“ราชินีเงินดาวน์ ราชาเงินผ่อน นักช้อปทีมชาติ” โปรดระวังติดกับดักการผ่อน 0%

สวัสดีเพื่อนๆ ชาว aomMONEY และ ชาว Punpro ทุกท่านครับ

สำหรับบทความนี้ก็เป็นบทความแรกของคอลัมน์พิเศษสิ้นปีนี้ “ฉลาดใช้ ฉลาดช๊อป หรือ Smart Pay , Smart Shop” ที่ทาง aomMONEY และ Punpro ที่ผนึกกำลังกันมาเพื่อให้ความรู้เรื่องการเงินกับขาช๊อปเก่ง (จนลืมออมเงิน) ทั้งหลายครับ

เราจะได้ “โปรทั้งการออม โปรทั้งการช๊อป” ไปแบบพร้อมๆ กันค้าบ 🙂

ใกล้สิ้นปีเทศกาลแห่งความสุขแบบนี้ หลายคนคงใช้เวลานี้ให้รางวัลกับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์  บางคนอาจจะเลือกช้อปปิ้งซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือ กระเป๋าแบรนด์เนมให้ตัวเองสักใบ  รวมไปถึงบรรยากาศเทศกาลก็จะนำไปสู่การกินดื่มเที่ยวในแบบที่หรูหรากว่าปกติใช่ไหมครับ

แบบนี้ก็เงินสะพัดเลยสิครับ “ทั้งเงินสดและเงินผ่อน” 

เรียกได้ว่าเงินปลิวว่อนออกจากกระเป๋าตังค์กันรัวๆ   

โดยเฉพาะหลายคน เมื่อไม่มีเงินมากพอ ก็มักจะใช้การผ่อนผ่านบัตรเครดิตดอกเบี้ย 0% หรือที่เราเรียกติดปากว่า ผ่อน 0% กันครับ เชื่อว่าขาช๊อปหลายๆ คนคงเป็น “ราชินีเงินดาวน์ ราชาเงินผ่อน นักช้อปทีมชาติ” ที่เรียกว่ามีบัตรกี่ใบ ฉันก็จะใช้เต็มวงเงินได้ตลอด มีคนเคยบอกว่าถ้าจะอธิบายเรื่องบุญและกรรมให้กับคนเหล่านี้ ให้อธิบายว่าเมื่อสลิปบัตรเครดิตมาถึงบ้าน นั่นคือกรรมที่ติดจรวดแบบที่ไม่ต้องรอชาติหน้า แต่มาทันทีและมาแบบจุกๆ จนไม่สามารถตั้งตัวได้

คำว่าผ่อน 0% บางคนอาจจะคิดว่าเป็นกำไรชีวิต ดีจังยืมเงินในอนาคตมาใช้ผ่านเครดิตแถมไม่เสียดอกเบี้ย มีแต่คนไม่ฉลาดเท่านั้นที่ไม่ใช้สิทธิ์นี้ เรื่องนี้ถือว่าเป็นความคิดที่ผิด เพราะถึงแม้จะผ่อน 0% แต่เมื่อคุณผิดนัดชำระ หรือจ่ายเงินผ่อนชำระค่างวดแบบขั้นต่ำ ดอกเบี้ยบัตรเครดิตก็เริ่มเกิดแล้วในขณะนั้น 

อธิบายแบบเข้าใจง่าย โดยปกติทางธนาคารจะเรียกเก็บค่าดำเนินการกับทางร้านค้าที่ให้บริการการผ่อน (หรือที่บางร้านจะพยายามผลักภาระค่ารูดให้เรา เช่น คิดค่ารูด 3%) ซึ่งการให้บริการของร้านค้าก็เพื่อที่จะขายสินค้าให้ได้ไวขึ้นและง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อเรารูดแล้วดอกเบี้ยในส่วนนั้นจะถูกดูดซับไปโดยร้านค้า แต่เมื่อเพื่อนๆ ผิดนัดชำระดอกเบี้ยต่อมาก็จะเป็นของเพื่อนๆ ในทันที

ตัวอย่าง ถ้าหากเพื่อนๆ มีสลิปที่ต้องจ่าย 50,000 บาท แต่ดั๊น…ไปเลือกจ่ายขั้นต่ำ 10% หรือ 5,000 บาท แปลว่าดอกเบี้ยหลังจากการจ่ายขั้นต่ำ ก็จะถูกคิดคำนวนตามที่บริษัทปล่อยเครดิตได้ตกลงกับเราไว้ในสัญญา และจะทบไปเรื่อยๆ จนกว่าเพื่อนๆ จะสามารถปิดเงินต้นทั้งหมดได้เรียกได้ว่า ตามปิดหนี้กันหน้าเทาหน้าซีดแบบไม่ต้องใช้รองพื้นผิดเบอร์เลยครับ T^T

แล้วจะทำอย่างไรให้สามารถรอดบ่วงจากกับดักผ่อน 0% ไปได้?

เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับวินัยและการประเมินตัวเองครับ ยกตัวอย่าง ถ้าหากคุณมีเงินเดือน 20,000 บาท โดยปกติคุณควรจะหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นออกก่อน เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำประปา-ไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ค่าเช่าห้อง(ถ้ามี) ฯลฯ แล้วคุณจะรู้ว่าเงินที่เหลือและมีศักยภาพในการผ่อนชำระต่อเดือนของคุณอยู่ที่เท่าไหร่ 

ขั้นตอนต่อมาก็คือ “จดหลังใช้” หลายคนมักจะลืมว่ารอบบิลนี้เราใช้ซื้ออะไรไปบ้างแล้ว การจดจะทำให้คุณช่วยจำได้ ไม่ว่าจะจดใส่กระดาษหรือบนสมาร์ทโฟน ว่ารูดอะไรไปแล้วบ้าง อีกคาถาที่ต้องท่องไว้ก็คือ “จ่ายค่างวดเต็มจำนวน” เท่านั้นถ้าหากคิดจะผ่อนสินค้า เพราะจะช่วยลดภาระทางดอกเบี้ยของคุณไปได้อีกมหาศาล และสุดท้ายฝากบอกว่า วงเงินที่ให้ไม่จำเป็นต้องใช้เต็มทุกงวดก็ได้ เพราะนั่นแปลว่า เรากำลังยืมเงินจากอนาคตจำนวนมากออกมาใช้ และกำลังจะต้องชำระคืนในระยะเวลาไม่เกิน 30 วันถัดไป

แค่นี้เราก็ยังสามารถช้อปแบบสบายใจได้อยู่ในช่วงปลายปีนี้แล้วล่ะครับ :}

สำหรับครั้งหน้า จะมีบทความดีๆ แบบไหนมาฝากเพื่อนๆ สามารถติดตามได้ในคอลัมน์ “ฉลาดใช้ ฉลาดช๊อป หรือ Smart Pay , Smart Shop” จาก aomMONEY X Punpro ในครั้งหน้าครับผม

โดย Mr. Priceless – aomMONEY Writer

#SmartPaySmartShop #ฉลาดใช้ฉลาดช้อป #aomMONEY #PunPromotion #MoneyLiteracy

SHR หุ้นโรงแรมในเครือ สิงห์ เอสเตท กำลังจะเข้าตลาดแล้ว

ภาคท่องเที่ยวคือแรงขับเคลื่อนสำคัญของประเทศไทย

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีจุดแข็งเรื่องภาคการท่องเที่ยวเป็นอย่างมากด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม ค่าครองชีพที่ค่อนข้างถูก ทำเลที่ตั้งที่ใกล้กับประเทศที่มีประชากรมาก รวมไปถึงพื้นเพความรักการบริการของคนไทย ภาคธุรกิจท่องเที่ยวจึงเป็นดาวเด่นของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด เรียกได้ว่าเป็นความหวังที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศเราเลยก็ว่าได้

หุ้นโรงแรมจึงเป็นหุ้นยอดนิยมในตลาดหุ้นไทย

แต่ในอดีต หุ้นโรงแรมมีให้นักลงทุนเลือกวิเคราะห์และลงทุนไม่มากนัก อาจจะเรียกได้ว่า หุ้นโรงแรมในตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมีลักษณะพิเศษ เช่น หุ้นโรงแรมขนาดใหญ่มักจะประกอบธุรกิจอื่นด้วยในสัดส่วนรายได้และกำไรค่อนข้างสูง หุ้นโรงแรมที่เป็นโรงแรมเป็นหลักก็มีจะมีสภาพคล่องไม่สูง จนทำให้เหลือหุ้นโรงแรมให้เลือกลงทุนจริง ๆ ไม่มากนัก ล่าสุดกำลังมีหุ้นโรงแรมน้องใหม่อีกรายที่กำลังจะเข้าตลาดหุ้น เรียกได้ว่าเป็นโอกาสของนักลงทุนที่จะเพิ่มหุ้นโรงแรมเข้ามาในตะกร้าหุ้นสำหรับศึกษากันได้เลย

