อยากเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ และสัมผัสประสบการณ์การลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกพร้อมได้กองทุนดีมีรางวัล ต้องโหลด App “Principal TH”

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ กับผม ”หมอนัท” ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้ พบกันแต่ละครั้งก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวดี ๆ ของการลงทุนผ่านกองทุนรวมแน่ ๆ ครับ

ในครั้งนี้ผมจะขอพาทุกท่านย้อนกลับไปในเรื่องที่เป็นพื้นฐานการลงทุนในกองทุนสักเล็กน้อย นั่นก็คือ เราจะเริ่มต้นลงทุนผ่านกองทุนรวมอย่างไร และจะเลือกกองทุนที่ดี + ที่ถูกใจได้อย่างไรนั่นเองครับ

เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมานั้น ผมได้รับคำถามเข้ามาที่เพจค่อนข้างมาก และมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ก็คือ เปิดบัญชีกองทุนรวมอย่างไรดี และเปิดที่ไหนดี ผมคิดว่าส่วนหนึ่งนั้นมาจากการที่มีกองทุนให้เราเลือกมากมาย และมากขึ้นทุกๆ ปีเลยนั่นเองครับ ดังนั้น วันนี้ผมจะตอบคำถามเหล่านี้ให้กับทุกคนครับ

ถ้าหากพูดถึงเรื่องการเปิดบัญชีแล้วละก็ ในอดีตเราต้องไปเดินเปิดบัญชีตามธนาคารเอง แถมตอนเลือกกองทุนแต่ละที่ ก็ต้องใช้เวลากว่าจะเปิดบัญชี กว่าจะเลือกกองทุนที่เหมาะกับเรา วางแผนว่าจะลงทุนเท่าไหร่ดี เอาเป็นว่าหมดเวลาไปหลายชั่วโมงเลยครับ

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ถ้าหากนักลงทุนจะทำแบบเดิมในสมัยก่อนก็ทำได้นะครับ แต่นอกจากจะเสียเวลา จะกลายเป็นเสียสุขภาพ (ทั้งฝุ่น pm 2.5 และ โรคCOVID-19) เสียอารมณ์เนื่องจากคนข้างหน้าใช้เวลาทำธุรกรรมนานกว่าปกติ และอาจจะเสียเงินลงทุนของเราไป เนื่องจากว่าบางครั้งพนักงานอาจจะเลือกกองทุนที่ไม่ถูกใจ ไม่ถูกต้องตามความเสี่ยงของเราเพราะว่าเวลามีน้อยก็เป็นไปได้ครับ

ดังนั้น ในยุคนี้ ในยุคที่การลงทุนผ่านกองทุนรวมเองก็สามารถที่จะทำผ่านออนไลน์ หรือผ่าน Application บนมือถือได้อย่างสะดวก จึงมีความน่าสนใจ และมีความสำคัญมากขึ้น และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันดีกว่าการที่เราต้องเดินไปเปิดบัญชีเพื่อลงทุนด้วยตัวเองครับ

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยตัวเลือกกองทุนที่มากมาย หากเราต้องมานั่งดูทีละกองทุนว่ากองทุนไหนดี ดูข้อมูลสรุปการลงทุนของเราว่าได้กำไร หรือว่าขาดทุนอยู่เท่าไหร่ หรือแม้แต่การซื้อกองทุนในช่วงที่น่าลงทุน หรือหาจังหวะในการขายกองทุนก็มีความสำคัญไม่แพ้กันกับการเปิดบัญชี

ถ้าหากเราไม่มี App ก็อาจจะเสียเวลาเป็นวัน ๆ ในการทำธุรกรรมเหล่านี้ครับ ซึ่งการอ่านข้อมูล และการทำธุรกรรมใน App นั้น ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ

คราวนี้ครับ ผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับ Application การลงทุนผ่านกองทุนรวมอีก App นึง ซึ่งผมต้องบอกว่า การลงทุนผ่านกองทุนรวมในยุคสมัยนี้ได้กลายเป็นเรื่องง่ายมาก ๆ และที่สำคัญมีโอกาสที่จะได้ลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนระดับโลกมาหลายสิบปีครับ

พระเอกของเราในครั้งนี้ก็คือ “Principal TH” นั่นเองครับ

คราวนี้ครับก่อนจะอธิบายถึง Application ผมขอเล่าให้ฟังถึง จุดแข็ง หรือความแข็งแกร่ง และความเป็นมืออาชีพของพรินซิเพิล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระยะยาวระดับโลกก่อนนะครับ

พรินซิเพิลเป็นสมาชิกของ FORTUNE 500? โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของพรินซิเพิลจำนวน 735.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2019) โดยให้บริการแก่ลูกค้าจำนวน 33 ล้านคนโดยมีสำนักงานในตลาด 25 แห่งทั่วทวีปเอเชีย ออสเตรเลีย ยุโรป ละตินอเมริกาและอเมริกาเหนือ

พรินซิเพิลมีปรัชญาที่แข็งแกร่งคือ การได้ช่วยเหลือผู้คนและบริษัททั่วโลกเพื่อสร้าง ปกป้องและทำให้สุขภาพทางการเงินเติบโตด้วยความเชี่ยวชาญ ทางด้านการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณอายุ การประกันชีวิต และการบริหารสินทรัพย์

พรินซิเพิลได้สร้างความก้าวหน้าด้านการเงินไปสู่อนาคตทางการเงินที่มั่นคงให้กับลูกค้าทุกระดับรายได้และพอร์ตโฟลิโอผ่านนวัตกรรมและเครื่องมือการลงทุนที่ใช้ได้จริง

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 พรินซิเพิลได้เป็นหุ้นส่วนกับ CIMB Group ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อช่วยเหลือผู้คนให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวผ่านวิธีการหลากหลายในการแก้ปัญหาซึ่งรวมถึง

– กองทุนรวม

  • กองทุนรวมหุ้น
  • กองทุนรวมตราสารหนี้
  • กองทุนรวมต่างประเทศ
  • กองทุนรวมตราสารทางเลือก

– กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

– กองทุนส่วนบุคคล

ซึ่งถือได้ว่าพรินซิเพิลเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่พร้อมจะให้บริการที่ดี กองทุนที่ดี ผ่านผู้เชี่ยวชาญระดับโลกได้สะดวกง่ายขึ้นด้วย application ที่มีมาตรฐานครับ

แต่ประเด็นสำคัญมาก ๆ ก็คือ พอมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลเราก็ทำให้เรามีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ จากกองทุนลงทุนไปด้วยนั่นเองครับ ซึ่งผมเชื่อว่านักลงทุนก็น่าจะคุ้นเคยกับ บลจ. พรินซิเพิล จากผลงานในอดีตที่โดดเด่นครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุน Principal iPropRMF ที่เป็นกองทุน RMF ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในตอนนี้ (ณ วันที่ 1/3/2020) หรือ กองทุน Principal LTF ที่ผลงานโดดเด่นติด Top กองทุน LTF อยู่บ่อย ๆ ครับ

นอกจากนี้ก็ยังมีกองทุนที่ได้รับ Morning Star 5 ดาว อยู่ถึง 7 กองทุนครับ ถือว่าเป็น บลจ. ที่ได้รับรางวัลเยอะมาก บลจ. นึงเลยครับ ดังนั้น นักลงทุนเองก็สบายใจได้ว่า เงินที่เราลงทุนไปนั้นได้รับการดูแลอย่างดีครับการลงทุนผ่าน Principal THก็ต้องบอกว่าปลอดภัย มีมาตราฐาน เหมือนมีผู้เชี่ยวชาญมาอยู่ในมือถือของเรา

โดยสรุปง่าย ๆ ครับ ว่าแค่เปิด App ขึ้นมาก็ได้ลงทุนกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกง่ายๆ แค่ปลายนิ้วแล้วครับ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปที่ไหน เที่ยวอยู่ หรือทำงานอยู่ที่ไหนบนโลก ก็ทำให้คุณมีชีวิตที่ดี ทุกที่ ทุกเวลาได้ครับ

พอมาถึงตรงนี้ เรามาดูวิธีการเข้า App การใช้งาน และ วิธีการเปิดบัญชีกันอย่างง่าย ๆ กันนะครับ

1. โหลด App Principal TH และ Register

โดยกรอกรายละเอียด และ ทำแบบประเมินความเสี่ยง ตั้งเป้าหมายการลงทุน เพื่อที่จะได้กองทุนที่เหมาะกับความเสี่ยงแบบเป๊ะๆ ให้เราถึงเป้าหมายการลงทุนของเราครับ จากนั้นก็เข้าไปเลือกกองทุน ระบุจำนวนเงิน และ เป้าหมายการลงทุนของเราได้เลยครับ

เมื่อเลือกแล้วว่าอยากลงทุนแบบไหน กองทุนอะไร เราก็จะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไปครับ นั่นก็คือ การเปิดบัญชีออนไลน์แบบเต็มรูปแบบครับ

2. ยืนยันตัวตน และ ยืนยันการเปิดบัญชี

หลังจากลงทะเบียนแล้ว เราก็ต้องมีการยืนยันตัวตน (ว่ามีตัวตนจริง ๆ) โดยผ่านการถ่ายเซลฟี่ตัวเองครับ พร้อมกับให้ข้อมูลต่างๆ เช่น เลขบัตรประจำตัวประชาชน และเชื่อมโยงกับบัญชีที่เราต้องการใช้ในการซื้อ-ขายกองทุน เพื่อให้สะดวกในเวลาที่ซื้อขายนั่นเองครับ เพียงเท่านี้เราก็พร้อมที่จะลงทุนกันแล้วครับ

