อัพเดทเกณฑ์จัดตั้ง SSF กองทุนใหม่ของคนลดหย่อนภาษี

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ในที่สุดเกณฑ์การจัดตั้งของกองทุน SSF ก็ออกมาสักทีนะครับ โดยที่ทาง ก.ล.ต. ได้ประกาศ เกณฑ์ของ  กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) มีผลใช้บังคับแล้ว ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563

ซึ่งมีผลทำให้ บลจ. ต่าง ๆ ที่อยากจะจัดตั้งกองทุน SSF ก็สามารถที่จะยื่นขออนุมัติจัดตั้งได้ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไปครับ และแน่นอนครับว่า ทาง ก.ล.ต. ก็พร้อมจะอนุมัติให้ได้โดยเร็ว ก็เพื่อให้นักลงทุนที่อยากได้กองทุน SSF มาลดหย่อนภาษีนั้นจะได้มีเวลาทั้งปีในการหากองทุนดี ๆ เจ๋ง ๆ มาลงทุนนั่นเองครับ เพราะผมเชื่อว่าจะมีกองทุนหลายประเภทมาให้เราได้เลือกกันเยอะแยะแน่ ๆ ครับ

โดยผมคาดการณ์ว่า ภายใน 2 สัปดาห์ ถึง 1 เดือนหลังจากนี้ก็น่าจะมีกองทุนออกมาให้พวกเราเหล่านักลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีได้ช้อปปิ้งกันแล้วละครับ

คราวนี้เรามาดูเกณฑ์กันหน่อยว่ากองทุนที่ออกมานั้นจะต้องมีหน้าตาอย่างไร และมีอะไรที่น่าสนใจบ้างครับ

 จากประกาศของทาง ก.ล.ต. กองทุนที่จะออกมานั้นจะต้องมีหน้าตาประมาณนี้ครับ

  1.  การจัดตั้ง SSF นั้น จะจัดตั้งใหม่ หรือว่าเอากองทุนเดิมที่มีอยู่แล้ว มาจดเพิ่มเป็น SSF ก็ได้ นั่นก็หมายความว่า บลจ. ไหนที่มี กองทุนเดิมอยู่แล้ว เช่น กองทุน T-lowbeta ก็สามารถนำมาจดจัดตั้งเป็น T-lowbeta SSF ได้นั่นเองครับ ทั้งนี้ก็เพื่อความรวดเร็ว และ ไม่ต้องเสียเวลามาจัดตั้งใหม่ทั้งหมดครับ ซึ่งต่อให้จัดตั้งใหม่ ทาง บลจ. ไหนที่กองทุนมีชื่ออยู่แล้ว ก็จะทำแบบที่ผมกล่าวมาข้างบนอยู่ดี ดังนั้นถ้ามีอยู่แล้ว ก็เอามาทำเป็น SSF ได้เลย และยื่นต่อ ก.ล.ต.  ได้ทันทีครับ ไม่ต้องรอนาน ดังนั้นกองทุน SSF ที่จะออกมาในชุดแรก ๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นกองทุนที่เรา ๆ คุ้นหูกัน เช่น BTP-SSF , 1AMSET50-SSF หรือ MpropDiv-SSF (ชื่อจะยาวไปไหน) อะไรประมาณนี้ครับ ทั้งนี้อาจจะมีกองทุนต่างประเทศ และผมเชื่อว่าก็น่าจะมีกองทุนผสมออกมาด้วย เผื่อว่าใครที่อยากจะซื้อกองทุนเดี่ยว ๆ ไม่ต้องไปซื้อหลาย ๆ กองทุนมาผสม ทำพอร์ตการลงทุนเองครับ
  2. กองทุน SSF ที่จัดตั้งขึ้น ต้องมีต่อท้ายด้วยว่า “เพื่อการออม” คล้ายกับกองทุน RMF ที่ต้องมีคำว่า “เพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ LTF ที่มีคำว่า “หุ้นระยะยาว” ครับ
  3. จากเท่าที่ผมอ่านจากประกาศสินทรัพย์ที่กองทุน SSF จะไปลงทุนด้วยนั้น มีความหลากหลายมาก ๆ ครับ คือ พูดง่าย ๆ ว่าเหมือนกับ RMF ที่สามารถลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ – เสี่ยงสูงได้หมดเลย เช่นตราสารหนี้ อสังหา หุ้น หุ้นต่างประเทศ หรือจะเป็นกองทุนทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ก็ยังได้ครับ เอาเป็นว่ามีทางเลือกมากขึ้นกว่า LTF ที่มีแต่การลงทุนในหุ้นครับ (หุ้นตกทีไร ใจหายทุกทีครับ)…..แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มเติมสำหรับนักลงทุนก็คือ การศึกษาการทำพอร์ต การจัดพอร์ตการลงทุนให้ดี ๆ แล้วละครับ จะได้มีเงินออมระยะยาวสมชื่อกองทุน SSF ครับ
  4. สามารถโอนย้ายไปยัง กองทุน SSF อื่น ๆ ข้าม บลจ. ได้เหมือนกับ RMF และ LTF ครับ ในเกณฑ์เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า กองทุน SSF ถ้าหากเราไม่พอใจในการบริหารงานของ บลจ. เราสามารถเปลี่ยน โอน ย้าย ข้าม บลจ. ได้ตลอดเวลาครับ (บลจ.ต้องทำการโดนย้ายให้เราภายใน 5 วันทำการด้วยนะครับ)
  5. กองทุน SSF มีประเภทปันผลด้วยครับ เหมือนกับ LTF เลยครับ ซึ่ง กองทุน SSF ไหนจะจ่ายปันผลได้ก็ต่อเมื่อ กองทุนต้องมีกำไรสุทธินะครับ ไม่ใช่ว่าปันผลไปแล้วขาดทุนในรอบปีนั้นอันนี้ไม่ได้ครับ โดยเกณฑ์ของการจ่ายปันผลแต่ละครั้งจะแบ่งเป็น 2 กรณีคือ 1. จ่ายจากดอกเบี้ย หรือ เงินปันผลที่ได้รับจากสินทรัพย์ เช่น กองทุนถือ REITs อยู่ และมีตราสารหนี้ด้วย ก็สามารถเอาเงินปันผลจาก REITs และ ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้มาจ่ายให้ได้ครับ
  6. กองทุนจ่ายเงินปันผล แต่จ่ายได้ไม่เกิน 30% จากกำไรสะสม หรือ กำไรสุทธิของกองทุน

ซึ่งเกณฑ์ของรูปแบบกองทุนที่ออกมานั้น ก็คล้าย ๆ กับ LTF เดิมนั่นแหละครับ ไม่ค่อยแตกต่างจากเดิมเท่าไหร่ครับ เพียวแค่มีกองทุนให้เราเลือกได้หลากหลายขึ้น ซึ่งถ้าใครที่อยากอ่านข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปที่เวปไซต์ของ ก.ล.ต. ได้เลยนะครับ

https://www.sec.or.th/TH/Pages/LawandRegulations/Establishmentofmutualfunds.aspx

โดยเกณฑ์การซื้อต่าง ๆ น่าจะเป็นที่แน่นอนแล้วพอสมควรครับ ไม่ว่าจะเป็นลงทุนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ และต้องไม่เกิน 200,000 บาท โดยที่เมื่อรวมกับ RMF + PVD (หรือ กบข) + ประกันบำนาญ+ กอช แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

แต่ที่ผมลุ้นมากกว่าก็คือในเดือนนี้ กองทุนของบลจ. ไหนจะออก SSF มาเป็นที่แรก และ กองทุนนั้นเป็นกองทุนประเภทไหน หุ้น อสังหา ตราสารหนี้ กองทุนตลาดเงิน หรือว่าจะเป็นกองทุนผสมกันแน่ อันนี้ต้องอดใจรอ รับรองว่าในเดือนนี้น่าจะมาให้เราได้เห็นกันแล้วครับ

แล้วผมจะมารีวิวกองทุนต่าง ๆ ที่ออกมาให้ฟังกันนะครับ ติดตามกันได้ทางออมมันนี่ และ เพจคลินิกกองทุนครับ

หมอนัทรายงาน….วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

CPNREIT เปิดศักราชใหม่ด้วยการลงทุนครั้งสำคัญ

สวัสดีครับนักลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์และ REIT ทุกท่าน เมื่อปีที่ผ่านมาข่าวในแวดวงกองทุนอสังหาฯ และ REIT บ้านเรา คงหนีไม่พ้นเรื่องของกอง REIT หลาย ๆ กองที่ได้ทำการเพิ่มทุน เพิ่มทรัพย์สินกันอย่างถ้วนหน้าเลยครับ แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของธุรกิจกอง REIT ในบ้านเรานั่นเองครับ

ซึ่งการเพิ่มทุนที่น่าสนใจมากที่สุดและบอกตรง ๆ ว่าเป็นประเภททรัพย์สินที่ผมชอบมากที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ “REIT ประเภทศูนย์การค้า” ใช่ครับ คงหนีไม่พ้นกองทรัสต์ CPNREIT หรือในอดีตก็คือกองทุนอสังหาฯ ที่เราคุ้นเคยกันในนาม CPNRF นั่นเองครับ ซึ่งนอกจากจะมีศูนย์การค้าเป็นทรัพย์สินส่วนใหญ่แล้ว ยังมีอาคารสำนักงาน และโรงแรมอีกด้วย โดยปัจจุบันก็เป็นกอง REIT ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

โดยในปัจจุบันทรัพย์สินที่กองทรัสต์ CPNREIT ลงทุนนั้น ประกอบไปด้วยศูนย์การค้าจำนวน 5 แห่ง อาคารสำนักงาน 2 แห่ง และโรงแรมอีก 1 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพที่ดีมีอัตราการเติบโตมาหลายปีติดต่อกัน รวมถึงมีผู้เช่าหลากหลายมากมาย และมีการกระจายไปยังหลายทำเลหลายพื้นที่ ได้แก่

1. โครงการเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 คิดเป็นพื้นที่ที่ลงทุนประมาณ 251,182 ตร.ม. เป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 82,571 ตร.ม. อัตราการเช่า 95.5%

2. โครงการเซ็นทรัลพลาซา พระราม 3 คิดเป็นพื้นที่ที่ลงทุนประมาณ 169,740 ตร.ม. เป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 36,505 ตร.ม. อัตราการเช่า 95.7%

3. โครงการเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า คิดเป็นพื้นที่ที่ลงทุนประมาณ 137,692 ตร.ม. เป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 27,656 ตร.ม. อัตราการเช่า 99.2%

4. โครงการอาคารสำนักงานปิ่นเกล้า ทาวเวอร์ A และ B คิดเป็นพื้นที่ที่ลงทุนประมาณ 50,653 ตร.ม. เป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 34,320 ตร.ม. อัตราการเช่า 89.3%

