“KFLTF50? และ KFLTFDIV” กองทุนต่างขั้วตัวเด่น? คัดมาครบจาก? บลจ.กรุงศรี

สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม “ยอดมนุษย์กองทุน” คนดีคนเดิมกันเหมือนเช่นเคย แต่ครั้งนี้ไม่ได้มาแบบเฉยๆนะครับ เพราะผมจะมาสรุปเนื้อหาดีๆ จากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF-RMF SEASON 4 ประจำปี 2019 กับกองทุน LTF ที่น่าสนใจจากทาง บลจ.กรุงศรี ทั้งสองตัวที่เรียกว่าเด็ดโดนใจ อย่าง KFLTF50(กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาว SET50) และ KFLTFDIV (กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาวปันผล) กันครับผม

ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าครับว่า ทั้งสองกองทุนนี้แตกต่างกันอย่างไร และมีอะไรที่นักลงทุนทุกคนควรรู้บ้างครับ

1. ความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 6

เนื่องจากเป็นข้อกำหนดของ LTF ที่จะต้องลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของสินทรัพย์สุทธิทั้งหมดของกองทุน นั่นแปลว่า LTF จะมีความเสี่ยงสูงแน่นอนครับ โดยทั้งสองกองทุนนั้น มีความเสี่ยงที่เท่ากันอยู่ในระดับ 6 เหมือนกันครับผม แต่อย่างที่เคยบอกไปครับว่า แม้ว่าจะมีความเสี่ยง แต่ด้วยระยะการเวลาลงทุนที่ยาวนานตามกฎหมายกำหนด (7 ปีปฏิทิน) มีผลทำให้ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้ และมีโอกาสลุ้นได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าครับ

2. ความแตกต่างของกองทุนทั้งสองกองทุน คือ Active Style และ Passive Style

ผมขออธิบายเบื้องต้นก่อนนะครับว่า Active Fund คือ กองทุนที่ผู้จัดการกองทุนพยายามทำทุกอย่าง เพื่อให้ผลตอบแทนของกองทุนนั้นชนะค่ามาตรฐาน (Benchmark) หรือ พยายามที่จะทำผลกำไรให้มากที่สุด โดยการเลือกสินทรัพย์และสัดส่วนที่เหมาะสม ส่วน Passive Fund เป็นการลงทุนที่เน้นลงทุนให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง เช่น ดัชนี SET50 (หุ้นใหญ่ 50 ตัวแรกของตลาด) โดยจะลงทุนให้เหมือนกับดัชนีตลาดเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เทียบเคียงกับผลตอบแทนของดัชนีนั่นเองครับ

กองทุน KFLTF50 นั้นมีจุดเด่นตรงที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า และได้หุ้นขนาดใหญ่ 50 ตัวแรกซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ตลาดในปัจจุบันที่ผันผวน   จะเห็นว่าในช่วงปีที่ผ่านมากองทุนหุ้นหลายกองทุนที่เป็น Active Fund นี่ถือว่าผลตอบแทนแพ้ตลาดเนื่องจากช่วงนี้มีความผันผวนมาก  การเลือกลงทุนกับ Passive Fund ในช่วงตลาดลดต่ำลงกว่า1,600 จุด นับว่าน่าสนใจหากนักลงทุนมองว่าในอนาคตตลาดจะมีการปรับขึ้นได้ตามระยะเวลาการถือครอง นอกจากนี้กองทุนประเภทนี้ยังมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าอีกด้วย

ส่วนกองทุน KFLTFDIV เป็นกองทุนแบบ Active Fund ที่จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งมองว่ามีความผันผวนต่ำในภาวะตลาดแบบนี้ และถ้ามีโอกาสก็จะสามารถจ่ายปันผลให้กับนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ จากข้อมูลการจ่ายปันผล KFLTFDIV สามารถจ่ายปันผลมาได้ทุกปีตั้งแต่จัดตั้งกองทุนรวมทั้งหมด 15 ครั้งแล้วครับ โดยจ่ายมาทั้งหมดจำนวน 11.29 บาท

3. Investment Process

เนื่องจากกองทุน KFLTF50 เป็นกองทุนที่ลงทุนตามดัชนีของตลาดหรือ Passive Fund จึงไม่มีกระบวนการลงทุน หรือ (Investment Process) ในการคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุนแต่อย่างใดครับ ดังนั้นสำหรับข้อนี้ เราจะมาเจาะลึกที่ Investment Process ของกองทุน KFLTFDIV กันครับผม

สิ่งที่ทาง บลจ. กรุงศรี ให้ความสำคัญคือการทำ Company visit หรือเยี่ยมชมบริษัท เพื่อให้รู้จักกับกิจการที่จะเลือกลงทุนมากเพียงพอ โดยทั้งเรื่องของคุณภาพ วิสัยทัศน์ผู้บริหาร Business Model ธรรมาภิบาล ต่างๆ นอกจากนั้นยังดูเรื่องตัวแปรเชิงปริมาณ มีโอกาสเติบโตไหม มี Cashflow อย่างไร และมาเปรียบเทียบกับระดับราคาของหุ้น และทางบลจ.จะให้คะแนนและคัดเลือกเข้ามาในพอร์ตการลงทุน (Universe) ประมาณ 90-100 ตัวจากหุ้นทั้งหมดในตลาด โดยทางบลจ.จะใช้หุ้นเหล่านี้ในการเลือกลงทุนของกองทุนทั้งหมดที่มี ไม่ใช่เฉพาะแค่กองทุน LTF เท่านั้น 

หลังจากนั้นแต่ละกองทุนก็จะเลือกหุ้นตามนโยบายมาลงทุน อย่างกองทุน KFLTFDIV นั้น จะเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และทาง บลจ.จะมีการพิจารณาปรับพอร์ตการลงทุน ถ้าหุ้นขึ้นมาเต็มมูลค่า หรือ พื้นฐานหุ้นเปลี่ยนแปลงไป หรือ เจอหุ้นที่ดีกว่า ในการลงทุนครับ

4. หุ้น 5 อันดับแรก

ปัจจุบัน หุ้นอันดับใหญ่ 5 ตัวของกองทุนนี้จะมีทั้งหุ้นใหญ่ที่มั่นคงสูง หุ้นระดับกลางที่จ่ายปันผลได้ดี ดูจากรายชื่อแล้วก็เห็นว่าเป็นแบบนั้นจริงๆด้วยล่ะครับผม ฮ่าๆ

5. ลงทุนแบบไหนดี ระหว่าง Active Fund หรือ Passive Fund

สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเริ่มสงสัยว่า แล้วเราควรลงทุนกองทุนไหนดี ระหว่าง Active และ Passive ใช่ไหมครับ คำตอบที่ทาง บลจ.กรุงศรี ให้มา คือ ถ้านักลงทุนมองว่าตอนนี้ดัชนีของตลาดหุ้นที่ 1,600 จุดนั้นเหมาะสมแล้ว อยากได้ผลตอบแทนในระดับดัชนี ไม่ได้สนใจกับโอกาสที่จะรับผลตอบแทนเพิ่มจากการบริหารคัดเลือกหุ้นของผู้จัดการลงทุน และไม่ได้อยากได้เงินปันผล แล้วก็มองว่าสิทธิในการลดหย่อนภาษีตามนี้ก็พอเพียงพอแล้ว กองทุน Passive อย่าง KFLTF50 จะเป็นคำตอบสำหรับกรณีนี้ครับ

แต่ถ้าอยากได้กองทุนที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนี เชื่อมั่นในฝีมือการเลือกหุ้นของผู้จัดการกองทุน และต้องการเงินปันผลมาเป็นระยะๆ ในระหว่างการลงทุน อันนี้อาจจะมองมาที่ KFLTFDIV ก็ได้ครับ

หรือถ้าหากรักพี่เสียดายน้อง อยากจะซื้อทั้งสองกองทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงก็สามารถทำได้เช่นเดียวกันครับผม

เอาล่ะครับ ผมขอสรุปอีกทีสำหรับกองทุนทั้งสองกองทุนนี้นะครับ โดยทั้งสองกองทุนมีความแตกต่างกัน ในเรื่องของนโยบายการลงทุน นั่นคือ KFLTFDIV จะเป็นกองทุนแบบ Active ที่จ่ายเงินปันผล ส่วน KFLTF50 จะเป็นกองทุน Passive ที่ไม่มีการจ่ายเงินปันผล  ซึ่งต้องถามตัวเองว่า อยากจะลงทุนโดยให้ผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นให้ หรือ ลงทุนตามดัชนีของตลาดไปเพราะพอใจกับผลตอบแทนตามตลาดอยู่แล้วนั่นเองครับ และการลงทุนในทั้งสองกองทุนนี้ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้เหมือนกันครับผม

และทั้งหมดนี้ คือเนื้อหาสำคัญที่สรุปจากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 4 ประจำปี 2019 ครับ ผมขอเตือนอีกสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน LTF RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน และถ้าหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์นะครับผม

สำหรับคนที่อยากดูรีวิวกองทุน KFLTF50และ KFLTFDIV แบบเวอร์ชั่นวีดีโอ สามารถคลิกชมด้านล่างเลยครับ

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Faommoneyth%2Fvideos%2F2155685971406094%2F&show_text=0&width=560

บทความนี้เป็น advertorial

Lnw จับมือกับ Google เปิดตัว “LnwX.com” โฆษณารูปแบบใหม่ เพื่อผู้ขายออนไลน์ไทย

สวัสดีครับ กลับมาพบกับ aomMONEY NEWS อีกครั้งแล้วนะครับ สำหรับวันนี้เราจะมาพาแฟน aomMONEY ทุกคนมารู้จักกับ “LnwX.com“ แพลทฟอร์มโฆษณารูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ซื้อขายออนไลน์ไทยในยุคปัจจุบันกันครับ

ทำความรู้จักกับ LnwX.com

LnwX.com คือ แพลทฟอร์มลงโฆษณารูปแบบใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง Lnw ผู้ให้บริการระบบจัดการอีคอมเมิร์ซครบวงจร และ Google บริษัทผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกครับ ซึ่งการร่วมมือกันครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อที่จะพัฒนาแพลทฟอร์มใหม่อย่าง Lnwx.com ให้เป็นสุดยอดเครื่องมือโฆษณาบน Google Shopping Ads ที่ใช้งานง่าย มีประสิทธิภาพ และช่วยผลักดันแบรนด์ออนไลน์ให้สามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้มากขึ้นครับ

ซึ่งจากสถิติของ Lnw ในปี 2018-2019 นั้นเผยว่า มีการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากผ่านทางแพลทฟอร์มของ Google โดยมีผู้สั่งซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ Google Search สูงถึง 50 % และจากการโฆษณาผ่านเสิร์ชอีกถึง 20% ครับ อย่างไรก็ตาม ผู้ขายออนไลน์ไทยในปัจจุบันยังคงเข้าถึงการโฆษณาผ่าน Google Search ได้ไม่มากนัก จึงทำให้ Lnw ได้ทำการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับการทำโฆษณาบน Google Shopping Ads ที่ใช้งานง่ายเพื่อไว้สำหรับผู้ขายออนไลน์ไทยทุกคนครับ

