“ทองคำราคาพุ่ง” 4 สิ่งควรรู้ ก่อนตัดสินใจซื้อขายเก็งกำไร

ในช่วงนี้ เพื่อนๆ น่าจะเห็นข่าว “ราคาทองคำ” มีการดีดตัวขึ้นอย่างร้อนแรงและต่อเนื่องเลย ที่สำคัญทำสถิติราคาสูงสุดในรอบ 7 ปี ด้วยสาเหตุมาจากธนาคารกลางใหญ่ของโลก มีแนวโน้มที่จะปรับดอกเบี้ยลงส่งผลให้นักลงทุนไม่กล้าเข้าไปลงทุนในหุ้น และหันมาเลือกลงทุนในทองคำแทน เพื่อหวังทำกำไรในระยะสั้น

อีกทั้งยังมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ “COVID -19” หรือ ไวรัสโคโรน่าที่ส่งผลกระทบเศรษฐกิจเป็นวงกว้างทั่วโลก คนก็เลยหันมาเลือกลงทุนในทองคำมากขึ้น เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

และถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ซื้อทองคำแท่งช่วงต้นเดือนมกราคมที่ราคาทองประมาณบาทละ 22,000 หากขายตอนนี้จะได้ราคา 24,700 บาท ทำกำไรส่วนต่างถึง 2,700 บาท ภายในเดือนเดียวเลยครับ น่าสนใจจนอยากจะกำเงินไปซื้อตอนนี้เลยใช่ไหมครับ

แต่ช้าก่อนครับ…. สำหรับใครที่ยังไม่เคยลงทุนในทองคำมาก่อน aomMONEY อยากให้ศึกษาเรื่องทองคำกันให้ดีๆ ก่อนกับ 4 สิ่งควรรู้ที่ควรรู้เกี่ยวกับทองคำ ก่อนตัดสินใจซื้อขายเก็งกำไรครับ

1. การเลือกลงทุนใน “ทองคำแท่ง”

การซื้อทองคำแท่งไม่ยากเลยครับ มีเงินก็เดินไปซื้อที่ร้านทองได้เลย ข้อดี คือ ทองคำแท่งจะมีราคาที่ถูกกว่าทองรูปพรรณในน้ำหนักที่เท่ากัน เนื่องจากจะไม่เสียค่ากำเหน็จ และราคาซื้อกับราคาขายจะต่างกันไม่มาก

ตัวอย่างราคาทองวันนี้ ราคาขายบาทละ 24,800 และรับซื้อคืนที่บาทละ 24,700 จะเห็นได้ว่ามีส่วนต่างราคากันแค่ 100 บาทเท่านั้นครับ

แต่การเก็บรักษาก็อาจจะมีความยุ่งยากสักหน่อยครับ เพราะต้องมีต้นทุนค่าเก็บรักษา เช่น ถ้าเพื่อนๆ มีทองคำแท่งมากๆ อาจจะต้องนำไปฝากกับตู้นิรภัยของธนาคาร ก็จะเจอค่าธรรมเนียมจากการเก็บรักษาครับ และถ้าหากไม่อยากเสีย “ค่าบล็อก” ก็ต้องซื้อทองคำแท่งขนาด 5 บาทขึ้นไปครับ หมายความว่า ก็ต้องใช้เงินก้อนประมาณนึงเลยครับ

2. การเลือกลงทุนใน “ทองคำรูปพรรณ”

“ทองคำรูปพรรณ” ก็คือทองที่เขานำมาขึ้นรูปเป็นรูปทรงต่างๆ สร้อยคอ แหวน กำไร วิธีการจะเหมือนกับทองคำแท่งที่มีเงินก็เดินไปซื้อได้เลย ข้อดี คือ สามารถนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับในโอกาสต่าง ๆ แต่ทองคำรูปพรรณจะมีการเก็บค่ากำเหน็จ ทำให้ราคาซื้อจะสูงกว่าทองคำแท่งครับ

ตัวอย่าง ราคาทองรูปพรรณวันนี้ขายบาทละ 25,000 และรับซื้อคืนบาทละ 24,256 ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาซื้อ-ขายจะต่างกันอยู่ถึง 1,044 บาทเลยทีเดียว

และที่สำคัญราคาอาจตกลงด้วย เมื่อนำมาขายคืน แล้วพบว่าทองมีร่องรอยการถูกใช้งาน หรือเรานำไปขายคืนคนละร้านที่ซื้อมา เพราะฉะนั้น aomMONEY มองว่าถ้าจะเก็บสะสมทองคำรูปพรรณไปสะสมทองคำแท่งน่าจะเวิร์คกว่าครับ ในกรณีที่ไม่ได้อยากได้ทองมาใช้เป็นครื่องประดับนะ

3. การเลือกลงทุนใน “กองทุนรวมทองคำ”

นี่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยากลงทุนในทองคำครับ เป็นการนำเงินของเราไปลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในทอง ข้อดี คือ เราสามารถใช้กองทุนทองคำเป็นที่พักเงิน เพื่อเลี่ยงความผันผวนของเศรษฐกิจ ได้ครับ เพราะราคาทองคำจะไม่เคลื่อนที่ไปทางเดียวกันกับเศรษฐกิจ และเงินเริ่มต้นที่ใช้ในการเข้าลงทุนไม่ได้สูงมาก มีเงินน้อยกว่า 10,000 บาท ก็สามารถเริ่มลงทุนกับกองทุนประเภทนี้ได้

และวิธีการก็เหมือนกันซื้อกองทุนทั่วไปเลย แค่เปิดบัญชี เราก็สามารถซื้อขายได้จากที่บ้าน ไม่ต้องเสียค่าเดินทางในการไปซื้อ มีผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้ประสบการณ์ในการนำเงินเราไปลงทุนต่อ

แต่กองทุนทองคำเป็นกองทุนที่มีการลงทุนในทรัพย์สินทางเลือกที่มีความเสี่ยงอยู่ในระดับ 8 (ซึ่งถือว่าเสี่ยงสูง) ดังนั้นการที่จะลงทุนในกองทุนประเภทนี้ จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเฉพาะทางที่ค่อนข้างเยอะครับ เพราะมีความเสี่ยงจากอัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงิน เนื่องจากกองทุนรวมทองคำของไทย ส่วนมากจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมของต่างประเทศครับผม

4. การเลือกลงทุนด้วย “การออมทอง”

การออมทอง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง เหมาะกับคนที่ไม่มีเงินถุงเงินถังครับ วิธีง่ายๆ เลย คือ เราไปเปิดบัญชีไว้กับร้านทอง แล้วค่อยทยอยนำเงินฝากเข้าไป ร้านทองจะนำเงินฝากของเรา เพื่อไปซื้อทองคำแท่งสะสมเป็นน้ำหนักไว้ สะสมครบ 1 บาท ก็สามารถไปรับทองได้ครับ บางที่เริ่มต้นฝากที่ 1,000 บาท/เดือน เอง

ข้อดี คือ เริ่มลงทุนด้วยเงินไม่เยอะ ค่อยๆ สะสมได้ครับ แต่การใช้วิธีทยอยสะสมแบบนี้ ราคาทองในแต่ละรอบก็สวิงไปเรื่อยๆ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการเก็บทองแทนการเก็บเงินมากกว่าคนที่ต้องการเก็งกำไรในระยะสั้นครับ

และนี่คือ 4 สิ่งควรรู้ที่ควรรู้เกี่ยวกับทองคำ ก่อนตัดสินใจซื้อขายเก็งกำไร ที่ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ กันครับ การลงทุนทองคำ ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน เพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าในตัวเอง และช่วยลดความเสี่ยงต่อวิกฤตเงินเฟ้อให้กับเราได้ครับ

ถ้ายังนึกภาพไม่ออกให้นึกถึงประเทศเวเนซุเอลาที่มีวิกฤติเงินเฟ้อเพียงชั่วข้ามคืน มูลค่าเงินก็ลดลงทำให้เงินที่มีอยู่ ไม่มีค่าเพียงพอสำหรับซื้อสินค้าที่เราเคยซื้อได้ การทองคำเก็บไว้ เรายังสามารถนำออกมาขายในราคาตลาดตอนนั้นได้

คำแนะนำจาก บก. aomMONEY เช่นเคยครับ

“ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ดังนั้นก่อนตัดสินใจที่จะลงทุน” ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านไหนก็แล้วแต่ ควรศึกษาให้เข้าใจครับ ไม่ใช่เห็นกระแสใครลงทุนแล้วดีแล้วรวยก็วิ่งตามเขา อาจจะกลายเป็นว่าเราเข้าผิดจังหวะผิดช่วงเวลา อาจจะขาดทุนจนกุมขมับเลยก็ได้นะครับ

ขอเสริมเกร็ดความรู้อีกสักนิด หากใครที่สนใจจะเริ่มเก็บสะสมทองแต่ไม่รู้ว่าจะซื้อที่ไหนดีสามารถตรวจสอบร้านทองที่ได้การรับรองจาก สคบ.ได้ที่นี่เลยครับอุ่นใจแน่นอน https://bit.ly/2Vot34C

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY 


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“Gobear” เปิดดัชนีชี้วัดสุขภาพการเงิน กว่าร้อยละ 50 คนของไทย “ไม่ลงทุน”

เรื่องของการออมและลงทุนในยุคปัจจุบัน มีทางเลือกที่หลากหลายเข้ามาเสริมองค์ความรู้และช่วยในการตัดสินใจ โดยหนึ่งในนั้นคือ เว็บไซต์เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงินและประกันที่ใช้ง่าย ใช้ฟรีและเป็นกลางอย่าง GoBear (โกแบร์) ซึ่งล่าสุดได้เปิด ดัชนีชี้วัดสุขภาพทางการเงิน หรือ GoBear Financial Health Index ที่บริษัทร่วมกับ องค์กรวิจัย Kadence International เพื่อกระตุ้นให้คนไทยใส่ใจกับความรู้ด้านการเงิน มีการวางแผนชีวิตและการเงินหลังเกษียณ ซึ่งทาง aomMONEY เห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับโลกที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงนำมาสรุปให้ทุกคนได้ทราบกัน

ผลของดัชนีดังกล่าวเก็บผลสำรวจจากคนไทนจำนวน 1,000 คน  โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มอายุ ได้แก่ กลุ่มอายุ 18-25 กลุ่มอายุ 26-35 กลุ่มอายุ 36-45 กลุ่มอายุ 46-55 และกลุ่มอายุ 56-65 

50% ของคนไทยไม่ลงทุน เนื่องจากไม่มีเงินเหลือพอค่าใช้จ่าย 

20% ไม่คุ้นเคยกับการลงทุน และไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร 

17% คิดว่าการลงทุนมีความเสี่ยงเกินไป

ที่น่าตกใจไปกว่านั้น คนไทยส่วนใหญ่มีเงินออมไว้ใช้ไม่ถึง 6 เดือน และ 66% มีเหตุติดขัดเรื่องการเงินเสมอในรอบหนึ่งปี โดย aomMONEY มองว่าเป็นผลสำรวจที่น่าเป็นห่วงจริงๆ

สำหรับ GoBear (โกแบร์) คือ เว็บไซต์เทียบสินเชื่อทางการเงินและประกันภัย ประกันชีวิต และประกันรถยนต์ ที่สำคัญ เตรียมบวก ธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยไว้ได้เลย  เพราะในปี 63 เตรียมจับมือกับพาร์ตเนอร์ระดับประเทศและระดับโลกเพื่อยกระดับสู่การเป็น 1-stop-service supermarket ทางการเงินและประกันให้กับลูกค้าเปรียบเทียบและซื้อได้ทันที 

การพัฒนาธุรกิจของ GoBear เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทาง aomMONEY มองว่าเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญที่จะทำให้ผู้บริโภคหันมาศึกษาและค้นคว้าความรู้ด้านการเงิน เพราะสามารถลงทุน ซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และเลือกความคุ้มค่าให้กับคุณภาพชีวิตได้อย่างเหมาะสม 

เว็บไซต์ GoBear : https://www.gobear.com/th

เช็ก 26 สิทธิลดหย่อนภาษี “เผื่อเจอตัวช่วยลดหย่อนเพิ่ม!”

