“งาน StockRadars Day จัดเป็นปีที่ 4 ” ติดเรดาร์หาโอกาสในตลาดหุ้นไทยปี 2020

เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวน ตลาดหุ้นเปรียบเสมือนสงครามที่เราต้องเผชิญทั้งอุปสรรคและโอกาสที่พร้อมจะเข้ามาหาเราในทุกเมื่อ เราจึงต้องมีการปรับตัวพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ นั้น ดังนั้นเราจะสามารถหลีกหนีวิกฤตและค้นหาโอกาสการลงทุนในวิกฤตนั้นได้อย่างไร? วันนี้ผมจะพาทุกคนมารู้จักกับการติดเรดาร์หาโอกาสการลงทุนไปด้วยกันครับ

จากวันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 25562 ที่ผ่านมา ทาง aomMONEY ได้รับเชิญเข้าร่วมงาน StockRadars Day ประจำปี 2019 ชวนคุณเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการลงทุน เตรียมพร้อมรับปี 2020 ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า สยามสแควร์ ซอย 1  ก่อนอื่นผมขอพาทุกคนมารู้จักกับงาน StockRadars Day กันก่อนครับ

“StockRadars” เป็นบริษัทที่สร้างแอปพลิเคชั่นเพื่อง่ายสำหรับการลงทุน บริหารงานโดย “คุณธีรชาติ ก่อตระกูล” โดยปี 2019 นี้  งาน StockRadars Day นี้ถูกจัดขึ้นมาเป็นปีที่ 4 แล้วครับ เพื่อหวังการสร้างประสบการณ์ที่ดีร่วมกันระหว่างผู้ลงทุนและทีมงาน ไม่ว่าจะเป็นการได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และรับฟังฟีตแบ็คจากผู้ลงทุน หรือผู้ที่สนใจจะเริ่มต้นลงทุนโดยตรง โดยภายในงานนี้มีแขกรับเชิญเป็น Speaker ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรฐกิจและการลงทุนมาร่วมพูดแชร์ประสบการณ์และแบ่งปันความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ ด้วยกัน 7 ท่าน จะมีใครกันบ้างไปติดตามกันครับ

คุณธีรชาติ ก่อตระกูล (CEO StockRadars)

ได้พูดถึงการอัพเดทเวอร์ชั่นของแอปพลิเคชั่น Stock Radars นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัว carboneum โดยต้องการเชื่อมตลาดทุนแบบดิจิทัลเข้ากับตลาดปกติ และเปิดตัว Radars Point ที่ทำร่วมกับ Partner คุณนท ชุติโสวรรณ CEO ChomCHOB โดยต้องการให้คนทั่วไปที่ซื้อของออนไลน์แล้วได้รับแต้มจากบัตรเครดิตธนาคาร หรือสมาชิกต่าง ๆ มาแลกเปลี่ยนเป็นเงินสด หรือสามารถนำไปใช้เป็น e-wallet ในการจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้ครับ

คุณศรุต โชติเสรีวิทย์ (เจ้าของเพจ Stock Vitamins)

Speaker คนแรก สิ่งที่เขาอยากฝากนักลงทุนงาน StockRadars Day 2019 คือคำว่าโชคดีคือโอกาสที่เราได้เตรียมตัวให้พร้อมเสมอ เพราะไม่รู้ว่าวิกฤติกเกิดเมื่อไหร่

คุณมนสิช จันทนปุ่ม (เจ้าของเพจ แมงเม่าคลับ)

Speaker คนที่ 2 สิ่งที่เขาอยากฝากนักลงทุนงาน StockRadars Day 2019 คือไม่ใช่ว่าวิกฤตแล้วต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ แต่การลงทุนให้ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน คือการมีกลยุทธ์ที่ดี 

อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย (ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด)

Speaker คนที่ 3 ให้ข้อแนะนำ การวิเคราะห์ถึงภาคธุรกิจที่แท้จริงกับนักลงทุนว่า  เมื่อภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยน CEO ต้องพร้อม Relearn สิ่งใหม่ และพร้อม Unlearn สิ่งเก่า โดยไม่นิ่งเฉยต่อสถาการณ์

คุณชัชวนันท์ สันธิเดช (นักลงทุน VI เจ้าของกลยุทธ์สามก๊ก)

Speaker คนที่ 4 ให้ข้อแนะนำนักลงทุนเกี่ยวกับหลักการของสามก๊กว่า คิดใหญ่เหมือนโจโฉ ขยันเหมือนขงเบ้ง ไม่ยอมแพ้เหมือนเล่าปี่ อดทนเหมือนสุมาอี้ จะนำมาซึ่งความสำเร็จ

ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร (ผู้เขียนหนังสือ China 5.0)

Speaker คนที่ 5 แนะนำให้ผู้ลงทุนมองเกมที่มากกว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนคืออะไร นอกจาก Trade War แล้ว Disruption ที่ซ่อนอยู่คือความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์

คุณวัชระ แก้วสว่าง หรือเสี่ยป๋อง (เซียนหุ้นพันล้าน)

Speaker คนสุดท้าย มองวิกฤตจะเกิดได้จากต่างประเทศมากกว่าในประเทศ เพียงแต่ไทยไม่มี Growth ใหม่เพราะทุกธุรกิจกำลังทรานฟอร์ม ใน Panel พิเศษ “ติดเรดาร์หาโอกาสในตลาดหุ้นใหม่ปี 2020” การค้นพบตัวเองให้ได้จะเป็น VI/เทคนิค หรือหาวิธีผสมผสานทั้ง 2 อย่าง พร้อมต้องมีวินัยจะทำให้ฝ่าฝันได้ทุกวิกฤต

ทำไมจะลงทุนหุ้น ต้องคิดถึง StockRadars ?

ปัจจุบันแอปพลิเคชั่น StockRadars มียอดดาวน์โหลดอยู่ที่ 810,000 และได้มีการอัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่เพื่อทำเรื่องหุ้นให้เป็นเรื่องง่ายขึ้น

1. More than 200 Radars จับสัญญาณและคัดกรองหุ้น ที่ช่วยประหยัดเวลาให้คุณ.

2. Radars Builder สร้าง Radars หาหุ้นได้ด้วยตนเอง ตามเงื่นไขที่สนใจ

3. Top Shareholders ใครถือ ใครเท สถาบันไหนถือหุ้นอะไร ดูครบจบในแอพเดียว

4. Major Shareholders ดูสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ย้อนหลังสูงสุด 2 ปี

5. Volume Analysis รู้ราคาต้นทุนตลาด ย้อนหลังได้สูงสุด 3 ปี 

6. Revenue Structure เข้าใจแหล่งที่มาของรายได้แต่ละบริษัท

7. Timeline เลือกคัดกรองเฉพาะแหล่งข้อมูลหุ้นที่น่าสนใจ

8. Alerts แจ้งเตือนทันทีตามเงื่อนไขหุ้นที่สนใจ

9. Favorite X Active Radars เก็บหุ้นที่น่าสนใน Favorite เตือนทันทีที่มีการเคลื่อนไหว

– ราคาสูงสุด/ตำสุดในรอบปี

– ราคาเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

– ปริมาณการซื้อสูงผิดปกติ

– การซื้อขายของผู้ถือหุ้น

– Bid/Offer เคลื่อนไหวมาก

10. Visualize all events on chart ไม่พลาด! ทุกเหตุการณ์ แสดงพร้อมกราฟราคา

StorkRadars.News คืออะไร

นอกจากการติดเรดาร์เพื่อหาโอกาสการลงทุนแล้ว การรับรู้ข้อมูลข่าวสารทั่วไปเกี่ยวกับการลงทุนก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันครับ ภายในงานจึงได้มีการเปิดตัว bussiness Mode ใหม่ ชื่อ “Stork Radars.News” https://stockradars.news/  ซึ่งเกิดจากความต้องการให้ข้อมูลข่าวสารได้ตรงกับความต้องการของผู้รับมากที่สุด โดยการย่อยเนื้อหาผ่านการตกผลึกให้เข้าใจง่ายตามที่คนรุ่นใหม่ต้องการ และนักลงทุนเข้าถึงข้อมูลต่างจากที่เคยเป็น

StorkRadars.News มีข่าวหลากหลายประเภทในทุกวัน อาจจะเป็นข่าวการอัพเดทสถานะของตลาด บทวิเคราะห์หรือบทสัมภาษณ์ต่าง ๆ โดยการนำนักข่าวจริง ๆ มาสอนนักข่าวหุ่นยนต์ ในการเขียนบทความต่าง ๆ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ น่าสนใจใช่ไหมครับ ปัจจุบันแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ของ StockRadars สามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง IOS และแอนดรอยด์ ถ้าพร้อมติดเรดาร์กันแล้ว ก็ไปโหลดกันเลยครับ

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY 

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

    ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน

    มาดูกันว่าจากเหตุการณ์เด่นๆในช่วงนี้ความฝันของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เด่นในช่วงที่ผ่านมา

    ในงวดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 นี้ มาดูกันว่าเรื่องราวเด่นๆในช่วงนี้จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2562

4. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ

    ในงวดวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562 นี้ มาดูกันว่ามีเรื่องเหนือธรรมชาติอะไรที่จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 พฤศจิกายน 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง จะได้ลุ้นสนุกอย่างมีสติกันนะ

WHART ไม่ใช่แค่กอง REIT แต่คือกองทรัพย์ของนักลงทุนกับการเพิ่มทุนครั้งที่ 4!