5. โครงการเซ็นทรัลพลาซา เชียงใหม่แอร์พอร์ต คิดเป็นพื้นที่ที่ลงทุนประมาณ 122,991 ตร.ม. เป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 37,775 ตร.ม. อัตราการเช่า 94.1%

6. โครงการเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา บีช คิดเป็นพื้นที่ที่ลงทุนประมาณ 70,095 ตร.ม. เป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 29,404 ตร.ม. อัตราการเช่า 98.4%

7. โรงแรมฮิลตัน พัทยา คิดเป็นจำนวนห้องพัก 302 ห้อง อัตราการเข้าพักเฉลี่ย 88.5%

*ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2562

ซึ่งถ้าดูจากอัตราการเช่าถือว่าไม่ธรรมดาเลยครับ รวม ๆ แล้วก็น่าจะอยู่ที่เฉลี่ยราว 95% เลยทีเดียวซึ่งก็ต้องถือว่าสูงมาก ถ้าหากใครที่ถือกองทรัสต์ CPNREIT นี้อยู่แล้ว ก็น่าจะได้รับเงินประโยชน์ตอบแทนที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมากกองหนึ่งเลยครับ

แต่ข่าวดีก็ไม่ได้มีแค่เรื่องทรัพย์สินเดิมที่มีผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมแต่เพียงอย่างเดียวครับ แต่เป็นเรื่องที่ทางผู้ถือหน่วยทรัสต์ของกองทรัสต์ CPNREIT นี้ได้มีมติอนุมัติให้เข้าลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติม 6 แห่ง พร้อมทั้งต่ออายุสัญญาทรัพย์สินโครงการเดิมอีก 1 แห่ง มูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 55,990 ล้านบาท เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องนั่นเองครับ

นั่นก็หมายความว่า กองนี้จะมีมูลค่าทรัพย์สินใหญ่ขึ้น มีจำนวนทรัพย์สินมากขึ้น มีความหลากหลายของทำเลที่ตั้งทรัพย์สินมากขึ้น และมีการกระจายความเสี่ยงมากขึ้นไปอีกครับ

โดย CPNREIT จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมใน 2 กลุ่มทรัพย์สินก็คือ

1. สิทธิการเช่าศูนย์การค้าใหม่ 4 แห่งจากกลุ่ม บมจ. เซ็นทรัลพัฒนาหรือ CPN พร้อมทั้งต่ออายุสัญญาทรัพย์สินโครงการเดิมอีก 1 แห่ง

2. สิทธิการเช่าอาคารสำนักงาน 2 แห่ง โดยการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวจากกองทรัสต์ GLANDRT

รวมมูลค่าการลงทุนรอบนี้ไม่เกิน 55,990 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

กลุ่มที่ 1 ลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินจาก CPN

กองทรัสต์ CPNREIT จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินกลุ่มที่ 1 จำนวน 4 แห่ง และต่ออายุสัญญาทรัพย์สินโครงการเดิมอีก 1 แห่ง จากกลุ่ม CPN มูลค่าลงทุนรวมไม่เกิน 48,560 ล้านบาท ได้แก่

  1. โครงการเซ็นทรัลมารีนา (พัทยา): ลงทุนในสิทธิการเช่า/เช่าช่วงอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่าในงานระบบ ระยะเวลาประมาณ 15 ปี และกรรมสิทธิ์สังหาริมทรัพย์ คิดเป็นพื้นที่ที่จะลงทุนประมาณ 45,149 ตร.ม. โดยเป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 13,726 ตร.ม. อัตราการเช่าพื้นที่ 96.4%
  2. โครงการเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง: ลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่าในงานระบบ ระยะเวลาประมาณ 22 ปี และกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ คิดเป็นพื้นที่ที่จะลงทุนประมาณ 45,716 ตร.ม. โดยเป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 15,863 ตร.ม. อัตราการเช่าพื้นที่ 95.9%
  3. โครงการเซ็นทรัลพลาซา สุราษฎร์ธานี: ลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่าในงานระบบ ระยะเวลาประมาณ 30 ปี และกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ คิดเป็นพื้นที่ที่จะลงทุนประมาณ 87,004 ตร.ม. โดยเป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 26,294 ตร.ม. อัตราการเช่าพื้นที่ 95.5%
  4. โครงการเซ็นทรัลพลาซา อุบลราชธานี: ลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่างานระบบ ระยะเวลาประมาณ 30 ปี และกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ คิดเป็นพื้นที่ที่จะลงทุนประมาณ 69,821 ตร.ม. โดยเป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 25,168 ตร.ม. อัตราการเช่าพื้นที่ 95.4% และ
  5. โครงการเซ็นทรัลพลาซา พระราม 2 (ช่วงต่ออายุ): ลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ สิทธิการเช่างานระบบ ระยะเวลาประมาณ 30 ปี คิดเป็นพื้นที่ที่จะลงทุนประมาณ 264,530 ตร.ม. โดยเป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 92,292 ตร.ม. อัตราการเช่าพื้นที่ 95.9% ทั้งนี้ ในปี 2568 กองทรัสต์จะมีการเพิ่มทุนโดยการออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติม ในจำนวนไม่เกิน 630 ล้านหน่วย เพื่อชำระค่าเช่าสำหรับการลงทุนในโครงการดังกล่าวไม่เกิน 25,394 ล้านบาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม อากรแสตมป์ ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง)

*ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2562

โดยทั้งนี้  CPNREIT จะแต่งตั้ง CPN เป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ของทุกโครงการดังกล่าวครับ

กลุ่มที่ 2 รับโอนทรัพย์สินจาก GLANDRT

กองทรัสต์ CPNREIT จะเข้าลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินกลุ่มที่ 2 จำนวน 2 แห่ง โดยการรับโอนทรัพย์สินมูลค่าลงทุนรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 7,430 ล้านบาท จากทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงานจีแลนด์ หรือ GLANDRT ได้แก่

  1. โครงการอาคารสำนักงานเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส: รับโอนสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์และงานระบบ ระยะเวลาคงเหลือประมาณ 27 ปี และกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ รวมถึงรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง คิดเป็นพื้นที่จะลงทุนประมาณ 95,997 ตร.ม. โดยเป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 62,805 ตร.ม. อัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100%
  2. โครงการอาคารสำนักงานยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์: รับโอนสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์และงานระบบ ระยะเวลาคงเหลือประมาณ 15 ปี และกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ รวมถึงรับโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  คิดเป็นพื้นที่จะลงทุนประมาณ 30,176 ตร.ม. โดยเป็นพื้นที่ให้เช่าประมาณ 18,527 ตร.ม. อัตราการเช่าพื้นที่เต็ม 100%

โดยที่ CPNREIT จะแต่งตั้ง บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLAND และบริษัท สเตอร์ลิง อีควิตี้ จำกัด (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ GLAND) เป็นผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ของโครงการในทรัพย์สินกลุ่มที่ 2 นี้ ต่อไปเช่นเดิม

ใครที่อยากอ่านเรื่อง GLANDRT กดอ่านได้ที่ตรงนี้เลยครับ (https://bit.ly/2T0jc2k)

คราวนี้เรามาดูกันครับว่าเงินที่ CPNREIT จะนำมาลงทุนในทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นนั้นจะมาจากไหนกันบ้าง

1. เงินกู้ยืมจากธนาคารและ/หรือสถาบันการเงินและ/หรือการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินรวมไม่เกิน 13,500 ล้านบาท

2. การเพิ่มทุนของ CPNREIT โดยการออกและเสนอขายหน่วยทรัสต์เพิ่มเติม จำนวนไม่เกิน 770 ล้านหน่วย โดยที่การจัดสรรหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมประกอบด้วย

ส่วนที่ 1: จัดสรรให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ CPNREIT ไม่ต่ำกว่า 75% ของหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมทั้งหมด

ส่วนที่ 2: จัดสรรให้แก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ GLANDRT ไม่เกิน 25% ของหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมทั้งหมด

ส่วนที่ 3: จัดสรรหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมในส่วนที่เหลือจากการจองซื้อตามส่วนที่ 1 และ/หรือส่วนที่ 2 ให้แก่บุคคลในวงจำกัด และ/หรือประชาชนทั่วไปตามที่เห็นสมควร

กำหนดวันขึ้นเครื่องหมายเพื่อกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมของทั้ง CPNREIT และ GLANDRT ที่มีสิทธิการจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มเติม (XB) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 และวันปิดสมุดทะเบียนเพื่อกำหนดรายชื่อผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมของ CPNREIT และ GLANDRT ที่มีสิทธิการจองซื้อหน่วยทรัสต์เพิ่มเติม (Book Close) ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 โดยช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นหน่วยทรัสต์เพิ่มเติมระหว่าง 32.00 – 33.00 บาทต่อหน่วย ในอัตราส่วนการเสนอขายแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมของ CPNREIT ที่ 4.4319 หน่วยทรัสต์เดิมต่อ 1 หน่วยทรัสต์เพิ่มเติมของ CPNREIT และผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมของ GLANDRT ที่อัตรา 3.0034 หน่วยทรัสต์เดิมของ GLANDRT ต่อ 1 หน่วยทรัสต์เพิ่มเติมของ CPNREIT

ซึ่งผมเองก็เชื่อว่า การเพิ่มทุนครั้งนี้ก็ยังคงเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของกองทรัสต์ที่จดทะเบียนในประเทศไทยที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ที่ CPNREIT แปลงสภาพจากกองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPNRF และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

และด้วยการลงทุนดังกล่าว ทรัพย์สินที่กองทรัสต์ CPNREIT จะเข้าลงทุนจะมีการกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีศักยภาพมากขึ้น รวมถึงเพิ่มทรัพย์สินอย่างอาคารสำนักงานเข้ามา จะเพิ่มความหลากหลายของประเภททรัพย์สินและเพิ่มความหลากหลายของผู้เช่า ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขนาดทรัพย์สินและศักยภาพการสร้างรายได้แก่กองทรัสต์ CPNREIT อย่างต่อเนื่อง และเป็นการกระจายความเสี่ยงการลงทุนในด้านทำเลที่ตั้งของทรัพย์สินที่ดียิ่งขึ้นไปอีกครับ

นับว่าเป็นข่าวดีของนักลงทุนที่ถือกองทรัสต์ CPNREIT อยู่มาก ๆ เลยครับ ส่วนใครที่ยังไม่ได้ลงทุนกับ CPNREIT ผมก็อยากให้ศึกษาข้อมูลให้มากขึ้นเพื่อที่จะได้สร้างโอกาสการลงทุนให้กับตัวเราเองครับ

ก่อนจากกันไป ในสมัยก่อนเวลาที่ผมเขียนบทความการลงทุนในกองทุนอสังหาฯ หรือ REIT ส่วนใหญ่ที่ผมแนะนำคือ การซื้อทรัพย์สินหลาย ๆ ประเภท เพื่อให้เกิดการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น เช่น ซื้อกองทุนอสังหาฯ แบบศูนย์การค้า คลังสินค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม และพวกสนามบินหรือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ

แต่ในสมัยนี้เนื่องจากกอง REIT มีนโยบายที่สามารถลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินที่หลากหลายได้ เราจึงเริ่มเห็นแล้วว่าอย่างกองทรัสต์ CPNREIT นี้เองก็สามารถที่จะลงทุนในอาคารสำนักงานและโรงแรมได้อีกด้วย รวมถึงอีกหลาย ๆ กองที่มีการลงทุนทรัพย์สินหลาย ๆ ประเภทเข้าไปในกอง REIT ครับ

ดังนั้น ผมคิดว่าในปัจจุบันนี้เราอาจจะไม่ต้องหากอง REIT ที่หลากหลาย แต่เน้นหากอง REIT ที่มีคุณภาพดี มีศักยภาพในการเติบโต และมีแนวโน้มการเพิ่มทรัพย์สินที่มีคุณภาพเข้าไปในกองจะดีกว่าครับ โดยเฉพาะกอง REIT ที่มีอัตราการเช่าและอัตราการเพิ่มรายได้ค่าเช่าได้อย่างต่อเนื่อง อย่างกองทรัสต์ CPNREIT กองนี้ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอันดับต้น ๆ เลยทีเดียวครับ

ในวันนี้ผมคงต้องลาไปก่อน ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีกับการลงทุนในกอง REIT นะครับ สวัสดีครับ

ทั้งนี้ CPNREIT จะเปิดจองซื้อให้แก่ผู้ถือหน่วยเดิมซึ่งประกอบด้วย

(1) ประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมของ CPNREIT ที่มีสิทธิ โดยกำหนดเป็นอัตรา 4.4319 หน่วยทรัสต์เดิมของ CPNREIT ต่อ 1 หน่วยทรัสต์เพิ่มเติม

(2) ประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นผู้ถือหน่วยทรัสต์เดิมของ GLANDRT ที่มีสิทธิ โดยกำหนดเป็นอัตรา 3.0034 หน่วยทรัสต์เดิมของ GLANDRT ต่อ 1 หน่วยทรัสต์เพิ่มเติม 

ในวันที่ 13, 16 – 19 มีนาคม 2563 (จนถึงเวลา 15.30 น.) ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โทร 02-777-6784 บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) โทร 02-658-5000 ต่อ 1711 และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1111

และเปิดจองซื้อให้แก่ประชาชนทั่วไปในวันที่ 20 และ 23- 24 มีนาคม 2563 (จนถึงเวลา 15.30 น.) ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โทร 02-777-6784 บล. เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) โทร 02-658-5000 ต่อ 1711 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โทร 02-111-1111 และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด โทร 02-949-1999 โดยมีราคาจองซื้อที่ราคาเสนอขายสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น คือ 32.00 – 33.00 บาทต่อหน่วย กรณีที่ราคาเสนอขายสุดท้ายต่ำกว่าราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น จะดำเนินการคืนเงินส่วนต่างค่าจองซื้อระหว่างราคาเสนอขายสุดท้ายกับราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นให้แก่ผู้จองซื้อ  

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.cpnreit.com โทร 02-667-5555 ต่อ 1660 หรืออีเมล์ [email protected]

บทความนี้เป็น Advertorial

ช่วยบอกต่อ “คลินิกแก้หนี้” โครงการดีๆ ช่วยเหลือผู้มีปัญหาหนี้บัตรฯ

หนี้ของหลายคน ส่วนใหญ่..เกิดจาก “บัตรเครดิต” เพราะพฤติกรรมการจ่ายขั้นต่ำ การกดเงินสดออกมาใช้ หมุนบัตรนั้นโป๊ะบัตรนี้ จนหนี้ก็เพิ่มพูดขึ้นเรื่อยๆ จากที่เคยจ่ายขั้นต่ำไหว ก็กลายเป็นเลิกจ่าย กลับกลายเป็นหนี้เสีย หรือ NPL หรือที่เรียกกันว่าติด black list นั่นแหละครับ

แล้วเราจะทำอย่างไรกับปัญหาเรื้อรังนี้ คลินิกแก้หนี้ คือ ทางออกสำหรับคนเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดจริงหรือไม่ วันนี้ aomMONEY จะมาเล่าให้ฟังเองครับ

คลินิกแก้หนี้ คืออะไร?

คลินิกแก้หนี้ คือ หน่วยงานกลางที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาแทนเจ้าหนี้ (บสส.) ภายใต้เกณฑ์และกรอบกฎหมายที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เป็นช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนมีโอกาสปลดหนี้

ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ

หากลูกหนี้ที่มีบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลมีเจ้าหนี้หลายราย และต้องการปลดหนี้ทั้งหมด คลินิกแก้หนี้จะช่วยหาแนวทางการชำระหนี้ นอกจากนี้ยังแนะนำการวางแผนทางการเงินที่ดี เพื่อไม่ต้องตกอยู่ในวงจรของหนี้สินอีกต่อไป

จุดน่าสนใจของคลินิกแก้หนี้คือ?

1.รวมหนี้จากทุกเจ้าให้เหลือหนี้เพียงก้อนเดียว ทำสัญญาแก้หนี้เพียงฉบับเดียวเท่านั้น

2.ผ่อนเฉพาะเงินต้น ตามตารางชำระหนี้

3.ผ่อนยาวได้ ไม่เกิน 10 ปี มีดอกเบี้ยขั้นต่ำ 4 – 7% ต่อปี
ปกติแล้ว บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง 18% หรือ 28%

4.มีการให้ความรู้ด้านการเงินกับคนที่เข้ามาปรึกษา เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อให้สามารถบริหารจัดการหนี้สินของตนเองได้

5.ไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ

แล้ว บสส. คือใคร/เชื่อถือได้แค่ไหน?

บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด SAM หรือ บสส. เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ ภายใต้กำกับของ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฯ) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลัก SAM มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ดำเนินงานบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) และทรัพย์สินรอการขาย (NPA) มาตั้งแต่ปี 2543 เป็นหน่วยงานรัฐ ด้วยทีมบุคลากรที่มีความรู้และทักษะในการดำเนินงานแก้ไขหนี้ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมากว่า 17 ปี เพราะฉะนั้นเรื่องความน่าเชื่อถือไม่ต้องกังวลครับ

คุณสมบัติของลูกหนี้ที่จะสมัครเข้าร่วมโครงการมีอะไรบ้าง?

– เป็นบุคคลธรรมดา ที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 65 ปี
– เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ
– เป็น NPL ก่อน 1 ม.ค. 63*
– หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท

*ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน ธ.ค. 62 ต้องมีสถานะค้างชำระ 91-120 วันขึ้นไป

สมัครเข้าร่วมโครงการ ผ่านช่องทางใดได้บ้าง?www.debtclinicbysam.com

– www.คลินิกแก้หนี้.com
– ไลน์@ ID : debtclinicbysam
– ติดต่อที่ สำนักงานโครงการ เลขที่ 333 อาคารเล้าเป้งง้วน 1 ชั้น 12 ซอยเฉยพ่วง ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
– ติดต่อที่สาขาของ บสส. 4 สาขา ได้แก่ สาขาสุราษฎร์ธานี , สาขาขอนแก่น , สาขาพิษณุโลก , สาขาเชียงใหม่
– สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2610-2266

ต้องเตรียมตัวอย่างไรและใช้เอกสารอะไรบ้าง?

– สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ
– สำเนาทะเบียนบ้าน
– ใบเปลี่ยนชื่อ-ชื่อสกุล (ถ้ามี)
– เอกสารการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้จากเครดิตบูโร
– สลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3-6 เดือน
– เอกสารแสดงการเดินบัญชี (statement) อย่างน้อย 6 เดือนย้อนหลัง
– บัตรเงินบำนาญ (กรณีเป็นข้าราชการ)
– ใบแนบหนังสือสั่งจ่าย (กรณีเป็นข้าราชการ)
– หลักฐานการแสดงรายได้อื่น เช่น สัญญาให้เช่า สัญญาว่าจ้าง ฯลฯ
ใบแจ้งหนี้ / เอกสารแสดงความเป็นหนี้

บก.aomMONEY ฝากวิธีใช้บัตรเครดิตที่ถูกต้อง

1.ชำระค่าบัตรเครดิตให้ตรงเวลา ตั้งเตือนรอบบิลทุกเดือน
2.ชำระค่าบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกรอบบิล
3.ไม่กดเงินสดผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเงินสดมาใช้เด็ดขาด

aomMONEY ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคนที่มีปัญหาเรื่องหนี้นะครับ และหวังว่าความฝันของทุกคนที่อยากจะมีรถมีบ้านมีเงินเก็บจะเป็นเรื่องจริง

ถึงแม้ว่ามันจะไม่ง่าย…
และต้นทุนชีวิตหลายๆ คนก็ไม่เท่ากัน
แต่ถ้าเราเลือกพยายามให้ถูกที่…จัดการการเงินอย่างชาญฉลาด

บก.เชื่อว่าฝันของทุกคนเป็นจริงได้ครับ

บก.aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.tmbbank.com/…/vi…/financial-behavior-GEN-Y.html…
https://mgronline.com/stockmarket/detail/9620000116395
https://www.debtclinicbysam.com/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%9…/
https://www.thairath.co.th/…/business/finance-banking/945732

รวม 5 บัตรเครดิตระดับ TOP รูดแล้วคุ้ม “ได้เงินคืน”

สมัยนี้มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา ไม่ว่าจะช้อป กิน เที่ยว จ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าดูหนัง ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ “ผ่านบัตรเครดิต” โดยที่ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดให้ยุ่งยาก ที่สำคัญยังมีบัตรเครดิต ประเภทที่เรียกว่า Cashback ที่เมื่อรูดใช้เงินแล้ว เราจะได้ยอดเงินคืนเข้าบัญชีครับ เมื่อเทียบกับการใช้เงินสดซื้อสินค้าและบริการแล้ว aomMONEY มองว่าการใช้บัตรเครดิตประเภท Cashback นี้แทนการใช้จ่ายด้วยเงินสด คุ้มค่ากว่า เพราะทั้งปลอดภัย ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมาก ได้เครดิตเงินคืน และบัตรบางเจ้าก็มีสิทธิเศษพวกส่วนลด หรือว่าแลกแต้มสะสมต่าง ๆ ครับ  

คราวนี้เพื่อน ๆ หลายคนก็มีคำถามแล้วล่ะว่า เอ…แล้วจะเลือกบัตรเครดิตแบบ Cashback ของสถาบันการเงินไหน วันนี้ aomMONEY เลยอาสามาขอแนะนำ 5 บัตรเครดิตระดับตัว TOP รูดแล้วคุ้ม ได้เงินคืน มาให้เพื่อน ๆ ได้ศึกษาข้อมูลไว้พิจารณาครับผม