3. ซื้อ-ขาย สับเปลี่ยน กองทุน

ในขั้นตอนนี้เราสามารถที่จะซื้อขายกองทุนได้อย่างไม่ยากเลยครับ โดยเริ่มจากการ เลือกกองทุนที่อยากจะลงทุน และกำหนดจำนวนเงินลงทุน จากนั้นก็เลือกบัญชีธนาคารที่เราผูกไว้ และทำรายการโอนเงินลงทุน เพียงเท่านี้ก็ลงทุนกับกองทุนที่เราชอบ ผ่านการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญแล้วละครับ

ส่วนนักลงทุนท่านไหนที่ซื้อกองทุนไปแล้ว ต้องการที่จะสับเปลี่ยน หรือขายกองทุนก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายเช่นกันครับ เพียงแค่เข้าไปที่เมนู สับเปลี่ยนที่อยู่ด้านหน้า และกรอกข้อมูลกองทุนที่อยากจะสับเปลี่ยนออกจากนั้นก็ส่งคำสั่งสับเปลี่ยนได้เลยครับ ในการขายกองทุนก็ทำได้แบบเดียวกันเลยครับ

4. เช็ค NAV และการตั้งแผนการลงทุนอัตโนมัติ (RSP)

เมื่อซื้อกองทุนแล้ว แน่นอนว่าเราก็อยากที่จะทราบว่าผลของการลงทุนเป็นอย่างไร การติดตาม NAV ( Net Asset Value) เองก็ไม่ได้ยากเลย เนื่องจากเราสามารถเห็นผลตอบแทนได้ตั้งแต่หน้าแรกที่เข้ามาว่ามูลค่าปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่ มีกำไรแล้วเท่าไหร่ครับ

อีกส่วนที่มีความสำคัญมากๆ เลยก็คือ การตั้งแผนการลงทุนอย่างเป็นประจำ หรือว่า RSP ครับ โดยที่เข้าไปที่ เมนูการชำระเงิน จากนั้นก็ตั้งแผนการลงทุน เลือกกองทุนที่ชอบ ใส่จำนวนเงินที่จะออม และความถี่ที่จะลงทุนครับ มีทุกเดือน ทุก 3 – 6 เดือน หรือทุกปีครับ

เพียงเท่านี้เราก็สามารถสร้างวินัยในการลงทุนได้แล้ว และถ้าหากเราตั้งซื้อกองทุนอย่างเป็นประจำแบบนี้แล้วละก็ เราก็จะได้ราคาเฉลี่ยของกองทุนที่ไม่สูงจนเกินไปครับ หรือที่เราเรียกว่า Dollar Cost Average ที่จะช่วยลดความผันผวนระหว่างการลงทุนลงได้ด้วยครับ และยิ่งได้กองทุนที่ดีจาก Principal ด้วยแล้วก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสถึงเป้าหมายได้อย่างไม่ยากครับ

นอกจากนี้ ยังมีเมนู feed ที่มีบทความและข่าวสารให้เราได้อ่านกันเป็นประจำทุกสัปดาห์

สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุดครับตอนนี้ทาง Principal เองก็มี Promotion พิเศษคือ การเปิดบัญชีผ่าน App และซื้อกองทุนตั้งแต่ 100,000 บาท จะได้รับ e-Coupon Starbucks 200 บาทจำนวน 1 ใบต่อ 1 ท่าน ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2563

และถ้าใครที่ลงทุนในกองทุน Principal iDaily กับ กองทุน Principal SET50 ประเภทหน่วยลงทุนชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (Class E) จะได้รับการยกเว้น ค่าธรรมเนียมในการจัดการด้วย !!!!

หากองทุนที่ค่าธรรมเนียมถูก ๆ แบบนี้ไม่ได้ง่าย ๆ นะครับ

ผมต้องบอกว่ากองทุน Principal SET50 ถือว่าเป็นกองทุนที่ค่าธรรมเนียมถูกมากอยู่แล้วนะครับ (ค่าธรรมเนียมปกติ 0.4%) แต่นี่ยังลดค่าธรรมเนียมลงอีกครับ

แปลว่า หากลูกค้าลงทุน 100,000 บาท 1 ปี เท่ากับได้ส่วนลด หรือผลตอบแทนเพิ่ม 400 บาทต่อปี แล้วยังได้ค่ากาแฟอีก 200 บาทด้วย

ที่สำคัญในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนเป็นขาลง แบบนี้ผมคิดว่ากองทุน SET50 ถือว่าน่าลงทุนเนื่องจากได้ราคากองทุนที่ไม่สูงเหมาะกับการถือลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทยครับ

ส่วนกองทุน Principal iDaily นั้นก็เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในระยะสั้น หรือเก็บเป็นเงินใช้ฉุกเฉินในระยะสั้น หรือเก็บเพื่อเงินเป้าหมายระยะสั้นที่ต้องการความปลอดภัยมากๆ กองทุนนี้ถือว่าเหมาะมาก และยังไม่มีค่าธรรมเนียมแบบนี้ ต้องบอกว่าน่าลงทุนมาก ๆ เลยครับ

ชักช้าอยู่ไย เรามาดาวน์โหลด Principal TH กันเถอะคร้าบบบ

หากอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไป https://bit.ly/2QFt1SG ได้เลย

สุดท้ายนี้ก่อนจะจากกันไป ผมคิดว่าการลงทุนนั้นค่อนข้างสำคัญกับชีวิตเพราะว่าการลงทุนที่ดี จะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดี และนำเราไปสู่เป้าหมายของชีวิตได้ในที่สุดครับ การจะทำแบบนี้ได้ก็ต้องมีเครื่องมือที่ดี และมีผู้เชี่ยวชาญช่วยเหลือจึงจะไปถึงได้ และใน App Principal TH นี้ก็มีทุกอย่างอยู่ครบแล้วครับ มาเริ่มต้นลงทุนกันเถอะครับ

วันนี้ผมต้องลาไปก่อน ขอให้โชคดีกับการลงทุนในยุคดิจิทัลนี้นะครับ

คำเตือน

  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า(กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน/ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลของกองทุนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และผลการดำเนินงาน ของกองทุนรวมที่เปิดเผยไว้ในแหล่งต่าง ๆ หรือให้ขอข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ ก่อนการตัดสินใจลงทุน
  • กองทุน PRINCIPAL iPROPRMF ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector Fund) ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
  • กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ อาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าทุนเริ่มแรกได้
  • บริษัทจัดการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน (Hedging) ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน 
  • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนผู้ลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี จะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษี 
  • Copyright @ 2018 บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสริช์ ประเทศไทย สงวนลิขสิทธิ ข้อมูลที่ประกอบในเอกสารนี้ (1) เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทมอร์นิ่งสตาร์ และ/หรือ ผู้ให้บริการข้อมูล / (2) บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการทำซ้ำ หรือเผยแพร่ / (3) บริษัทขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้อง ครบถ้วน และความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกกรณีจากการนำข้อมูลไปใช้อ้างอิง ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

บทความนี้เป็น Advertorial

“5 วิธีรับมือ” สำหรับมนุษย์เงินเดือน เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังป่วย

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าที่จะลดลง โดยเฉพาะในไทยที่ในขณะนี้มีผู้ป่วยมากกว่า 100 รายแล้ว ทำให้สถานศึกษา สถานประกอบการและหน่วยงานบางแห่งเริ่มประกาศปิดชั่วคราว ที่สำคัญในช่วงรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนๆ ก็คงจะเห็นข่าวที่ตลาดหุ้นไทยร่วงหนักจนต้องเซอร์กิตเบรกเกอร์หรือพักการซื้อขายหุ้นติดต่อกัน 2 วันติดใช่มั้ยครับ

นี่นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยเลยนะครับ

ที่พักการซื้อขายหุ้น 2 วันติดแบบนี้ 

ด้วยสถานการณ์แบบนี้ก็สะท้อนให้เห็นชัดเลยครับ ว่านอกจากเศรษฐกิจทั่วโลกจะป่วย เพราะพิษโควิด-19 ขณะนี้เศรษฐกิจไทยก็กำลังป่วย ไม่แพ้กัน

แล้วมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ต้องรับมืออย่างไรล่ะ?

