รับมือกับทุกสภาวะตลาดด้วย ชุดกองทุนรวม SCB SMART BETA

ใคร ๆ ก็รู้ว่าตลาดหุ้นผันผวน

หุ้นถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับสภาพเศรษฐกิจสูง ตลาดหุ้นจึงผูกพันยึดติดกับสภาพเศรษฐกิจไปด้วยโดยปริยาย แน่นอนว่าแต่ในช่วงระยะของตลาดหุ้น วิธีการลงทุนให้ได้กำไรมากที่สุดย่อมแตกต่างกัน ในแต่ละช่วงเวลาของเศรษฐกิจ กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมก็ย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย

การเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้เราได้

หุ้นแต่ละตัวจะมีช่วงเวลาทอง หรือช่วงเวลาที่ราคาหุ้นโดดเด่นขึ้นในเวลาที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าเราสามารถเลือกถือหุ้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือกลยุทธ์ใดกลยุทธ์หนึ่งยาวต่อเนื่องได้ แต่ถ้าเราสามารถสลับกลยุทธ์ไปมาได้อย่างเหมาะสม เราก็จะสามารถทวีคูณผลตอบแทนของเราให้สูงขึ้นไปได้อีก หรือในอีกแง่หนึ่ง เราสามารถลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตของเราได้ด้วย

การมีเครื่องมีที่หลากหลายจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญของนักลงทุน

สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมเป็นหลักแล้ว การเลือกนโยบายการลงทุนของกองทุนรวมที่เหมาะสมถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สามารถช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ แต่กองทุนรวมส่วนใหญ่มักจะกระจายแยกกันในแต่ละกลยุทธ์ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ปรับพอร์ตร่วมกัน เมื่อถึงเวลาจริง การใช้งานจึงอาจจะยากกว่าปรกติ ใครที่กำลังมองหาวิธีจัดการพอร์ตจากกลุ่มกองทุนรวมที่มีการออกแบบนโยบายมาอย่างเหมาะสมแล้ว กองทุนรวมชุด SCB SMART BETA คือ

SCB SMART BETA คือ ชุดกองทุนรวมเพื่อรับมือกับทุกสภาพตลาดหุ้น

ความน่าสนใจของหุ้นในกลุ่ม Smart Beta ก็คือเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่น่าเชื่อถือ และได้รับการยอมรับจากนักลงทุนมาอย่างยาวนาน จุดเด่นคือเป็นการรวมข้อดีของทั้ง Passive Fund และ Active Fund เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ แม้จะมีค่าธรรมเนียมต่ำแบบ Passive Fund แต่ก็มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีได้ในสภาวะตลาดที่แตกต่างกัน นั่นเป็นเพราะเงื่อนไขการลงทุน หรือเกณฑ์ในการคัดเลือกสินทรัพย์ตามปัจจัยที่กำหนดอย่างเป็นระบบ ซึ่งแต่ละปัจจัยจะสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นตามสภาวะตลาดแต่ละช่วง

โดยชุดกองทุนรวม SCB SMART BETA ประกอบด้วยกองทุนรวมที่มีนโยบายแตกต่างกันทั้งหมด 5 กองทุน เพื่อนำมาใช้ปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงสภาพตลาดหุ้น ช่วงสภาพเศรษฐกิจ รวมไปถึงยังใช้ในการกระจายความเสี่ยง และเพิ่มลดความเสี่ยงให้เหมาะสมกับนักลงทุนแต่ละคนได้ด้วย เรียกได้ว่าจะซื้อกองเดียวก็ดี จะกระจายซื้อเท่ากันก็ได้ จะปรับสัดส่วนตามความเสี่ยงก็ไม่ติดขัด หรือจะปรับพอร์ตไปตามช่วงกลยุทธ์ตลาดก็ทำได้เช่นกัน

1) SCBQUALITY

SCBQUALITY หรือ SCB Thai Equity Quality Portfolio คือ กองทุนรวมที่เน้นปัจจัยคุณภาพ (Quality Factor Investing) เน้นคุณภาพที่ดีและมีการเติบโตที่เหมาะสม อ้างอิงจากความสามารถในการทำกำไรต่าง ๆ เช่น ROE , ROE Growth , Gross Profit Margin 

กองทุนนี้จะเหมาะสมกับช่วงตลาดขาลง เศรษฐกิจชะลอตัวหรือหดตัว การมีหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแกร่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงขาลงได้ดี

2) SCBVALUE

SCBVALUE หรือ SCB Thai Equity Value Portfolio คือ กองทุนรวมที่เน้นปัจจัยคุณค่า (Value Factor Investing) เน้นหุ้นที่มีพื้นฐานดี ราคาไม่แพง และมีความน่าสนใจในเชิงมูลค่าพื้นฐาน อ้างอิงจากตัวชี้วัดที่บ่งชี้มูลค่าพื้นฐานของกิจการต่าง ๆ เช่น Earning Yield , Cash Flow Yield และ Dividend Yield 

กองทุนนี้จะเหมาะสมกับช่วงตลาดขาขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือขยายตัว การมีหุ้นที่มีมูลค่าพื้นฐานถูกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรได้มากกว่าหุ้นที่มีราคาแพง

3) SCBMOMENT

SCBMOMENT หรือ SCB Thai Equity Momentum Portfolio คือ กองทุนรวมที่เน้นปัจจัยโมเมนตัม (Momentum Factor Investing) เน้นหุ้นที่มีแนวโน้มพฤติกรรมราคาที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม อ้างอิงไปกับสภาวะเศรษฐกิจในแต่ละช่วง อ้างอิงจาก Momentum Factor ต่าง ๆ เช่น Return และ Sharpe Ratio 

กองทุนนี้จะเหมาะสมกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังมีแนวโน้มการเติบโตเป็นบวก โดยอาจจะเป็นช่วงขยายตัวหรือหดตัวก็ได้ ช่วงเวลาเหล่านี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีของตลาดหุ้น เหมาะสมกับการลงทุนแบบโมเมนตัม

4) SCBEQUAL

SCBEQUAL หรือ SCB Thai Equity Equal Weight Portfolio คือ กองทุนรวมที่กระจายเงินลงทุนในบริษัท 80 บริษัทแรกในดัชนี SET100 แบบให้น้ำหนักเท่ากัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของหุ้นบางตัวมากเกินไปตาม index เช่น ในดัชนี SET 100 เกือยครึ่งของดัชนีลงทุนกระจุกอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียง 10 ตัว เช่น PTT (9.84%) AOT (8.51%) CPALL (5.33%) (ข้อมูล ณ เดือนตุลาคม 2019)

กองทุนนี้จะเหมาะสมกับช่วงตลาดขาขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัวหรือขยายตัว เพราะช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฟื้นตัวเป็นอย่างมาก การกระจายมาลงทุนมากกว่า SET50 จะทำให้ช่วยได้ผลตอบแทนจากหุ้นขนาดกลางที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งไปอีกด้วย

5) SCBLARGE

SCBLARGE หรือ SCB Thai Equity Large-Cap Multi-Factor Portfolio คือ กองทุนรวมที่จะลงทุนในบริษัท 20 – 30 บริษัทแรกในดัชนี SET50 โดยอ้างอิงกับปัจจัยต่าง ๆ ที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

กองทุนนี้จะเหมาะสมกับช่วงตลาดขาลง เศรษฐกิจชะลอตัวหรือหดตัว เนื่องจากในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นย่ำแย่ หุ้นขนาดใหญ่มักมีความผันผวนเป็นเปอร์เซ็นต์เทียบกับตลาดหุ้นรวมต่ำกว่าหุ้นขนาดเล็ก การเข้าหุ้นใหญ่ในช่วงตลาดขาลงจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการจำกัดความเสี่ยงได้

นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนรวมใน SCB SMART BETA อย่างไรได้บ้าง?

1) เลือกกองทุนตามสภาวะตลาด

SCB SMART BETA ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการจัดสรรพอร์ตในช่วงเวลาตลาดหุ้นที่แตกต่างกันออกไป ตลาดขาลง ชะลอตัวหรือหดตัว เลือก SCBQUALITY กับ SCBLARGE ช่วงตลาดขาขึ้น ฟื้นตัวหรือขยายตัว เลือก SCBVALUE กับ SCBEQUAL ในขณะที่หากการเติบโตของเศรษฐกิจยังอยู่ในแดนบวก เราก็สามารถเพิ่มเติม SCBMOMENT ไปเพิ่มผลตอบแทนได้

2) เลือกกองทุนตามความเสี่ยงที่เหมาะสม

SCB SMART BETA สามารถใช้ในการจัดสรรพอร์ตให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่นักลงทุนแต่ละคนสามารถรับได้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากนักลงทุนอยากลงทุนในหุ้น แต่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก อยากได้ผลตอบแทนในระยะยาวอ้างอิงไปกับดัชนีตลาด แบบนี้อาจจัด SCBEQUAL คู่กับ SCBLARGE เป็นต้น

3) เลือกกองทุนแบบกลยุทธ์ตามตลาดแต่ละช่วง

SCB SMART BETA สามารถจัดสรรพอร์ตแบบเป็นตะกร้าความเสี่ยงได้เช่นกัน โดยเริ่มต้นเราอาจจะลงทุนไว้ทั้ง 5 กองเลย แต่อาจจะปรับสัดส่วนแต่ละช่วงไปตามแต่สภาพตลาดแบบนี้ก็ทำได้ การกระจายลงหลายกองจะช่วยลดความเสี่ยงในการกระจุกตัว และช่วยเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวได้เช่นกัน

นักลงทุนที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คลิกหรือโหลดแอปพลิเคชัน SCB EASY APP ลงทุนง่ายใน 3 นาที จะดูข้อมูลเพิ่มเติม จะกดซื้อขายกองทุนก็สามารถทำได้ง่ายมาก หรือว่าจะติดต่อโดยตรงที่ SCBAM Client Relations 0 2777 7777 กด 0 กด 6 ก็ได้เช่นกัน

ลงทุนศาสตร์

คำเตือน

  1. เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  2. ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
  3. ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน
  4. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ หรือผู้สนับสนุนการขายทุกราย

บทความนี้เป็น Advertorial

ซื้อกองทุน RMF ช่วงนี้ ต้องมีให้ครบ สยบทุกความเสี่ยง

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน การลงทุนในช่วงนี้ต้องถือว่ายากมากกกกกก (ก ไก่ 10 ล้านตัว) เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สงครามการค้าที่มีผลต่อการส่งออกของเราไปยังคู่ค้า สงครามค่าเงินที่ทำให้การส่งออกปั่นป่วน และประเทศไทยเองก็ยังได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าอีกทางด้วยครับ

อีกข่าวร้อนที่เพิ่งจะประกาศไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่แล้วก็คือ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติให้เริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จาก 1.50% ต่อปี เหลือ 1.25% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี โดยต่ำกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 แต่จะเท่ากับในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ช่วงปี 2550 ครับ