ใครยังไม่ยื่นภาษีปีนี้…

มาเช็ก 26 สิทธิลดหย่อนภาษีกันก่อน “เผื่อเจอลดหย่อนเพิ่ม!” 

ช่วงนี้อย่างที่ทราบกันว่ากรมสรรพากรเค้าเลื่อนกำหนดยื่นภาษีได้ถึงเดือนมิถุนายน สำหรับใครที่มีรายได้ทั้งปีเกิน 120,000 บาท ก็ภาษีกันด้วยนะครับ และถ้าใครยังไม่รู้ว่าตัวเองมีมีสิทธิลดหย่อนภาษีอะไรบ้าง มาทางนี้เลยครับ

aomMONEY เราได้สรุปแบบม้วนเดียวจบ ครบทุกสิทธิลดหย่อนภาษี ปี 62 ฉบับมนุษย์เงินเดือนมาให้อ่านกันง่ายๆ ภายใน 3 นาที

กลุ่มสิทธิค่าลดหย่อนส่วนตัวและครอบครัว

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
2. ค่าลดหย่อนคู่สมรสไม่มีเงินได้ 60,000 บาท
3. ค่าลดหย่อนบุตร คนละ 30,000 บาท
4. ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตร ไม่เกิน 60,000 บาท
5. ค่าอุปการะ บิดา-มารดา คนละ 30,000 บาท
6. ค่าอุปการะผู้พิการ-ทุพลภาพ คนละ 60,000 บาท

กลุ่มสิทธิของมนุษย์เงินเดือน (ดูได้จาก 50 ทวิ ที่บริษัทส่งให้)

7. ประกันสังคม ลดหย่อนได้สูงสุด 9,000 บาท
8. PVD/กบข/สงเคราะห์ครูเอกชน ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 15% และไม่เกิน 500,000 บาท

สิทธิประกันแบบสมัครใจทำเอง

9. เบี้ยประกันชีวิตตัวเอง ลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท
10. เบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง ลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท แต่เมื่อรวมกับข้อ 3 แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
11. เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ รวมกันสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
12. เบี้ยประกันแบบบำนาญ ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และไม่เกิน 200,000 บาท

สิทธิการลงทุนลดหย่อนภาษีได้

13. กองทุน LTF ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และไม่เกิน 500,000 บาท
14. กองทุน RMF ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และเมื่อรวมกับข้อ 2, 6 แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

สิทธิที่อยู่อาศัย

15. ที่อยู่อาศัยหลังแรกในชีวิต ที่ซื้อและโอน ระหว่าง 30 เม.ย. – 31 ธ.ค. 62 ลดหย่อนสูงสุด 200,000 บาท แต่ที่อยู่อาศัยนั้นต้องมีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาทเท่านั้นนะครับ
16. ดอกเบี้ยซื้อที่อยู่อาศัย จะกี่หลังก็ได้แต่รวมแล้วลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท

สิทธิพิเศษเหตุภัยพิบัติ

17. ค่าซ่อมที่อยู่อาศัยจากพายุโซนร้อนปาบึก ระหว่าง 3 ม.ค. – 31 มี.ค. 62 ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท
18. ค่าซ่อมรถน้ำท่วมจากพายุโซนร้อนปาบึก ระหว่าง 3 ม.ค. – 31 มี.ค. 62 ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท

สิทธิพิเศษกระตุ้นเศรษฐกิจ

19. ช็อปช่วยชาติ ซื้อยางรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ หนังสือ(รวม e-book) และสินค้า OTOP ระหว่าง 1 – 16 ม.ค. 62 ลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท
20. ท่องเที่ยวเมืองหลัก ลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาท เมืองรอง ลดหย่อนได้สูงสุด 20,000 บาท และเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่าง 30 เม.ย. – 30 มิ.ย. 62
21. ซื้อสินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชนอย่างถูกต้อง ระหว่าง 1 พ.ค. – 30 มิ.ย. 62 ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
22. ซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬา ที่ซื้อระหว่าง 1 พค – 30 มิถุนายน 62 ลดหย่อนสูงสุด 15,000 บาท
23. ค่าลดหย่อนซื้อหนังสือและอีบุ๊ค ที่ซื้อระหว่าง 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 62 ลดหย่อนสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

สิทธิลดหย่อนจากเงินบริจาค

24. เงิบบริจาคเพื่อการศึกษา/โรงพยาบาล ก้อนนี้ลดหย่อนได้ 2 เท่าเลยนะครับ แต่สูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินบริจาคแล้ว
25. เงินบริจาคทั่วไป ลดหย่อยได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินบริจาคแล้ว
26. เงินบริจาคพรรคการเมือง ลดหย่อนได้สูงสุด 10,000 บาท

หมดแล้วครับกับสิทธิลดหย่อนสำหรับมนุษย์เงินเดือน ปี 62 ทั้งนี้สิทธิที่บอกมาทั้งหมด เราต้องมีหลักฐานที่แสดงว่าเราได้ทำสิ่งนั้นจริงๆ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หนังสือรับรองดอกเบี้ยบ้าน ฯลฯ เพราะหลังจากยื่นไปแล้วทางสรรพากรอาจจะมีการขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมได้ครับ

ส่วนใครที่ดูแล้วว่าปีนี้ต้องเสียภาษีแน่ๆ และปีที่แล้วไม่ได้ทำเรื่องการลดหย่อนภาษีไว้ ก็ไม่ต้องกังวลนะครับ ทางสรรพากรเขาก็มีให้เราแบ่งชำระได้ 3 งวด

และใครที่ดูแล้วว่าได้เงินที่เสียภาษีคืนแน่ๆ แนะนำให้ลองยื่นออนไลน์และขอรับเงินแบบพร้อมเพย์ครับ แอบบอกเลยว่าได้เงินไวมากกก ไม่ต้องรอส่งเช็คมาแล้วไปขึ้นเงินที่ธนาคารด้วยครับ

ยื่นภาษีแบบออนไลน์กันได้เลยที่ https://rdserver.rd.go.th/publish/index.php?page=taxonline (เลือก ภ.ง.ด. 90/91)

และถ้าไม่มั่นใจกลัวยื่นผิดเรามีคลิปสั้นๆ สอนวิธีการยื่นภาษีแบบออนไลน์ จาก พรี่หนอม TAXBugnoms กูรูออมมันนี่ครับ ดูได้ที่นี้เลยครับ

https://youtube.com/watch?v=ELAI6jD4wVU%3Fwmode%3Dopaque

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
W
ebsite : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH
กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

“เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี-การออมเงินให้ถูกที่” จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ทำไม aomMONEY ถึงย้ำนักย้ำหนากับเรื่องออมเงิน…

เคยสงสัยกันมั้ยครับ ?

เพราะทุกวันนี้ ต่อให้จะมีเพจหรือเว็บไซต์ทางการเงินที่คอยให้ความรู้กับคนทั่วไปมากแค่ไหน ไม่ว่าจะพยายามสื่อสารในรูปแบบอะไร หรือง่ายแค่ไหนก็ตาม คนไทยอีกหลายล้านคนก็ยังมองข้ามความสำคัญของการออมเงินครับ

โดยเฉพาะ ถ้ากับคนมีหนี้แล้ว ประโยคติดปากเลยก็คือ “แค่ใช้หนี้ก็หมดแล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปเก็บ” ความจริงแล้ว ถ้าเราจัดสรรปันส่วนดีๆ ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและหาช่องทางหาเงินเพิ่ม การใช้หนี้ไปพร้อมๆ กับการออมเงิน เป็นเรื่องที่ทำได้นะครับ บางคนยังผ่อนรถไป แบ่งเงินออมเก็บไปได้เลย

และด้วยในสภาวะเศรษฐกิจที่ดูแย่ลงช่วงนี้ จนมองไปทางไหนก็มีแต่ข่าวปิดกิจการ-คนว่างงานเต็มไปหมด หลายคนก็เลยคิดว่าต้องรีบออมเงินไว้ บ้างก็ฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงบ้าง ฝากประจำบ้าง แต่หลายคนลืมคิดไปครับ ดอกเบี้ยเงินฝากตอนนี้ถูกปรับลดลงตามดอกเบี้ยนโยบายที่ธปท.ประกาศลดลง จนเหลือแค่ 1.00% ต่อปี ซึ่งเรียกได้ว่าต่ำสุดในประวัติศาสตร์ไทย

แล้วอัตราผลตอบแทนจะสู้เงินเฟ้อได้เหรอ… เพราะฉะนั้น วันนี้ aomMONEY จึงอยากจะมาแชร์สั้นๆ เกี่ยวกับการเลือกออมเงินให้ถูกที่ด้วยครับ

  • สมมติ บ.ก. aomMONEY ตอนนี้อายุ 30 ปี ตั้งใจจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี 
  • เพราะฉะนั้นตัวบก.เอง จะมีเวลาทำงานหาเงินทั้งหมด 30 ปี
  • แต่ บ.ก. ดันเป็นคนที่ใช้เงินเก่งเลยแบ่งเงินออมไว้ได้แค่ เดือนละ 3,000 บาทเท่านั้น

โดยเงิน 3,000 แบ่งลงทุนตามนี้  

1,000 บาทแรก

บก.ฝากเงินไว้กับธนาคารทุกเดือน เป็นเวลา 30 ปี ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2% ต่อปี เพราะฉะนั้น เมื่ออายุ 60 บก.จะมีเงินก้อน 486,817 บาทครับ ***เพราะเงินก้อนนี้เสี่ยงไม่ได้ครับ ยอมเสียเงินต้นไม่ได้เลย เลยเลือกที่ไม่มีความเสี่ยงเลยครับ

1,000 บาทที่สอง

เงินส่วนนี้ บก.ไม่ฝากกับธนาคารแล้วครับ บก.ไปหาที่ลงทุนเพราะคาดหวังผลตอบแทนที่มากกว่า โดยหาการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี เพราะฉะนั้น เมื่ออายุ 60 บก.จะมีเงินก้อน 797,266 บาทครับ (แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงจากการขาดทุนด้วยนะ)

1,000 บาทที่สาม

บก.คาดหวังผลตอบแทน 10% ต่อปีครับ คือยอมเสี่ยงได้ แต่ไม่อยากได้ผลตอบแทนต่ำๆ เพราะฉะนั้น เมื่ออายุ 60 บก.จะมีเงินก้อน 1,973,928 บาท

แล้วถ้าเกิด บ.ก. กลั้นใจ เก็บเงินจำนวนมากกว่านี้ล่ะ?

