัญหานี้เป็นอย่างดีครับ เพราะสมัยที่เรียนจบใหม่ๆ ทำงานที่แรก ตัวเองก็ใช้เงินไม่คิดหน้าคิดหลัง หมดเดือนชนเดือน เผลอๆ เหลือไม่ถึงปลายเดือนด้วยซ้ำ ทำให้ต้องควักเงินเก็บออกมาใช้ก่อนตลอด

และนี่ก็สะท้อนปัญหาเรื่องวินัยการใช้เงินครับ 

เพราะมันแสดงถึงการใช้จ่ายมากกว่าเงินที่หามาได้ 

แบบนี้ต่อให้เรามีรายได้สูงแค่ไหน ก็ไม่พอใช้ ไม่เหลือเก็บออม จนสุดท้ายไปจบลงที่การเป็นหนี้ก็เป็นได้ และในวันนี้เนื่องจากตัว บ.ก.ในตอนนั้นเคยผ่านช่วงชีวิตแบบนั้นมา เลยอยากจะนำเรื่องราวการใช้เงินของตัวเองในสมัยก่อนมาแชร์ให้เพื่อนๆ อ่านกัน เพื่อเป็นอุทาหรณ์กันเอาไว้ว่า “อย่าใช้ชีวิตแบบนี้เลยครับ”

1. “มนุษย์เงินเดือน”สาย Shopping ตามกระแส ของมันต้องมีเพื่อเข้าสังคม

ธรรมดาของเด็กจบใหม่ครับ หาเงินได้เองครั้งแรก พอเห็นของอะไรที่คนเค้ามีก็อยากได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ไอแพด Macbook เสื้อผ้าแบรนด์ดีๆ กระเป๋าแบรนด์หรูๆ ไว้เข้าสังคมกับเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ รองเท้าผ้าใบแพงๆ ซื้อหมดทุกอย่างที่ขวางหน้าครับ … สุดท้าย เงินต่อเดือนไม่พอครับ ต้องไปยิมรุ่นพี่ในทีมมาใช้ด้วย

2. “มนุษย์เงินเดือน” ไลฟ์สไตล์ติดหรู ติดกาแฟ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่

ตอน บก. aomMONEY จบใหม่ๆ เป็นแค่นักเขียนตัวเล็กๆ ครับ เงินเดือนหมื่นต้นๆ (แต่มีรายได้เสริมอื่นๆ ด้วย) ไลฟ์สไตล์ก็ดันไม่เล็กเหมือนเงินเดือนด้วยครับ เพราะเข้าสตาร์บั๊คทุกวัน แถมทำงานเครียด ก็เลยติดบุหรี่อีกวันละซองครับ สมัยนั้นบุหรี่ตัวที่สูบแล้วเย็นคอจัดๆ ก็กล่องละ ร้อยกว่าบาทครับ … คิดดูสิครับว่าเงินมันจะพอได้ไง

3. “มนุษย์เงินเดือน” ผู้ไม่เคยสนใจเรื่องเก็บออม

“ด้วยความเป็นเด็กจบใหม่ในตอนนั้น มีงานเสริมที่ได้เงินไว ได้เงินก้อน เลยทะนงตัวครับว่าจะหาเงินอีกเมื่อไหร่ก็ได้ครับ” ตอนนั้นหามาได้เท่าไหร่ก็ใช้หมด มีเงินเดือนใช้ไม่ถึงสิ้นเดือน ได้เงินก้อนโบนัสมา ก็ไม่เคยสนใจออมครับ อยากได้อะไรก็ซื้อหมด เคยถือเงินสด 3 หมื่นเดินเข้าร้านกล้อง เพราะอยากได้กล้องถ่ายรูปครับ แต่สุดท้ายก็ซื้อมาเก็บครับ ไม่ได้ใช้งานอะไรจริงจัง

4. “มนุษย์เงินเดือน” ผู้ใช้หนี้บัตรเครดิต..จ่ายแค่ขั้นต่ำ

ด้วยความที่ไม่สนใจที่จะศึกษาความรู้ทางด้านการเงินเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีบัตรเครดิต ก็จ่ายขั้นต่ำบ่อยๆ ครับ แล้วก็โดนดอกเบี้ยไปอานเลย ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าชำระไม่ตรงเวลาเป็นประจำ, ชำระหนี้บัตรเครดิตไม่ครบ ค้างเกิน 90 วัน หรือชำระเงินน้อยกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้ ก็จะติดประวัติในเครดิตบูโร ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาอนุมัติขอสินเชื่อต่อไปอีกด้วย กว่าจะมาตระหนักได้ ก็เริ่มต้นช้ากว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันแล้วครับ