สวัสดีคร้าบบบบ นักลงทุนทุกท่าน ยินดีต้อนรับสู่คลินิกกองทุนแห่งนี้ครับ หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ที่ผมได้มีโอกาสเขียนบทความรีวิวกอง WHART ไป และได้ทิ้งท้ายข้อความไว้ว่า กอง WHART กองนี้ มีโอกาสลุ้นที่จะเพิ่มทุนอีกครั้ง คล้ายกับหนังแฟรนไชส์ที่มีภาคต่อหลายภาคนั่นเองครับ

“เห็นกองที่มีการเติบโตขนาดนี้ได้นี่ ผมว่าเรามาลุ้นกันต่อดีกว่าว่า จะมีภาคถัด ๆ ไป เหมือนหนังหลาย ๆ เรื่องหรือไม่กันครับ แต่ผมเชื่อว่าด้วยระบบ Logistics ที่มีการเติบโตจากการซื้อสินค้าออนไลน์กันมากขึ้น และมากขึ้นแบบก้าวกระโดดแบบนี้ก็น่าจะมีโอกาสที่ได้เห็นภาค 5 ภาค 6 ต่อไปครับ ซึ่งจะเริ่มใกล้กับ Marvel กับ Fast & Furious เข้าไปทุกทีครับ” 

ซึ่งเป็นข้อความบางส่วนจากบทความที่แล้วครับ

ใครอยากติดตามบทความเดิมของผม ก็สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ https://bit.ly/34wYNpF

และถ้าใครที่ได้อ่านรีวิวกองทุนนี้ไปและได้เป็นเจ้าของ WHART แล้วละก็ คงจะยิ้มหน้าบานแน่นอนครับ เนื่องจากครั้งนี้จะเป็นอีกครั้งที่ WHART จะเพิ่มทุนครับ บทความนี้จึงเหมือนเป็นบทความขอแสดงความยินดีกับคนที่ได้ลงทุนมาก่อนหน้านี้ และให้คนที่สนใจจะลงทุนเพิ่มเติมได้เข้าใจถึงสินทรัพย์ใหม่ที่กำลังจะเพิ่มเติมเข้ามาในกอง WHART นี้ด้วยครับ

ซึ่งการเพิ่มทุนในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งที่ 4 ครับ โดยก่อนหน้านี้ มีการเพิ่มทุนมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันไม่ถึง 2 ปีเลยละครับ เรียกได้ว่า เกือบจะทุกปีจะมีการเพิ่มทุน โดยแต่ละครั้งที่มีการเพิ่มทุนจะมีความหมายความกลาย ๆ ว่าธุรกิจคลังสินค้าเช่าแบบนี้ กำลังเติบโตอย่างมาก ตามสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ที่การขนส่งสินค้ามีความจำเป็นต่อธุรกิจในยุคนี้ ที่มีความต้องการด้านพื้นที่ในการเก็บสินค้ามากขึ้นจากแต่ก่อน 

ซึ่งเดี๋ยวนี้การเก็บสินค้าต่างๆ ก็เพื่อธุรกิจแบบออนไลน์ รวมไปถึงการเติบโตรองรับการมาของโครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ที่จะมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราครับ

ซึ่งการเพิ่มทุนในครั้งนี้ กองทรัสต์จะเข้าลงทุนในทรัพย์สินหลักประเภท คลังสินค้า และโรงงานเพิ่มเติม จำนวน 5 โครงการ โดยมี พื้นที่เช่าอาคารรวมประมาณ 155,237 ตร.ม.( คิดเป็นพื้นที่เช่าที่เพิ่มขึ้นประมาณ 13.8%จากเดิม 1.13 ล้านตร.ม.เป็น 1.28 ล้านตร.ม. ภายหลังทำรายการ) โดยที่การเพิ่มทุนครั้งนี้พื้นที่ส่วนใหญ่จะบริเวณ บางนา-ตราดครับ 

ในการเพิ่มทุนครังนี้ กองทรัสต์ WHART จะเป็นกองทรัสต์ประเภท Industrial REIT ซึ่งจะมีพื้นที่ในโซนบางนา – ตราด ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (อ้างอิงจากงบการเงินไตรมาส 2/2562 ของกองทรัสต์ WHART และมูลค่าการทำรายการในครั้งนี้)

และสินทรัพย์รวมหลังการเพิ่มทุนจะสูงกว่า 38,000 ล้านบาทเลยทีเดียวครับ !!!

แต่ว่าอัตราการเช่าพื้นที่นั้น ไม่ได้ลดลงครับ โดยอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ย (Occupancy Rate) ของทรัพย์สินใหม่ ณ วันที่กองทรัสต์คาดว่าจะเข้าลงทุนประมาณ 91%

นั่นก็หมายถึง สินทรัพย์ใหม่ที่เข้ามาในกอง WHART นั้นล้วนแล้วแต่มีอัตราการเช่าที่สูงนั่นเองครับ โดยที่การเพิ่มสินทรัพย์ใหม่เข้ามาในครั้งที่ 4 นี้มีรายละเอียดดังนี้ครับ

  • โครงการ WHA Mega Logistic Center โครงการ Unilever (Leasehold) บริเวณ สมุทรปราการ
  • โครงการ HWA Mega Logistics Center โครงการ WHA Daiwa (Freehold) บางนา-ตราดบริเวณ สมุทรปราการ
  • โครงการอาคารโรงงาน DTS (Freehold) ศรีราชา ชลบุรี
  • โครงการอาคารโรงงาน Roechling (Freehold) ศรีราชา ชลบุรี
  • โครงการ WHA KPN Mega Logistic Center (Leasehold) บริเวณบางนา-ตราด สมุทรปราการ

โดยที่อัตราส่วนพื้นที่ในบางนา-ตราดจะอยู่ที่ประมาณ 90% ที่เหลือจะเป็นบริเวณชลบุรีครับ ในการเพิ่มทุนครั้งนี้ ส่วนของโรงงานจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยครับ 

นอกจากนี้ครับอย่าลืมว่า คลังสินค้า และ โรงงานของ WHART นี้ ถือว่าทันสมัยมากครับ สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าได้ทุกโซลูชั่นบนแพลตฟอร์มของโครงการ Built- to-Suit Warehouse & Factory (สร้างพื้นที่เช่าให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละราย) ระดับพรีเมี่ยม ที่ครบทั้งระบบสาธารณูปโภค-พลังงาน และ digital infrastructure ตามมาตรฐานสากล และใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเลยละครับ

และหลังจาก WHART เพิ่มทุนแล้วก็ยังคงมีสัดส่วนการถือครอง Freehold ในระดับที่ใกล้เคียงของเดิมครับ ลดลงไม่มากเท่าไหร่ ซึ่งจะยังคงมีสัดส่วนมีมากกว่า Leasehold ดังนั้นยังมีความมีเสน่ห์ของการที่มีสัดส่วน Freehold ที่เยอะ และผมคิดว่าก็จะทำให้นักลงทุนสบายใจว่าได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ด้วย และ ยังได้ลุ้นกับผลตอบแทนที่ดีขึ้นจากส่วนของ Leasehold อยู่เหมือนเดิมครับ

แต่ทั้งนี้ผมอยากให้นักลงทุนเน้นไปดูที่ผลตอบแทนที่จะได้รับในรูปแบบของ ผลตอบแทนเฉลี่ย หรือ IRR ของการลงทุนอยู่ดีครับ ซึ่งหลังจากการเพิ่มทุนไปแล้ว แนวโน้มของผลตอบแทนก็ดีขึ้นอีกด้วยครับ

ยิ่งไปกว่านั้นครับ กอง WHART นั้นมีลูกค้าคนสำคัญ ๆ และเป็นรายใหญ่ที่มาใช้บริการกันอย่างมากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม E-Commerce ที่กำลังมาแรงอย่าง Shopee , JD Central และกลุ่มที่เป็นสินค้าในอนาคตอย่าง โรงงานผลิตแบตเตอรี่แรงดันสูงสำหรับรถยนต์Plug-in Hybrid ของค่ายรถจากประเทศเยอรมนีครับ

เมื่อเห็นลูกค้าแบบนี้ ผมเชื่อว่าคนที่ถืออยู่แล้วน่าจะสบายใจว่า ในอนาคตเองหากมีการใช้รถ Hybrid หรือ EV มากขึ้นในบ้านเรา รายได้ที่เกิดจากค่าเช่าตรงนี้เองก็มีแนวโน้มที่จะมีความสม่ำเสมอมากขึ้นไปด้วยครับ และหลังจากการเพิ่มทุน สัดส่วนของลูกค้าทั้ง E-Commerce และ ผู้ผลิตสินค้าอนาคต อย่าง Plug-in Hybrid/EV ในกอง WHART นี้ก็มีสัดส่วนสูงมากขึ้น กระจายความเสี่ยงมากขึ้นครับ

นอกจากนี้ก็ยังมีทั้งผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้แล้วหมดไปอย่างรวดเร็ว(FMCG) และ โรงงานก็ต้องถือว่ามีการกระจายตัวของผู้เช่าคลังสินค้าได้มากขึ้น ก็จะเป็นการกระจายความเสี่ยงของรายได้อีกด้วยครับ

ส่วนระยะเวลาสัญญาของลูกค้าที่มาเช่าของคลังสินค้า และ โรงงานต่าง ๆ ก็ยังคงอยู่ในอายุที่ยาวมากอยู่ครับ อยู่ที่ประมาณ 4 ปี โดยสัญญาระยะยาวมีตั้งแต่ 8 – 14 ปี ดังนั้นนักลงทุนเองก็สบายใจได้ครับว่า รายได้ที่จะได้รับมานั้นน่าจะมีความสม่ำเสมอพอสมควรครับ

