“Jittstor” กลุ่มคนผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของเทคโนโลยีลงทุนหุ้นอัจฉริยะ Jitta

“เราจะพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้คนทำกำไรได้ดีขึ้น ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด” 

นี่คือบทสัมภาษณ์หนึ่งที่คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ (เผ่า) CEO และผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ aomMONEY Inspired


“Jitta (จิตตะ)” กลุ่มสตาร์ทอัพคนไทยที่รุ่นใหม่ที่มีความฝันอยากจะทำกำไรให้นักลงทุนทั่วโลก ผู้สรรสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยี AI อัจฉริยะ ช่วยวิเคราะห์หุ้นแนวเน้นคุณค่า จากแนวคิดของ Warren Buffett นักลงทุนหุ้นระดับโลก จนออกมาเป็น “Jitta.com” เว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นที่เปิดบริการให้นักลงทุนและกลุ่มคนทั่วไปที่สนใจลงทุนหุ้น เข้าไปใช้เป็นเครื่องมือในการค้นหาหุ้นคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “หุ้นบริษัทที่ดี ในราคาที่เหมาะสม” และพัฒนาต่อยอดแนวคิดนี้สู่ “Jitta Wealth” กองทุนส่วนบุคคลช่วยนักลงทุน บริหารพอร์ตหุ้นด้วยเทคโนโลยี AI นับว่าเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้าน WealthTech แห่งแรกของไทย ที่ได้รับอนุญาตบริหารกองทุนส่วนบุคคล จากทาง ก.ล.ต.

แต่กว่าที่จะมาเป็น “Jitta (จิตตะ)” ที่ช่วยให้นักลงทุนลงทุนกันได้อย่างง่ายๆ สบายๆ ในวันนี้ ที่มาของการสร้างเทคโนโลยี ทั้งกระบวนการคิดและวิธีการทำ ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เราเพียงแค่ใช้นิ้วคลิกเข้าไปใช้บริการ และกลุ่มคนที่เป็นเบื้องหลัง เปรียบเสมือนฟันเฟืองตัวขับเคลื่อนที่สำคัญ เขาเหล่านั้น คือ กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “Jittstor” ผู้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จของเทคโนโลยีลงทุนหุ้นอัจฉริยะ Jitta

และในวันนี้ aomMONEY INSPIRED ขอนำเสนอเรื่องราวและแนวคิดของเหล่า Jittsor ให้เพื่อนๆ นักลงทุนทุกท่านได้อ่านกันครับ

แนวคิดการทำเพื่อนักลงทุนของ Jitta

คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ (CEO และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta) : “Core Purpose ของ Jitta คือ เราจะพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้คนทำกำไรได้ดีขึ้น ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด” โดยแนวคิดนี้มีที่มาจากว่า ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการลงทุน เราสามารถ  Multiple การทำงานได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว นักลงทุนต่อให้เก่งขนาดไหน แต่การไปนั่งวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเอง ในหนึ่งวันก็อาจจะวิเคราะห์หุ้นได้เพียงแค่ 1-2 ตัวเท่านั้น แต่การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทำให้เราสามารถวิเคราะห์หุ้นได้เป็นร้อยเป็นพัน หรือเป็นหมื่นๆ ตัวในเสี้ยวเวลาเพียงวินาที ด้วยข้อมูลที่มีอยู่อย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นนี่จะเป็นที่มาว่า “เทคโนโลยี ทำได้ดีกว่าคน”

ความท้าทายในการสรรสร้างเทคโนโลยี Jitta.com

คุณศิระ สัจจินานนท์ (CTO และผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta) :  ความท้าทายในการสร้าง Jitta.com อยู่ที่ว่า เมื่อเราทำโปรดักส์ที่ให้ข้อมูลวิเคราะห์หุ้น วิเคราะห์การตัดสินใจการลงทุนให้กับลูกค้า สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องมีความน่าเชื่อถือ มีความถูกต้อง” เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาว่า Process การทำงานของทีมข้างใน นอกจากพัฒนาสูตรแล้ว จำเป็นต้องเพิ่มกระบวนการวิเคราะห์และตรวจสอบให้มากขึ้น เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง

“Jitta เอง…เราใช้ AI เทคนิคหนึ่งที่เรียกว่า Expert System”

Expert System คือ การให้ “คน” กำหนดว่าระบบจะประมวลผลอย่างไรจากข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมด ต่างจาก AlphaGo (ปัญญาประดิษฐ์ภายใต้การบริหารของกูเกิล) ที่จะปล่อยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้เอง ตัดสินใจเอง สาเหตุที่ Jitta เลือกเทคนิคนี้ เพราะว่าถ้าเราปล่อยให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้หรือตัดสินใจเองทั้งหมด สิ่งที่คอมพิวเตอร์เรียนรู้ออกมา อาจจะไม่ตรงกับปรัชญาหลักการลงทุนของ Jitta ที่ยึดถือแนวคิด “การลงทุนระยะยาวในธุรกิจที่ดีและราคาที่เหมาะสม” ตัวอย่างเช่น เกิดวันหนึ่งคอมพิวเตอร์ไปเจอหุ้นที่ราคาน่าจะขึ้นมา 10 เด้งได้ แต่ว่าเป็นหุ้นที่ไม่ดี ราคาขึ้นมาจากการวาดฝันให้นักลงทุน ไม่ได้มีพื้นฐานกิจการที่ดีมารองรับ แบบนี้ AI ของ Jitta ก็จะไม่ถือว่าเป็นหุ้นน่าลงทุน

เราจึงจำเป็นต้องใช้ “คน” คอยดูว่าคอมพิวเตอร์เรียนรู้อะไรออกมา ถ้าตรงกับแนวคิดการลงทุนของ Jitta เราถึงจะนำไปเขียนเป็นอัลกอริทึมเพื่อให้คอมพิวเตอร์นำไปจัดการต่อ แต่ถ้าสิ่งที่คอมพิวเตอร์เรียนรู้มา ไม่ตรงกับหลักการลงทุนของเรา เราก็จะไม่ใส่เป็นอัลกอริทึมลงไปในระบบ ซึ่งทาง Jitta เราก็ไม่ได้ปิดกั้นในการที่ต้องใช้เทคโนโลยีเดียว หรือใช้โปรแกรมภาษาเดียวเท่านั้น อะไรที่ตอบโจทย์และรองรับความรวดเร็ว และที่สำคัญคือมีความถูกต้อง เราพร้อมจะรับการเปลี่ยนแปลงตลอด

“ไม่ใช่แค่คนเขียนโค้ด ทุกคนได้ดูแลประสบการณ์ของผู้ใช้…”  

ตอนนี้เรามี Engineer อยู่ประมาณเกินครึ่ง ประมาณ 20 กว่าคน หลักๆ Engineer ที่ Jitta จะดูแลตั้งแต่ End to end คือ ตั้งแต่เริ่มดู Requirement จน Deliver เพราะเราอยากให้ Engineer ทุกคน ได้ดูแลประสบการณ์ของผู้ใช้จริงๆ  

ใน Culture Jitta เราใช้ high Trust คือ เชื่อมั่นในตัวเขา เพราะฉะนั้น Engineer ทุกคนจะได้รับความเชื่อมั่นว่า “เขาไม่ใช่แค่คนเขียนโค้ด เขาจะได้ดูแลตั้งแต่ฟีเจอร์แรก ได้ไปเจอกับ User จริงๆ” ได้ถามความต้องการ ได้คุยกับ Business เท่ากับว่าฟีเจอร์นี้มาจากความคิดของเขาที่เข้ามาร่วมพัฒนาด้วย ไม่ใช่แค่คำสั่ง นี่คือข้อแตกต่าง สิ่งที่ดี คือ Engineer เราจะมีความสนุก มีความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์จริงๆ เกิดการอยากพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นตลอดไป เพราะว่าตัวเขาเองเป็นคนที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ต้น  