ทั้งนี้ก็เพราะว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากที่เคยประเมินว่า GDP จะโตประมาณ 3.3% ก็กลายเป็นโตแค่ 2.8% และมีโอกาสที่จะลดต่ำลงได้อีกครับ การท่องเที่ยวที่ก่อนหน้านี้ได้รับความนิยมก็ชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นกว่าแต่ก่อนครับ หนี้ครัวเรือนก็เริ่มสูง ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง ทั้งนี้ก็เพราะว่ารายได้ของประชาชนเองก็โตไม่ทันรายจ่ายที่สูงขึ้นนั่นเอง

ใครอ่านมาถึงตรงนี้ คงพอจะเห็นภาพนะครับว่า ถ้าหากเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นแบบนี้อีกสักระยะ อาจจะทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนทั้งหลายก็จะปรับตัวลดลง แน่นอนว่าคงส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในตลาดด้วย

พอเรามองไปที่สินทรัพย์ต่าง ๆ เพื่อที่จะเริ่มต้นลงทุน ซึ่งถ้ามองเรื่องของความเสี่ยง และ ความผันผวนของสินทรัพย์เองก็เริ่มมากขึ้นด้วยครับ โดยในช่วงที่มีความเสี่ยงสูงแบบนี้ ราคาทองคำก็ปรับตัวสูงขึ้นแต่ก็เริ่มปรับตัวลดลงมาบ้าง 

ขนาดตลาดการลงทุนของตราสารหนี้เองก็ยังผันผวนไม่แพ้กันครับ นักลงทุนสถาบันก็มีการเก็งกำไรบนตราสารหนี้ระยะยาวมากขึ้น ทำให้ราคาตราสารหนี้เองก็ปรับตัวสูงขึ้นมาเช่นกัน เอาเป็นว่าช่วงนี้ราคาสินทรัพย์ทุกประเภทมีความผันผวนมากขึ้นจริง ๆ ครับ เดาทางกันไม่ถูกเลย

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผม หมอนัท คลินิกกองทุนมีทางแก้ไขมาให้ครับ ซึ่งเป็นวิธีที่ดี และเป็นวิธีที่นักลงทุนไม่ต้องคอยดูว่าจะต้องลงทุนกับสินทรัพย์อะไร จับจังหวะลงทุนอย่างไร ต้องเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนตามสถานการณ์การลงทุนหรือไม่ นั่นก็คือการลงทุนแบบ การกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่าง ๆ หรือที่เราเรียกว่าการจัดพอร์ตการลงทุนนั่นเองครับ

ซึ่งหลักการกระจายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ แบบนี้ ก็ยังคงเป็นแนวทางที่สามารถลงทุนได้อยู่เสมอๆ ครับ ไม่มีวันล้าสมัยหรือตกเทรนด์ใดๆ ครับ

ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ถ้าหากเราลงทุนในสินทรัพย์เดียวกันบ่อยๆ เช่น ซื้อแต่กองทุนหุ้นอย่างเดียว ก็จะทำให้การกระจายความเสี่ยงของเราไม่ดีพอครับ

พอตลาดหุ้นลงที กองทุนที่เราลงทุนไปก็จะลงพร้อมๆ กันครับ ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตก็จะแย่ทันที และความผันผวนมาก ทำให้เราถือครองกองทุนหุ้นได้ไม่นานพอครับ ซึ่งจริงๆ แล้วการลงทุนในหุ้นอาจจะผันผวนบ้าง แต่ถ้ามีระยะเวลาลงทุนนานๆ ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี แต่เรากลับทนความผันผวนไม่ได้ ทำให้พลาดโอกาสได้ง่ายครับ

แต่ถ้าเรามีการจัดพอร์ตการลงทุนที่ดี มีสินทรัพย์ที่แตกต่างหลากหลาย เช่น หุ้น อสังหาฯ และตราสารหนี้อยู่ในพอร์ตการลงทุนของเราแล้วละก็ จะทำให้ความผันผวน และความเสี่ยงลดลงครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่า แต่ละสินทรัพย์ไม่ได้วิ่งขึ้น-ลง ไปทางเดียวกันนั่นเอง

ด้วยการทำแบบนี้ เราจะได้ประโยชน์อยู่ 2 อย่างครับ คือ 1. ลดความเสี่ยงลง และ 2 เพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนได้อีกด้วยครับ

ผมเชื่อว่าประโยชน์ข้อแรกนักลงทุนคงทราบกันดีอยู่แล้วใช่ไหมครับ แต่ข้อที่สองนั้น ผมคิดว่านักลงทุนอาจจะยังไม่ทราบว่า ถ้าเรามีการเลือกสินทรัพย์ที่ดี และมีแนวโน้มการเติบโตสูงจะช่วยให้เราได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ ลองนึกภาพตามนะครับ

ถ้าเรามีหุ้น และตราสารหนี้อยู่ในพอร์ตการลงทุน แล้วเราลดการลงทุนตราสารหนี้ลง จากนั้นเราก็เอากองทุนอสังหาฯ เข้ามา เดิมทีการลงทุนผ่านตราสารหนี้นั้น ผลตอบแทนจะอยู่ที่ประมาณ 2-3% ต่อปี ส่วนอสังหาฯ อยู่ที่ประมาณ 5-8% ต่อปี ซึ่งถ้าเอามาแทนกัน แน่นอนว่าจะทำให้ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ตมีโอกาสสูงขึ้นได้ครับ

คราวนี้ก็มาถึงการเลือกสินทรัพย์ หรือ กองทุนที่ลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีกันนะครับ ซึ่งกองทุนที่ลงทุนแล้วผลตอบแทนดี และคุ้มค่าที่สุดนั้นก็คือ……

“กองทุน RMF” นั่นเองครับ

เนื่องจากลักษณะของกองทุน RMF นั้นเป็นกองทุนที่ซื้อแล้ว สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ พอเอาไปลดหย่อนภาษีได้ รายจ่ายก็ลดลง เงินออมก็เพิ่มมากขึ้น แถมเงินก้อนนี้ก็สามารถงอกเงยได้ตามสินทรัพย์ที่เราเลือกไปลงทุนได้อีกครับ เพราะว่ากองทุน RMF นี้มีให้เราเลือกหลากหลายประเภทมากครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ กองทุนอสังหา ฯ กองทุนตราสารหนี้ ฯลฯ เรียกได้ว่ามีทุกประเภท ตั้งแต่ความเสี่ยงต่ำไปถึงสูงสุดเลยครับ

ดังนั้น กองทุน RMF จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว ผ่านการลงทุนในกองทุนรวมครับ ทั้งนี้ นักลงทุนเองก็อย่าลืมคำนวณ และอ่านเงื่อนไขต่างๆ ของ RMF ก่อนที่จะลงทุนทุกครั้ง เพราะว่าถ้าเราไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขก็จะต้องคืนเงินภาษีที่ลดหย่อนไป บางครั้งอาจจะเจอค่าปรับเพิ่มเติมอีกก็เป็นไปได้ครับ

เนื่องจากกองทุน RMF เองก็มีหลากหลายกองทุน แถมมีมากมายหลาย บลจ. อีก หากรีวิวกองทุน RMF ทั้งประเทศไทยคงจะใช้เวลานานไป ดังนั้น ในครั้งนี้ทางคลินิกกองทุนจะขอพาทุกท่านไปพบกับกองทุน RMF ที่มีความน่าสนใจ และที่จะเป็นพระเอกของเราในครั้งนี้กันครับ ซึ่งกองทุน RMF ที่จะมาช่วยเรากระจายพอร์ตการลงทุน และ สร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีให้กับเราก็คือ

กองทุน RMF จาก บลจ. กรุงศรี ฯ นั่นเองคร้าบบบบบ

กองทุน RMF ของ กรุงศรีฯ มีหลายกองทุนเลยครับ ซึ่งแต่ละกองทุนก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน และจะเป็นตัวช่วยกระจายพอร์ตได้อย่างดี ซึ่งถ้าใครอ่านแล้วชอบ ใครคิดว่าเหมาะกับแบบไหนก็สามารถเลือกกองทุนเหล่านี้มาผสมอย่างที่ใจชอบได้เลยครับ หรือถ้าใครไม่มีเวลาก็สามารถเลือกกองทุน RMF ที่เป็นกองทุนผสมก็ได้ครับ ซึ่งกองทุนเหล่านี้จะมีส่วนผสมของสินทรัพย์ที่หลากหลายและกระจายกันอย่างลงตัวไม่ต้องคิดมากให้ปวดหัวครับ

มาที่ RMF กองทุนแรกกันเลยครับ นั่นก็คือ กองทุน KFAFIXRMF

เป็นกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งจะเน้นความมั่นคงมากกว่าผลตอบแทนสูง ๆ โดยจะลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ หุ้นกู้เอกชนทั้งใน และต่างประเทศผสมเข้ามาด้วย เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้สูงมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้เสี่ยงจนเกินไปครับ โดยอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่อยู่ในกองทุนก็ประมาณ 2 ปีหน่อย ๆ ครับ ซึ่งก็สอดคล้องกับการลงทุนใน RMF ที่ต้องถือระยะยาวที่สำคัญคือเป็นกองทุนที่บริหารแบบ Active ผู้จัดการกองทุนจะเลือกตราสารต่างๆ และปรับสัดส่วนยืดหยุ่นทันสถานการณ์ ให้เราลงทุนยาวได้อย่างสบายใจ

กองทุนมีความเสี่ยงระดับ 4-เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ แน่นอนว่าจะเหมาะกับคนใกล้เกษียณไม่อยากเสี่ยงลงหุ้นเยอะๆ ครับ มาลงทุนที่กองทุนนี้แทนดีกว่า มีการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในตราสารหนี้ทั่วโลกด้วยครับ ถ้าอยากจะลองดูว่ากลยุทธ์แบบนี้มีโอกาสให้ผลตอบแทนย้อนหลังยาวๆ ประมาณไหน ผมแนะนำให้นักลงทุนลองดูที่กองทุนคู่แฝดคือ KFAFIX ได้ครับ เปิดมาครบ 3 ปี ผลงานโดดเด่นได้ Morningstar 5 ดาวด้วยนะครับ (ณ 12 พ.ย. 62)* 

ส่วนกองทุนที่ 2 ก็คือ กองทุน KFS100RMF 

เป็นกองทุนหุ้นไทย ที่เน้นลงทุนใน 100 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทยครับ เพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี SET 100ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ของกองทุนนี้ก็จะเป็นหุ้นบริษัทที่มีการลงทุนในต่างประเทศ หรือส่งออกสินค้าไปต่างประเทศด้วย นั่นก็หมายความว่าหุ้นส่วนใหญ่มีความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงเป็นบริษัทที่มั่นคงในระดับนึงเลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้ครับ กองทุนนี้เป็นกองทุนประเภท Passive Fund ที่ลงทุนด้วยสัดส่วนแบบเดียวกับดัชนีอ้างอิง  ผู้จัดการกองทุนไม่ต้องดูแลใกล้ชิดแบบ Active Fund ทำให้ค่าธรรมเนียมของกองทุนไม่สูงมาก ลงทุนระยะยาวกับกองทุนนี้คุ้มค่ามากๆ ครับ ถ้านักลงทุนมั่นใจในหุ้นไทยว่าระยะยาวสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ กองทุนนี้ถือว่าเป็นกองทุนที่น่าจะแบ่งเงินมาลงทุนด้วยเป็นอันดับแรก ๆ เลยครับ กองทุนมีระดับความเสี่ยง 6-เสี่ยงสูง เหมือนกองทุนหุ้นทั่วไปครับ