บัตรเครดิต เฟิร์สช้อยส์ วีซ่า แพลทินัม จาก กรุงศรี O% สั่งได้ทุกอย่าง

บัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า แพลทินัม เป็นบัตรที่มีวงเงินบัตรเครดิตสูงสุด 5 เท่าของรายได้ ระยะเวลาการชำระเงินปลอดดอกเบี้ยนานสูงสุด 50 วัน และสามารถแบ่งชำระรายเดือน 0% นาน 3 เดือน ผ่านแอพ UCHOOSE นอกจากนี้ยังฟรีค่าธรรมเนียแรกเข้าด้วยครับ

ความน่าสนใจในมุมมอง aomMONEY

  • เครดิตเงินคืนสูงถึง  1.5%  เงื่อนไข คือ ต้องมียอดใช้จ่ายสะสมในวงเงินบัตรเครดิต ตั้งแต่ 10,000 บาท/เดือน ขึ้นไปครับ
  • ไม่ว่าจะรูดซื้ออะไร สามารถเปลี่ยนยอดบัตรเครดิต เป็นยอดผ่อน 0% ได้ระยะเวลา 3 เดือนครับ เงื่อนไข คือ ยอดใช้จ่ายขั้นต่ำ 1,000 บาทขึ้นไป/ เซลล์สลิป ถึงจะแบ่งผ่อนจ่ายได้ครับ 
  • รับสิทธิ์ชมภาพยนตร์ราคาพิเศษ โรงภาพยนตร์ Major ในราคา 100 บาท จำกัด 2 สิทธิ์/หมายเลขบัตร/เดือน เงื่อนไข คือ จำกัด 4,000 สิทธิ์/เดือน 
  • สามารถแลกคะแนนสะสมเพื่อโอนเป็นไมล์สะสมกับสายการบินทั่วโลก

บางกอกแอร์เวย์ = Flyer Bonus ทุก 1,000 คะแนนเท่ากับ 500 Flyer Bonus 

ระยะเวลาการแลกคะแนน 1 พ.ย. 60 –  30 ก.ย. 63

คาเธ่ย์ แปซิฟิก = Asia Miles ทุก 2 คะแนนเท่ากับ 1 Asia Miles 

ระยะเวลาการแลกคะแนน วันนี้ – 31 สิงหาคม 63

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม https://bit.ly/2R1cBnk

เหมาะกับใคร?

aomMONEY มองว่ามนุษย์เงินเดือนทุกคน ถ้าจะสมัครบัตรเครดิตใบแรก “บัตรเครดิต เฟิร์สช้อยส์ วีซ่า แพลทินัม ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ” อย่างน้องในทีม aomMONEY เองก็มีคนสมัครไว้สำหรับผ่อนประกันรถยนต์กับโทรศัพท์ เพราะเข้าร่วมโปรโมชั่นผ่อน 0% หลายร้านค้าครับ

บัตรเครดิตยูโอบี โยโล่ แพลทินัม – UOB

บัตรเครดิตยูโอบี โยโล่ แพลทินัม จาก UOBเป็นบัตรเครดิตที่มีจุดเด่นตรงมีเครดิตเงินคืนสูงถึง 15% ครับ เมื่อใช้จ่ายในร้านที่ร่วมโปรกับบัตร*  และมีเครดิตเงินคืน 1% จากยอดการใช้จ่ายอื่น ๆ อีกด้วย และหน้าลายบัตรก็สวยดีครับ

ความน่าสนใจในมุมมอง aomMONEY

  • รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 15%* เมื่อใช้ที่รถไฟฟ้า MRT 7-11 ร้านบูทส์ ร้านวัตสัน ร้านมัตสึโมโตะ คิโยชิ เบอร์เกอร์ คิง Shopee Grab ร้าน Baskin Robbins และ Ticket Melon

*เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯที่ใดก็ได้รวมกัน 5 ครั้ง และมียอดใช้ขั้นต่ำ 300 บาท/เซลล์สลิป/ครั้ง/รอบบัญชี และรับเครดิตเงินคืน 1% เมื่อมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ไม่ถึง 5 ครั้ง และมียอดใช้ไม่ถึง 300 บาท/เซลล์สลิป/ครั้ง/รอบบัญชี ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 63

  • รับและรับเครดิตเงินคืน 1% เมื่อมียอดใช้จ่ายอื่นๆ แต่ยอดใช้จ่ายนี้จะไม่รวมในหมวดสถานีบริการน้ำมัน กองทุน และการซื้อประกันต่างๆ นะครับ 
  • ซื้อตั๋วหนัง SF 1 ฟรี 1 
  • แบ่งชำระ 0% ระยะเวลา 3 เดือน เมื่อมียอดใช้จ่ายเกี่ยวกับหมวดท่องเที่ยว เงื่อนไข คือ ยอดใช้จ่าย ตั้งแต่ 10,000 บาท/เซลส์สลิป ขึ้นไปครับ 

เหมาะกับใคร?

aomMONEY มองว่ามนุษย์เงินเดือนทุกคนก็ใช้บัตรใบนี้ได้ครับ รายได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ต่อเดือน แต่น่าจะคุ้มค่าสุดสำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ในเมือง หรือตามหัวเมืองในแต่ละหวัด เพราะว่าร้านค้าที่ร่วมรายการเครดิตเงิน 15% อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ครับ

บัตรเครดิตซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม จาก Citibank

ความน่าสนใจในมุมมอง aomMONEY

  • เครดิตเงินคืนถึง 11% เมื่อใช้จ่ายที่ BTS MRT โดยเฉพาะนักดื่มชากาแฟ ร้าน Amazon ก็เข้าร่วมกับบัตรด้วยนะครับ เพื่อนๆ สายนี้น่าจะชอบกันเลยแหละ เพราะคุ้มกว่าจ่ายด้วยเงินสดแน่นอนครับ  
  • เครดิตเงินคืน 5% เมื่อใช้จ่ายที่ร้าน Boost และ Watson 
  • เครดิตเงินคืน 1% สำหรับยอดใช้จ่ายอื่นๆ และเมื่อเติมน้ำมันเชลล์ยอด 800 บาท/เซลล์สลิป ขึ้นไป

เหมาะกับใคร?

aomMONEY มองว่าเหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ มาก ๆ ครับ เพราะถ้าดูจากร้านค้าที่ร่วมรายการแล้ว คุ้มค่าแน่นอน โดยเฉพาะสายที่ชอบดื่ม Amazon ใช้บัตรใบนี้คุ้มค่ากว่าการใช้เงินสดซื้อแน่นอครับ โดยเงื่อนไขการสมัครบัตร คือ มีรายได้อย่างน้อย 15,000 บาทขึ้นไปครับผม *บก. aomMONEY ก็ใช้อยู่ครับ

บัตรเครดิต ทีเอ็มบี โซ สมาร์ท จาก TMB

ความน่าสนใจในมุมมอง aomMONEY

  • รับเครดิตเงินคืน 1% จากทุกยอดการใช้จ่ายผ่านบัตร 100 บาทขึ้นไป เข้าบัญชีเงินฝากทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ (ต้องเปิดบัญชีทีเอ็มบี โน ฟิกซ์ ด้วยครับ)  
  • บริการ TMB So GooOD 0% 3 เดือน สามารถทำเรื่องผ่อน เมื่อเรารูดซื้อสินค้าใดๆ ที่ยอดจ่าย 1,000 บาท/เซลล์สลิป ขึ้นไปครับ
  • ไม่มีค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี (บางเจ้ามีค่าธรรมเนียมรายปีนะครับ)  
  • คุ้มครองประกันอุบัติเหตุจากการเดินทางสูงสุด 6 ล้านบาท
  • เมื่อซื้อสินค้าที่  BIG Camera รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 5,200 บาท แบ่งชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน พร้อม รับเครดิตเงินคืน สูงสุด 5,200 บาท 
  • เมื่อจองที่พักกับ www.expedia.co.th/tmb รับส่วนลดเพิ่ม 9% สำหรับการจองโรงแรมต่างประเทศ เงื่อนไขตามที่ธนาคารกำหนด

เหมาะกับใคร?

aomMONEY มองว่าเหมาะกับทุกคนที่มีความต้องการอยากได้เครดิตเงินคืนจากการใช้บัตรเครดิตครับ เพราะยอดการใช้บัตร 100 บาทขึ้นไปก็ได้เครดิตเงินคืน 1% แล้ว และความน่าสนใจพิเศษเลย คือ บริการ TMB So GooOD 0% 3 เดือน สามารถทำเรื่องผ่อน เมื่อเรารูดซื้อสินค้าใดๆ ที่ยอดจ่าย 1,000 บาท/เซลล์สลิป ขึ้นไป โดยทำผ่านแอพได้เลยครับ สะดวกดี

*บก. aomMONEY ก็ใช้อยู่ครับ

บัตรเครดิต TMRW จาก UOB

สำหรับคนที่ชอบบัตรเครดิตที่มีลายสีสันสวยงาม ต้องบัตรเครดิต TMRW จาก UOB เลยครบ  อีกทั้งจะ กิน เที่ยว ช้อป ก็รับเครดิตเงินคืน 2% และรับเครดิตเงินคืน 1% สำหรับทุกการใช้จ่ายในหมวดอื่นๆ และยังโปรโมชั่นประจำเดือนที่น่าสนใจอีกด้วย

ความน่าสนใจในมุมมอง aomMONEY

  •  รับเครดิตเงินคืน 3% เพียงแค่ทำภารกิจตามนี้ครับ
    • จ่ายบิล 2 ครั้ง/เดือน
    •  โอนเงิน 2 ครั้ง/เดือน
  • รับเครดิตเงินคืน 2% ในหมวดร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และท่องเที่ยว
  • รับเครดิตเงินคืน 1% สำหรับหมวดอื่นๆ
  • ตั้งลิมิตยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรได้ สำหรับคนกลัวที่รูดบัตรเพลิน
  • เมื่อใช้บริการ Grab ผ่านบัตรเครดิต TMRW ระหว่างวันที่ 1 มี.ค. 62 – 29 ก.พ. 63 รับเครดิตเงินคืน 15%  
  • เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต TMRW ที่ Tops ระหว่างวันที่ 1 มี.ค. 62 – 29 ก.พ. 63 รับเครดิตเงินคืน 15%  

เหมาะกับใคร?

aomMONEY มองว่าเหมาะกับทุกคนนะครับ เพราะบัตรเครดิต TMRW จาก UOB ให้เครดิตเงินคืนสูงพอสมควรเลยครับ 3% เมื่อเทียบกับบัตรใบอื่น และเงื่อนไขก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนมองหาบัตรเครดิตสักใบครับ แต่ต้องศึกษาเงื่อนไขดีๆ นะครับ มันจะมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ต้องศึกษาด้วย