SHR คือ ธุรกิจโรงแรมในเครือ สิงห์ เอสเตท

SHR หรือ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) คือ บริษัทผู้เป็นแกนนำในการดำเนินธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทของกลุ่ม สิงห์ เอสเตท ที่เน้นลงทุนในกลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทระดับบนในราคาที่เข้าถึงได้ที่ตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว 5 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ประเทศไทย สาธารณรัฐมัลดีฟส์ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐมอริเชียส และสหราชอาณาจักร โดยมีห้องพักรวมทั้งสิ้น 4,647 ห้อง ในโรงแรมและรีสอร์ทรวม 39 แห่ง

ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา SHR เป็นบริษัทในธุรกิจโรงแรมที่มีอัตราการเติบโตของการเพิ่มขึ้นของรายได้และจำนวนห้องสูงที่สุด เมื่อเทียบกับคู่แข่งเทียบเคียงในอุตสาหกรรมที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการเติบโตทั้งในรูปแบบของการเติบโตบนทรัพย์สินของตัวเอง (Organic Growth) และในรูปแบบของการเข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) 

SHR มีทั้งแบรนด์ของตัวเองและแบรนด์พาทเนอร์

แบรนด์หลักที่เป็นของ SHR เอง ได้แก่ Phi Phi Island Village Beach Resot, Santiburi และ SAii 

ในขณะที่แบรนด์พาทเนอร์ค่อนข้างหลากหลายและมีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Hard Rock Hotel , Hilton , Mercure , Holiday Inn , Caf? del Mar , Outrigger และเครือ The Leading Hotels of the World (LHW)

SHR ทำธุรกิจโรงแรมผ่านทั้งหมด 4 แพลตฟอร์ม

1) โรงแรมที่ SHR บริหารจัดการเอง ได้แก่ โรงแรม พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และโรงแรม สันติบุรี เกาะสมุย ในประเทศไทย

2) โรงแรมที่ SHR บริหารจัดการเองผ่าน Franchise Agreement กับแบรนด์ระดับโลก ได้แก่ SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton ร่วมกับแบรนด์ Hilton และ Hard Rock Hotel Maldives ร่วมกับแบรนด์ Hardrock ในสาธารณรัฐมัลดีฟส์ และ 29 โรงแรมในสหราชอาณาจักร ร่วมกับแบรนด์ Mercure และ Holiday Inn

3) โรงแรมที่ SHR บริหารผ่านสัญญาบริหารจัดการโรงแรม หรือ Hotel Management Agreement ได้แก่ 6 โรงแรมในกลุ่ม Outrigger 

4) โรงแรมที่ SHR บริหารจัดการด้วยแบรนด์ที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง เป็น Platform ที่ 4 ซึ่งเป็น Asset Light Model โดย SHR ได้พัฒนาแบรนด์ “SAii” ขึ้นเป็นแบรนด์แรกและใช้บริหารโรงแรมแรก ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการ Crossroads เฟส 1 โดยมีชื่อว่า “SAii Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton” 

งบการเงินของ SHR (2559 – 2561)ถือว่ามีความน่าสนใจ

รายได้ของ SHR เติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 63.1% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2559 – 2561 โดยมีรายได้จากการดำเนินงานจากงบการเงินรวม 968.0 ล้านบาท 1,074.0 ล้านบาท และ 2,575.7 ล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่กำไรสุทธิในช่วงเวลาเดียวกันเท่ากับ 191.1 ล้านบาท 305.8 ล้านบาท และ 450.1 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้และกำไรที่เติบโตเป็นอย่างมากเกิดจากการรับรู้รายได้จากโรงแรมในกลุ่ม Outrigger ที่ SHR เพิ่งซื้อเข้ามาเมื่อเดือนมิถุนายน 2561

อัตราส่วนทางการเงิน (2559 – 2561)ถือว่าค่อนข้างดูดี

อัตรากำไรขึ้นต้นยืนได้เหนือ 40% อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่อัตรากำไรสุทธิ 3 ปีเฉลี่ยเท่ากับ 21.9% ตัวเลขอีกตัวที่น่าสนใจคืออัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่อยู่ในระดับ 1.0 เท่า ณ สิ้นปี 2561 เท่านั้น ระยะเวลาในการหมุนเวียนของเงินสดก็ถือว่าดีที่ระดับ -49.9 วัน -44.0 วัน และ -56.1 วัน บ่งบอกถึงสภาพคล่องและความสามารถในการหมุนเงินที่ดี

SHR กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

การนำ SHR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ SHR จะเสนอขายหุ้น IPO เป็นจำนวนไม่เกินร้อยละ 40.0 ของทุนชำระแล้วของ SHR ภายหลังการเพิ่มทุน โดยออกหุ้นสามัญใหม่จำนวนไม่เกิน 1,437,456,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 5.0 บาท 