ทำอย่างไรก็ได้ให้ User ได้ประโยชน์จากการใช้ Jitta สูงสุด

คุณยุทธะวัฒน์ มโนภานนท์ (Jitta Intel Team Lead) : “ทีม Intel จะมีเป้าหมายของทีมที่ชัดเจนและตรงกัน นั่นก็คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ User ได้ประโยชน์มากที่สุด ขาดทุนน้อยที่สุด กำไรมากที่สุด” เป้าหมายในส่วนนี้ จะแยกส่วนออกมาเป็นเป้าหมายย่อยๆ คือ การทำ Data ให้ถูก นำไปประมวลผลได้เร็ว และพัฒนาอัลกอริทึมให้ดี เพราะว่า Intel เปรียบเสมือนเป็นแกนสมองของ Jitta ทำหน้าที่วิเคราะห์งบการเงินออกมา เป็น Jitta Score Jitta Line ให้ดูง่ายๆ

“ตอนนี้ข้อมูล Jitta มีประมาณ 50,000 กว่าหุ้นทั่วโลก เป็นข้อมูลงบการเงินย้อนหลัง 10-20 ปี เพราะฉะนั้นขนาดมันก็จะใหญ่มาก”

เพราะฉะนั้นความท้าทายในเรื่อง Data ที่มีจำนวนอย่างมหาศาล จะมี 3 ส่วน คือ 1. ทำอย่างไรให้เร็ว 2. ทำอย่างไรให้ Cost น้อยที่สุด 3. ทำอย่างไรให้ถูกต้องแม่นยำที่สุด

ในพัฒนาอัลกอริทึมของ Jitta.com ส่วนที่สำคัญ คือ การทดสอบวัดผลของอัลกอริทึม นั่นคือ การทำ Back Test ซึ่งมีองค์ประกอบหลายอย่าง หลักๆ คนทั่วไปอาจจะดูแค่ว่า Run ออกมาได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ แต่ก็ไม่รู้รายละเอียดว่าข้อมูลผ่านการคิดมาอย่างไร มีอะไรที่ทำให้ผลคลาดเคลื่อนบ้าง ซึ่ง ระบบ Back Test ในอุตสาหกรรมปัจจุบัน ก็ยังไม่มีที่ไหน ครอบคลุมทุกอย่างที่เราต้องการได้ หมายความว่าเราต้องการจะวัดทุกๆ มิติ ทุกๆ  Metric ที่วัดได้

“และที่สำคัญคือ Bias ทั้งหมดในการทำ Back Test จะต้องไม่มี เพราะฉะนั้น Jitta เราก็เลยต้องสร้างระบบ Back Test ขึ้นมาเอง เพื่อให้การ Back Test สมจริงที่สุด ยิ่งสมจริงเท่าไร ก็ยิ่งมีประโยชน์กับลูกค้ามากเท่านั้น” 

สร้าง Jitta ให้ใช้งานง่ายที่สุดสำหรับ User

คุณญาณิน ท้วมสุข (Product Team Lead) : “มุมมองของคนทั่วไป จะมองว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงิน มันต้องเป็นอะไรที่ซับซ้อนหรือใช้งานยาก แต่ Jitta เราพยายามนำเสนออะไรที่ง่าย พยายามทำให้โปรดักส์ ตรงกับความต้องการของ User ให้ได้มากที่สุด”

“User First” ของ Jitta คือ เวลาเราทำงานอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง เราจะถามตัวเองเสมอว่า เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าตอนนั้นเราทำสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับ User อยู่ เพราะฉะนั้นเราจึงมี User อยู่ในกระบวนการทำงานของเราด้วย มีการ Interview User พูดคุยหาความต้องการของเขา ทำออกไปให้ทดลองใช้ เสร็จแล้วเราก็มาดู Feedback

เมื่อก่อนใน 1 ปี เราแทบจะนับฟีเจอร์ที่ออกของ Jitta ได้ คือ ค่อนข้างน้อยมากๆ เราใช้เวลาคุยกันนาน วางแผนนาน พอเริ่มใช้ Scrum framework เข้ามาช่วย เราก็มีเวอร์ชั่น Release ออกได้บ่อยขึ้น “สิ่งที่สำคัญ ก็คือเราจะไม่แค่หยุดตรงนี้ เราจะทำออกไปเรื่อยๆ”

Jitta อยากมีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เราเรียกตัวเองว่า “Jittstor” 

คุณยุทธนา กังวล (Culture Evangelist Team) : “ที่นี่มีความยืดหยุ่นในการทำงานค่อนข้างสูงมาก เราเชื่อว่าทุกคนสามารถ Handle งานได้ดี มีความรับผิดชอบสูง ทุกคนจะมีความเป็นเจ้าของโปรดักส์ เขาจะเอาใจตัวเองลงไปอยู่ในโปรดักส์ แล้วก็จำลองตัวเองเป็นลูกค้าหรือนักลงทุน เพื่อจะได้สามารถมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ส่งออกไปยังนักลงทุนของจริง”

“Culture Evangelist” เกิดขึ้นมา เพราะเราอยากให้ Jitta มีวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ที่นี่เราจะเรียกว่า Jittstor ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีได้ มันไม่ใช่การทำงานในลักษณะที่เป็นขั้นบันไดจากขั้นบนลงสู่ด้านล่าง แต่ทุกคนสามารถมี Feedback กลับขึ้นไปยัง CEO , CTO , COO ได้ทุกคนเลย

อนาคตสำหรับ Jitta

คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ (CEO และ ผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta) : “ปัจจุบัน Jitta จะตอบโจทย์ เฉพาะการลงทุนในหุ้น หลายๆ คนถามว่า Jitta วิเคราะห์อย่างอื่นได้ไหม บางคนอยากให้เราวิเคราะห์พันธบัตรบางคนอยากให้วิเคราะห์อสังหาฯ อยากให้การลงทุนของเราเป็นแบบ Asset Allocation หรือบางคนบอกว่าช่วยมาดูแลการออมเงินให้ตั้งแต่ต้นต้นจนจบ เราก็จะมองว่าโปรดักส์ในอนาคตข้างหน้า น่าจะเข้ามาช่วยตอบโจทย์ในเรื่องเหล่านี้ได้ ทั้งนี้ก็ยังคงจะอยู่ใน Core Concept เดิม คือ Core Purpose การทำให้เขาได้กำไรที่ดีขึ้น ด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด”

https://youtube.com/watch?v=ASlkcQa9RA0%3Fwmode%3Dopaque

รู้จักกับ Jitta มากกว่านี้  

และนี่คือเบื้องหลังแนวคิดและวิธีการสร้างเทคโนโลยีลงทุนหุ้นอัจฉริยะฝีมือคนไทยอย่าง Jitta ของกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า “Jittstor” ที่ทาง aomMONEY Inspired นำมาฝากเพื่อนๆ กันนะครับ ฟังแล้วก็อดภาคภูมิใจแทนทีมงานไม่ได้เลยนะครับยอมรับเลยครับว่า “คนไทย ไม่แพ้ชาติใดในโลก” และก่อนจากกันไปในวันนี้ เพื่อนๆ ที่อ่านบทความของเราแล้วชื่นชอบ อย่าลืมช่วยกันแชร์บทความเพื่อเป็นความรู้ต่อๆ กันนะครับ ส่วนใครที่อยากดูรายการสัมภาษณ์แบบ VDO สามารถคลิกเข้าไปชมได้ที่วิดีโอด้านบนครับ

สำหรับวันนี้ลากันไปก่อนครับ 

ทีม aomMONEY INSPIRED

เตือนใจสายเปย์ บริหาร “โบนัส” ให้ดี ใช้อย่างไรให้มีสติ

สิ้นปีอย่างนี้สิ่งที่จะเป็นยาชุบชูใจสำหรับความเหนื่อยล้าทั้งปี นอกจากงานปาร์ตี้ปีใหม่ จับสลากรางวัลใหญ่ของออฟฟิศแล้ว ก็คงหนีไม่พ้นคำสั้น ๆ สองคำที่เป็นกำลังใจให้กับเราอย่างคำว่า “โบนัส” ใช่ไหมครับ? เรามีความสุขหัวใจหองโตทุกครั้งเวลาอ่านข่าวบริษัทเอกชนแห่งนั้น รัฐวิสาหกิจเจ้านี้ประกาศโบนัสกันโครม ๆ ที่แม้แต่เราฟังไปก็ได้แต่อิจฉาไป

แต่โบนัสปีนี้อาจจะดูหงอยๆกันไปบ้างตามสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย บางแห่งก็แจกโบนัสพร้อมกับประกาศเลิกจ้างปิดกิจการกันไป บางที่จาก 3-4 เดือน ก็เหลือแค่เดือนครึ่งแย่กว่านั้นก็ครึ่งเดือน แต่จะมากหรือจะน้อยถ้ายังได้ก็ขอให้รักษาไว้ให้ดี