มาคิดได้ก็เมื่อรู้ว่าลูกพี่ลูกน้องอายุเท่ากัน “มีรถมีบ้าน” 

แต่ตัวเองไม่มีอะไรเลย 

ใช่ครับ! ตอนนั้น บก.อายุ 24 และเพิ่งมาตระหนักคิดได้ ในวันที่นัดเชงเม้งรวมญาติครับ เพราะเจอญาติที่โตมาด้วยกัน มีรถใช้ ทำงานประจำ และกำลังจะเปิดธุรกิจร้านอาหาร แต่ตัวเราไม่มีอะไรเลย ! นอกจากโทรศัพท์ เครื่องใหม่ ไอแพด และสินค้าฟุ่มเฟือยที่ขยันซื้อมา

วันนั้นก็ถึงเริ่มคิดได้และเปลี่ยนตัวเองครับ

หันมาศึกษาความรู้ทางด้านการเงิน

ดังนั้นก็เลยอยากจะฝากถึงลูกเพจ aomMONEY ที่เป็น มนุษย์เงินเดือน ทุกๆ คนนะครับ ลองระงับความอยากได้อยากมี แยกแยะความ “จำเป็นและความไม่จำเป็น” ในการใช้จ่าย อาจจะฟังดูยาก แต่ถ้าลองข่มความอยากได้ครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อไปก็จะง่ายขึ้น ส่วนอะไรที่ไม่จำเป็นก็ให้งดไปก่อน หรือถ้าอยากได้มากจริง ๆ  เก็บเงินแล้วค่อยซื้อก็ไม่สายไปครับ

ถ้ามนุษย์เงินเดือนคนไหนรู้ว่าตัวเองมีพฤติกรรมการเงินคล้ายกับ บ.ก.aomMONEY สมัยก่อน ก็อย่าลืมรีบเปลี่ยนตัวเองนะครับ ทำวันนี้ ตอนนี้ ก็ยังไม่สายครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

สรุป 5 ข้อควรรู้ทุกเรื่องของ “ประกันสะสมทรัพย์”

ในสถานการณ์แบบนี้ เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงมองหาที่ออมเงินที่ปลอดภัย ได้ผลตอบแทนแน่นอน และไม่อยากเสี่ยงกับขาดทุนเหมือนกับการลงทุนอยู่ใช่มั้ยครับ บางคนอาจจะเลือกออมเงินกับบัญชีฝากประจำแบบปลอดภาษี บางคนอาจจะเลือกบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ซึ่งที่กล่าวมา ก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ

แต่ในวันนี้ บ.ก.aomMONEY อยากจะมาแนะนำอีกช่องทางการออมเงินอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ได้ผลตอบแทนแน่นอน ปราศจากความเสี่ยง มีระยะเวลากำหนดแน่ชัด และเป็นเงินก้อนไว้ให้คนข้างหลังในกรณีเสียชีวิต ที่สำคัญ คือ “ลดหย่อนภาษี” ได้ครับ และการออมเงินรูปแบบนั้นก็คือ “ประกันสะสมทรัพย์”

1. รู้ก่อนว่าประกันสะสมทรัพย์คืออะไร ?

ประกันสะสมทรัพย์ เป็นประกันชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่เน้นการออมเงิน พร้อมรับความคุ้มครองไปพร้อมๆ กัน เมื่อเราส่งเบี้ยประกันครบตามระยะเวลาที่ระบุในกรมธรรม์ ประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินคืนให้เรา โดยมีทั้งแบบจ่ายคืนเป็นเงินก้อนครั้งเดียว หรือแบบมีเงินคืนระหว่างทางตลอดสัญญาก็ได้ และถ้าเราเสียชีวิตระหว่างที่ส่งกรมธรรม์ คนข้างหลังเราก็จะได้รับเงินก้อนที่เรียกว่า “จำนวนเงินเอาประกัน” ตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญากรมธรรม์ครับ