โดย SHR จะเปิดให้จองซื้อหุ้นสามัญให้แก่ถือหุ้นของบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับจัดสรรหุ้น ระหว่างวันที่ 28 – 30 ตุลาคม 2562 และแก่ประชาชนทั่วไปในวันที่ 1 – 5 พฤศจิกายน 2562 ทั้งนี้ ภายหลังการ IPO แล้ว SHR จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของสิงห์ เอสเตท เช่นเดิม โดยสิงห์ เอสเตท จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SHR ในสัดส่วนที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 58.8

โดยนักลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นสามัญ SHR สามารถติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย อีก 4 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด รวมถึงธนาคารกรุงไทย และธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย  ทั้งนี้ คาดว่าหุ้นสามัญของบริษัทจะสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้ในวันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ โดยรายละเอียดจะได้มีการแจ้งให้ทราบต่อไป ผู้สนใจลงทุนสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.shotelsresorts.com/

SHR มีแผนจะใช้เงินระดมทุนในหลายอย่าง

โครงการที่จะนำเงินก้อนใหม่ไปใช้ ได้แก่ (1) ปรับปรุงพัฒนาโรงแรมที่ SHR มีอยู่ในปัจจุบัน (2) ใช้เป็นเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจทั้งในอนาคต (3) การชำระคืนเงินกู้ยืม และ (4) ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการทั่วไป 

SHR ตั้งเป้าหมายการเติบโตภายในปี 2568 โดยขยายขนาดของจำนวนโรงแรมและจำนวนห้องพัก เป็นอย่างน้อย 2 เท่า จากที่มีอยู่ในปัจจุบัน 39 โรงแรม เป็น 80 โรงแรม หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อปีผ่าน Business Platform ทั้ง 4 Platform

บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาชี้นำซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์ เพียงแต่เป็นการนำข้อมูลบริษัทมาอธิบายเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นสำหรับนักลงทุนเท่านั้น หากใครสนใจสามารถอ่านข้อมูลของ SHR เพิ่มเติมได้ที่ www.sec.or.th และ www.shotelsresorts.com

ลงทุนศาสตร์

บทความนี้เป็น Advertorial

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน JASIF กับอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอ

สวัสดีครับ นักลงทุนทุกท่าน ในช่วงนี้คำถามที่ถามเข้ามาในเพจคลินิกกองทุนแห่งนี้มากเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้น คือ เศรษฐกิจไม่ค่อยดีแบบนี้ เราจะลงทุนอะไรดี ? มีสินทรัพย์ หรือว่ามีกองทุนไหนที่พอจะลงทุนได้บ้าง ? ซึ่งถ้าหากเราพิจารณาถึง สินทรัพย์หลาย ๆ ประเภทก็จะพบว่ามีความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้น ที่ผ่านมาหลายเดือนแล้วดัชนีหุ้นเองก็ยังไม่ค่อยไปไหน

หากพูดถึงกองทุนตราสารหนี้ ก็ต้องบอกนักลงทุนว่าขนาดกองทุนตราสารหนี้เองก็ยังมีความเสี่ยงที่สูงมากขึ้น เริ่มมีราคาแพงสังเกตได้จาก อัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่อายุยาว ๆ นั้นลดลงอย่างมากครับ

ส่วนสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ทองคำเองก็มีราคาที่สูงขึ้นมาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าความเสี่ยงที่มีอยู่รอบด้านไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ หรือการลงทุน รวมทั้งสงครามการค้า สงครามค่าเงิน นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ทำให้ ในช่วงนี้ราคาทองคำก็เริ่มสูงมากขึ้นมาสักระยะแล้ว

เอาเป็นว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่หาสินทรัพย์เพื่อการลงทุนค่อนข้างยากครับ อะไร ๆ ก็ดูแพงไปหมด ส่วนสินทรัพย์อย่างหุ้นเองก็มีไม่ค่อยมีเสน่ห์ดึงดูดให้ไปลงทุนเท่าไหร่นักครับ

แต่ไหน ๆ มาอ่านบทความของคลินิกกองทุนแห่งนี้ทั้งที ผมคิดว่าอย่างน้อย ๆ นักลงทุนน่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือไปบ้าง

ซึ่งถ้าหากนักลงทุนลองพิจารณาดี ๆ แล้ว ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เริ่มมีการถดถอยเกิดขึ้นในระยะนี้ จะมีสินทรัพย์อยู่สินทรัพย์หนึ่งที่จะได้รับผลกระทบช้าที่สุด และ ในช่วงที่เศรษฐกิจซึมกันแบบยาว ๆ นั้นยังคงมีโอกาสทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่ดีได้อยู่ครับ เนื่องจากว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้บริการไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร นั่นก็คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานครับ

เสน่ห์ของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานก็คือ ตราบใดที่ยังคงมีคนใช้บริการโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานก็ยังสามารถที่จะจ่ายผลตอบแทนให้กับเราได้ครับ และโดยอย่างยิ่งในยุคที่ Internet ถูกใช้อย่างแพร่หลายครับ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับเส้นใยแก้วนำแสง นั้นก็ยิ่งมีความสำคัญอย่างมาก แทบจะเรียกว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้วครับ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เอาไว้ทั้งใช้งาน และมีเรื่องของความบันเทิงอยู่ด้วยกันครับ

ดังนั้น หากนักลงทุนกำลังหาการลงทุนในช่วงนี้แล้วละก็ ผมคิดว่ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มีความน่าสนใจมากเป็นอันดับต้น ๆ ครับ

ซึ่งครั้งนี้ผมจะพาไปรู้จักกับ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF ซึ่งให้ผลตอบแทน และเงินปันผลที่ค่อนข้างจะดีมาก ซึ่งจะเห็นได้จากตั้งแต่จัดตั้งกองทุน กองทุนได้จ่ายเงินปันผลและเงินลดทุนรวมจำนวน 4.07 บาทต่อหน่วย ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ตอนนี้ JASIF กำลังจะมีการเพิ่มทุน หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีการเพิ่มเติมทรัพย์สินเข้าไปในกองทุนให้มากขึ้นไปอีกครับ ก่อนอื่นมารู้จักกับ JASIF แบบคร่าว ๆ กันก่อนครับ JASIF คือกองทุนที่ลงทุนในกรรมสิทธิ์เส้นใยแก้วนำแสงของ บมจ. ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (TTTBB) หรือ 3BB ที่เราใช้งานกันนั่นแหละครับ

สำหรับ TTTBB ถือเป็นผู้ประกอบการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของประเทศ และมีส่วนแบ่งการตลาดสูงเป็นอันดับต้นๆ เลยนะครับ โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่ง TTTBB มีโครงข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งอันนี้ถือเป็นจุดแข็งของ TTTBB เลยก็ได้ว่าครับ

กลับมาที่กองทุน JASIF กันต่อ กองทุนนี้จะให้ผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านสัญญาณโครงข่ายแบบใยแก้วนำแสงเช่านั่นแหละครับ เอาเป็นว่าทุก ๆ ครั้งที่มีการจ่ายค่า Internet บ้านของ  3BB ก็เสมือนกับว่าเรากำลังได้รับเงินเข้ามานั่นเองครับ

ซึ่งถ้าหากเราไปดูผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนอสังหา ฯ + โครงสร้างพื้นฐาน + REITs กองอื่น ๆ แล้วจะพบว่า การเติบโตของกองทุนกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานนี้ไม่ธรรมดาครับ หากรวมกับ Capital Gain และ เงินปันผลที่ได้รับมาแล้ว น่าจะอยู่ที่ประมาณ 8%-12% ต่อปีเลยทีเดียวครับ (จากผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีของกองทุนแบบ Fund of Property Fund เช่น M-PROP, CIMB iPROP ที่มีการลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาฯ ด้วย) ซึ่งให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในหุ้นไทย (วัดจากผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี) เสียอีกครับ

ที่มา : วารสารนักลงทุนสัมพันธ์ JASIF ไตรมาส 2 ปี 2562

ยิ่งไปกว่านั้น JASIF ถือว่าเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานตัวนึงที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผลที่สูงสุดครับ ซึ่งผมคิดว่าเกิดจากการที่บริษัทนั้นมีการขยายไปยังต่างจังหวัดได้อย่างรวดเร็ว และก็มีผู้ใช้บริการมากขึ้น เมื่อมีรายได้ที่มาก ก็ย่อมปันผลเยอะ ซึ่งจะเป็นสาเหตุหลักที่นักลงทุนเลือกเข้ามาลงทุน

นอกจากนี้ ธุรกิจด้าน Internet ก็มีการเติบโตมากขึ้นจากการเพิ่มปริมาณโครงข่ายเส้นใยแก้วนำแสงที่ครอบคลุมมากขึ้น ผมจึงคิดว่าในช่วงนี้เป็นโอกาสด้านการเติบโตอีกด้วยครับ แน่นอนว่าถ้ามีการขยายเส้นใยนำแก้ว และทำให้มีผู้ใช้มากขึ้น ในอนาคตก็มีแนวโน้มที่รายได้จะมากขึ้นไปด้วยนครับ