Google Shopping Ads คืออะไร

Google Shopping Ads คือการโฆษณาในรูปแบบของภาพที่จะแสดงบนหน้าการค้นหาสินค้าครับ ซึ่งเมื่อผู้ซื้อทำการใส่คีย์เวิร์ดของสินค้าที่ต้องการลงไปใน Google Search แล้ว ทางระบบ Shopping Ads นั้นจะทำการประมวลผลและจะปรากฏข้อมูลสินค้า ราคา และชื่อร้านค้าให้ทางผู้ซื้อได้สามารถเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าได้อย่างหลากหลายและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ

LnwX ดึงลูกค้าสู่แบรนด์ออนไลน์ ด้วยงบเริ่มต้นเพียง 0.83 บาท/คลิก

ด้วยรูปแบบการโฆษณา Google Shopping Ads ผ่าน LnwX จะช่วยทำให้ผู้ขายสามารถนำพาสินค้าให้เข้าถึงผู้ซื้อได้มากกว่า 8 ล้านคนครับ ซึ่งจะผ่านการกระจายสินค้าไปยังช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Youtube, Gmail, Search Network และ Display Network ของ Google โดยใช้งบโฆษณาเฉลี่ยเพียง 0.83 บาทเท่านั้นครับ 

สร้างยอดขาย 100 เท่าจากการโฆษณา

ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ซื้ออย่างเดียวที่ได้รับผลประโยชน์จาก Google Shopping Ads นะครับ แต่ทางผู้ขายก็ได้รับผลประโยชน์เช่นเดียวกัน เพราะจากสถิติผลการลงโฆษณาอย่าง  Mpimpex.co.th นั้นมีการเผยว่าทางบริษัทสามารถเพิ่มยอดขายได้สูงขึ้นถึง 100 เท่า และยังมีบริษัท G-shockhitz.com ที่สามารถลดงบโฆษณาจากปกติลงได้สูงถึง 50% ด้วยยอดขายเท่าเดิมครับ รวมทั้งยังได้รับคำสั่งซื้อผ่านช่องทาง Social Network เพิ่มเติมอีกกว่า 1,000 ออเดอร์จากการลงโฆษณาผ่าน Google Shopping  อีกด้วย

ซึ่ง Lnw เป็นผู้เชียวชาญในการพัฒนาระบบบริหารจัดการอีคอมเมิร์ซที่ให้บริการนานกว่า 10 ปี จึงทำให้แพลทฟอร์ม LnwX นั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ระบบสำหรับลงโฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถจะบริหารจัดการระบบหลังบ้านของธุรกิจออนไลน์ได้อีกด้วย โดยมีการการันตีกว่า 740,000 ร้านที่ใช้งานครับ อาทิ

  • ระบบขายผ่าน Social Facebook Line อย่างเป็นระบบ ด้วย Chat Commerce
  • ระบบจัดการออเดอร์ Lazada Shopee จบในที่เดียว
  • รองรับการชำระด้วยบัตรเครดิต e-Wallet เคาน์เตอร์เซอร์วิส
  • บริการคลังเก็บสินค้า แพ็คและจัดส่งรวดเร็ว

เชื่อมต่อทุกช่องทางการขายด้วย Sale Page ฟรี!

เนื่องจากว่าการที่จะทำโฆษณาบน Google Shopping  ผู้ซื้อนั้นจำเป็นที่จะต้องมีเว็บไซต์ระบบตะกร้าสินค้าของตนเองเสียก่อน แต่ในปัจจุบันผู้ขายออนไลน์ไทยส่วนใหญ่ยังคงไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองครับ ดังนั้น ทาง Lnw จึงมีการสร้างระบบ Sale Page ฟรี ที่จะช่วยทำให้การโฆษณาบน Google Shopping ของคุณนั้นสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นครับ

โดยหน้า Sale Page ดังกล่าวจะมีรูปแบบการเชื่อมต่อที่จะนำพาผู้ซื้อไปยังช่องทางการขายต่างๆของผู้ขาย ไม่ว่าจะเป็นผ่านทาง Facebook Line หรือ Lazada ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ขายที่ไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองแต่มีช่องทางการขายหลากหลายช่องทางสามารถเข้าถึงลูกค้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้นครับ

งบ 100 ก็ลงโฆษณาออนไลน์ได้

หากเพื่อนๆ คนไหนที่สนใจจะใช้บริการของ LnwX.com นะครับ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน Google Shopping Ads, Sale Page และระบบจัดการต่างๆ สามารถเริ่มต้นการใช้งานได้ด้วยงบเพียง 100 บาทต่อวันเท่านั้นครับ โดยกระบวนการคิดเงินนั้นจะนับจากจำนวนโฆษณาที่ถูกคลิกครับ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับแพลทฟอร์มการโฆษณารูปแบบใหม่ Lnwx.com ซึ่งจากข้อมูลที่ได้กล่าวมาแสดงให้เราเห็นเลยนะครับว่า ในปัจจุบันการโฆษณาบนออนไลน์ได้รับความสนใจที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับสมัยก่อน

และหากเพื่อนๆคนไหนที่สนใจจะใช้บริการ LnwX.com สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LnwX.com หรือโทร. 061-464-8748 ครับ

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำเรื่องราวดีๆ อะไรมาฝากเพื่อนๆ ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปนะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

KINTO บริการรถยนต์แบบครบวงจรจากค่ายรถ TOYOTA

หลายคนเลือกซื้อรถยนต์เพราะต้องการความสะดวกในการเดินทาง ขับแล้วไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย แต่ก่อนตัดสินใจซื้อก็ต้องประเมินสภาพคล่องของตัวเองว่าควรซื้อรถยนต์ราคาเท่าไหร่ ผ่อนต่อเดือนกี่บาท แล้วซ้อมออมเงินเท่ากับค่างวดรถ เมื่อปรับตัวกับเงินที่เหลืออยู่ได้แล้วค่อยตัดสินใจซื้อรถจริงแล้วก็ใช้งานนานไปหลายสิบปี สิ่งเหล่านี้เป็นวิถีทางการใช้รถยนต์ที่เราเคยทำกันมา

แต่มีอีกทางเลือกใหม่ในการใช้รถยนต์ที่น่าสนใจคือ

เรามีหน้าที่แค่ขับรถและเติมน้ำมัน ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับรถยนต์มีบริษัทดูแลให้เราทั้งหมด ซึ่งบริการนี้ตอบโจทย์กับ…

  • คนทำงานที่ต้องเปลี่ยนรถยนต์บ่อยๆ เพราะต้องการใช้รถใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ไม่มีปัญหาการซ่อมจุกจิกให้กังวลใจและต้องการตัดความกังวลจากการขายรถคันเก่าแล้วซื้อคันใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะขายมือสองได้เท่าไหร่
  • บางคนอยู่ในตำแหน่งงานที่ต้องใช้รถยนต์สะท้อนไลฟ์สไตล์และภาพลักษณ์ของตัวเอง ต้องการใช้รถรุ่นใหม่ ภายใต้งบที่เราจ่ายได้แบบสบายๆและรู้ค่าใช้จ่ายที่แน่นอนในแต่ละเดือน 
  • บางคนต้องการเปลี่ยนรถเพราะใช้รถยนต์คันเก่ามานาน มีปัญหาการซ่อมบ่อยจนค่าใช้จ่ายวิ่งแซงค่าตัวรถไปแล้ว อยากได้รถคันใหม่ที่มีคนดูแลให้ตลอดเวลา
  • ครอบครัวที่ลูกต้องขับรถยนต์ไปเรียนมหาวิทยาลัย พ่อแม่ต้องการรู้รายจ่ายที่แน่นอน มีบริการดูแลแบบครบวงจร เพื่อให้ลูกขับรถไปกลับอย่างปลอดภัย

ตอนนี้มีบริการใหม่จาก TOYOTA ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้จ้า

KINTO บริการรถยนต์แบบครบวงจรรูปแบบใหม่

เป็นบริการขับเคลื่อนความสุขรูปแบบใหม่จาก TOYOTA ให้บริการรถยนต์แบบครบวงจรตามแนวคิด Mobility service ที่ตอบโจทย์ทุกสไตล์การขับขี่ โดยมี KINTO เข้ามาดูแลทุกเรื่องในการใช้รถยนต์ ทำให้เราขับรถไปได้ทุกที่ได้อย่างสบายใจ ขณะนี้เปิดให้บริการในไทย พื้นที่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี และ ปทุมธานี

บริการที่เราได้รับจาก KINTO

  • เราได้ขับรถใหม่ ไม่ต้องใช้เงินดาวน์ ครบกำหนด 36 หรือ 48 เดือน นำรถส่งรถคืนให้ TOYOTA (อารมณ์แบบรักนะแต่ไม่อยากผูกพัน)
  • รู้รายจ่ายแน่นอน : เราจ่ายค่าบริการรายเดือนเท่ากันทุกเดือน จำนวนเงินใกล้เคียงกับค่าผ่อนงวดรถปกติ ค่าบริการนี้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย ดังนี้
    • ค่าต่อภาษีและ พ.ร.บ. ประจำปี 
    • ค่าประกันภัยชั้น 1  TOYOTA CARE
    • การบำรุงรักษาตามมาตรฐานของ TOYOTA เช่น การเช็กระยะ อะไหล่แท้ เปลี่ยนยาง เปลี่ยนแบตและการซ่อมบำรุงอื่นๆ 
    • บริการพิเศษช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง 
    • บริการเสริมรถทดแทนให้ใช้ระหว่างซ่อม 
  • เราสามารถสมัครใช้บริการง่ายๆ ทางออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ www.kinto-th.com และรับบริการหลังการขายผ่านแอปพลิเคชัน KINTO App

เรื่องจริงของการผ่อนรถรายเดือน

  • “การซื้อรถมันไม่ได้มีแค่ค่าผ่อนรถ” การผ่อนรถรายเดือนที่เราคุ้นเคยเป็นรายจ่ายเฉพาะค่างวดรถเท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายเรื่องประกันรถยนต์ ภาษี รวมถึงการดูแลรักษา เราต้องจ่ายเอง จ่ายมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 1 เท่าของค่างวดรถ
    • ตัวอย่าง รถที่เราสนใจผ่อนเดือนละ 14,000 บาท ถ้ารวมค่าประกันรถยนต์ ภาษี ค่าดูแลรถ แปลว่า ตลอดปีเราจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 14,000 บาท รวมค่าผ่อนและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรถยนต์ประมาณเดือนละ 28,000 บาท (14,000 + 14,000) 
  • แตกต่างกับ KINTO ที่ดูแลทั้งคนขับและรถยนต์ ทำให้เราสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ เพราะเหมารวมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไว้ในค่าบริการรายเดือนแบบคงที่ ทำให้เรารู้รายจ่ายค่อนข้างแน่นอนว่าตลอดระยะเวลาการใช้บริการ 36 หรือ 48 เดือนนี้ เราจะต้องใช้เงินเพื่อรถยนต์คันนี้เท่าไหร่ 