วันนี้ บ.ก. aomMONEY ได้สรุป 5 คำแนะนำเพื่อเป็นไอเดียที่ดีที่เพื่อนๆ สามารถนำไปปรับใช้และรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ครับ

1. วางแผนการลงทุนที่รัดกุมมากขึ้น

มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ หลายคนก็ซื้อหุ้น เพราะคาดหวังผลตอบแทนที่มากกว่า แต่ทว่าสถานการณ์แบบนี้จะมองหาหุ้นรายวัน ทำกำไรระยะสั้นในช่วงนี้ บ.ก.มองว่าดูจะเสี่ยงไปครับ ควรเบรคก่อนดีกว่า ฉะนั้นทางเลือกที่ดี คือ การกำหนดแผนการลงทุนใหม่ มองหาหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี กำหนดไปเลยว่า เดือนนี้จะใช้เงินกี่บาทในการซื้อ จะซื้อหุ้นอะไรบ้าง จำนวนเท่าไหร่ เน้นวางแผนระยะยาวหน่อยน่าจะดีกว่า หรือ ซื้อแบบ DCA น่าจะเป็นทางเลือกที่ลงตัวสุดสำหรับปีนี้ครับ

2. บริหารรายรับ – จ่าย ให้ดี

หากสถานการณ์แพร่ระบาดรุนแรงขึ้นเป็นระดับ 3 เชื่อว่าทุกคนน่าจะออกไปกักตุนอาหารกัน (ซึ่งก็น่าจะเห็นข่าวกันบ้างแล้วใช่มั้ยครับ) และการซื้อของกักตุนเข้าบ้านจำนวนเยอะๆ ก็ต้องใช้เงินมากพอสมควร ทางเลือกแรกๆ ที่ทุกคนจะนึกถึง คือ การใช้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดมาใช้ในจับจ่ายแน่ ฉะนั้นเมื่อนำเงินอนาคตมาใช้ก่อน บ.ก.แนะนำว่าจะต้องคำนวนการชำระในรอบบิลเดือนหน้าให้ดีนะครับ 

ขณะเดียวกัน ด้วยปัญหาเศรษฐกิจในสภาวะแบบนี้รายรับในช่วงนี้ สำหรับบางกลุ่มอาชีพอาจจะถูกปรับหรือได้รับรายได้ลดลง อย่าลืมคิดเผื่อหรือทำตารางรายรับรายจ่ายล่วงหน้าไว้เลยนะครับ เพราะเรายังไม่รู้ว่าการแพร่ระบาดจะทุเลาลงเมื่อไหร่

3. ใช้สิทธิอันพึงประสงค์

ในที่นี้ aomMONEY หมายถึงการผ่อนปรนหนี้ ตามที่มาตรการ นาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตราการมา โดยทุกคนสามารถโทรไปสอบถามและใช้สิทธิดังกล่าวจากธนาคารที่เราเป็นลูกค้าได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ซึ่งการผ่อนปรนหนี้ aomMONEY มองว่าสามารถแก้ปัญหาระยะสั้นของทุกคนในเรื่องของรายจ่ายได้เป็นอย่างดี

4. ประกันโควิด-19

การมองหาความคุ้มครองในสถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีบริษัทประกันออกแผนประกันเพื่อคุ้มครองโดยครอบคลุมไปถึงไวรัสโคโรนาโควิด-19 ตลอดจนเพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้เอาประกันภัย  ฉะนั้นแล้วมนุษย์เงินเดือนอย่างเราลงทุนซื้อไว้ ยังไงก็อุ่นใจไว้ก่อน ที่สำคัญราคาเบี้ยประกันก็ไม่แพงด้วย โดยบางค่ายมีราคเบี้ยเริ่มต้นแค่ 99 บาท ถูกกว่าไปตรวจโรงพยาบาลด้วยซ้ำ

5. สั่งสินค้าออนไลน์

ท่ามกลางสถานการณ์ที่แพร่ระบาดการเก็บตัวอยู่ในที่อยู่อาศัยเป็นทางเลือกที่ดี ฉะนั้นการสั่งสินค้าจำพวก อาหาร ของเครื่องใช้ ในขณะนี้ถือเป็นทางออกที่ลงตัวสุด ที่สำคัญมีผู้ให้บริการอย่างหลากหลายในยุคนี้ สะดวกสบาย อีกทั้งยังป้องกันการออกไปพบปะผู้คนจำนวนมากได้ดีอีกด้วย

และนี่คือ 5 วิธีรับมือสำหรับมนุษย์เงินเดือน เมื่อเศรษฐกิจโลกกำลังป่วย ทาง aomMONEY มองว่า 5 คำแนะนำที่นำมาแชร์กันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคน ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ที่สำคัญห้ามลืมล้างมือ กินร้อน แยกมื้ออาหารของใครของมันด้วยนะครับ เพราะเป็นห่วงทุกคนทั้งสุขภาพกายและสุขภาพการเงิน

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทางเลือกลงทุนธุรกิจอสังหาฯ กับหุ้นกู้ ‘อนันดา’ ผู้นำคอนโดฯ ติดรถไฟฟ้า

            ตราสารหนี้คือพระเอกยามตลาดหุ้นลง

            หากแบ่งช่วงสภาวะเศรษฐกิจออกเป็นระยะต่าง ๆ ช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวหรือหดตัว และดอกเบี้ยนโยบายกำลังลดต่ำลง ตลาดหุ้นมักจะมีความผันผวน ทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจทางหนึ่งคือตราสารหนี้ เหตุผลหลัก คือ ผลตอบแทนที่แน่นอน คงที่ และมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าการเป็นผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ ตราสารหนี้ยังได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยขาลงอีกด้วย

ลงทุนธุรกิจอสังหาด้วยความเสี่ยงต่ำกว่ากับ หุ้นกู้ ANAN Posted in Advertorial, aomMONEY Guru, ลงทุนศาสตร์Tagged , Leave a Comment on ทางเลือกลงทุนธุรกิจอสังหาฯ กับหุ้นกู้ ‘อนันดา’ ผู้นำคอนโดฯ ติดรถไฟฟ้า

“ผู้หญิงโสด-แพลนไม่แต่งงาน” ลองเช็คราคาบ้านพักคนชราก่อน!

“โสดได้…ไม่มีใครว่า”

แต่ aomMONEY แนะนำว่าต้องเช็คราคาบ้านพักคนชราก่อน…

#บทความที่คนโสดควรอ่าน #มีเพื่อนโสดควรแท็ก

10 ปีก่อน ฉันผู้เป็นนักเรียนม.ปลาย ดู #รถไฟฟ้ามาหานะเธอ แล้วก็งงเหมยลี่ว่า อะไรวะ 30 แล้วยังไม่มีแฟนอีก10 ปีต่อมา ดิฉันเติบโตมาเป็นเหมยลี่เอง

ที่มา Twitter @peuriminsuranger

บ.ก.aomMONEY ไปเจอข้อความนี้จากใน Twitter โดยบังเอิญครับ ประจวบกับตอนนั้นได้อ่านบทความหนึ่งจาก สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ โดยผลวิจัยบอกว่า “ปัจจุบันสัดส่วนผู้หญิงโสด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป

และยังพบอีกว่า “กลุ่มผู้หญิงที่มีการศึกษาสูง มีสถานภาพทางสังคมที่สูง ไม่เพียงแค่จะชะลอการแต่งงาน แต่ยังเลือกที่จะไม่แต่งงาน และคงสถานภาพการอยู่เป็นโสดอีกด้วยครับ” เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า #GoldMiss อธิบายง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงยิ่งเรียนสูงและมีสถานภาพทางสังคมสูงเท่าไหร่…ยิ่งไม่ค่อยยอมแต่งงานกันครับ

ผลการวิจัยชี้ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากทัศนคติทางเพศที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชีย โดยไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ เพราะสังคมในประเทศกลุ่มนี้ มีความคาดหวังต่อผู้หญิงหลังการแต่งงานสูง เพราะผู้หญิงต้องมีบทบาททั้ง #ในบ้าน ที่ต้องเป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก ดูแลสามี ดูแลบ้าน และ #นอกบ้าน ในฐานะแรงงานที่ต้องหาเงินเข้าบ้านและเลี้ยงครอบครัว

เป็นเหตุผลทำให้ผู้หญิงหลายคน เลือกที่จะให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัว มากกว่าการแต่งงานมีครอบครัว

และแน่นอนว่าถ้าหากคิดที่จะเป็นโสดแล้ว 

ก็ย่อมควรคิดแพลนชีวิตยามบั้นปลายเอาไว้ด้วยครับ 

ปัจจุบันมีโครงการ SeniorComplex หรือ ที่พักอาศัยผู้สูงอายุ (บ้านพักคนชรา) ให้เราเลือกมากมายหลายโครงการ โครงการเหล่านี้นอกจะเป็นที่พักอาศัยแล้ว ยังเป็นเหมือน Community ของคนกลุ่มวัยเดียวกัน ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โครงการเองก็จะมีการออกแบบที่พักและกิจกรรมต่าง ๆ ที่เหมาะกับคนวัยนี้ให้ครับ และบางที่อาจจะมีหมอหรือพยาบาลคอยดูแลภายในโครงการด้วย

แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปอยู่ได้ ไม่ใช่แค่มีเงินนะครับ เพราะต้องต่อคิวจองสิทธิ์กันด้วย วันนี้ aomMONEY เลยอาสาลองไปเช็คราคาที่พักอาศัยผู้สูงอายุสักหน่อย เผื่อไว้ตอนบั้นปลายจะไปใช้บริการครับ

บ้านบางแค

น่าจะเรียกได้ว่าชื่อคุ้นหูคนไทยที่สุด เพราะเป็นบ้านพักคนชราแห่งแรกของไทย สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ค่าใช้จ่ายในการเข้าอยู่ไม่สูงมาก โดยสามารถเข้าอยู่ได้เมื่อ อายุ 60 ปีครับ

  • ค่าแรกเข้า : 300,000 บาท (สิทธิอยู่อาศัยตลอดชีพ)
  • ค่าส่วนกลาง : 1,500 – 2,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าน้ำ 100, ค่าไฟฟ้า จ่ายตามจริง
  • ที่ตั้ง : กทม.