ดังนั้นวันนี้เรามีเคล็ดลับในการบริหารโบนัสมาฝาก จะได้ไม่พลาดใช้หมดพร้อมกับ End Year Sale ที่มาจัดโปรโมชั่น

ข้อที่ 1

เราเรียกมันว่า “แบ่งโบนัสเป็น 4 ส่วน” โดยให้แยกจากเงินเดือนประจำออกไปเสียก่อน เช่น เงินเดือน 20,000 โบนัสอีก 40,000 บาท ก็ให้เอาก้อน 40,000 บาท มาแบ่งเป็น 4 ส่วน ๆ ละเท่า ๆ กัน คือ ส่วนละ 10,000 บาท

  • ส่วนแรก ให้เอาไปชำระหนี้สินก่อนเคลียร์ค่าบัตรหรือเงินที่ติดเพื่อนให้เรียบร้อยเริ่มต้นปีใหม่ 
  • ส่วนที่สอง ไว้เพื่อเป้าหมายระยะยาวเช่นมีแพลนจะทำประกันอุบัติเหตุหรือสมทบกับกองทุนที่จะซื้อเพื่อลดหย่อนภาษี 
  • ส่วนที่สาม สำหรับเก็บไว้ใช้ในภาวะฉุกเฉินเราไม่รู้ว่าหลังปีใหม่อะไรจะเกิดขึ้นบ้างมีเงินสดไว้อุ่นใจกว่า 
  • และส่วนสุดท้ายอย่าลืมให้รางวัลตัวเองเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงขวัญกำลังใจ ซื้อของที่อยากได้ กินอะไรที่อยากกิน

ข้อที่ 2

“ออมอย่างไรให้โบนัสงอกเงย” ซึ่งตรงนี้เราต้องประเมินว่าโบนัสคือส่วนที่เกินจากปกติ สำหรับคนที่ไม่มีหนี้สิน การใช้โบนัสไปออม ถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เพราะไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายรายเดือน ถ้าคุณมีเงินเย็นในระยะสั้นแบ่งไปฝากประจำก็ไม่เลว  หรือถ้าหากระยะยาวแล้วชอบการลุ้นเสี่ยงดวง สลากออมสินหรือสลาก ธ.ก.ส. ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าเพราะได้ทั้งดอกเบี้ยและได้ลุ้นรางวัลอีกด้วย

ข้อที่ 3

“เคลียร์หนี้ระยะยาว” สำหรับบางคนที่มีภาระการผ่อนบ้านระยาว เงินโบนัสเป็นของขวัญที่จะทำให้เรามีเงินไปโปะในส่วนนี้ได้ ยิ่งเราโปะได้มากเท่าไรเราก็สามารถ ลดต้น-ลดดอก ได้มากเท่านั้น ซึ่งดอกเบี้ยบ้านนั้นต่างจากดอกเบี้ยรถ  การผ่อนรถไม่จำเป็นต้องโปะเพราะว่าดอกเบี้ยเป็นอัตราคงที่ (Flat rate) จะส่งหมดเร็วหรือช้าดอกเบี้ยก็เท่าเดิม นอกจากกรณีที่ว่าเหลือไม่กี่งวดจะรีบปิดเพื่อความสบายใจก็สามารถทำได้

เท่านี้เองก็จะทำให้คุณเป็นคนบริหารโบนัสได้มีสติ มีแผนการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพได้สูงสุด ไม่ใช่ว่าโบนัสออกปุ๊บอีกสองวันหมดปั๊บ แล้วจะมานั่งเสียใจภายหลังอดสนุกปีใหม่ แล้วจะหาว่าไม่เตือน

Mr.Priceless  aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

ปลายปีนี้…เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

เจ้ามะนุดเคยเป็นกันมั้ย

ต้นปีวางแพลนอะไรหลายๆ อย่างซะดิบดี

แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ทำซ้ากกกที

.

ก็เหมือนกับเจ้านายของถุง

ที่เคยบอกไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าจะลงทุน

แต่ผ่านมาจนจะสิ้นปีละ

ก็ยั้งงงง ไม่เริ่มลงทุนอย่างที่ตั้งใจไว้

.

เห็นแบบนี้ถุงก็อดไม่ได้ที่จะช่วยเจ้านายหาทริคดีๆ

ในการลงทุนให้เหมาะสมกับเจ้านาย

แต่จะพอมีทริคดีๆ อะไรบ้างมั้ยน้าาาา

ที่เมื่อลงทุนแล้วจะได้กลับมาแบบคุ้มสุดๆ มาดูกันดีกว่าา

.

ถ้าเจ้ามะนุดคนไหนสนใจ อย่ารอช้า!! คลิกดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยจ้าาาาา

>>http://bit.ly/2Dd30TV

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

ต้องบอกก่อนว่าสาเหตุที่ถุงช่วยเจ้านาย

วางแผนการลงทุน นั่นก็เพราะ…

หลายวันก่อนเจ้านายน่ะ

มาบ่นเรื่องนี้กับถุงบ่อยม้ากกกก

.

ว่าจะลงทุนอะไรดี

แล้วแบบไหนที่จะเหมาะกับตัวเจ้านาย

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

เมื่อถามมาแบบนี้

ถุงก็เลยถามเจ้านายกลับไป

ว่าเจ้านายอยากจะลงทุนเพื่ออะไร

เพราะว่าการลงทุนมีให้เลือกเยอะม้ากกกก

.

ไม่ว่าจะเป็นลงทุนหุ้น กองทุนรวม

ตราสารหนี้ ประกันชีวิต และอีกมากมาย

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

แต่เจ้านายก็บอกกับถุงมาแค่ว่า….

ลงทุนอะไรก็ได้ ขอแค่ลงทุนแล้ว

ได้ผลตอบแทนกลับมาแบบคุ้มๆ ก็พอ

ถุงถึงกับกุมขมับเลย

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

เพราะเจ้านายขอมาแบบนี้..

ก็เหนื่อยถุงไปหาอีกแล้วว

ถุงล่ะเหนื่อยใจกับเจ้านายจริงจริ๊งงงง

.

แต่สุดท้ายถุงก็ไปหาทริคดีๆ มาจนได้

ซึ่งแต่ละวิธีนั้น ถุงคัดมาแล้ว

ว่าเหมาะกับเจ้านายแน่นอนนนน

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

วิธีแรกก็คือ การซื้อประกันชีวิต

ซึ่งถ้าเจ้านายกังวลว่า

ชีวิตหลังเกษียณ หรือในอนาคตเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา

แล้วจะไม่มีใครมาดูแล

.

อย่างน้อยๆ ประกันชีวิตก็จะช่วยคุ้มครอง

ทั้งชีวิต และสุขภาพของเจ้านายยามเจ็บป่วยได้

แถมยังนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วยยย

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

และวิธีต่อมาคือ ลงทุนกองทุนรวมแบบ LTF / RMF

ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับมะนุดเงินเดือนที่

ไม่ค่อยมีเวลาศึกษาข้อมูลการลงทุน

ก็จะมีคนดูแล ปรึกษา จัดการกองทุนให้

.

อย่าง LTF ก็จะเหมาะกับการลงทุนในระยะยาว

เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดี

ส่วน RMF เป็นการลงทุนเพื่อช่วงวัยเกษียณ

.

และที่สำคัญแบบสุดๆ คืออออ

LTF / RMF ก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้น้าา

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

ซึ่งตอนนี้ถุงไปเจอแคมเปญของ

Krungthai Investment Festival 

ที่มีโปรโมชั่นตรงกับความต้องการของเจ้านายพอดี

.

ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต

จาก กรุงไทย-แอกซ่า

ที่เมื่อเจ้านายซื้อประกันชีวิตก็จะได้รับ

เครดิตเงินคืนสูงสุดถึง 60,000 บาท

.

เห็นแบบนี้แล้วววว

คุ้มสุดๆ ไปเลยใช่มั้ยล่าา

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

ไม่เท่านั้นน้าา

ยังมีผลิตภัณฑ์กองทุนของ KTAM

ที่เมื่อเจ้านายลงทุนในกองทุน LTF / RMF

ทุกๆ 50,000 บาท

.