สุดท้ายครับ…ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY อยากฝากถึงเพื่อนๆ ครับว่า ไม่ว่าบัตรเครดิตจะมีสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่ามากมายแค่ไหน เราก็ต้องเลือกใช้ให้ตรงไลฟ์สไตล์ชีวิตเราด้วยครับ เช่น เลือกใช้บัตรเครดิตที่ได้เครดิตเงินคืนทั้ง BTS MRT แต่ชีวิตประจำวันขับรถตลอด ไม่เคยใช้รถสาธารณะเลย แบบนี้ก็ไม่เวิร์คนะครับ ที่สำคัญต้องมีสติในการใช้จ่ายและชำระเงินคืนตามเวลา ไม่จ่ายขั้นต่ำ ไม่กดเงินสดออกจากบัตรเครดิต ไม่เช่นนั้นอาจจะมีหนี้มหาศาลตามมากับบัตรได้นะคร้าบ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY 

ขอบคุณข้อมูลจาก

https://bit.ly/39GXmZ0

https://www.uob.co.th/yolo/

https://bit.ly/35AlpWc

https://bit.ly/2uogrPu

https://bit.ly/39HFZau

https://bit.ly/36zFvBo

7 ข้อท่องไว้ ก่อนตัดสินใจซื้อ “รถยนต์”

ในยุคสมัยที่การเดินทางคือส่วนหนึ่งในชีวิตประจำกัน รถยนต์ ถือเป็นพาหนะที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ช่วยให้การเดินทางของเรานั้นง่ายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

นั่นจึงอาจเป็นเหตุผลที่มนุษย์เงินเดือนหลายๆคน ต่างมีความฝันที่อยากจะมี “รถยนต์” เป็นของตัวเอง แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถสักคัน ทาง aomMONEY มีข้อแนะนำเล็กๆ น้อยมาแบ่งปันเพื่อนๆ ให้อ่านกันครับ อย่างน้อยเพื่อความคุ้มค่าที่สุดของเราครับ

ข้อที่ 1 : รู้ว่ารถยนต์แบบไหนที่ต้องการ

การคำนึงถึงผลประโยชน์ในการใช้งาน จะช่วยทำให้เราสามารถเลือกรถยนต์ที่ตรงกับความต้องการได้มากที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจนเกินไปครับ

ตัวอย่าง เช่น หากคุณต้องการมีรถสักคันหนึ่ง ไว้สำหรับใช้เดินทางเวลาไปทำงานเพียงเท่านั้น คุณอาจจะเลือกซื้อรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่ใหญ่มากและประหยัดน้ำมัน อย่างรถยนต์ eco car วิ่งใช้งานในระยะใกล้ๆ ก็ได้ครับ

ข้อที่ 2 : ศึกษาและวางแผนก่อนผ่อนเสมอ

ในการวางเงินดาวน์ โดยปกติทั่วไปแล้ว เราควรมีเงินก้อนก่อนดาวน์รถยนต์ประมาณ 25% ของราคารถที่จะซื้อ เพราะยิ่งเราสามารถที่จะวางเงินดาวน์ได้สูงเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้ระยะเวลาที่ต้องผ่อนและเสียดอกเบี้ยน้อยลงเท่านั้นครับ

ข้อที่ 3 : วางแผนเก็บออมมีเงินสำรองจ่าย

การเก็บออมถือเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่จะช่วยทำให้เรามีเงินเก็บในกระเป๋ามากยิ่งขึ้น เพื่อใช้ในการดูแลรถในระยะยาว เพราะอย่าลืมนะครับว่ายิ่งรถแพง ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งแพง แถมยังสบายใจเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินอีกด้วยนะครับ

ข้อที่ 4 : ประเมินค่าใช้จ่ายอื่นๆ

นอกจากค่าใช้จ่ายในการซื้อรถแล้ว ก็อย่าลืมนะครับว่ายังมีค่าใช้จ่ายอื่นแอบแฝงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน หรือค่าที่จอดรถ ซึ่งการประเมินค่าใช้จ่ายในเบื้องต้น จะสามารถช่วยให้เราวางแผนการเงินได้อย่างรอบคอบมากยิ่งขึ้นครับ

ข้อที่ 5 : เลือกรถยนต์ในราคาที่เหมาะสม

สำหรับเทคนิคในการเลือกซื้อรถยนต์ที่เหมาะสมกับเรานั้น เราควรเลือกซื้อรถยนต์ที่มีราคาไม่เกิน 20% ของมูลค่าทรัพย์สินที่เรามีครับ เพื่อให้ไม่เกิดภาระหนี้สินที่มากจนเกินไป

ข้อที่ 6 : ศึกษาการต่อ ภาษีรถยนต์ และ พ.ร.บ.

สำหรับการต่อ ภาษีรถยนต์ และ พ.ร.บ.นั้นมีค่าใช้จ่าย ที่เจ้าของรถทุกคันจำเป็นจะต้องจ่ายตามกฏหมายในทุกๆปีครับ โดยค่าภาษีรถยนต์ จะเริ่มต้นจ่ายตั้งแต่ 600 ซีซี แรกที่ 50 สตางค์ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามขนาดความจุที่กำหนดครับ

ส่วนค่าใช้จ่าย พ.ร.บ. สำหรับรถเก๋ง จะจ่ายที่ 600 บาท รถกระบะ 900 บาทและรถตู้ (ไม่เกิน15 ที่นั่ง) 1,100 บาท ครับ

ข้อที่ 7: ทำประกันภัยรถยนต์ สบายใจยามเกิดเหตุ

แม้ว่าการทำประกันรถยนต์อาจจะสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับเราในทุกๆปี แต่การทำประกันรถยนต์ก็ถือเป็นการคุ้มครองอย่างหนึ่งที่คุ้มค่า และสามารถช่วยจ่ายค่าซ่อมแซมให้กับเราได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ครับ ซึ่งเมื่อเปรียบกันแล้วการทำประกันรถยนต์ จะลดค่าเสียหายได้ดีกว่าจ่ายเองอย่างแน่นอนครับ

อย่างที่ได้กล่าวไปนะครับ สำหรับใครที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ในปีนี้ ก็อย่าลืมที่จะวางแผนการเงินและศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนทำการ ซื้อ-ขาย นะครับ เพื่อที่เราจะได้มีรถยนต์คันแรก อย่างสบายใจไร้กังวล ตรงกับความต้องการมากที่สุด และมีหนี้สินน้อยที่สุดนั่นเองครับ

ที่มา : https://www.roojai.com/article/your-car/7-yearly-car-expense/

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

กองทุนรวมกับประกันชีวิตควบการลงทุน แตกต่างกันอย่างไร

ช่วงที่ผ่านมาอภินิหารเงินออมเปิดคอร์สการเงินกลุ่มเล็กๆ 10 คนที่เชียงใหม่และรับติวคนเดียวส่วนตัวที่ กทม. การติวใกล้ชิดแบบนี้ทำให้รู้ว่าแต่ละควรอธิบายอย่างไรถึงจะเข้าใจ เพราะแต่ละคนมีการรับรู้แตกต่างกัน ล่าสุดน้องคนหนึ่งกำลังหาข้อมูลเรื่องประกันชีวิตควบการลงทุน เขาอ่านมาหลายเว็บมีเฉพาะคำอธิบาย แต่ไม่บอกว่านำมาใช้งานอย่างไร อ่านในกระทู้แล้วยิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่

อภินิหารเงินออมลองอธิบายในสไตล์ตัวเองให้ฟังและเขียนโพสต์บนเพจ หลายคนบอกเข้าใจง่าย จึงนำทั้งหมดมารวบรวมเขียนไว้ในบทความนี้ เพื่อเป็นแนวทางสร้างทางเลือกเก็บเงินให้ตัวเองนะจ๊ะ

การเลือกวิธีการเก็บเงินก็เหมือนการเลือกใส่เสื้อผ้า

ในแต่ละวันเราเลือกใส่เสื้อผ้าแบบไหน มันขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เราจะไป เช่น งานศพ งานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ ชุดทำงาน ชุดว่ายน้ำ ชุดวิ่ง ฯลฯ เราไม่สามารถใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นไปร่วมทุกงานนี้ได้ เรียกง่ายๆว่าควรเลือกใส่เสื้อผ้าให้เหมาะกับกาลเทศะ วิธีเก็บเงินก็เช่นกัน เราจะเก็บเงินที่ไหนควรเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายการเงินของตัวเอง

ยิ่งรู้จักผลิตภัณฑ์การเงินมากเท่าไหร่ เรายิ่งมีทางเลือกในการออกแบบวิธีเก็บเงินให้ตัวเองมากขึ้นด้วย เมื่อรู้เยอะเราสามารถนำมาเปรียบเทียบเพื่อดูว่าจุดเด่นของผลิตภัณฑ์การเงินแบบไหนเหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของเรามากที่สุด เรามาดูตัวอย่างจริงเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

ตัวอย่าง เก็บเงินปีละ 14,000 บาท ผ่านไป 2 ปี เงินต้นรวม 28,000 บาท มีผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร

กองทุนรวม

จุดเด่น คือ เน้นการลงทุน ให้เงินทำงานทำให้เงินเติบโต เราได้รับเงิน 2 แบบ คือ

1. ถอนออกมาใช้ได้

จากเงินลงทุนปีละ 14,000 บาท ผ่านไป 2 ปี เงินต้นรวม 28,000 บาท สมมติว่าได้รับผลตอบแทน 3.2% เงินจะเติบโตประมาณ 28,488 บาท ระหว่างทางถ้าต้องการใช้เงินสามารถขายกองทุนนำเงินออกมาใช้ได้

2. เสียชีวิต

หากทุพพลภาพหรือเสียชีวิต เรามีเงินจากกองทุนรวมนี้เลี่้ยงดูตัวเองในช่วงทุพพลภาพหรือให้ครอบครัวประมาณ 28,488 บาท (อาจจะน้อยหรือมากกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนในขณะนั้น)

ข้อควรระวัง

  • กองทุนรวมซื้อขายได้ตลอดเวลา บางช่วงติดลบหนักๆ 10 – 20% อาจจะทำให้เราหยุดการซื้อแบบ DCA หรือขายทิ้ง เสียวินัยการลงทุนเพราะความหวั่นไหว ทำให้แผนการเงินระยะยาวที่วางไว้เสียหายได้ 

ประกันชีวิตควบการลงทุน

จุดเด่น คือ เน้นคุ้มครองชีวิต สมมติว่าเบี้ยประกันปีละ 14,000 บาท ซื้อความคุ้มครองชีวิต 1,000,000 บาท ได้รับเงิน 4 แบบ คือ