โดยสรุปจุดเด่นของกอง WHART นี้คือ กอง WHART นี้ถือว่าทำเลนั้นเป็นจุดสำคัญคือ

เป็น HUBs ด้านโลจิสติกส์ ของการลงทุน ที่ครอบคลุมทุกมิติ บนพื้นที่ยุทธ์ศาสตร์การพัฒนาของประเทศ โดยเฉพาะในเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ดึงดูดผู้มาลงทุนเพราะว่าเป็น Built- to-Suit Warehouse & Factory ระดับพรีเมี่ยม ที่ครบทั้งระบบสาธารณูปโภค-พลังงาน และ digital infrastructure ตามมาตรฐานสากล และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ให้ความมั่นใจด้วยสัญญาเช่าส่วนใหญ่ระยะยาว พร้อมผู้เช่าศักยภาพสูง ในหลากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ กระจายความเสี่ยงมากขึ้นหลังการเพิ่มทุน และมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอจากผู้เช่าที่หลากหลายมากขึ้น

ทำให้ผมเชื่อว่าการเพิ่มสินทรัพย์เข้ามาในกองครั้งที่ 4 นี้น่าจะให้ประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยปัจจุบัน และ ประเทศไทยเป็นอย่างมากครับ เพราะว่าระบบคลังสินค้า รวมถึง Logistics แบบ First – Second Mile หรือจากโรงงานผลิตส่งไปเก็บไว้ในคลังสินค้าก่อนส่งให้ปลายทางแบบ Last Mile (พี่วินมอเตอร์ไซด์) ก่อนที่จะถึงมือเรานั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างหนึ่งในการพัฒนาประเทศ เพราะว่าช่วยให้ธุรกิจต่าง ๆ เติบโตได้อย่างมั่นคงอีกด้วยครับ

ดังนั้น การมาเป็นเจ้าของกอง WHART ก็เปรียบเสมือนกับว่ามาเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ช่วยพัฒนาประเทศไปอีกทาง และได้รับผลตอบแทนที่ดี สม่ำเสมอเป็นรางวัลครับ

สุดท้ายนี้ ผมขอให้นักลงทุนทุกท่านอย่าลืมที่จะกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนกับกองทุนอสังหา ฯ หรือ REITs ในกลุ่มอื่น ๆ เช่น ออฟฟิศเช่า สำนักงานเช่า หรือ ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ยิ่งกระจายไปหลายกลุ่มธุรกิจก็จะยิ่งดีมากขึ้น เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีมากขึ้นไปอีกครับ 

แต่ถ้านึกถึงคลังสินค้าเช่า และ โรงงานให้เช่าแบบทันสมัยที่สุดก็อย่าลืม กอง WHART นี้ด้วยนะครับ แล้วมาลุ้นการเพิ่มทุนครั้งหน้ากันอีกนะครับ วันนี้ผมลาไปก่อน ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีกับการลงทุนใน WHART นี้นะครับ “สวัสดีครับ”

ใครสนใจการเพิ่มทุนครั้งนี้ สามารถติดตามสอบถามได้ที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) โทร 02-888-8888 หรือ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ WWW.SEC.OR.TH หรือ WWW.WHAREIT.COM

บทความนี้เป็น Advertorial

วัยทำงานเริ่มต้นเก็บเงินอย่างไร

ช่วงที่ผ่านมาอภินิหารเงินออมได้รับคำถามจากนักศึกษาที่กำลังจะเรียนจบ เช่น เริ่มทำงานควรเริ่มเก็บเงินแบบไหน ควรมีเงินเก็บก้อนแรกเท่าไหร่ มีเงินก้อนหนึ่งเอาไปเก็บไว้ที่ไหนดี ฯลฯ เป็นคำถามที่น่าสนใจก็จะเอามาเขียนเล่าให้ฟังในบทความนี้ว่าควรจัดการเงินช่วงเริ่มทำงานอย่างไร

2 ขั้นตอนเริ่มเก็บเงิน 

1. เป้าหมายต้องชัดเจน : เราต้องการเก็บเงินไปทำอะไร

อารมณ์เหมือนชวนเพื่อนไปกินข้าว ถ้าเราถามว่ากลางวันนี้ไปกินอะไร เพื่อนก็จะตอบว่า “อะไรก็ได้” กว่าจะเลือกได้ว่ากินอะไรก็ใช้เวลานาน มันก็เหมือนการเก็บเงินที่ไร้จุดหมาย รู้ว่าต้องเก็บแต่ไม่รู้ว่าเก็บแล้วจะเอาไปใช้ตอนไหน

คราวนี้เอาใหม่ ถ้าเราบอกเพื่อนไปว่ากลางวันนี้ไปกินส้มตำร้านข้างที่ทำงาน พอถึงช่วงพักก็เดินดิ่งไปที่ร้านส้มตำ สั่งแล้วกินได้ทันที มันเหมือนกับการเก็บเงินอย่างมีจุดหมาย รู้ว่าจะใช้เงินก้อนนี้ไปทำอะไร

การตั้งเป้าหมายที่จัดเจน คือ อะไร เท่าไหร่ เมื่อไร่                                                  

เช่น เก็บเงินทำธุรกิจเล็กๆอีก 10 ปีใช้เงินประมาณ 150,000 บาท

2. ควรเก็บเงินไว้ที่ไหน

ปวดหัวก็กินยาแก้ปวด ถูกหมากัดก็ต้องไปฉีดยา การเจ็บป่วยแต่ละแบบมีวิธีรักษาแตกต่างกัน วิธีการเก็บเงินก็เช่นกัน ตอนนี้มีการเก็บเงินมีให้เลือกหลายสิบวิธี อนาคตก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละแบบก็จะเหมาะสมกับเป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน 

วัยทำงานเริ่มต้นเก็บเงินอย่างไร

เอาล่ะ!! เรามาลองดูตัวอย่างจริงจะได้เข้าใจมากขึ้น น้องอภินิหารเงินออมเพิ่งเรียนจบอายุ 22 วัยทำงานและเป็นความหวังของครอบครัวเพราะมีหลายชีวิตที่ต้องดูแล หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วมีเงินเหลือเก็บเดือนละ 2,000 บาท มีความฝันว่าอยากไปเที่ยวต่างประเทศ อนาคตอยากเริ่มต้นทำธุรกิจเล็กๆเป็นของตัวเอง แนวคิดการแบ่งเก็บเงินตามภาพนี้เลยจ้า

วัยทำงานเริ่มต้นเก็บเงินอย่างไร

ภาพนี้เราเก็บเงินเดือนละ 2,000 บาท แบบคงที่ แต่ความจริงแล้วเราทำงานนานขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ทำให้เงินเดือนมากขึ้น สุดท้ายเราเก็บออมได้มากขึ้นด้วย ซึ่งการวางแผนต้องมีทางออกฉุกเฉินให้ตัวเองด้วย ภาพนี้จะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ อายุยืนเรามีชีวิตอยู่จะได้รับอะไรบ้างและอายุสั้น เราเหลืออะไรไว้ดูแลครอบครัวบ้าง

เงินแต่ละก้อนมีหน้าที่ของตัวเอง(เป้าหมายการเงิน) เช่น แบ่งไว้ว่าก้อนนี้เอาไว้ใช้จ่ายเรื่องสุขภาพ ก้อนนี้เอาไว้ไปเที่ยวช้อปปิ้ง ก้อนนี้เอาไว้ให้พ่อแม่ ก้อนนี้เอาไว้คุ้มครองรายได้ โจทย์นี้น้องอภินิหารเงินออมมี 3 เป้าหมายก็แบ่งเงินไว้ 3 ที่ คือ 

  • ท่องเที่ยวต่างประเทศ : เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง 

เก็บเดือนละ 742 บาท ควรเก็บไว้ที่ความเสี่ยงต่ำ เพราะเงินต้นปลอดภัย เวลาจะใช้เงินก็ถอนออกไปเที่ยวได้ทันที 

  • ทำธุรกิจเล็กๆ : กองทุนรวมหุ้น

เก็บเดือนละ 1,000 บาท เราจะใช้เงินก้อนนี้อีก 10 ปีข้างหน้าและเป็นคนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ เก็บไว้ที่กองทุนรวมหุ้นก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะเงินเติบโต

  • คุ้มครองรายได้ : ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

จ่ายเบี้ยประกันเดือนละ 258 บาท เพื่อรับความคุ้มครอง 200,000 บาท หากอายุสั้นเสียชีวิตจะได้มีเงินก้อนนี้มาจัดงานศพของตัวเองและดูแลครอบครัว

ทำไมต้องคุ้มครองรายได้?