สวางคนิเวศ สภากาชาดไทย

โครงการที่กำกับโดยสภากาชาดไทย บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ บริเวณด้านหน้าโครงการมีศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูพร้อมแพทย์และอุปกรณ์และสถานีกาชาดที่ 5 (ลักษณะคล้ายโรงพยาบาลตำบล) ซึ่งมีแพทย์ประจำทุกวัน อาคารสวางคนิเวศ ได้รับการออกแบบอาคารเพื่อสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก เหมาะสมกับผู้สูงอายุและคนพิการ โดยสามารเข้าอยู่ได้เมื่อ อายุ 55 ปี

  • ค่าแรกเข้า : เริ่มต้น 650,000 บาท (สิทธิอยู่อาศัยตลอดชีพ)
  • ค่าส่วนกลาง : 2,500 บาท/เดือน
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าน้ำ – ไฟฟ้า จ่ายตามจริง
  • ที่ตั้ง : สมุทรปราการ

ซีเนียร์คอมเพล็กซ์ กรุงเทพธนบุรี

โครงการที่พักผู้สูงอายุน้องใหม่ ที่เน้นให้ความสมบูรณ์แบบของ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยที่มีความสะดวกสบาย ปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมศูนย์ปฏิบัติการพยาบาลและสาธารณสุข มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยสามารเข้าอยู่ได้เมื่อ อายุ 50 ปี

  • ค่าแรกเข้า : เริ่มต้น 1,800,000 บาท (สิทธิอยู่อาศัยตลอดชีพ)
  • ค่าส่วนกลาง : 4,000 บาท/เดือน
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าน้ำ – ไฟฟ้า จ่ายตามจริง
  • ที่ตั้ง : กรุงเทพ

เวลเนสซิตี้

สำหรับใครที่เริ่มเบื่อกรุงเทพ หรือชินกับการอยู่ต่างจังหวัดก็มีที่พักอาศัยผู้สูงอายุอย่างเวลเนสซิติ้ที่มาในคอนเซ็ปต์ ของการพักผ่อนแบบรีสอร์ท เมืองสุขภาวะดี ที่พักของคนรักษ์สุขภาพ แห่งเดียวในประเทศไทย ที่ตอบทุกโจทย์ของการดูแล รักษา ฟื้นฟูสุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบครัน บนเนื้อที่กว่า 1,200 ไร่

  • ค่าแรกเข้า : เริ่มต้น 1,500,000 บาท (อยู่ได้ 30 ปี)
  • ค่าส่วนกลาง : เริ่ม 1,500 บาท/เดือน
  • ค่าใช้จ่ายอื่นๆ : ค่าน้ำ – ไฟฟ้า จ่ายตามจริง
  • ที่ตั้ง : อยุธยา

และนี่คือราคากับข้อมูลเบื้องต้นของ #SeniorComplex หรือ ที่พักอาศัยผู้สูงอายุ ที่บ.ก.aomMONEY เช็คมาให้คร่าวๆ ครับ แนะนำว่าใครที่ดูๆ อยู่ให้เริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่วันนี้ได้เลยครับว่าเราจำเป็นต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเท่าไหร่บ้าง

ส่วนเพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่มีไอเดียในการเก็บเงิน บ.ก.aomMONEY ขอแนะนำให้อ่านบทความนี้ >> 5 How to เก็บเงินขั้นเทพที่สุด สำหรับวัยทำงานทุกคน ได้ที่ Link นี้เลยครับ https://bit.ly/2wcXaBp

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ผลวิจัยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

https://www.pier.or.th/?post_type=abridged&p=7405

“เงินสำรองฉุกเฉิน” เงินสำรองก้อนแรก! ที่ทุกคนต้องมี

เมื่อวานตอนหัวค่ำระหว่างกำลังเดินทางกลับจากที่ทำงาน บ.ก. aomMONEY แอบได้ยินเสียงคนข้างๆ บน BTS บ่นกันเรื่องโควิด-19 ที่ดูท่าทีจะแย่ลง รวมไปถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ดูจะซบเซาในช่วงนี้ครับ ระหว่างนั้นตัว บ.ก.เองเปิดอ่านกระทู้ Pantip ก็เจอแต่โพสต์ ถูกพักงานบ้าง ถูกจ้างออกบ้าง บางโพสต์ก็เจอให้ลาพักแบบไม่รับเงินเดือนบ้าง บางคนแย่หน่อยก็ถึงกับหมุนเงินไม่ทัน เพราะใช้เดือนชนเดือนมาตลอด

ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้เอง ทำให้นึกไปถึงเรื่องของ “เงินสำรองฉุกเฉิน” ขึ้นมาครับ เพราะส่วนใหญ่คนจะสนใจกันแต่การลงทุน ตามหากำไร จนหลงลืมเรื่องนี้ไปเลย วันนี้ aomMONEY ก็เลยถือโอกาสพูดเรื่องนี้เสียเลยครับ

เงินสำรองฉุกเฉิน คืออะไร ต่างจากเงินออมมั้ย?

เงินสำรองฉุกเฉิน ก็คือเงินออมนั่นแหละครับ แต่จุดประสงค์ของมัน ไม่ได้มีไว้เพื่อการลงทุนให้เงินก้อนนี้มีดอกผลงอกเงย แต่มีจุดประสงค์เพื่อเป็นเงินก้อนไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เช่น ตกงานไม่มีรายรับเข้ามา หรือเจ็บป่วยกะทันหันครับ ซึ่งเงินสำรองฉุกเฉินนี้ควรเป็น “เงินก้อนแรก” ที่เราควรมี ก่อนที่จะหันไปเริ่มต้นลงทุนอย่างอื่นเลยครับ

เงินสำรองฉุกเฉิน ควรมีเท่าไหร่?

เงินสำรองฉุกเฉินนั้นควรมีให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายของเราต่อเดือนอย่างน้อย 6 เดือน แต่ไม่ควรเกิน 1 ปีครับ ตัวอย่าง บ.ก.มีค่าใช้จ่ายที่ตายตัวเดือนละ 17,500 บาท มาจาก…

  • ค่าที่พักอาศัย 4,000 บาท 
  • ค่าน้ำ-ไฟ-อินเตอร์เน็ต 1,000 บาท
  • ค่าเดินทางไปทำงาน 2,000 บาท
  • ค่าโทรศัพท์ 500 บาท
  • เงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 10,000 บาท

เพราะฉะนั้น บ.ก.ควรมีเงินสำรองฉุกเฉิน : 17,500 x 6 = 105,000 บาท ครับ

เงินสำรองฉุกเฉิน ต้องเก็บไว้ที่ไหน?

เพื่อนๆ หลายคนอาจจะบอกว่ามีเงินเก็บฉุกเฉินแล้วครับ สบายมาก มีทั้งในกองทุนเอย หุ้นเอย LTF RMF ฉลากออมทรัพย์อีก รวมกันเกิน 6 เดือนแน่นนอน ซึ่งคิดแบบนี้ก็ไม่ได้ผิดนะครับ

แต่วิธีการเก็บเงินในรูปแบบนี้ “มันมีสภาพคล่องจำกัด” ไม่เหมาะกับการเป็นที่เก็บเงินสำรองฉุกเฉิน ลองคิดตามนะครับ สมมติหากเราต้องใช้เงินทันที แต่กองทุนราคาตกอยู่ แต่ก็จำเป็นต้องขายออกมาเพราะต้องการเงินสด แบบนี้เราก็ขาดทุนจริงมั้ยครับ แถมมีระยะเวลาที่ต้องรอด้วย

เพราะฉะนั้น aomMONEY ขอแนะนำว่า เป็นพวกบัญชีออมทรัพย์ที่ถอนออกมาได้เลยทันที หรือเงินฝากประจำระยะสั้น 3-6 เดือน และไม่มีความเสี่ยงจากการขาดทุนจะดีกว่าครับ

ลองดูข้อมูลบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเพิ่มเติมได้จากบทความนี้เลยครับ รวม 7 บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง! สำหรับมนุษย์เงินเดือน https://bit.ly/2IImfr9

วิธีเริ่มต้นเก็บ เงินสำรองฉุกเฉิน

บ.ก.ขอแนะนำแบบนี้ครับ ปกติเราจะแนะนำให้เก็บเงินอย่างน้อย 10% ของราย แต่ถ้าเรานำเงินก้อนนี้ไปเก็บไว้เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน กว่าจะครบตามเป้าก็คงต้องใช้เวลานาน และอาจจะหมดกำลังใจกับการเก็บเงินก่อน ดั้งนั้นแนะนำว่าให้เราเริ่มเก็บเงินสำรองฉุกเฉินด้วยการ แบ่งเงินเก็บ 10% ออกเป็น 2 ก้อน

ก้อนที่ 1 เก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน 5%

ก้อนที่ 2 นำไปลงทุน 5%

ที่นี้เราก็จะมีทั้งเงินสำรองฉุกเฉินและเงินออมเพื่อการลงทุนไปพร้อมๆ กันแล้วครับ หรือถ้าใครเก็บเงินมากกว่า 10% ก็ให้แบ่งเป็น 2 ก้อน เท่า ๆ กันได้ครับ