สมมติว่า บ.ก. กลั้นใจ เก็บไปเลยเดือนละ 5,000 บาท โดยเลือกการลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี ต่อเนื่องกันสม่ำเสมอเป็นเวลา 30 ปี เมื่อคำนวณออกมาแล้ว

บ.ก. จะมีเงินก้อนโตถึง 9,869,641 บาท

จากตัวเลขที่คำนวณออกมา เพื่อน ๆ เห็นหรือยังครับว่าการเลือกออมให้ถูกที่นั้น ให้ผลลัพธ์ต่างกันขนาดไหน ยิ่งในที่ที่อัตตราผลตอบแทนสูง จำนวนเงินก้อนในระยะยาวก็ยิ่งได้มากกว่าครับ  แต่ถึงอย่างไร aomMONEY ก็ขอเตือนไว้นะครับ

การลงทุนที่ยิ่งผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงจากการขาดทุนก็ย่อมตามมาครับ

เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่จะลงทุนกับอะไร ศึกษาให้เข้าใจ และต้องมั่นใจครับว่ารับความเสี่ยงนั้นได้ และแน่นอนว่าถ้าเราฉลาดพอ เราจะไม่นำเงินไปลงทุนกับสินทรัพย์ใดไว้เพียงอย่างเดียว แต่ควรกระจายความเสี่ยงออกไป อย่างที่ภาษานักลงทุนเค้าเรียกว่า Asset Allocation ครับ สุดท้ายนี้อยากฝากเพื่อนๆ ทุกคนว่า…

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เงินของเรางอกงามขึ้นในมี 3 ข้อ

  • 1.เงินต้น : จำนวนเงินออมในแต่ละงวด ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ
  • 2.ระยะเวลา : เริ่มต้นได้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้เปรียบคนอื่นครับ
  • 3.ผลตอบแทน : ยิ่งเลือกออมได้ถูกที่ ผลตอบแทนสูง เงินต้นของเราก็ยิ่งโตไวครับ

ก่อนจากกันไปวันนี้ aomMONEY ขอย้ำคำเดิมครับ การลงทุนมีความเสี่ยง ควรศึกษาข้อมูลทุกครั้งก่อนตัดสินใจลงทุน และอย่าโลภไปหลงเชื่อการลงทุนแบบแชร์ลูกโซ่ที่เน้นเอาตัวเลขผลตอบแทนมาการันตีว่าจะได้เท่านี้ๆ

“เพราะในโลกของการลงทุน ไม่มีใครกล้าการันตีผลตอบแทนกันหรอกนะครับว่าจะได้เท่าไหร่ สม่ำเสมอมั้ย…ถ้าการันตีขนาดนั้น -แชร์ลูกโซ่- แล้วคร้าบบ”

และวันนี้ก็ขอลาไปก่อน…สวัสดีครับ

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://www.set.or.th/set/education/html.do…

“แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ” เด็กสาวจากครอบครัวคนใช้ สู่เจ้าของอสังหาฯ ร้อยล้าน

“การไม่มีเงินมันไม่ใช่อุปสรรค แต่สำคัญที่ความคิดมากกว่า”

– แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Maximus Estate จำกัด และ นิราวิลล์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เจ้าของเพจ “อสังหาพารวย by Palin”

“เสื่อผืนหมอนใบ” เป็นประโยคติดปากที่คนมักจะพูดถึงชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาที่เมืองไทยในสมัยก่อน ถ้าเด็กๆ สมัยนี้ฟังอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เพื่อนๆ อายุรุ่นเดียวกัน อาจจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดีนะครับ (บ่งบอกถึงอายุผู้เขียนเลย) เสื่อผืนหมอนใบ เป็นสำนวนเนื่องมาจากสมัยก่อนครอบครัวชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทย โดยเรือสำเภาเข้ามาทำมาหากินในเมืองไทย โดยไม่มีทรัพย์สมบัติหรือข้าวของติดตัวมานอกจากเสื่อกับหมอนเท่านั้น แล้วสามารถตั้งเนื้อตั้งตัวได้

และนี่คือจุดเริ่มต้นครอบครัวของแขกรับเชิญคนพิเศษที่ให้โอกาส aomMONEY INSPIRED สัมภาษณ์ในวันนี้ครับ คุณแพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ คุณเอิง กรรมการผู้จัดการ บริษัท Maximus Estate จำกัด และ นิราวิลล์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด , เจ้าของเพจ อสังหาพารวย by Palin

จากเด็กสาวจากครอบครัวชาวจีนที่ย้ายรกรากมาเมืองไทย ไม่มีทักษะอะไรเป็นพิเศษ เริ่มทำงานจริงจังตั้งแต่ ม.6 ก้าวสู่การเป็นเจ้าของอสังหาฯ ร้อยล้าน เราลองมาดูกันครับว่าคุณเอิง เธอก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทั้งๆ ที่อายุเพียง 29 ปี

แนะนำตัวเองให้ผู้อ่านรู้จักหน่อยครับ

เอิง : แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ นะคะ อายุ 29 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท Maximus Estate จำกัด แล้วก็นิราวิลล์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ทำเพจนะคะ ชื่อเพจว่า “อสังหาพารวย by Palin” ให้ความรู้ด้านการลงทุนอสังหาฯ ค่ะ

ชีวิตวัยเด็กที่สู้มากับคุณพ่อคุณแม่

เอิง : เล่าพื้นฐานครอบครัวนะคะ คุณพ่อ คุณแม่ เขาเริ่มต้นจากอาชีพคนใช้ก็ค่อยๆ เก็บเงินแอบมาซื้อเครื่องจักรตัวหนึ่ง แล้วก็รับเย็บงานทีละตัว สองตัว สามตัว จากนั้นก็ลาออกจากอาชีพคนใช้หลังจากเก็บเงินมาได้สักปีกว่า ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้เยอะหรอกเพราะอาชีพคนใช้มันไม่ได้ตังเยอะอยู่แล้ว

จากนั้นเขาก็มาซื้อเครื่องจักรเพื่อมาผลิตงาน พอผลิตไม่ทันเขาก็เริ่มที่จะจ้างทีมงาน จ้างทีมงานจาก 1 เป็น 2 จาก 2 เป็น 4 ค่อยๆ ขยายจนสามารถที่จะทำโรงงานได้ ซึ่งระยะเวลาจากอาชีพคนใช้ไปเป็นเจ้าของโรงงานเนี่ยมันใช้เวลาเป็น 10 ปี มันไม่ได้รวดเร็วขนาดนั้น เขาอยู่เมืองไทยมา 30 ปี มันก็เลยมีระยะเวลาที่เขาจะพิสูจน์ตัวเอง 

“สิ่งที่เอิงเห็นนะคะ จากบทเรียนของคุณพ่อคุณแม่ ถ้าเกิดคุณคิดเล็กมันอะเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าเกิดคุณไม่มีเงินมันเป็นเรื่องเล็ก เพราะว่าการไม่มีเงินมันสามารถแก้ได้หลายทาง ถ้าคุณไม่มีแต้มต่อในชีวิตคุณก็ขยันมากขึ้น แล้วก็รู้จักประหยัดใช้สอย รู้จักลงทุนมันก็ทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนได้แล้ว”

จุดเริ่มต้นชีวิตวัยเรียนและการทำงาน

เอิง : เริ่มทำงานตั้งแต่ ม.6 หลังจากจบ ม.6 เราก็เริ่มที่จะหาเงินแล้วก็ส่งตัวเองเข้ามหาวิทยาลัย ตอนช่วง ม.6 ทำอะไรเยอะไม่ได้ เราก็ต้องเรียนหนังสือด้วยใช่ไหมคะ นั่นคืออาชีพหลักคือเรียนหนังสือ มันก็เลยไปจบขายตรงซึ่งมันเป็นอาชีพที่ฝึกในเรื่องของการพูด การนำเสนอ มันก็เลยทำให้เราอาจจะมีทุกวันนี้ด้วยก็ได้คะ

มีโอกาสร่วมงานที่คลินิก

เอิง : ด้วยความที่เราไปรักษาสิวเราก็เลยได้มีโอกาสได้รู้จักกับคุณหมอ ด้วยความที่เราเรียนมาด้านบริหารอยู่แล้วเราก็เลยให้คำแนะนำในเรื่องของการตลาดและการบริหาร จนสุดท้ายก็เลยได้กลายเป็นว่าได้ไปช่วยเขาทำคลินิกความงามนั่นเอง ซึ่งภายในระยะเวลา 1 ปี คลินิกนั้นก็ขึ้นมาอยู่อันดับบนๆ ของประเทศได้

เริ่มมองธุรกิจอสังหาฯ

เอิง : คือจุดที่เลิกเนี่ยมาจากแม่ คุณแม่ก็พยายามที่จะแบบ เอ๊ะ ไปช่วยคนอื่นให้ประสบความสำเร็จ แล้วทำไมไม่มาช่วยที่บ้านบ้าง หันกลับมามองธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งเปลี่ยนพื้นฐานครอบครัวคะ จากที่แบบไม่มีอะไรเลยจนมาถึงทุกวันนี้ โอเค มันต้องมีบางอย่างที่เราไม่รู้นั่นก็เลยทำให้ตั้งใจที่จะศึกษาอสังหาฯ จริงๆ จังๆ

มีคำพูดหนึ่งที่กลับมานั่งฉุกคิดก็คือ “ถ้าวันนี้เรามัวแต่ทำงานให้คนอื่น เราก็ไม่มีทางที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจได้”