2. รู้ข้อดีของประกันสะสมทรัพย์

  • เป็นการออมเงินที่มีผลตอบแทนแน่นอน มีการันตีว่าจะได้เงินจำนวนเท่าไหร่ ปราศจากความเสี่ยง 
  • คุ้มครองชีวิตและสร้างความมั่นคงให้กับคนข้างหลัง (กรณีเราเสียชีวิตระหว่างส่งกรมธรรม์) 
  • มีเงินก้อนไว้ใช้ในอนาคต เมื่อส่งเบี้ยครบตามอายุสัญญา 
  • ใช้ลดหย่อนภาษีได้ สูงสุดถึง 100,000 บาท
  • ผลตอบแทนของประกันชีวิตไม่เสียภาษีเหมือนดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์

3. รู้ว่า ตัวเลขด้านหน้า / ตัวเลขด้านหลังคืออะไร ?

บางคนไม่เคยซื้อประกันชีวิตมาก่อน อาจจะเคยเจอ ประกันออมทรัพย์ A 10/7  แล้วไม่เข้าใจ ว่าตัวเลขทั้งสองนั้นหมายถึงอะไร บ.ก.ขออธิบายง่ายๆ ตามนี้ครับ

  • ตัวเลขด้านหน้า คือ จำนวนปีที่คุ้มครอง 
  • ตัวเลขด้านหลัง คือ  จำนวนปีที่ชำระเบี้ยประกันภัย 

ตัวอย่าง

ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ A 10/7 หมายความว่า ประกันตัวนี้ให้ความคุ้มครองชีวิต 10 ปี และมีระยะเวลาจ่ายชำระเบี้ย 7 ปี เมื่อครบกำหนดตามสัญญากรมธรรม์ ก็จะได้รับเงินออมและผลประโยชน์ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ครับ

4. รู้ข้อด้อยของประกันสะสมทรัพย์

หลายคนอ่านแล้วรู้สึกว่าประกันสะสมทรัพย์มีแต่ข้อดีทั้งนั้นเลย งั้นเราเก็บเงินไว้กับประกันสะสมทรัพย์หมดเลยได้มั้ย คำตอบ คือ ไม่ควรครับ จะเพราะอะไร บ.ก.ขอเล่าให้ง่ายๆ แบบนี้ครับ

1. สภาพคล่องน้อยกว่าการฝากเงินบัญชีออมทรัพย์

ถ้าเราจำเป็นต้องใช้เงินขึ้นมา ประกันสะสมทรัพย์ไม่สามารถเบิก-ถอนเงินออกมาได้ทันใจเหมือนกับบัญชีออมทรัพย์นะครับ สมมติว่าเพื่อนๆ ส่งเบี้ยประกันอยู่แต่ยังไม่ครบตามสัญญา ถ้าจำเป็นจะต้องนำเงินออกมาใช้แบบฉุกเฉิน จะต้องทำเรื่อง “เวนคืนกรมธรรม์” นั่นก็คือ การที่เราขอยกเลิกกรมธรรม์ เพื่อรับเงินสดจากบริษัทประกันนั่นเองครับ ถือว่าสัญญาเป็นอันสิ้นสุด ไม่มีความคุ้มครองอีกต่อไป และแน่นอนว่าอาจจะได้เงินมากกว่าหรือน้อยกว่าเบี้ยที่จ่ายไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่จ่ายเบี้ยเทียบกับจำนวนปีที่ต้องจ่ายครับ

2. ทุนประกันไม่สูง

ในที่นี้หมายถึงถ้าเปรียบเทียบกับแบบประกันอื่นๆ ในจำนวนเงินที่จ่ายเบี้ยประกันที่เท่ากัน และถ้าเพื่อนๆ เน้นความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตเพื่อมีเงินไว้ให้กับคนข้างหลัง ลองดูประกันชีวิตแบบตลอดชีพหรือชั่วระยะเวลาน่าจะเหมาะสมกว่าครับ

3. ผลตอบแทนไม่สูงมาก 

ประกันสะสมทรัพย์ เหมาะกับคนที่ต้องการความมั่นคง เพราะเป็นการออมเงินพร้อมกับได้รับความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตไปด้วย ผลตอบแทนจึงไม่สูงเมื่อเทียบกับการนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น อย่าง หุ้น กองทุน หรืออสังหาฯ

5. เราจะรู้ได้ไงว่าประกันสะสมทรัพย์ตัวไหนคุ้มสุด?

