เปิดเคล็ดลับ 5 ข้อ หยุดนิสัยเสียทางการเงิน

เสียหายไปเท่าไรกับประโยคที่ว่า ของมันต้องมี แต่ละคนมีความจำเป้นต้องใช้เงินต่างกัน และมีสิ่งของที่จำเป็นต้องอุปโภคบริโภคแตกต่างกันไป และทุกคนจะมีนิสัยเสียเรื่องการเงินอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ ค่านิยมของมันต้องมี ไม่ไปด้วยกันกับการออมและเป้าหมายชีวิตที่อยากเป็นอิสระทางการเงินยามเกษียณนัก

เรามี 5 วิธีที่ช่วยหักห้ามนิสัยเสียทางการเงินมาฝาก

1. สังเกตตัวเองก่อนว่ามีอะไรที่ใช้จ่ายไปแล้วไม่เกิดประโยชน์หรือไม่

เช่น จ่ายค่าฟิตเนสรายเดือน แต่ไม่ค่อยได้ไปเล่นฟิตเนสบ่อยเท่าที่ควร การใช้เงินเพื่อเข้าฟิตเนสจะมีประโยชน์ ก็ต่อเมื่อคุณเข้าไปออกกำลังกายอย่างจริงจัง การหักห้ามใจตัวเองเรื่องใช้เงินสามารถทำควบคู่กับการไดเอตได้ เช่นถ้าเป็นมนุษย์สายกิน ร้านอร่อยเปิดใหม่ต้องโดนต้องไป ก็ลองลดวันกินจากสัปดาห์ละ 3 วัน เหลือสัปดาห์ละ 1 วัน นอกเหนือจากนั้นก็ลองทำอาหารมื้ออร่อยด้วยตัวเอง ก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายลงได้มาก

2. สังเกตตัวเองว่า มีอะไรที่เราจ่ายเงิน แต่จริงๆ แล้ว มันสามารถหาได้ฟรีๆ หรือไม่

เช่นค่าฟิตเนส เป็นต้น ลองมองไปรอบๆ ว่ามีสถานที่กว้างขวางพอจะออกกำลังกายตามคลิปใน YouTube หรือไม่ หรือมีพื้นที่กว้างพอสำหรับเสื่อโยคะที่จะทำบอดี้เวทด้วยตัวเองโดยไม่ต้องเดินทางไปฟิตเนสหรือไม่ ถ้าหาเจอ คุณก็แทบไม่ต้องเสียเงินค่าฟิตเนสเลย

3. สังเกตความจำเป็นของตัวเองดีๆ เพื่อจะได้รู้ว่าเราต้องการอะไร

ยกตัวอย่างเช่น กระเป๋าแบรนด์เนม ของราคาแพง ย่อมมีคุณภาพไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าที่ดี การตัดเย็บที่ดี แต่ถ้าซื้อมาแล้วพบว่าเราแทบไม่ได้ใช้งานมัน ไม่ว่าจะเป็นเพราะ มันเล็กหรือใหญ่เกินสัมภาระของเรา เท่ากับว่าเสียของ ใช้เงินโดยสูญเปล่า แทนที่จะเลือกซื้อของสวยงาม ลองทำการค้นคว้า เลือกของที่ทั้งสวยงามด้วย คุ้มค่ากับการใช้งานด้วยมาใช้ดีกว่า

4. จดจำรูปแบบการใช้จ่ายของตัวเอง

เมื่อคุณสังเกตการใช้จ่ายของตัวเองอย่างจริงจัง จะมองเห็นค่าใช้จ่ายสูญเปล่าที่ซ่อนอยู่ในนั้น เช่น  รองเท้าราคาถูกที่ซื้อบ่อย เพราะมันไม่ทนทาน, เสื้อผ้าที่ซื้อมาเพราะลดราคา แต่ก็วางอยู่ในตู้เพราะยังไม่มีโอกาสได้ใส่ เป็นต้น เมื่อคุณมองเห็นค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า ก็จะเรียนรู้พฤติกรรมตัวเอง และหลีกเลี่ยงการทำพลาดซ้ำเดิมได้

5. ตั้งเป้าหมายทางการเงินอย่างจริงจัง ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

การที่คุณยึดเป้าหมายทางการเงินเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น เก็บเงินซื้อบ้าน, คอนโด, ออมยามแก่ คุณจะหลีกเลี่ยงการใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย คุณจะรู้จักปฏิเสธที่จะซื้อของมันต้องมี เพราะคุณมีเป้าหมายทางการเงินเป็นของตัวเองแล้ว

อีกหนึ่งเคล็ดลับคือ มีคนจำนวนมากที่เป็นบล็อกเกอร์ให้แรงบันดาลใจเรื่องการออมเงิน พวกเขาเหล่านั้นจะแชร์เรื่องที่ตัวเองเคยทำพลาด การดูคลิปของบลอกเกอร์เหล่านั้นเป็นอีกช่องทางเรียนรู้ว่า จะใช้เงินอย่างไรให้ไม่รู้สึกเสียใจทีหลัง

ที่มา – https://www.cnbc.com/2020/01/22/how-to-avoid-making-the-most-common-bad-money-choices.html?fbclid=IwAR3saX3igw3IrsNn59cKttb97sKXQ3mqN0xIfgejIqev8B8OZdQVcY1dGKo

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

รวม 12 บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง ช่วงวิกฤต COVID-19

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ใครที่ตั้งเป้าหมายว่าปีนี้จะเก็บเงิน แต่ยังไม่ได้เริ่มสักที aomMONEY มองว่าสามารถเริ่มต้นกันได้เลยนะครับ ยิ่งเราจะอยู่ในสถานการณ์วิกฤต COVID-19 แบบนี้ เรายิ่งต้องมีเงินออมครับ และถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังมองหา “บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง” ไว้สำหรับพักเงินหรือออมเงินในช่วงภาวะ COVID-19 ล่ะก็ aomMONEY ได้รวบรวมรายชื่อจากธนาคารต่าง ๆ มาให้เพื่อน ๆ ลองพิจารณาในบทความนี้แล้วครับ

บัญชีออมทรัพย์คืออะไร?

“บัญชีออมทรัพย์” คือ บัญชีรูปแบบหนึ่งที่เอาไว้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือใช้จ่ายรายเดือนในแต่ละเดือน ซึ่งปัจจุบันสามารถทำธุรกรรมการเงินทางออนไลน์ได้แล้ว ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับทุกวัย บัญชีออมทรัพย์จึงเหมาะสำหรับการออมเงินในระยะสั้น หรือออมเงินไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน 

ส่วนใหญ่บัญชีประเภทนี้จะกำหนดเงินฝากขั้นต่ำไม่สูงมาก บางธนาคารอาจจะไม่กำหนดขั้นต่ำเลยด้วยซ้ำ หลายคนมองว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยต่ำกว่าการลงทุนประเภทอื่น เหมือนเอาเงินไปวางไว้เฉย ๆ ซึ่ง aomMONEY อยากจะบอกว่ายังมีธนาคารอีกหลายเจ้าที่มี “บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง” ไว้ให้เราเลือกเก็บออมกันแบบไร้ความเสี่ยง ที่สำคัญอยากให้มองว่ามันเหมาะเป็นที่พักเงินหรือเก็บเงินสำรองฉุกเฉินครับ แต่ไม่ใช่เพื่อการลงทุน