กองทุนที่ 3 นั่นก็คือ กองทุน KFGBRANRMF 

เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีชื่อเสียง มีแบรนด์ที่ดี หรือมีเครื่องหมายการค้าที่รู้จักกันทั่วโลก ทำให้มีแนวโน้มการใช้ หรือ ซื้อสินค้าซ้ำ และเป็นสินค้าที่จำเป็นไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร จึงเหมาะมาก ๆ ครับ ที่จะลงทุนกับกองทุนนี้ในระยะยาว โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจที่ไม่ดี ตลาดหุ้นมีความผันผวน และมีความเสี่ยงสูงครับ

โดยที่กองทุนนี้จะไปลงทุนในกองทุนหลัก (Master Fund) ที่ชื่อว่า Morgan Stanley Investment Fund – Global Brands Fund (Class Z) ครับ ซึ่งกองทุนนี้เป็นกองทุนที่ได้รับ Morningstar 5 ดาว (ที่มา : Morgan Stanley ณ 30 ก.ย. 62)* และผลตอบแทนเองก็ชนะ Benchmark มาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นสิบปีครับ เอาเป็นว่าน่าลงทุนระยะยาว และนำมาใช้ในการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนด้วยมาก ๆ เลยครับ กองทุนมีความเสี่ยงระดับ 6-เสี่ยงสูง และมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนครับ

มาถึงตรงนี้ถ้าใครกำลังเริ่มรู้สึกว่าท่าทางจะยากไปแล้ว ที่จะมาเลือกทีละกองทุน จัดสัดส่วน แล้วต้องคอยตามติดปรับพอร์ตกันอีก

มาดูกองทุนสุดท้ายกันดีกว่าครับ นั่นก็คือ กลุ่มกองทุน 3 ดี RMF 

หลาย ๆ คนอาจคิดว่านี่เป็นชื่อกองทุนเหรอ ทำไมถึง 3 ดี  ต้องบอกว่า 3 ดี RMF เป็นซีรี่ย์ที่ประกอบไปด้วยกองทุนแบบ Flexible 3 กองทุนที่ดีนั่นเองครับ มาจากชื่อไทยของทั้ง 3 กองทุน คือกรุงศรีชีวิตดี๊ดี – ชีวิตดีเว่อร์- ชีวิตดีเริ่ด-เพื่อการเลี้ยงชีพ

ถ้านักลงทุนไม่รู้จะจัดพอร์ตยังไง ไม่รู้จะซื้ออะไร จะลงทุนอะไร  กองทุนซีรี่ย์นี้เหมาะมากครับ เพราะมีให้ทั้งตราสารหนี้ หุ้น กองทุนรวมอสังหาฯ REIT กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน รวมมาให้อยู่ในกองทุนเดียวเลย โดยจะมีผู้จัดการกองทุนคอยปรับสัดส่วนให้เหมาะกับสถานการณ์การลงทุน เรียกว่า ง่าย…ครบ…จบในกองทุนเดียว

กองทุน KFHAPPYRMF กรุงศรีชีวิตดี๊ดีเพื่อการเลี้ยงชีพ จะลงทุนในหุ้น + REITs + INFRAs รวมกันไม่เกิน 25% ที่เหลือจะเป็นตราสารหนี้

กองทุน KFGOODRMF กรุงศรีชีวิตดีเว่อร์เพื่อการเลี้ยงชีพ จะลงทุนในหุ้น + REITs + INFRAs รวมกันไม่เกิน 50% ที่เหลือจะเป็นตราสารหนี้ 

กองทุน KFSUPERRMF กรุงศรีชีวิตดีเริ่ดเพื่อการเลี้ยงชีพ จะลงทุนในหุ้น + REITs + INFRAs รวมกันไม่เกิน 75% ที่เหลือจะเป็นตราสารหนี้

ดังนั้น จะเลือกกองทุนไหน นักลงทุนเพียงแค่คิดว่าอยากให้มีสัดส่วน หุ้น + REITs+INFRAs แค่ไหนที่ตรงกับความเสี่ยง และผลตอบแทนที่เราต้องการนั่นเองครับ แน่นอนว่าถ้ายิ่งมีสัดส่วนของหุ้น + REITs + INFRAs เยอะ ก็จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น บนความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นด้วยนะครับ โดยทั้ง 3 กองทุนจะมีความเสี่ยงระดับ 5 ที่เป็นความเสี่ยงระดับปานกลางค่อนข้างสูง

โดยสรุปครับ ถ้าอยากกระจายพอร์ตการลงทุนไปหลายๆ สินทรัพย์ ทาง บลจ.กรุงศรี นั้นมีกองทุนเยอะมากครับ ดักทางไว้หมดแล้ว 555+ พร้อมทุกความต้องการของนักลงทุนเลยทีเดียวครับ

สุดท้ายก่อนจากกันไป ผมแนะนำว่า ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร นักลงทุนก็ควรที่จะลงทุนอยู่เสมอครับ ยิ่งช่วงเวลาแบบนี้ยิ่งต้องศึกษาหาความรู้ไว้ เพื่อที่จะได้คัดเลือกสินทรัพย์มากระจายความเสี่ยงได้อย่างถูกต้องครับ และอย่าลืมว่าภาษีเองก็เป็นค่าใช้จ่ายสำคัญที่ต้องจ่าย เราต้องมีการวางแผนให้ดีครับ จะได้มีเงินเก็บที่มากขึ้น และมีเงินพอใช้ในยามเกษียณ ดังนั้นการลงทุนผ่านกองทุน RMF ที่ดี และหลากหลาย จึงเป็นทางออกสำหรับการลงทุนในยุคนี้ครับ

วันนี้ผมขอลาไปก่อน สวัสดีคร้าบบบบบ


*ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต การจัดอันดับดังกล่าวไม่มีความเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับของสมาคมบริษัทจัดการลงทุนแต่อย่างใ

คำเตือน : RMF ลงทุนเพื่อเกษียณอายุ ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน | ผู้ลงทุนควรทำความ เข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน

บทความนี้เป็น Advertorial

“SCBAM ปรุงทุกกองทุนอย่างพิถีพิถัน” นำเสนอกองทุนรวมคุณภาพ ภายใต้แนวคิด The Investable

เมื่อคืนวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมา กองบรรณาธิการ aomMONEY ได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานอันแสนอบอุ่นที่เต็มอิ่มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์ในการนำเสนอกองทุนคุณภาพจาก SCBAM ที่นำเสนอเรื่องราวและข้อมูลของกองทุนผ่านเมนูอาหารเลิศรสภายใต้แนวคิด THE INVESTABLE ใครบอกว่าเรื่องกองทุน…เคี้ยวยาก

ในงานนี้เราจะได้พบกับ “เชฟเอียน พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย” เชฟระดับโลกที่หลายคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี  โดยเชฟจะเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้จัดการกองทุน ที่คัดเลือกวัตถุดิบอันยอดเยี่ยมปรุงเป็นอาหารจานพิเศษ ที่เป็นตัวแทนของแต่ละกองทุนคุณภาพ ที่ผู้จัดการกองทุนของ บลจ.ไทยพาณิชย์ปรุงกองทุนขึ้นอย่างพิถีพิถัน

ถ้าทุกคนพร้อมแล้วที่จะรับประทานเมนูอาหารสุดพิเศษต่อจากนี้ aomMONEY ขอทำหน้าที่เสิร์ฟเมนูกองทุนจาก SCBAM ที่เต็มไปด้วยความรู้ดีๆ นับแต่นี้เป็นต้นไป

เมนูที่ 1 : เมี่ยงคำกระทงทอง ทานเป็นคำกำลังดี กับกองทุนเน้นปันผล [SCBDV]

  • รสชาติ: เปรี้ยวหวานเผ็ดและกรอบกำลังดี กินง่ายอย่างพอดีคำ  
  • โภชนาการ: แม้จะคำเล็กแต่แน่นไปด้วยวัตถุดิบคุณภาพจากการคัดหุ้นไทยพื้นฐานดี ไม่มีความเสี่ยงจากต่างประเทศ ได้รับ 5 ดาวจาก Morning Star *
  • เหมาะสำหรับ:  คนทีรับความเสี่ยงได้ในระดับ 6

*Overall Rating 5 ดาว จาก MorningStar ประเภท Thailand Fund Equity Large-Cap, ณ 31 ต.ค. 62 @สงวนลิขสิทธิ์ 2018 บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิรซ์ ประเทศไทย ข้อมูลนี้ (1) เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทมอร์นิ่งสตาร์ และ/หรือ ผู้ให้บริการข้อมูล (2) ขอสงวนสิทธิ์ในการลอกเลียน หรือ เผยแพร่ (3) ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้อง ครบถ้วน และความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกกรณีจากการนำข้อมูลไปใช้อ้างอิง ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เมนูที่ 2 : Appetizer Basket กองทุนทานง่ายสำหรับผู้เริ่มลงทุน [SCBMPLUS]

  • รสชาติ: กรอบสะดุดลิ้นกับวัตถุดิบหลากหลายพร้อมน้ำจิ้มที่กลมกล่อม 
  • โภชนาการ: เป็นกองทุนที่ความหลากหลายไม่ว่าจะเป็น อสังหาฯ พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ ไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของตลาดมากนัก โดยมีพอร์ตลงทุนแบ่งสัดส่วนเป็น ตราสารหนี้ 63.61% เงินสด 22.26% ตราสารอนุพันธ์ 3.06% หน่วยลงทุน 13.02% 
  • เหมาะสำหรับ: คนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับ 5 

เมนูที่ 3 : Salmon Salad กองทุนเสี่ยงเบาๆ แคลอรีน้อย [SCBPLUS]

  • รสชาติ: เนื้อแซลมอล สด นุ่มลิ้น ละมุน อย่างพอดีคำ 
  • โภชนาการ:  สัดส่วนพอร์ตการลงทุน ตราสารหนี้ 63.61% เงินสด 15.32% ตราสารอนุพันธ์ 1.55% หน่วยลงทุน 19.57% กองนี้เน้นรายได้จากการรับซื้อหน่วยลงทุนคืนอัตโนมัติ 
  • เหมาะสำหรับ:  คนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับ 5

เมนูที่ 4 : ตำตัวจี๊ด กองทุนตาถึง กล้าได้กล้าแซ่บ [SCBSE]

  • รสชาติ: ซี๊ดแซ่บโดนใจชาวไทยแบบเรา
  • โภชนาการ:  อุดมไปด้วยหุ้นไทยสุดจี๊ดและเร้าใจ จนได้รับคะแนนถึง 5 ดาว จาก Morningstar *
  • เหมาะสำหรับ:  คนทีรับความเสี่ยงได้ในระดับ 6