1. ถอนออกมาใช้

เบี้ยประกันที่จ่ายปีละ 14,000 บาท รวม 2 ปี คือ  28,000 บาท หลังจากหักค่าใช้จ่ายประกันชีวิตแล้วเหลือเงินส่วนหนึ่งไปซื้อกองทุนรวม 8,039.42 บาท ได้รับผลตอบแทน 3.2% เงินเติบโตประมาณ 8,296.41 บาท หากจำเป็นสามารถถอนเงินส่วนนี้ออกมาใช้ได้ ถ้าถอนตั้งแต่ปีที่ 3 จะไม่เสียค่าธรรมเนียมการถอน

2. ทุพพลภาพ

ถ้าเราทำงานไม่ได้นอนรักษาตัวอยู่บ้าน แต่ทุกวันก็ต้องมีค่าใช้จ่าย เรามีเงินก้อนแรกดูแลตัวเอง 1,000,000 บาท มาจากความคุ้มครองทุพพลภาพของประกันชีวิต 

3. ทุพพลภาพและเสียชีวิต

โชคร้าย 2 ต่อ คือ ทุพพลภาพไปไม่กี่ปีแล้วเสียชีวิต หลังจากได้รับเงินก้อนแรกจากทุพพลภาพ 1,000,000 บาทแล้ว เสียชีวิตมีเงินดูแลครอบครัว 1,008,296.14 บาท (อาจจะน้อยหรือมากกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนในขณะนั้น)  

4. เสียชีวิต

มีเงินก้อนดูแลครอบครัว 1,008,296.14 บาท (อาจจะน้อยหรือมากกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนในขณะนั้น)

ข้อควรระวัง

  • แม้ว่าถอนเงินออกมาใช้ได้ แต่ไม่ควรถอนมากเกินไปเพราะจะทำให้ความคุ้มครองจากประกันชีวิตหมดลงได้ 
  • ประกันควบการลงทุนที่ขายอยู่ในตลาดมีให้เลือกหลายรูปแบบ มีความซับซ้อนและประยุกต์ใช้ได้หลายเป้าหมายการเงิน เราควรตั้งเป้าหมายการเงินก่อนว่าตัวเองต้องการอะไรแล้วจึงมาจับคู่กับประกันควบการลงทุน เช่น
    • ต้องการเก็บเงินก้อนไว้ตอนเกษียณ แล้วทยอยถอนใช้รายปี 
    • ต้องการความคุ้มครองสูงเพื่อสร้างหลักประกันให้ครอบครัว 
    • ต้องการสร้างกองทุนดูแลสุขภาพเพื่อสร้างระบบถอนอัตโนมัติจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเองได้ 
    • ต้องการสร้างเงินเป็นทุนการศึกษาให้ลูก ถอนค่าเทอมให้ลูกได้แบบรายปี  

เรื่องจริงของการลงทุน

อภินิหารเงินออมเคยทำงานเป็นผู้แนะนำการลงทุนในตลาดหุ้น ผ่านทั้งช่วงหุ้นขึ้นอู่ฟู่ซื้อหุ้นอะไรก็ได้กำไรกับช่วงเลวร้ายหุ้นตก 100 จุดภายใน 1 วัน เจอลูกค้าต้องเติมเงิน TFEX บางคนเคยมีกำไรได้จับเงินล้านแต่ไม่นานก็กลายเป็นหนี้เพราะเก็งกำไรผิดด้าน บางคนเทรดบัญชีมาร์จิ้นไม่ได้เติมเงินช่วงหุ้นตกจนถึงขั้นถูกบังคับขายหุ้น ทั้งหมดนี้ทำให้อภินิหารเงินออมสนิทกับความไม่แน่นอนเป็นอย่างดี 

เราซ้อมหนีไฟทุกปี แต่ไม่เคยเจอไฟไหม้จริงๆสักครั้ง แผนการเงินของเราก็เช่นกัน ก็ต้องมีแผนหนีไฟให้ตัวเอง เพื่อครอบครัวจะได้ไม่ลำบาก เช่น สมมติว่าเสียชีวิตในช่วงเวลาที่หุ้นตกยับ การลงทุนแย่สุดๆ จะเหลือเงินให้ครอบครัวเท่าไหร่ มีอะไรทำให้เรามั่นใจว่าครอบครัวจะได้รับเงินไม่ต่ำกว่าเงินที่ลงทุนไป ถ้าเราหาทางออกให้กับปัญหานี้แล้ว ก็จะอุ่นใจทั้งตอนมีชีวิตอยู่และเสียชีวิต

หากมีเงินเหลือจากการลงทุน อาจจะแบ่งเงินบางส่วนเดือนละ 1,000 บาทมาเก็บไว้ที่ประกันชีวิตควบการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคงให้กับครอบครัว ถ้าความไม่แน่นอนทำให้เราหยุดหายใจก็ยังมีเงินก้อนมากกว่า 1,000,000 บาทไว้ดูแลคนที่เรารักได้

ซื้อรวมกับซื้อแยก แตกต่างกันอย่างไร

สำหรับคนที่ชอบเปรียบเทียบ อาจจะอยากรู้ว่าที่ความคุ้มครอง 1,000,000 บาทเท่ากันระหว่างการซื้อรวมกับซื้อแยกต้องใช้เงินเท่าไหร่ เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมกับสภาพคล่องของตัวเองให้ได้มากที่สุด

=> ซื้อรวม : ซื้อที่เดียวที่ประกันชีวิตควบการลงทุน ความคุ้มครอง 1,000,000 บาท จ่ายเงินปีละ 14,000 บาท ผ่านไป 2 ปี ผลตอบแทน 3.2% ส่วนของเงินลงทุนประมาณ 8,296.41 บาท (จากตัวอย่างข้างบน)

=> ซื้อแยก : ประกันชีวิต 1 กรมธรรม์และซื้อกองทุนรวมเองต่างหาก แปลว่า เราทำ 2 อย่าง คือ

1. ซื้อประกันชีวิตความคุ้มครอง 1,000,000 บาท เบี้ยประกันปีละ 16,110 บาท (สมมติว่าเป็นเพศหญิง อายุ 30 ประกันชีวิตแบบตลอดชีพเพราะเบี้ยประกันถูก ความคุ้มครองสูง มีมูลค่าเงินสด กู้กรมธรรม์ได้)

2. ซื้อกองทุนรวมปีละ 4,000 บาท ผ่านไป 2 ปีมีผลตอบแทน 3.2% เงินเติบโตเป็น 8,128 บาท

แปลว่า ถ้าซื้อแยกประกันชีวิตกับกองทุนรวม เราใช้เงินปีละ 20,110 บาท (มาจาก 16,110 + 4,000) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับการซื้อประกันชีวิตควบการลงทุนที่เบี้ยประกันปีละ 14,000 บาท

ถ้าเราเข้าใจเรื่องการลงทุนแล้วจะเลือกแบบไหนดีล่ะ

=> เก็บเงินเพื่อดูแลตัวเอง ไม่ต้องเป็นห่วงใครเพราะแต่ละคนมีรายได้ดูแลตัวเองได้ ถ้าเรามีเป้าหมายต้องการทำให้เงินเติบโต คำตอบ คือ กองทุนรวม

=> เราเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัว ถ้าเราหยุดหายใจ หนี้สินทั้งหมดก็ตกอยู่กับครอบครัว รายได้ในอนาคตของเราก็จะหายไปด้วย เราควรเลือกประกันชีวิตควบการลงทุน แบบความคุ้มครองสูง เพื่อสร้างสร้างความอุ่นใจให้ครอบครัว

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแนวทางเลือกเบื้องต้นเท่านั้น เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายการเงินและสภาพคล่องแตกต่างกัน อาจจะเลือกแบบใดแบบหนึ่งหรือทั้งสองแบบก็ได้ สิ่งสำคัญ คือ ควรซื้อด้วยความเข้าใจ เพราะตัวแทนที่จะแนะนำประกันชีวิตควบการลงทุน ต้องมี 2 ใบอนุญาต คือ ใบอนุญาตตัวแทนประกันกับใบอนุญาต IC จาก กลต. ที่เข้าใจเรื่องของการลงทุนด้วย เพราะเงินของเราต้องดูแลเอง มาถึงตรงนี้เชื่อว่าแฟนเพจน่าจะรู้แล้วว่าควรถามอะไรตัวแทนประกันบ้างนะจ๊ะ

เพจอภินิหารเงินออม

Update! “7 สิทธิประกันสังคม” ที่มนุษย์เงินเดือนต้องรู้ไว้

“ประกันสังคม” คือ กองทุนที่ให้หลักประกันในการดำรงชีวิต ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับประชาชน โดยมีอัตราการหักเงิน 5% ของเงินเดือน (หักสูงสุด 750 บาท) เพื่อนๆ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบนะครับว่า “750 บาท” ที่ถูกหักไปจากเงินเดือนเพื่อจ่ายประกันสังคมในทุก ๆ เดือน เราได้ประโยชน์อะไรกันบ้าง…

วันนี้ aomMONEY เลยอาสาสรุปเป็น 7 ข้อสิทธิประกันสังคมที่ “มนุษย์เงินเดือน” ต้องรู้! มาแบ่งปันให้เพื่อนๆ ทุกคนครับ

1. สิทธิกรณีเจ็บป่วย

สำหรับผู้ที่มีการจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน เมื่อมีอาการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุต่างๆ สามารถที่จะใช้สิทธิ์เข้ารับการรักษากับโรงพยาบาลที่ตนเลือกไว้ตามบัตรรับรองสิทธิ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้แต่อย่างใดครับ

แต่ในกรณีที่มีอุบัติเหตุฉุกเฉินต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ใกล้เคียง เพื่อนๆ อาจจะต้องสำรองจ่ายค่ารักษาก่อนนะครับ แล้วจึงค่อยรอเบิกค่ารักษาในภายหลัง

2. สิทธิกรณีคลอดบุตร

สำหรับผู้ที่มีการจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 5 เดือน สามารถที่จะเบิกค่าคลอดบุตรได้จำนวน 13,000 บาทต่อการคลอดบุตรหนึ่งครั้ง และยังได้รับเงินสงเคราะห์ลาคลอด 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย (ฐานเงินสูงสุดที่ 15,000 บาท) อีกด้วยครับ

3. สิทธิกรณีทุพพลภาพ

ทุพพลภาพ คือ การสูญเสียอวัยวะในร่างกาย หรือ การสูญเสียภาวะจิตใจปกติ ที่ทำให้ความสามารถในร่างกายทำงานได้ลดลง โดยเงื่อนไขในการใช้สิทธิ์ ผู้ประกันตนจะต้องมีการจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งในกรณีที่รุนแรงผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนในอัตรา 50% ของค่าจ้างตลอดชีวิต แต่หากเป็นกรณีไม่รุนแรงจะได้รับเงินทดแทนตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดครับ

4. สิทธิกรณีเสียชีวิต

หากมีการจ่ายเงินสมทบมาแล้วอย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไป เมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิต ผู้จัดการศพจะได้รับเงินค่าทำศพจำนวน 40,000 บาท และเงินสงเคราะห์ตามเกณฑ์การส่งเงินสมทบที่กำหนดครับ