“เรารู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย” เราควรเลือกวิธีการเก็บเงินเผื่อความไม่แน่นอนของชีวิตนี้ไว้ด้วย สมมติว่า ถ้าทำงานมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท รวมกัน 10 ปี เราหารายได้มาดูแลครอบครัวได้ 2,400,000 บาท (ยังไม่รวมเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น) อนาคตที่จะเกิดขึ้นมี 2 แบบ คือ

  1. เราอายุยืน เราสร้างรายได้และดูแลครอบครัวให้มีชีวิตที่ดี ได้รับเงินหลายสิบล้านบาท

  2. เราอายุสั้นเสียชีวิตไปก่อน เงินก้อน 2 ล้านบาทที่ครอบครัวของเราได้รับก็จะหายวับไปด้วย

อ่านเพิ่มเติมแนวคิดการคุ้มครองรายได้ได้ที่บทความ เราทำประกันรายได้ให้ครอบครัว ต้องใช้เงินเท่าไหร่ http://bit.ly/2WSBBiW

สรุปว่า…

เราควรเก็บเงินไว้ที่ไหนก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเงินของแต่ละคน “มันต้องชัดเจน” ว่าต้องการใช้เงินก้อนนี้ไว้ทำอะไร ใช้ตอนไหนและใช้เท่าไหร่ แล้วค่อยเลือกว่าจะเก็บไว้ที่ไหน เพราะวิธีการเก็บเงินแต่ละแบบตอบโจทย์เป้าหมายการเงินแตกต่างกัน สิ่งสำคัญ คือ วางแผนเผื่ออายุยืนแล้ว ควรวางแผนเผื่ออายุสั้นด้วย เพื่อเป็นทางออกฉุกเฉินให้กับครอบครัวที่เรารักได้นะจ๊ะ

————————————————-

เพิ่มเติม : บทความนี้นำมาเล่าใหม่ในคลิปเสียงนี้นะจ๊ะ

ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเริ่มต้นเก็บเงินนะจ๊ะ

เพจอภินิหารเงินออม

REIMAGINE ชีวิตก็สนุกได้ ถ้าใช้ไลฟ์สไตล์กับการออมมาอยู่ด้วยกัน

ทุกช่วงของชีวิตเต็มไปด้วยความสนุกตามเทรนด์ไลฟ์สไตล์ที่หมุนเข้ามาให้เราได้ทดลองใช้ ไม่ว่าจะเป็นการออกเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ในแต่ละประเทศ การได้กินอาหารอันเลิศรส การได้ครอบครอง Gadget เทคโนโลยีสุดเจ๋ง ทั้งหมดคือการได้ทดลองและครอบครองสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ชีวิตที่โดยมากก็ต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘เงิน’ มาเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ประสบการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการ ‘จ่าย’ เพื่อให้ได้มา

เมื่อทุกช่วงของชีวิตเต็มไปด้วยไลฟ์สไตล์ที่แสนสนุก คนยุคใหม่จึงไม่คิดที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินแล้วไปเที่ยวในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่กลับมีวิธีคิดถึงเรื่องการออมมากขึ้น ผ่านการใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่บันทึกและมีผลสรุปที่ง่ายต่อการเตือนเรื่องการใช้จ่าย พฤติกรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้น จึงเรียกได้ว่าเป็นการ REIMAGINE เรื่องการออมกับไลฟ์สไตล์ที่แสนสนุกให้อยู่เคียงข้างกันได้อย่างไม่เสียผลประโยชน์ และมันจะยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นถ้าคุณได้ลองนำ 4 ทริคง่ายๆ ซึ่งใครๆ ก็ทำได้จาก aomMONEY ไปใช้กันจ้า

1. ความฝันที่ยิ่งใหญ่สร้างได้ด้วยการค่อยๆ ออม

“อยากมีเงิน 1 ล้านบาท เพื่อซื้อรถคันแรก”

ความฝันไม่ใช่ผู้ผิด ความผิดอยู่ที่ตัวเราเองที่คิดแต่ไม่ยอมหัดรู้จักวางแผน ยิ่งรู้ว่าเป้าหมายชีวิตใหญ่ขนาดนี้ สิ่งแรกที่ควรทำก่อนคือ กำหนดระยะเวลากับเงินที่ต้องใช้ และค่อยๆ แยกภาพใหญ่ให้เป็นภาพย่อยเพื่อค่อยๆ พิชิตเป้าหมายไปทีละน้อยจนเกิดภาพใหญ่จะง่ายกว่าเยอะ

เช่น ความคิดนี้เกิดขึ้นตอนอายุ 20 และคิดว่าตอนอายุ 30 จะซื้อรถคันแรก ด้วยเงิน 1 ล้านบาท ถ้ามีการวางแผนดีๆ ด้วยการเริ่มเก็บเงินตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงอายุ 30 เราจะเก็บเงินเพียง 8,333.33 บาทต่อเดือน ซึ่งจะง่ายกว่าการหาเงินล้านภายในปีเดียวแน่นนอน โอกาสที่จะได้ซื้อรถคันแรกตามที่ฝันไว้มันก็ไม่ไกลเกินเอื้อม ถึงแม้อาจจะใช้เวลาเสียหน่อย แต่อย่างน้อยนี่คือความสนุกและประสบการณ์ชีวิตที่กำลังจะได้มานั่นเอง

2. เงินที่หามาจากไหน ถ้าไม่ใช่การออมและการหารายได้เสริม

“เงินเดือนสตาร์ท 15,000 เก็บเงินยังไม่ถึงฝัน ต้องเริ่มหารายได้เสริม”

เงินเดือนของเด็กจบใหม่อาจไม่ได้เยอะก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อเรามีเป้าหมายให้ไปต่อก็ให้ใช้ต้นทุนที่ดีกว่าคนอื่นๆ นั้นคือ เวลากับพลังงานที่ยังล้นเหลือ รวมถึงภาระที่ยังไม่มี ให้ไปหางานเสริมเพื่อเป้าหมายที่เราวางไว้อย่างการเดินทางไปเที่ยวยุโรป ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีอาชีพที่ทำควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์และได้เงินมากมาย เช่น อาชีพนักรับจ้างรีวิวอาหาร เครื่องดื่ม สถานที่ท่องเที่ยว ด้วยการเขียนบทความ หรือถ่ายทอดเป็นวิดีโอหากคุณมีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ก็ทำให้คุณสามารถสร้างรายได้เสริมควบคู่ไปกับงานประจำและไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองสนใจได้ด้วย 

ยิ่งทำบ่อยๆ ก็จะเกิดทักษะที่เชี่ยวชาญ รวมถึงประสบการณ์ในการนำเสนอที่โดดเด่น ซึ่งระหว่างทางนี้แหละที่เป็นการสั่งสมมูลค่าของงานหลักและงานเสริมที่ทำ ซึ่งทำให้เราได้ทั้งความสนุกและรายได้ที่มากขึ้น

3. ออมประจำก็ต้องทำ สินค้าจากไลฟ์สไตล์ก็ควรออม

“หลักการออมอย่างน้อย 10 – 30% จากรายได้ประจำที่เข้ามา” 

นี่เป็นหลักคิดที่คนรุ่นใหม่ทราบดีกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออมเพื่อสะสมเงินฉุกเฉินให้ครบ 6-12 เดือนจากรายจ่ายประจำเพื่อใช้ในช่วงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่น อุบัติเหตุ หรือ ตกกงานกะทันหัน แต่การออมก็ยังมีอีกมุมหนึ่งที่สามารถทำควบคู่ไปกับไลฟ์สไตล์ได้อย่างสนุก นั่นคือ การหักออมอย่างน้อย 10% จากสินค้าที่ไม่ได้วางแผนว่าจะซื้อ เช่น ถ้าจะซื้อรองเท้าผ้าใบ ราคา 3,000 บาท เราก็ควรหักเงินออมเอาไว้ 300 (10% จากราคาซื้อ) ก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการบังคับตัวเองให้ออมจากสินค้าไลฟ์สไตล์ได้เช่นกัน

4. บัตรเครดิตคืออนาคตของพฤติกรรมการเงินของคนยุคใหม่

“เรากำลังเข้าสู่สังคม Cashless Society”

ไม่ช้าก็เร็ว เราคงหนีไม่พ้นสังคมไร้เงินสดอย่างแน่นอน และหนึ่งในตัวกลางที่จะถูกใช้มากขึ้นก็คือบัตรเครดิต ที่คนยุคก่อนอาจมองว่าเป็นตัวกลางที่ก่อให้เกิดหนี้สินส่วนบุคคล แต่หากมองลงไปจริงๆ แล้ว ผลเสียเหล่านั้นเกิดจากพฤติกรรมการใช้จ่ายเกินตัวส่วนบุคคลมากกว่า

ในทางตรงกันข้ามบัตรเครดิตกลับมีประโยชน์สำหรับคนยุคใหม่ที่ใช้เป็นอย่างมหาศาล เพราะบัตรเครดิต 1 ใบสามารถระบุได้ว่าเราเป็นคนมีวินัยในการชำระหนี้ได้ดีแค่ไหน ถ้ามีพฤติกรรมที่ดีก็ส่งผลไปยังสิทธิและโอกาสในการทำธุรกรรมการเงินในอนาคต

รวมถึงบัตรเครดิตยังสามารถสะสมแต้ม เพื่อทำการลดราคา แลกสินค้า หรือระยะทางในการเดินทางไปต่างประเทศไทยได้ด้วย ซึ่งถือเป็นการออมเพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์แบบคนยุคใหม่ที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าการ REIMAGINE เรื่องเงินก็สามารถทำให้ชีวิตสนุกได้ยิ่งกว่าที่เคยเป็น ถ้ามีไลฟ์สไตล์กับการออมมาคู่กัน แบบที่ทาง aomMONEY แนะนำไว้ตั้งแต่ข้อแรกที่เริ่มจากการวางเป้าหมายและแผนการ รวมถึงการหารายได้เสริม การออม ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือทางการเงินให้เป็นอย่างบัตรเครดิตที่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ขอแค่รู้ตัวรายรับ รายจ่าย ด้วยการทำบัญชี จะทำผ่านการจดหรือบันทึกผ่านแอพก็ไม่ว่ากัน

ทั้งหมดนี้คือการ REIMAGINE เรื่องการเงินของคนยุคใหม่ที่ทำให้เรื่องเงินกับเรื่องไลฟ์สไตล์เดินคู่กันได้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ชีวิตสนุกแล้ว ยังปลอดภัยไร้กังวลอีกด้วย

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความ Advertorial

เรารับประกันรายได้ให้ครอบครัว ต้องใช้เงินเท่าไหร่

เรามีความต้องการไม่จำกัด เพราะมีความจำเป็นต้องซื้อบ้าน ซื้อรถ ค่าเรียนลูก ค่าท่องเที่ยวและอีกสารพัดเรื่องที่ต้องใช้เงิน ในขณะที่เรามีเงินค่อนข้างจำกัด ทำให้เราซื้อทุกอย่างในเวลาเดียวกันไม่ได้ นั่นแปลว่าเราจะต้องใช้เงินแต่ละบาทคุ้มค่ามากที่สุด หนึ่งในเป้าหมายการเงินที่สำคัญ คือ การคุ้มครองรายได้ เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น อภินิหารเงินออม อยากให้ลองมาคิดเรื่องนี้ไปพร้อมกัน

ทางเลือกของเรา

มือถือเครื่องเก่าพัง แล้วจำเป็นต้องซื้อเครื่องใหม่ เรากำลังตัดสินใจซื้อมือถือราคา 20,000 บาท เราไปที่ร้านมีให้เลือก 2 ราคา คือ

  • ราคาที่ 1 ขายราคา 20,000 บาท 

ทางร้านขายขาด ถ้าเราซื้อไปใช้งานแล้วเกิดปัญหา ทางร้านไม่รับผิดชอบ เอาเครื่องมาเปลี่ยนไม่ได้

  • ราคาที่ 2 ขายราคา 20,500 บาท 

เราจ่ายแพงขึ้น 500 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าภายใน 15 วัน ถ้าเราเอาไปใช้งานแล้วตัวเครื่องหรือโปรแกรมภายในมีปัญหา สามารถเอามาเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่ได้ทันที

เราเลือกจ่ายราคาไหน?