** ข้อมูลอัพเดตเมื่อ 08.05.2020

TISCO My Savings ดอกเบี้ยสูงถึง 2% ต่อปี

  • ดอกเบี้ยสูงถึง 2% ต่อปี เมื่อวงเงินฝากตั้งแต่ 0 – 1 แสนบาท  
  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาท ขึ้นไป
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ เราได้รับดอกเบี้ยทุกเดือน ฟรีค่าธรรมเนียมเมื่อฝาก – ถอนข้ามเขต เมื่อทำรายการที่สาขาและตู้ ATM ของทางธนาคาร
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/2S770wQ

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ Digital CIMB THAI ดอกเบี้ยสูงถึง 2% ต่อปี

  • ดอกเบี้ยสูงถึง 2% ต่อปี เมื่อฝากเงินตั้งแต่ 50,000 – 100,000 บาท 
  • ไม่มีขั้นต่ำ ไม่ต้องใช้เอกสารเปิดบัญชี
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ ฟรีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีตลอดชีพ ถ้าเราสมัครบัตรเดบิต Digital Savings
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.cimbthai.com/th/personal/products/accounts/saving-account/digital-saving.html?cq_ck=1548841661111

ME SAVE by TMB ดอกเบี้ยสูงถึง 1.6% ต่อปี

  • ดอกเบี้ยสูง 1.6% ต่อปี
  • ไม่มีขั้นต่ำ ไม่กำหนดยอดเงินฝาก
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ สามารถดูดอกเบี้ยสะสมได้ทุกวัน ฝาก – ถอน ได้ตลอดเวลา และยังคงได้ดอกเบี้ยสูง ไม่คิดค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมทางการเงินใด ๆ
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/2x5WmiD

TMRW Savings by UOB ดอกเบี้ยสูงถึง 1.6% ต่อปี

  • ดอกเบี้ยสูงถึง 1.6% ต่อปี
  • ไม่มีขั้นต่ำในการเปิดบัญชี
  • ไม่มีค่าธรรมเนียม บัญชีเคลื่อนไหวที่มียอดเงินฝากต่ำกว่าที่กำหนด
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ City of TMRW ที่ให้ทุกคนสนุกกับการเก็บเงินในรูปแบบของเกม ยิ่งเก็บเงินได้มาก เมืองก็จะเพิ่มเลเวลขึ้น ทำให้การออมไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/38VRrPj

TMB NO FIXED ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี

  • ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี และยังมีดอกเบี้ยโบนัสพิเศษสำหรับผู้ที่มีกองทุนรวมถึง 1.7% ต่อปี
  • เปิดบัญชีได้ฟรี ไม่มีฝากขั้นต่ำ
  • ถอนเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ สามารถตั้งเป้าหมายการออม Savings Goal ช่วยให้การออมสำเร็จง่ายขึ้น โดยที่เราสามารถติดตามผลของการออมได้ตลอดเวลา 
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/3eORorI

K-eSavings จากธนาคารกสิกรไทย ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี

  • ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี ตั้งแต่เงินฝากบาทแรก จนถึงวงเงิน 1 แสนบาท!
  • ปิดบัญชีฟรี ไม่มีขั้นต่ำ ไม่ต้องใช้เอกสารในการเปิดบัญชี
  • ไม่มีสมุดคู่ฝาก ไม่ต้องพกสมุดบัญชีเพื่อทำธุรกรรม
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ สามารถเปิดบัญชีได้ด้วยตัวเอง และโอน เติม จ่าย สมัครบัตรเดบิต ซื้อกองทุน หรือประกันเดินทาง ผ่านทางแอพพลิเคชั่น K PLUS
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/3cKTGWR

เงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารธนชาต e-SAVINGS  ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี

  • ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ตั้งแต่บาทแรก จนถึงวงเงินฝาก 5 ล้านบาท
  • เปิดบัญชี 0 บาท (เฉพาะช่วงโปรโมชั่นในช่วงแรก หากมีการเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบ)
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชั่น Thanachart Connect และ Thanachart iNet ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/2VYyfea

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ EZ Savings จากธนาคารไทยพาณิชย์ ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี

  • ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี สำหรับเงินฝากบาทแรก ไปจนถึง 5 ล้านบาท
  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 500 บาท ขึ้นไป
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ สามารถเปิดบัญชีได้ง่าย และปลอดภัยผ่านทางแอพพลิเคชั่น SCB EASY รวมถึงไม่ต้องพกสมุดให้ยุ่งยาก เพราะเป็นบัญชีแบบ E PASSBOOK ไม่มีสมุดคู่ฝาก
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/355iHJZ

มีแต่ได้ ออนไลน์ จาก ธนาคารกรุงศรี ดอกเบี้ย 1.3% ต่อปี

  • ดอกเบี้ย 1.3% ต่อปี สำหรับยอดเงินฝากที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 แสนบาท 
  • เปิดบัญชี ไม่มีขั้นต่ำ
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ รับดอกเบี้ยทุกเดือน ฝาก – ถอน เมื่อไหร่ก็ยังได้ดอกเบี้ยสูง และพิเศษ! เบิกถอนเงินฟรี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. 63
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/2KuObzy

UOB V Care Savings Account ดอกเบี้ย 1.0% ต่อปี

  • ดอกเบี้ยสูงถึง 1.0% ต่อปี ในวงเงินฝาก 5 ล้านบาท
  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาท ขึ้นไป
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ รับความคุ้มครองอุบัติเหตุสูงสุด 10 ล้านบาท หรือ 10 เท่า ของเงินฝากตลอด 24 ชั่วโมง
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/2yECUKv

Happy Home ธนาคารอาคารสงเคราะห์  ดอกเบี้ย 1.1% ต่อปี (สำหรับลูกค้าสินเชื่อของธนาคาร)

  • ดอกเบี้ย 1.1% ต่อปี สำหรับผู้ที่มียอดเงินฝากคงเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท  
  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 500 บาท ขึ้นไป
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ เป็นบัญชีที่สำหรับลูกค้าสินเชื่อของทางธนาคาร ที่มีบัญชีเงินกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ในปัจจุบัน ซึ่งเราสามารถใช้บัญชีเงินฝากตัวนี้ชำระหนี้เงินกู้ได้ด้วย
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/358XUF9

KK Savings Plus ธนาคารเกียรตินาคิน ดอกเบี้ย 1.0% ต่อปี

  • ดอกเบี้ย 1% ต่อปี  
  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาท ขึ้นไป
  • จุดเด่นสำหรับ aomMONEY คือ คำนวณดอกเบี้ยให้รายวัน ตามยอดเงินคงเหลือ ณ สิ้นวัน ซึ่งธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง (สิ้นเดือนมิถุนายนและสิ้นเดือนธันวาคม)
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://bit.ly/2xZ87I3

และทั้งหมดนี้ คือ ข้อมูล “บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง”  ในช่วงวิกฤต COVID-19 ที่ aomMONEY รวบรวมข้อมูลมาให้ สำหรับครั้งหน้า aomMONEY จะนำเรื่องราวน่าสนใจอะไรมาฝาก ต้องคอยติดตามกันในบทความต่อไปนะครับ 

สำหรับวันนี้… สวัสดีครับ 

 ** ข้อมูลอัพเดตเมื่อ 08.05.2020

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

วิธีลงทะเบียนรับเงินเยียวยาเกษตรกร “15,000 บาท”