*Overall Rating 5 ดาว จาก MorningStar ประเภท Thailand Fund Equity Large-Cap, ณ 31 ต.ค. 62 @สงวนลิขสิทธิ์ 2018 บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิรซ์ ประเทศไทย ข้อมูลนี้ (1) เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทมอร์นิ่งสตาร์ และ/หรือ ผู้ให้บริการข้อมูล (2) ขอสงวนสิทธิ์ในการลอกเลียน หรือ เผยแพร่ (3) ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้อง ครบถ้วน และความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกกรณีจากการนำข้อมูลไปใช้อ้างอิง ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เมนูที่ 5 : Bouillabaise Soup ลงทุนในสินทรัพย์พรีเมียมในบริษัท World Class [SCBGIN]

  • รสชาติ: ซุปมะเขือเทศพร้อมกุ้ง หอย ปลาหมึกคำโต เคี้ยวเข้ากันสบายลิ้น
  • โภชนาการ:  กองทุนที่เน้นกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์หลากหลายทั่วโลกในบริษัท World Class มีสัดส่วนพอร์ตลงทุนตราสารหนี้ 34.2% เงินสด 23% ตราสารทุน 26.6% หน่วยลงทุน 6.6% มีรายได้จากรับซื้อหน่วยลงทุนคืนอัตโนมัติ
  • เหมาะสำหรับ:  คนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับ 5

เมนูที่ 6 : International Sausage กองทุนอินเตอร์ อร่อย… [SCBINC]

  • รสชาติ: ฟัวกรา ไส้กรอก พร้อมมันบดราดน้ำเกรวี่ที่กินเข้ากันอย่าลงตัวจนอยากเก็บรสชาติไว้นานๆ 
  • โภชนาการ:  กองทุนทางเลือกประเภทตราสารหนี้ทั่วโลกที่ยืดหยุ่นและมีความหลากหลาย และยังมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วยมีการรับซื้อหน่วยลงทุนคืนอัตโนมัติ 
  • เหมาะสำหรับ:  คนที่รับความเสี่ยงได้ในระดับ 5

เมนูที่ 7 : กะเพราโคขุน กองทุนที่อัดแน่นวัตถุดิบชั้นดี [SCBSET50]

  • รสชาติ: สุดยอดเมนูแห่งค่ำคืนที่เนื้อนุ่มจนแทบละลายในปากพร้อมกับกลิ่นกะเพราหอมร้อนแรง
  • โภชนาการ: วัตถุดิบชั้นเยี่ยมจากการคัดเลือกหุ้นไทย 50 ตัว ปรุงรสชาติจนได้ที จนได้รับรางวัล 4 ดาวจาก Morning Star*   
  • เหมาะสำหรับ:  คนทีรับความเสี่ยงได้ในระดับ 6

*Overall Rating 4 ดาว จาก MorningStar ประเภท Thailand Fund Equity Large-Cap, 31 ต.ค. 62 @สงวนลิขสิทธิ์ 2018 บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิรซ์ ประเทศไทย ข้อมูลนี้ (1) เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทมอร์นิ่งสตาร์ และ/หรือ ผู้ให้บริการข้อมูล (2) ขอสงวนสิทธิ์ในการลอกเลียน หรือ เผยแพร่ (3) ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้อง ครบถ้วน และความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกกรณีจากการนำข้อมูลไปใช้อ้างอิง ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

เมนูที่ 8 : ผัด (ทั่ว) ไทย กองทุน [SCBSET]

  • รสชาติ: รสชาติที่คุ้นเคยของคนไทยกับผัดไทยที่ห่อไข่พร้อมกับเครื่องเคียงอัดแน่นมากมาย
  • โภชนาการ: จัดเต็มกับหุ้น 600 ตัวในตลาดหลักทรัพย์ในกองทุนเดียวอย่างลงตัวที่พร้อมเสิร์ฟให้แก่นักลงทุนสนใจทุกท่าน 
  • เหมาะสำหรับ: คนทีรับความเสี่ยงได้ในระดับ 6

ทั้งหมดนี้คือเมนูที่ทาง aomMONEY ตั้งใจนำมาเสิร์ฟต่อแบบย่อยง่ายให้ผู้อ่านได้เคี้ยวกันอย่างเอร็ดอร่อยและเพลินเพลิดต่อมื้อนี้อย่างคุ้มค่า ถ้าใครชิมแล้วติดใจ สามารถเข้าไปสั่งซื้อกองทุนได้ง่ายๆ ใน 3 นาที ผ่าน SCB EASY APP หรือ หากสงสัยสามารถเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCBAM The InvesTable (ซ่อนลิงค์ไว้ในข้อความ) https://scbam.link/57r หรือติดต่อเจ้าหน้าที่ที่เบอร์ 02-777-777

สุดท้ายนี้ aomMONEY หวังว่าจะมีเนื้อหาและสาระดีๆ แบบนี้มาอัพเดทความรู้และสิ่งที่น่าสนใจอยู่เสมอ สำหรับวันนี้ลาไปก่อน ขอบคุณที่มาร่วมรับประทานอาหารมื้อพิเศษนี้ด้วยกันนะครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

หมายเหตุ: บลจ. ไทยพาณิชย์ ได้รับรางวัล บลจ. ยอดเยี่ยม 3 ปีซ้อน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ SET AWARD OF HONOR 2016 , SET AWARD 2015, SET AWARD 2014

คำเตือน: 

  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ 
  • ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต 
  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน 
  • สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา โทร 02-777-7777 กด 0 กด 6 หรือ www.scbam.com

บทความนี้เป็น Advertorial

Life is “เจอหนี้” ช้อปเพลินจนเป็นหนี้ ตั้งสติให้ดีเพราะมีทางแก้

ชีวิตนี้ ชีวิตหนี้

หลายคนคงรู้ซึ้งถึงคำนี้ดี เพราะเวลาอธิบายตามหลักพุทธศาสนา เมื่อก่อเหตุก็ต้องรับผลฉันใด เมื่อก่อหนี้ก็ต้องใช้หนี้ฉันนั้นเช่นกัน เวลาจะอธิบายให้เพื่อนสาวนักช้อปเข้าใจสัจธรรมของโลก ให้อธิบายด้วยสลิปบัตรเครดิต พวกนางก็จะอินเอามากๆ โดยเฉพาะรูดปรื้ด สายพรีออเดอร์

ในเมื่อชีวิตเราจะหนีหนี้ไม่พ้น จะ “ไม่มี ไม่หนี้ ไม่จ่าย” ก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเพราะว่าเป็นหนี้เสียทีติดเครดิตบูโรขึ้นแบล็กลิสต์ไป ต่อไปก็จะกลายเป็นคนไม่มีเครดิต จะกู้อะไรก็ยาก ต่อไปอาจลามไปถึงเป็นคดีความใหญ่โต หรือถ้าเป็นหนี้นอกระบบก็แทบจะบอกว่าโบกมือลาชีวิตสงบสุขได้เลย วันนี้เราจะมาแนะนำเคล็ดลับในการรับมือกับหนี้กันครับ 

อ่านแล้วตั้งสติให้ดี “นอกจากชีวิตมีไว้ใช้แล้ว หนี้ก็มีไว้ใช้เช่นกัน”

ข้อแรก “จัดกลุ่มหนี้ให้ดี”

โดยแนะนำให้แบ่งหนี้ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงที่สุด  และหนี้จำนวนมากที่สุด  เพื่อที่จะนำไปสู่การเจรจาประนอมหนี้ โดยส่วนมากเรามักจะเจรจากับกลุ่มที่มีดอกเบี้ยมากที่สุด จำพวกบัตรเครดิตเพราะส่วนมากจะมีโอกาสในการเจรจาสำเร็จสูง โดยส่วนมากจะเป็นการขอฟรีซดอกเบี้ยให้ไม่เก็บเพิ่มทบไปเรื่อยๆ เพราะอย่างน้อยการที่บริษัทได้เงินต้น ค่าปรับ และดอกเบี้ยบางส่วนก็ย่อมดีกว่าการที่เขาจะไม่ได้อะไรเลยและเป็นคดีความยืดเยื้อเหมือนกัน

ข้อที่สองเปลี่ยนตัวเองเป็น “ยอดนักจด”

ตั้งสติ กล้าเผชิญกับความจริงว่าเราเป็นหนี้และต้องชำระ วางแผนการชำระหนี้โดยจดรายละเอียดของการเป็นหนี้ทั้งหมดออกมาเพื่อดูภาพรวมว่าตอนนี้หนี้ของเราเป็นอย่างไร จนขอมูลเจ้าหนี้ของเรา ยอดหนี้รวม ยอดหนี้ที่เราสามารถจ่ายไหวในแต่ละเดือน อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาผ่อน สำหรับคนที่มีศักยภาพในการผ่อนไหวให้หมายเหตุไว้สองเรื่อง เรื่องแรกเจ้าหนี้แต่ละรายค้างชำระได้กี่เดือน และเรื่องที่สองวิธีคิดดอกเบี้ยอันไหนเป็นแบบคงที่หรือแบบลดต้นลดดอก เพื่อให้คุณประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้องว่าจะเลือกปิดหนี้ก้อนใดก่อน

ข้อที่สาม “รู้หน้าตักของตัวเอง”

แน่นอนว่าเมื่อข้อที่สองเรารู้เขาแล้ว ก็จำเป็นที่ต้องรู้เราด้วย เจรจาจากสิ่งที่เราทำได้ วิธีที่เป็นไปได้และเป็นผลดีกับตัวเรามากที่สุด ไม่ใช่วิธีที่เจ้าหนี้กำหนดขึ้นแล้วเราจ่ายไมได้ เพราะการจ่ายชำระหนี้ที่ตรงเวลาจะเป็นการสร้างเครดิตให้ตัวเอง ด้วยเงื่อนไขที่จ่ายได้โดยไม่ผิดนัดชำระ สร้างเครดิตทางการเงินการชำระหนี้ที่ตรงเวลาเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แม้ว่าเราเคยมีเครดิตทางการเงินไม่ดี ผิดนัดชำระหนี้หรือล้มละลาย อดีตมันทำร้ายเราไม่ได้นอกจากความคิดเราเอง ดังนั้น อะไรที่พลาดไปมันเริ่มต้นใหม่ได้เสมอด้วยความตั้งใจ ควรเลือกวิธีที่จ่ายชำระหนี้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดชำระหนี้สินด้วยจำนวนเงินที่เราคำนวณนี้ไปเรื่อยๆจนหมดหนี้ และถ้าชำระหนี้หมดแล้วควรนำเงินก้อนนี้ไปออมเพื่อสร้างวินัยการออม

สามข้อจำให้มั่น ทำให้แม่น สาวนักช้อปผู้มีบทเรียนจากหนี้ จะต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ ถือว่าเป็นบทเรียนชีวิต เพื่ออนาคตจะได้ไม่คิดที่จะเป็นหนี้จากการบริโภคอีก