  • จ่าย 20,000 บาท

แปลว่า เราเลือกที่จะแบกรับความเสี่ยงไว้เอง ถ้าเครื่องเสียหายน้อยก็ทนใช้ต่อไป แต่ถ้าเสียหายมากก็ต้องทำใจและหาเงินเพิ่มไปซื้อเครื่องใหม่

  • จ่าย 20,500 บาท

แปลว่า เราเลือกที่จะจ่ายเพิ่มอีก 500 บาท เพื่อโอนความเสี่ยงให้บริษัทประกันรับผิดชอบ อุ่นใจ ถ้าเครื่องเสียหายภายใน 15 วันก็เอามาเปลี่ยนได้

ราคามือถือ = รายได้ตลอดชีวิตของเรา

สมมติว่ามือถือเครื่องนี้ คือ ความสามารถของเราในการหารายได้ให้คนในครอบครัวที่รัก เราเลือกที่จะจ่ายเงินเพื่อปกป้องรายได้ตลอดชีวิตนี้จำนวนเท่าไหร่?

ตัวอย่าง : เราอายุ 30 มีรายได้เดือนละ 30,000 บาท ทำงานอีก 30 ปีก็จะเกษียณตอนอายุ 60 ถ้าคิดแบบเงินเดือนคงที่ แปลว่าตลอดชีวิตเราหารายได้ให้ครอบครัวได้อย่างน้อย 10 ล้านบาท อนาคตที่จะเกิดขึ้นมี 2 แบบ คือ อายุยืนและอายุสั้น เราสามารถคุ้มครองรายได้อย่างไร

เรารับประกันรายได้ให้ครอบครัว ต้องใช้เงินเท่าไหร่

ภาพจาก : http://bit.ly/2rbJdkL

ประกันชีวิต คือ การป้องกันความเสี่ยงของชีวิตที่วิธีการเก็บเงินแบบอื่นทำไม่ได้ เช่น ลงทุนหุ้น หากเสียชีวิต ครอบครัวได้รับเงินมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นหุ้นขึ้นหรือลง ในขณะที่ประกันชีวิตจ่ายเบี้ยหลักหมื่น คุ้มครองหลายล้านบาท ซึ่งประกันชีวิตแต่ละแบบเหมาะกับเป้าหมายการเงินและมีรายละเอียดแตกต่างกัน

แบบประกันชีวิตที่เหมาะกับการคุ้มครองรายได้ คือ 

แบบชั่วระยะเวลา แบบตลอดชีพ แบบควบการลงทุน

จากตัวอย่างนี้เป็นน้องหญิงอายุ 30 – 60 หารายได้ให้ตัวเองและครอบครัวประมาณ 10,800,000 บาท (ความจริงต้องมากกว่านี้เพราะน้องหญิงมีความสามารถหารายได้เพิ่มขึ้นทุกปี)

3 แบบประกันที่เหมาะสมกับเป้าหมายคุ้มครองรายได้ 10,000,000 บาท

แบบที่ 1 แบบชั่วระยะเวลา 

  • จ่าย 20 ปีๆละ 24,400 บาทรวม 488,000 บาท ไม่มีมูลค่าเงินสด 
  • เบี้ยประกันนำมาลดหย่อนภาษีได้ 100%
  • การได้รับเงิน คือ กรณีเสียชีวิตภายใน 20 ปีเท่านั้น ครอบครัวถึงได้รับเงินคุ้มครองรายได้ 10,000,000 บาท ถ้าเกินกว่า 20 ปีทุกอย่างกลายเป็นศูนย์

แบบที่ 2 แบบตลอดชีพ 

  • จ่าย 20 ปีๆละ 161,100 บาทรวม 3,222,000 บาท มีมูลค่าเงินสด กู้กรมธรรม์ได้ 
  • เบี้ยประกันนำมาลดหย่อนภาษีได้ 100%
  • ได้รับเงิน 2 กรณี คือ
    • อายุสั้นเสียชีวิตมีเงินดูแลครอบครัว 10,000,000 บาท
    • อายุยืนเพราะดูแลตัวเองดี อายุ 98 ได้รับเงินก้อนเพื่อดูแลตัวเอง 10,000,000 บาท ถ้าเราต้องการใช้เงินเร็วกว่าอายุ 98 สามารถเวนคืนกรมธรรม์มาใช้ได้ แต่จะได้เท่าไหร่ก็ต้องดูว่าคุ้มกับเงินที่จ่ายไปหรือยัง (วิธีคำนวณอยู่ข้างล่างบทความจ้า)

แบบที่ 3 แบบควบการลงทุน 

  • เราเลือกจ่ายกี่ปีก็ได้แต่ควรจ่ายมากกว่า 10 ปี ถ้าจ่าย 20 ปีๆละ 40,000 บาท รวมทั้งหมด 800,000 บาท 
  • เบี้ยประกันนำมาลดหย่อนภาษีได้บางส่วน คือ เฉพาะส่วนที่คุ้มครองชีวิตเท่านั้น ส่วนที่เป็นการลงทุนนำมาลดหย่อนภาษีไม่ได้
  • ได้รับเงิน 3 กรณี คือ
    • หากทุพพลภาพ : ได้รับเงินก้อนมาดูแลตัวเองก่อน 10,000,000 บาท
    • โชคร้ายทุพพลภาพแล้วเสียชีวิต : รับเงินทุพพลภาพ 10,000,000 บาทเพื่อดูแลตัวเองและกรณีเสียชีวิตมีเงินดูแลครอบครัว 10,000,000 + เงินจากการลงทุนในกองทุนรวม
    • เราสุขภาพดี : อายุยืน ถอนเงินจากประกันชีวิตมาใช้ได้ 

เบี้ยประกันแตกต่างกันตามเพศและอายุ ในตัวอย่างนี้เป็นเบี้ยประกันของบริษัทแห่งหนึ่ง หากต้องการรู้ของตัวเองสอบถามได้กับตัวแทนประกันที่ดูแลได้เลยจ้า

สรุปว่า…

เราต้องการทำงานหารายได้ให้ครอบครัว ถ้าเรามีชีวิตอยู่ ครอบครัวแฮปปี้มีรายได้แน่นอน แต่ถ้าเราอายุสั้น เสียชีวิตเร็วกว่าที่คิด ก็ยังมีประกันชีวิตที่คุ้มครองรายได้ให้ครอบครัวจำนวน  10,000,000 บาท แต่เราจะเลือกประกันแบบไหน ควรเข้าใจว่าประกันแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไรและที่สำคัญ ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพคล่องของเราด้วยนะจ๊ะ

ความรู้เพิ่มเติม : เรื่องประกันชีวิตที่ควรรู้

  • เราเหมาะสมกับประกันชีวิตแบบไหน http://bit.ly/2CjNNzQ

  • วิธีคำนวณมูลค่าเงินสดของประกันชีวิต (เงินเวนคืน) http://bit.ly/36H273a

มีสติก่อนกด CF “วันคนโสด 11.11” ช้อปเพราะจำเป็น ไม่ใช่ช้อปเพราะของ SALE

กลับมาพบกับบทความคอลัมน์ “ฉลาดใช้ ฉลาดช้อป” by aomMONEY X Punpro กันเช่นเคยครับ ช่วงนี้ฤดูกาลแห่งการช้อปปิ้งออนไลน์ อย่าง “11.11 ลดราคาวันคนโสด” กลับมาอีกแล้ว เรียกได้ว่าบัตรเครดิตในมือเพื่อนๆ หลายคนสั่นระริกเลยทีเดียว

ขอย้อนประวัติ “มหกรรมช้อปออนไลน์วันคนโสด” สักเล็กน้อย ซึ่งมาจากไอเดียอันชาญฉลาดของทีมงานเจ้าพ่อช้อปปิ้งออนไลน์ “แจ๊ค หม่า” แห่งอาลีบาบา ซึ่งไอเดียดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2008 และทำให้อาลีบาบาทำสถิติยอดช้อปปิ้งสูงสุดในรอบปีนั้นๆได้ซึ่งตัวเลขนั้นสูงกว่า Black Friday วันช้อปออนไลน์ของโลกตะวันตกเสียอีก

ซึ่งตัวเลข 11.11 นั้น เลข 1 แทนความหมายของคนโสด และเมื่อเราโสดเราก็มีเวลา มีเงิน และว่างพอที่จะปรนเปรอความสุขให้ตัวเอง ปี 2018 ที่ผ่านมาก็ทำสถิติใหม่213,500 ล้านหยวน (30,800 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือคิดเป็นเงินไทย ราวกว่า 1.06 ล้านล้านบาท โดยยอดการซื้อขาย (Gross Merchandise Value – GMV) สูงกว่ายอด GMV ของปีที่แล้ว คิดเป็นอัตราเพิ่ม ราว 27 เปอร์เซ็นต์

หลังจากนั้นบริษัทที่ทำอีคอมเมิร์ชต่างผลิตแคมเปญต่างๆออกมาต้อนรับขาช้อปออนไลน์ เท่านั้นยังไม่พอยังขยายไปในเดือนต่างๆเป็น วันที่9เดือน9  วันที่10เดือน10  เพื่อกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเงินผ่านออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทั้งลดแลกแจกแถม เรียกได้ว่าถ้าใจไม่แข็งพอก็สามารถล้มละลายได้อย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ aomMONEYxปันโปร อยากจะขอเตือนสติก็คือ แล้วเราจะช้อปปิ้งอย่างมีสติได้อย่างไรบ้าง?