บ.ก.แนะนำง่ายๆ ครับลองคำนวณเบี้ยที่ส่งไปทั้งหมด ว่าส่งเบี้ยไปเท่าไหร่ แล้วเราได้เงินรับคืนมาทั้งหมดเท่าไหร่ ลองมาหักลบกันดู แล้วเทียบกันดูหลายๆ เจ้าครับ แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมดูทุนประกันด้วยนะครับ เพราะแต่ละที่เบี้ยเท่ากัน แต่ทุนประกันไม่เท่ากัน รวมไปถึงดูระยะเวลาการส่งเบี้ยด้วยนะครับ

สรุป

สำหรับคนที่ต้องการความมั่นคงในชีวิตและคนข้างหลัง โดยกำลังมองหาที่ที่ออมเงินและต้องการความคุ้มครองชีวิตไปพร้อมๆ กันด้วย ให้ลองมองมาที่ประกันสะสมทรัพย์ครับ แต่ถ้าเน้นอยากคุ้มครองชีวิตสูงๆ ก็ควรดูประกันชีวิตแบบอื่น หรือถ้าอยากได้ผลตอบแทนที่สูงกว่านี้ก็ควรลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่น

ที่สำคัญ ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรศึกษาและเช็คความสามารถในจ่ายค่าเบี้ยประกันของตัวเองด้วยนะครับ โดยเกณฑ์เบื้องต้นสำหรับการคำนวณเบี้ยประกันชีวิตนั้นไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ต่อปี และใน 1 คน ก็ไม่ควรมีกรมธรรม์ประกันชีวิตซ้ำซ้อนกันหลายฉบับ จนจ่ายเบี้ยไม่ไหวนะครับ

ประกันชีวิตมีไว้เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต

อย่าให้มันกลายเป็นภาระหนี้ที่เราส่งจนหน้าซีดเลยครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“ทำอย่างไรดี?” เราอยู่ในยุคที่เงินเย็นไม่มีอยู่จริง

คำนี้เป็นคำที่ผมพูดกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่เปิดร้านขายของอยู่ที่ตลาดนัดรถไฟรัชดา ปลายปีที่ผ่านมาช่วงไฮซีซั่นเชื่อไหมครับว่าเขาขายของได้วันละ 2-30,000 บาท เยอะกว่าเงินเดือนประจำของผมในแต่ละเดือนเสียอีก

แต่เพียง 3 เดือนของปี 2563 เขาแทบจะล้มพับไปจากพิษเศรษฐกิจที่มาจากมหันตภัยโควิด-19 เริ่มตั้งแต่นักท่องเที่ยวจีนหายไปมกราคม กุมภาพันธ์พอเริ่มระบาดในไทยคนก็เริ่มไม่เที่ยว และมีนาคมก็เหมือนฝีแตกรัฐบาลไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เลย

เขาโทรมาหาผมเพื่อฝากขายมอเตอร์ไซค์คลาสสิกคันหนึ่ง เพราะจำเป็นต้องเอาเงินไปหมุนจ่ายค่าน้ำค่าไฟ และค่าเทอมของลูก เงินนี่มันแปลกเหมือนกัน เมื่อเราทำงาน เงินก็ทำงาน แต่พอเราหยุดงาน เงินก็ไม่ได้หยุดด้วย ดอกเบี้ยก็วิ่งทบต้นทบดอกทุกวัน ไม่ว่าจะในระบบหรือนอกระบบ เงินที่คิดว่าเป็น “เงินเย็น” มีเก็บมีใช้มันมีจริงไหม

สมัยก่อนเรามักจะบอกว่า “มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มาก” ต่อไปเราอาจจะต้องสอนกันว่า “มีน้อยใช้น้อย มีมากให้เหลือเก็บยามฉุกเฉิน”น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น หากจำกรณีหลังในหลวง ร.9 สวรรคต กิจการบางอย่างถูกผลกระทบไปอย่างน้อยอีก 3 เดือน มันเหมือนกับการบอกว่าชีวิตเราที่ว่าแน่นอนมั่นคง และตรงไปตามจังหวะนั้นก็อาจจะเกิด “เรื่องไม่คาดฝัน” ขึ้นได้