หลังจากครม.เห็นชอบอนุมัติมาตรการเยียวยากลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด COVID-19 เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน วงเงินกว่า 150,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะทยอยโอนเงินได้ ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.นี้ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ เกษตรกรประมาณ 10 ล้านคน แบ่งเป็น

  1. กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วที่กรมส่งเสริมการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง จำนวน 8.4 ล้านคน
  2. เป็นเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบการขึ้นทะเบียน 1.57 ล้าน

เพื่อสร้างความสะดวกสบายและช่วยกลุ่มเกษตรกรในส่วนของการลงทะเบียน วันนี้ทางทีม aomMONEY ได้สรุป “วิธีลงทะเบียนรับเงินเยียวยาเกษตรกร” มาให้แล้ว โดยมีขั้นตอนง่ายๆ และรายละเอียดดังนี้

1. ตรวจสอบสถานะการเป็นเกษตรกรและสมาชิกครัวเรือน

โดยสามารถตรวจสอบผ่านทาง http://farmer.doae.go.th/ โดยกรอบเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และคลิกที่คำว่า “ค้นหา” ซึ่งระบบจะแสดงข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้

สำหรับท่านที่ไม่พบข้อมูลในระบบ ต้องติดต่อเพื่อลงทะเบียนที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือช่องทาง https://www.doae.go.th/ ก่อนวันที่ 15 พ.ค.2563 เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูล ในการรับสิทธิ์เยียวยาดังกล่าว

2. เกษตรกรที่มีสิทธิ์ คือ เกษตรกรรายเดิม – แปลงเดิม

โดยตัวเกษตรกรสามารถลงทะเบียนเพื่อรับเงินเยียวยา 15,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชั่น Farmbook ดาวน์โหลด คลิก ขั้นตอนนี้เกษตรกรสามารถดาวน์โหลดจากโทรศัพท์แบบสมาร์ทโฟนได้ทันที

3. หลังจากโหลดแอปพลิเคชั่น Farmbook (คลิก)

เกษตรกรสามารถแจ้งข้อมูลและรับทราบรายละเอียดต่างๆ โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ

  1. ข้อมูลกิจกรรมการเพาะปลูก เฉพาะแปลงเดิมที่ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ในปีการผลิตที่ผ่านมา อาทิ เนื้อที่ ที่ตั้ง ชนิด พันธุ์พืช และประเภทการทำเกษตร 
  2. ติดตามสถานะการแจ้งปลูก 
  3. ติดตามผลการเข้าร่วมโครงการภาครัฐด้านการเกษตร 
  4. การคาดการณ์ผลผลิต เมื่อดำเนินการเสร็จถือเป็นการลงทะเบียนเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ 4 ขั้นตอนดังกล่าวนอกจากเพิ่มความสะดวกสบายให้กับเกษตรกรยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของเกษตรกรที่ต้องมาติดต่อกับทางธนาคาร ลดปัญหาการติดและแพร่เชื้อ COVID-19และการเว้นระยะห่างทางสังคม

4. ขั้นตอนการจ่ายเงิน

ทาง ธ.ก.ส.จะรับข้อมูลจากผู้ขึ้นทะเบียนที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ซึ่งแบ่งเป็น 2 กรณี คือ

  1. เกษตรกรมีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. แล้ว สามารถใช้บัญชีเงินฝากเดิมได้ โดยไม่ต้องมาเปิดบัญชีใหม่ 
  2. เกษตรกรที่ไม่มีบัญชีเงินฝากกับ ธ.ก.ส. สามารถแจ้งบัญชีเงินฝากที่มีอยู่กับธนาคารใดก็ได้ ผ่านเว็บไซต์ของ ธ.ก.ส. ได้ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค. 2563 เป็นต้นไป คาดว่าเริ่มทยอยโอนเงินตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค.นี้ โดยจะกระจายการโอนครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ประมาณวันละ 1 ล้านราย

และนี่คือ “วิธีลงทะเบียนรับเงินเยียวยาเกษตรกร” ที่ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ กันครับ สุดท้ายอยากฝากไว้ว่าเกษตรกรเป็นอีกกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในการเยียวยาเกษตรกร ถือเป็นอีกมิติในการต่อฐานเติมยอดช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และ aomMONEY เชื่อว่าเราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“วิธีคำนวณเงินสำรองฉุกเฉิน” สำหรับมนุษย์เงินเดือน

เพื่อนๆ แต่ละคนรู้กันไหมครับว่าเราควรมี “เงินสำรองฉุกเฉิน” เก็บไว้เท่าไหร่กัน ถ้ายังไม่รู้เดี๋ยว aomMONEY จะสอนวิธีคำนวณง่าย ๆ ให้เองครับ แต่ก่อนอื่น…เราต้องมารู้กันก่อนว่าทำไมเราทุกคนถึงควรมี “เงินสำรองฉุกเฉิน” เก็บไว้ …

คำตอบก็คือ เพราะชีวิตเรามีแต่เรื่องที่ไม่แน่นอนครับ เราไม่มีทางคาดเดาได้เลยว่าในอนาคตจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นบ้าง วันดีคืนดีบริษัทที่เราทำงานอาจจะประกาศปิดตัว เราอาจจะตกงาน หรือโดนพักงาน หรือวันนึงเกิดเจ็บป่วยกะทันหันขึ้น เรื่องเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เราไม่คาดฝันทั้งนั้นครับ

ตัวอย่างความไม่แน่นอนที่ชัดเจนที่ aomMONEY อยากจะยกตัวอย่างให้เห็นเลยก็คือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยอย่างทุกวันนี้ ก็นับเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้เพื่อนๆ หลายคนน่าจะเห็นความสำคัญของ “เงินสำรองฉุกเฉิน” มากขึ้น

สูตรคิด เงินสำรองฉุกเฉิน  = ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน x ระยะเวลา 6 เดือน

สมมติ นาย A มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท 

เพราะฉะนั้นควรมีเงินสำรองฉุกเฉิน 20,000 x 6 = 120,000 บาท

? นาย A ค่าใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท จึงควรมีเงินสำรองฉุกเฉิน 120,000 บาท

คำแนะนำจาก aomMONEY

  1. ก่อนที่จะไปลงทุนอะไรก็ตาม เราควรมีเงินเก็บสำรองฉุกเฉินก่อน อย่างน้อย 6 เดือน
  2. ควรเก็บไว้ในที่มีสภาพคล่องสูง นำมาใช้ได้ทันทีถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น บัญชีออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงิน 
  3. ไม่ควรเก็บไว้ในที่ที่สภาพคล่องจำกัด เช่น SSF RMF REIT หุ้น หรือ อสังหาฯ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

COVID-19 คือ ฝันร้าย แต่เศรษฐกิจหลังจากนี้ คือ “โศกนาฏกรรม”

พยายามจะเลี่ยงการอ่านข่าวเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายจากผลกระทบเศรษฐกิจเนื่องมาจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในการควบคุมการแพร่ระบาดของ “COVID-19”  ซึ่งมันทำให้หดหู่ใจ เจ็บปวดใจ และเศร้าใจไปกับชะตากรรมของเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งโศกนาฏกรรมดังกล่าวอาจจะเศร้ามากกว่าการเสียชีวิตจากการติดเชื้อ COVID-19

มีตัวเลขที่น่าสนใจ คือ ในวิกฤตต้มยำกุ้งจากประชากร 1 แสนคน

จะมีผู้ฆ่าตัวตาย 8.3 8o

ในครั้งนี้คงส่งผลร้ายไม่ต่างกันเพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในสภาวะแบบนี้นานเท่าไหร่