Mr.Priceless aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

เลือกลงทุน LTF ปีสุดท้าย เลือก UOBLTF

ปีนี้เป็นปีแห่ง LTF ปีสุดท้าย

หลังจากที่ต่ออายุมาตลอด ปี 2562 นี้ก็เป็นปีสุดท้ายแล้วที่การซื้อกองทุนรวม LTF จะยังได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีอยู่ หลายคนอาจจะกังวลเรื่องเม็ดเงินจะไหลออกจากตลาดหุ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เม็ดเงินของ LTF ต่อตลาดหุ้นรวมกันสัดส่วนประมาณ 4% เท่านั้น แถมยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 7 ปีปฏิทินในการทยอยออก เรียกได้ว่าไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เราสามารถซื้อ LTF ทิ้งทวนได้ตามปกติเลย

นอกจากเป็น LTF ปีสุดท้าย ปีนี้ก็เป็นปีที่ตลาดหุ้นได้รับปัจจัยกระทบจากหลายทางอีกด้วย

ปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ได้แก่ Trade War หรือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่เขย่าตลาดหุ้นไปทั่วโลก ไทยเองก็ได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างมาก เนื่องจากไทยเป็นประเทศส่งออกและเป็นหนึ่งใน supply chain ที่เกี่ยวข้องกับระบบการค้าโลกอย่างแยกจากกันไม่ได้ นอกจากนี้ ปัจจัยกดดันเรื่อง Brexit ก็ยังคงสร้างความกังวลให้กับตลาดหุ้นอีกด้วย ปัจจัยความไม่แน่นอนในสภาพเศรษฐกิจและการเมืองภาคพื้นยุโรปก็ยังคงส่งผลต่อภาพรวมตลาดหุ้นโลกอยู่มากทีเดียว

นอกจากปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายในประเทศก็รุมเร้าตลาดหุ้นไทยไม่แพ้กัน

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตช้าลง ประมาณการณ์ GDP ปรับลดลงมาที่ 2.5 – 3.0% ในปีนี้บอกให้เห็นภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังคงไม่สดใสนัก อีกประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยอย่างมาก คือ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวอย่างต่อเนื่องมาประมาณ 7 – 8% ตั้งแต่ต้นปีที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกโดยตรง แถมดอกเบี้ยนโยบายก็ยังอยู่ในกรอบที่ต่ำ ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยจึงดูไม่ไปไหน อึดอัด จะขึ้นก็ไม่ขึ้น จะลงก็ไม่ลง UOBAM มองกรอบของตลาดหุ้นไทยจะวิ่งอยู่ในช่วง 1,600 – 1,700 จุด

UOBLTF คือ กองทุนแชมเปี้ยนแนะนำจาก UOBAM

UOBLTF ได้รับรางวัลการันตี 4 ดาวจาก Morningstar Thailand ผู้จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2562) โดยที่ผ่านมาสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างสูงทีเดียว ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี อยู่ที่ 6.37% ต่อปี ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 4.15% ต่อปี และผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี อยู่ที่ 12.38% ต่อปี ขณะที่เกณฑ์มาตรฐาน (SET TRI) ให้ผลการดำเนินงานอยู่ที่ 5.50% ต่อปี 3.41% ต่อปี และ 12.72% ต่อปี ตามลำดับ เรียกได้ว่าใครที่ถือลงทุนมายาว ๆ คงจะพอใจกับผลตอบแทนอยู่ไม่น้อยทีเดียว

ลักษณะการเลือกลงทุนของ UOBLTF ก็น่าสนใจ

ผู้จัดการกองทุนจะเริ่มต้นคัดเลือกหุ้นเบื้องต้นก่อน โดยหุ้นที่จะนำมาคัดเลือกต่อจะมีขนาดกิจการมากกว่า 5,000 ล้านขึ้นไป และมีปริมาณการซื้อขายสูงกว่า 200 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ตรงนี้จะเป็นเครื่องการันตีว่าหุ้นที่ทำการลงทุนจะมีขนาดใหญ่ในระดับต้นๆและมีสภาพคล่องสูงพอที่กองทุนจะเข้าซื้อและขายออกได้ หลังจากเงื่อนไขนี้จะมีหุ้นเข้าเงื่อนไขประมาณ 250 – 300 ตัว

หลังจากนั้นจึงมาคัดคุณภาพกันต่อ

ผู้จัดการกองทุนรวมจะทำการวิเคราะห์บริษัทอย่างละเอียดเจาะลึกกันไปบริษัทต่อบริษัทเลย ขั้นตอนนี้เรียกว่าการวิเคราะห์หุ้นแบบ Bottom Up หลังจากนั้นจึงมาดูเรื่องของ Earning หรือกำไรของบริษัทกันต่อ ถึงขั้นตอนนี้จะมีหุ้นเหลือสักประมาณ 30 – 50 ตัว ผู้จัดการกองทุนก็จะทำการเลือกหุ้นที่ดีที่สุดเพื่อมาจัดเป็นพอร์ตการลงทุนของ UOBLTF

นอกจากให้ผู้จัดการกองทุนเลือกแล้ว 

โดยทางกองทุนจะมีการวิเคราะห์ผลกระทบต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ส่งกระทบต่อหุ้น เพื่อนำมาใช้ประกอบ ร่วมกับการคัดสรรหุ้นจากผู้จัดการกองทุนอีกที โดยการมีเทคโนโลยีมาใช้ก็จะช่วยให้ทางกองทุนสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้มากขึ้นภายในกรอบเวลาที่จำกัด

กลยุทธ์ของ UOBLTF เน้นไปที่หุ้นใหญ่เป็นหลัก

70 – 80% ของพอร์ตการลงทุนจะเป็นหุ้นใหญ่คุณภาพดีที่อยู่ในดัชนี SET50 ส่วนอีกประมาณ 20 – 30% จะเป็นหุ้นที่มีขนาดเล็กลงมา แต่ส่วนใหญ่ก็จะยังอยู่ในดัชนี SET100 อยู่ดี โดยกองทุนรวมจะมีการปรับพอร์ตอยู่ที่ประมาณ 100 – 200% ต่อปี ตรงนี้ก็เพื่อจะช่วยปรับสถานการณ์การลงทุนให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงของปี

แนวทางการเลือกหุ้น คือ เน้นหุ้นคุณภาพและกลุ่มบริโภคภายในประเทศ

ผู้จัดการกองทุนยังเห็นความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทยอยู่มาก การเลือกหุ้นจึงยังเน้นไปที่หุ้น Defensive หรือหุ้นที่ทนทานต่อเศรษฐกิจผันผวนหรือขาลงได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ UOBLTF ยังเน้นไปที่หุ้นที่เน้นการบริโภคภายในประเทศด้วย  หุ้นกลุ่มนี้จะมั่นคงมากกว่า และทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกได้ดี

ใครเหมาะกับ UOBLTF บ้าง

หากเป็นนักลงทุนหุ้นระยะยาวแล้ว UOBLTF ก็ถือว่าเหมาะกับเราเลย เพราะเป็นกองทุนหุ้นที่เน้นความปลอดภัยและหุ้นใหญ่ กลยุทธ์การลงทุนไม่ซับซ้อน ยิ่งถ้าใครเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย UOBLTF ก็จะยิ่งให้ผลประโยชน์ 2 ต่อ เพราะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ได้ด้วย

ส่วนการซื้อก็แนะนำให้ซื้อแบบ DCA (Dollar-cost averaging หรือการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน)

การซื้อ UOBLTF หรือกองทุนรวมใด ๆ ก็ตาม การทยอยไม้ซื้อหรือ DCA จะค่อนข้างดีมากสำหรับนักลงทุนโดยทั่วไป เพราะจะช่วยกระจายต้นทุนให้มีค่าเฉลี่ยปานกลาง ไม่ต่ำไปหรือไม่สูงเกินไป เหมาะกับใครที่จับจังหวะตลาดได้ไม่เก่ง แต่สำหรับปีนี้อาจจะเหลือเวลาอีกไม่มาก แต่การกระจายไม้ซื้อเป็น 2 – 3 ไม้ก็ยังสามารถทำได้เช่นกัน

หากนักลงทุนคนไหนสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนรวม UOBLTF ก็สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.uobam.co.th/uobam-ltf2019 ลงทุนเพื่อการออมเงินระยะยาวและสิทธิประโยชน์ภาษีปีสุดท้าย

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

เลือกกองทุนก็ถูกใจ เลือกจานไหนก็ถูกลิ้น กับสุดยอดเชฟ SCBAM

กองทุนรวมก็เหมือนกับอาหาร

ลางเนื้อชอบลางยาใช้กับการลงทุนอย่างไร รสชาติความชอบถูกใจของอาหารแต่ละคนก็ต่างออกไปอย่างนั้น สิ่งสำคัญคือเราจึงจำเป็นต้องหารสชาติที่ถูกลิ้นตนเอง ทั้งในแง่ของการลงทุนและอาหาร เรื่องรสชาติอาหารที่ชอบคงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะใช้เวลาไม่นานก็คงทราบว่าสิ่งไหนถูกใจ แต่สำหรับเรื่องสิ่งที่ซับซ้อนขึ้นไปอีกอย่างการลงทุน เราจะทำอย่างไรดี

SCBAM คือ เชฟกิตติมศักดิ์ของเราในครั้งนี้

ลงทุนศาสตร์ได้รับบัตรเชิญพิเศษในการไปร่วมชิมอาหารจากรสชาติปลายจวักของเชฟเอียน พงษธวัช เฉลิมกิตติชัย เชฟผู้มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ในประเทศไทยที่ลงมือปรุงอาหารให้ได้พวกเรารับประทานกันแบบอิ่มท้องในงาน Investable โดย SCBAM แน่นอนว่าอาหารแต่ละจานเป็นตัวแทนของสุดยอดกองทุนรวมของ SCBAM 8 จาน ถูกประปรุงและจัดสรรมาเป็นตัวแทนของ 8 กองทุนรวม

SCBAM คือ ผู้เลือกสรรรสชาติที่ถูกปาก

SCBAM หรือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด รับหน้าที่ในการคัดเลือกอาหารแต่ละจานให้ถูกปาก แน่นอนว่าเหมือนกับการลงทุน หากนักลงทุนคนไหนอยากได้กองทุนรวมที่เหมาะกับลิ้นเหมาะกับจริตของตนเอง สามารถหาข้อมูลจากเว็บไซต์ หรือช่องทางต่างๆ ของ บลจ.ไทยพาณิชย์ได้เลย  เพราะบลจ. ไทยพาณิชย์มีผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนคอยให้คำแนะนำด้านกองทุนรวมได้ แต่ถ้าใครอยากได้ไอเดียสำหรับกองทุนรวมมื้อหน้าไปก่อน แวะมาชิม เอ๊ย อ่านในบทความนี้กันก่อนได้เลย รับประกันว่าแต่ละกองทุนมีรสชาติเอร็ดอร่อยอยู่ในระดับที่ติดาว