รุ่นรถยนต์ที่ให้บริการ

เลือกแพ็กเกจรับบริการได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า 

https://www.kinto-th.com/Products.aspx

เราจะสมัครใช้บริการอย่างไร

โปรโมชั่น : 15 ต.ค. 62 – 31 มี.ค. 63

  • สมัครใช้บริการ KINTO ตั้งแต่ 15 ต.ค. 62 – 31 มี.ค. 63 ทุกรุ่น รับฟรีบริการเสริมรถทดแทนใช้ระหว่างซ่อมตลอดอายุสัญญา
  • ฟรีบัตรน้ำมัน
    • มูลค่า 10,000 บาท สำหรับ 20 คนแรกที่ใช้บริการรถรุ่น C-HR
    • มูลค่า 20,000 บาท สำหรับ 20 คนแรกที่ใช้บริการรถรุ่น CAMRY

แต่ละคนมีความต้องการใช้รถยนต์แตกต่างกัน บางคนซื้อรถครั้งเดียวผูกพันและใช้ไปนานหลายสิบปี แต่ระหว่างนั้นก็มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถรวมกันแล้วไม่ต่างกับการซื้อรถคันใหม่ ในขณะที่บางคนต้องการใช้รถเพียงระยะเวลา 3 หรือ 4 ปีเท่านั้นและต้องการความสะดวกสบายที่มีคนดูแลทุกการขับขี่ให้ตลอดเวลา เราจะตัดสินใจเลือกแบบไหนควรขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของเราด้วยนะจ๊ะ

KINTO บริการรถยนต์แบบครบวงจรรูปแบบใหม่จาก TOYOTA เป็นอีกหนึ่งบริการที่น่าจะตอบโจทย์ตรงนี้ได้ หากใครสนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่

ช่องทางเว็บไซต์ : https://www.kinto-th.com

ช่องทาง Facebook : KINTO ONE Thailand 

โทรสอบถามที่ KINTO Call Center 02-386-3888

บทความนี้เป็น Advertorial

“มีเงิน 5,000,000 บาท” ใช้หลังเกษียณได้กี่ปี?

ช่วงที่ผ่านมาอภินิหารเงินออมได้คุยกับหลายๆ คน เขาบอกว่าตอนเกษียณมีเงินล้านกว่าๆก็พอแล้ว เพราะจะไปใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่ได้ใช้เงินอะไรมาก แต่อย่าลืมว่ามันมีเรื่องของ “เงินเฟ้อ” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เราต้องซื้อของแพงขึ้นทุกปี ลองนึกถึงเงินเดือนของตัวเองว่าอยากได้คงที่แบบนี้ตลอดไปมั้ย เชื่อว่าส่วนใหญ่บอกว่าต้องการได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี นี่เองจึงทำให้ราคาของกินของใช้แพงขึ้นในระยะยาว

“เงินเฟ้อ” ทำให้ราคาของกินของใช้แพงขึ้น

ตัวอย่างนี้น่าจะทำให้เห็นภาพง่ายขึ้น สมมติว่าเราทำงานที่บริษัทผลิตอาหาร ปีนี้เราได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น 5% แปลว่า เจ้าของบริษัทมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 5% ถ้าต้องการรักษากำไรให้เหมือนเดิมก็ทำได้หลายวิธี เช่น

  • เพิ่มยอดขายให้มากขึ้น เราทำงานหนักกว่าเดิม
  • ลดต้นทุนอื่นๆลง เช่น ใช้เครื่องจักรแทนแรงงานมนุษย์ เลิกจ้างพนักงานเก่าที่เงินเดือนสูง เปลี่ยนไปจ้างเด็กใหม่ที่ค่าใช้จ่ายถูกกว่า 
  • ผลักภาระไปให้คนซื้อ โดยการเพิ่มราคาสินค้า 5% เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น วิธีนี้ทำให้ผู้บริโภคซื้อของแพงขึ้น

มาถึงตรงนี้หลายคนน่าจะรู้แล้วว่าในอนาคต “เงินเฟ้อ” ทำให้เราต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น แต่ซื้อของได้จำนวนเท่าเดิม แล้วเงินเกษียณที่คิดไว้จะเพียงพอตามที่คิดไว้มั้ยก็ต้องมาคำนวณด้วยเครื่องคิดเลขการเงิน เรามาดูตัวอย่างนี้เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นนะจ๊ะ

ตัวอย่าง : สมมติว่าตอนนี้เราอายุ 30 ปีใช้จ่ายสบายๆเดือนละ 20,000 บาท(หรือปีละ 240,000 บาท) แล้วคิดว่าหลังเกษียณต้องการใช้จ่ายเท่าเดิม เรามาดูกันว่าตุนเงินไว้ 5,000,000 บาทจะพอใช้หลังเกษียณได้กี่ปี

เริ่มจาก…คำนวณเงินในอนาคตว่าเป็นเท่าไหร่?

การคำนวณนี้ทำได้ด้วยเครื่องคิดเลขทางการเงิน (ถ้าใครไม่รู้ว่าคำนวณอย่างไรสามารถค้นหาวิธีใช้เครื่องคิดเลขการเงินได้ในยูทูปนะจ๊ะ) สรุปง่ายๆว่า…

  • หลังเกษียณเงินที่เราใช้ปีละ 240,000 บาท 
  • ตอนนี้อายุ 30 ปี เงินก้อนนี้จะกลายเป็น 582,542 บาท ในอีก 30 ปีข้างหน้าตอนที่เราอายุ 60 คิดที่เงินเฟ้อเฉลี่ย 3% 

ต่อมา…คำนวณว่าเงินที่ตุนไว้อยู่ได้อีกกี่ปี?

ถ้าเราคำนวณแบบง่ายๆว่าเงิน 5,000,000 บาท กับรายจ่ายปีละ 582,542 บาท เงินจะหมดตอนอายุ 68 ปีกว่าๆเท่านั้น ถ้าเราเป็นคนดูแลสุขภาพดี รวมถึงญาติผู้ใหญ่เสียชีวิตอายุ 80 กว่าๆ แปลว่าเราอาจจะมีอายุยืนถึง 80 ด้วยเช่นกัน นี่เองที่เรียกว่า “เงินหมดก่อนเสียชีวิต”

อย่าลืม!! ค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพ

สมมติว่าเราต้องกลายเป็นผู้สูงอายุนอนติดเตียง ขยับตัวไม่ไหว ต้องหาคนมาดูแลหาข้าวหาปลาให้กินทั้งเช้า กลางวัน เย็น จะไปไหนก็ต้องมีคนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง แบบนี้ตอนกลางวันอาจจะต้องจ้างคนมาดูแลเรา ส่วนลูกหลานกลับมาจากที่ทำงานแล้วก็ดูแลตอนกลางคืน

ค่าใช้จ่ายจ้างผู้ดูแลนี้อยู่ที่ประมาณ 27,000 – 40,000 บาทต่อเดือนและขึ้นอยู่กับอาการของผู้สูงอายุด้วย ถ้ารวมกับเรื่องนี้เข้าไปก็ยิ่งทำให้เงิน 5,000,000 บาทหมดเร็วกว่าเดิม แล้วถ้าพ่อแม่ของเราไม่ได้ตุนเงินก้อนนี้ไว้ เราที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็ต้องเตรียมเงินไว้ให้ท่านด้วยนะจ๊ะ

มีเงินบำนาญก็อย่าชะล่าใจ!!

สำหรับใครที่ทำงานเป็นข้าราชการรู้แน่นอนว่าจะได้เงินใช้หลังเกษียณเท่าไหร่ อย่าเพิ่งมั่นใจกับสิ่งที่เห็น เพราะอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ เราอาจจะเคยเห็นข่าวประเทศที่มีเงินเฟ้อพุ่งกระฉูดเป็นล้าน%ก็เลือกใช้วิธีลดรายจ่ายของรัฐ โดยลดเงินบำนาญข้าราชการมาแล้ว เช่น เวเนซุเอลา หรือประเทศที่มีระบบบำนาญที่ดีมากๆก็กำลังหาทางออกให้กับเงินผู้สูงอายุเช่นกัน สุดท้ายเราก็ต้องดูแลตัวเอง

วางแผนการเงินแล้วอย่าลืมเรื่องเงินเฟ้อ การใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัด แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าอยู่เมืองกรุงก็จริง แต่ก็หนีเงินเฟ้อไม่พ้นเหมือนกันจ้า ล่าสุดอภินิหารเงินออมไปกินกาแฟ 1 แก้วกับไข่ลวก 2 ฟองในตลาดสดแห่งหนึ่งที่ จ.เชียงใหม่ คนขายเป็นผู้สูงอายุท่านขายมาหลายสิบปี ท่านเล่าว่าประมาณ 25 ปีที่แล้วขายชุดละ 10 บาท ตอนนี้ขายชุดละ 30 บาท เท่ากับว่าราคาแพงขึ้น 4.49% ต่อปี แล้วในอนาคตอีก 25 ปีข้างหน้าเราก็จะได้ทานกันชุดละ 90 บาท!!

วางแผนเรื่องการใช้เงินตั้งแต่ตอนนี้ 

แล้วจะไม่เหนื่อยใจตอนเกษียณนะจ๊ะ

อภินิหารเงินออม

ประชาสัมพันธ์ 

สะดวกครบเครื่องทุกเรื่องแผนการเงินด้วย LTF/RMF ที่ LH BANK

“ถึงเวลาเริ่มต้นวางแผนการเงินให้กับตัวเองแล้วล่ะ!”

เชื่อว่าเสียงนี้คงเริ่มดังขึ้นมาในหัวของหนุ่มสาวที่เพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่โลกของมนุษย์เงินเดือน 

เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนอยากจัดการรายได้ในแต่ละเดือนให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ เพราะรู้สึกว่าเงินของตัวเองควรจะมีแผนการเงินมารองรับอย่างถูกต้อง ทั้งการใช้จ่ายและลงทุน รวมถึงเริ่มมองไกลไปยังเป้าหมายชีวิตในอนาคตที่ต้องใช้เงิน

ความรู้สึกเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นทางด้านเงินที่ดีสำหรับมนุษย์เงินเดือนทุกคน

แต่คำถามก็คือหลังจากที่มีแผนป้องกันความเสี่ยงขั้นพื้นฐาน* ที่ประกอบไปด้วยเงินสำรองฉุกเฉินและประกันสุขภาพเรียบร้อยแล้ว ถ้าอยากจะวางแผนการเงินขั้นต่อไป มนุษย์เงินเดือนอย่างเราจะเริ่มต้นด้วยแผนไหนก่อนดี? และจะใช้เครื่องมืออะไรช่วยในการวางแผนได้บ้าง?