รุ่นน้องที่กลับมาเปิดร้านอาหารอีกครั้งหลังประกาศคลายล็อกเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เล่าให้ฟังว่าบรรยากาศในการเปิดร้านเรียกว่าเงียบสงัด ไม่ใช่แค่เพียงพฤติกรรมของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่หมายถึงกำลังการซื้อที่หดหายไปด้วยเช่นกัน ความไม่ชัดเจนของนโยบายทำให้ผู้ประกอบการเองก็วางตัวลำบาก สิ่งสุดท้ายที่ผู้ประกอบการหลายคนไม่อยากนำมาใช้แต่ก็ต้องใช้การตลาด “ขาย Voucher” เพื่อดึงเอากระแสเงินสดเข้ามาหมุนก่อน แล้วค่อยไปหักส่วนต่างภายหลังไม่เช่นนั้นอาจไปต่อไม่ได้

วิกฤตเศรษฐกิจจาก COVID-19  ครั้งนี้เราไม่สามารถไปตำหนิคนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบว่า “ไม่ปรับตัวเองหรือเปล่า?” หรือ “ทำไมไม่รู้จักออม?”ได้เลย แม้เราจะทำเว็บส่งเสริมให้คนออมก็ตาม แต่ปัญหามันมาเร็วและรุนแรงจนไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน

คนที่มีเงินออมในช่วงเวลานี้ถือว่าเป็นคนโชคดีที่มาจากการเตรียมพร้อม แต่คนที่ไม่สามารถออมได้เพราะค่าใช้จ่ายตึงตัวอยู่แล้วในภาวะปรกติพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลยไม่ควรตำหนิควรให้กำลังใจและเยียวยาอย่างเหมาะสมตามบทบาทที่รัฐควรจะทำ

หลายคนเริ่มมีคำถามแล้วว่า แล้วเราจะใช้เวลาในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนานเท่าไหร่หลังจากจบ COVID-19 ? สำหรับผมส่วนตัวมองว่าถ้านับจากวันที่วัคซีนที่ใช้ในมนุษย์ได้มีการแพร่หลายออกไป ก็ขึ้นอยู่กับว่าโครงสร้างของเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆแข็งแรงเท่าไหน

 สำหรับประเทศไทยผมคิดว่าอาจจะใช้เวลาถึง 3-5 ปีในการตั้งหลัก เพราะเราพึ่งพิงการส่งออกจำนวนมาก พึ่งพิงการท่องเที่ยวสูง ไม่มีสินค้าเชิงนวัตกรรมที่เกิดจากการวิจัย และโครงสร้างการบริหารเศรษฐกิจไทยไม่มีประสิทธิภาพมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 1 ทศวรรษ

สำหรับเด็กจบใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัยรุ่นนี้ คุณคือคนที่โชคร้ายมากๆ ถ้าหากนับย้อนหลังไป 4ปี เมื่อปี2558-59 ที่เริ่มเข้าปี 1 เศรษฐกิจเคยชลอตัวมา1ครั้งหลังจากการงดธุรกิจรื่นเริง 3 เดือนจากการสูญเสียครั้งใหญ่ของไทย เมื่อคุณปี 3 เพิ่งจะมีการเลือกตั้งและคาดหวังว่าอนาคตเศรษฐกิจประเทศจะสดใสกว่าก่อนหน้านี้ แต่ท้ายที่สุดเมื่อคุณเรียนจบก็พบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่จาก COVID-19 เรียกได้ว่าจบมาหนี้กยศ.ยังไม่ทันได้ใช้ก็ยังไม่มีงานทำ มีการประเมินว่าคนตกงานน่าจะเพิ่มขึ้น 1-3 ล้านคน

หากใครคิดว่า COVID-19 คือ ฝันร้ายแล้ว

เศรษฐกิจหลัง COVID-19 COVID คือ โศกนาฏกรรมอย่างแท้จริง

คอลัมน์ #มีสลึงพึงบรรจบ โดย Mr.Priceless

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“สรุปประเด็น CPTPP” เรื่องที่คนไทยทุกคนควรรู้

ตลอด 2 – 3 วันที่ผ่านมา หลายคนน่าจะได้ยินคำว่า “CPTPP” ผ่านกระแสข่าวและสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ บางทีมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ เราเลื่อน Feed หนีไป แต่ก็พบเจอการแชร์มากมาย จนเกิดข้อสงสัยว่า เอ๊ะ! ตัวย่อ “CPTPP” มันคืออะไรนะ เกี่ยวอะไรกับพวกเราไหม หรือเราได้ประโยชน์หรือเสียสิทธิอะไรหรือเปล่า

วันนี้ ทาง aomMONEY ได้รวบรวมและสรุปข้อมูลเกี่ยวกับ “CPTPP” ว่าคืออะไร ทำไมต้องรู้จัก และเราได้ประโยชน์อะไรจากการทราบถึงประเด็นดังกล่าวนี้ในหัวข้อ สรุปประเด็น CPTPP เรื่องที่คนไทยทุกคนควรรู้ แต่ก่อนจะมาลุยในรายละเอียด เรามาทำความรู้จักกับตัวย่อดังกล่าว ก่อนมันคืออะไร

“CPTPP” คือ อะไร?

จากข้อมูลของ SCB Economic Intelligence Center ให้รายละเอียดไว้ว่า CPTPP มีชื่อเต็มว่า Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership หรือ ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้า สำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก

ข้อตกลงนี้ครอบคลุมการค้า การบริการ และการลงทุนเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก รวมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม กลไกแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลและนักลงทุนต่างชาติ

ประเด็นที่สำคัญ ของ ข้อตกลงดังกล่าว แต่เดิมมีสมาชิกทั้งหมด 12 ประเทศ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2006 ในชื่อเดิม TPP (Trans-Pacific Partnership) แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ การที่สหรัฐ หัวเรือใหญ่ในข้อตกลงนี้ ถอนตัวออกไปในปี 2017 ทำให้ผัจจุบันเหลือ 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม โดย 11 ประเทศ มีประชากรรวมกันกว่า 500 ล้านคน มี GDP รวมกว่า 11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 13 ของ GDP โลก

หลังสหรัฐฯ ถอนตัวไป จาก CPTPP เกิดอะไรขึ้น

ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ขนาดเศรษฐกิจรวมของ CPTPP หลังไม่มีสหรัฐฯ ลดฮวบจาก 38% ของเศรษฐกิจโลก เป็น 13% ส่วนขนาดการค้ารวมลดลงจาก 27% เป็น 15%

แล้วประเทศไทยเกี่ยวข้องอะไรด้วย

เกี่ยวแบบมีนัยยะ โดยเอกสารที่กระทรวงพาณิชย์เผยและนำส่งให้ ครม.นั้น รองนายกฯ สมคิด ระบุว่า หากไทยเข้าร่วมทำให้ GDP ขยายตัวร้อยละ 0.12 มูลค่าทางเศรษฐกิจ 13,300 ล้านบาท แต่หากไม่เข้าร่วมจะเสียโอกาสและกระทบต่อ GDP ที่หดตัวร้อยละ 0.25 หรือคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 26,600 ล้านบาท

GDP คืออะไร สำคัญอย่างไร?