นับ 1 ใหม่กับงานอสังหาฯ

เอิง : มันก็ทำให้เราคิดเยอะนะ ว่าเราจะทิ้งโอกาสที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าอยู่แล้ว แล้วไปลุ้นโอกาสอันใหม่ที่เรายังไม่มี เรายังไม่เห็น เราจะไปถึงจุดนั้นได้จริงรึเปล่า ก็อยากลองเลยลองทำเต็มที่ดูแล้วถามว่าจุดแรกเนี่ยไปทำของที่บ้าน ก็ไม่น่าจะตอบโจทย์ อยากได้อะไรที่มันท้าทายมากกว่าก็เลยตัดสินใจไปสมัครงานบริษัทมหาชนที่เป็นท็อป 3 ประเทศ โดยที่เราไม่มีความรู้ด้านอสังหาฯ อยู่เลย

จากรายได้เดิมที่ 6-7 หลัก เราต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ แบบศูนย์เลยจริงๆ คะ เงินเดือน เดือนแรกก็ตามเรทเด็กจบใหม่ค่ะ วันแรกที่รับสลิปเงินเดือนมือก็สั่นทอนนิดนึง แต่ว่าเราก็มองสิ่งที่มากกว่าเงินเดือน นั่นก็คือความรู้และก็ประสบการณ์ที่ได้

ที่ผ่านมาเจออุปสรรคอะไรบ้าง

เอิง : ปัญหาหลักของเอิงมันเป็นปัญหาชีวิตส่วนตัวมากกว่า เรียนหนังสือก็ไม่เก่งไงเพราะว่าตั้งแต่ตอนเด็กเนี่ยเป็นคนมีโรคประจำตัว เวลามีโรคประจำตัวเนี่ยจะอ่านหนังสือได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง เราก็น็อคละ ที่บ้านก็ไม่เคยคาดหวังกับตัวเอิงนัก เราก็รู้สึกว่าเราก็ยิ่งอยากจะพิสูจน์ให้เขาเห็น นั่นก็เลยทำให้แต่ไหนแต่ไรเราก็ฝืนทำทุกอย่างเกินขีดจำกัด เราเริ่มที่จะเรียนรู้ รู้จักดูแลตัวเอง มันเครียดนะช่วงนั้นทั้งเรียนด้วยบริหารเงินยังไงด้วย แต่มันก็ผ่านมาได้ค่ะ

ทำไมถึงสร้างเพจ “อสังหาพารวย by Palin”

เอิง : คือเพจเนี่ยเริ่มต้นจากวันแรกที่เราจะเริ่มต้นเข้ามาทำอสังหาฯ ต้องย้อนกลับไป 4 ปีที่แล้ว ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมันไม่ได้เยอะเหมือนวันนี้ บางข้อมูลมันก็ผิดๆ ถูกๆ เรารู้สึกว่าเราอยู่ในพื้นที่เราก็เลยอยากจะเล่า อยากจะสอนเรื่องของการลงทุนในอสังหาฯ มันก็เหมือนบันทึกการลงทุนในอสังหาฯ ที่อยู่บนเส้นทางของเอิงเอง

มีเงินน้อยทำธุรกิจอสังหาฯ ได้ไหม

เอิง : ส่วนตัวไม่ได้จำเป็นว่าจะต้องมีทรัพย์สินหรือที่ดินที่เป็นของตัวเอง คือถ้ามีอันนั้นคือแต้มต่อ แต่ถ้าเราไม่มีเงินเราก็ไม่ร่วมกับคนที่มีเงิน หรือไปทำอาชีพนายหน้าก็เป็นตัวเลือกหนึ่ง สิ่งสำคัญคือไอเดียและความคิดทางธุรกิจมากกว่า

ตลาดอสังหาฯ กับฟองสบู่

เอิง : คืออย่างตอนนี้เนาะ ทุกคนก็จะวิตกกังวลกับตลาดภาคอสังหาฯ มาก ก็ต้องบอกว่ามันจริงบางส่วนคือในบางทำเลมันเป็นฟองสบู่แล้ว อย่างคอนโดเกิดเยอะมากแต่ถามว่าทำเลที่ยังเป็นทำเลทองและความต้องการมันก็ยังมีอยู่ 

ถ้าถามว่าทำไมเอิงถึงมาเปิดธุรกิจในตอนนี้นะคะ ก็รู้สึกว่าเหรียญมันก็มี 2 ด้านเนาะ คือถ้าช่วงนี้ไม่มีใครเปิดเราเปิดก็ไม่มีใครมาแย่งเรา การทำ Product เราต้องมั่นใจว่าสินค้าเราดีตั้งแต่ทำเลที่ดินต้องมั่นใจว่าขึ้นมาแล้วมันต้องมีคนชอบมันนะคะ

ฝากแชร์แรงบันดาลใจถึงผู้อ่าน

เอิง : เอิงมีแรงบันดาลใจก็คือคุณแม่ จริงๆ คุณแม่ไม่ได้มานั่งสอนแต่ “ตัวอย่างที่ดีมันมีค่ามากกว่าคำสอน” คือสิ่งเดียวที่เขาเป็นก็คือเขาเป็นนักสู้ชีวิตจากอาชีพคนใช้กรรมกรก่อสร้างแล้วไต่เต้าจนขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาฯ ได้  ถ้าใครที่อยากจะแบบประสบความสำเร็จคือคุณไม่ต้องรอพร้อมแล้วคุณถึงจะลงมือทำนะคะ วันนี้คือลงมือทำไปเลยคะ 

และนี่คือเรื่องราวความสำเร็จของ “คุณเอิง แพรรินทร์ เรืองปัญญาวุฒิ” กรรมการผู้จัดการบริษัท Maximus Estate จำกัด แล้วก็นิราวิลล์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เจ้าของเพจ “อสังหาพารวย by Palin” ที่เริ่มทำงานตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคใหญ่ในชีวิต ทำให้เธออยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองและพิสูจน์กับครอบครัวของเธอ

เธอคือผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จด้วยวัยเพียง 29 ปี 

และสร้างแรงบันดาลใจให้อีกหลายคน ลุกขึ้นออกมากล้าสสรรค์สร้างชีวิตของตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ความกล้าหาญของเธอ คุณเอิงกล้าที่จะออกจาก Comfort Zone คิดและกล้าลุกขึ้นมาทำจริงๆ และในวันนี้เธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความกล้าหาญของเธอ ได้ทำให้เธอกลายเป็นหญิงสาวเจ้าของอสังหาฯ ร้อยล้าน…

ชมบทสัมภาษณ์ในรูปแบบวีดีโอ

https://youtube.com/watch?v=qjqjiJWvwBo%3Fwmode%3Dopaque

วัชรินทร ศิระวัฒนานนท์ (ผู้เขียน)

รฐาพัชร ตุลยพิทักษ์ (บรรณาธิการ)

ทีมงาน aomMONEY Inspired

BOFFICE เพิ่มทรัพย์สินใหม่ เพื่อศักยภาพที่ดีกว่าเดิม

สวัสดีคร้าบนักลงทุนทุกท่าน ขอต้อนรับสู่เดือนแห่งความรักนะครับ ในเดือนนี้ถ้าใครมีคนที่ถูกใจ หรือกำลังดูใจกันอยู่ และก็ยังไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรให้กับคนที่เราแอบรักแล้วละก็ ผมแนะนำว่าซื้อกองทรัสต์สักกองก็น่าจะดีครับ เพราะว่านอกจากกองทรัสต์ที่ซื้อจะเติบโตไปพร้อม ๆ กับความรักที่มีให้กันแล้ว ก็แสดงออกถึงการมองการณ์ไกล และความต้องการที่จะสร้างอนาคตร่วมกันอีกด้วยครับ เอาแผนนี้ไปจีบกันได้ ผมไม่หวงครับ 555+

แต่ทั้งนี้กองทรัสต์ที่ซื้อก็ควรจะต้องเติบโตในระยะยาวได้จริง ๆ นะครับ ไม่ใช่ว่าถือ ๆ ไปแล้วไม่ได้ผลตอบแทนอย่างที่คิดแล้วจะมาโกรธกันแทนนะครับ ดังนั้น วันนี้ผมจะขอพาทุกท่านไปรู้จักกับกองทรัสต์ที่น่าสนใจในการลงทุนระยะยาวกันครับ

ในช่วงปี 2019-2020 นี้ ต้องถือว่าเป็นปีทองของกอง REIT จริง ๆ ครับ หลังจากที่ทั้งปี 2019 ที่ผ่านมากอง REIT หลาย ๆ กองก็ได้มีการเพิ่มทุนกันหลายกองเลยทีเดียวครับ และก็ยังต่อเนื่องถึงต้นปี 2020 อีกด้วยครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่ากอง REIT นี้มีการขยายตัวอย่างมาก เพื่อรองรับธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการเติบโตของกลุ่มธุรกิจบางกลุ่มโดยเฉพาะที่จะมาทดแทนกลุ่มธุรกิจเก่า ๆ นั่นเองครับ ก็ต้องบอกว่ายุคนี้เป็นยุคของการ disrupt จริง ๆ ครับ

นอกจากนี้ก็ยังมีการลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาเพื่อเช่าออฟฟิศสำนักงานเองก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วยครับ ดังนั้น การเติบโตของออฟฟิศเช่า สำนักงานเช่าก็ยังคงเติบโตได้เรื่อย ๆ โดยเฉพาะออฟฟิศที่ทำเลดี ๆ ใกล้รถไฟฟ้า และ สิ่งอำนวยความสะดวกเช่นห้าง รวมถึงการบริหารอาคารที่ดีของผู้ปล่อยเช่า ดังนั้นออฟฟิศเกรด A ก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่เรื่อย ๆ ครับ

ซึ่งจริง ๆ ผมเองก็เคยเขียนถึงกองนี้มานานพอสมควรแล้ว ถ้าใครที่ยังไม่เคยอ่านบทความ รีวิว : ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ภิรัชออฟฟิศ Bhiraj Office Leasehold Real Estate Investment Trust สามารถกดอ่านได้จากตรงนี้เลยครับ

โดยหลังจากที่กอง BOFFICE ได้ IPO ออกมาในวันที่ 23 มกราคม 2561 นั้น ก็ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนเป็นอย่างมากครับ ด้วยอัตราการเช่าที่สูงมาก รวมถึงผู้เช่าที่มีความหลากหลาย ทำเลดี ทำให้จากราคา IPO ที่ 10 บาท ปัจจุบันราคาได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 17 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.พ. 2563) หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 70% เลยทีเดียวครับ (ยังไม่รวมเงินปันผลที่ได้ระหว่างทาง)

เอาเป็นว่าใครที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้านี้ ผมก็ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ และก็ต้องบอกว่าขอแสดงความยินดีอีกครั้ง เนื่องจากกอง BOFFICE นี้กำลังจะเพิ่มทุน หรือเพิ่มทรัพย์สินใหม่ อาคารใหม่ เข้ามาในกอง REIT นี้ครับ