ข้อแรก

ลิสต์รายการที่อยากได้และมีความจำเป็นที่ต้องซื้ออยู่แล้วก่อน เช่น โทรทัศน์เสียเมื่อไปถามช่างแล้วซื้อใหม่ถูกกว่าซ่อมเสียอีก ไหนๆก็จะต้องซื้อใหม่อยู่แล้วใช้โอกาสนี้ในการซื้อ ก็ถือว่าไม่ได้ไปกระตุ้นอุปสงค์ส่วนเกิน แต่เป็นการซื้อเพื่อทดแทนแถมยังได้ลดราคาอันนี้ถือว่าคุ้มค่า เวลาเปิดหน้าเว็บชอปปิ้งจะได้ตั้งสติมุ่งตรงไปดูสินค้าที่อยากจะซื้อที่สุดก่อน ไม่หลงไปกับป๊อปอัพที่เด้งขึ้นมายั่วยวนใจ

ข้อสอง

เปรียบเทียบราคาให้ดี บางทีอาจจะ”หลังหัก”ได้  คือเราควรจะเช็กราคาก่อนวันมหกรรมลดราคา บางสินค้าอาจจะถูกกว่าวันลดราคาด้วยซ้ำ เพราะในวันมหกรรมลดราคาบางเว็บก็จะมีการอัพราคาตั้งขายให้สูงเกินจริง ก่อนที่จะปรับลดราคาให้ดูเสมือนว่าได้ราคาถูกลง แท้จริงอาจจะแพงกว่าราคาปรกติก็ได้ และลองเทียบราคาจากหลายๆเว็บเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด

ข้อสาม

พูดง่ายแต่ทำยาก “ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกเทศกาลที่ลดราคาก็ได้” เพราะไม่อย่างนั้นบิลบัตรเครดิตมาจะนั่งซับน้ำตากัน จดให้ละเอียดเลยว่าซื้อสินค้าอะไรไปเท่าไร เพื่อที่เมื่อถึงการจ่ายรอบบิลจะสามารถจ่ายเต็มจำนวนได้ไม่ใช่ว่าซื้อเยอะแล้วไปจ่ายบิลขั้นต่ำ แบบนั้นดอกเบี้ยจะสูงมากๆ ขอให้มีสติ #ซื้อเมื่อจำเป็นไม่ใช่ซื้อเมื่ออยากได้

ขอแค่นี้ทำได้ไหม เพราะโสดอย่างไรแต่ถ้าชีวิตมีเงิน ย่อมดีกว่าโสดทั้งทีแถมมีหนี้ให้ชดใช้อีกแน่ๆ

Mr.Priceless  aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

แมนูไลฟ์ ออมคุ้มคุ้ม Max 10/5 : ประกันสะสมทรัพย์ผลตอบแทนคุ้มๆ ในยุคดอกเบี้ยต่ำ

พบกับบทความจากทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY อีกแล้วนะครับ ในยุคดอกเบี้ยขาลงเช่นยุคนี้ ผลตอบแทนของการออมการลงทุน ก็ลดต่ำลงตามดอกเบี้ยที่ลดลงเรื่อยๆ หันไปทางไหนก็หาการออมการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนดีๆ ยากเหลือเกิน

หากจะอยากได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงให้มากขึ้น แต่สถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันก็มีแต่ความผันผวน ไม่แน่นอน จนเพื่อนๆ หลายคนเป็นกังวลว่า…ถ้านำเงินไปลงทุนจะมีโอกาสขาดทุนสูงจนรับไม่ไหวหรือไม่? จะทำยังไงดีกับเงินที่เราต้องหาที่ออมให้เหมาะสม?

“ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” 

จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการออมระยะยาวที่มีประโยชน์ 

ข้อดี ก็คือ ไม่ต้องกังวลกับผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่ผันผวน แม้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่ผลตอบแทนที่จะได้จากเงินคืน ก็ยังการันตีได้ตามสัญญาที่ระบุไว้อยู่เหมือนเดิม แถมยังได้ผลตอบแทนอีกต่อ จากการนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ (สูงสุดไม่เกินเบี้ย 100,000 บาทต่อปี) ทำให้เราเสียภาษีน้อยลง หรือได้เงินคืนภาษีอีกด้วย 

นอกจากนั้น ยังมีส่วนความคุ้มครองชีวิต ที่จะเป็นเงินให้คนข้างหลังเมื่อเราจากไปอีกต่างหาก แม้จะมีข้อจำกัดคือ ผลตอบแทนที่ได้อาจจะไม่สูงมากนัก จึงเหมาะกับการแบ่งเงินส่วนหนึ่งมาออมในเครื่องมือที่ไม่เสี่ยงมากนักมากกว่า 

“แต่ขณะเดียวกัน ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนค่อนข้างดี

 ต่างก็ทยอยปิดแบบประกันไป 

ส่วนใหญ่จึงมักจะเหลือแต่แบบที่ได้ผลตอบแทนที่ไม่สูงมากนัก 

คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 1-2% กว่าๆ เท่านั้น”

ท่ามกลางประกันสะสมทรัพย์ที่ผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ ก็ยังมีประกันสะสมทรัพย์บางแบบที่ผลตอบแทนน่าสนใจอยู่ ล่าสุดคือแบบประกัน “แมนูไลฟ์ ออมคุ้มคุ้ม Max 10/5” ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ผลตอบแทนดีจากทาง แมนูไลฟ์ ที่ให้ผลตอบแทน คิดเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 3.1% ซึ่งสูงกว่าประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ทั่วไป ซื้อติดตัวเอาไว้ ก็เหมือนได้ล็อคผลตอบแทนดีๆ เอาไว้ได้ยาวๆ โดยไม่ต้องกลัวว่าดอกเบี้ยจะลงหรือผลตอบแทนจะผันผวนตามภาวะตลาด ให้เราได้อุ่นใจได้อีกนาน

เมื่อลองเทียบผลตอบแทนของแบบประกัน “แมนูไลฟ์ ออมคุ้มคุ้ม Max 10/5”  กับเครื่องมือเงินออมอื่น ได้แก่ เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ 24 เดือน และ พันธบัตรรัฐบาลระยะกลาง (อายุ 1-3 ปี)  ก็พบว่า ประกันออมคุ้มคุ้ม Max 10/5 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงกว่า และยังมั่นคง ไม่ผันผวน

โดยที่

  • เงินฝากออมทรัพย์ จะได้ดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 0.52%
  • เงินฝากประจำ 24 เดือน ดอกเบี้ยเฉลี่ย 1.71% 
  • พันธบัตรรัฐบาล 2.40% และมีแนวโน้มที่จะลดลงได้  

ตามตาราง

ผลตอบแทนย้อนหลังเงินฝากออมทรัพย์เงินฝากประจำ 24 เดือนพันธบัตรรัฐบาล อายุ 1-3 ปีประกันออมคุ้มคุ้ม Max 10/5
25570.63%2.30%3.97% 
25580.50%1.90%3.14%
25590.50%1.45%1.36%
25600.50%1.45%2.18%
25610.50%1.45%1.38%
เฉลี่ยต่อปี0.52%1.71%2.40%3.10%

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค. 2562 จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ThaiBMA Bond Index

ดังนั้น หากวางแผนจะออมในระยะยาว เกิน 5 ปี การออมในประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝากและพันธบัตร จะช่วยให้เรารักษาผลตอบแทนที่ดี ได้ดีกว่าในระยะยาว

ส่วนลักษณะของแบบประกัน “แมนูไลฟ์ ออมคุ้มคุ้ม Max 10/5”  จะเป็นแบบออมสั้น จ่ายเบี้ยแค่ 5 ปี คุ้มครองชีวิต 10 ปี จ่ายเบี้ยประกันขั้นต่ำ 30,450 บาท คิดเป็นทุนประกันขั้นต่ำ 35,000 บาท (อัตราค่าเบี้ยเท่ากันทุกเพศและช่วงอายุ) 

หากเสียชีวิตระหว่างสัญญา จะได้รับเงินชดเชยตั้งแต่ 111%-555% ของทุนประกัน ตามจำนวนปีที่จ่ายเบี้ยมา และจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินคืน 5% ของทุนประกัน ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 7-9 และเมื่อครบสัญญาเมื่อสิ้นปีกรมธรรม์ที่ 10 จะได้เงินคืนก้อนใหญ่ 540% ของทุนประกัน รวมทั้งสิ้น 555% ของทุนประกัน คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยตลอดสัญญา 3.1% ต่อปี