GDP คือ ตัววัดภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ว่ามีการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ที่เท่าไหร่ ประเทศเราจะเป็นอย่างไรในอนาคต โดยมีส่วนประกอบหลัก 5 ส่วน ได้แก่ การบริโภคของภาคเอกชน การลงทุนจากภาคเอกชนต่างๆ การใช้จ่ายของรัฐบาลและการลงทุนจากภาครัฐ การส่งออก การนำเข้า เป็นต้น

จากข้อมูลดังกล่าวน่าจะเห็นภาพพอสมควรแล้วว่าข้อตกลงดังกล่าว ทำไมไทยถึงมีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนจะสร้างประโยชน์หรือมีผลกระทบ ซึ่งภาคประชาชนเริ่มออกมาตั้งคำถามแล้วว่า คุ้มค่า จริงหรือเปล่า เราได้สรุปมาแล้วในหัวข้อ 4 เหตุผลที่ทำไมเราต้องรู้จัก CPTPP โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. เกิดการผูกขาดเมล็ดพันธุ์พืช

ในฐานะที่เราเป็นประเทศด้านเกษตรกรรม เมล็ดพันธุ์มีส่วนสำคัญอย่างมาก หากรัฐบาลเข้าร่วม CPTPP ไทยต้องถูกบังคับให้เข้าร่วมอนุสัญญา UPOV1991 ที่คุ้มครองพันธุ์พืชที่มีความเข้มงวดสูง โดย “ผู้ปรับปรุงพันธุ์” มีสิทธิผูกขาดในการกีดกันผู้อื่นมิให้นำเอาส่วนที่ใช้ในการขยายพันธุ์พืช อาทิ เมล็ดพันธุ์ กิ่งตอน ไปใช้ประโยชน์ในทางพาณิชย์และในการเพาะปลูก รวมทั้งให้มีสิทธิผูกขาดในการส่งออก-นำเข้า หรือ เก็บรักษาส่วนที่ใช้ในการขยายพันธุ์พืช เพื่อจำหน่ายหรือเพาะปลูก แบบนี้เกษตรกรของเราแย่แน่ๆ ที่สำคัญการอยู่ภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้ จะทำให้ราคาของเมล็ดพันธุ์แพงขึ้น

2. เพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน

CPTPP ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยได้แน่นอน เพราะกฏเกณฑ์ดังกล่าวจะเข้ามาสนับสนุนและยกระดับไทยในหลายเรื่อง เช่น กฎหมายสิทธิแรงงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  ขณะเดียวกันยังมีโอกาสที่ดีในการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติเพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังประเทศสมาชิก อีกหนึ่งนัยยะคือการส่งออก คาดว่า ตลาดที่น่าสนใจอย่างแคนาดา เม็กซิโก น่าจะเพิ่มสัดส่วนการส่งออกของไทยได้ในอนาคต

3. การเข้าถึงยา

ในข้อตกลงหลายส่วนจาก CPTPP สภาเภสัชกรรมมองว่า ส่งผลต่อการเข้าถึงยา โดยเฉพาะ การพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อเรื่องสุขภาพ สาธารณสุขในด้านอื่นๆ เช่น การผูกโยงการขึ้นทะเบียนตำรับยากับระบบสิทธิบัตร (Patent linkage) ข้อผูกมัดในบทว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐและทรัพย์สินทางปัญญา

4. การแข่งขันที่สูงขึ้น

แม้เราจะแกร่งขึ้นในแง่ของความสามารถในการแข่งขัน แต่ก็ต้องเผชิญการแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจาก แคนาดา ถือเป็นเจ้าตลาดในเรื่อง ปุ๋ย ถั่วเหลือง ขณะเดียวกันการเปิดโอกาสทางการแข่งขันให้นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ทำให้ไทยต้องเตรียมรับมือการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติ

เหตุที่ aomMONEY ต้องมาพูดคุยในเรื่อง “CPTPP” เพราะดูแล้วจะเกี่ยวกับไทยในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการเกษตร จากนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีนะครับ ว่าคุ้มหรือเปล่ กับประโยชน์และผลเสียที่เกิดขึ้น มนุษย์เงินเดือนที่หาเช้ากินค่ำอย่างเราๆ กว่าจะผ่านโควิดไปได้ก็ยากแล้ว อยากให้การพัฒนาเศรษฐกิจเกิดการพัฒนาที่รอบด้านอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคนไทยมีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุด

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ผ่อนรถไม่ไหว ถึงคืนรถให้ไฟแนนซ์ “หนี้” ก็ยังไม่จบ!

หลายคนน่าจะเคยประสบกับปัญหา “ผ่อนรถไม่ไหว” ด้วยสภาวะปัญหาทางการเงินต่างๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์การช่วงนี้ที่หลายคนได้รับผลกระทบด้านการเงินจาก COVID-19 มนุษย์เงินเดือนหลายคนรายได้ลดลง หรือบางคนแย่หน่อยก็อาจจะเจอเหตุการณ์การถูกเลิกจ้าง

แบบนี้จะหาเงินที่ไหนมาผ่อนต่อจริงมั้ยครับ?

บางคนก็เลยเลือกแก้ปัญหาด้วยการ “ปล่อยรถคืนไฟแนนซ์” แต่รู้มั้ยครับว่าทำแบบนั้น “ปัญหาหนี้รถ” ยังไม่จบนะครับ ทำไมถึงไม่จบ วันนี้ aomMONEY จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ครับ

“รถยนต์” เป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งที่มีการทำสัญญาซื้อขาย กรณีผ่อนไม่หมด ใช่ว่าจะทำการยกเลิกสัญญา คืนรถให้เขา แล้วหนี้รถจะจบลง เพราะความจริงแล้ว

  1. หลังจากที่เพื่อนๆ ปล่อยรถคืนไฟแนนซ์แล้ว ไฟแนนซ์จะนำรถของเพื่อนๆ ไปประมูลขาย ซึ่งส่วนมากจะได้ในราคาค่อนข้างต่ำ
  2. เมื่อประมูลขายได้แล้ว ไฟแนนซ์จะนำยอดที่ได้จากการประมูลไปหักลบกับยอดหนี้ที่เหลืออยู่  ทำให้เพื่อนๆ มีส่วนต่างที่ยังเป็นหนี้ และต้องชำระให้ครบนั่นเองครับ และนี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมไฟแนนซ์จึงมาตามเก็บหนี้ส่วนที่เหลือกับเพื่อนๆ ต่อนั่นเอง

“ผ่อนรถไม่ไหว” มีทางออกอื่นที่ดีกว่าการปล่อยรถคืนไฟแนนซ์นะ aomMONEY มองหาทางออกมาแล้ว 3 วิธี ตามนี้เลย

1. “ผ่อนรถไม่ไหว” เลือกขายดาวน์สิ

วิธีนี้เป็นทางออกที่เรามักเห็นผู้ที่ผ่อนไม่ไหวส่วนใหญ่จัดการ เช่น ยอมขายดาวน์ให้กับผู้ที่สนใจซื้อรถต่อจากเรา และเปลี่ยนชื่อสัญญา แม้จะต้องขาดทุนนิดหน่อย แต่ดีกว่ามาเจ็บตัว เพราะโดนปล่อยยึด แถมมีสิทธิ์ต้องมาตามใช้หนี้ส่วนต่างอีก อีกทั้งการขายดาวน์ยังทำให่เราได้เงินก้อนมาหมุน ที่สำคัญไม่เสียเครดิตด้านการเงินด้วยครับ