ถ้าอยากได้คำตอบแบบง่ายๆ ปั้นเงินคิดว่าแผนการเงินที่ First Jobber หลายคนนิยมเริ่มต้นวางแผนกันมากที่สุดจะมีอยู่ 3 เรื่อง คือ

1. การวางแผนลดหย่อนภาษี

การเสียภาษี เป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ทุกคนที่จะต้องชำระภาษีตามกฏหมาย และ “ภาษี” ถือเป็นค่าใช้จ่ายประจำปีของมนุษย์เงินเดือนทุกคน ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนก็คงไม่อยากเสียภาษีเยอะ อยากจะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงเพื่อนำเงินส่วนที่ลดมาใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นเป็นการส่วนตัว

แต่เนื่องจากกฏเกณฑ์ของการเสียภาษีมีสิทธิประโยชน์ให้ผู้เสียภาษีในบางกรณี เรียกว่า “ค่าลดหย่อนภาษี” ซึ่งเราสามารถวางแผนลดหย่อนภาษีให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และควรจะหารูปแบบการลดหย่อนที่เหมาะสมกับตัวเองเป็นหลัก ไม่ใช่ว่าวางแผนลดหย่อนภาษีให้ได้เยอะๆ เพราะในบางครั้งการลดหย่อนภาษีมากเกินไปอาจกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายในอนาคตได้

เช่น ถ้าเรามีความจำเป็นจริงๆในการซื้อบ้าน ดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินกู้ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ หรือ ถ้าเราอยากจะลงทุนอยู่แล้วการเปลี่ยนจากลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปมาเป็น LTF/RMF ก็ทำให้เราได้สิทธิประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมเข้าไปด้วย แต่ก็ควรซื้อในปริมาณที่เหมาะสม เป็นต้น

โดยทั่วไปเครื่องมือที่ First Jobber นิยมใช้เพื่อเริ่มต้นวางแผนลดหย่อนภาษีก็คือ : ประกันชีวิต, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, LTF และ RMF เป็นต้น

2. การวางแผนลงทุน

ปกติเวลาที่มีเงินออมมากขึ้นจากการวางแผนรายรับรายจ่าย (รวมถึงเงินที่ได้รับคืนจากการวางแผนลดหย่อนภาษี) สิ่งต่อมาที่คนส่วนใหญ่จะทำก็คือวางแผนการลงทุน โดยมองไปที่ ผลตอบแทน และความเสี่ยงเป็นหลัก แต่หลายคนมักจะมองข้ามเรื่อง “เป้าหมายในการลงทุน” ไป

เพราะ “ระยะเวลา” และ “ความสำคัญ” ของเป้าหมายการลงทุน จะเป็นตัวคัดเลือกความเสี่ยงและผลตอบแทนของสินทรัพย์ที่เหมาะสมสำหรับแผนการลงทุน ดังนั้น ก่อนจะเริ่มต้นวางแผน เราควรจะรู้ก่อนว่าเราลงทุนเพื่ออะไร

ปกติมนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งเริ่มต้นลงทุน มักจะใช้กองทุนรวมในการวางแผนลงทุนแทน เราก็เลยแบ่งสินทรัพย์ลงทุนตามระยะเวลาของเป้าหมายดังนี้

เป้าหมายระยะสั้น

ระยะเวลา 1-3 ปี จะให้ความสำคัญกับการรักษาเงินต้น เช่น ออมเงินหรือลงทุนเพื่อเงินดาวน์บ้าน วางแผนแต่งงาน หรือออมเงินค่าเทอมสำหรับลูก เป็นต้น

ประเภทของกองทุนรวมที่แนะนำ คือ กองทุนรวมตลาดเงินกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น/ระยะยาว

เป้าหมายระยะกลาง

ระยะเวลา 3-7ปี ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลตอบแทนในระดับความเสี่ยงที่สูงขึ้น เช่น ลงทุนเพื่อเป็นค่าเทอมลูกในช่วงมหาวิทยาลัย ลงทุนเพื่อเป็นเงินทุนของธุรกิจในอนาคต เป็นต้น

ประเภทของกองทุนรวมที่แนะนำ คือ กองทุนรวมผสมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมหุ้นแบบ Passive กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

เป้าหมายระยะยาว

ระยะเวลา 7ปีขึ้นไป ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลตอบแทนในระดับความเสี่ยงสูง เพราะมีเวลาให้ปรับปรุงแผนลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น บางคนก็ลงทุนเพื่อสะสมสินทรัพย์ให้จ่ายผลตอบแทนแบบ Passive Income เช่น ลงทุนเพื่อการเกษียณ ลงทุนเพื่อส่งลูกเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศ เป็นต้น

ประเภทของกองทุนรวมที่แนะนำ คือ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมหุ้นแบบ Passive และ Active กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

3. การวางแผนเกษียณ

การเกษียณอายุ เป็นเป้าหมายการเงินที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนต้องมีและควรให้ความสำคัญ เพราะในวันข้างหน้าช่วงเวลาจะนำพาความโรยราเข้ามาให้มนุษย์ทุกคน ในวันที่เราออกจากงานมาและไม่มีรายได้ประจำ ค่าใช้จ่ายยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

จำเป็นอย่างมากที่เราต้องมีสินทรัพย์หรือเงินจำนวนหนึ่ง ไว้ให้เราได้ใช้จ่ายไม่ขาดมือในช่วงหลังเกษียณ

ซึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับแผนการเกษียณก็คือ การลงทุน การสร้างสินทรัพย์เหล่านั้นได้จำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างเหมาะสม เหมาะสมทั้งชีวิตของเราในวันนี้และวันหน้า

แผนการเกษียณถือเป็นหนึ่งในแผนการลงทุนระยะยาวที่พูดถึงก่อนหน้านี้

ประเภทของสินทรัพย์ที่แนะนำ คือ หุ้น คอนโด บ้านเช่า กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมหุ้นแบบ Passive และ Active กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) รวมถึง กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสามตัว!

ถ้าลองสังเกตกันดู ไม่ว่าจะเป็นแผนการเงินแบบไหน เราสามารถใช้ LTF และ RMF มาใช้วางแผนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ หากเลือกลงทุนกับ LTF และ RMF ก็สามารถได้ทั้งแผนการลงทุน แผนการเกษียณ รวมทั้งแผนลดหย่อนภาษีเรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสามตัวเลยเชียวแหละ

LTF RMF กองเด็ดจาก 14 บลจ. คัดเลือกโดย LH BANK

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจใช้ LTF/RMF เป็นเครื่องมือในการวางแผนการเงิน แล้วอยากรู้ว่ามีกองไหนที่น่าสนใจบ้าง และถ้าอยากประหยัดเวลาเพิ่มขึ้น ไม่อยากไปเปิดบัญชีซื้อขายกองทุนกับสถาบันการเงินหลายที่ให้ปวดหัวจะไปที่ไหนดี

ปั้นเงินขอแนะนำธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮาส์ (LH BANK) ที่เดียวจบครบทุกความต้องการ เพียงแค่เปิดพอร์ตซื้อขายกองทุนรวมกับ LH BANK ที่เดียว ก็สามารถซื้อขายกองทุนรวมเด็ดๆจาก 14 บลจ.ชั้นนำรวมไปถึง LTF และ RMF ด้วยนะ

นอกจากนี้ยังสามารถอัพเดทผลตอบแทนจากการลงทุนของเราทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์มของ LH BANK ได้ตลอดเวลาทำให้สามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้ตามกลยุทธ์โดยต้องเสียเวลานานและไม่ยุ่งยากอีกด้วย 

ยิ่งไปกว่านั้น LH BANK ยังมีคัดเลือกกองทุนรวมเด็ดๆมาแนะนำให้นักลงทุนตลอด อย่างที่ปั้นเงินบอกเอาไว้ว่ามี LTF และ RMF ผลประกอบการเด่นจาก 14 บลจ. มาฝาก แต่จะเอามาทั้งหมดหมดอาจจะอ่านกันจนตาลายได้ ปั้นเงินก็เลยช่วยคัดมาเป็นตัวอย่างเรียกน้ำย่อยอีกที มีกองไหนที่น่าสนใจบ้าง เราไปดูพร้อมกันเลย

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

  • กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นระยะยาว SET50 (KFLTF50) จาก KSAM
  • กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นระยะยาวปันผล 70/30 (SCBLT1) จาก SCBAM
  • กองทุนเปิดเอ็มเอฟซีเพิ่มทรัพย์หุ้น ระยะยาว (MA-LTF) จาก MFC
  • กองทุนเปิด แอล เอช สแทรทิจี อิควิตี้ หุ้นระยะยาว (LHSTGLTF) จาก LHFUND

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) 

  • กองทุนเปิดกรุงไทย SET50 เพื่อการเลี้ยงชีพ KTSET50RMF จาก KTAM
  • กองทุนเปิด แอล เอช ไทย พร็อพเพอร์ตี้ เพื่อการเลี้ยงชีพ LHTPROPRMF จาก LHFUND
  • กองทุนเปิดบรรษัทภิบาลเพื่อการเลี้ยงชีพ CG-RMF จาก UOBAM
  • กองทุนเปิดพรินซิเพิล มุ่งรักษาเงินต้นเพื่อการเลี้ยงชีพ PRINCIPAL PRMF จาก PRINCIPAL

ยังมี LTF และ RMF ที่น่าสนใจอีกมากมาย คลิกไปดูได้ที่ ลิงค์นี้

ตัวอย่างกองทุนทั้งหมดมาจากหลากหลาย บลจ. ถูกนำมารวมกันอยู่ที่ LH BANK ให้มนุษย์เงินเดือนนักลงทุนได้เข้ามาช็อปปิ้งกัน ถือเป็นหนึ่งช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้นักลงทุนแบบสุดๆ เรียกว่าเป็นแพลตฟอร์มแบบ Fund Mart One Stop Services เลยก็ว่าได้ ว้าวมาก!

เห็นมั้ยว่าลงทุน LTF/RMF กับ LH BANK ได้ทั้งความครบเครื่องเรื่องวางแผนการเงิน และความสะดวกสบายจากบริการของธนาคารทำให้ชีวิตการลงทุนเป็นเรื่องง่ายไปเลย!