สิทธิในการลดหย่อนภาษี

นอกจากนี้ถ้าเพื่อนๆ ยังได้รับสิทธิในการลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 100,000 บาท ต่อปี ด้วยนะครับ โดยสิทธินี้จะใช้ได้ในช่วงที่เพื่อนๆ ส่งเบี้ยประกันใน 5 ปีแรก และมีผลประโยชน์เพิ่มเติมขึ้นอีกตามฐานภาษี จากผลประโยชน์เฉลี่ยต่อปีที่เริ่มต้นที่ 3.1% เมื่อรวมสิทธิลดหย่อนทางภาษีที่สามาถได้รับในแต่ละช่วงฐานภาษีก็จะเป็นตัวเลขถึง 3.74% – 8.23% ครับ 

สิทธิพิเศษอื่นๆ

สามารถผ่อนจ่ายค่าเบี้ยประกันเฉพาะเบี้ยปีแรก ได้นาน 10 เดือน โดยไม่เสียดอกเบี้ย ผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยและ KTC ได้จนถึงสิ้นปีนี้เท่านั้น

เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถสมัครทำประกันได้โดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ ผ่านทางระบบออนไลน์ได้ง่ายๆที่ https://www.manulife.co.th/aomkoomkoom-10-5/ หรือโทร 02-033-9000

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY จะนำโปรดักซ์การเงินดีๆ ที่น่าสนใจตัวไหนมาเล่าให้เพื่อนๆ อ่านกัน ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปครับ สำหรับวันนี้…สวัสดีครับ 😛

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

คุณก็เปลี่ยนได้! เกษตรกรรุ่นใหม่สู่ SMAEs

การสืบทอดธุรกิจเป็นความไม่สบายใจของใครหลายคน

จากประสบการณ์ตรงที่เป็นทายาทธุรกิจเหมือนกัน หลายต่อหลายครั้งที่ธุรกิจที่เราได้รับมาเป็นมรดกไม่ใช่สิ่งที่เรารัก 100% หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าเราไม่ได้ธุรกิจนี้จากพ่อแม่ เราก็คงไม่ทำอาชีพนี้ คำถามต่อไปคือ แล้วในเมื่อตอนนี้ เรามีหน้าที่สืบทอดสิ่งนี้ต่อไป เราควรจะลงมือทำอะไรกับชีวิต

สิ่งแรกที่สำคัญที่สุด คือ การปรับทัศนคติ รับมือกับมันอย่างมีความสุข

ยิ่งเราลงไปทำความเข้าใจมากขึ้น เรียนรู้มากขึ้น พยายามที่จะรักมากขึ้น ธุรกิจครอบครัว รวมไปถึงธุรกิจอะไรก็ตามบนโลกนี้ก็สามารถสร้างความสุขให้กับคนทำได้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือการพัฒนาต่อยอดก็จะนำมาซึ่งความสุขให้เราด้วยเช่นกัน เหมือนการปลูกต้นไม้ที่ค่อย ๆ เติบโต การได้เฝ้ามองการผลิดอกออกผลก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของคนทำงาน

เกษตรกรต่อยอดอะไรได้บ้าง?

อาชีพเกษตรกรดูจะเป็นอาชีพที่เรียบง่าย ไม่แปลกใหม่ และดัดแปลงแต่งเติมอะไรได้ยาก แต่แน่นอนว่าธุรกิจทุกอย่างหากคิดจะพัฒนาต่อยอดก็สามารถทำได้ทั้งสิ้น ใครจะรู้ จุดเริ่มต้นของความฝันเล็ก ๆ ในวันนี้อาจจะกลายไปเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตก็ได้ เราอาจจะมีแบรนด์ระดับอินเตอร์ อาจจะเปลี่ยนงานให้สร้างรายได้ที่มั่นคง อาจจะเปลี่ยนเราเป็นตัวตนของคนใหม่ที่ไปได้ไกลกว่าเดิม

ธ.ก.ส. ชวนเกษตรกรรุ่นใหม่มาเป็น SMAEs ด้วยกัน 

SMAEs หรือ Small and Medium Agricultural Enterprises คือ ผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตรขนาดเล็กถึงกลาง โดย ธ.ก.ส. มุ่งมั่นที่จะช่วยเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาต่อยอดเกษตรกรให้ไปได้ไกลกว่าเก่า โดยหัวใจสำคัญ คือ การสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าใจถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยีต่าง ๆ รวมไปถึงการพัฒนาอย่างครบวงจรเพื่อนำมาพัฒนาการสร้างอาชีพ

เริ่มต้นแบบเข้าใจก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

เริ่มต้นลงทุนพัฒนาธุรกิจไม่ยาก แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีแผน ก่อนที่เราจะพัฒนาธุรกิจอะไร เราต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจธุรกิจให้ดีอย่างยิ่งเสียก่อน หลังจากนั้นจึงค่อยมาหาส่วนที่จะเติมแต่งใส่ทุนเข้าไปให้เกิดการพัฒนาต่อยอด อาจจะเป็นวัตถุดิบ อุปกรณ์ แรงงาน หรืออะไรสักอย่างในกระบวนการธุรกิจ แต่สำคัญคือต้องวางแผนก่อนเพื่อไม่ให้เป็นการลงทุนที่สูญเปล่าไปโดยใช่เหตุ

ตลาดต้องการอะไร?

แม้ว่าเราจะมีไอเดียที่สุดยอดแค่ไหน แต่ถ้านั่นไม่ใช่สิ่งที่ตลาดต้องการ เราก็อาจจะตายน้ำตื้นแบบจอดอย่างไม่ทันได้แจว สิ่งสำคัญจึงเป็นการเข้าใจตลาดให้มากขึ้น เรียนรู้ให้มากขึ้น ลองใส่หมวกของผู้บริโภคแล้วคิดอย่างผู้บริโภคดูบ้าง นั่นเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการขาดไม่ได้

กรณีศึกษา : ถังเช่าออร์แกนิค จากครอบครัวสู่การส่งออก

คุณนุ่น วรกานต์ เวียงสิมา คือ ผู้เพาะเลี้ยงเห็ดถังเช่าออร์แกนิคได้เป็นรายแรกในภาคอีสาน โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากอาการป่วยเรื้อรังของคุณแม่ที่เป็นมานานกว่า 15 ปี คุณนุ่นจึงเริ่มมาศึกษาการแพทย์ทางเลือกโดยใช้เห็ดถังเช่าในการปรับสมดุลของร่างกาย เมื่อเพาะเลี้ยงได้สำเร็จ คุณนุ่นเริ่มแบ่งปันแจกจ่ายให้กับผู้ต้องการรอบตัวพร้อมให้ความรู้เรื่องการใช้อย่างถูกต้อง และด้วยการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ผ่านโครงการ Young Smart Famer ถั่งเช่าออร์แกนิค คอร์ดี้ลิส ก็ได้กลายมาเป็นสินค้าส่งออกจนถึงทุกวันนี้

กรณีศึกษา : กล้วยตากยุคใหม่กับความคิดที่ไม่ได้อยู่ในกรอบ

คุณศุภลักษณ์ บัวโรย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสบายใจ กำลังประสบปัญหาเรื่องอายุขัยของสินค้าที่มีอายุ 3 – 4 เดือน ซึ่งส่งผลให้ส่วนที่ขายไม่หมดต้องนำไปทิ้ง ด้วยการสนับสนุนด้วยนวัตกรรมและทุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร กล้วยตากได้แปรรูปกลายเป็นกล้วยผงสำเร็จรูปสำหรับชงดื่ม ที่มีอายุการเก็บรักษายาวนานขึ้นถึง 1 ปี ของไม่ต้องเหลือทิ้ง ชุมชนได้ช่องทางการสร้างรายได้ใหม่ ส่วนผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ชอบสินค้าที่มีน้ำตาลน้อยก็ได้ใจไปเต็ม ๆ

ไม่ใช่แค่วิ่งไว แต่ต้องไวกว่า

ในยุคที่สินค้าจำนวนมากมีการแข่งขันอย่างรุนแรง สินค้าการเกษตรถือเป็นอีกธุรกิจที่มีความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์น้อย ถึงแม้จะเป็นความยาก แต่ก็เป็นความยากที่น่าสนใจ นี่คือความท้าทายต่อเกษตรกรรุ่นใหม่ว่าเราจะเลือกสื่อสารสินค้าของเรากับใครบ้าง แน่นอนว่าจุดมุ่งหมายของเราคือการค้นหาตลาดใหม่ ค้นหาความต้องการใหม่ เพื่อเปลี่ยนให้ธุรกิจเราใหม่กว่าเดิม

วางแผนเติบโต อย่าลืมมองภาพยาว

เรื่องเงินคือเรื่องใหญ่ ยิ่งธุรกิจไหนกำลังเติบโต ความสำคัญเรื่องของเงินยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น การเลือกใช้เงินกู้จึงกลายเป็นเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่คำถามคือเราจะมองหาเงินกู้ที่มีอรรถประโยชน์สูงกว่าแค่การกู้เงินได้อย่างไร

ธ.ก.ส. กำลังเปิดโครงการสินเชื่อธุรกิจเพื่อการเกษตร

นอกจากมีบริการเงินก้อนให้กู้ยืมเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตแล้ว ธ.ก.ส. ยังเข้าใจเกษตรกรเป็นอย่างดีและได้เตรียมผู้เชี่ยวชาญมากมายที่จะทำให้ธุรกิจของเราไปได้ไกลกว่าเดิม ธ.ก.ส. จะช่วยคิดทั้งด้านการตลาด การลงทุน ระบบช่วยเหลือและสนับสนุนต่าง ๆ เพราะ ธ.ก.ส. เป็นมากกว่าธนาคารเพื่อสร้างความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย

ใครทำธุรกิจด้านนี้ลองติดต่อเข้าไปพูดคุยก่อนได้ 

ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.baac.or.th และทาง Facebook : baacthailand ใครอยากพัฒนาธุรกิจการเกษตรของตัวเองก็อย่าลืมติดต่อเข้าไปปรึกษากัน

Smart Farming!