จึงเป็นที่มาของข่าวการเพิ่มทุนของ JASIF ในครั้งนี้ครับที่ทำให้โอกาสได้ความมั่นคงจากการที่มีเส้นใยนำแก้วเพิ่มมากขึ้น โดยการเพิ่มทุนครั้งที่ 1 นี้ มีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. ออกหน่วยลงทุนเสนอขายไม่เกิน 2,500 ล้านหน่วย ราคาจอง 9 บาท/หน่วย จัดสรรให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิม รวมคิดเป็นมูลค่าเสนอขายทั้งหมดไม่เกิน 2.25 หมื่นล้านบาท

2. โดยจะมีการกู้เงินจากสถาบันการเงินอีกไม่เกิน 1.55 หมื่นล้านบาท รวมถึงกู้เงินสถาบันในประเทศไม่เกิน 2.66 พันล้านบาทเพื่อชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม

3. โดยทำเพื่อเข้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเส้นใยแก้วนำแสง โดยจะเพิ่มเติมประมาณไม่เกิน 700,000 คอร์กิโลเมตร

4. โดย TTTBB เป็นผู้เช่าสินทรัพย์กลับเป็นสัญญาหลัก 80% และมีค่าเช่าเท่าสัญญาเดิมที่ 433.21 บาทต่อคอร์กิโลเมตร/เดือน ให้สิทธิขยายสัญญาหลักเดิมออกไปอีก 6 ปี เป็นวันที่ 29 มกราคม 2575 และรับประกันรายได้ค่าเช่าสำหรับสินทรัพย์อีก 20% และมีค่าเช่าที่ 764.48 บาทต่อคอร์กิโลเมตร/เดือน โดยกองทุนมีสิทธิต่ออายุสัญญาดังกล่าวได้อีกครั้งละ 3 ปี จนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนรองเดิม และจนถึงวันที่ 29 มกราคม 2575 สำหรับทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนรองส่วนเพิ่ม

5. ถ้าหากเพิ่มทุน และทำการเข้าลงทุนแล้วจะส่งผลให้ JASIF นั้นมีเส้นใยแก้วนำแสงเพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 1,680,500 คอร์กิโลเมตร ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วไทยเลยทีเดียวครับ

หมายเหตุ : คำนวณบนสมมติฐานว่ากองทุนออกหน่วยลงทุนใหม่จำนวน 2,500 ล้านหน่วย อ้างอิงจากรายงานและข้อมูลทางการเงินตามประมาณการและตามสถานการณ์สมมติ

6. โดยหลังซื้อสินทรัพย์รอบใหม่นี้ก็มีโอกาสที่จะทำให้กองทุนมีความมั่นคงมากขึ้น

7. ทำให้เงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุน (DPU) เพิ่มสูงขึ้น จาก 0.99 เป็น 1.04 บาทต่อหน่วย (อ้างอิงจากรายงานและข้อมูลทางการเงินตามประมาณการ และตามสถานการณ์สมมุติ)

เราจะเห็นได้ว่าหลังการเพิ่มทุนเข้ามา จะทำให้ศักยภาพของ JASIF นี้สูงขึ้นในเรื่องของความสม่ำเสมอของผลตอบแทน และมีการเติบโตของสินทรัพย์ที่ครอบคลุมการใช้งานที่มากขึ้นครับ เอาเป็นว่าระยะยาวน่าจะดีต่อผู้ที่ถือกองทุนนี้อยู่ครับ

ผมคิดว่าในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาลงนิด ๆ แบบนี้น่าจะส่งผลบวกต่อกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากคนไม่ค่อยอยากที่จะลงทุนในตราสารหนี้และเงินฝากแน่ ๆ ครับ ได้ดอกเบี้ยไม่ดีเท่าไหร่ รวมถึงเศรษฐกิจมีแนวโน้มไม่ค่อยดี หากอยากลงทุนแล้วความผันผวนไม่สูง มีโอกาสได้ผลตอบแทนต่อเนื่อง กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น จึงถือว่าเป็นทางออกที่ดีในการลงทุนในช่วงนี้ครับ

ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เองก็ไม่ได้มีความเสี่ยงเท่ากับการลงทุนในหุ้นอีกด้วยครับ เรียกได้ว่าตัวเลขการติดลบ หรือ Drawdown และโดยเฉพาะ SD ก็ต่ำกว่าการลงทุนในหุ้นอยู่พอสมควรเลยทีเดียว โดยถ้าเป็นกองทุนหุ้นถ้าหากติดดอยแล้วส่วนใหญ่กว่าจะคืนทุนได้บางครั้งอาจจะใช้เวลาถึงปีกว่า ๆ เกือบ 2 ปีเลยทีเดียวครับ แต่ถ้าหากเป็นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ REITs ก็ตามระยะเวลาในการกลับขึ้นมาคืนทุนนั้นส่วนใหญ่ไม่เกิน 1 ปีครับ