“เงินเก็บ” จะเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวทางการเงินของคุณที่ดีที่สุดอันดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยจะเป็นไม้พยุงที่ทำให้คุณล้มได้ช้าลง  ส่วนหลักที่2 ที่ควรยึดไว้เมื่อยามมีเงินก็คือประกันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุและประกันชีวิต (ในยามนี้ก็ต้องเพิ่มประกันโควิด-19 เข้าไปด้วย) ประกันเป็นสิ่งที่เมื่อคุณมีเงินคุณจะไม่ค่อยคิดถึงมัน แต่เมื่อคุณไม่มีเงินและประสบปัญหา ก็ได้แต่พูดว่า “รู้งี้ ทำประกันไว้ตั้งแต่แรกดีกว่า”

สองสิ่งข้างต้นเป็นเสมือน “เงินเย็น” ในเชิงรับ แล้วในเชิงรุกล่ะเราควรทำอย่างไร สำหรับผมตอนนี้ที่น่าสนใจน่าจะเป็นสลากออมทรัพย์ประเภทต่างๆ ที่สามารถถอนก่อนกำหนดได้อาจจะได้ดอกเบี้ยไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ก็ยังได้ลุ้นรางวัลในแต่ละงวด และยังให้ดอกเบี้ยที่ไม่ต่างจากเงินฝากออมทรัพย์มากนัก น่าจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะหลังที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องเงินฝากทั่วไปก็ไม่น่าดึงดูดอีกต่อไป

สุดท้ายก็ต้องเป็นเรื่องพฤติกรรมการใช้จ่ายด้วย เพราะต่อให้คุณเตรียมมาตรการพร้อมแค่ไหน พอถึงวิกฤตคุณปรับตัวไม่ได้ จมไม่ลง ยังใช้เงินมือเติบ เงินที่ว่าเย็นๆบางก็ก็ร้อนยังกะไฟก็เป็นได้เช่นเดียวกันครับ ขอฝากไว้ให้คิด

คอลัมน์ #มีสลึงพึงบรรจบ โดย #Mr.Priceless

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“กองทุนยังน่าลงทุนอยู่มั้ย” ในภาวะ COVID-19 แบบนี้

ในสภาวะเศรษฐกิจกิจและตลาดลงทุนที่กำลังตกต่ำอยู่ตอนนี้ ทำให้เพื่อนๆ หลายคนมีคำถามมาที่หลังบ้าน aomMONEY ครับว่า …

ตอนนี้กองทุนยังลงทุนได้อยู่มั้ย

แล้วกองทุนแบบไหนที่น่าสนใจในช่วงนี้

วันนี้ บ.ก. เลยอาสาสรุปข้อมูลจากการพูดคุยกันใน Live facebook ของ aomMONEY GURU ทั้ง 4 ท่าน นั่นก็คือ TaxBugnoms คลินิกกองทุน  วางแผนการเงินกับ Insuranger และ นายปั้นเงิน มาสรุปเป็นบทความให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันครับผม

TaxBugnoms : จากสถานการณ์ช่วงนี้ กรู aomMONEY มองว่าเรายังสามารถลงทุนในกองทุนได้มั้ยครับ

  • คลินิกกองทุน : ลงทุนได้ครับ สำหรับผมมองว่ากองทุนรวมเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนอยู่ตลอดเวลาครับ เพราะมีสินทรัพย์ที่หลากหลาย มีตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำมาก-ความเสี่ยงสูงมาก ลงทุนกับสินทรัพย์อะไรก็ได้บนโลกใบนี้ แม้หุ้นจะลงไปเยอะ แต่กองทุนยังลงทุนได้ ถ้าเราเลือกสินทรัพย์ถูก และกระจายความเสี่ยงเป็น

TaxBugnoms : กองทุนยังลงทุนได้ แต่ต้องดูตัวเองและดูความเสี่ยง แล้วตอนนี้กองทุนไหนน่าสนใจครับ