ก็จะได้รับเครดิตเงินคืนเข้ากองทุน 100 บาท

โดยจะเข้าในกองทุนรวม KTSTPLUS

.

และสุดท้ายผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต KTC

เมื่อชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตกรุงไทย-แอกซ่า ผ่านบัตรเครดิต

ก็จะได้รับเครดิตเงินคืน สูงสุด 14%

หรือผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน เลยล่าาา

ปลายปีนี้...เลือกลงทุนแบบไหนให้คุ้มสุดๆ!

แล้ววิธีการที่จะได้รับโปรโมชั่นของแคมเปญดีๆแบบนี้

ก็แค่ไปที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. – 31 ธ.ค. 62

.

ง่ายๆ แบบนี้ ถุงจะต้องรีบไปที่ธนาคารซะแล้ว

เจ้านายจะได้โปรโมชั่นการลงทุน

แบบคุ้มค่า คุ้มสุดๆ ไปเล้ยยยย

.

ส่วนเจ้ามะนุดที่สนใจก็อย่ารอช้าน้าาา

โปรโมชั่นดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ

ถ้าอยากได้ความคุ้มค่าแบบเจ้านาย

ก็รีบไปที่ธนาคารกรุงไทยกันนนนน

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ธันวาคม 2562

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ธันวาคม 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ธันวาคม 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน มาดูกันว่าจากเหตุการณ์เด่นๆในช่วงนี้ความฝันของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ธันวาคม 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เด่นในช่วงที่ผ่านมา ในงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2562 นี้ มาดูกันว่าเรื่องราวเด่นๆในช่วงนี้จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้างเก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ธันวาคม 2562

4. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ในงวดวันที่ 1 ธันวาคม 2562 นี้ มาดูกันว่ามีเรื่องเหนือธรรมชาติอะไรที่จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ธันวาคม 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง จะได้ลุ้นสนุกอย่างมีสติกันนะ

“โสด” อย่างไรให้มีเงินเหลือ เพราะมี MONEY อาจจะ HAPPY กว่ามีแฟน

กรุงเทพฯ นั้นเป็นประเทศที่มีประชากรคนเหงามากกว่าเสาไฟฟ้า โอกาสที่คุณจะเป็นโสดนั้นมีมากกว่าโอกาสที่คุณจะถูกเลขท้าย 2 ตัว หลายคนบอกชีวิตโสดนั้นดี จะไปกิน ไปเที่ยว ไปดูหนังก็ทำได้ตามใจตัวเองไม่ต้องมานั่งรอใครนัดใคร เรียกได้ว่าอิสระเสรีถงแม้อาจจะมีเหงา ๆ บ้าง

แต่ในแง่มุมหนึ่งที่คุณควรคิดเผื่อว่า ถ้าคุณเป็นคนโสดคุณก็จำเป็นต้องดูและตัวเองให้ดี เพราะไม่มีคนมาคอยเทคแคร์ มาดูแลเวลาป่วยไข้ มาเลี้ยงดูในยามชรา สังคมไทยกำลังประสบภาวะอัตราการเกิดค่อนข้างต่ำ คนแต่งงานช้าลงแต่มีการศึกษาสูงขึ้นโอกาสที่จะครองตนเป็นโสดไปจนวัยเกษียณมีความเป็นไปได้สูงเช่นเดียวกัน

ดังนั้นคนโสดก็ต้องวางแผนการเงินเช่นกัน

เรามีเคล็ดลับดี ๆ มาแนะนำกัน

ข้อแรก

อย่าลืมออมเงินเงินฉุกเฉินไว้ เพราะไม่มีคนดูแลคุณนอกจากตัวคุณเอง เจ็บป่วยไปจะได้ไม่ลำบาก วิธีง่ายที่สุด ก็คือ การแบ่งอัตราส่วนของเงิน โดยอยากให้เผื่อ เงินออมไว้ 10% เงินส่วนนี้อาจจะนำไปซื้อในสิ่งที่คุณอยากได้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น เก็บเงินดาวน์บ้านดาวน์รถ ส่วนที่สองคือเงินฉุกเฉินประมาณ 10 – 20% สำหรับเหตุการณ์คาดไม่ถึงโดยส่วนนี้ยังแบ่งไปซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพไว้ด้วย และส่วนที่ 3 เงินลงทุน 20% คนโสดต้องมองไปถึงวัยเกษียณถ้าหากไม่ลงทุนให้เงินงอกเงย พอเวลาผ่านไปเงินเฟ้อ ตอนนั้นอาจจะมากกว่าเงินเก็บของคุณเสียด้วยซ้ำไม่ว่าจะเป็น LTFหรือ RMF ก็น่าสนใจ

ข้อสอง

คนโสดต้องหัดคำนวนเพื่อลดรายจ่ายของตัวเอง เพราะคุณไม่มีตัวหารมาช่วยเหลือคุณและคุณก็ไม่ควรตามใจตัวเองมากไป เช่น ถ้าคุณมีทักษะบางอย่าง คุณก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ เช่น สามารถทำกับข้าวสำหรับตัวเองไว้ทำครั้งหนึ่งอาจจะเก็บได้ 3-4 มื้อ สามารถลดรายจ่ายจากการทานข้าวนอกบ้านมื้อละ 50 บาท ได้ไปถึง 200 บาท หรือเวลาไปสั่งอาหารในร้านอาหารก็สั่งแต่พอดีสำหรับคนเดียว จะลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้มากโข

ข้อสาม

ทำบัญชีรายรับรายจ่าย คนโสดมักจะคิดว่าเราหาเงินเหนื่อยมาแทบตาย ไม่มีใครดูแลถึงเวลาก็ต้องปรนเปรอตัวเอง บางครั้งเราก็ลืมว่าเราใช้จ่ายอะไรไปบ้างแล้ว อยากช้อปอะไรก็ไม่มีคนคอยเบรกเตือนสติดังนั้น ต้อง รู้จักกำหนดงบในการใช้จ่าย ไม่เกิน 40-50% ของรายได้ คุณก็จะสามารถประเมินค่าใช้จ่ายและเงินออมในแต่ละเดือนของคุณได้มีประสิทธิภาพ

แค่นี้คุณก็สามารถเป็นคนโสดที่มีคุณภาพ โสดสบายๆมีเงินเหลือใช้ไปตลอดชีวิตของคุณได้ ถ้าไม่อยากมีแฟนคุณก็ควรต้องมีเงินไว้ ถึงจะกลายเป็นโสดระดับ AAA+

และครั้งหน้า คอลัมน์ ฉลาดใช้ ฉลาดช๊อป by aomMONEY X Punpro จะนำบทความดีๆ อะไรมาฝากเพื่อนๆ ฝากติดตามกันในบทความหน้านะครับ 🙂

Mr.Priceless  aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

UOBLTF : กองทุนตัวเด็ดที่สร้างโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว จาก บลจ. ยูโอบี

สวัสดีครับ  ใกล้ช่วงสิ้นปีแบบนี้ ต้องกลับมาพบกับผม “ยอดมนุษย์กองทุน” คนดีคนเดิม เพิ่มเติม คือ ความรู้ในการลงทุนกองทุนรวมเหมือนเช่นเคยครับ สำหรับปีนี้ ผมยังคงรับหน้าที่สรุปเนื้อหาดีๆ จากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF-RMF SEASON 4 ประจำปี 2019 เหมือนเช่นเคยคร้าบ

สำหรับกองทุนในวันนี้  คือ UOBLTF หรือ กองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว จาก บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ต้องบอกเลยครับว่า เป็นกองทุน LTF ที่ให้ผลการดำเนินงานย้อนหลังระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ในระดับ Top ได้อย่างสม่ำเสมอตลอดมาครับ (ข้อมูลจาก Morningstar Direct ณ วันที่ 31 ก.ค. 2562)

ทีนี้เรามาดูกันทีละประเด็นเหมือนเช่นเคยครับว่า ปี 2019 นี้ กองทุนตัวนี้ยังน่าสนใจอยู่เหมือนเดิมหรือไม่ และมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่าครับ

1. ความเสี่ยงของกองทุนอยู่ในระดับ 6 

เนื่องจากเป็นข้อกำหนดของ LTF ที่ทำให้กองทุนหุ้นที่ลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 65% ของสินทรัพย์สุทธิทั้งหมดของกองทุน นั่นแปลว่ากลุ่มนี้จะมีความเสี่ยงสูงแน่นอนครับ แต่ด้วยระยะการเวลาลงทุนที่ยาวนานตามกฎหมายกำหนด (7 ปีปฏิทิน) ซึ่งการลงทุนระยะยาวมีส่วนทำให้ลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนได้