2. “ผ่อนรถไม่ไหว” ลองรีไฟแนนซ์รถดูมั้ย

วิธีนี้มีข้อจำกัดอยู่พอสมควรครับ โดยเฉพาะกับใครที่ยังผ่อนรถไม่ถึงครึ่งทางของค่างวด เช่น ผ่อน 60 งวด แต่ผ่อนไปเพียง 20 งวด อาจจะไม่ผ่านการพิจารณารีไฟแนนซ์ เช่นเดียวกัน ถ้าเคยมีประวัติการชำระล่าช้าบ่อยครั้งหรือค้างชำระ ก็อาจจะไม่ผ่านการพิจารณารีไฟแนนซ์เช่นกันครับ ถึงแม้การรีไฟแนนซ์หนี้รถ จะทำให้ต้องเผชิญกับการเจอดอกเบี้ยและจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้น แต่ถือเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบฉับพลันทันด่วนได้ดีครับ

ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์รถยนต์

  1. เช็กตัวเองก่อนว่าอายุเท่าไหร่ ไม่ควรเกิน 65 ปี ต้องอาศัยอยู่ในไทย มีอาชีพและแหล่งที่มาของรายได้ชัดเจน รายได้ขั้นต่ำควร 15,000 บาท ที่สำคัญไม่ค้างผ่อนเกิน 90 วัน หรือ 3 งวด
  2. เลือกไฟแนนซ์ กรณียังผ่อนไม่หมดแบบนี้ ก็ต้องเลือกไฟแนนซ์ที่ผ่อนอยู่ โดยทางไฟแนนซ์จะประเมินราคามาให้
  3. ประเมินตัวเองเรื่องรายรับและรายจ่ายดีๆ เมื่อพร้อมก็เตรียมเอกสารต่างๆ เช่น รายได้ย้อนหลัง 3 – 6 เดือน หน้าสมุดบัญชีสำหรับการโอนเงินเข้า รวมทั้งบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ส่วนสัญญาเช่าซื้อทางไฟแนนซ์มีอยู่แล้ว กรณีที่เรายังผ่อนไม่หมด
  4. เมื่อดำเนินการแล้วรอฟังผล โดยขั้นตอนอยู่ระหว่าง 7 – 15 วัน

3. “ผ่อนรถไม่ไหว” งั้นลองปรึกษาไฟแนนซ์โดยตรงเลย

การพูดคุยกับไฟแนนซ์โดยตรงถือเป็นอีกวิธีที่ดี โดยอาจยื่นคำร้องปรับโครงสร้างหนี้ อาทิ ขอค่างวดให้ผ่อนน้อยลง หรือ ผ่อนให้นานขึ้น แต่หากในสถานการณ์ COVID-19 แบบนี้ ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับมาตรการเยียวยาจากทางภาครัฐอยู่ โดยเพื่อนๆ สามารถตรวจสอบสิทธิ์กับไฟแนนซ์ที่เราเป็นลูกค้าได้ทันทีครับ

คำแนะนำจาก aomMONEY

การซื้อรถยนต์สักคันหนึ่ง ควรวางแผนทางการเงินให้ดี หรือซ้อมเป็นหนี้ด้วยการออมเงินรายเดือนสัก 1 ปี เพื่อนำเงินดังกล่าวมาเป็นเงินดาวน์รถยนต์ เพราะยิ่งวางเงินดาวน์รถยนต์ที่สูงเราก็จะผ่อนน้อย เสียดอกเบี้ยไม่แพง หรือ เลือกผ่อนไม่นานได้อีกด้วย

จะได้ไม่ต้องเจอปัญหา “ผ่อนรถไม่ไหว” นะครับ

สุดท้าย บ.ก.ขอแนะนำว่าการผ่อนรถยนต์หนึ่งคัน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 5 – 6 ปี อย่าให้ไปไกลกว่านี้เลย เพราะหนี้ดังกล่าวจะไม่จบสักที ฉะนั้นหากเป็นไปได้ ดาวน์ให้เยอะ รีบผ่อนให้จบ ตรงเวลา ไม่ผิดนัดชำระ หากไม่ไหวลองปรึกษาไฟแนนซ์ดู อย่าหนีหรือปล่อยรถโดนยึด เพราะมันไม่จบอย่างที่คิดครับ ครั้งหน้า aomMONEY จะมาแนะนำบทความด้านการเงินเรื่องไหน ขอให้ติดตามกันครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก. aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ความผิดพลาดทางการเงินที่คนวัย 30 ต้องเลี่ยง!

คนวัย 30 คือ ช่วงอายุที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวได้แล้วในระดับหนึ่ง เริ่มมีเสถียรภาพทางการเงิน มีกำลังซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน รถ คอนโด และเป็นช่วงวัยที่คนมักจะคิดถึงเรื่องการออมอย่างจริงจัง ผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหลายรายแนะคนวัย 30 ถึงความผิดพลาดทางการเงิน 3 อย่างที่ควรหลีกเลี่ยง หรือลดละเลิกไปเสีย

1. ไม่มีเป้าหมายทางการเงิน

หากคุณยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายทางการเงินใดๆ ช่วงวัย 30 คือเวลาที่เหมาะถ้าจะตั้งเป้าหมายทางการเงินทั้งระยะสั้น และระยะยาว

Ryan Marshall นักวางแผนการเงินที่ได้รับการรับรองจาก Ela Financial Group บอกว่า คนวัย 60 ที่เขาพบเจอมา ล้วนเสียดายที่ทำไมตัวเองไม่วางแผนการเงินตั้งแต่ตอนอายุน้อย หรือตอนที่ยังอายุ 30

Douglas Boneparth ประธานและผู้ก่อตั้ง Bone Fide Wealth กล่าวว่า ไม่ว่าคุณต้องการที่จะประหยัดเงินเพื่อจะได้สบายยามแก่ หรือสร้างกองทุนฉุกเฉิน หรือซื้อบ้านก็ตาม เวลาที่เหมาะจะเริ่มวางแผนการเงินคือ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้

“การไม่ตั้งเป้าหมายเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่คนวัย 30 ทำ เพราะการตั้งเป้าหมายและกำหนดทิศทางการเงิน จะช่วยให้คุณบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต เช่นความเป็นอิสระทางการเงิน”

Boneparth พูดเสริม

2. ไม่เก็บเงินเลย

ถือเป็นพฤติกรรมอันตราย เพราะจริงๆ แล้ว คนวัย 30 มีโอกาสมหาศาลที่จะลงทุนหุ้นเพื่อการออม คนวัยนี้จึงควรศึกษาข้อมูลแหล่งหุ้น หรือวิธีการออมให้ได้ดอกเบี้ยสูง เพื่อจะได้มีเงินงอกเงย เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการนำรายได้ 15% ออกมาเก็บไว้เพื่อออมโดยเฉพาะ

3. ไม่ทบทวนและตรวจสอบการใช้เงินของตัวเอง

Kristin O’Keeffe Merrick ที่ปรึกษาทางการเงินของพันธมิตรทางการเงินของ OkeKeffe กล่าวว่า การใช้จ่ายให้น้อยกว่าที่หามาได้ คือกุญแจสำคัญในการสะสมความมั่งคั่ง