5. สิทธิกรณีชราภาพ

ในกรณีที่ผู้ประกันตนอายุ 55 ปี และส่งประกันสังคมไม่ครบ 180 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำเหน็จ ซึ่งมีลักษณะเป็นเงินก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่ถ้าผู้ประกันตนมีการจ่ายค่าประกันสังคม ไม่น้อยกว่า 180 เดือน ผู้ประกันตนได้รับเงินบำนาญ ซึ่งเป็นเงินที่จะได้รับทุก ๆ เดือน ตลอดชีวิตครับ

6. สิทธิกรณีว่างงาน

เมื่อถูกเลิกจ้าง ผู้ประกันตนจะได้รับเงินในอัตรา 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยปีละไม่เกิน 180 วัน (ประมาณปีละไม่เกิน 45,000 บาท) แต่หากเป็นการลาออกหรือสิ้นสุดงาน จะได้รับเงินทดแทนปีละไม่เกิน 90 วัน ในอัตรา 30% ของค่าจ้างเฉลี่ยแทนครัว

7. สิทธิกรณีสงเคราะห์บุตร

หากมีการจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือน และมีบุตรโดยชอบด้วยกฏหมายอายุไม่เกิน 6 ปี ผู้ประกันตนจะได้รับเงินค่าสงเคราะห์บุตรเดือนละ 600 บาท ต่อ 1 คน (สูงสุด 3 คน)

อ่านมาถึงตรงนี้กันแล้ว หากใครที่ไม่มั่นใจว่าตนเองมีสิทธิประกันสังคมอะไรบ้าง ก็สามารถตรวจเช็คสิทธิประกันสังคมเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้

ที่เว็บไซต์ https://www.sso.go.th/wpr/main/login

เรื่องสิทธิประกันสังคมเป็นสิทธิพื้นที่ฐานที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนควรรู้ไว้นะครับ 

เพราะฉะนั้นอย่าลืมกดแชร์ เพื่อเป็นความรู้ต่อๆ กันนะครับ 

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY 

ที่มา : https://www.stock2morrow.com/article-detail.php?id=2222

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

บลจ.กสิกรไทย ตั้งเป้าเติบโต ด้วยกลยุทธ์ Investor Focus พาลูกค้าฝ่าวิกฤตตลาดโลกผันผวน ด้วยผลตอบแทนพอร์ตแนะนำขั้นต่ำ 3%

เมื่อวันศุกร์ที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา aomMONEY ได้มีโอกาสร่วมงาน KAsset Press Conference 2020 ในปีนี้มาในแนวคิด Flying Above Uncertainty โดยผู้บริหารทุกท่านจะมาแถลงให้ทราบถึงผลดำเนินงานของบริษัท ที่จะพูดถึงความเป็นผู้นำในธุรกิจจัดการกองทุนรวม รวมถึงการทำให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุน พร้อมก้าวข้ามสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความผันผวนในปีนี้

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายปี 2563 ว่า บลจ.กสิกรไทย ยังคงตั้งเป้าการเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจกองทุนด้วยการรักษาฐานลูกค้าเดิม ขยายฐานลูกค้าใหม่ และเพิ่มศักยภาพการลงทุนผ่านช่องทางดิจิตอล โดยมีแผนออกกองทุนใหม่ทั้งที่เป็นกองทุนทั่วไป และกองทุนทางเลือกอย่าง Private Equity Fund รวมแล้วกว่า 6 กองทุน ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงแนะนำกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายทั้งกองทุนตราสารหนี้ กองทุนหุ้นไทย กองทุนหุ้นต่างประเทศ และกองทุนผสม เป็นต้น

คุณวศินและทีมงานได้พูดถึงกองทุนที่ชื่อว่า FITXL โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบกับพอร์ตการลงทุนของลูกค้าใน บลจ. กสิกร ในปีที่ผ่านมามีแค่ลูกค้า 15% เท่านั้นที่สามารถเอาชนะผลตอบแทนของกองทุน FITXL ได้ซึ่งถ้าตั้งจากดัชนีที่ทาง บลจ. กสิกรใช้ในปีที่แล้วจะได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 9.9%

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมในปีที่ผ่านมา GDP เติบโต 2% แต่ในแง่ของตลาดกองทุนเติบโตประมาณ 6% โดยทาง KAsset มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 18% ก็เป็นสัดส่วนที่รักษามาตรฐานมาโดยตลอด

อีกหนึ่งพัฒนาการที่ทาง KAsset เห็นและพยายามจะดึงนักลงทุนเข้ามาคือการใช้ระบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ K PLUS, K-My Funds เป็นต้น ซึ่งได้การตอบรับที่ดีจากลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 16% มีผู้ใช้งาน 60% ของลูกค้ากว่า 270,000 คน มีธุรกรรมเกิดขึ้นทั้งหมดกว่า 1,500,000 Transactions

สำหรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่านกองทุน SSF นายวศินมองว่ายังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก โดยเทียบได้จากจำนวนสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ในระบบที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 45 ปี และมีศักยภาพเข้าลงทุนในกองทุน SSF ได้ ซึ่งคาดว่ามีอยู่ประมาณ 500,000 ราย หรือ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนกว่า 50,000 – 70,000 ล้านบาท ส่วนการขยายฐานผ่านการเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ (Online Opening Account) เราได้มองเห็นอัตราการเติบโตของผู้ลงทุนกลุ่มคนรุ่นใหม่จากยอดการเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่มีอายุระหว่าง 20 – 30 ปี ที่ได้เข้ามาเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ผ่าน App K PLUS และ  K-My Funds กว่า 55%  นอกจากนี้ บลจ.กสิกรไทย ได้เตรียมแนวทางการออกกองทุน SSF เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการด้านใดด้านหนึ่ง ได้แก่ ค่าธรรมเนียมที่ต่ำ (Competitive Fee) เข้าใจได้ง่าย (Easy to Understand) และสอดรับกับกระแสโลก (New Trend) หรือครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน โดยจะต้องเข้าถึงการลงทุนได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยด้วย

นายวศินกล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาของ บลจ.กสิกรไทย มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) อยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจกองทุนรวม 1.02 ล้านล้านบาท ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1.77 แสนล้านบาท และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล 1.63 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดจำแนกตามธุรกิจอยู่ที่ 19.5%, 14.7% และ 14.6% ตามลำดับ โดยยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม (ข้อมูลจาก AIMC ณ 30 ธ.ค. 2562)

รางวัลผลดำเนินงานที่โดดเด่นในปี 2019

ในปีที่ผ่านมาทาง บลจ.กสิกรไทย ได้รางวัลที่โดดเด่นนั่นก็คือ ได้ “4 รางวัลชนะเลิศในระดับอาเซียน” จากเวที Best of the Best ASEAN Awards 2019 (Thailand) ซึ่งได้รับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน แบ่งเป็นรางวัล Best Fund House  เพื่อตอกย้ำการเป็น บลจ.ที่ยอดเยี่ยม รางวัล Best Provident Fund ส่วนรางวัลถัดมา คือ Best Investor Education และ Best Product นอกจากนี้ยังได้รางวัล “บลจ.ยอดเยี่ยมแห่งปี 2 ปีซ้อน” จากเวที SET Awards 2019 พร้อมรางวัลการันตีอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2563

บลจ.กสิกรไทย มองว่า ภาพรวมของความเสี่ยงจากปีที่แล้วยังค้างข้ามมาถึงปีนี้ และมีแน้วโน้มว่าอาจจะยังไม่สิ้นสุด ประเด็นหลักอย่างเช่น Trade War, Brexit ผลกระทบในปีนี้จากปัญหาสงครามเริ่มมีผลน้อยลง แต่สิ่งที่ตอนนี้อาจจะต้องติดตามคือเรื่องของไวรัสโคโรน่าที่กำลังประสบปัญหาอยู่ก็ต้องจับตาดูกัน

การเติบโตของโลกปีนี้น่าจะมีอัตราเติบโตต่ำลงเล็กน้อย ปัจจัยที่ต้องจับตามองก็คือเรื่องของทิศทางของการค้าที่ผ่านจากเฟสแรกไปแล้วจะมีการเจรจาในเฟสต่อไปรึเปล่า รวมไปถึงในช่วงปลายปีจะมีการเลือกตั้งของสหรัฐที่อาจจะมีผลต่อตลาดได้ ทิศทางตลาดในปีนี้มีแนวโน้มที่การเติบโตจะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปแบบช้าลง สินทรัพย์ในตลาดมีราคาแพง ในส่วนของปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่

ภาพมุมมองของตลาดหุ้นไทย

ปีนี้คาดว่าผลตอบแทนน่าจะดีขึ้นมองเป้าการเติบโตอยู่ที่ 1,700 จุด คาดว่าในระหว่างปีน่าจะมีโอกาสปรับขึ้นไปได้ เพราะเนื่องจากตัว Earning Growth ของปีที่แล้วโดนปรับตัวลงไปเยอะ โดยคาดว่าจะมีการปรับการเติบโตขึ้นอยู่ 6 – 8% สะท้อน Forward PE ที่ 16.7 เท่า และ Dividend Yield ที่ประมาณ 3.17%

ทั้งนี้ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า และศึกษาเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY 

[รีวิว] “บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” ตัวช่วยสำคัญในวันที่จำเป็น “ต้องใช้เงิน”

เพื่อน ๆ เคยถามตัวเองมั้ยครับว่า…

ถ้าวันนึงมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นและต้องใช้เงินยามจำเป็นขึ้นมา 

เรา ณ ตอนนั้น…จะมีเงินเตรียมไว้พร้อม สำหรับเหตุการณ์นั้นๆ มั้ย?

วันนี้ aomMONEY เลยขออาสามารีวิวอีกหนึ่งทางเลือกของเงินสำรองในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน อย่าง บัตรกดเงินสด ที่เหมาะไว้ใช้เพื่อเป็นเงินสดหมุนเวียนในยามฉุกเฉินหรือช่วงที่ไม่มีเงินสดมากพอจริง ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกันครับ

“บัตรกดเงินสด” คืออะไร?