2. ผลการดำเนินงานย้อนหลัง

ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนนี้ก็เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าใครครับ โดยผลตอบแทนในช่วงที่ผ่านมา ถ้ามองตั้งแต่ย้อนหลังมาจนถึง 5 ปี และ 3 ปี ก็จะเห็นว่าผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนมาตรฐานอย่าง SETTR ครับ (ข้อมูลจาก Morningstar Direct ณ วันที่ 31 ก.ค. 2562)

คำเตือน : ผลการดำเนินงานในอดีต /ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและผลการดำเนินงานของกองทุน ก่อนการตัดสินใจลงทุน

3. หุ้น 5 อันดับแรก

รายชื่อหุ้น 5 อันดับแรกของกองทุน ก็จะเห็นว่ามีแต่หุ้นใหญ่ในตลาดที่มีสภาพคล่องดีทั้งนั้นเลยครับ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายในการลงทุนและการเลือกหุ้นของกองทุนนี้ครับ นั่นคือ ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องดีแบบผสมครับ

ที่มา : บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด ณ 31 ก.ค. 2562

4. Investment Process

ถ้าเราเจาะลึกไปกระบวนการลงทุน (Investment Process) ของกองทุนนี้ เราจะเห็นตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกหุ้นของทาง UOBLTF ว่าเริ่มต้น จากการคัดกรองหุ้นที่มีสภาพคล่องดีก่อน และค่อยมองไปที่ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัว (Bottom Up) ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เห็นถึงรายละเอียดของหุ้นได้ดีเลยล่ะครับ ว่าตัวไหนเป็นแบบไหนอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นจึงโฟกัสเลือกหุ้นมีโอกาสเติบโตและกำไรสูงประมาณ 30-50 ตัวเลือกเข้ามาในพอร์ทการลงทุน พร้อมทั้งมีการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานและราคาหุ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ

ที่มา : บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด

คำเตือน : ผลการดำเนินงานในอดีต /ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและผลการดำเนินงานของกองทุน ก่อนการตัดสินใจลงทุน

ที่มา : บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด

คำเตือน : ผลการดำเนินงานในอดีต /ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและผลการดำเนินงานของกองทุน ก่อนการตัดสินใจลงทุน

ซึ่งจุดที่น่าสนใจของการให้น้ำหนักการวิเคราะห์หุ้นนั้นจะดูตั้งแต่เชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และระดับราคาประกอบกัน โดยเริ่มจากดูการเติบโตของหุ้นตัวนั้นๆ ก่อน แล้วค่อยมองที่ภาพรวมอุตสาหกรรมประกอบ และหลังจากนั้นจะตัดสินใจจากราคาหุ้นว่าควรจะทำการซื้อหรือไม่ นั่นคือทำให้มุมมองทั้งหมดครบทั้ง 3 ปัจจัยที่จำเป็นในการพิจารณาอย่างครบถ้วนครับ ซึ่งการเฉลี่ยน้ำหนักในการวิเคราะห์ทั้ง 3 ส่วนนี้ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันครับ คือ 40 : 30 : 30

ดังนั้น เราจะเห็นว่าการคัดเลือกหุ้นในรูปแบบนี้นั้นจะสอดคล้องกับการลงทุนระยะยาว ซึ่งทำให้กองทุนนี้มีการถือครองหุ้นในระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้ซื้อขายกันบ่อยๆ นั่นเองครับ (Turnover Ratio ของกองนี้จึงค่อนข้างต่ำครับ)

นอกจากนั้นแล้ว กองทุนนี้มีข้อดีอีกข้อหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ นั่นคือจำนวนขั้นต่ำในการซื้อขายกองทุนที่ต่ำมากๆ เพราะซื้อขั้นต่ำเท่าไรก็ได้ครับ ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นกองทุนสำหรับประชาชนเลยล่ะครับ มีเงินแค่ไหนก็สามารถซื้อได้เลยครับผม

คำเตือน : ผลการดำเนินงานในอดีต /ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและผลการดำเนินงานของกองทุน ก่อนการตัดสินใจลงทุน

เอาล่ะครับ ผมขอสรุปอีกทีสำหรับกองทุน UOBLTF หรือกองทุนเปิด ยูโอบี หุ้นระยะยาว นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ดีในระดับหนึ่ง

รวมถึงต้องการได้รับผลตอบแทนที่ดี และมีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว และเพื่อการลดหย่อนภาษีด้วยครับ เพราะกองทุนนี้มีจุดเด่นที่ผลตอบแทนย้อนหลังที่ผ่านมา

ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะผ่านวิกฤตเศรษฐกิจและเหตุการณ์ต่างๆ มากี่ครั้ง ก็ยังสามารถทำผลตอบแทนได้เป็นที่น่าพอใจ โดยทั้งหมดนี้ต้องบอกว่าสอดคล้องกับ Investment process ของนโยบายการลงทุนที่ตั้งใจไว้นั่นเองครับ

ดังนั้นถ้าใครกำลังมองหากองทุนที่ให้โอกาสรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ

และดูแลโดยผู้จัดการกองทุนที่มากประสบการณ์ 

กองทุนนี้อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการตัดสินใจของคุณครับ

และทั้งหมดนี้ คือเนื้อหาสำคัญที่สรุปจากรายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF RMF SEASON 4 ประจำปี 2019 ครับ ผมขอเตือนอีกสำหรับคนที่ต้องการลงทุนในกองทุนรวม นั่นคือ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน ความเสี่ยง และ ศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน LTF RMF ก่อนตัดสินใจลงทุน และถ้าหากไม่ได้ลงทุนตามเงื่อนไข อาจไม่ได้รับสิทธิประโยชน์นะครับผม

สำหรับคนที่อยากดูรีวิวกองทุน UOBLTF แบบเวอร์ชันวีดีโอ 

สามารถคลิกชมด้านล่างเลยครับ

รายการกองทุนไหนดี SELECTED LTF-RMF

SEASON 4 ประจำปี 2019

สำหรับคนที่อยากซื้อกองทุนหรือสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ www.uobam.co.th

หรือสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ งานบริการนักลงทุน บลจ. ยูโอบี โทร. 02-786-2222

คำเตือน

ผลการดำเนินงานในอดีต /ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน ในกองทุนรวมดังกล่าวด้วย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะกองทุน เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยงและผลการดำเนินงานของกองทุน ก่อนการตัดสินใจลงทุน

#ยุคภาษีอาน Ep.5 : ปัญหาเรื่องเงินบริจาคกับการลดหย่อนภาษี อะไรคือหลักฐานสำคัญ

พรี่หนอมคะ พอดีมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับการลดหย่อนภาษีและเงินบริจาค เลยอยากสอบถามตามประเด็นต่อไปนี้ … 

1. การลดหย่อนภาษีโดยการบริจาค หากซื้อสินค้าที่แบ่งเปอร์เซ็นต์ส่วนหนึ่งของสินค้านำไปบริจาคเพื่อสังคม ในที่นี้ทางเว็บไซต์ที่ซื้อสินค้าต้องส่งเอกสาร/ใบเสร็จการรับเงินของมูลนิธิกลับมาให้ ในนามชื่อของผู้ซื้อสินค้าใช่ไหมคะ

ตอบ : โดยปกติมักจะไม่ส่งครับ (เอาจริงๆผมก็ไม่เคยเห็นที่ไหนส่งนะ) มีแต่บอกว่าตัดไปบริจาค แล้วก็ถ่ายชื่อบริจาคไว้ ซึ่งตรงนี้ทางร้านค้าสามารถเอาไปใช้ในนามตัวเองได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

2. กรณีที่หนึ่ง หากสินค้าชิ้นนั้นแบ่ง % จากยอดซื้อสินค้ารวมแล้วเป็นเงินบริจาคเพียง 50 – 200 บาท ต่อสิ่งของที่ซื้อหนึ่งชิ้น ตามหลักแล้วสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ไหมคะ? แล้วส่วนใหญ่นิยมนำไปลดหย่อนกันรึป่าว