1) SCBDV : เมี่ยงคำกระทงทอง

เมี่ยงคำกระทงทอง ทานเป็นคำ ๆ กำลังดีกับกองทุนเน้นปันผล ใครกำลังมองหากองทุนหุ้นปันผลพื้นฐานดี SCBDV ถือว่าน่าสนใจแบบพลาดไม่ได้ เพราะด้วยหลักการการลงทุนที่กินง่ายเข้าใจง่าย นักลงทุนมือใหม่ก็เข้าใจได้ เน้นถือยาวกินปันผล ไม่เน้นความหวือหวาหรือความเสี่ยงที่สูงมากจนเกินไป SCBDV จึงได้จัดเรียงมาเป็นจานเรียกน้ำย่อย จานเริ่มต้นสำหรับคนอยากลงทุน

2) SCBMPLUS : ของทอดรวมเรียกน้ำย่อย

ของทอดรวมเรียกน้ำย่อย กองทุนทานง่ายสำหรับผู้เริ่มลงทุน แบ่งสัดส่วนตะกร้าออกเป็น ตราสารหนี้ 63.61% เงินสด 22.26% หน่วยลงทุน 13.02% และตราสารอนุพันธ์ 3.06% เรียกว่าเน้นแบบความเสี่ยงปานกลาง ผสมผสานหลายรสชาติ แต่แน่นอนว่าเน้นการหนีจากความผันผวนของตลาด อิ่มอร่อยกับจานนี้ได้เลย

3) SCBPLUS : สลัดแซลมอน

สลัดแซลมอน กองทุนเสี่ยงเบาๆ แคลอรี่น้อย ใครเป็นสายสุขภาพ เน้นความเสี่ยงกำลังดี ผลตอบแทนไม่ผันผวน แนะนำให้หยิบกอง SCBPLUS ขึ้นมาดูก่อน ภาพรวมของพอร์ตถือสินทรัพย์กระจายตัวคล้าย SCBMPLUS (ของทอดรวมเรียกน้ำย่อย) แต่จุดเด่นของกองนี้อยู่ที่การรับซื้อหน่วยลงทุนคืนอัตโนมัติ มีเงินคืนอัตโนมัติให้ตามความเหมาะสมของตลาด

4) SCBSE : ตำตัวจี๊ด

ตำตัวจี๊ด กองทุนตาถึง กล้าได้กล้าแซ่บ ใครมองหาผลตอบแทนที่มากขึ้นในกรอบความเสี่ยงที่สูงขึ้น SCBSE ถือว่ายืนหนึ่งมาสำหรับหุ้นไทยเลย ด้วยการคัดสรรหุ้นไทยที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนดี พร้อมกับเป็นกองทุนรวมที่จ่ายเงินปันผล ตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนรวมปันผลมาแล้วอย่างสม่ำเสมอ แถมมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคต ใครชอบหุ้นไทยและรับความเสี่ยงได้ ตำตัวจี๊ดเป็นตัวเลือกที่ควรหยิบมาดูเป็นอันดับต้น ๆ เลย

5) SCBIN ซุป Bouillabaisse

ซุป Bouillabaisse ลงทุนในสินทรัพย์พรีเมียมของบริษัท World Class ซุปคัดวัตถุดิบชั้นดีจากทั่วโลก เหมือน SCBGIN ที่คัดสินทรัพย์ชั้นดีมาจากทั่วโลกให้เราได้ลงทุน สัดส่วนของซุป คือ ตราสารหนี้ 34.2% เงินสด 23.0% หน่วยลงทุน 6.6% และตราสารทุน 26.6% ใครอยากกระจายการลงทุนไปทั่วโลก ลดความเสี่ยงที่มากระจุกตัวที่ไทยเพียงที่เดียว โดยเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ซุป SCBGIN คือคำตอบเลย

6) SCBINC ไส้กรอกรวมนานาชาติ

ไส้กรอกรวมนานาชาติ กองทุนอินเตอร์ อร่อย… ไม่ง้อตลาดทุนในประเทศ ใครชอบความเสี่ยงไม่สูงมาก แต่อยากกระจายการลงทุนไปจากไทย แนะนำ SCBGIN เลย ด้วยพอร์ตของการลงทุนตราสารหนี้ทั่วโลกที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม พร้อมกับโปรแกรมการรับซื้อคืนอัตโนมัติ ผลตอบแทนก็ถือว่าดีเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่ไม่สูงมาก ใครชอบแนวตราสารหนี้ จานนี้เด็ด

7) SCBSET50 : กะเพราโคขุน

กะเพราโคขุน กองทุนอัดแน่นด้วยวัตถุดิบที่ขุนมาอย่างดี (กระซิบว่าจานนี้เชฟเอียนทำอร่อยมาก หลังจากชิมเกิดเสียงแตกฮือในความอร่อยกันทั้งร้าน) เมนูยอดฮิตประจำชาติเปรียบเสมือนตลาดหุ้นไทยสุดแซ่บที่คลุกเคล้าคัดสรรมาเฉพาะโคขุน หรือ หุ้นใหญ่สุขภาพเยี่ยมที่ขุนมาอย่างดีอย่าง SET50 อร่อยถูกปากนักลงทุนไทย กินง่าย รสชาติดี เหมือนโคขุนขึ้นชื่อที่คัดเลือกมาเป็นอย่างดีแล้ว ปรุงด้วยสูตรเด็ดที่เน้นเคลื่อนไหวตามดัชนี จานนี้ถือว่าแซ่บแต่ถูกปากได้โดยง่าย เนื่องจากนโยบายการลงทุนที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง

8) SCBSET : ผัด (ทั่ว) ไทย

ผัด (ทั่ว) ไทย กองทุนของดีทั่วไทย เหมาหมดทั้งตลาด (หุ้น) อาหารยุคมาลานำไทยชวนให้กลิ่นอายแห่งการสร้างชาติ SCBSET ก็ไม่ต่าง เพราะเป็นกองทุนเดียวในไทยที่ลงทุนให้เคลื่อนไหวตาม SET index แบบยกมาทั้งดัชนี ใครยังลงทุนไม่เก่งมาก หรือไม่ชอบกองทุนรวมแบบเชิงรุก ผัดไทยจานนี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยความเรียบง่ายของการลงทุนแบบลงทุนไปทั้งตลาดทั้งประเทศ ตัดอคติหรือความลำเอียงจากการเลือกหุ้นออกไป บอกได้เลยว่ากองนี้ยอดเยี่ยม ผลตอบแทนย้อนหลังก็ล้อไปกับตลาด ค่าธรรมเนียมก็ต่ำสมกับเป็นกองทุนเชิงรับ จานนี้เป็นอีกจานที่ลงทุนศาสตร์แนะนำว่าน่าลงทุน

ใครชอบลงทุนก็อย่าลืมเชฟที่ชื่อ SCBAM

ถึงแม้จะเป็นบลจ. ที่มีขนาดใหญ่ แต่พูดได้เลยว่า SCBAM ไม่ใช่บลจ. ที่มีความอุ้ยอ้าย ผลการลงทุนก็ถือว่าโดดเด่นอย่างน่าประทับใจ หลายกองทุนก็ได้รับรางวัลจาก Morningstar มาการันตีความสำเร็จ ส่วนตัวแล้วลงทุนศาสตร์ชอบกองทุนเชิงรับของ SCBAM มาก ๆ เช่น SCBSET50 หรือ SCBSET เพราะค่าธรรมเนียมถูกกว่ากองทุนประเภทเดียวกันในตลาดส่วนใหญ่ แถมผลตอบแทนก็ล้อไปกับดัชนีค่อนข้างแม่น ใครชอบแนวกองทุนดัชนี เรียกว่าบลจ. นี้เสิร์ฟความอร่อยได้อย่างถูกปากเลย

กระซิบว่าเดี๋ยวนี้การซื้อกองทุนกับ SCBAM เป็นเรื่องง่ายมาก

นักลงทุนสามารถลงทุนได้ง่าย ใน 3 นาที ผ่าน SCB EASY APP ดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือจะกดซื้อขายกองทุนก็สามารถทำได้ง่ายมาก หรือว่าจะติดต่อโดยตรงที่ SCBAM Client Relations 0 2777 7777 กด 0 กด 6 หรือ คลิก เพื่อเลือกกองทุนที่ใช่ อาหารที่อร่อยถูกใจก็ทำได้เช่นกัน

ข้อควรรู้ก่อนลงมือชิม

1. เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้

2.  ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

3. ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนทำการลงทุน

4. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับหนังสือชี้ชวนได้ทุกวันทำการ ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ทุกสาขา หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ หรือผู้สนับสนุนการขายทุกราย SCBAM Client Relations 0 2777 7777 กด 0 กด 6 www.scbam.com

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

[แชร์ประสบการณ์] ทำงานเก่ง มีรายได้สูง แต่พลาดเรื่องการเงิน ก็เจอภาระหนี้สินได้เช่นกัน

เรื่องราวทั้งหมดนี้อภินิหารเงินออมขออนุญาตเจ้าของเรื่องนำมาเล่าให้ฟังได้ เพื่อต้องการให้เราไม่ประมาทในการใช้เงิน หรือใครที่กำลังเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันจะได้หาทางออกให้ชีวิตตัวเองได้นะจ๊ะ

เรื่องมีอยู่ว่าเขาทำงานเก่ง มีรายได้ต่อเดือนหลายแสนบาท เพราะความมั่นใจในการหารายได้ จึงละเลยเรื่องการจัดการเงิน มองว่าตนเองหาเงินได้ตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่งเริ่มหมุนเงินไม่ไหว ก็ได้เข้ามาขอรับคำปรึกษา หนี้สินก้อนโตเกิดขึ้นได้อย่างไร มีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง ฟังได้ที่คลิปนี้เลยจ้า ^^

https://youtube.com/watch?v=96ZeS9AAFNQ%3Fwmode%3Dopaque

แม้ว่าเคสนี้หนี้ยังไม่หมด แต่เขามีกำลังใจยิ่งใหญ่จากครอบครัว ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการเผชิญหน้ากับหนี้ก้อนโต อภินิหารเงินออมเชื่อว่าคุณพี่ท่านนี้จะปลดหนี้ให้หมดเร็วกว่าที่คิดไว้แน่นอน สำหรับเรื่องหนี้สินอยากให้มองว่า…

“หนี้สินเป็นแค่ตัวเลข 

เราสร้างมันขึ้นมาได้ 

เราก็ทำให้มันหายไปได้เช่นกัน 

ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ”

——————–

PR :  E-book เล่มแรกของเพจอภินิหารเงินออม “วิธีจัดการเงินขั้นเทพ ฉบับลงมือทำ” อ่านรายละเอียด E-book ได้ที่ลิงค์นี้นะคะ https://bit.ly/2Xk7wJO

ลงทุนคุ้ม 3 ต่อส่งท้ายปีกับ กรุงไทย Investment Festival

ช่วงปลายปี คือ ช่วงเวลาทองของการลงทุน

ด้วยข้อกำหนดหลาย ๆ อย่างที่การลงทุนบางประเภทจะได้สิทธิพิเศษในรอบปีปฏิทินเท่านั้น เช่น การซื้อ LTF, RMF และประกันชีวิต เพื่อลดหย่อนภาษี แต่ละช่วงปลายปี ธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันภัย บริษัทจัดการกองทุนรวม ไปจนถึงบริษัทบัตรเครดิตจึงพากันพาเหรดโปรโมชันออกมาเอาใจคนอยากลงทุนเป็นจำนวนมาก