คำแนะนำจาก บ.ก.aomMONEY

เพื่อนๆ หลายคนเห็นสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีในช่วงนี้ อาจจะรู้สึกว่าเงินสำรอง 6 -12 เดือนนี้อาจจะน้อยไป ถ้าอยากเก็บมากกว่านี้ได้ไหม คำตอบ คือ ได้ครับ

แต่ความคิดเห็นส่วนตัว บ.ก.มองว่า ภายใน 6 เดือน เราน่าจะสามารถหางานใหม่หรือรายรับในรูปแบบอื่นเข้ามาได้แล้วครับ เงินก้อนนี้ ไม่ได้งอกเงยขึ้นเหมือนกับการลงทุน ดังนั้นเราไม่ควร “เสียโอกาส” ในการใช้เงินทำงานครับ

สุดท้าย.อยากฝากว่า “ปัญหาเรื่องเงิน” เป็นปัญหาที่ทุกคนเคยเจอครับ และ บ.ก.มีเชื่อว่า “ถ้าเรามีแผนการจัดการการเงินที่ดี เราจะผ่านพ้นไปได้ในทุกช่วงวิกฤตครับ”

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามเรื่องการเงินการลงทุน จาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

?กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

แปลงสินทรัพย์เป็นเงินสดแบบฉลาดใช้กับ “Easy Money” สถาบันสินเชื่อทางเลือก

ถ้าวันนี้มีเหตุให้เราต้องใช้เงินกะทันหัน ธนาคารคงไม่ใช่ทางออก เพราะไหนจะต้องเตรียมเอกสาร Statement รอพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ใช้เวลาไม่น่าจะต่ำกว่า 3 วันเลยครับ และยิ่งถ้าคนที่ทำอาชีพอิสระ หรือประกอบธุรกิจรายย่อย การขอสินเชื่อก็จะมีความซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น และถ้าจะให้ไปกู้นอกระบบก็น่ากลัวเกินกว่าที่จะคิดได้ ทั้งดอกเบี้ยที่สูงมาก ไว้ใจไม่ได้ การตามหนี้ก็น่ากลัว

แล้วเราจะทำอย่างไรได้บ้าง?

ปัจจุบันเรายังมีสถาบันทางการเงินที่ถูกกฏหมายอีกหลายรูปแบบที่ไม่ใช่ธนาคารนะครับ วันนี้ aomMONEY จะขอมาให้ความรู้เกี่ยวกับ “โรงรับจำนำ” ซึ่งเป็นสถานที่ ๆ เราสามารถนำสิ่งของที่เรามีมาแปลงเป็นเงินได้ครับ โดย aomMONEY ขอยกตัวอย่างเป็นของ “Easy Money” ที่พึ่งมีการ Repositioning สู่การเป็น “สถาบันสินเชื่อทางเลือก” ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการรับจำนำ แน่นอนครับว่ามีความน่าเชื่อถือได้ เพราะอยู่ภายใต้การกำกับของกระทรวงมหาดไทย และมีสาขามากถึง 50 สาขา ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันสินเชื่อทางเลือกที่มีสาขามากที่สุดในประเทศไทยในตอนนี้ครับ

ความแตกต่างของสถาบันสินเชื่อทางเลือก Easy Money เมื่อเทียบกับสินเชื่อแบบอื่น มีความแตกต่าง และน่าสนใจอย่างไร aomMONEY จะลองสรุปให้ดังนี้ครับ

Easy Money สินเชื่อทางเลือกสินเชื่อส่วนบุคคลสินเชื่อทะเบียนรถ
การขอสินเชื่อ  สินทรัพย์  สลิปเงินเดือน, Statmentเล่มทะเบียนรถ
ค้ำประกันไม่ใช้คนค้ำใช้คนค้ำในบางกรณีใช้คนค้ำในบางกรณี
ระยะเวลารับเงินเร็วสุด 3 นาทีมากกว่า  3 วันมากกว่า 1 ชั่วโมง
ดอกเบี้ยต่อปีไม่เกิน 15%ไม่เกิน 25%ไม่เกิน 28%

จากตารางเพื่อน ๆ อาจจะเห็นชัดว่า ถ้าพูดถึงความคล่องตัว Easy Money นั้นน่าจะสะดวกและไวที่สุดเมื่อเทียบกับสินเชื่อแบบอื่น และไม่ต้องใช้คนค้ำ ไม่เช็กเครดิตบูโร รวมถึงเอกสารไม่ต้องเยอะ คนที่ทำธุรกิจหรือประกอบอาชีพอิสระ ก็จะง่ายต่อการทำเรื่องรับเงินครับ

Easy Money รับจำนำสินทรัพย์อะไรบ้าง?

สินทรัพย์ที่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นเงินได้บอกเลยว่ารับแทบหมดจะทุกอย่างเลยทั้ง ทองคำ เพชร นาฬิกา สินค้าแบรนด์เนม อุปกรณ์ IT เครื่องใช้ไฟฟ้า ยาวไปจนถึงวัตถุโบราณเลยครับ ซึ่งทาง Easy Money จะมีผู้เชี่ยวชาญคอยตรวจสอบและประเมินราคาให้ครับ ยกเว้นแค่ทรัพย์ที่มีทะเบียน เช่น ปืนกับรถ และจากข้อมูลที่ได้มา สินทรัพย์ที่นิยมนำมาจำนำมากที่สุด 5 อันดับเลยคือ

1.ทองคำรูปพรรณ ทองคำแท่ง

2. เครื่องประดับเพชร เช่น แหวน สร้อยคอ ต่างหู

3.นาฬิกา เช่น Patek Rolex Tag Heuer G-Shock

4. ของใช้ Brand name เช่น กระเป๋า เข็มขัด Hermes Louis Vuitton Gucci

5. อุปกรณ์ IT เช่น Notebook Mobile Tablet กล้องถ่ายรูป

ถ้าจะใช้บริการ Easy Money มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?

เพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เผื่อใครไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ aomMONEY ขอยกตัวอย่างเช่น

สมมุติว่าคุณแนตตี้มีความจำเป็นต้องใช้เงิน และเลือกตัดสินใจใช้บริการของทาง Easy Money โดยนำนาฬิกา Rolex มาเป็นสินทรัพย์เพื่อแปลงเป็นเงินสด ก็จะมี 3 สเต็ป ง่าย ๆ คือ

1. เมื่อเข้ามาแล้วทาง Easy Money ก็จะทำการขอประเมินสินทรัพย์ และแจ้งยอดกับทางคุณแนตตี้ ว่าทรัพย์ที่นำมานั้นสามารถแปลงเป็นเงินได้กี่บาท

2. ถ้าคุณแนตตี้พอใจกับยอดเงินที่ได้ทาง Easy Money ก็จะแจ้งเงื่อนไขการจ่ายดอกเบี้ยที่ 1.25% ต่อเดือน โดยคุณแนตตี้ จะต้องมาจ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด 5 เดือนครับ

3. ถ้าครบ 5 เดือนแล้วคุณแนตตี้ ยังรู้สึกว่าเงินยังต้องใช้หมุนก่อน ก็ให้นำเงินมาจ่ายดอกเบี้ย แล้วนำตั๋วจำนำมาต่ออายุไปอีก 5 เดือนได้เช่นกันครับ ถ้าหากคุณแนตตี้สามารถหาเงินมาได้ก่อน 5 เดือน ก็สามารถนำเงินมาปิดยอดก่อนได้เลยครับ ส่วนดอกเบี้ยก็จะคิดถึงแค่เดือนที่นำเงินมาปิดครับ แต่!! ถ้า 5 เดือนผ่านไป แล้วเรายังไม่มาปิดยอด และไม่นำเงินมาชำระดอกเบี้ยด้วย นาฬิกา Rolex ที่คุณแนตตี้มาจำนำไว้ คุณแนตตี้จะหมดสิทธิความเป็นเจ้าของในสินทรัพย์นั้นทันที

อย่างไรก็ตามหากปล่อยให้ทรัพย์หลุดจำนำ คุณแน็ตตี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเสียเครดิต เสียประวัติ แต่อย่างใดครับ เนื่องจากการทำธุรกรรมจำนำไม่มีผลต่อข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ดังนั้นคุณแน็ตตี้จะไม่มีประวัติว่าไม่สามารถชำระดอกเบี้ยได้ ทำให้ยังคงสามารถมาใช้บริการและขอสินเชื่อใหม่ได้เสมอเลยครับ

และนี่คือข้อมูลของสถาบันสินเชื่อทางเลือกที่น่าสนใจอีกช่องทางหนึ่ง สำหรับคนที่ต้องใช้เงินสดเพื่อบริหารสภาพคล่องอย่าง Easy Money ครับ เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.easymoney.co.th/ หรือโทรสอบถามที่ 02 958 1355

ก่อนจากกันไป aomMONEY อยากขอฝากเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับเรื่องการออม เพื่อสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรงของเพื่อน ๆ ทุกคนครับ

1. การออมนั้นไม่ได้มีแค่การเก็บในรูปแบบเงินอย่างเดียวนะครับ เรายังสามารถออมในรูปแบบสิ่งของที่เรียกว่าสินทรัพย์ได้ เช่น ทองคำ เครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม

2. การออมในรูปแบบสินทรัพย์ หากเราเลือกลงทุนได้ถูกจังหวะ ก็สามารถทำกำไรได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างราคาทองตอนนี้เลยครับ หากใครสะสมไว้ตั้งแต่ราคาบาทละ 18,000 ตอนนี้ก็กำไรกันแล้วครับ และของเหล่านี้ก็ยังนำมาใส่เป็นเครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ตามโอกาสต่าง ๆ ได้ด้วยครับ ซึ่งการออมรูปแบบเงินนั้นไม่สามารถทำแบบนี้ไม่ได้

หากวันนี้เริ่มออมหรือเพิ่มการออมก็อยากให้เพื่อน ๆ ลองกระจายความเสี่ยงด้วยการออมในหลายๆ รูปแบบดูครับ และหากเราจะเลือกซื้อสินทรัพย์สักอย่างนอกจากความชอบแล้ว อยากให้เพิ่มแนวคิดที่ว่าของสิ่งนั้นสามารถแปลงเป็นเงินให้ยามที่เราฉุกเฉินได้ไหมและมูลค่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคตด้วยหรือเปล่าครับ

ส่วนครั้งหน้า บ.ก. aomMONEY จะนำความรู้ดีๆ อะไรมาแชร์เพื่อนๆ

โปรดติดตามในบทความต่อไปครับ

กองบรรณาธิการ aomMONEY

อย่าให้ “เงินเก็บ” ทั้งชีวิต กลายเป็น “ค่ารักษาพยาบาล”

ในช่วงนี้อะไร ๆ ก็ดูไม่แน่นอนใช่มั้ยครับ อย่างกรณีเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ดูทีท่าว่าจะมีสถานการณ์รุนแรงขึ้นหรืออย่างเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่เห็นข่าวเงียบๆ ไป แต่ความจริงก็ยังเป็นภัยเงียบที่ยังคงเป็นปัญหาอยู่ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และจัดการความเสี่ยงสุขภาพของตัวเราเองจึงเป็นเรื่องสำคัญมากเลยทีเดียวครับ เพราะถ้าเราเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาฉุกเฉินขึ้นมา นอกจากเสียเวลา เสียสุขภาพในระยะยาวแล้ว “เงิน” ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เราต้องเสียไปด้วยครับ ไหนจะรายได้ที่หายไปจากการพักรักษาตัวอีก  เพราะฉะนั้นเราจึงควรหาวิธีปกป้องเสี่ยงของเงินเก็บ ที่มีโอกาสจะสูญไปกับค่ารักษาพยาบาลครับ

และหนึ่งในทางเลือกนั้นที่ aomMONEY มองว่ามีประโยชน์และใช้งานได้จริง คือ  ประกันสุขภาพ ที่จะช่วย Cover ค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาลหรือถ้ามีส่วนต่างก็ไม่ต้องจ่ายมากจนหมดตัวครับ

ประกันสุขภาพ VS ประกันชีวิต ต่างกันอย่างไร?

ขอสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ ประกันชีวิต คือ ประกันที่คุ้มครองจากการเสียชีวิตหรือทุพพลภาพตามแต่ละความคุ้มครองของกรรมธรรม์ที่เราได้ทำไว้

ส่วน ประกันสุขภาพ เป็นประกันที่คุ้มครองเราในกรณีต่าง ๆ ที่เราทำสัญญาไว้ เช่น การรักษาพยาบาลจากโรค อุบัติเหตุ ชดเชยรายได้กรณีที่เราต้องรักษาตัวและนอนโรงพยาบาล ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระในส่วนของค่ารักษาให้เราได้ครับ ดังนั้นประกันชีวิตกับประกันสุขภาพเป็นคนละแบบกันนะครับ

โดยทั่วไปมีทั้งประกันสุขภาพแบบจ่ายเดี่ยวๆ หรือประกันชีวิตพ่วงสุขภาพก็มีครับ ทั้งนี้ต้องพิจารณาตามความเหมาะสมของตัวเองและกำลังจ่ายครับ

ข้อดีของคนมี ประกันสุขภาพ

จริงอยู่ที่หลายคนคิดว่า สิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมก็สามารถใช้รักษาได้เช่นกัน แต่ว่าความแตกต่างอย่างแรกเลย ถ้ามีประกันสุขภาพก็แทบจะสามารถเข้าได้ทุกโรงพยาบาลที่ประกันเราทำสัญญาไว้ครับ ไม่เหมือนประกันสังคมที่ต้องเข้าในสถานพยาบาลตามสิทธิเท่านั้น

อันนี้จากประสบการณ์ตรง บ.ก.เลยครับ ป่วยเป็นหวัดใหญ่สายพันธุ์ A แต่เลือกเข้ารพ.คนละที่กับสิทธิประกันสังคม โดยเลือกใช้ประกันสุขภาพแทนครับ ค่ารักษาหลักหมื่น ส่วนต่างจ่ายไปหลักร้อยครับ

ส่วนข้อดีอื่นๆ นั้น บ.ก.มองว่าแบบนี้ครับ

  1. ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษา : แม้ว่าปกติสิทธิพื้นฐานอย่างบัตรทอง และประกันสังคมจะครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลอยู่แล้ว แต่การรักษาด้วยเพียงสิทธิพื้นฐานอย่างเดียวอาจจะไม่ครอบคลุมเพียงพอต่อค่ารักษาทั้งหมด และมีค่าส่วนต่างครับ  แต่หากเรามีประกันสุขภาพ ก็จะสามารถเข้ามาช่วยในส่วนนี้ได้ โดยเราสามารถใช้ร่วมกันกับประกันสังคมได้ครับ
  2. สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลไหนก็ได้ : อย่างที่เล่าตอนแรกครับ ข้อนี้ทำให้ประกันสุขภาพ โดดเด่นจากบัตรทองและประกันสังคมที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เราขอรับสิทธิ์ไว้เท่านั้น ยกเว้นกรณีที่ฉุกเฉินจริง หรือมีการส่งตัวจากโรงพยาบาลต้นสังกัดเราไปครับ ก็ถือได้ว่าค่อนข้างสะดวกกว่าครับ 
  3. ใช้ลดหย่อนภาษีได้ : เราสามารถนำเบี้ยที่จ่ายประกันสุขภาพมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 15,000 บาท/ปี แยกจากประกันชีวิต และประกันบำนาญนะครับ เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ทางรัฐบาลให้การสนับสนุนให้คนมีประกันสุขภาพครับ

คำแนะนำจาก บ.ก. aomMONEY

  1. ประกันสุขภาพกับประกันสังคมใช้ร่วมกันได้ครับ 
  2. .ถ้ามีประกันสุขภาพหลายตัวก็ใช้ร่วมกันได้เช่นกันครับ 
  3. ประกันสุขภาพเป็นเบี้ยจ่ายทิ้งรายปีครับ เลือกความครองที่เหมาะสมและจ่ายค่าเบี้ยไหวนะครับ  
  4. เช็คกับทางโรงพยาบาลที่เราต้องการใช้สิทธิเรื่องการจ่ายด้วยว่า รับประกันเจ้านี้ / ต้องสำรองจ่ายมั้ย จะได้ไม่มีปัญหาภายหลังครับ  

สุดท้ายแล้ว “การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ” แต่ “กันไว้ก็ดีกว่าแก้ครับ” 

อย่าให้เงินก้อนทั้งชีวิต ต้องมาหมดลงด้วยค่ารักษาพยาบาลเลย 

ขอบคุณครับ

บ.ก. aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก 

https://www.posttoday.com/finance-stock/insurance/495687%E0%B8%9D%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%20PM%202.5

อยากมี “คอนโด” ในฝันสักหลัง…เริ่มต้นอย่างไร?

สำหรับวัยทำงานหลายคนเมื่อเริ่มทำงานมาสักระยะ พอจะมีเงินเก็บเป็นเงินก้อนขึ้นมาบ้างแล้ว ก้าวต่อไปของใครหลายๆ คน อาจจะเป็นการเลือกซื้อรถ ซื้อบ้าน หรือซื้อ “คอนโด” เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากจะเป็นเสมือนรางวัลของการทำงานมาอย่างหนัก ยังช่วยทำให้เพื่อนๆ รู้สึกมีฐานะมั่นคงขึ้น โดยเฉพาะการมีบ้านหรือคอนโดที่ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา ต่างจากรถยนต์ที่มีราคาค่าเสื่อมไปตามกาลเวลา

แต่ถ้าใครอ่านบทความนี้แล้ว จะวิ่งไปซื้อ “คอนโด” ในทันที บ.ก. aomMONEY ขอบอกเลยครับว่า “หยุดก่อน” เพราะคอนโดเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาก้อนใหญ่ การทำสัญญากู้ทำให้เรามีภาระในการผ่อนจ่ายยาวหลายปี และมีสภาพคล่องต่ำในการขายต่อเมื่อเทียบกับหุ้นหรือกองทุน เพราะฉะนั้นจะเลือกคอนโดสักที่ อยากให้คิดเป็น Step เบื้องต้นแบบนี้ก่อนครับ

1. ถามตัวเองก่อนว่า จะซื้อคอนโดนี้เพื่ออะไร?