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

SHR หุ้นน้องใหม่เพิ่มโอกาสเป็นเจ้าของโรงแรมระดับบนในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Luxury)

ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่

สมัยนี้เรื่องของ “ประสบการณ์” ถือเป็นเรื่องสำคัญในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างแดน นักท่องเที่ยวทุกคนอยากได้รับประสบกาณ์ที่ดีจากการพักผ่อนและมีช่วงเวลาอันน่าประทับใจด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่แปลกใจที่ธุรกิจโรงแรมที่เป็นจุดหมายปลายทางในฝัน จะสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมระดับบนที่มอบความประทับใจในบริการได้คุ้มค่าเงินทุกเม็ดที่จ่ายไป

ธุรกิจโรงแรมน่าสนใจโดยเฉพาะโรงแรมระดับบน

ด้วยลักษณะของรายได้ที่เกิดอย่างต่อเนื่อง (Recurring Income) ทำให้ธุรกิจโรงแรมเป็นเหมือนน้ำผึ้งที่หอมหวานดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนอยู่เสมอ ดังนั้น Key Success หลักในการเติบโตที่ดีของกลุ่มธุรกิจโรงแรมจึงต้องเน้นไปที่การเพิ่มจำนวนห้องพักและค่าที่พักต่อคืน ซึ่งโรงแรมระดับบนจะเน้นกลุ่มลูกค้าที่จะมองเรื่องของประสบการณ์และบริการมาก่อนเรื่องราคา ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาหากโรงแรมจะเพิ่มราคาห้องพักให้สูงขึ้นในทุกปี

บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หุ้นน้องใหม่ในเครือสิงห์

บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) ที่จะใช้สัญลักษณ์ “SHR” เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหัวหอกหลักในการดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทของกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ และกลุ่มสิงห์ เอสเตทที่เน้นลงทุนในโรงแรมและรีสอร์ทระดับบนในราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable Luxury) มีเป้าหมายที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการพักผ่อนและการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ

SHR มีกลยุทธ์หลักในขยายฐานธุรกิจกลุ่มโรงแรมด้วยการลงทุนในโครงการใหม่ทั้งในรูปแบบของการซื้อกิจการ และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ ทำให้ความพร้อมในการเติบโตของ SHR มีมากขึ้นเมื่อได้รับเงินทุนจากการ IPO ภายหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว

ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ของ SHR อยู่ในต่างประเทศ

นักลงทุนไทยอาจจะยังไม่คุ้นชื่อของ SHR กันสักเท่าไหร่ เพราะโรงแรมส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในต่างประเทศซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก เช่น ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส และ สหราชอาณาจักร ลักษณะธุรกิจของ SHR จะลงทุนผ่าน 4 Business Platform ได้แก่

  1. โรงแรมที่ SHR บริหารจัดการเอง ได้แก่ โรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และโรงแรม สันติบุรี เกาะสมุย 
  2. โรงแรมที่ SHR บริหารจัดการเองผ่าน Franchise Agreement กับแบรนด์ระดับโลกได้แก่ SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton ร่วมกับแบรนด์ Hilton และ Hard Rock Hotel Maldives ร่วมกับแบรนด์ Hardrock ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ และ 29 โรงแรมในสหราชอาณาจักร ร่วมกับแบรนด์ Mercure และ Holiday Inn
  3. โรงแรมที่ SHR บริหารผ่าน Hotel Management Agreement คือ โรงแรมที่ SHR บริหารผ่านสัญญาบริหารจัดการโรงแรมภายใต้แบรนด์ Outrigger 6 โรงแรมใน 4 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส และสาธารณรัฐมัลดีฟส์
  4. โรงแรมที่ SHR เป็นผู้บริหารจัดการโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบการอื่น ผ่านการสร้างแบรนด์การบริหารจัดการโรงแรมของ SHR เอง ซึ่งถือเป็น Asset Light Model โดย ปัจจุบัน SHR ได้พัฒนาแบรนด์ “SAii” และใช้ประกอบกิจการโรงแรมแห่งใหม่ ที่ตั้งอยู่ในโครงการ Crossroads เฟส 1 โดยมีชื่อว่า “SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton” และยังมีแผนที่จะพัฒนาแบรนด์อื่นๆ สำหรับโรงแรมระดับ Upper Mid-Scale ในประเทศไทย และในระดับภูมิภาค
  5. SHR มีสัดส่วนรายได้จากโรงแรมในประเทศและต่างประเทศที่ใกล้เคียงกัน โดยในปี 2561 สัดส่วนรายได้ที่มาจากโรงแรมในประเทศและต่างประเทศเท่ากับ 54.5% และ 45.5% ตามลำดับ และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 สัดส่วนรายได้จากโรงแรมในประเทศและต่างประเทศเท่ากับ 51.1% และ 48.9% ตามลำดับ 

อัตราการเข้าพักและค่าที่พักเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

เมื่อพิจารณาอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) ของโรงแรมในเครือ SHR ในปี 2561 พบว่าโรงแรมที่ SHR บริหารจัดการเอง ได้แก่ โรงแรมพีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และโรงแรม สันติบุรี เกาะสมุย มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 76.1% และราคาห้องพักเฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 8,415 บาท

ในขณะที่ โรงแรม ที่ SHR บริหารผ่าน Hotel Management Agreement ได้แก่ โรงแรมในกลุ่ม Outrigger มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 78.5%  และราคาห้องพักเฉลี่ยต่อวันเท่ากับ 6,287 บาท สะท้อนให้เห็นถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดให้แก่ SHR ได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง SHR ยังมีแผนที่จะทำการปรับปรุงพัฒนาโรงแรมต่างๆ ได้แก่ โรงแรมในกลุ่ม Outrigger และโรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และการปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่กลุ่มบริษัทได้เป็นอย่างดี

การบริหารกำไรภายใต้ยุทธวิธีของสิงห์

โดยรายได้ของ SHR เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 63.1% ต่อปีในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

ในปี 2559 ทำรายได้จากการดำเนินงานเท่ากับ 968.0 ล้านบาท 

ปี 2560 ทำรายได้จากการดำเนินงานเท่ากับ 1,074.0 ล้านบาท

ปี 2561 ทำรายได้จากการดำเนินงานเท่ากับ 2,575.7 ล้านบาท

การเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องมีสาเหตุสำคัญจากการรับรู้รายได้จากโรงแรมในกลุ่ม Outrigger ที่ SHR เข้าซื้อเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 และผลประกอบการที่ดีขึ้นของโรงแรมที่บริษัทบริหารจัดการเอง ซึ่งการเข้าซื้อธุรกิจโรงแรมที่มีศักยภาพในการเติบโตเป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจของ SHR

นอกจากการได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ และสิงห์ เอสเตท แล้ว ด้วยประสบการณ์การบริหารของทีมบริหารระดับมืออาชีพ เป็นผลให้โรงแรม SHR มีผลการดำเนินงานที่ดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสะท้อนได้จากความสามารถในการทำกำไร โดยในปี 25612 SHR มีอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายที่ปรับปรุงแล้ว (Adjusted EBITDA Margin) สูงถึงที่ 34.1%

จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่า SHR จะสามารถรักษาความแข็งแกร่งของการบริหารกำไรเอาชนะคู่แข่งในระยะยาวได้หรือไม่

5 ปีข้างหน้า มุ่งเป้าหมายเป็นผู้นำกลุ่มโรงแรมระดับบนในราคาเอื้อมถึง

นอกจากที่ SHR เป็นบริษัทในธุรกิจโรงแรมที่มีอัตราการเติบโตของการเพิ่มขึ้นของรายได้และจำนวนห้องสูงที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งเทียบเคียงในอุตสาหกรรมที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แผนการเติบโตของ SHR ยังยิ่งใหญ่ไม่แพ้บริษัทในเครือเช่นกัน โดยตั้งเป้าที่จะขยายขนาดของจำนวนโรงแรมและจำนวนห้องพักเป็นอย่างน้อย 2 เท่า หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15.0% ต่อปี จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 39 โรงแรม 4,647 ห้อง ให้เป็น 80 โรงแรม และมีห้องพักมากกว่า 8,000 ห้อง ผ่าน Business Platform ทั้ง 4 Platform ภายในปี 2568 ถือเป็นช่วงการลงทุนที่น่าจับตามองว่าการเติบโตของ SHR จะสามารถสร้างกำไรให้เติบโตได้มากขนาดไหน

แผนการเสนอขายหุ้นไอพีโอของน้องใหม่ในเครือสิงห์

SHR จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 1,437,456,000 หุ้น ที่ราคาพาร์ 5 บาทต่อหุ้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ เครดิต สวิส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย โดย SHR จะเปิดให้จองซื้อหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปในวันที่ 1 – 5 พฤศจิกายน 2562 ผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา

การระดมทุนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเงินทุนในการปรับปรุงพัฒนาโรงแรมที่ SHR มีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจทั้งในอนาคต การชำระคืนเงินกู้ยืม และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการทั่วไป

เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียดของการเสนอขายหลักทรัพย์จากแบบรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนของ SHR ได้ทาง www.sec.or.th และ www.shotelsresorts.com

หมายเหตุ: ภายหลังการ IPO แล้ว SHR จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของสิงห์ เอสเตท เช่นเดิม โดยคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SHR ในสัดส่วนที่ไม่ต่ำกว่า 58.8%

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save