โดยที่ BOFFICE กำลังจะเตรียมลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินใหม่ ‘ภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค’ ออฟฟิศเกรด A กลางทำเลทองสุขุมวิท-บางนา ซึ่งการที่เพิ่มทรัพย์สินใหม่เข้ามาจะทำให้ศักยภาพในการดำเนินกิจการของธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีโอกาสได้ผู้เช่ารายใหม่ ๆ ในทำเลใหม่ ๆ ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงของผู้ลงทุนมากขึ้นไปด้วยครับ

ภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค นี้น่าจะเป็นออฟฟิศเกรด A ที่มีอยู่น้อยมาก ๆ ในบริเวณนั้นครับ ซึ่งส่วนใหญ่ออฟฟิศในทำเลแถวนั้นจะเป็นออฟฟิศเกรด B หรือ C เสียมากกว่า ก็ต้องถือว่าเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับนักธุรกิจที่ทำกิจการอยู่ในโซนสุขุมวิท-บางนา และประเด็นสำคัญคือ อยู่ติดกับไบเทคฯ ด้วยครับ

ด้วยทำเลที่ติดรถไฟฟ้า BTS บางนา, ศูนย์ประชุม-ศูนย์แสดงสินค้า และที่จัดงานต่าง ๆ ของไบเทคฯ ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ จึงทำให้ออฟฟิศนี้ได้เปรียบเรื่องทำเลอย่างไม่ต้องสงสัยครับ แต่ตึกนี้ก็ไม่ได้ดีเพียงแค่ทำเลนะครับ

แต่ถ้าใครอ่านบทความ BOFFICE ในตอนที่แล้วจะทราบดีว่า ผู้บริหารของภิรัชบุรีนั้นจะเน้นการสร้างออฟฟิศสำนักงานให้สวย ใช้การได้ดี เน้นความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม มีธีมของอาคารที่จัดวางอย่างลงตัวจนได้รางวัลมามากมายครับ

อาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค นี้ก็ไม่น้อยหน้าอาคารก่อนหน้านี้ที่เคยสร้างมา เพราะว่าเพิ่งได้รับรางวัลสุดยอดผู้พัฒนาอาคารสำนักงานแห่งประเทศไทยประจำปี 2560 (Office Development Thailand) จากเวทีเอเชีย แปซิฟิก พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์ 2560 (Asia Pacific Property Awards 2017-2018) มาด้วยครับ

นอกจากนี้ อาคารนี้ก็มีการเช่าพื้นที่โดยผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย ไม่ว่าจะเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซ IT รวมถึง ผู้พัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ และที่ดึงดูดพนักงานให้มาทำงานก็คือ มีพื้นที่ส่วนกลางสีเขียวภายในอาคารขนาด 2,200 ตารางเมตร มีสถานที่ต่าง ๆ ของตัวตึกที่ให้พนักงานมาใช้ได้ เช่น มีเส้นทางวิ่ง (Jogging Track) ระยะทาง 200 เมตร บนชั้น 29 เพื่อให้พนักงานได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายร่วมกันครับ

ซึ่งการเพิ่มทรัพย์สินลงทุนในครั้งนี้ อายุการเช่าของทรัพย์สินจะอยู่ที่ประมาณ 30 ปีครับ โดยที่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 70,741 ตร.ม. เป็นพื้นที่บางส่วนของโครงการไบเทคฯ ประกอบไปด้วยพื้นที่เช่าร้านค้าปลีกต่าง ๆ สำนักงานให้เช่า ที่จอดรถ พื้นที่ตั้งระบบต่าง ๆ และพื้นที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ดังนี้ครับ

  1. พื้นที่อาคารส่วนสำนักงานให้เช่าชั้น 10-28 และชั้น 9 บางส่วนและพื้นที่ร้านค้าปลีกให้เช่าชั้น G
  2. พื้นที่ส่วนกลางส่วนสำนักงาน เช่น พื้นที่ทางเดินส่วนสำนักงาน พื้นที่ล็อบบี้ส่วนสำนักงาน พื้นที่โถง ลิฟท์ และห้องน้ำ เป็นต้น พื้นที่ชั้น 29 และดาดฟ้า
  3. พื้นที่จอดรถส่วนสำนักงานชั้น B1-B3
  4. พื้นที่ตั้งงานระบบอาคารส่วนสำนักงานบางส่วน ส่วนหลักตั้งอยู่ในพื้นที่อาคารส่วนสำนักงานภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค และบางส่วนในพื้นที่อาคารส่วนศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (ชั้น 2M และ 3M)

นอกจากนี้ ก็ยังมีงานระบบอาคารส่วนสำนักงานบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของอาคารสำนักงานด้วยครับ

ในส่วนผู้เช่าของอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค นั้น เป็นบริษัทชั้นนำที่กระจายตัวอยู่ในหลายประเภทธุรกิจครับ เช่น กลุ่มฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย), ธนาคารไทยพาณิชย์ และ บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ฯลฯ โดยมีอัตราเช่าพื้นที่เฉลี่ยสูงถึง 97.5% (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 2562)

โดยสรุป ข้อดีของภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทคที่จะเพิ่มในกองทรัสต์ BOFFICE นี้ก็คือเรื่องของ ทำเลที่ดีมากในโซนสุขุมวิท-บางนา เป็นออฟฟิศเกรดเอ รวมถึงประสบการณ์ของผู้บริหารตึก ที่เชี่ยวชาญตึกแบบ Mixed-Use เป็นอย่างมาก เหมือนที่ทำกับตึกออฟฟิศก่อนหน้านี้

ทำให้กอง REIT นี้เป็นอีกกองที่น่าสนใจลงทุนระยะยาว และผมเองก็คาดว่าน่าจะมีตึกออฟฟิศอื่น ๆ ที่เป็นสำนักงานให้เช่า หรือเป็นอสังหาฯ ให้เช่าในรูปแบบอื่น ๆ เข้ามาเพิ่มเติมในกองได้อีกในอนาคต เนื่องจากผู้บริหารเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอสังหาฯ อยู่แล้วด้วย ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็ถือว่ากองมีศักยภาพเติบโตได้อีกครับ

สำหรับหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมของ BOFFICE ในครั้งนี้ จะเสนอขายให้แก่ผู้ถือหน่วยเดิมเป็นอันดับแรกครับ โดยจะต้องเป็นผู้ถือหน่วยภายในวันที่ 4 มี.ค. ก่อนกองทรัสต์จะขึ้นเครื่องหมาย XB และ XD ในวันที่ 5 มี.ค. ซึ่งการเข้าถือหน่วยทรัสต์ BOFFICE ภายในวันที่ 4 มี.ค. นั้น นอกจากจะได้รับสิทธิในการจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมแล้ว ยังได้สิทธิในการรับเงินปันผลที่อัตรา 0.1961 บาทต่อหน่วยอีกด้วย

โดยผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมที่มีสิทธิ สามารถจองซื้อได้ในระหว่างวันที่ 17-20 มี.ค. นี้ ที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทุกสาขาทั่วประเทศ โดยจะต้องชำระเงินค่าจองซื้อที่ราคา 15.0 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายหน่วยทรัสต์เบื้องต้นก่อน แล้วหากราคาเสนอขายสุดท้ายที่จะประกาศออกมาในวันที่ 23 มี.ค. ต่ำกว่าราคาที่จองไว้ ทางกองก็จะคืนเงินส่วนต่างกลับมาครับ

และหากหลังจากเสนอขายให้ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมแล้วยังมีจำนวนหน่วยทรัสต์เหลือ จึงจะมีการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement) และ/ หรือประชาชนทั่วไป (Public Offering) รวมถึงนักลงทุนสถาบัน

ทั้งนี้ การลงทุนเองก็ยังมีความเสี่ยง เพราะว่าผมจะบอกเสมอให้กับนักลงทุนก็คือ เราควรที่จะบริหารความเสี่ยงอีกทางด้วยการลงทุนในกองทุนประเภทอื่น ๆ หรือ กอง REIT อื่น ๆ ที่อยู่คนละธุรกิจเพื่อกระจายความเสี่ยงด้วยนะครับ

พออ่านถึงตรงนี้ ผมคิดว่านักลงทุนน่าจะได้คำตอบแล้วว่ากองทุน BOFFICE นี้เป็นอีกทางเลือกนึง ที่น่าสนใจมาก ๆ และก็น่าจะเป็นของขวัญแทนใจที่ดีในเดือนแห่งความรักนี้ได้ครับ

แต่ทั้งนี้นักลงทุนเองก็ต้องถือให้นานพอ เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุน เช่นเดียวกับความรักที่มีให้กันนะครับ ต้องอยู่กันนาน ๆ ไปเรื่อย ๆ ครับจึงจะเห็นผล

สุดท้ายผมขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีกับการลงทุนในกอง REIT ทุกท่านนะครับ สวัสดีครับ

ข้อมูลเพิ่มเติมอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค : http://bit.ly/2wUzEK0

บทความนี้เป็น Advertorial

เมื่อเศรษฐกิจดิ่งลง ทางรอดของชนชั้นกลาง “อาจไม่ใช่ แค่การเก็บเงิน”

ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 เป็นต้นมา เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ติดตามข่าวสารน่าจะพอมองเห็นเค้าลางความไม่แน่นอนเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มจะดิ่งลงจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยฝุ่น PM 2.5 ที่ก็ยังมีการจัดการที่ไม่ค่อยดีนัก การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าจากจีนที่ส่งผลกระทบการท่องเที่ยวไทยจนแทบล้มวูบ เพราะสูญเสียรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะชาวจีน ลามไปถึงธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินต่างประเทศที่ก็แย่ตามไปเหมือนกัน

แม้กระทั่งล่าสุดเอง อย่างข่าวที่ “Chevrolet” แบรนด์รถชื่อดังที่ประกาศปิดตัวโรงงานในไทย ก็น่าจะเป็นสัญญาณเตือนชนชั้นกลางอย่างเราๆ ได้ดี รวมไปถึงเหตุการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นตก และพิษจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

เห็นสัญญาณเตือนแบบนี้แล้ว … aomMONEY เชื่อว่ามนุษย์เงินเดือนที่เป็นชนชั้นกลางอย่างๆ เราอาจจะคิดว่า งั้นก็เก็บเงินไว้เยอะๆ จะได้อยู่รอดได้ในภาวะแบบนี้ใช่มั้ยครับ ขอบอกเลยว่าการเก็บเงินหรือกอดเงินเอาไว้อย่างเดียวไม่ใช่ทางออกในภาวะเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ครับ