“บัตรกดเงินสด” เป็นรูปแบบสินเชื่อบุคคลอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ในรูปแบบของบัตร โดยเพื่อน ๆ สามารถกู้เงินโดยใช้บัตรกดเงินสด กดเงินออกจากตู้ ATM ได้เลยเมื่อเกิดเหตุจำเป็น ซึ่งจำนวนเงินที่สามารถกดได้ ก็ขึ้นอยู่กับวงเงินสินเชื่อที่บริษัทปล่อยให้เราครับ อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เหมือนเรากู้เงินจากบัตรนั่นแหละครับ และแน่นอนว่า “เมื่อเป็นการกู้ยืม ก็ย่อมมีค่าดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ครับ” โดยมีอัตราดอกเบี้ย สูงสุดไม่เกิน 28% ต่อปี

ข้อดีของการมีบัตรกดเงินสดไว้ในกระเป๋าตังค์

aomMONEY ขอสรุปให้ฟังง่ายๆ ตามนี้ครับ

  1. เป็นวงเงินที่เราสามารถกดเงินสดออกมาใช้ได้ตลอดเวลา ในยามที่เกิดเหตุจำเป็น
  2. ไม่โดนค่าธรรมเนียมในการถอนเงินสด 3% และ VAT 7% เหมือนการกดเงินสดจากบัตรเครดิตครับ
  3. ใช้สะดวก เพราะกดเงินสดได้จากตู้ ATM ตลอด 24 ชั่วโมง

รู้จักกับ “บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส”

“บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สินเชื่อเงินสดหมุนเวียน จาก บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) หนึ่งในสถาบันการเงินชั้นนำของไทยครับ ซึ่งเพื่อน ๆ มั่นใจเรื่องความน่าเชื่อถือได้เลยครับ เพราะว่าทางบริษัทได้รับอนุญาตในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล จากทาง ธปท. หรือ ธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว มานานกว่า 20 ปี

บัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” แตกต่างยังไง?

aomMONEY มองว่าจุดที่น่าสนใจของบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส อย่างแรกเลย คือ “สมัครง่าย ผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ หรือผู้ค้ำประกันครับ” ถ้าเพื่อน ๆ ลองคลิกเข้าไปที่หน้าเว็บหลักของทาง https://www.umayplus.com/ จะพบเลยครับว่าทางยูเมะพลัสขึ้นโชว์ที่หน้าเว็บเลยว่า “สมัครเร็ว 10 นาที” หรือ อยากจะสมัครผ่านแอปพลิเคชั่นก็สามารถทำได้ครับ เพียงแค่เสิร์ชชื่อ “Umay+ Application” หรือ ถ้าใครอยากไปสมัครบัตรที่สาขาที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศก็ทำได้ครับ

อย่างที่สอง คือ “เหมาะสำหรับคนมีรายได้ประจำต่อเดือนน้อย เพราะรายได้ประจำตั้งแต่ 7,000 บาทขึ้นไป อายุงาน 1 เดือนก็สามารถสมัครได้” โดยอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินนั้น จะไม่เกิน 28% ต่อปีตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ซึ่งใช้วิธีคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกตามยอดเงินที่ใช้จริงครับ เพราะฉะนั้นสมัครไว้เผื่อใช้เมื่อเหตุจำเป็นจริงๆ ถ้าไม่กดเงินก็ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ

สุดท้ายอีกจุดน่าสนใจสำหรับ aomMONEY ที่อยากจะรีวิวให้เพื่อน ๆ ทราบกันก็คือ “โปรโมชั่นพิเศษตอนนี้…สำหรับคนที่สมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส” ตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2563 และทำรายการเบิกถอนเงินสดตามเงื่อนไข ภายใน 30 วัน หลังได้รับการอนุมัติ “สามารถเลือกรับกดเงินสดอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 30 วัน หรือเลือกรับกระเป๋าเดินทางล้อลาก Todd ขนาด 20 นิ้ว ก็ได้”

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม http://bit.ly/2MZD9Us

สำคัญ! คำแนะนำการใช้บัตรกดเงินสดจาก aomMONEY

1.ใช้บัตรกดเงินสดเฉพาะเมื่อมีเหตุจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น

สาเหตุที่ aomMONEY แนะนำแบบนี้ เพราะถึงแม้ว่าเราจะกดเงินสดออกจากบัตรกดเงินสดมาใช้เพียงแค่วันเดียว และจ่ายคืนเต็มจำนวน ณ วันนั้นเลย ก็เกิดเป็นดอกเบี้ยอยู่ดีครับ เพราะถือว่ามีการกู้ยืมเกิดขึ้นไปแล้ว เพราะฉะนั้นห้ามนำบัตรกดเงินไปใช้เพื่อซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นเด็ดขาดครับ

2. อย่าผ่อนชำระขั้นต่ำ (เพราะจะทำให้หนี้ทบไปเรื่อย ๆ ) และรีบจ่ายคืนให้ไวที่สุด

หลังจากที่กดเงินสดออกมาใช้ แล้วค่อยกดเงินออกมาใช้ในยามจำเป็น  เพราะยิ่งปล่อยจำนวนวันในการชำระคืนเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และห้ามกดเงินจากบัตรอีกใบนึงไปโป๊ะหนี้อีกใบนึงเด็ดขาด 

3. สุดท้ายไม่ว่าจะอะไรก็ตามถ้าเป็น “หนี้” ให้รีบปิดหนี้บัตรกดเงินสดกับบัตรเครดิตก่อน และหมั่นศึกษาหาความรู้ทางด้านการเงินอย่างสม่ำเสมอ

เพราะคนที่เป็นหนี้และยังปลดหนี้ไม่ได้ ส่วนใหญ่เกิดจากไม่มีความรู้ทางด้านการเงินที่เพียงพอ ทำให้บริการจัดการการเงินได้ไม่ดีครับ

และในวันนี้ aomMONEY ก็ต้องขอตัวลาเพื่อน ๆ ไปก่อน สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวไหนมารีวิวให้อ่านกัน ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

สมัครบัตรกดเงินสดยูเมะพลัส : http://bit.ly/36NKGOn

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

น่าสนใจในความเสี่ยงที่น้อยกว่ากับ หุ้นกู้ UNIQ

ประเทศไทยกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะเมื่อแต่ละพื้นที่ในประเทศเชื่อมต่อกันได้มากขึ้น ความเจริญก็จะกระจายตัวออกไปกว้างมากขึ้น รายได้ของประชากรมีแนวโน้มเติบโตเป็นวงกว้างในระยะยาว นี่คือรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

บริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานมีความน่าสนใจในการเติบโต

อย่างที่ทราบกันดีว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในความสนใจของภาครัฐมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว หุ้นที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จึงมีความโดดเด่นที่อิงสัมพันธ์ไปกับโครงการใหม่ ๆ ที่มีออกมาตลอดเวลา แต่นักลงทุนหลายคนอาจจะไม่ชอบลงทุนในหุ้น เพราะรับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก การเลือกลงทุนในตราสารหนี้เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้นกู้ หรือตราสารหนี้ในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย

UNIQ คือ บริษัทรับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย

UNIQ หรือ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) คือ บริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อดังของประเทศไทย ก่อตั้งมายาวนานกว่า 20 ปี จุดเด่นของ UNIQ คือ มีรายได้ต่อเนื่องจากมูลค่างานในมือจำนวนมาก มีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ มีแนวโน้มที่ดี ไม่ผันผวน อีกทั้งยังมีการจ่ายเงินปันผลออกมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด UNIQ มีการออกและเสนอขายหุ้นกู้กับนักลงทุน

UNIQ ได้แต่งตั้งธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการจำหน่ายหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในกลุ่มตราสารหนี้ หรือมีความสนใจในการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มนี้

หุ้นกู้ UNIQ เคาะอายุออกมาที่ 3 ปี

หุ้นกู้ UNIQ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ในระดับ BBB ในขณะที่อันดับความน่าเชื่อถือขององค์กรได้รับการจัดอยู่ที่ระดับ BBB+ แนวโน้ม “คงที่” โดยหุ้นกู้ที่ถูกจัดอันดับนั้นเป็นตราสารหนี้ระดับ Investment Grade หรือ ตราสารหนี้สำหรับลงทุน

ผลตอบแทนดอกเบี้ย 3.70% ต่อปี 

หุ้นกู้ UNIQ มีกำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน กำหนดจองซื้อขั้นต่ำ 1 แสนบาท ทวีคูณครั้งละ 1 แสนบาท และมีกำหนดการเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป และ/หรือ นักลงทุนสถาบัน ในระหว่างวันที่ 11 – 13 กุมภาพันธ์นี้ โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ก็จะนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) บางซื่อ – รังสิต รวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่จะมีในอนาคต

หุ้นกู้ UNIQ น่าสนใจอย่างไร

UNIQ บริษัทผู้ออกหุ้นกู้นี้เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างชั้นนำของประเทศไทย ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีผลงานด้านการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและการขนส่งมากมาย เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ – ตลิ่งชัน) บริษัทมีรายได้ต่อเนื่องจากมูลค่างานในมือจำนวนมาก ผลกำไรสม่ำเสมอ ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น และการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ

บริษัทมีลูกค้าจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง

โครงการที่บริษัทได้รับมักเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีมูลค่าโครงการสูง และต้องอาศัยความชำนาญหรือเทคโนโลยีเฉพาะด้าน ซึ่งตรงจุดนี้คือจุดเด่นของบริษัท เนื่องจาก UNIQ มีระบบพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมด้านวิศวกรรมและการก่อสร้างในประเทศไทยอย่างครบวงจร โดยโครงการใหญ่ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นโครงการของรัฐ ซึ่งทำให้บริษัทมั่นใจได้ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องหนี้สูญ

ลูกค้าของ UNIQ มีใครบ้าง

ลูกค้าของ UNIQ เป็นภาครัฐมากกว่าร้อยละ 90 ยกตัวอย่างองค์กรที่เราทุกคนน่าจะรู้จักก็อย่างเช่น กรมทางหลวง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นต้น โดยการได้รับงานภาครัฐอย่างต่อเนื่องก็สะท้อนถึงความสามารถ และศักยภาพของบริษัทได้เป็นอย่างดี

สรุปประเด็นความน่าลงทุนในหุ้นกู้ UNIQ

1) ผลตอบแทนคงที่ ที่ 3.70% ต่อปี อายุหุ้นกู้ 3 ปี เหมาะกับการกระจายความเสี่ยงและลดความผันผวนที่อาจจะมีในการลงทุนในตลาดหุ้น

2) ระยะเวลาลงทุน 3 ปี ไม่ยาวเกินไป 

3) หุ้นกู้ถูกจัดอันดับอยู่ใน Investment Grade จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด บริษัทจัดอันดับที่มีความน่าเชื่อถือ

4) บริษัท UNIQ ผู้ออกหุ้นกู้มีผลประกอบการในแง่ รายได้ กำไร และการปันผลที่ต่อเนื่อง มั่นคง และสม่ำเสมอ

5) ผลตอบแทนดีว่าเงินฝากธนาคาร และตราสารหนี้หลายประเภทอื่นในตลาด ผลตอบแทนจัดว่าน่าสนใจในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำ

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือสนใจลงทุนในหุ้นกู้ UNIQ สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา หรือ โทร 02-111-1111

ศึกษาข้อมูลหุ้นกู้บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เพิ่มเติมได้ที่ www.sec.or.th

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save