  • คลินิกกองทุน : อยากให้เริ่มมองกองทุนกลุ่มประเทศ เช่น ประเทศจีน เพราะน่าจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด และกลุ่ม Healthcare ครับ เพราะถ้าบริษัทไหนวิจัยวัคซีนเสร็จเป็นที่แรก ๆ เชื่อว่าพวกเขาอาจจะนำเงินของเราไปลงทุนตรงนั้นก่อน 
  • นายปั้นเงิน : สำหรับมุมมองของผม ในใจผมจะเป็นกองทุนดัชนี หรือ Index Funds ครับ ไม่ใช่แค่หุ้นไทย เพราะตลาดหุ้นทั่วโลกมันลงมากันหมด แต่ละประเทศจะมีศักยภาพที่แตกต่างกัน ต้องดูให้ดี เพราะไม่ใช่ว่าจะลง Index Funds ที่ไหนก็ได้ ต้องมองถึงอนาคต 
  • Insuranger : ผมขอให้คำแนะนำในเชิงการวางแผนการลงทุนแล้วกันครับ ซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายและความเสี่ยงที่สามารถรับได้ของแต่ละคนเลย ถ้าอยากได้ผลตอบแทนเฉลี่ยพอร์ตนี้ประมาณ 6% คนที่ไม่อยากเสี่ยงมาก อาจจะจัดกลุ่มเสี่ยงต่ำ 40% เสี่ยงกลาง 20% เสี่ยงสูง 40% เราอาจจะ Overweight (เพิ่มน้ำหนักการลงทุน) Underweight (ลดน้ำหนักการลงทุน) โดยการปรับสัดส่วนข้างในและจัดพอร์ตให้เหมาะสมกับตัวเรา

TaxBugnoms : สำหรับช่วงนี้ กองทุนที่มาแรงเลย คือ กองทุน SSFX ตัวกูรูเองมองว่า SSFX กองไหนน่าสนใจบ้างครับ 

  • คลินิกกองทุน : ผมมองว่าถ้ามองเรื่องลดหย่อนภาษีเป็นหลัก อาจจะเป็นกองทุนที่มีตราสารหนี้หรืออสังหาริมทรัพย์ ไม่ควรเป็นหุ้นทั้งหมด แต่ถ้าเทใจให้หุ้นไทย อาจจะเป็น Index Funds ครับ 
  •  Insuranger : ในมุมผม ผมว่าต้องดูสไตล์การลงทุนครับว่าเราชอบแบบไหน ชอบแบบ Active หรือ Passive โดยตัดสินใจจากสไตล์การลงทุนที่เราชอบและความเสี่ยง หลายคนอาจจะมีคำถามต่อว่า แล้วควรเลือกกองทุนเป็นแบบปันผลหรือไม่ปันผลดีล่ะ เราต้องเข้าใจก่อนว่าผลลัพธ์มันต่างกัน เพราะกองทุนแบบปันผลดีกว่าตรงที่แบ่งส่วนของกำไรบางส่วนคืนมา ถ้าตลาดขึ้นแล้วได้กำไร การปันผลก็เหมือนเก็บบางส่วนเอาไว้ก่อน แต่ข้อจำกัดคือ เราต้องเสียภาษีเงินปันผล 10% ถ้าเกิดไม่เอาปันผลที่ได้กลับไปลงทุนใหม่ ในระยะยาวจะทำให้ผลตอบแทนน้อยกว่า ถ้าเลือกกองทุนแบบไม่ปันผลและรับความเสี่ยงได้ ก็เหมือนการทำให้ดอกเบี้ยทบต้นได้ทำงานเต็มที่ ใครที่คิดจะซื้อกอง Active ผมแนะนำว่าอาจจะรอไปก่อนก็ได้ เพราะกองมันเพิ่งเปิด อาจจะรอกองเปิด 1-2 เดือนก่อน ค่อยดูว่ากองไหนน่าสนใจ ยังไม่ต้องรีบซื้อ
  • นายปั้นเงิน : ส่วนตัวปั้นชอบแบบ Passive เพราะถ้าเราเป็นคนที่ลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว และมีความเชื่อมั่นในผีมือของตัวเอง ก็ไม่จำเป็นต้องไปเชื่อมั่นในฝีมือของผู้จัดการกองทุนที่เป็นแบบ Active ก็ได้ ถ้าเกิดจะลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษีในหุ้นไทย ผมจะมอง Index Funds ที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงตลาดมากที่สุด

TaxBugnoms : ระหว่างกองทุน SSF กับกองทุน SSFX ที่นโยบายเหมือนกัน กูรูออมมันนี่มองว่าควรเลือกอันไหนดีกว่าครับ

  • Insuranger : ถ้าใช้โควต้า 500,000 บาท ยังไม่ครบ ควรใช้โควต้าให้เต็มก่อน ถ้าใช้เต็มแล้วจะเลือกกองไหนก็ไม่ต่างกัน จะซื้อทั้ง 2 ส่วนก็ได้ครับ