ถ้าสนใจเปิดพอร์ตลงทุน สามารถเข้าไปได้ที่กับ LH BANK ทุกสาขา 

โทร 1327 หรือ 02 359 0000

บทความนี้เป็น Advertorial

ลดภาษี 3 ต่อ ชีวิตดี ๆ ต้องไป ต่อ…ไม่รอแล้วนะ

สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกันกับผม “หมอนัท” ประจำคลินิกกองทุนแบบนี้ทุกๆ สิ้นปีเหมือนเดิมเลยนะครับ พอพูดถึงสิ้นปีแบบนี้ เรื่องที่ผมจะมาเล่าให้ฟังนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่อง การลดหย่อนภาษี !! อย่างแน่นอนครับ

ปีนี้ถือว่าเป็นอีกปีนึงที่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องของการลดหย่อนภาษีมากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลดหย่อนภาษีใหม่ๆ ที่มาจากภาครัฐฯ เพราะว่าต้องการให้การลดหย่อนเหล่านี้มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเองครับ และในปีนี้ก็มีเพิ่มค่าลดหย่อนขึ้นมาอย่างมากมายเลย เช่น การเที่ยวเมืองรอง เมืองหลัก ค่าลดหย่อนที่เกิดจากการซื้อสินค้า OTOP,สินค้าเพื่อการศึกษา กีฬา รวมถึง หนังสือ และ E-book ทั้งนี้เราสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมตามความสะดวก และ ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเลยครับ

ดังนั้น ในปีนี้ถ้าใครที่ใช้จ่ายกับสินค้า หรือท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับการลดหย่อนภาษีก็อย่าลืมเก็บเอกสารไว้ดี ๆ เพื่อเตรียมยื่นภาษีในปีหน้ากันด้วยนะครับ

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของ LTF ที่กำลังจะหมดอายุลง และถึงแม้ว่าจะมีข่าวออกมาเรื่อย ๆ ถึงกองทุนที่อาจจะมาแทน เช่น SEF หรือกองทุนหุ้นยั่งยืน ก็ตามแต่ปัจจุบันเองก็ยังไม่มีการยืนยันว่าจะมีกองทุนไหนมาทดแทน LTF แบบเดิมครับ

ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะเสียดายไปตาม ๆ กัน แต่ไหน ๆ แล้วปีนี้เป็นที่เราสามารถซื้อ LTF ได้เป็นปีสุดท้าย ผมก็ขอแนะนำว่าให้ใช้สิทธิ์อย่างเต็มที่กันนะครับ เพราะว่าการลงทุนผ่าน LTF ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างหนึ่งในการเก็บเงินระยะยาวของเราเลยทีเดียวครับ เนื่องจากถ้าเราลงทุนระยะยาวกับกองทุนหุ้น LTF ก็มีโอกาสที่ได้รับผลตอบแทนที่ดีครับ

แต่ทั้งการลดหย่อนภาษีจากการลงทุนใน LTF และ การใช้จ่ายต่าง ๆ นั้น มีความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง บางปีอาจจะมี บางปีอาจจะไม่มี และเราเองก็ยังไม่ทราบว่าในปีหน้าจะยังคงมีอยู่หรือไม่ และจะเปลี่ยนแปลงไปในทางใดกันแน่

แต่บนความไม่แน่นอน ก็ยังมีสิทธิ์ลดหย่อนภาษีบางอย่างที่อยู่มานานมากกกก และผมเชื่อว่าก็จะยังคงอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ภาครัฐ ฯ ส่งเสริมอยู่ตลอดเพื่อให้มีเงินเกษียณ นั่นก็คือ การลงทุนผ่าน RMF ซื้อประกันบำนาญ รวมถึงการส่งเสริมให้ประชาชนมีการบริหารความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันชีวิต และ ประกันสุขภาพนั่นเองครับ

ในครั้งนี้ผมจะมาทบทวนซักเล็กน้อยครับ ว่าแต่ละสินค้าเพื่อลดหน่อยภาษีเหล่านี้มีเงื่อนไขอะไรบ้าง และเราสามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างไรกันครับ

เริ่มจาก RMF กันก่อนนะครับ RMF นั้นย่อมาจาก Retirement Mutual Fund ครับ เป็นกองทุนที่ภาครัฐ ฯ ส่งเสริมให้มีเพื่อให้ประชาชนมีเงินเก็บเกษียณเป็นของตนเอง ซึ่งถ้าเราเก็บสะสมเงินได้ ภาครัฐก็จะมีภาระในการเลี้ยงดูประชาชนน้อยลงครับ

โดยกองทุน RMF มีให้เลือกเยอะแยะมากเลยครับ คือ มีกองทุน RMFแบบพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้(ตราสารหนี้) กองทุน RMFอสังหาริมทรัพย์ กองทุน RMFหุ้นไทย กองทุน RMFหุ้นต่างประเทศ กองทุน RMFทองคำ โดยจะเป็นการลงทุนที่มีเป้าหมายเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ใช้ตอนเกษียณอายุ กองทุนนี้ต้องซื้อทุกปี หรือไม่ต่ำกว่าปีละ 5,000 บาท และเมื่อเริ่มซื้อแล้วก็ต้องลงทุนไปอย่างน้อย 5 ปี และถึงอายุ 55 ปี จึงจะขายได้ครับ

แต่กองทุน RMF จะซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี แต่เมื่อรวมเงินที่ซื้อ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.), และประกันชีวิตแบบบำนาญ (ถ้ามี) รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท

คราวนี้เรามาดูสินค้าในฝั่งของประกันกันบ้างครับ โดยที่ประกันจะแบ่งเป็น 3 ประเภทครับ

1. ประกันแบบบำนาญ

คือประกันชีวิตที่จะคุ้มครองชีวิต และจ่ายผลตอบแทนคืนให้เป็นประจำเท่ากันทุก ๆ ปี ในช่วงหลังเกษียณ (55 หรือ 60 แล้วแต่แบบประกัน) ไปจนกว่าจะครบสัญญา เช่นอายุ 85 หรือ 90 ปี

พูดง่าย ๆ ว่าถ้าใครซื้อประกันบำนาญจะได้รับเงินบำนาญ และ ได้ความคุ้มครองไปด้วยนั่นเอง

เงื่อนไขลดหย่อนภาษีก็คือ เราจะซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี และต้องไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ตามเงื่อนไขของเงินเกษียณที่ต้องไปรวมกับ RMF และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.), ก็จะรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาทครับ

2. ประกันชีวิตและ สุขภาพ

เราสามารถซื้อประกันชีวิตได้ไม่เกิน 100,000 บาทครับ ส่วนประกันสุขภาพจะซื้อได้ไม่เกิน 15,000 บาทครับ แต่เมื่อรวมประกันชีวิต และ สุขภาพเข้าด้วยกันแล้วก็ยังห้ามเกิน 100,000 บาทนะครับ เอาเป็นว่ารวมทุกแบบ ทุกกรมธรรม์แล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี แล้วต้องเป็นแบบประกันชีวิตที่มีระยะเวลาสัญญาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปีเท่านั้นครับ

ซึ่งถ้าใครที่ยังไม่ได้ซื้อทั้ง LTF/RMF ประกันแบบบำนาญ ประกันชีวิต รวมถึงประกันสุขภาพแล้วละก็ ผมแนะนำว่าให้ซื้อได้เลยนะครับ เพราะว่าเหลือเวลาไม่กี่สัปดาห์แล้วที่จะเอาสิทธิ์ในการซื้อสินค้าเหล่านี้เพื่อไปลดหย่อนภาษีครับ

และผมก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เองก็มักจะลงทุนกับกองทุน LTF/RMF กันไปเป็นที่เรียบร้อย หรือ อาจจะยังซื้อไม่ครบบ้าง แต่ส่วนใหญ่อาจจะลืมนึกถึงการลดหย่อนภาษีผ่านประกันในรูปแบบต่าง ๆ ครับ โดยเฉพาะประกันแบบบำนาญที่บางท่านไม่ทราบว่ามีประกันในรูปแบบนี้อยู่ด้วยครับ

ดังนั้น วันนี้ ผมจะพาทุกท่านไปลดหย่อนภาษี แบบ#คิดแล้วว่าคุ้ม คิดแล้วคุ้มต้องมีประกัน 3 อย่างนี้ คือ iRetire,  iShield และ LifeProtect 18

มาที่อย่างแรกกันเลยครับ นั่นก็คือ ประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่หลาย ๆ คนไม่ค่อยซื้อกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วผมมองว่าเป็นแบบประกันที่ดีมาก ๆ เนื่องจากจะเป็นตัวที่สร้างบำนาญให้กับเราครับ เอาเป็นว่าใครทำไว้รับรองว่าไม่จนแน่ ๆ ครับ

iRetire ประกันชีวิตแบบบำนาญ

โดยปกติคนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยสนใจประกันแบบบำนาญนั่นก็เพราะว่า ชอบคิดว่าประกันแบบนี้ต้องส่งเบี้ยยาว ๆ กันไป บางครั้งก็จนถึงอายุ 55 ปีเลยครับ แต่สำหรับ iRetire นี้ส่งสั้น ๆ ไม่นานเลยคือแค่ 5 ปี หรือจะเลือกแบบส่ง 1 ปีก็ได้ครับ

ซึ่งก็จะเหมาะกับคนที่ต้องการวางแผนการเงิน วางแผนภาษีโดยเฉพาะ อย่างผมเองก็ซื้อประกันแบบนี้ไว้ เนื่องจากบางปีผมมีเงินเหลืออยู่แต่ไม่อยากซื้อประกันที่มีระยะเวลาต่อเนื่องยาว ๆ และต้องการวางแผนภาษีไปด้วย คือใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีให้มากขึ้น ผมก็จะทำแบบส่งเบี้ยเพียง 1 ปีครับ

หรือถ้าใครอยากวางแผนเกษียณแบบจริงจัง เรื่องลดหย่อนภาษีเป็นเรื่องรอง ก็ซื้อแบบส่งเบี้ย 5 ปีก็ได้ครับ ไม่นานเกินไป และได้แผนเกษียณด้วย

นอกจากนี้ การซื้อ iRetire ก็ให้บำนาญที่ค่อนข้างจะดีครับ คือ ได้ 20% ของทุน หรือของจำนวนเงินเอาประกัน แต่ต้องเป็นแบบส่ง 5 ปีนะครับ ถือว่าให้บำนาญที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

ที่ดีมาก ๆ ก็คือ เราสามารถขอรับบำนาญเป็นรายเดือน หรือรายปีก็ได้ครับ สะดวกในการวางแผนหลังเกษียณ และ ควบคุมค่าใช้จ่ายหลังเกษียณมาก ๆ เลยครับ

และสุดท้ายคือมีความคุ้มครองให้กับผู้ถือกรมธรรม์อีกด้วยครับ

กรมธรรม์ถัดไปก็คือ

iShield (ประกันชีวิตแบบคุ้มครองชีวิต และ โรคร้ายแรง)

โดยส่วนใหญ่เวลาที่เราซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษี ก็มักจะนึกถึงว่ากรมธรรม์ที่เราซื้อไปนั้น จะให้ทุนประกันที่สูงพอกับครอบครัวของเราหรือไม่ รวมถึงระยะเวลาการจ่ายเบี้ยด้วยว่าระยะยาวแค่ไหน คุ้มครองอะไรบ้าง จะต้องเพิ่มเบี้ยให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ รึเปล่า

ในอดีตประกันชีวิตแบบเดิม ๆ ก็มักจะมีการจ่ายเบี้ยที่ยาวนาน บางครั้งก็จ่ายไปตลอดชีวิตเลย แถมอายุมากขึ้นก็ต้องจ่ายเบี้ยที่สูงตาม เงินที่จ่ายไปก็หายไป ไม่มีเงินก้อนกลับมาให้

บางที่ก็ไม่ได้มีความคุ้มครองโรคร้ายแรงในระยะแรกให้กับเรา ต้องรอเป็นเยอะ หรือว่าตรวจเจอตอนเป็นเยอะ ๆ แล้วก่อนจึงจะได้ความคุ้มครอง