ตอบ : ถ้าออกใบเสร็จให้ก็สามารถใช้ได้ครับ แต่ต้องมีการแยกอย่างเด็ดขาดว่าเท่าไร คือเงินบริจาค เท่าไรคือราคาสินค้า

กรณีที่ 2 คือการที่ผู้ขายนำสิ่งของมาลงขายในราคา 500 บาท และบริจาค 100% คำถามคือใครมีสิทธิ์ที่จะได้รับการลดหย่อนภาษีค่ะ

ตอบ : อยู่ทีชื่อคนใช้สิทธิครับว่าใครเป็นเจ้าของใบเสร็จบริจาค หรือ ผ่านระบบ E-donation ครับ

กรณีที่ 3 หากซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการซื้อสินค้าแบ่งส่วนหนึ่งไปบริจาค นาย A ซื้อสินค้า เป็นรองเท้ามือสอง ราคา 900 บาท โดยร้านที่ลงขายแบ่งไปบริจาค 10% = 90 บาท ทางเว็บไซต์บอกว่าขอหักเงินส่วนหนึ่งเป็นค่าดำเนินงานคือ 30% ของยอดบริจาค = 27 บาท(เข้าเว็บไซต์เพื่อเป็นรายได้ให้เว็บไซต์อยู่รอด) อีก 70% = 63 บาทนำไปบริจาคมูลนิธิ *หากมีการลดหย่อนภาษีได้ นาย A จะได้ยอดการลดหย่อนในตัวเลขที่ยื่น 90 บาท หรือ 63 บาทคะ

ตอบ : อยู่ทีว่าหักเงินนาย A ไว้เท่าไรครับ ถ้าหักเงินนาย A ทั้งหมด คือ 117 บาท แบบนี้ก็จะแยกเป็น 90 บาท กับ 27 บาท แต่ถ้าบอกว่าตัดยอด 27 บาทจาก 90 บาทเลย อันนี้ก็เป็น 63 บาทครับ แต่ปัญหาคือถ้ามองในแง่ตัดเงินเลย ค่าดำเนินงานอาจจะไม่ใช่ 30% ของเงินบริจาคครับ แต่เป็น 27/63 บาทครับ และสุดท้ายให้ยึดหลักฐานตามที่มูลนิธิออกมาครับว่าได้รับเงินกี่บาท นั่นคือสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีได้นั่นเองครับ

ไหนๆ มีคำถามเกี่ยวกับการบริจาคแล้ว มาดูคำถามอีกสักคำถามละกันครับ เกี่ยวกับคนที่ชอบวิ่งเพื่อการกุศลกันบ้าง 

ถาม : ผมชอบวิ่ง เลยได้มีโอกาสสมัครวิ่งตามงานต่างๆ ทั้งวิ่งในงานและวิ่งแบบ virtual run พอดีอ่านไปเจองานวิ่งหนึ่งที่เขียนอธิบายว่า ค่าสมัครวิ่ง virtual run งานนั้น สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เลยอยากขอคำอธิบายจากพี่หนอม ว่าเข้าข่ายสิทธิลดหย่อนภาษีข้อไหน ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิ่งหลายๆ คนมากครับ ขอบคุณมากครับ

ตอบ : อันนี้ที่บอกว่าลดหย่อนภาษีได้ จริงๆไม่ใช่การสมัครวิ่งครับ แต่เป็นค่าบริจาคครับ ตัวผู้จัดงานเป็นตัวแทนในการระดมเงินทุนเท่านั้นครับ ดังนั้นก็ดูที่ใบอนุโมทนาบัตรเช่นเดียวกันครับ ถ้าออกใบอนุโมทนาบัตรชื่อเรา ก็เอามาลดหย่อนภาษีได้ครับ โดยการลดหย่อนภาษีนี้มักจะอยู่ในหมวดเงินบริจาค สามารถใช้สิทธิได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ (เงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตัวอื่นๆแล้ว แต่ยังไม่หักเงินบริจาค)

สรุปอีกทีในประเด็นสำคัญ นั่นคือ หลักฐานการบริจาคจะดูจาก ใบอนุโมทนาบัตรหรือใบรับเงินที่ระบุชื่อผู้บริจาคไว้ โดยผู้ที่มีชื่อสามารถใช้สิทธิได้ตามจำนวนเงินที่ระบุเช่นเดียวกันครับ

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะบริจาคหรือไม่บริจาคอย่างไร พรี่หนอมขอฝากไว้ว่า

ถ้าการบริจาคนั้นสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ก็อย่าลืมขอหลักฐานมาด้วยละกันนะครับผม 

#ยุคภาษีอาน Ep.4 : ตอบทุกปัญหาดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์กับการเสียภาษี

ขอความรู้หน่อยนะคะเรื่องการเก็บภาษีดอกเบี้ยเงินฝากถ้าเรามีดอกเบี้ยเงินฝากได้มากเกิน 2 หมื่นบาท 1 บัญชี ส่วนอีกบัญชีเราไม่เกินเราจะถูกคิดภาษี 15% ทั้ง 2 บัญชีเลยหรอคะ

อันนี้ตอบสั้นๆเลยว่า “ใช่ครับ” เพราะกฎหมายกำหนดไว้ว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์รวมกันทุกธนาคารเกิน 20,000 บาทต้องเสียภาษี โดยที่ไม่ได้ดูแต่ละธนาคาร ซึ่งตรงนี้หลายคนมักเข้าใจผิดกันบ่อยๆครับ

โดยหลักการของการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์นี้ จะดูที่จำนวนเงินที่ได้รับทั้งหมดเป็นหลัก ไม่ใช่ดูจากธนาคาร ดังนั้นถ้าหากเกิน 20,000 บาทก็ต้องเสียภาษีครับ และเสียภาษีจากยอดตั้งแต่บาทแรก นั่นคือ ธนาคารจะหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ และทางผู้เสียภาษีอย่างเราก็มีสิทธิเลือกว่าจะเสียแล้วจบ (Final TAX) หรือเอามารวมคำนวณภาษีสำหรับปีนั้นก็ได้เช่นเดียวกันครับ

อัพเดท ดอกเบี้ยออมทรัพย์ การหักภาษี และธนาคารส่งข้อมูลบัญชีเราให้สรรพากร

ไหนๆพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ขออัพเดทเพิ่มเติมเรื่องของ ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์กับการส่งข้อมูลบัญชีให้สรรพากรสักหน่อยครับ

เดิมตั้งแต่แรก กฎหมายให้สิทธิยกเว้นภาษีดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ที่ไม่เกิน 20,000 บาทไว้อยู่ ซึ่งถ้าตีความกฎหมายกันจริงๆ มันหมายถึง ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ “รวมกันทุกธนาคาร” แต่เนื่องจากธนาคารไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลกัน มันก็เลยแยกกันดูธนาคารใครธนาคารมันกันไป ทำให้หลายคนใช้ช่องว่างกฎหมายตรงนี้มาทำประโยชน์ให้ตัวเอง นั่นคือ มีดอกเบี้ยออมทรัพย์เกิน 20,000 บาทแต่ไม่ยอมเสียภาษี

แต่ทีนี้ กฎหมายใหม่ออกมาบอกว่า ธนาคารต้องส่งข้อมูลการคิดดอกเบี้ยและการจ่ายดอกเบี้ยออมทรัพย์ให้สรรพากรปีละ 4 ครั้ง นั่นแปลว่าต่อจากนี้สรรพากรจะรู้ว่าใครกันน้อ ที่มีเงินฝากเยอะ หลายบัญชี ดอกเบี้ยออมทรัพย์ได้รับเกิน 20,000 บาท แต่ดันไม่ถูกหักภาษีไว้บ้าง กลุ่มนี้ควรจะต้องถูกหักภาษีไว้ทั้งหมด

ดังนั้น สิ่งที่เพิ่มเติม คือ ต้องยินยอมกับธนาคารให้ส่งข้อมูลการคำนวณและจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ให้กับกรมสรรพากร โดยวิธียินยอม คือ อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวธนาคารจะเข้าใจและแจ้งไปให้เอง แล้วเราก็ได้สิทธิยกเว้นภาษีตามเดิม