แต่ทางออกที่จะทำให้เราอยู่รอดได้นั้น คือ “เราทุกคนต้องมีความรู้ทางด้านการเงินการลงทุน และที่สำคัญต้องวางแผนการเงินให้ตัวเองได้ครับ”

“วางแผนการเงิน” ฟังดูยาก ถ้าไม่รู้เริ่มต้นไง aomMONEY อาสาสอนเอง! อย่างแรกเพื่อนๆ ควรรู้ก่อนว่าการวางแผนการเงิน คือ อะไร…

“การวางแผนการการเงิน” คือ แนวคิดที่ทำให้เราเตรียมความพร้อม เพื่อชีวิตที่มีความมั่นคงทางการเงินครับ ต้องรู้จักการจัดสรรและวางแผนการใช้จ่าย รวมไปถึงเก็บออมและลงทุน เพื่อให้เรามีเงินใช้ยาวถึงบั้นปลายชีวิต โดยที่ไม่ต้องเดือดร้อนหยิบยืมใครครับ โดยวิธีวางแผนการเงินง่ายๆ นั้นมีเพียงแค่ 5 ขั้นตอนครับ

ขั้นตอนที่ 1 เช็คฐานะการเงินตัวเองก่อนเลยครับ

โดยดูจากตัวเลขสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ และค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เพื่อนๆ มี ว่าตอนนี้ “มีเงิน หรือ หนี้ท่วม” ด้วยสูตร “ความมั่งคั่งสุทธิ = ทรัพย์สิน – หนี้สิน” ถ้าผลออกมาว่า มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน อย่างแรก รีบเคลียร์หนี้ให้หมดก่อนเลยครับ

หรือจะใช้อีกสูตรก็ได้ครับ

“อัตราส่วนความอยู่รอด = รายได้จากการทำงาน + รายได้จากทรัพย์สิน / รายจ่าย”

ยกตัวอย่างนะ สมมติบก.aomMONEY เงินเดือน 20,000 บาท ไม่มีรายได้จากทรัพย์สินอะไรเลย ไม่มีหุ้น ไม่มีกองทุนอะไรทั้งสิ้น และมีรายจ่ายต่อเดือนเดือนละ 15,000 เพราะฉะนั้นอัตราส่วนความอยู่รอดของบก.อยู่ที่ 1.34 ครับ ซึ่งกรณีนี้ถ้าผลลัพธ์ออกมามากกว่า 1 ก็คือว่าอยู่รอดได้ครับ แต่ตัวอย่างของบก.ก็เฉียดฉิวมากนะครับ แต่ถ้าคำนวณแล้วต่ำกว่า 1 ก็แสดงว่ารายจ่ายมากกว่ารายได้ หนี้ถามหาแน่นอน ไม่รอดครับ

ถ้าคำนวณแล้วอัตราส่วนความอยู่รอด รอดจริง แต่อยากรู้ว่าตัวเองรวยหรือมีอิสรภาพทางการเงินหรือยัง…วัดยังไง?

aomMONEY บอกเลยสูตรมันง่ายมากครับ

“อัตราส่วนความมั่งคั่ง = รายได้จากสินทรัพย์ / รายจ่าย” 

ถ้าผลลัพธ์มากกว่า 1 แสดงว่ามีอิสรภาพทางการเงินแล้วครับ

ตัวอย่าง บก. ได้ดอกเบี้ยเงินฝากจาก 2,000 บาท/เดือน มีคอนโดปล่อยเช่าอีกหลายที่รวมๆ รายได้ต่อเดือนตก 38,000 บาทต่อเดือน รวมรายได้จากทรัพย์สินทั้งหมด 40,000 บาท ถ้านำมาหารรายจ่ายต่อเดือนของบก. คือ 15000 บาท/เดือน

เมื่อคำนวณอัตราส่วนความมั่งคั่งจะเท่ากับ 2.67

เพราะฉะนั้นมากกว่า 1 ตามสูตรด้านบน ก็แสดงว่า บก.มีอิสรภาพทางการเงินแล้วครับ

***หมายเหตุ ตัวจริงบก.ไม่ได้มีเงินขนาดนี้นะครับ แค่สมมติตัวเลข

ขั้นตอนที่ 2 หลังจากเช็คฐานะการเงินตัวเองแล้ว (ถ้าหมีหนี้ก็รีบเคลียร์ซะ) ต่อมาเรามาเริ่มวางแผนสร้างความมั่งคั่งกันต่อเลย

โดย aomMONEY ขอแบ่งเป็น 5 อย่างที่ต้องทำ “กำหนดเป้าหมายชีวิต ,วางแผนการออมเงิน , วางแผนการใช้จ่าย และวางแผนหนี้สินครับ”

ตัวอย่างการกำหนดเป้าหมายชีวิต เช่น บก.อยากไปเที่ยวญี่ปุ่น ใช้งบ 30,000 บาท ต้องการเก็บเงินในระยะเวลา 1 ปี เท่ากับว่า บก.ต้องเก็บเงินเดือนละ 2500 บาทครับ

ตัวอย่างการวางแผนออมเงิน เช่น บก.จะแบ่งเป็น 2 บัญชีครับ บัญชีแรก คือ บัญชีเงินสำรองฉุกเฉิน จะมีเงินเก็บสำรองประมาณ 6 เดือน คิดจาก “ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน x 6 = เงินสำรองฉุกเฉินที่ควรมีครับ ส่วนบัญชีที่ 2 คือบัญชีเก็บเงินเกษียณครับ

ตัวอย่างการวางแผนการใช้จ่าย ข้อนี้ง่ายมากครับ บก.ทำรายรับรายจ่ายทุกเดือนครับ

ตัวอย่างการวางแผนหนี้สิน บก.ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยครับ หนี้ที่ควรปิดก่อนเลย คือบัตรเครดิต พวกหนี้เสียทั้งหลาย ห้ามปล่อยคาราคาซังครับ จ่ายตรงเวลา เต็มจำนวนทุกงวดครับ

ขั้นที่ 3 ปกป้องความเสี่ยงเรื่องสุขภาพของตัวเราหน่อยครับ ด้วยการวางแผนประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ

ข้อนี้หลายๆ คนอาจจะมองข้าม แต่ถ้าลองได้ป่วยแล้วเข้ารพ.สักครั้ง จะรู้เลยครับว่าการมีประกันช่วย Cover ค่าใช้จ่ายมันดีกว่าการที่เราต้องนำเงินเก็บเราทั้งก้อนมาจ่าย รพ. แน่นอน ยกตัวอย่างเลยนะครับ ล่าสุด บก.ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ครับ นอนรพ.เอกชน 3 วัน ค่ารักษารวมค่าห้องแล้ว 24,000 ครับ (นี่รพ.เอกชนในต่างจังหวัดนะ) แต่ว่าโชคดีที่มีประกันสุขภาพครับ เลยรอดตัวไป จ่ายส่วนต่างแค่หลักร้อย

ขั้นที่ 4 ต่อยอดเงินเราด้วยการลงทุนและวางแผนภาษีประหยัดเงินครับ 

ตรงนี้จะช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าเราได้ หลังจากที่เราปกป้องความเสี่ยง อย่างการวางแผนการลงทุน นี่คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เราต่อยอดเงินได้ไวนะครับ ยิ่งเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่ผลตอบแทนสูง แต่ก็ต้องประเมินความเสี่ยงตัวเองด้วยนะครับ คาดหวังกำไร ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะขาดทุนครับ ส่วนวางแผนภาษีนั้น เรามีโปรดักซ์การเงินมากมายที่ช่วยลดหย่อนภาษีได้ครับ กองทุนเพื่อเกษียณอย่าง RMF ประกันชีวิตต่างๆ ประกันสุขภาพ รวมถึงกองทุน SSF ที่กำลังจะมาในปีนี้อีกด้วยครับ

ขั้นที่ 5 ขั้นตอนสุดท้าย ขั้นตอนวางแผนส่งต่อมรดกให้ลูกหลานครับ

คนโสดก็ต้องคิดนะครับว่าไม่อยู่แล้วเงินของฉันแลทรัพย์สินทั้งหมดของฉันจะส่งต่อไปที่ไหน จริงๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหลายก็ได้นะครับ การบริจาคให้มูลนิธิ องค์กรสาธารณกุศล ผู้ที่มีน้อยหรือด้อยโอกาสกว่า และคราวจำเป็นเมื่อมีภัยพิบัติขึ้น เช่น แผ่นดินไหว ไฟไหม้ น้ำท่วม ฯลฯ ก็เป็นหนึ่งในการวางแผนส่งต่อมรดกเหมือนกัน รู้สึกเป็นคนดีเลยครับ

และนี่คือ 5 ขั้นตอนที่จะเป็นทางรอดของชนชั้นกลางอย่างเราๆ ในภาวะที่เศรษฐกิจขาลงแบบนี้ครับ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องยากเลยนะครับ เพียงแค่เปิดใจอยากจะเรียนรู้มัน หมั่นศึกษาเอาไว้ ส่วน aomMONEY ก็เองก็พร้อมที่จะนำเสนอและแชร์เรื่องราวความร้แบบนี้กับลูกเพจอยู่แล้วครับ

สุดท้ายหวังว่า ชนชั้นกลางอย่างเราๆ 

จะฝ่าฟันวิกฤตินี้ไปด้วยกันได้

บ.ก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

? Website : www.aomMONEY.com
? Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH
? กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.set.or.th/education/th/start/start_start.pdf
https://a.msn.com/r/2/BB10eAVY?m=th-th&referrerID=InAppShare
https://a.msn.com/r/2/BB10j0Bc?m=th-th&referrerID=InAppShare
https://a.msn.com/r/2/BB10j4cN?m=th-th&referrerID=InAppShare
https://a.msn.com/r/2/BBZti4z?m=th-th&referrerID=InAppShare
https://a.msn.com/r/2/BBZti4z?m=th-th&referrerID=InAppShare

สรุป 7 ข้อจบ #1MDB คดีอาชญากรรมการเงินระดับโลก เมื่อผู้นำปล้นเงินคนทั้งชาติ

เป็นข่าวที่ดังพอตัวเลยนะครับกับคดีฟอกเงิน 1MDB ที่ถือว่าเป็นอาชญากรรมการเงินระดับโลก หลังจากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของอดีตสส. พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งมีประเด็นพูดถึงคดี 1MDB ของมาเลเซียที่มีการใช้เงินในการสร้างประโยชน์ส่วนบุคคล หรือที่เรียกว่าการฟอกเงิน และมีการอ้างว่าไทยได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง จนกลายเป็นกระแส #1MDB ติดเทรนทวิตเตอร์ประเทศไทยในตอนนี้

aomMONEY จึงขอนำประเด็นนี้มาสรุปให้แฟนเพจอ่านอย่างสั้นๆ เพื่อไม่ให้ตกข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ #1MDB ให้ได้เข้าใจกันครับ