ผมเชื่อว่าใครที่ยังไม่เคยลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมาก่อนเลย ผมแนะนำว่า JASIF นั้นถือเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานตัวนึงเลยครับ

ก่อนจะจากกันไป ผมแนะนำว่าให้ นักลงทุนเองก็อย่าไปทุมลงทุนในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไปครับ ถ้าหากมีการผิดพลาดอะไรขึ้นมา ก็อาจจะได้ไม่คุ้มเสียครับ เราเองก็ควรที่จะมีการกระจายความเสี่ยงด้วยเช่นกันครับ โดยมีการกระจายการลงทุนไปยังกองทุนหลาย ๆ กองทุน ที่มีความแตกต่างกัน เช่น กองทุนอสังหา ฯ ที่เป็นโกดังเช่า หรือจะเป็น REITs ที่เป็นออฟฟิศสำนักงาน โรงแรม หรือห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เพื่อให้รายได้ที่จะเกิดขึ้นในพอร์ตของเราสม่ำเสมอมากขึ้นอีกครับ

ส่วนวันนี้ผมขอลาไปก่อน แล้วพบกันนะครับ สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ออมเงินทุกวันที่ 1 และ 16 ก็มีเงินหลักหมื่นได้

ประโยคหนึ่งที่อภินิหารเงินออมเห็นบ่อยๆที่หน้าเพจตัวเอง คือ ต้องมีเงินให้เยอะๆก่อนถึงจะเริ่มลงทุนได้ แต่ไม่รู้ว่าเยอะของเขาคือเท่าไหร่ ส่วนตัวมองว่าเงินหลักร้อยก็เริ่มลงทุนได้แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เขาคิดว่าเงินน้อยก็เริ่มลงทุนได้ มันก็เลยเป็นที่มาของการออมเงินวันหวยออกนั่นเองจ้า ^^

ไอเดียการออมเงิน

  • สลากกินแบ่งรัฐบาลออกหมายเลขอะไรก็ออมเงินตามหมายเลขนั้น เช่น เลขท้าย 3 ตัวออก 123 เราก็ออมเงินจำนวน 123 บาท แต่ละเดือนก็จะโพสต์หน้าเพจอภินิหารเงินออมว่าจะออมเงินแบบไหนเพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น ส่วนใครจะออมเงินแบบอื่นก็แล้วแต่สะดวก
  • รวบรวมเงินได้จำนวนหนึ่งแล้วนำไปซื้อกองทุนรวมเพื่อทำให้เงินเติบโต (ต้องทำแบบทดสอบความเสี่ยงก่อนซื้อกองทุนรวม จะได้รู้ว่าตัวเองรับความเสี่ยงได้ระดับไหนนะจ๊ะ)

สรุปง่ายๆว่า เราออมเงินในกระปุกออมสินของตัวเอง พอได้จำนวนหนึ่งแล้วก็เอาไปซื้อกองทุนรวม 

ตัวอย่างไอเดียออมเงินที่โพสต์หน้าเพจจะเปลี่ยนไปทุกเดือน

ที่มา : เงินออมเดือนที่ 52 https://www.facebook.com/miracleofsaving/photos/a.640806552623632/2423091147728488/?type=3&theater

ออมจริง ลงทุนจริง

อภินิหารเงินออมเริ่มออมเงินวันหวยออกมาตั้งแต่ปี 2559 แบ่งไปซื้อ 2 อย่าง คือ

ซื้อสลากออมสิน

เงินออมปี 2559 เอาไปซื้อสลากออมสิน ตอนนี้ครบกำหนดแล้ว ไม่ถูกรางวัล ได้ดอกเบี้ยมานิดหน่อย

ซื้อกองทุนรวม

พอเก็บเงินได้เกิน 500 บาทแล้วก็ซื้อกองทุนรวมตาม 2 ภาพข้างล่างนี้นะจ๊ะ ซื้อครั้งแรกช่วงเดือน เม.ย. 2560 มาถึงตอนนี้เดือน ต.ค. 62 ซื้อครั้งที่ 13 แล้วจ้า รวมเงินต้น 16,056 บาท ได้กำไร 743.80 บาท รวม 16,799.80 บาทจ้า (ภาพเรียงจากการซื้อครั้งล่าสุดไปถึงการซื้อครั้งแรก)