แต่สิ่งสำคัญคือเป้าหมายที่แท้จริงของการซื้อผลิตภัณฑ์ลงทุน

นักลงทุนควรพิจารณาถึงเป้าหมายของการลงทุนมาเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะพิจารณาผลประโยชน์ที่จะได้รับเป็นอันดับสอง ยกตัวอย่างเช่น เราควรมองเรื่องการลงทุน การวางแผนการเงิน หรือการประกันชีวิต มาก่อนส่วนลดภาษีที่ได้ อย่าซื้อเพียงแต่ว่าซื้อให้ครบสิทธิ์ลดหย่อนภาษี แบบนี้เราอาจจะได้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ไม่เหมาะสมกับเรามาได้

LTF – RMF – ประกันชีวิต

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้ง 3 ประเภทถือว่ามีความสำคัญต่อนักลงทุนมาก โดยเฉพาะนักลงทุนที่ไม่ได้เน้นลงทุนในหุ้นรายตัว แต่ใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุนและวางแผนการเงิน จุดเด่นของ LTF และ RMF คือ การกระตุ้นให้เราลงทุนในระยะยาวซึ่งมีข้อดีมาก เพราะการลงทุนระยะยาวจะช่วยทำให้เราลดความผันผวนจากตลาดหุ้นในระยะสั้น และยังช่วยสร้างวินัยการลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วย

ในขณะที่ประกันชีวิตก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยอาจจะเรียกได้ว่า ประกันชีวิตคือผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สมควรจะทำก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนเสียด้วยซ้ำ เพราะการคุ้มครองความเสี่ยงเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะคนที่มีภาระต้องดูแลค่อนข้างมาก การวางแผนประกันชีวิตจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้เลย

1. LTF

LTF คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว กองทุนรวมประเภทนี้เหมาะกับคนที่สนใจลงทุนในหุ้นไทย และมีเงินลงทุนที่สามารถถือครองได้ในระยะยาวอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน ใครที่กำลังจะลงทุนในกองทุนหุ้นไทย โดยมีเป้าหมายจะลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว การเลือกซื้อ LTF เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถช่วยบริหารการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีผู้จัดการกองทุนจะคัดเลือกหุ้นที่เหมาะสมและลงทุนให้และยังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วยตามเงื่อนไขสรรพากร

LTF จึงเหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนในหุ้นไทยในระยะยาว

2. RMF

RMF คือ กองทุนรวมสำหรับวางแผนเกษียณ กองทุนรวมประเภทนี้มีสินทรัพย์ให้เลือกลงทุนได้หลากหลายต่างจาก LTF ตัวอย่างสินทรัพย์ เช่น ตราสารหนี้ ตลาดเงิน อสังหาริมทรัพย์ หุ้น เป็นต้น นักลงทุนจึงสามารถเลือกลงทุนได้ตามความเสี่ยงที่ต้องการและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ด้วยกองทุน RMF มีจุดมุ่งหมายที่จะวางแผนการเกษียณเป็นหลัก ดังนั้น RMF จะมีเงื่อนไขการถือครองจนถึงอายุ 55 ปี และต้องลงทุน 5 ปีต่อเนื่อง (ผิดนัดได้ไม่เกิน 2 ปีติดต่อกัน โดยนับเงื่อนไขเฉพาะปีที่ลงทุน)RMF จึงเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย แต่ก็ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงไปการวางแผนเกษียณเป็นหลัก

RMF จึงเหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนเกษียณด้วยกองทุนรวม

3. ประกันชีวิต

ประกันชีวิต เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเสียชีวิตเป็นหลัก นอกจากนี้ ประกันชีวิตบางประเภทยังมีจุดมุ่งหมายเสริมได้อีก เช่น เพื่อการวางแผนภาษี , เพื่อแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และ เพื่อการวางแผนเกษียณ เป็นต้น ดังนั้น ก่อนที่เราจะวางแผนการซื้อประกันชีวิต เราควรเริ่มต้นกับการพิจารณาความเสี่ยงและจุดประสงค์ของการซื้อประกันชีวิตของเราให้รอบคอบเสียก่อน มุ่งเน้นไปที่ทุนประกันที่ครอบคลุมความเสี่ยงของเราและครอบครัว ภายใต้เบี้ยประกันที่จ่ายไหว โดยอาจจะเลือกประกันชีวิตที่มีเงื่อนไขพิเศษอื่นขึ้นมาตามความต้องการของแต่ละท่าน

ประกันชีวิต จึงเหมาะกับคนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากการเสียชีวิตเป็นหลัก

เลือกผลิตภัณฑ์ได้แล้ว ก็อย่าลืมมาใช้โปรโมชันให้เป็นประโยชน์

ตอนนี้ธนาคารกรุงไทยกำลังจัดแคมเปญ กรุงไทย Investment Festival ที่มีโอกาสให้นักลงทุนได้รับเครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 60,000 บาท โดยแบ่งโปรโมชันออกเป็น ด้านประกันชีวิต ด้านกองทุนรวม และด้านบัตรเครดิต KTC

1. ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต

นักลงทุนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 60,000 บาท เมื่อซื้อประกันชีวิตตามที่กำหนด ตั้งแต่ 16 กันยายน – 31 ธันวาคม 2562 (อนุมัติภายในวันที่ 15 มกราคม 2563)

2. ผลิตภัณฑ์กองทุนรวม

นักลงทุนรับเครดิตเงินคืนเข้ากองทุน KTSTPLUS  100 บาท เมื่อลงทุนใน LTF/RMF ทุก ๆ 50,000 บาท (ยกเว้นกองทุน RMF2 , RMF3 และ RMF4)

3. บัตรเครดิต KTC

นักลงทุนรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 14% หรือผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตกรุงไทย-แอกซ่า ผ่านบัตรเครดิต KTC

หากใครคิดจะลงทุนอยู่แล้ว โปรโมชันพวกนี้คุ้มมาก

คุ้มต่อที่ 1 คือ ผลตอบแทนจากการลงทุน 

คุ้มต่อที่ 2 คือ สิทธิในการลดหย่อนภาษี 

คุ้มต่อที่ 3 คือ โปรโมชันพิเศษจากธนาคารกรุงไทย

ใครต้องการอ่านรายละเอียดของโปรโมชันเพิ่มเติมสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/2pN9QMC หรือจะเข้าไปสอบถามที่ธนาคารกรุงไทยโดยตรงก็ได้เช่นกัน โดยเฉพาะใครที่ยังนึกไม่ออกหรือวางแผนไม่ได้ว่าจะลงทุนอะไรยังไงบ้าง ก็สามารถให้พนักงานกรุงไทยแนะนำได้ที่สาขาได้เลย

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

“เก็บเงิน” ขั้นเทพ 5 วิธีเด็ด สำหรับวัยทำงานทุกคน

“เพราะวัยทำงาน คือ ช่วงเวลาแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัว”

หลังจากที่เปลี่ยนผ่านชีวิตวัยรุ่นเข้าสู่วัยเริ่มต้นทำงานกันอย่างเต็มตัว ทุกคนก็เริ่มมีรายได้ประจำเป็นของตนเอง สิ่งที่สำคัญที่สุดของวัยนี้ นอกจากการพัฒนาตัวเองเรื่องความรู้ความสามารถ “ความรู้เรื่องการบริหารจัดการการเงิน” ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคนควรจะศึกษาไว้และห้ามมองข้ามเด็ดขาด

หลายคนเมื่อทำงานได้สักพัก เก็บออมจนมีเงินเก็บสำรองฉุกเฉิน (*ควรมีอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน) ก็เริ่มวางแผน “เก็บเงิน” เพื่อเป้าหมายชีวิตอื่นๆ  ไม่ว่าจะเป็นดาวน์บ้าน ดาวน์รถ ดาวน์คอนโด เก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศ อยากเก็บเงินเพื่อไว้ใช้ยามเกษียณ หรืออยากเก็บเงินไว้เพื่อครอบครัวและคนข้างหลัง

วันนี้ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY เลยอาสาจะมาแนะนำ “5 How to เก็บเงินขั้นเทพที่สุด” สำหรับวัยทำงานทุกคน ซึ่ง aomMONEY ก็ขอแนะนำเพื่อนๆ ให้แบ่งเงินออมที่ 10-20% ของรายในแต่ละเดือนนะครับ

1. “เก็บเงิน” กับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง

“เงินฝากออมทรัพย์” คือ เงินฝากประเภทที่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการฝาก ข้อดี คือ สภาพคล่องสูงมาก จะฝากจะถอนเมื่อใดก็ได้ ในวันและเวลาทำการ

“เหมาะกับคนเพิ่งเริ่มต้นออมเงิน ไม่มีความรู้การลงทุนและต้องการใช้เป็นที่เก็บเงินสำรองฉุกเฉิน” 

ถึงแม้ในปี 62 นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงท้ายปี ติดต่อกันถึง 2 รอบ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย จนดอกเบี้ยนโยบายเหลืออยู่ที่ 1.25% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปีของไทย แน่นอนครับว่ามติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้งติดแบบนี้ ย่อมส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยของบัญชีเงินฝากทั้งหลายที่ต้องปรับลดลงตามไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบัญเงินฝากออมทรัพย์อีกหลายธนาคารที่ยังให้ดอกเบี้ยสูงอยู่นะครับ ตัวอย่างเช่น

 

   
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงธนาคารอัตราดอกเบี้ย 
บัญชีเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษสวัสดิการแห่งรัฐธนาคารออมสิน (GSB)3.000 %
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ดิจิทัล ซีไอเอ็มบี ไทยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB THAI)2.000 %
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ TISCO My Savingsทิสโก้ (TISCO)2.000%

ขอบคุณข้อมูลจาก checkraka.com

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดู 10 อันบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงได้ที่ http://bit.ly/33E5whB

2. “เก็บเงิน” กับกองทุนรวมตลาดเงิน

“กองทุนรวมตลาดเงิน” คือ กองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้อายุสั้น ไม่เกิน 1 ปี นโยบายการลงทุนคล้ายกับกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น สภาพคล่องสูง ได้รับเงินสดทันทีหลังจากขายกองทุน 1 วัน ผลตอบแทนอาจจะต่ำกว่ากองทุนประเภทอื่น แต่ก็มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในบรรดากองทุนรวมทุกประเภท

“เหมาะกับคนที่ต้องการพักเงินในระยะสั้น ความเสี่ยงต่ำ มีโอกาสได้ผลตอบแทนดีกว่าหรือใกล้เคียงเงินฝากประจำธนาคาร” 

ข้อดี คือ ถ้าพักเงินกับกองทุนรวมตลาดเงิน เรามีโอกาสได้ผลตอบแทนดีกว่าหรือใกล้เคียงเงินฝากประจำธนาคาร ซึ่งผลตอบแทนก็ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยในช่วงเวลานั้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะได้ผลตอบแทนที่ไม่ตามคาดหวังต่างจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยเป็นตัวเลขแน่นอน