ลองนั่งคุยกับตัวเองดีๆ ก่อนครับว่าจะซื้อเพื่ออยู่เองจริงๆ หรือซื้อเพื่อลงทุน หากซื้อเพื่ออยู่เอง เช็กสักนิด ว่าทำเลของคอนโด อยู่ใกล้ที่ทำงานมั้ย ในอนาคตจะมีการเปลี่ยนงานมั้ย หรือจะอยู่ที่นี่ตลอดไปมั้ย เพราะเรื่องทำเลเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และวิธีเลือกทำเลคอนโดไม่ยากเลยครับ

โครงการคอนโดต้องมีการคมนาคมที่ดี

โครงการควรอยู่ติดถนนใหญ่ หรือใกล้สถานีรถไฟฟ้า ไม่ห่างเกิน 500 เมตรจากจุดขึ้นลงรถไฟฟ้า หรือไม่ก็มีรถเมล์หลายสายวิ่งผ่าน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทางของเราเองครับ

โครงการคอนโดควรมีสภาพแวดล้อมที่ดี

เพื่อนๆ ต้องดูหน่อยครับว่าสภาพแวดล้อมของคอนโดเหมาะกับชีวิตประจำวันเรามั้ย รมีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานหรือเปล่า เช่น มินิมาร์ท , 7-11 , โรงพยาบาล และที่สำคัญเพื่อนบ้านที่ดีครับ 

โครงการคอนโดควรมีความปลอดภัยที่ดี

เราควรตรวจสอบความเป็นมาของโครงการคอนโด และระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่สำคัญถ้าตั้งอยู่ในซอยลึกซอยเปลี่ยว ก็อาจจะต้องกลับมาคิดกันหนักๆ เลยครับ

2. เช็กเงินในกระเป๋าก่อนว่า “เงินเดือนเราเท่านี้ มีความสามารถในการผ่อนเท่าไหร่?”

หลายคน ติดแต่ว่าเลือกคอนโดตามสเปคในฝัน แต่ลืมเช็กความสามารถในการผ่อนต่อเดือนของตัวเองครับ บ.ก.aomMONEY มีวิธีเช็กคร่าวๆ มาฝากกันว่า “เงินเดือนเท่านี้…มีความสามารถในการผ่อนต่อเดือนเท่าไหร่”

สูตร คือ เงินเดือน x 40% – หนี้สินที่มีอยู่ = ความสามารถผ่อนชำระ

ตัวอย่าง

สมมติว่า บ.ก. มีเงินเดือน เดือนละ 25,000 บาท และมีภาระผ่อนรถยนต์เดือนละ 5,500 บาท เพราะฉะนั้น บ.ก.จะมีความสามารถในการผ่อนคอนโด คือ

25,000 x 40% – 5,500 = 4,500

เพราะฉะนั้น ด้วยภาระหนี้รถยนต์ที่มีอยู่แล้ว 

บ.ก.ควรผ่อนคอนโดต่อเดือน ไม่เกิน 4,500 บาท/เดือน

3. ต่อมา เช็คว่าความสามารถในการผ่อนเท่านี้ จะกู้เงินซื้อคอนโดได้เท่าไหร่?

โดยทั่วไปแล้ว จะใช้ สูตรคิด 1 ล้านบาท : 7,000 บาท หมายความว่า ถ้าคอนโดราคา 1 ล้านบาท จะมีอัตราผ่อนชำระประมาณ 7,000 บาท/เดือน หรือถ้าคอนโดราคาเพิ่มเป็น 2 ล้านบาท ก็จะมีอัตราผ่อนชำระประมาณ 14,000 บาท/เดือน

ดังนั้น วงเงินที่ธนาคารจะปล่อยกู้ให้ คือ

(ความสามารถผ่อนชำระ x 1,000,000) ? 7,000 = วงเงินกู้สูงสุด

ตัวอย่าง : จากตัวอย่างข้างบน ที่ บ.ก.สมมติและลองคำนวณให้ดู บ.ก. มีความสามารถในการผ่อนชำระ ประมาณ 4,500 บาท/เดือน ใช่มั้ยครับ ดังนั้นธนาคารจะปล่อยกู้สูงสุดอยู่ที่ (4,500 x 1,000,000 ) ? 7,000 = 642,000 บาท 

เพราะฉะนั้น ถ้า บ.ก.มีเงินเดือนละ 25,000 บาท มีภาระหนี้ผ่อนรถเดือนละ 5,500 บาท  บ.ก.จะสามารถกู้เงินได้วงเงินกู้สูงสุด ประมาณ 642,000 บาทครับ ***งบเล็กน้อยน่ารัก คงต้องเป็นคอนโดต่างจังหวัด หรือไม่ก็คอนโดมือสองแล้วครับ

คำแนะนำจาก aomMONEY

“เครดิตการเงินของเรา” มีผลต่อการตัดสินใจปล่อยกู้ของแบงก์

“เครดิตการเงิน” เป็นสิ่งสำคัญที่ธนาคารจะใช้ดูว่าเพื่อนๆ มีพฤติกรรมการชำระหนี้เป็นอย่างไรครับ มีประวัติหนี้ดี หนี้เสียอย่างไรบ้าง มีพฤติกรรมทางการเงินที่ผ่านมาเป็นอย่างไร โดยเช็กได้จาก เครดิตบูโร เช่น บางคนเคยทำเรื่องผ่อนสินค้าทั้งหมด 6 งวด 0% ผ่อนตรงเวลามั้ย หรือว่าล่าช้า และยังมีอีกหลายปัจจัยที่ธนาคารจะดู เช่น  การเสียภาษีอย่างถูกต้องทุกปี , ไม่มีประวัติการค้างชำระหนี้ , ทำงานมาอย่างน้อย 2 ปี , เงินในบัญชีมีความคล่องตัว และถ้าเพื่อนๆ เคยมีประวัติติดแบล็กลิสต์ก็อาจจะยากแล้วครับ เพราะฉะนั้นเครดิตการเงินของตัวเอง รักษามันให้ดีๆ ครับ 

สุดท้ายอยากฝากไว้ว่าการซื้อคอนโดสักหลัง ไม่ควรตัดสินใจด้วยความรีบร้อน เพียงเพราะเพื่อนๆ คิดว่าตัวเองเอาอยู่ มีเงินผ่อนได้ แต่ควรคิดด้วยความรอบคอบ ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ซื้อ “คอนโด” ทั้งทีให้มันเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าทางการเงินและความสุขให้กับเราครับ อย่าให้มันเป็นสิ่งซื้อมาแล้ว แต่เรากลับต้องแบกด้วยความทุกข์เลย

ขอบคุณครับ

บ.ก. aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบคุณข้อมูลจาก 

https://www.home.co.th/hometips/detail/84346

http://bit.ly/3cb2c20

https://www.krungsri.com/bank/th/planyourmoney/must-stories/credit-plan/before-buying-condo.html

“ปี 63 เสี่ยงตกงานมากขึ้น” ประกันสังคมพร้อมชดเชยรายได้

ข่าวที่ทำให้หลายคนฮือฮากันช่วงนี้ นอกจากเรื่องโควิด-19 น่าจะเป็นข่าวที่ “เชฟโรเลตประเทศไทย ประกาศปิดตัวลง” ทำให้พนักงานกว่า 1,500 คน ตกงานอย่างกระทันหัน และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับที่มีข่าวการปิดตัวของภาคธุรกิจนะครับ เพราะตลอดปี 62 ที่ผ่านมา aomMONEY ทราบข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาว่ามีสถานประกอบการปิดกิจการไปแล้ว 1,107 แห่ง ทำให้มีอัตราว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของไทย

นอกจากนี้ยังเผยอีกว่า แนวโน้มในปี 63 นี้ มีปัจจัยเสี่ยงจะทำให้เกิดการว่างงานมากขึ้นอีก ทั้งไวรัสโควิด-19 , ภัยแล้งที่จะกระทบจ้างงานภาคเกษตร , แนวโน้มการส่งออก การผันผวนของค่าเงินบาท

 “เศรษฐกิจปีนี้” จึงถือว่าเป็นอีกปีที่น่าเป็นห่วงมากครับ ใครที่ยังมีงานประจำอยู่ก็คงต้องเกาะเก้าอี้ที่ทำงานกันให้แน่น และวางแผนการการเงินให้มั่นคง แต่หากใครที่เจอเหตุการณ์ว่างงานเข้ากับตัวแล้ว กังวลและมีปัญหาเรื่องการขาดรายได้ระหว่างหางานใหม่ วันนี้ บก. aomMONEY ขอมาแนะนำเรื่องการชดเชยรายได้จากประกันสังคม ในกรณี ตกงาน-ถูกเลิกจ้าง-และว่างงาน ครับ

เงินชดเชยจากประกันสังคม “กรณีตกงาน-ถูกเลิกจ้าง-และว่างงาน”

สำหรับใครที่ทำงานและจ่ายเงินประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน เรามีสิทธิ์ในการของรับ #เงินทดแทนว่างงาน จากประกันสังคมได้นะครับ

กรณีลาออกจากงานเองด้วยความสมัครใจและยังหางานใหม่ไม่ได้

ประกันสังคมจะจ่ายเงินทดแทนว่างงาน ให้สูงสุดปีละไม่เกิน 90 วัน และจ่ายสูงสุด 30% ของรายได้เฉลี่ย คิดจากรายได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาทครับ ยกตัวอย่าง เงินเดือน 15,000 บาท ก็จะได้รับเงินทดแทนว่างงาน 4,500 บาท/เดือน จนกว่าจะได้งาน แต่เป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน

กรณีที่เราถูกเลิกจ้างงาน-ตกงาน และยังหางานใหม่ไม่ได้

ประกันสังคมจะจ่ายเงินทดแทนว่างงาน ให้สูงสุดปีละไม่เกิน 180 วันเลยครับ และจ่ายสูงสุด 50% ของรายได้เฉลี่ย คิดจากรายได้เฉลี่ยสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท มากกว่าออกจากการลาออกเองเกือบเท่าตัวเลยครับ ยกตัวอย่าง เงินเดือน 15,000 บาท ก็จะได้รับเงินทดแทนว่างงาน 7,500 บาท/เดือน จนกว่าจะได้งาน แต่เป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน

“สิทธิ์การรักษาพยาบาล” ยังใช้ได้มั้ยช่วงที่ว่างงาน?

เรายังสามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากประกันสังคมได้อยู่นะครับเป็นเวลา 6 เดือน แต่ถ้าหลังจากนั้น เราจะไม่สามารถใช้สิทธิประกันสังคมได้แล้วครับ แต่เรายังสามารถต่อสิทธิ์รักษาพยาบาลได้ ด้วยการทำการประกันตนเอง มาตรา 39 ซึ่งจะคล้ายกับสิทธิ์ประกันสังคมเลย โดยเราต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพียงเดือนละ 432 บาท เท่านี้เราก็จะมีสิทธิ์รักษาพยาบาลแล้วครับ แต่ถ้าใครที่คิดว่าจะไม่ต่อสิทธิ์ประกันตน มาตรา 39 แล้ว ก็จะถูกปรับให้มาใช้สิทธิ์บัตรทอง ในการเข้ารักษาพยาบาลแทนครับ

คำแนะนำจาก บ.ก. aomMONEY

“เมื่อลาออกจากงาน-ว่างงาน-หรือถูกจ้างออกจากงาน” สิ่งที่ห้ามลืมเลย คือ เราต้องไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงาน ภายใน 30 วัน หลังจากออกจากงาน หากเกินกำหนดจะไม่สามารถใช้สิทธิย้อนหลังได้ครับ

วิธีการไม่ยาก ดูได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ https://empui.doe.go.th/auth/register_member/1

และนี่คือข้อมูลสิทธิประกันสังคมในกรณี ว่างงาน-ตกงาน-ถูกเลิกจ้างงานที่ บ.ก.aomMONEY นำมาฝากทุกคนกันครับ ส่วนใครที่ตอนนี้ยังมีงานทำอยู่ ก็อยากแนะนำให้บริหารจัดการเงินให้ดีครับ แนะนำให้อ่านได้ในบทความนี้ https://bit.ly/39b4VGU

สุดท้ายแล้ว…การตกงาน-ว่างงาน-หรือถูกจ้างงาน เป็นแค่เหตุการณ์หนึ่งในชีวิตที่จะทำให้เราก้าวต่อไปครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ๆ ต่อไปนะครับ

ขอบคุณครับ

บ.ก.aomMONEY


ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/


ขอบข้อมูลจาก

https://www.prachachat.net/economy/news-426606

https://money.kapook.com/view207623.html

https://www.sanook.com/money/397281/

เรียงลำดับถอนเงินมาใช้ช่วงไม่มีงานทำ

อภินิหารเงินออมเขียนบทความนี้ช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตโรคไวรัสโควิช ผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้หลายบริษัทปิดกิจการ พนักงานจะต้องไปหางานใหม่แบบไม่ทันตั้งตัว ในขณะที่บางคนอาจจะได้รับวันพักร้อนยาวๆแบบไม่ได้รับเงินเดือน 

แต่ระหว่างรอเพื่อกลับไปทำงานอีกครั้งจะต้องกินต้องใช้ จังหวะนี้เอง “เงินฉุกเฉิน” ที่เราตุนไว้จะเข้ามาช่วยสร้างสภาพคล่อง วิธีทำให้เงินอยู่นานที่สุด ควรวางแผนการถอนอย่างเป็นระบบเพื่อพยุงตัวเองให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ออกไปได้

 

ไอเดียถอนเงินมาใช้จ่ายช่วงไม่มีงานทำ

 

เรียงลำดับถอนเงินมาใช้ช่วงไม่มีงานทำ

ลำดับที่ 1 : ถอนใช้ง่ายสุด

เราเก็บเงินฉุกเฉินไว้ในที่หยิบออกมาใช้ง่ายๆ มีความเสี่ยงต่ำ เงินต้นอยู่ครบ เก็บไว้ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่าย เช่น รายจ่ายเดือนละ 20,000 บาท เราเก็บเงินฉุกเฉินไว้ 60,000 – 120,000 บาท แบ่งแหล่งเก็บเงินออกเป็น 2 แบบ คือ

 

=> ถอนง่ายที่สุด สภาพคล่องสูง เช่น ในกระปุกออมสิน เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เงินฝากออมทรัพย์สหกรณ์ ส่วนเงินฝากประจำถอนก่อนครบกำหนดก็จะได้รับดอกเบี้ยน้อยลง

 

=> มีระยะเวลาการถอนเงิน เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมตราสารหนี้(บางกองก็มีขาดทุน) ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 1 วัน คือ เราขายกองทุนวันนี้ก่อนเที่ยง พรุ่งนี้ช่างบ่ายเราได้รับเงิน ในขณะที่บางกองเปิดขายเป็นช่วงเวลา เช่น ขายได้ทุกวันจันทร์แล้วจะได้รับเงินวันอังคาร แปลว่าการถอนเงินแต่ละครั้งต้องรอ 7 วัน กองทุนที่เราซื้อจะขายได้วันไหนบ้าง อ่านได้ในหนังสือชี้ชวนจ้า

 

ลำดับที่ 2 : สินทรัพย์การเงินและทรัพย์สินมีค่า

ถ้าเราใช้เงินฉุกเฉินลำดับที่ 1 หมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำงานใหม่สักที แนวรับแรกเงินหมดแล้วก็ต้องไปหาแนวรับต่อไป ครั้งนี้ก็จะต้องขายสินทรัพย์ทางการเงินและจำนำทรัพย์สินมีค่า เช่น

 

=> สินทรัพย์ทางการเงิน :  มีทั้งขาดทุนและกำไร

  • สลากออมสิน , สลาก ธกส. : ขายก่อนกำหนด ได้รับดอกเบี้ยน้อยลง
  • กองทุนรวมหุ้น , กองทองคำ , กองต่างประเทศ , หุ้นรายตัว : ขายแล้วประมาณ 2 – 5 วันกว่าจะได้รับเงิน ถ้าขายช่วงมีกำไรก็จะเสียโอกาสการลงทุนให้เงินเติบโต แต่ถ้าขายช่วงขาดทุนก็จะทำให้เงินต้นหายไป ได้รับเงินมาใช้น้อยลง
  • ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ : ขายแล้วได้รับเงินทันที อาจจะได้รับเงินไม่เท่าที่คิดไว้เพราะมีค่าสึกหรอจากการใช้งาน

 

=> ทรัพย์สินมีค่า : เรามีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยรายเดือน ถ้าจ่ายดอกเบี้ยไม่ไหวถูกยึดทรัพย์สิน

  • จำนำโทรศัพท์ กระเป๋าแบรนด์เนม นาฬิกา มือถือ คอมพิวเตอร์ เครื่องประดับ ฯลฯ
  • เปลี่ยนรถยนต์เป็นเงินสด

 

ลำดับที่ 3 : การกู้ประกันชีวิตของตัวเอง

นอกจากประกันชีวิตคุ้มครองชีวิต ลดหย่อนภาษี ยังช่วยเหลือเราในช่วงช๊อตเงินด้วยนะจ๊ะ เพราะแบบประกันชีวิตที่ทำไปนานๆก็จะมีมูลค่าเงินสดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มี 3 แบบ คือ แบบสะสมทรัพย์ , แบบตลอดชีพ , แบบบำนาญ เราจะกู้ประกันชีวิตได้เท่าไหร่ให้ดูที่มูลค่าเงินสด วิธีคำนวณอยู่ในภาพนี้เลยจ้า

เรียงลำดับถอนเงินมาใช้ช่วงไม่มีงานทำ 

อภินิหารเงินออมเชื่อว่าคนที่เข้มงวดกับเรื่องการเงินของตัวเอง เงินฉุกเฉินที่ตุนไว้ในลำดับที่ 1 น่าจะเพียงพอในช่วงรองานใหม่ แบบไม่ต้องรบกวนเงินในลำดับที่ 2 และ 3 เพราะการลงทุนกองทุนรวม หุ้น ทองคำ ฯลฯ จะมีผลกับเป้าหมายการเงินในอนาคต เช่น แผนเกษียณที่ต้อง DCA กองทุนรวมรายเดือนจะสะดุดลง เมื่อถอนเงินมาใช้ตอนนี้หมดแล้วจะต้องเริ่มต้นเก็บเงินใหม่

 

ช่วงเวลาว่างงานแบบนี้ นอกจากต้องใช้เงินแบบระมัดระวังแล้ว ควรใช้เวลาหาความรู้ให้ตัวเองเพื่อรออาชีพใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยนะจ๊ะ วิกฤตนี้เราต้องผ่านไปให้ได้ สู้ๆ

 

เพจอภินิหารเงินออม

 

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save