  1. “กองทุน 1MDB (1Malaysia Development Berhad)” หรือกองทุุนความมั่นคั่งแห่งชาติของมาเลเซีย ตั้งขึ้นในปี 2552 โดยรัฐบาลของนายนาจิบ ราซัค เพื่อนำเงินมาพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวในการลงทุนโครงการและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในต่างประเทศ
  2. ผ่านไป 6 ปี แต่กองทุนกลับ “สร้างหนี้มหาศาลถึง 3.7 แสนล้านบาท” สาเหตุจากการซื้อทรัพย์สินในด้านพลังงานและอสังหาริมทรัพย์ แต่แผนการที่จะขายหุ้นพลังงานกลับขาดทุนหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนเริ่มสงสัยและสืบค้นจนพบว่า “นอกจากแผนการขายหุ้นล่มแล้ว กองทุนยังมีซื้อทรัพย์สินจากบริษัทเอกชนในราคาที่สูงเกินจริง”
  3. หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal มีการลงข่าวในช่วงปี 2558 ว่า “มีการพบเงินไหลจากกองทุน 1MDB เข้าบัญชีส่วนตัวนายนาจิบ ราซัค ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จำนวน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท) และยังมีการสือจากเว็บไซต์ Sarawak Report ว่าเส้นทางการฟอกเงิน 1MDB เงินมีการเดินทางไปอย่างน้อย 6 ประเทศ แล้วถึงวิ่งกลับเข้าบัญชีส่วนตัวของนายนาจิบ”
  4. ข่าวเริ่มแพร่กระจายชาวมาเลเซียเริ่มออกมาประท้วงขับไล่นายนาจิบ แต่ก็ไม่เป็นผล และถูกศาลตัดสินว่าบริสุทธิ์ และรัฐบาลนาจิบยังใช้อำนาจทางการเมืองปลดทั้งอัยการสูงสุด รวมทั้งจัดการเสียงวิจารณ์ โดยปิดสื่อต่างๆ ไม่ให้เปิดโปงเรื่องดังกล่าว จนทำให้ฝ่ายต่อต้านเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนมาในปี 2561 มหาเธร์ โมฮัมหมัด ซึ่งเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกับฝ่ายค้าน ได้ใช้ความแค้นของชายมาเลเซีย ร่วมกันโค่นอำนาจทำให้นาย นาจิบ แพ้การเลือกตั้ง
  5. เมื่อนายนาจิบ ตกจากเก้าอี้นายก รัฐบาลมหาเธร์ได้รื้อคดีกลับมาอีกครั้งและตั้งข้อหาการฟอกเงิน นายนาจิบและครอบครัว ถูกสั่งห้ามออกนอกประเทศ พร้อมทั้งถูกยึดทรัพย์มูลค่าราว 273 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.9 พันล้านบาท) ซึ่งปัจจุบันก็ยังอยู่ในกระบวนการของชั้นศาล
  6. คดี #1MDB จึงจัดได้ว่าเป็นคดีอาชญากรรมการฟอกเงินครั้งใหญ่ของโลก
  7. ภาพยนตร์เรื่อง “The Wolf of Wall Street” หนังที่เล่าถึงความโกงแทบหมดเรื่อง ความมืดของตลาดหุ้น การหลอกขายหุ้นคุณภาพต่ำ นอกจากนี้เงินทุนที่นำมาทำหนังก็ยังถูกกล่าวหาว่าโกงมาจากกองทุน #1MDB เพราะผู้สร้าง คือ นายริซา อาซิส ลูกเลี้ยงของนายนาจิบ ที่เขาร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนต์ในฮอลลีวูดที่ชื่อ เรด เกรนิค ฟิคเจอร์

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด มีการประเมินว่ามีเงินหายไปจากบัญชีกองทุน 1MDB ของประเทศมาเลเซีย จำนวนมากกว่าแสนล้านบาท แต่ถึงอย่างไร aomMONEY คิดว่าเราก็ต้องติดตามกันต่อไปครับว่านายนาจิบ ซารัค จะได้รับบทลงโทษอย่างไร

ส่วนรัฐบาลไทยที่ถูกกล่าวหาจะมีเอี่ยวด้วยจะจริงหรือเปล่านั้น คงต้องรอข้อเท็จจริงเปิดเผยออกมาครับ

ก่อนจากกันไปขอเพิ่มเติมเกร็ดความรู้ การฟอกเงิน คือ การนำเงินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฏหมาย หรือเรียกว่า “เงินสกปรก” มาผ่านกระบวนการอำพรางลักษณะแท้จริงการได้มา เพื่อให้เงินที่ได้มาดูเป็น “เงินสะอาด” ที่ได้รับมาด้วยความสุจริต

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH
กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เปิดตัว “Radars point” แพลตฟอร์มสำหรับสายช้อปออนไลน์ แค่ซื้อสินค้าก็ได้ point ไปลงทุนฟรี!

จะดีแค่ไหน..หากการช้อปปิ้งออนไลน์นอกจากจะได้รับทั้งสินค้าแล้ว ยังได้รับ point ไว้สำหรับลงทุนอีกด้วย วันนี้ aomMONEY NEWS จะมาพาเพื่อนๆทุกคนมารู้จักกับ “Radars Point” แพลตฟอร์ม Micro-Investment แห่งแรกของประเทศไทยที่จะมาช่วยให้การช้อปปิ้งออนไลน์นั้นคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นครับ

แต่ก่อนที่จะทำความรู้จักกับ “Radars point” เราไปทำความรู้จักกับ StockRadars กันก่อนดีกว่าครับ

StockRadars คือ ฟินเทคผู้ให้บริการระบบซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีการมอบข้อมูลวิเคราะห์ด้านการลงทุนให้แก่นักลงทุน โดยการเปิดตัว Radars point ก็เพื่อที่จะเปิดประสบการณ์การลงทุนรูปแบบใหม่ ที่ไม่ว่าใครก็สามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องใช้เงินครับ

Radars point คืออะไร

Radars point คือ แพลตฟอร์มสะสม point รูปแบบหนึ่งที่เมื่อผู้ซื้อทำการซื้อสินค้าและบริการจากแบรนด์และร้านค้าออนไลน์ผ่านทาง Shopee, Lazada, Agoda, Central และแบรนด์ดังอื่นๆ ผู้ซื้อจะได้รับ point ไว้สำหรับสะสมไปเรื่อยๆ เพื่อนำมาแลกรับสิทธิประโยชน์ต่างๆครับ

สิทธิประโยชน์ที่จะได้รับมีอะไรบ้าง

เมื่อมีการสะสม point ไประยะหนึ่ง เพื่อนๆสามารถที่จะนำ point เหล่านั้นไปแลกรับสินค้าต่างๆได้ครับ หรือจะนำไปลงทุนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศก็ได้ครับ เช่น บริษัท Apple, Facebook,7-Eleven,Google,Tesla เป็นต้น

จุดประสงค์ของ Radars point

คุณธีระชาติ ก่อตระกูล CEO StockRadars กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนไทยแค่ประมาณ 1% ที่มีการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งเป้าหมายสำคัญของ Radars point  คือ ทำให้ทุกคนเปลี่ยนความเชื่อที่ว่าการลงทุนเป็นเรื่องที่ยากและไกลตัว เนื่องจากการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงความมั่นคงทางการเงิน พวกเราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สังคมไทยเห็นความสำคัญของการลงทุนมากขึ้นผ่านการใช้ Radars point ที่จะทำให้ทุกคนสามารถลงทุนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้เงิน 

วิธีการใช้งาน Radars point 

สำหรับการใช้งานนั้นสามารถทำได้ง่ายและสะดวกมากๆครับ โดยเพื่อนๆจะต้องทำการเปิดใช้งาน Radars point ก่อนที่จะทำการซื้อสินค้าออนไลน์ในทุกครั้ง และเมื่อการซื้อสินค้าเสร้จเรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆก็จะได้รับ point ไว้สำหรับสะสมครับ

จุดเด่นของ Radars point

Point คือ สิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นได้

เมื่อมีการสะสม point ไปสักระยะหนึ่งแล้ว เพื่อนๆสามารถที่จะนำ point ที่ตนมีอยู่ นำมาแลกเป็นเงิน หรือ สินค้าก็ได้ โดย 1 point มีมูลค่าเท่ากับ 1 บาท

มี Point เสมือนได้ “ความเป็นเจ้าของธุรกิจ” ในฝัน

แค่มี Point ก็เสมือนได้เป็นเจ้าของ ได้เป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจชื่อดังทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น 7-11, ท่าอากาศยานไทย (AOT), Facebook, Google, Tesla, Apple

ปลูก Point เป็น “ต้นไม้จริง”

การค่อยๆสะสม Point ให้เติบโตขึ้น แล้วเก็บเกี่ยวดอกผลที่งอกเงยในภายหลัง เปรียบเหมือนกับการปลูกต้นไม้ โดยทุก Point ที่ได้รับจากการช้อปปิ้งจะช่วยให้ต้นไม้ในแอพพลิเคชันเติบโตขึ้น เมื่อสะสม Point จนปลดล็อกต้นไม้ได้ครบทุกต้น Radars Point จะไปปลูก “ต้นไม้จริง” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้โลกของเรา

ปัจจุบัน Radars Point เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วทั้งในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android 

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำเรื่องราวดีๆ อะไรมาฝากเพื่อนๆ ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปนะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

เราควรตุนเงินค่าเทอมให้ลูกเท่าไหร่?

มุมมองการเลือกโรงเรียนของพ่อแม่แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะมองว่าเข้าเรียนที่ไหนก็ได้รับความรู้เหมือนกัน ในขณะที่บางคนมองว่าอยากให้ลูกได้ทั้งความรู้ เพื่อนและสังคม เพื่อให้ความสัมพันธ์นี้ต่อยอดหน้าที่การงานได้ในอนาคต พ่อแม่หลายคนไม่ชอบระบบการสอนของโรงเรียนจึงเลือกที่จะสอนลูกเองอยู่ที่บ้าน มุมมองต่างๆเหล่านี้ทำให้ค่าใช้จ่ายเรื่องของค่าเทอมแตกต่างกัน แต่มีแนวคิดการคำนวณเหมือนกัน อ่านจบแล้วนำไปปรับใช้กับแผนการศึกษาของลูกได้นะจ๊ะ

ถ้าทำเสร็จแล้วจะได้ภาพรวมออกมาเป็นประมาณนี้จ้า

เริ่มต้นจาก…เราต้องการให้ลูกเรียนที่ไหน?