แต่ถ้าใครไม่ยินยอมให้แจ้งข้อมูลกับทางธนาคาร จะไม่ได้รับสิทธิในการยกเว้นภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ 20,000 บาท โดยต้องกรอกแบบฟอร์มเพื่อแจ้งกับธนาคารตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป แจ้งครั้งเดียวจบครับผม แต่ต้องแจ้งทุกธนาคารที่เรามีบัญชีนะครับ แล้วธนาคารจะหักภาษี 15% จากดอกเบี้ยที่ได้รับ โดยไม่สนใจว่าจะถึง 20,000 บาทหรือไม่

อย่างที่บอกไว้ว่า การหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% เป็นเงื่อนไขของกฎหมายตามปกติ ซึ่งสามารถเลือกใช้สิทธิไม่รวมคำนวณภาษีปลายปีได้ แต่ถ้าไม่ถูกหักภาษีไว้ จะต้องนำมารวมคำนวณภาษีปลายปีด้วย

นอกจากนั้นทางฝั่งสรรพากรยังเน้นว่า ไม่ต้องกลัวการตรวจสอบหรอก มันเป็นข้อมูลเฉพาะดอกเบี้ยออมทรัพย์เท่านั้น ไม่ได้จะมาดูรายละเอียดข้อมูลทั้งหมด และคนที่กลัวเรื่องส่งข้อมูลทั้งหลาย จ่ายเงินสดต่างๆ สรรพากรบอกเลยว่ายังมีข้อมูลอีกมากมายจะใช้ตรวจสอบได้ในอนาคต ดังนั้นทำความเข้าใจให้ดีและแก้ไขให้ถูกต้องดีกว่าครับ

สรุปสุดท้ายอีกที สิ่งที่พรี่หนอมมักจะพูดบ่อยๆ ในเรื่องนี้ คือ

บางทีปัญหาไม่ใช่เรื่องของดอกเบี้ยกับการเสียภาษี
แต่มันกลายเป็นว่าเราไม่มีเงินฝากต่างหากจ้า  

เราควรเลือกใช้ประกันลดหย่อนภาษี ในแต่ละช่วงชีวิตอย่างไร?

ในช่วงปลายปีแบบนี้หลายคนมักจะถามว่า ประกันอะไรลดหย่อนภาษีได้บ้าง? ผมเลยลองทำสรุปรวบรวมเงื่อนไขประกันที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีมาให้ทั้งหมดมี 4 ตัว ได้แก่ ประกันชีวิตตัวเอง ประกันสุขภาพตัวเอง ประกันสุขภาพพ่อแม่ และ ประกันชีวิตแบบบำนาญ

แต่ถ้าหากเราลองพิจารณาเงื่อนไขทั้งหมดของประกันแบบต่างๆที่ใช้ลดหย่อนภาษี มาจับคู่กับความต้องการของชีวิตเรา เราจะพบว่าในแต่ละช่วงชีวิตของเรานั้น อาจจะมีความต้องการประกันแต่ละประเภทในสัดส่วนที่แตกต่างกันไปครับ

โดยเทคนิคง่ายๆที่เราทุกคนควรใช้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อประกันนั้น ผมมองว่า น่าจะเริ่มต้นจากความต้องการของตัวเองก่อน (เพราะความต้องการแต่ละคนไม่เหมือนกัน) และ บริหารจัดการเงินจ่ายค่าเบี้ยประกันให้จ่ายไหว เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างถูกต้อง (เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาภาษีตามมา)

ทีนี้ลองมาดูตัวอย่างกันครับ…

สำหรับคนที่อยู่ในวัยเริ่มต้นชีวิตการทำงานและไม่มีภาระอะไรมากนัก สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ อาจจะเป็นเรื่องของการป้องกันความเสี่ยงจากการสูญเสียเงินด้วยประกันสุขภาพให้เพียงพอ แล้วมองไปข้างหน้า ถ้าอยากจะแบ่งเบาภาระเกษียณด้วยประกันบำนาญไว้แต่เนิ่นๆ ก็เป็นเรื่องที่ดี หลังจากนั้นค่อยมองหาวิธีจัดสรรป้องกันความเสี่ยงให้กับคนเบื้องหลังอีกทีหนึ่ง

ส่วนคนที่อยู่ในวัยทำงานที่เป็นกำลังสำคัญของครอบครัว แบกภาระไว้เต็มบ่า สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญจะเน้นไปที่ความกลัวคนรุ่นหลังจะลำบากหากเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ประกันชีวิตที่คุ้มครองความเสี่ยงส่วนนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องสำคัญ เช่น ประกันชีวิตและคุ้มครองโรคร้ายแรงตลอดชีพ หรือมองเพิ่มเติมไปในการสะสมเพื่อสร้างเงินก้อนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ส่วนเงินเกษียณก็ยังใช้ประกันบำนาญช่วยแบ่งเบาได้อีกทางนอกเหนือจากการลงทุนด้านอื่นๆ

จะเห็นว่าในวัยที่แตกต่างกัน มุมมองที่มีก็แตกต่างกันไปตามความต้องการในขณะนั้น แต่อย่างไรก็ตามประกันแต่ละประเภทก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างไป อย่างประกันตลอดชีพช่วยให้เราอุ่นใจไม่มีปัญหา ส่วนประกันสุขภาพช่วยให้เราสามารถป้องกันความเสี่ยงถ้าหากเจ็บป่วย และสุดท้ายประกันบำนาญช่วยวางแผนเกษียณให้กับชีวิตเราอีกด้วยครับ

ดังนั้น ถ้าหากเรารู้จักเลือกใช้ประกันประเภทต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ความเสี่ยงที่เราต้องเจอก็จะบรรเทาลดลงไปได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่เราอาจจะต้องรู้จักและทำความเข้าใจมันมากกว่าประเด็นแค่การลดหย่อนภาษี

เอาล่ะครับ ทีนี้ขออนุญาตขายของสักนิด โดยการยกผลิตภัณฑ์ของ Krungthai-AXA Life มาเปรียบเทียบให้ดูกันสักหน่อยครับ โดยมีทั้งหมด 3 ตัวที่ตอบ

รายละเอียดLifeProtect18IShieldIRetire
ให้ประกันชีวิตประกันชีวิต
 และโรคร้ายแรง
ประกันชีวิต
 แบบบำนาญ
ประเภทตลอดชีพตลอดชีพบำนาญ
จุดเด่นของ
 การจ่ายเบี้ยประกันแต่ละประเภท
เบี้ยประกันต่ำ
 แต่ให้ความคุ้มครองสูง
ระยะเวลาชำระเบี้ยสั้น เบี้ยประกันคงที่ตลอดสัญญาเลือกชำระเบี้ยประกันได้
 ครั้งเดียว หรือ 5 ปี
ลดหย่อนภาษีได้ได้ได้
เหมาะสำหรับผู้ทีต้องการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงโรคร้ายแรง ผู้ที่ต้องการสร้างเงินบำนาญให้ตัวเอง

เห็นไหมครับว่า ประกันแต่ละประเภทนั้น มีความคุ้มครองและเป้าหมายที่เหมาะสมแตกต่างกันไป เราจึงควรถามตัวเองให้แน่ใจว่า ในแต่ละช่วงชีวิตเรานั้น เราให้ความสำคัญกับเรื่องไหนเป็นพิเศษ อาจจะไม่ได้คิดเหมือนกับตัวอย่างที่ผมยกมาก็ไม่ผิดนะครับ เพราะวัตถุประสงค์และเป้าหมายของชีวิตของคนเราแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญคือต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง

อย่างไรก็ดี ขอฝากข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับเรื่องภาษีไว้อีกสักเล็กน้อยตามนี้ครับ

1. ประกันชีวิตที่ลดหย่อนภาษีได้ ไม่ได้มีแต่ประกันแบบสะสมทรัพย์ แต่ยังมีอีกหลายแบบที่ใช้สิทธิได้ ขอแค่เงื่อนไขเป็นไปตามกฎหมายกำหนดก็เพียงพอแล้ว

2. ที่เขาชอบพูดกันว่าประกันลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาทนั้น มันมาจาก ประกันชีวิต (+ประกันสุขภาพ) 100,000 บาท รวมกับประกันบำนาญสูงสุด 200,000 บาท แต่ข้อจำกัดคือ ประกันบำนาญมันมีเพดาน 15% ของรายได้อยู่ด้วย ตรงนี้ต้องระวังและทำความเข้าใจให้ดีเช่นเดียวกันครับ