คนวัย 30 ควรรู้ว่าตัวเองใช้เงินไปกับอะไรบ้าง เพราะการใช้จ่ายเรื่อยๆ ไม่รู้ตัว ลดโอกาสที่จะสร้างความมั่งคั่งในอนาคตได้ เมื่อเรามีข้อมูลในมือว่า เราใช้จ่ายไปกับของไม่มีประโยชน์เป็นประจำ ก็จะทำให้รู้ว่าควรลดค่าใช้จ่ายส่วนไหนเพื่อนำมาออมได้

Douglas Boneparth ประธานและผู้ก่อตั้ง Bone Fide Wealth บอกว่า “หนึ่งในส่วนที่ยากที่สุดของการเงินส่วนบุคคลคือ การสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตที่สะดวกสบายและการออมอย่างต่อเนื่อง“

“กับดักในวัย 30 คือ มีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีไลฟ์สไตล์ที่แพงขึ้น” เพราะมันเป็นเรื่องสมควรที่เราจะจ่ายมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นไปได้ ก็ลองลดแนวคิดนี้ลง แน่นอนว่าเงินเป็นของเรา นอกจากเราจะมีสิทธิ์ใช้มันอย่างเต็มที่แล้ว เราก็มีสิทธิ์วางแผนใช้มันด้วยเช่นกัน

ที่มา – https://www.cnbc.com/2020/01/09/money-mistakes-to-avoid-in-your-30s.html?fbclid=IwAR3KFYukrrTgnme_FHHcmLG0-p6Klut0z2Z-pLKYcgV-AwWt82i5cFmnQE8

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“วิธีเลือกประกันสุขภาพตัวแรก” สำหรับมนุษย์เงินเดือน

เชื่อว่าจากสถานการณ์ในช่วงนี้ เพื่อนๆ หลายคนน่าจะตระหนักถึงความสำคัญของประกันสุขภาพกันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยใช่ไหมครับ วันนี้ aomMONEY ขออาสาพาทุกคนไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับประกันสุขภาพ รวมถึง “วิธีเลือกซื้อประกันสุขภาพ” ตัวแรกสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคนครับ ก่อนจะซื้อ..ต้องรู้จักประกันสุขภาพแต่ละประเภทก่อน

ประกันสุขภาพผู้ป่วยใน (IPD)

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาของเราในกรณีที่เราป่วยและมีความเห็นจากแพทย์ว่าต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง

ประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD)

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาของเราในกรณีที่เราเข้ารักษาและแพทย์วินิฉัยว่าไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

ประกันสุขภาพโรคร้ายแรง (ECIR)

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่าย หรือลักษณะที่เจอ จ่าย และจบปิดสัญญาเลยในกรณีที่เราเจอโรคร้ายแรงตามที่เราทำประกันไว้ครับ

ประกันอุบัติเหตุ (PA)

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลตามสัญญาที่เราทำไว้ในกรณีที่เราบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ

ประกันชดเชยรายได้

คือ แผนประกันสุขภาพที่จะจ่ายเงินให้เราในกรณีที่เราต้องนอนโรงพยาบลตามแพทย์สั่ง ไม่ว่าจะด้วยการรักษาโรคหรืออุบัติเหตุครับ

เห็นแบบนี้เพื่อนๆ คงมีคำถามใช่มั้ยครับว่าแล้วแบบนี้เราจำเป็นต้องซื้อทั้งหมดทุกแบบเลยมั้ย จะเลือกซื้อยังไงดีถึงจะเหมาะสม ไม่มากจนเกินไป บ.ก.ขอสรุปวิธีการเลือกซื้อประกันสุขภาพ ในแบบฉบับ aomMONEY ให้อ่านกันตามนี้ครับ

4 วิธีช่วยตัดสินใจ เลือกซื้อประกันสุขภาพตัวแรก

1. วิเคราะห์ตัวเองว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง

สิ่งสำคัญที่สุดเลย คือ เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเรามีความเสี่ยงที่อะไรบ้าง เช่น ความเสี่ยงด้านโรคกรรมพันธ์ ความเสี่ยงจากการใช้ชีวิต ความเสี่ยงจากอาชีพ เป็นต้น เพื่อเราจะได้มาจัดสรรเงินที่เรามีอยู่ว่าควรแบ่งซื้อประกันสุขภาพประเภทไหนบ้าง

2. สิทธิพื้นฐานด้านสุขภาพ

หลังจากที่เราวิเคราะห์ความเสี่ยงแล้ว เราก็มาดูกันต่อว่าเรามีสิทธิการรักษาพยาบาลอะไรบ้างที่ได้รับ เช่น ประกันสังคม บัตรทอง หรือใช้สิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ เพื่อเราจะได้ดูต่อว่าสิทธิที่เรามีอยู่ครอบคลุมค่ารักษาอะไรบ้าง ครอบคลุมเท่าไร คิดว่าเพียงพอต่อการรักษาพยาบาลของเราไหม เพราะบางคนมีข้อจำกัน เช่น ต้องเข้ารักษาพยาบาลโรงพยาบาลเอกชน หรือไม่สะดวกห้องรวมต้องเป็นห้องพิเศษเท่านั้น ข้อจำกัดพวกนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเลยครับดังนั้นเราจะเลือกประกันตามใครไม่ได้

3. เบี้ยประกัน

ส่วนนี้ก็สำคัญ เพราะเบี้ยประกันสุขภาพเราต้องจ่ายเป็นรายปีครับ บางคนอาจจะตั้งไว้งบไม่เกิน 15,000 บาท เพราะเบี้ยประกันส่วนนี้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และเขาคิดแล้วว่าประกันในงบเท่านี้ครอบคลุมแล้ว หรือบางคนอาจจะใช้สูตร 10 – 15% ของรายได้ทั้งปี ก็เป็นอีกแนวคิดหนึ่งครับ แต่ผมอยากให้เริ่มจากเท่าที่กำลังทรัพย์เราไหวก่อน ซื้ออันที่จำเป็นก่อน หากเรามีรายได้เพิ่มค่อยขยายความคุ้มครอง อย่าถึงขนาดที่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อทำประกันครับ

4. ความมั่นคงของคนข้างหลัง

บางคนมีครอบครัวหรือคนที่ต้องดูแลเรื่องนี้ก็ไม่สามารถละเลยได้ครับ เช่น เราเป็นเสาหลักของครอบครัว มีอาชีพเป็นฟรีแลนซ์หากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาก็จะไม่มีรายได้ก็อาจจะต้องเลือกทำประกันชดเชยรายได้ระหว่างที่เราพักรักษาตัวเพื่อที่จะมีเงินมาจุนเจือในช่วงนั้นครับ

บ.ก.ขอยกตัวอย่าง

สมมุติ บ.ก.เป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานช่วงเวลากลางคืน ชอบปั่นจักรยานไปทำงาน ไม่ค่อยเจ็บป่วย2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ไปโรงพยาบาลเลย แต่ถ้าต้องนอนโรงพยาบาลขอห้องพิเศษนะครับ คุณพ่อคุณแม่เป็นข้าราชการและมีญาติเคยมีประวัติคนเป็นมะเร็ง ถ้าดูแบบนี้แล้วความเสี่ยงและความต้องการของ บ.ก.จะส่งผลต่อการเลือกซื้อประกันสุขภาพดังนี้ครับ

1. ประกันโรคร้ายแรง

เพราะครอบครัวเคยมีคนเป็นมะเร็ง และเป็นโรคที่เกี่ยวกับกรรมพันธ์ุ ที่ผมเลือกประกันโรงร้ายแรงขึ้นก่อน เพราะผมเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นครับ และประกันกลุ่มนี้ถ้าเราเป็นแล้วเราจะทำไม่ได้ ต้องทำก่อนเป็นครับ