ไปส่องดูค่าเทอมโรงเรียนที่ต้องการให้ลูกเข้าเรียน ว่าแต่ละปีมีค่าเทอมเท่าไหร่ “เรียนที่บ้าน โรงเรียนรัฐ เอกชน นานาชาติ ต่างประเทศ มีค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน” แม้ว่าอนาคตไม่แน่ว่าลูกจะเรียนตามที่วางแผนไว้หรือไม่ แต่เราก็ยังอุ่นใจที่มีเงินเตรียมไว้แล้วบางส่วน (ข้อมูลค่าเทอมอยู่ท้ายบทความ)

จากภาพข้างบน เรานำข้อมูลค่าเทอมปัจจุบันมาใส่ช่องสีฟ้า “ตอนนี้” แล้วคำนวณค่าเทอมในอนาคตว่าจะกลายเป็นเท่าไหร่ (ช่องสีส้ม) เพราะเงินเฟ้อทำให้ค่าเทอมแพงขึ้นทุกปี

เงินเฟ้อค่าการศึกษา

ค่าเทอมแพงขึ้นปีละ 6 – 7% มีบางโรงเรียนที่ค่าเทอมแพงขึ้นปีละ 10%

สมมติว่าตัวอย่างนี้ลูกเพิ่งเกิด วางแผนไว้ว่าช่วงอนุบาลค่าเทอมปีละ 40,000 บาท ส่วนประถมถึงปริญญาตรีปีละ 60,000 บาท อีก 4 ปีจะเข้าเรียน ควรเตรียมเงินชั้นอนุบาลไว้ประมาณเท่าไหร่?

เราใช้เครื่องคิดเลขการเงินช่วยคำนวณได้ ( วิธีการใช้งานเครื่องคิดเลขการเงินพูดไว้ในคลิปนี้ https://bit.ly/3eNlfA5 ประมาณนาทีที่ 17 เป็นต้นไป )

ภาพนี้หมายความว่า ตอนนี้ค่าเทอม 40,000 บาท แพงขึ้นปีละ 6% อีก 4 ปีข้างหน้า เราต้องจ่ายเฉพาะค่าเทอมประมาณ 50,499 บาท คำนวณปีที่ 5 , 6 … ไปเรื่อยๆจนลูกเรียนจบตามที่เราตั้งใจไว้ สุดท้ายรวมกันว่าควรตุนเงินไว้เท่าไหร่ จากตัวอย่างนี้ใช้เงินรวมกันประมาณ 2,500,000 บาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาอื่นๆ เช่น มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เรียนพิเศษ คอร์สซัมเมอร์ ฯลฯ

3 แนวทางวิธีเก็บเงิน

แนวทางที่ 1 เก็บแบบปีต่อปี

ปีหน้าจะต้องจ่ายค่าเทอมเท่าไหร่แล้ววางแผนเก็บเงินปีนี้ สมมติเราคำนวณมาแล้วว่าลูกจะเข้าเรียนปีหน้าจะต้องใช้เงิน 50,499 บาท เราเก็บไว้ที่เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เพื่อรักษาเงินต้นให้ปลอดภัย เรามีเวลาเก็บเงิน 12 เดือนที่ผลตอบแทน 1.5% เก็บเดือนละ 4,180 บาท โดยแยกบัญชีธนาคารไว้ต่างหาก ปีต่อไปก็เก็บสูงขึ้นเพราะค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกปี

ข้อควรระวัง คือ ถ้าเดือนไหนสะดุดเก็บเงินไม่ได้ ทำให้เดือนต่อไปจะต้องเก็บมากขึ้น หรือระหว่างทางมีเหตุที่ต้องใช้เงินอาจจะถอนเงินค่าเทอมมาใช้จ่าย ทำให้ขาดสภาพคล่องช่วงที่จ่ายค่าเทอม

แนวทางที่ 2 ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนมาจ่ายค่าเทอม

บางคนลงทุนกองทุนรวมเงินปันผลหรือหุ้นรายตัวระยะยาว ควรซื้อหุ้นขนาดใหญ่ เช่น SET 50 , SETHD เพราะเราจะได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอ แม้ว่าบางปีจะได้รับไม่เท่ากันก็ตาม ส่วนวิธีการเลือกหุ้นมันมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ สามารถอ่านได้ในเว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์ www.set.or.th

ตัวอย่าง การซื้อหุ้นลงทุนนระยะยาว เพื่อรับเงินปันผล

เรามีเงินก้อน 1,000,000 บาท เป็นของขวัญในวันแต่งงาน ตั้งใจว่าจะเก็บไว้ให้ลูกจึงนำไปซื้อหุ้น 1 บริษัท ตลอดเวลาที่ผ่านมาได้รับเงินปันผลมาจ่ายค่าเทอมตามในภาพนี้ เมื่อลูกเรียนจบก็ให้หุ้นบริษัทนี้เป็นของขวัญเพื่อนำไปเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

แม้ว่าภาพนี้เป็นจำนวนเงินปันผลในอดีต แต่ก็ทำให้เราพอคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตจะได้รับเงินปันผลประมาณเท่าไหร่

ข้อควรระวัง คือ เราควรมีความเข้าใจเรื่องการลงทุน ชัดเจนกับแผนการลงทุนของตัวเองและไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ของตลาด

แนวทางที่ 3 สร้างความแน่นอนให้แผนการศึกษาของลูก

แนวทางที่ 1 และ 2 ตอบโจทย์ตอนที่มีลมหายใจ เราอยู่ครบลูกเรียนจบแน่นอน ส่วนแนวทางที่ 3 เป็นเหมือนทางออกฉุกเฉิน กรณีเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิด เวลาชีวิตของเราหมดก่อนที่จะเห็นความสำเร็จของลูก แนวทางที่ 3 นี้ทำให้ลูกได้เรียนต่อจนครบตามที่เราวางแผนไว้เพราะมีเงินค่าเทอมเตรียมไว้ครบแล้ว

วิธีเก็บเงินที่สร้างความมั่นใจว่าแผนการศึกษาที่วางไว้ยังไปต่อได้แน่นอน คือ การทำประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครองสูง มีอยู่ 2 แบบที่ได้รับเงินคืน คือ ประกันแบบตลอดชีพ ประกันชีวิตควบการลงทุน เราควรเข้าใจว่ามันแตกต่างกันยังไงแล้วค่อยเลือกให้เหมาะสมกับเป้าหมายของตัวเอง ลองตัวอย่างนี้น่าจะทำให้เข้าใจมากขึ้น

สมมติว่าเราเป็นผู้หญิงอายุ 30 ลูกเพิ่งเกิด คำนวณไว้ว่าควรตุนเงินค่าการศึกษาไว้ประมาณ 2,500,000 บาท (ตารางภาพแรกของบทความ) ต้องการสร้างความมั่นใจว่า แม้เราหมดเวลาชีวิตบนโลกนี้เร็วกว่าที่คิด เงินก้อนจากประกันชีวิตส่งต่อให้ลูกเรียนจบตามแผนที่วางไว้แน่นอน

=> ประกันชีวิตตลอดชีพ

ความคุ้มครอง 2,500,000 บาท เบี้ยประกันปีละ 40,275 บาท จ่าย 20 ปี ได้รับเงิน 3 กรณี

1. ตั้งแต่อายุ 30-98 ปี เสียชีวิตตอนไหน ครอบครัวก็ได้รับเงิน 2,500,000 บาท เป็นแผนสำรองทำให้เรามั่นใจได้ว่าลูกเรียนจบตามที่ตั้งใจไว้แน่นอน

2. เราดูแลตัวเองดีอายุยืนถึง 99 ก็ได้รับเงินเกษียณมาดูแลตัวเอง 2,500,000 บาท ตอบโจทย์แผนเกษียณของตัวเองด้วย

3. ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ เราสามารถกู้กรมธรรม์จากมูลค่าเงินสดมาใช้ได้ หรือปิดประกันนำเงินมาใช้ได้ ควรมากกว่าอายุ 56 เพราะมูลค่าเงินสดเกินเงินที่จ่ายเบี้ยไปแล้ว

=> ประกันชีวิตควบการลงทุน

ความคุ้มครอง 2,500,000 บาท เบี้ยประกันชีวิตปีละ 12,000 บาท ควรจ่ายขั้นต่ำ 10 ปี  เรามีแผนสำรองดูแลครอบครัวและมั่นใจว่าลูกค่าเทอมแน่นอน แบ่งเป็น  4 กรณี

1. ทุพพลภาพมีเงินมาดูแลตัวเอง 2,500,000 บาท (ยังได้รับความคุ้มครองชีวิต)

2. ทุพพลภาพและเสียชีวิต 2,500,000 + 2,500,000 + เงินจากการลงทุน (ความคุ้มครองชีวิตหมดลง)

3. เสียชีวิตมีเงินดูแลครอบครัว 2,500,000 + เงินจากการลงทุน (ความคุ้มครองชีวิตหมดลง)

4. ถอนเงินจากการลงทุนมาใช้ได้ ควรเกิน 10 ปีไปแล้วจะไม่เสียค่าธรรมเนียมการถอน หากเงินค่าเทอมที่เตรียมไว้ไม่พอ เราถอนเงินก้อนนี้ออกมาได้

ข้อควรระวัง คือ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพและแบบควบการลงทุน แต่ละบริษัทมีหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน เราควรเข้าใจว่าแต่ละแบบเหมาะสมกับเป้าหมายอะไร ในขณะที่ประกันชีวิตแบบการลงทุนมีความซับซ้อน ต้องสอบถามตัวแทนที่มีใบอนุญาต IC และตัวเราเองก็ต้องมีความรู้เรื่องการลงทุนด้วยนะจ๊ะ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องราวของประกันชีวิตควบการลงทุนได้ที่ลิงค์นี้จ้า

ลิงค์นี้เลยจ้า => http://bit.ly/396KOJn

สรุปว่า…

เราวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะให้ลูกเรียนที่ไหน “เรียนที่บ้าน โรงเรียนรัฐ เอกชน นานาชาติ ต่างประเทศ” แม้ว่าอาจจะไม่ตรงกับที่ลูกเลือกในอนาคต แต่เราก็อุ่นใจที่เตรียมเงินไว้แล้ว หลังจากนั้นคำนวณเงินเฟ้อค่าการศึกษา 6-7% เข้าไปก็จะรู้ยอดที่ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น สุดท้ายเลือกวิธีการเก็บเงินที่เหมาะสมกับตัวเองจ้า

เพจอภินิหารเงินออม

—————————————–

ประชาสัมพันธ์ 

—————————————–

ข้อมูลค่าเทอม 

=> มาดูค่าเทอม 20 โรงเรียนประถมชื่อดังของไทย (ปี 2018)

=> อัพเดท!! ค่าเทอม 9 มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ที่มีนักเรียนสมัครเรียนมากที่สุด (ปี 2017)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save