3. ประกันสุขภาพ ถ้าหากจำเป็นต้องซื้อมากกว่า 15,000 บาทก็ซื้อไปเถอะ แม้ว่าจะลดหย่อนภาษีไม่ได้เต็มจำนวน แต่อย่างน้อยก็ช่วยป้องกันความเสี่ยงเราได้นะ อยากให้มองที่ความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าเพียงแค่การลดหย่อนภาษี

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าเราทุกคนจะมีเป้าหมายแตกต่างกัน แต่ผมเชื่อเหลือเกินครับว่า ทุกคนจำเป็นต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดการเรื่องเงินสำคัญควบคู่ไปกับภาษี เพื่อให้เป้าหมายชีวิตของเรานั้นเดินทางไปอย่างราบรื่นที่สุดนั่นเอง

ขอให้ทุกคนโชคดีกับเป้าหมายที่เลือกครับ 🙂

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ktaxa.live/Tax2019-aomMoney

บทความนี้เป็น Advertorial

“3 ขั้นตอนเลือกบัตรเครดิต” คิดก่อนใช้ รูดได้ไม่จน คำนวณดอกเบี้ยให้เป็น

“บัตรเครดิต” นั้นดูเหมือนเป็นภาพสะท้อนความนำสมัยของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ตั้งแต่ยุค 4C ก่อนเศรษฐกิจฟองสบู่ต้มยำกุ้งปี 2540 ที่เขาว่ากันว่าต้องมี รถ (Car) , อยู่คอนโด (Condominium) , พกถุงยาง (Condom) และใช้บัตรเครดิต (Credit card) ดังนั้นเป็นความใฝ่ฝันของคนที่เริ่มทำงานที่อยากจะมีติดตัวไว้สักบัตร บางคนก็อาจจะมีหลายๆใบ

แต่ขึ้นชื่อว่า “เครดิต” ก็คือ “การยืมเงินจาอนาคต” ดังนั้นเงินที่ได้มานั้นไม่ได้ลอยมาให้ใช้ฟรีๆ แถมมีค่าเสียเวลาที่เราใช้เรียกว่า “ดอกเบี้ย” ตามมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นจะใช้จะจ่ายอะไรขอให้ระมัดระวัง รูดเพลินเกินห้ามใจ สิ้นเดือนไปน้ำตาตกในจะหาว่าไม่เตือน

วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการเลือกบัตรเครดิตกัน

 ก่อนที่จะเริ่มนับหนึ่งเริ่มต้นเป็นหนี้เราต้องควรคำนึงถึงอะไรบ้าง

“สิ่งแรกสุด” ที่คนส่วนใหญ่ควรจะทำ (แต่ก็ไม่ทำกัน) ก็คือ การอ่านเงื่อนไขในการสมัครบัตรเครดิตนั้น ๆ อย่างละเอียด และทางที่ดีก่อนที่จะสมัคร หากมีคำถามประการใดอยากให้ลองโทรไปสอบถามที่ call center เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้มากที่สุด เรื่องนี้เหมือนเป็นเรื่องเล็กที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ หลายคนรีบอยากมีบัตร เจ้าหน้าที่ให้เซ็นเอกสารอะไรก็ก้มหน้าก้มตาเซ็นอย่างเดียว ซึ่งพวกเงื่อนไขตัวเล็ก ๆ หรือเครื่องหมายดอกจัน นี่ล่ะที่อาจจะทำให้เราลำบากในภายภาคหน้าได้หากไม่อ่านดี ๆ เช่น ค่าปรับหากผิดนัดชำระ ดอกเบี้ย หรือเงื่อนไขการยกเลิกบัตรใบนั้น ๆ จำไว้ว่าอำนาจเป็นของคุณๆต้องได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนจะขอมีบัตรเครดิตสักใบ

“ประการที่สอง” เลือกบัตรเครดิตให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณ บางธนาคารนั้นมีบัตรเครดิตร่วมหรือบริษัทห้างร้านบางแห่งก็ออกบัตรเครดิตของตัวเอง ถ้าหากเราเลือกใช้สินค้าและบริการนั้นๆบ่อยๆการที่เลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ก็อาจจะทำให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เช่น หากคุณชอบเดินทางคุณก็เลือกบัตรที่มีการสะสมไมล์ได้รวดเร็ว จะได้บินฟรีได้เร็วขึ้น หรือบางคนกำลังตกแต่งบ้านอาจเลือกใช้บัตรเครดิตของบริษัทห้างร้านดังกล่าวเพื่อรับส่วนลดที่มากขึ้นก็เป็นการดีกว่า 

“ประการที่สาม” ท่องไว้เลยว่า “มีบัตรเครดิต ไม่ได้แปลว่าต้องใช้บัตรเครดิตเสมอไป” เรามีใช้เพื่อยามฉุกเฉินหรือยามจำเป็น นั้นเป็นเรื่องที่ดี เรามีสิ่งที่ต้องซื้ออยู่แล้วแทนที่จะต้องจ่ายเงินสดจ่ายบัตรเครดิตเพื่อรับแต้มแล้วจ่ายเต็มจำนวนย่อมเป็นเรื่องดี บางคนเข้าใจผิด (หรือแกล้งเข้าใจผิด) ว่าวงเงินบัตรเครดิตที่เขาให้มาซึ่งปกติจะเป็น 3-5 เท่าของรายได้ที่เรายื่นขอ จะต้องใช้ให้หมด ใช้ให้เต็ม  หรือมีไว้เพื่ออวดความโก้หรู เพราะทุกครั้งที่รูดแปลว่าหนี้ของคุณได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องใช้คืนเสมอๆ

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิต คือ “ดอกเบี้ย” จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อเราจ่ายไม่เต็มจำนวน เรียกได้ว่าขาดไปแค่ 0.50 บาท ก็เกิดดอกเบี้ยแล้ว!  วิธีการคำนวณดอกเบี้ยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน การคิดดอกเบี้ยจะคิดเป็นสองขั้นครับ ขั้นแรกคือคิดดอกเบี้ยจากรายการที่เกิดขึ้นทั้งหมด  และขั้นต่อมาคือคิดจากเงินคงเหลือหลังจากที่เราจ่ายขั้นต้นไปแล้ว

จะขอตัวอย่างก็จะได้ดังนี้ครับ

สมมุติเรารูดซื้อโทรศัพท์ไป 20,000 บาท  ซึ่งบัตรเครดิตนี้มีวันสรุปยอด วันที่ 24 พ.ย.  และวันกำหนดชำระบัตรเครดิตคือวันที่ 10 ธ.ค. ซึ่งคุณได้เลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% นั่นคือ 2,000 บาท และในเดือนธ.ค. (วันที่ 10-24) คุณก็ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตอีก

วิธีการคำนวณดอกเบี้ยขั้นแรก :

20,000 บาท(เงินต้นทั้งหมดที่ค้างจ่าย) x 20% (อัตราภาษี)  x 17 วัน (จำนวนวัน วันที่ 24 พ.ย. – 9 ธ.ค.) / 365 วัน = 186.30 บาท

ขั้นที่สอง :

18,000 (เงินต้นค้างจ่าย จาก 20,000-2,000) x 20% x 15 วัน (วันที่ 10 – 24 ธ.ค.) / 365 วัน = 147.95 บาท เพราะฉะนั้นในงวดหลังจากจ่ายขั้นต่ำไป คุณจะไม่ชำระเพียงแค่เงินต้นค้างจ่าย 18,000 บาท แต่จะต้องรวมกับดอกเบี้ยทั้งสองขั้นไปด้วย ซึ่งจะต้องชำระทั้งหมด 18,000 + 186.30 + 147.95 = 18,334.25 บาท.

ดังนั้นอยากให้ฝึกคำนวณดอกเบี้ยให้ดีก่อนจะใช้ทุกครั้งเพราะดอกเบี้ยบางครั้งก็สูงเกือบ 20% ทีเดียวถ้าเราผิดนัดชำระ หรือเลือกชำระขั้นต่ำสามข้อนี้ขอให้เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับคนอยากมีบัตรเครดิตทุกคนเสมอๆ ว่าดอกเบี้ยของบัตรเครดิตนั้นแพงเสมอ

และครั้งหน้า คอลัมน์ ฉลาดใช้ ฉลาดช๊อป by aomMONEY X Punpro จะนำบทความดีๆ อะไรมาฝากเพื่อนๆ ฝากติดตามกันในบทความหน้านะครับ 🙂

Mr.Priceless  aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save