แต่ถ้าเป็นประกันสมัยใหม่อย่าง iShield ผู้ซื้อกรมธรรม์จะไม่ต้องกังวลเรื่องเหล่านี้ เพราะว่า iShield จะให้เราเลือกได้ครับว่าจะจ่ายเบี้ยไปกี่ปี เช่น 5 ปี หรือ 10 ปีก็ได้ครับ แถมเบี้ยก็ไม่ปรับเพิ่ม และพอครบกำหนดสัญญาก็มีเงินคืนให้อีกด้วย

ดังนั้น ใครที่มีเงินเหลือ และใช้สิทธิ์ประกันยังไม่ครบ แล้วอยากจะลดหย่อนภาษีแบบที่จ่ายเบี้ยไม่หนัก ไม่ต้องจ่ายมากขึ้น กำหนดระยะเวลาในการจ่ายได้ และมีความคุ้มครองโรคร้ายแรงต่าง ๆ อย่างครบถ้วน ไม่เสียประโยชน์จากเบี้ยที่จ่ายไปทุกๆ ปี เพราะว่าสุดท้ายก็มีเงินคืนให้แบบนี้ iShield นี้ก็ถือว่ามีความน่าสนใจมากๆ

ประกันลดหย่อนภาษีตัวสุดท้ายของครั้งนี้ก็คือ LifeProtect 18

โดยปรกติแล้วแบบประกันแบบเดิม ๆ นั้น ความคุ้มครองจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามเบี้ยประกันที่จ่ายไป แต่ถ้าเป็นประกันรูปแบบใหม่อย่าง LifeProtect 18 นี้จะสร้างหลักประกันให้กับเราตั้งแต่ที่ชำระเบี้ยวันแรกครับ

แถมประกันรูปแบบนี้ ยังสามารถเอาไปวางแผนมรดก หรือ วางแผนการเงินส่งเงินก้อนต่อให้ลูกหลานได้ด้วยนะครับ

เพราะว่าเมื่อครบจ่ายเบี้ยครบ 18 ปี หลังจากนั้นเราก็จะได้ความคุ้มครองไปถึงอายุ 88 ครับ และได้เงินก้อนออกมาหลังจากอายุ 88 ปีไปแล้วขึ้นกับว่าเราเริ่มต้นจ่ายเบี้ยเมื่อไหร่ครับ

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะอยู่ช่วงอายุที่เท่าไหร่ก็สามารถซื้อประกัน lifeProtect เพื่อวางแผนภาษี สร้างความมั่นคงในชีวิต และมีเงินเหลือให้ลูกหลานได้ในครั้งเดียวครับ ที่สำคัญ ถ้าวางแผนตั้งแต่อายุน้อย ๆ การจ่ายเบี้ยก็น้อยลงไปด้วยครับ จึงเหมาะกับคนในแต่ละวัยมาก ๆ ครับ

สรุป…..เมื่อเราทำงานแล้วมีรายได้ สิ่งหนึ่งที่เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น จ่ายทุกปี และต้องจ่ายก็คือภาษี แต่ว่าถ้าเราวางแผนการเงินเป็น รู้จักสินค้าลดหย่อนภาษีเป็นอย่างดี ผมคิดว่า เราก็สามารถที่จะจ่ายภาษีลดลง พร้อม ๆ กับการสร้างความมั่งคั่งในรูปแบบของตัวเองได้ เช่นบางคนอยากจะได้แผนเกษียณที่จะมีเงินใช้ไปตลอด ก็อาจจะลดหย่อนภาษีด้วย RMF และประกันแบบบำนาญ

บางคนอาจจะอยากลดหย่อนภาษี พร้อมกับลดความกังวลเรื่องสุขภาพ และโรคร้ายแรงที่สมัยนี้ไม่ได้ร้ายแรงแค่เรา แต่ร้ายแรงกับคนรอข้างด้วย เนื่องจากถ้าไม่มีค่ารักษา หรือค่าชดเชยใด ๆ คนทั้งบ้านต้องเดือนร้อนไปพร้อมกับเราแน่ ๆ ครับ ก็อาจจะเริ่มทำประกันที่คุ้มครองชีวิต และโรคร้ายแรงไปด้วยครับ

หรือบางคนก็อาจจะต้องการวางแผนระยะยาวให้กับลูกหลาน เตรียมมรดก หรือเงินก้อนไว้ให้ แต่ระหว่างทางก็มีความคุ้มครองไปด้วย ก็สามารถที่จะเลือกใช้สินค้าลดหย่อนภาษีเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ครับ

ดังนั้น คนที่จะวางแผนการเงิน การลดหย่อนภาษีได้ดีที่สุดไม่ใช่ใคร นอกจากตัวเราเองที่รู้ว่าต้องการอะไร และมีเงินเหลือเท่าไหร่ ต้องเลือกกรมธรรม์ไหน จ่ายกี่ปีครับ ถ้าเราจับทางได้แล้ว ก็จะได้แผนการเงินที่เหมาะกับเราแล้วครับ

ส่วนตัวผมเองก็ต้องรีบไปซื้อกองทุน RMF และประกันแบบบำนาญก่อนนะครับ เพื่อรักษาสิทธิ์ลดหย่อนภาษีของตนเอง และได้แผนเกษียณแบบยั่งยืนไปด้วย

วันนี้ต้องขอลาไปก่อน ไปต่อ แบบไม่รอแล้วนะคร้าบบบบบ สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น แต่ถ้าอยากลงทุน ลองดู “สลากออมทรัพย์”

มีคำถามจากแฟนเพจ ปันโปร – PunPromotion หลังจากที่เราทำโปรเจกต์ aomMONEY x ปันโปร ถามเข้ามาว่าถ้าอยากลงทุนเพื่อการออมด้วยความเสี่ยงต่ำ เราจะลงทุนกับอะไรดี รวมไปถึงอีกคำถามก็คือ “อยากให้แนะนำวิธีลงทุนในสลากออมสิน สลาก ธอส. และสลาก ธกส.” ได้ไหม?  ซึ่งจริงๆแล้วสองเรื่องนี้เป็นคำตอบซึ่งกันและกัน วันนี้จะขอแนะนำ “สลากออมทรัพย์” ตามคำเรียกทางการกันนะครับ

“สลากออมทรัพย์” ก็คือ การที่เราซื้อสลากที่เป็นหน่วยเพื่อการออมที่มีลักษณะการออมระยะกลางถึงระยะยาว โดยที่นอกจากดอกเบี้ยเงินออมแล้ว ยังได้ลุ้นรับรางวัลทั้งในรูปแบบของดอกเบี้ยจากการออกสลากในแต่ละงวด รวมไปถึงถ้าหากเป็นสลากพิเศษก็จะมีการลุ้นรับของรางวัลต่างๆ เรียกได้ว่าสำหรับคนที่ชอบเสี่ยงโชคด้วยลงทุนไปด้วย และมีเงินเย็น ๆ ในระดับหนึ่งการลงทุนแบบสลากออมทรัยพ์น่าสนใจ คราวนี้จะขออธิบายลักษณะที่ต่างๆกันของทั้ง 2 แบบ

สลากออมทรัพย์ปรกติ โดยปกติก็จะมีราคาต่อหน่วยขั้นต่ำ ส่วนมากก็จะเริ่มต้นที่หน่วยละ 20 บาท โดยมักจะให้เปิดบัญชีของธนาคารที่เราไปซื้อสลากไว้ด้วยควบคู่กัน เพื่อที่เวลาถูกรางวัล จ่ายดอกเบี้ย หรือครบกำหนดถอนก็สามารถนำเงินออกมาใช้ได้ โดยปกติ ซึ่งมักจะออกรางวัลเดือนละ 1 ครั้ง  ส่วนสลากออมทรัพย์พิเศษนั้น มักจะมีการจับรางวัลที่เพิ่มขึ้นมาจากการออกรางวัลปกติเป็นรางวัลพิเศษ แต่ก็จะมีเงื่อนไขแตกต่างกันออกไป เช่น หากไถ่ถอนสลากก่อนกำหนดอาจไม่ได้ดอกเบี้ย เป็นต้น เราเลยมีข้อแนะนำ 3 ข้อก่อนที่ตัดสินใจจะซื้อสลากออมทรัพย์-สลากออมทรัพย์พิเศษมาฝากกัน

ข้อแรก ดูจำนวนงวดและระยะเวลาฝากสลากให้ดีๆ ซึ่งจะทำให้เราแพลนการใช้เงินได้ง่ายขึ้น

สลากออมทรัพย์เหมาะกบพวกที่มีเงินเย็นๆในระยะยาว เนื่องจากดอกเบี้ยในช่วงแรกจะต่ำแต่ถ้ายิ่งเป็นระยะยาว 3-5 ปี ดอกเบี้ยจะไปสูงในปีหลังๆ ซึ่งถ้าหากเราร้อนเงินต้องไถ่ถอนคืนก่อนครบกำหนดเราก็จะเสียสิทธิ์การได้ดอกเบี้ยแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นสลากออมทรัพย์ไม่เหมาสำหรับคนที่ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน

ข้อสอง ศึกษาเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาถือหน่วยลงทุน ระยะเวลาการออกสลากลงทุน เงื่อนไขหากยกเลิกการถือครองก่อนครบกำหนด รวมไปถึงหากเป็นสลากออมทรัพย์พิเศษก็จะมีเงื่อนไขพิเศษ เช่น สลากบางรุ่นไม่จ่ายดอกเบี้ย สลากบางรุ่นมีเงื่อนไขการรับรางวัลในกรณีที่ถูกรางวัลแตกต่างออกไปจากปรกติ เพื่อรักษาสิทธิ์ของท่านประกอบการตัดสินใจ คำแนะนำก็คือเราควรจะไปซื้อช่วงต้นของการออกจำหน่ายสลากชุดนั้นๆเพื่อที่จะมีโอกาสลุ้นมากที่สุด เช่น หากเปิดขาย 16 ธันวาคม มีระยะการลุ้น 36 งวด หากเราไปซื้อตั้งแต่ช่วงแรกก็จะได้ลุ้นทุกงวด หากเราไปซื้อกลางทางระยะงวดการลุ้นโชคก็จะน้อยลงตามไปด้วย

ข้อที่สาม หมั่นคอยตรวจสอบรางวัลตามช่องทางต่างๆ

เดี๋ยวนี้ยุคออนไลน์เราสามารถตรวจสอบสลากออมทรัพย์ผ่านทางเว็บไซต์ และทางแอปพลิเคชั่นได้แล้วเพื่อความสะดวกสบาย ซึ่งทำให้เราสามารถคำนวนกำไรจากดอกเบี้ยและการลุ้นผมได้แม่นยำมากขึ้น และสามารถขายสลากเมื่อครบระยะเวลากำหนดได้ง่ายขึ้นด้วย และถ้าถูกรางวัลก็จะยิ่งทำให้เราคำนวนการจ่ายภาษีของเราในปีนั้นๆได้อีกทาง

สรุปอีกครั้ง ถ้าหากคุณมีเงินเย็น ต้องการความเสี่ยงต่ำ ออมด้วยลุ้นโชคด้วย “สลากออมทรัพย์”ของธนาคารรัฐน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมครับ

Mr.Priceless aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

TCAP แกร่ง ROE 12% ยืนหนึ่งใน “ตลาดเช่าซื้อ”

TCAP หรือ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจเป็น Financial Holding Company ที่ลงทุนในกลุ่มธุรกิจการเงิน ทั้งธนาคาร หลักทรัพย์ ประกันภัย ประกันชีวิต เช่าซื้อ-ลิสซิ่ง และ บริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ธุรกิจหลักที่ทำให้นักลงทุนรู้จัก TCAP ก็คือ TBANK หรือ ธนาคารธนชาต ที่ทุนธนชาตเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่นั่นเอง

ในช่วงปีที่ผ่านมา TCAP กลับมาเป็น Talk of the Town ในตลาดหุ้นอีกครั้ง

ด้วยข่าวที่คิดกันว่าเป็นข่าวลือกลายเป็นมติที่ประชุมของคณะกรรมการจริง ๆ โดย TCAP อนุมัติการปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มธนชาต และแผนการรวมกิจการระหว่างธนาคารธนชาตและธนาคารทหารไทย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562

และเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ทีเอ็มบีได้รายงานการได้มาซึ่งหุ้นธนาคารธนชาตต่อตลาดหลักทรัพย์  ในขณะที่ ทุนธนชาต หรือ TCAP ก็ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ถึงการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของทีเอ็มบี เช่นเดียวกัน

โดย TCAP ได้ขายหุ้นธนาคารธนชาต ให้กับ TMB และมีเงินรับเข้ามาประมาณ 85,000 ล้านบาท 

ในเงินจำนวนนี้ประมาณ 16,000 ล้านบาท TCAP นำไปซื้อบริษัทย่อย และเงินลงทุนจากธนาคารธนชาตออกมา (บมจ.ราชธานี บริษัทธนชาตประกันภัย และบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต) ซื้อหุ้นเพิ่มทุน TMB ประมาณ 41,000 ล้านบาท และนำไปลงทุนเพิ่มในบริษัทย่อยและเงินลงทุนอื่น ๆ ที่จะซื้อต่อจาก Scotiabank อีกประมาณ 12,000 ล้านบาท 

หลังการรวมกิจการ โครงสร้างการถือหุ้นจะเปลี่ยนแปลงไป

“สมเจตน์  หมู่ศิริเลิศ” กรรมการผู้จัดการใหญ่ TCAP ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อ TCAP เข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ TMB แล้วจะย้ายความเป็นเจ้าของธนาคารธนชาต ที่เคยถือหุ้นในสัดส่วน 51% เป็นผู้ถือหุ้น TMB ในสัดส่วนประมาณ 20% เศษ รองจากกลุ่ม ING ที่ถือในสัดส่วน 21-22% และกระทรวงการคลังอีก 18-19% ซึ่งตามที่ขออนุมัติธนาคารแห่งประเทศไทยไว้ กำหนดควบรวม 2 ธนาคาร เป็นธนาคารแห่งใหม่ภายในปี 2564 ซึ่ง ช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ ยังคงเดินหน้าภายใต้ 2 ธนาคาร คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่งเพื่อรวมกิจการ

ธนชาตยังคงรักษาจุดแข็งในการทำธุรกิจเอาไว้อย่างครบถ้วน

ภายใต้ธนาคารแห่งใหม่นั้นนอกจากโฟกัสเรือธงในธุรกิจรายย่อยโดยเฉพาะเช่าซื้อรถยนต์แล้วต่อไปพยายามจะเพิ่มธุรกิจรายย่อยเช่นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อบัตรเครดิตเพื่อให้มีความหลากหลาย โดยยุทธศาสตร์ TCAP ยังครองตลาดเช่าซื้อครบทั้งแผงไม่ว่ารถใหม่  รถเก่า รถแลกเงิน รถบรรทุก หัวรถลาก ซุปเปอร์คาร์ บิ๊กไบค์ทั้งนี้ TCAP ไม่ละทิ้งโอกาสด้านธุรกิจเช่าซื้อยังคงเป็น “ผู้นำ” เพียงแต่เปลี่ยนรูป

การรวมกิจการจะเป็นเหมือนหนึ่งบวกหนึ่งที่ได้มากกว่าสอง

“สมเจตน์” ขยายความถึงอนาคตว่า แม้ TCAP จะถือหุ้นธนาคารแห่งใหม่ในสัดส่วนที่น้อยลง แต่ธนาคารแห่งใหม่จะมี economy of scale ที่ใหญ่เป็น 2 เท่าซึ่งสินทรัพย์มีขนาดใหญ่ เป็นอันดับที่ 6 ใกล้เคียงอันดับที่ 5 มากขึ้น มีฐานลูกค้าเพิ่มเป็น 10 ล้านรายจากเดิมอยู่ที่ 4 ล้านราย โดยเฉพาะลูกค้าจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ทั้งมีเครือข่าย และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย จึงมีโอกาสจะเติบโตก้าวกระโดดมากขึ้น ในส่วนของพนักงานก็จะมีโอกาสมากขึ้นที่จะมีความก้าวหน้าในการทำงานจากสินค้าและบริการที่เพิ่มมากขึ้นและฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น สามารถนำเสนอให้กับลูกค้าได้ดีขึ้น

เรื่องของการ Synergy จะกลายเป็นวาระที่เข้มข้นในอนาคต

จากนี้ไปเป็นเรื่องทีมงานต้องเข้มข้นในการทำให้ Synergy เกิดขึ้น ซึ่งการรวมธนาคารถ้าทำได้ดีจริง ๆ จะทำให้ความแข็งแกร่งมากขึ้น ศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นและธนาคารใหม่ ก็จะเจริญเติบโตมากกว่าแต่ละธนาคารเดี่ยว ๆ และ มีโครงสร้างรายได้ที่กระจายตัวมากขึ้น 

จะมีการจ่ายเงินปันผลพิเศษหลังจากดีลควบรวมนี้ด้วย

ภายหลังจากการปรับโครงสร้าง การขายหุ้น TBANK และการลงทุนในหุ้น TMB แล้ว TCAP จะมีเงินคงเหลือประมาณ 14,000 ล้านบาท คณะกรรมการจึงมีมติกำหนดแนวทางการบริหารสภาพคล่องส่วนเกินดังกล่าว โดยจะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลพิเศษ 4 บาทต่อ และซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการต่ออันเก่าที่จะครบกำหนดคงจะเริ่มประมาณเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งจะทำให้กำไรต่อหุ้นของ TCAP ไม่ลดลงโดยพยายามรักษาอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ใกล้เคียงระดับ 12%

“หน้าที่เราคือการทำให้รายได้และผลกำไรมีการเจริญเติบโต ที่ยั่งยืนภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนตลอดเวลา ฉะนั้นการไม่อิงกับรายได้แหล่งใดแหล่งหนึ่งตลอดเวลาน่าจะเป็นผลดีกับบริษัทในระยะยาว”  สมเจตน์ ย้ำ

สำหรับแนวโน้มรายได้นั้นจะมาจากธุรกิจหลักโดยเฉพาะธนาคารแห่งใหม่ในสัดส่วน 50-60% ที่เหลือจะมาจากบริษัทลูกได้แก่ บมจ.ราชธานี  ธนชาตประกันภัย หลักทรัพย์ธนชาต นอกจากนี้ TCAP มีแผนจะสร้างรายได้จากการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL และ NPA) และการขายบริษัทที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-Core)  

หลังจากนี้ตามกฎหมาย TCAP ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) แม้จะไม่เป็นกลุ่มการเงินของสถาบันการเงิน ไม่ต้องขออนุญาตธปท.ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการทำธุรกิจ ประกอบกับในอนาคต TCAP จะมีเงินสดเข้ามามากขึ้นจึงต้องศึกษาเพิ่มเติมว่าจะลงทุนในธุรกิจอะไร เพื่อให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว 

ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ที่ต้องศึกษาอย่างรอบคอบเพื่อจะเลือกลงทุนในสิ่งที่เชี่ยวชาญและต้องยึดหลักธรรมาภิบาลที่ทุนธนชาตพิสูจน์ตัวเองมากว่า 40 ปี

เรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับนักลงทุนทุกคนเลย

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

3 วิธีในการลดหย่อนภาษี ที่คิดแล้วว่าคุ้มสำหรับมนุษย์เงินเดือน

สวัสดีจ้าเพื่อนๆแฟนเพจของพี่ต้าร์ที่น่ารักทุกคน ในช่วงนี้เป็นโค้งสุดท้ายของเทศกาลลดหย่อนภาษีในปี 2562 แน่นอนว่าหลายๆคนก็คงจะมองหาทางเลือกในการออมและการลงทุนที่ทำให้เราได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดกันอยู่แน่ๆ

ทางเลือกหนึ่งในการลดหย่อนภาษีที่น่าสนใจก็คือการซื้อประกันกับทางกรุงไทย-แอกซ่า เพราะนอกเหนือที่เราจะได้รับความคุ้มค่ากับสิทธิทางภาษีแล้ว เรายังได้รับความคุ้มครองจากความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเข้ามาอย่างไม่คาดฝันและสร้างผลกระทบทางการเงินให้กับเราและคนที่เรารักได้อีกด้วย

มาดูกันเลยนะครับว่า 3 วิธีที่จะทำให้เราคุ้มค่าและได้ความคุ้มครอง มีอะไรบ้าง

วิธีที่ 1 การซื้อประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกที่ต้องดูแล ตลาดจนภาระทางการเงินต่างๆ ที่ต้องรับผิดชอบ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถยนต์ และตัวเรานั้นเป็นเสาหลักในเรื่องรายได้ของที่บ้านอีกด้วย การซื้อประกันชีวิตเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเพราะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุดถึง 100,000 บาท

หากใครสนใจจะซื้อประกันแบบนี้นะ อย่าลืมกำหนดทุนประกันที่เหมาะสมดู เช่น หากเราเป็นอะไรไปก่อนเวลาอันควร คนที่อยู่ข้างหลังเราควรจะได้รับผลประโยชน์ที่ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างน้อยไปอีก 3-5 ปีในการเตรียมตัวเพื่อใช้ชีวิตด้วยตัวเองในอนาคต

ประกันชีวิตของกรุงไทย-แอกซ่าที่น่าสนใจนั้นคือ LifeProtect 18 ซึ่งเป็นแบบประกันตลอดชีพ สามารถใช้วางแผนได้ทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นช่วงจบใหม่วัยทำงานในการให้ความคุ้มครองต่อพ่อแม่ หรือคนวัยทำงานที่มีครอบครัวก็สามารถสร้างหลักประกันให้กับลูกและครอบครัว ตลอดจนวัยทำงานช่วงปลายที่สามารถนำไปวางแผนมรดกให้กับลูกหลานได้