อันดับกองทุนรวมตลาดเงิน จัดอันดับตามผลตอบแทนย้อนหลัง

(จัดอันดับ ณ วันที่ 10/11/2562 *)

ขอบคุณข้อมูลจาก wealthmagik.com

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดู 10 อันดับกองทุนรวมตลาดเงิน (จัดอันดับตามผลตอบแทนย้อนหลัง)

ได้ที่ https://www.wealthmagik.com/fundinfo/topreturn.aspx

3. เก็บเงินกับประกันชีวิต

เราสามารถเก็บเงินกับประกันชีวิตได้หลายรูปแบบ แต่แบบหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ประกันชีวิตที่ควบการลงทุนด้วย อย่าง  “ประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์” ที่นอกจากจะช่วยคุ้มครองชีวิตเราแล้ว เรายังได้ลงทุนในกองทุนรวม เพื่อสร้างผลโอกาสรับเพิ่มผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ขอย้ำนะครับประกันยูนิตลิงค์ว่าไม่ใช่กองทุนแถมประกัน ไม่ใช่ประกันแถมกองทุน

“เหมาะกับคนที่อยากมีเงินก้อนให้กับครอบครัว มีภาระทางการเงิน และอยากลงทุนเพื่อรับโอกาสได้ผลตอบแทนเพิ่ม แต่ไม่มีเวลาโฟกัสหรือเลือกกองทุนเองไม่เป็น”

ประโยชน์ของประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ ถ้ามองในมุมของประกันชีวิต ก็ถือเป็นว่าเป็นหลักประกันป้องกันความเสี่ยงให้กับชีวิตและครอบครัวของเรา เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับตัวเรา ครอบครัวเราก็จะได้ไม่ลำบาก เพราะมีเงินก้อนทิ้งไว้ให้ ซึ่งประกันชีวิตบางเจ้าก็ให้ความคุ้มครองสูงมากถึง 200-250 เท่าของเบี้ยประกัน และถ้าช่วงไหนเรามีปัญหาเรื่องการเงิน ก็สามารถพักการชำระเบี้ยได้

ถ้ามองในแง่ของการลงทุนก็คือ เรามีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากการลงทุนในกองทุนรวม โดยเราที่เป็นคนเลือกกองทุนเอง มีโอกาสได้รับผลตอบแทนมากขึ้นจากการลงทุน โดยความน่าสนใจ คือ 1.ไม่มีค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนกองทุน (บางส่วนหรือทั้งหมด) 2.มีการปรับสัดส่วนกองทุนให้อัตโนมัติ 3.ลดความเสี่ยงจากการผันผวนของกองทุนด้วยการลงทุนแบบ ลดความเสี่ยงจากการผันผวนของกองทุนด้วยการด้วยการจ่ายเบี้ยประกันอย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อเป็นการเฉลี่ยต้นทุนระยะยาว (DCA)

ตัวอย่างประกันแบบยูนิตลิงค์

และถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่นะครับ >> http://bit.ly/2q3NRRM

4. เก็บเงินกับกองทุน LTF , RMF

“กองทุน LTF” ย่อมาจาก Long Term Equity Fund หรือชื่อไทยว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” เน้นลงทุนในหุ้นไม่น้อย 65% ของมูลค่ากองทุน ใช้ลดหย่อนภาษีได้ แต่ต้องถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 7 ปีปฏิทิน และไม่จำเป็นต้องซื้อทุกปี

ส่วน “กองทุน RMF” ย่อมาจาก Retirement Mutual Fund มีชื่อไทยว่า “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” จัดตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้คนเก็บออมระยะยาว เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในยามเกษียณอายุ คล้ายๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเอกชน และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) จะขายคืนได้เมื่อผู้ลงทุนมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปี และลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยจำเป็นต้องซื้อหน่วยลงทุนทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปีครับ

“เหมาะกับคนที่อยากลงทุนในระยะยาว มีเงินเก็บเป็นเงินก้อน คาดหวังผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก กองทุนรวมตลาดเงินหรือกองทุนรวมตราสารหนี้ และอยากใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงในการลงทุนที่มากกว่า ไม่มีการรับประกันเงินต้น” 

ขอบคุณข้อมูลจาก morningstarthailand.com

เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูการจัดอันดับผลตอบแทน LTF ได้ที่ http://bit.ly/2O0Xc4N

5. เก็บเงินกับการ DCA หุ้น

“การ DCA หุ้น” คือวิธีการลงทุนใน “หุ้น” รูปแบบหนึ่ง โดยการทยอยการลงทุนเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน จะลงทุนเป็นรายเดือน รายไตรมาสก็ได้ โดยไม่สนว่าราคาหุ้น ณ ตอนนั้นจะถูกหรือแพง การลงทุนแบบนี้ จะช่วยตัดเอาเรื่องอารมณ์ความรู้สึกออกไปจากการลงทุน เหมาะกับมนุษย์เงินเดือน แต่ข้อควรระวังก็ คือ ต้องมีความรู้ในการคัดเลือกหุ้น เพราะเราต้องตัดสินใจเลือกเอง ต่างจากกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนคอยจัดการให้

“เหมาะกับคนที่ต้องการลงทุนในระยะยาว คาดหวังผลตอบแทนที่สูง และมีวินัยในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ”  

ข้อดีของการ DCA หุ้น คือ เนื่องจากหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าภาวะตลาดในช่วงนั้นมีความผันผวนสูงมาก ๆ หรือเป็นตลาดขาลง การ DCA จะช่วยให้เราจะมีโอกาสขาดทุนจากหุ้น น้อยกว่าการซื้อด้วยเงินก้อนครั้งเดียว แต่ข้อควรระวังก็คือ วิธี DCA หุ้น ไม่ได้เหมาะกับหุ้นทุกตัว โดยเฉพาะหุ้นที่ไม่มีการเติบโต เพราะฉะนั้นต้องศึกษากันดีๆ เลยครับ และถ้าใครอยากศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการออมหุ้นเพิ่มเติม ก็สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ https://aommoney.wpenginepowered.com/stories/tarkawin

และนี่คือ “5 How to เก็บเงินขั้นเทพที่สุด” สำหรับวัยทำงานทุกคน ที่ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ ทุกคนครับ หลังจากอ่านบทความนี้แล้ว ก็ลองไปพิจารณากันดูครับว่าตัวเองเหมาะกับวิธีเก็บเงิบเงินแบบไหน เพราะแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกัน

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำเรื่องอะไรมาเล่าให้เพื่อนๆ อ่านกันก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

Minted Digital Solutions For Real Estate ในหัวข้อสัมมนา “From Content to Conversion”

เมื่อวันพุธที่ 20 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา aomMONEY ได้รับเชิญร่วมงาน Minted Digital Solutions For Real Estate ณ โรงแรม เอส 31 สุขุมวิท กรุงเทพ ในหัวข้อสัมมนา “From Content to Conversion” จัดโดย บริษัท มิ้นอิมเมจ จำกัด ทางทีมงานจึงมีภาพบรรยากาศมาฝากเพื่อน ๆ กันด้วยครับ

ก่อนอื่น aomMONEY ขอเล่าถึงบริษัท มิ้น อิมเมจ จำกัด ให้ฟังกันก่อนนะครับ บริษัท มิ้น อิมเมจ จำกัดบริหารงานโดย คุณอุกฤษฏ์ ตั้งสืบกุล หรือว่าคุณมิ้นครับ โดยมีกลุ่มธุรกิจ 3 ธุรกิจด้วยกัน

Minted Agency

ให้บริการด้านการตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยโฟกัสในกลุ่มธุรกิจสายอสังหาริมทรัพย์มามากกว่า 13 ปี และได้รับความไว้วางใจให้ดูแลลูกค้ามากกว่า 150 โครงการ ทั้งวางแผนกลยุทธ์ การให้คำปรึกษา การวางแผนและซื้อโฆษณาออนไลน์แบบครบวงจร โดยยึดเป้าหมายของลูกค้าเป็นหลักในการทำงาน เสมือนว่าลูกค้าคือ Partner ที่ช่วยให้เราเติบโตไปด้วยกัน

Minted Tech

เป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นในการค้นคว้าและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อนำมาต่อยอดให้กับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมีผลิตภัณฑ์ดังต่อไปนี้

Real touch (Interactive Sales kit for Real Estate)

แพลตฟอร์มที่ช่วยให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำการเสนอโครงการให้กับผู้ที่สนใจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถอัพเดทข้อมูลทั้งหมดได้แบบ Realtime ผ่านทางออนไลน์ โดยใช้งบประมาณเริ่มต้นเพียงแค่ 69,000 บาท (ราคาต่อ 1 โครงการ)

LeadDee (Platform to create registration page)

เครื่องมือที่จะช่วยให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถเปลี่ยนลูกค้าบนโลกออนไลน์ให้กลายมาเป็นกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำการปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบมุ่งเน้นที่การใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว และวัดผลลัพธ์ของการโฆษณาออนไลน์ได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมขายสามารถอัพเดทสถานะของลูกค้าแต่ละรายได้ง่าย ๆ ผ่านทางมือถือ

พิเศษ! ช่วงนี้มีการเปิดให้ทดลองใช้งานฟรี เพียงเข้าไปลงทะเบียนที่เว็ปไซต์ Leaddee.com

Minted Academy (Online Learning Platform)

ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายในการยกระดับความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ให้กับ SME ไทย โดยเปิดให้เรียนผ่านระบบออนไลน์ www.mintedacademy.com ซึ่งสามารถเรียนได้ทุกที่ทั่วโลก ทุกเวลา โดยมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ความเข้าใจพื้นฐานการตลาดออนไลน์, การวางกลยุทธ์ด้านการตลาดออนไลน์, การประยุกต์ใช้ Facebook Ads แบบมืออาชีพ, การสร้างโฆษณาใน Google และ YouTube, รวมถึงการวิเคราะห์และวัดผลลัพธ์ด้วย GoogleAnalytics

ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดถูกถ่ายทอด โดยคุณมิ้น อุกฤษฎ์ ตั้งสืบกุล CEO & Founder Minted Group และ ยังดำรง ตำแหน่ง Certified Training Partner Google และ Facebook คนเดียวในประเทศไทย

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน

การจัดงานนี้ขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า และส่งต่อความรู้ทางด้านการตลาดออนไลน์เพื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโตไปด้วยกันครับ

Minted Digital Solutions For Real Estate ได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก การจัดสัมนาแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกันครับ โดยช่วงเช้าเป็นรอบสื่อมวลชน และรอบบ่ายเป็นการจัดสัมนาให้กับ Developer ภายในงานได้มีการร่วมพูดคุย และตอบคำถามโดย CEO คุณมิ้น อุกฤษฏ์ ตั้งสืบกุล อีกด้วยครับ

หากเพื่อน ๆ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ https://www.minted.co.th/ และเบอร์โทรศัพท์ / Fax +66(0)2 048 3997 (Thailand) ครับ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save