TaxBugnoms : คราวนี้มาถึงเรื่องกองทุนตราสารหนี้บ้างครับ เราควรลงทุนแบบ DCA กับกองทุนรวมตราสารหนี้หรือกระจายไปอย่างอื่นดีกว่ากันครับ

  • นายปั้นเงิน : ผมว่าต้องดูก่อนว่าเป็นตราสารหนี้ประเภทไหน แต่ถ้าเรารู้สึกว่ากองทุนของเราค่อนข้างปลอดภัย ลงทุนแล้วได้ผลดีกว่าฝากออมทรัพย์ เราจะ DCA ต่อไปเรื่อย ๆ ก็ได้นะครับ
  • Insuranger : ถ้าเราดูในพอร์ตตราสารหนี้ที่ผู้จัดการลงทุน แล้วไม่ได้ถืออะไรที่เสี่ยงมาก มีสภาพคล่องสูง ผมว่ายังลงทุนต่อไปได้ แต่ต้องติดตามเป็นระยะว่าเขาปรับพอร์ตรึเปล่า

TaxBugnoms : แล้วคนที่เคย DCA ไว้ แต่ติดลบอยู่ เขายังควรไปต่อมั้ยครับ?

  • Insuranger : หัวใจของ DCA มีอยู่อย่างเดียวเลยครับ ถ้าเราเชื่อว่าจุดที่เราจะใช้เงินมันสูงกว่าต้นทุนเฉลี่ย ก็ต้อง DCA ยิ่งตอนราคาลงแล้ว เราเชื่อว่าระยะยาวมันต้องโตกว่านี้ ก็ควร DCA ตอนระยะที่มันลง

TaxBugnoms : กองทุน IF หรือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน INFRASTRUCTURE FUND ยังน่าสนใจอยู่มั้ยครับ

  • คลินิกกองทุน : ผมพูดแบบนี้แล้วกันครับ ขอยกตัวอย่างในตอนนี้จะได้เห็นภาพง่ายๆ  ถึงเศรษฐกิจไม่ดี แต่เรายังใช้ไฟฟ้าและยังใช้เยอะด้วย จะมีกองทุน IF ที่เป็นไฟฟ้าอยู่ ผมคิดว่ามันยังให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ด้วยตัวธุรกิจทำหน้าที่จ่ายไฟและพื้นฐานที่เรายังใช้อยู่ทุกวัน 

TaxBugnoms : ผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้นักลงทุนหลายคนหมดกำลังใจในการลงทุน อยากให้ช่วยแนะนำการจัดพอร์ตกองทุนในช่วงนี้หน่อยครับ 

  • นายปั้นเงิน : ปกติการจัดพอร์ตจะมีอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.จัดพอร์ตเพื่อเป้าหมาย ยึดเอาเป้าหมายหลักเป็นเส้นทางในการลงทุน 2.ปรับพอร์ต ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ ควรดูว่าเรามองการลงทุนในพอร์ตนี้เป็นยังไง เช่น พอร์ตนี้ไม่เสี่ยง เราก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรมากก็ได้
  • Insuranger : ผมอยากแนะนำในเรื่องที่ไม่ควรทำ คือ การตัดสินใจจะลงทุนตามกระแสหรือตามปัจจัยภายนอก เราควรกลับมามองที่ปัจจัยภายใน คือ ตัวเองว่าเรามีเป้าหมายอะไร รับความเสี่ยงได้แค่ไหน เงินที่ลงทุนลงได้มากได้น้อย ควรเลือกการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองที่สุด
  • คลินิกกองทุน : สำหรับผม เวลาลงทุน ความรู้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ ขนาดกองทุนรวมที่ว่าง่าย แต่ถ้าเราลองสังเกต เวลาที่เราลงทุน เราต่างมีคำถาม มีรายละเอียดที่ต้องศึกษา ช่วงที่อยู่บ้านตอนนี้ อยากให้เรียนรู้กระบวนการทั้งหมดในการวางแผนการเงินแบบจริงจัง เพราะเวลาลงทุนต้องศึกษาเยอะพอสมควรครับ 

และนี่คือข้อมูลที่ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ ในวันนี้ครับ หวังว่าจะได้คำตอบกันนะครับว่าจะเลือกลงทุนกองทุนอย่างไร ที่สำคัญทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ขอให้ศึกษาข้อมูลให้ดี ก่อนตัดสินใจครับ 

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save