ข้อดีของ LifeProtect 18 คือ

  • สร้างหลักประกันคุ้มครองตามทุนประกันทันทีตั้งแต่ชำระเบี้ยประกันชีวิต
  • ชำระเบี้ยเพียง 18 ปี คุ้มครองไปจนถึงอายุ 88 ปี
  • เบี้ยประกันต่ำ ความคุ้มครองสูง ทำสัญญาเพิ่มเติมได้
  • ถ้ายังมีชีวิตอยู่ในวันครบกำหนดก็มีเงินคืนให้

วิธีที่ 2 การซื้อประกันคุ้มครองชีวิตและโรคร้ายแรงตลอดชีพ

อย่างที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าในสมัยนี้การรักษาพยาบาลนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก บางคนเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล 1 ครั้งแทบจะต้องเอาเงินเดือนถึง 2-3 เดือนไปจ่ายเลยทีเดียว และถ้าอยู่ๆ เราเป็นโรคร้ายแรงขึ้นมา เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ฯลฯ หากเราไปเข้าโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ก็อาจจะเจอค่าใช้จ่ายหลักแสนหลักล้านได้

การซื้อประกันคุ้มครองชีวิตและโรคร้ายแรงตลอดชีพจึงเป็นสิ่งที่คุ้มเพราะนำไปลดหย่อนภาษีได้ทั้งในส่วนของเบี้ยประกันชีวิต 100,000 บาท และเบี้ยประกันสุขภาพ 15,000 บาท แถมยังเป็นการจ่ายน้อยเพื่อคุ้มครองมากจากโรคร้ายแรงต่างๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมาเยี่ยมเยียนเราเมื่อไหร่ แน่นอนว่ากรุงไทย-แอกซ่า มีแบบประกันที่ชื่อ iShield ที่คุ้มครองโรคร้ายแรงถึง 70 โรค ทั้งระยะเริ่มต้นและระยะรุนแรง ( โรคร้ายแรงระยะเริ่มต้น 20 โรค , โรคร้ายแรงระยะรุนแรง 50 โรค) ทำทีเดียวป้องกันแบบคุ้มเลยล่ะ!

ข้อดีของ iShield คือ

  • คุ้มครองชีวิตและ 70 โรคร้ายแรงไปจนถึงอายุ 85 ปี
  • เบี้ยประกันคงที่ตลอดอายุสัญญา 
  • ระยะเวลาชำระเบี้ยเลือกได้ตามความต้องการ
  • เบี้ยไม่จ่ายทิ้ง ให้ผลประโยชน์คืนในวันครบสัญญา

วิธีที่ 3 การซื้อประกันบำนาญ

ต้องอย่าลืมนะครับว่ามนุษย์เงินเดือนทุกคนจะมีวันเกษียณอายุในการทำงานบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ที่อายุ 60 ปี เกษียณแล้วรายได้ไม่มีแล้ว แต่ลองคิดเล่นๆกันสิครับว่าถ้าเราต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกจนถึงอายุ 80 ปีล่ะ? เราได้เตรียมพร้อมกับการหาเงินเกษียณในช่วง 20 ปีหลังเอาไว้แล้วหรือยัง?

เงินจำนวนนี้ไม่น้อยนะ สมมติว่าเราใช้เงินในช่วงเกษียณเดือนละ 20,000 บาท เงินเกษียณที่เราควรจะมีเพื่อใช้ชีวิตต่อไปอีก 20 ปีคือ 4.8 ล้านบาทเลยทีเดียว การซื้อประกันบำนาญเพื่ออนาคตจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่า สามารถสร้างหลักประกันรายได้ให้กับเราได้ง่ายๆ ไม่ต้องมานั่งคิดว่าหลังเกษียณจะหาเงินยังไงต่อ ใช้ชีวิตกับ Lifestyle ของเราได้เลย นอกจากนี้ยังลดหย่อนภาษีได้ตามจริงสูงสุดถึง 200,000 บาท แต่ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

ข้อดีของ iRetire คือ

  • เลือกได้ว่าจะจ่ายครั้งเดียวหรือชำระเบี้ย 5 ปี
  • เลือกได้ว่าจะรับบำนาญเป็นรายเดือนหรือรายปี
  • รับบำนาญสูงสุดถึง 20% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อปี
  • คุ้มครองถึงอายุ 85 ปี

เห็นไหมครับว่าวิธีที่เราจะลดหย่อนภาษีที่คิดแล้วว่าคุ้มแถมยังได้รับความคุ้มครองที่ตรงกับความต้องการของชีวิตมนุษย์เงินเดือนนั้นทำได้ไม่ยากด้วยการซื้อประกันทั้ง 3 แบบกับทางกรุงไทย-แอกซ่า หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ข้างล่างนี้นะครับ

LifeProtect 18 https://www.krungthai-axa.co.th/th/lifeprotect18

iShield https://www.krungthai-axa.co.th/th/ishield

iRetire https://www.krungthai-axa.co.th/th/iretire

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆทุกคนนะครับ

ขอให้ได้ประกันชีวิตที่ถูกใจเพื่อใช้ในการลดหย่อนภาษีกันทุกคนนะครับ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: ktaxa.live/Tax2019-aomMoney1

บทความนี้เป็น Advertorial

“โค้งสุดท้ายลดหย่อนภาษี” ฉบับหนุ่มสาวออฟฟิศ จดไว้ให้ดี โดนย้อนหลังทีมีหนาว!

ประโยคที่ว่า “ความตาย และภาษีเป็นสองสิ่งที่คุณหนีไม่ได้” นั้นยังเป็นจริงเสมอ เมื่อถึงช่วงปลายปี ก็ถึงเทศกาลลดหย่อนภาษีกันแล้ว บางคนก็กระวนกระวายว่าต้องหาตัวช่วยเพื่อนมาลดหย่อนภาษี แต่จริงๆ แล้วก่อนที่จะหาตัวช่วยมาลดหย่อน เราต้องรู้ก่อนครับว่ารายได้ของเรา ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีแล้วหรือยัง?

แล้วรายได้เท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษีนะ?

  • สำหรับใครที่มีรายได้รวมทั้งปีแล้ว ไม่เกิน 120,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษีครับ แต่ถ้าใครที่มีรายได้มากกว่า 120,000 ต้องยื่นภาษีทุกคนนะครับ ส่วนจะเสียหรือไม่เสียภาษี เป็นอีกเรื่องนึงครับ 
  • สำหรับใครที่มีรายได้รวมทั้งปีแล้ว เกิน 310,000 ขึ้นไป (แม้ว่าจะหักค่าลดหย่อนต่างๆ แล้วไม่ว่าจะเป็น ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ประกันสังคม เลี้ยงดูบิดามารดา ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ  LTF RMF ฯลฯ) หรือคิดเป็นเฉลี่ยต่อเดือน คือ มีรายได้เดือนละ 25,834 บาทต่อเดือน ขึ้นไป จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 
เงินได้สุทธิต่อปี อัตราภาษีเงินได้บุคธรรมดา 
0 – 150,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี
150,001 – 300,000 บาท 5%
300,001 – 500,000 บาท 10%
500,001 – 750,000 บาท 15%
750,001 – 1,000,000 บาท 20%
1,000,001 – 2,000,000  บาท 25% 
2,000,001 – 5,000,000 บาท 30%
5,000,001 บาทขึ้นไป35%

และถ้าใครมีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่เล่าให้ฟังข้างบน แต่ว่ายังไม่ได้วางแผนหาตัวช่วยหรือเครื่องมือในการลดหย่อนภาษี ในครั้งนี้เราก็เลยอาสามาแนะนำเพื่อน ๆ กันครับว่า ตัวช่วยการลดหย่อนภาษี มีกี่ประเภท และมีอะไรบ้าง?

ประเภทที่ 1 ได้แก่ กลุ่มประกัน

ประกันอะไรลดหย่อนได้บ้าง? 

  • ประกันสังคมลดหย่อนได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท 
  • ประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากเพื่อสงเคราะห์ชีวิต ก็สามารถลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ส่วน 
  • ประกันชีวิตบำนาญก็ใช้ได้ 15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 200,000 บาท 
  • และเดี๋ยวนี้พวกประกันสุขภาพก็สามารถลดหย่อนภาษีได้ด้วยเช่นกัน โดยลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อปี แต่เมื่อรวมเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท และยังเผื่อแผ่ไปถึงพ่อแม่ด้วย โดยเบี้ยประกันสุขภาพบิดา-มารดา ลดหย่อนได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

ประเภทที่ 2 ได้แก่ พวกกลุ่มการลงทุน

หลายคนคงทราบแล้วว่าปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่เราจะซื้อ LTF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีได้ ก่อนที่ปีหน้าจะเปลี่ยนเป็นกองทุน SSF

หมายเหตุ : ปีหน้ายังคงซื้อ LTF ได้เหมือนเดิม แต่แค่ไม่ได้สิทธิในการลดหย่อนภาษีแล้ว

สำหรับปีสุดท้ายในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของ LTF นั้น สามารถนำไปลดหย่อนสูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท โดยเมื่อซื้อแล้วต้องถือครองไปอีก 7 ปี = ซื้อปีนี้ขายได้ปี 2568 ครับ

และอีกอันก็คือ RMF  ซึ่งเราต้องลงทุนต่อเนื่องจนกว่าจะอายุ 55 ปี หักลดหย่อนได้สูงสุด 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งถ้าใครมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนครูโรงเรียนเอกชน , ประกันชีวิตแบบบำนาญ , กองทุนการออมแห่งชาติ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ประเภทที่ 3 ได้แก่ พวกสิทธิพิเศษทางภาษีพวกเฉพาะกิจที่มีแค่ปี 2562

เช่น ค่าใช้จ่ายกระตุ้นการท่องเที่ยว ช้อปช้วยชาติ ค่าซ่อมแซมบ้านเรือนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากพายุ รวมไปถึง พวกสิทธิพิเศษเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันอีก ที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม http://bit.ly/2Pd1qbj

นอกจากนั้นก็ยังเป็นเงินบริจาคต่าง ๆ เช่นองค์กรสาธารณกุศล การบริจาคให้โรงเรียนเพื่อการศึกษา สนับสนุนกีฬาและสถานพยาบาลของรัฐ รวมไปถึงการบริจาคให้พรรคการเมือง แต่ถ้าอยากรู้อย่างละเอียดหรือทดลองคำนวณกันก็จะมีโปรแรกมคำนวณภาษีที่เราสามารถนำมาทดลองได้ครับ

เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ภาษีเป็นเรื่องง่ายก็คือ การเก็บเอกสารให้ครบถ้วน อย่างตัวผมเองจะเลือกใช้แฟ้มใสและเขียนระบุปีไว้เลย โดยได้ใบเสร็จค่าจ้าง สลิปเงินเดือน หรือเอกสารลดหย่อนภาษีก็ให้เก็บแยกซองเอาไว้ เพราะเวลาถึงเวลายื่นภาษีจะได้ไม่ปวดหัวในการไล่หา เพราะถ้าคุณยื่นพลาดไปแค่ใบเดียว มีสิทธิ์โดนภาษีย้อนหลัง ไม่คุ้มเลยนะครับ

Mr.Priceless aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save