2. ประกันผู้ป่วยใน

เพราะมีความต้องการนอนห้องพิเศษ ซึ่งเป็นพนักงานบริษัทอยู่แล้วก็จะมีสิทธิประกันสังคมจ่ายได้ส่วนหนึ่ง ประกันผู้ป่วยในก็ให้เลือกที่มีวงเงินบวกกับสิทธิประกันสังคมแล้วครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลและห้องพิเศษในโรงพยาบาลที่เราจะไปรักษาครับ

3. ประกันอุบัติเหตุ

เพราะผมชอบปั่นจักรยานไปทำงานตอนกลางคืน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้สูง ประกันนี้ส่วนใหญ่ราคาไม่สูงครับ

4. ประกันชดเชยรายได้

เนื่องจากเป็นพนักงานบริษัท อยู่แล้วครอบครัวก็เป็นข้าราชการก็อาจจะยังไม่จำเป็นตอนนี้ รวมถึงประกันผู้ป่วยนอกด้วยครับเพราะเป็นคนไม่ค่อยเข้ามาสถานพยาบาล แต่ถ้ามีเงินเหลือพอที่จะทำให้ก็อยากให้ทำติดไว้นะครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับ หวังว่าช่วยเป็นแนวทางให้เพื่อน ๆ เลือกซื้อประกันสุขภาพกันบ้างนะครับ aomMONEY อยากย้ำอีกทีนะครับว่า “ประกันสุขภาพ” ช่วยเราบริหารความเสี่ยงในเรื่องของค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลได้ แต่ควรเลือกให้เหมาะสมคุ้มค่ากับเราที่สุดนะครับ

ด้วยความหวังดีครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามเรื่องการเงินการลงทุน จาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“Passion Investment” ลงทุนในสิ่งรัก กำไรด้วยสิ่งที่ชอบ

ผมเชื่อว่าเราทุกคนต้องมีความเป็น “ติ่ง” หรือมีความเป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของอะไรบางอย่างอยู่ในตัวลึก ๆ ซึ่งมีคนเคยบอกว่าถ้าหากเราได้ทำงานที่เรารัก อยู่กับสิ่งที่เราชอบ แล้วยังได้เงินใช้ก็ถือว่าเป็นโชคดีสูงสุดที่หาได้ยาก มีบุญหนักมาก ช่วงนี้ผมกำลังศึกษาเรื่อง “Passion Investment” อย่างจริงจังน่าจะเข้าทำนองกับเรื่องนี้เช่นกัน

อะไรคือ Passion Investment?

ถ้าแปลแบบตรงตัวก็อาจจะหมายถึง “การลงทุนในความหลงใหล”  มันมีความหลงใหลในโปรดักส์บางชนิดที่สร้างมูลค่าได้ ขอเพียงแค่คุณรู้จักว่าตัวคุณเองชอบอะไร รู้ลึกรู้จริงในสิ่งนั้นๆ

คุณอาจจะเริ่มจากการเป็นนักสะสมก่อนแล้วค่อยๆ พัฒนากลายเป็นผู้ให้การแลกเปลี่ยนสินค้า และท้ายที่สุดอาจจะผันตัวมาจับเป็นธุรกิจจริงจัง สำคัญที่สุดต้องมองให้ออกว่าสิ่งของชิ้นไหนมีมูลค่า และสามารถงอกเงยได้ในอนาคต มีกลุ่มแฟนตัวจริงหรือนักสะสมคนอื่นต้องการ

ยกตัวอย่างที่บางคนอาจจะเคยเห็น ภาพศิลปะที่ซื้อมาแล้วประมูลหรือถูกขายออกไปในราคาที่สูงขึ้น นาฬิกาหรูบางรุ่นที่ออกมาเป็น Limited Edition ไวน์ของบอร์กโดซ์ในปีเก่าๆลึกๆและมีสตอรี่เกี่ยวกับไวน์ขวดนั้นเช่น เป็นไวน์ในปีที่แล้งที่สุดทำให้มีผลผลิตออกมาในจำนวนที่น้อยทำให้หายากและราคาแพง กระเป๋าแบรนด์หรูที่มีขายจำกัดในท้องตลาด เป็นต้น

พูดแบบนี้อาจจะดูไกลตัวไปนิด บางคนอาจจะเริ่มการเป็นนักสะสมรองเท้าสนีกเกอร์ที่หายากและปล่อยขายในราคาที่แพงขึ้น เราเห็นการประมูลในปัจจุบันทำได้ง่ายเมื่อโลกมีอินเทอร์เน็ต สินค้าต่างๆก็มีมูลค่ามากขึ้น เช่น นำรองเท้าสนีกเกอร์ที่หายากลงไปปล่อยขายใน ebay  หรืออย่างคนใกล้ตัวผมก็เป็นคนที่สะสมสินค้าเกี่ยวกับภาพยนตร์ Star Wars เขาเคยขายโมเดลตัวหนึ่งที่ได้มาในราคา 400 บาทในราคา 12,000 บาทเพราะเป็นรุ่นที่หายาก

หรืออย่างตัวผมเองเป็นคนศึกษาเรื่องรถคลาสสิกโดยเฉพาะสายสกูตเตอร์ รถเวสป้าของผมแบบมีทะเบียนแท้สามารถโอนได้ต้นทุนอยู่ที่ 40,000 บาทแต่ในกลุ่มคนเล่นรถปัจจุบันขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 150,000 บาทเพราะเป็นรถรุ่นที่เลิกผลิตไปแล้วสภาพยังดี เพียงแต่เราต้องหาให้เจอว่ากลุ่มคนที่ต้องการอยู่ที่ไหน

ซึ่งหากใครสนใจ “Passion Investment”  สิ่งที่คุณควรจะมีก็คือ “ความชอบ” เพราะในบางครั้งเมื่อคุณเริ่มจากการเป็นนักสะสม เมื่อคุณสะสมถึงจุดหนึ่งแล้วปล่อยขายไม่ได้มันก็ยังเป็นของสะสมของคุณ ไม่ใช่ว่าตั้งท่าเป็นพ่อค้ามาก่อนพอกระโดดลงไปลงทุนแล้วเมื่อขาดสภาพคล่องก็จะไม่สบายใจ

เรื่องต่อมาก็คือ “การแสวงหาความรู้” ไม่ใช่เฉพาะ Passion Investment นะครับ แต่คุณลงทุนในกองทุน หุ้น หรือตราสารหนี้ ทุกเรื่องต้องศึกษาหมดไม่ใช่พอมีคนบอกว่าอะไรดีอะไรทำกำไรก็คล้อยตามง่ายๆ โดยอาจศึกษาว่า สินค้ารุ่นไหนเป็นที่ต้องการของตลาด ราคากลางที่เขาซื้อขายอยู่ที่เท่าใด และใครกำลังเป็นคนที่ต้องการสิ่งนี้

ผมเชื่อว่าแม้เศรษฐกิจปีนี้จะแย่ แต่คนที่มีฐานะและมีกำลังสะสมของต่างๆยังคงมีอยู่ ผมเอาข้อมูลมาแบ่งปันเป็นทางเลือกอาจจะไม่ต้องลงทุนตามผมทุกคนก็ได้นะครับ

คอลัมน์ มีสลึงพึงบรรจบ โดย #Mr.Priceless

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save