ที่มา : เพจอภินิหารเงินออม คลิกได้ที่ลิงค์นี้จ้า

ตั้งแต่ซื้อครั้งแรกมาถึงตอนนี้ มีทั้งช่วงที่ได้กำไรและขาดทุนสลับกันไป เราจะเห็นว่าราคากองทุนรวมหรือ NAV มีราคาขึ้นลงตลอดเวลา นี่เองที่เรียกว่า “ความผันผวนของการลงทุน” ถ้าเราเข้าใจตรงจุดนี้ ถ้าเราเลือกกองทุนมาดีตั้งแต่ครั้งแรกแล้วตั้งเป้าหมายระยะยาว อีก 10 – 20 ปีจะใช้เงินก้อนนี้ก็ไม่ควรกังวลกับการขาดทุนระยะสั้นนะจ๊ะ ที่สำคัญ คือ มีวินัยในการลงทุนต่อไปจ้า

ออมเงินเดือนละ 2 ครั้งทุกวันที่ 1 และ 16 

ก็มีเงินหลักหมื่นได้ จะรออะไร เริ่มออมเลยจ้า

ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเริ่มต้นลงทุนนะจ๊ะ

เพจอภินิหารเงินออม

5 เหตุผล ทำไมต้องฝากเงินกับ “ธนชาต e-SAVINGS ดอกเบี้ยสูง 1.5%ต่อปี”

สวัสดีเพื่อนๆ ชาว aomMONEY ทุกท่านนะครับ  ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อนๆ คงทราบข่าว “ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จาก 1.75% ต่อปี เหลือ 1.5% ต่อปี”ของธนาคารแห่งประเทศไทยกันแล้วนะครับ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าเป็นการทำเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจประเทศเรามีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมไปถึงผลจากสงครามทางการค้าของประเทศใหญ่ยักษ์ทำให้การค้าโลกชะลอตัวลง เราจึงจำเป็นต้องกระตุ้นให้คนออกมาใช้เงินกันมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นครับ

และแน่นอนครับว่า“เมื่อมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารก็เลยต้องลดตามไปด้วย”

คนที่ชอบฝากเงินไว้กับธนาคาร เลยอาจจะได้รับผลกระทบจากตรงนี้ไปด้วย แต่ว่าเพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลใจไปครับ เพราะยังมีบัญชีออมทรัพย์เงินฝากดอกเบี้ยสูงให้เพื่อนๆ เลือกเข้าใช้บริการได้อยู่นะครับ อย่างวันนี้ aomMONEY ก็จะแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักกับ บัญชีออมทรัพย์เงินฝากดอกเบี้ยสูงถึง 1.5% ต่อปี อย่าง “ธนชาต e-SAVINGS” ครับ

ถ้าอยากรู้ว่าน่าสนใจยังไง มาอ่านกันเลยครับ

5 เหตุผลที่ธนชาต e-SAVINGS โดดเด่นกว่า

1. ธนชาต e-SAVINGS เป็นบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยสูงถึง 1.5%

ความพิเศษ คือ“เพื่อนๆ สามารถรับดอกเบี้ยสูง 1.5% เมื่อมียอดเงินฝากตั้งแต่ 1 บาทแรก – 5 ล้านบาท” (ยอดเงินฝากส่วนที่เกิน 5 ล้าน บาทขึ้นไป จะได้รับดอกเบี้ย 0.5% นะครับ) โดยดอกเบี้ยจะแบ่งจ่ายเป็น 2 ครั้งต่อปี คือ ทุกเดือนมิถุนายนและเดือนธันวาคมครับ

*อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามประกาศธนาคาร คลิกดูรายละเอียด

2. ถอนโอนเงินออกง่ายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดอกเบี้ยไม่ลด, ไม่มีค่าปรับ และโอนไปบัญชีไหน ก็ไม่มีค่าธรรมเนียมการโอน

บางครั้งเรามีความจำเป็นต้องถอนเงินออกมาใช้ด่วน แต่ก็ไม่อยากเสียผลประโยชน์เรื่องดอกเบี้ยที่เราควรได้ “ธนชาต e-SAVINGS สามารถโอนเงินออกไปที่บัญชีใดๆ โดยที่ดอกเบี้ยไม่ปรับลดลงและยังคงสูงอยู่ที่ 1.5% ต่อปี ”ผ่านแอปพลิเคชั่น Thanachart Connect ดาวน์โหลด คลิก หรือ Internet Banking : Thanachart iNet คลิก โดยเราจะได้รับเงินทันทีครับ ไม่ต้องรอวันทำการถัดไป หรือผูกบัญชีปลายทางไว้ก่อน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความสะดวกสบายที่ธนชาต e-SAVINGS โดดเด่นกว่าครับ

“พิเศษสุดๆ ใช้ธนชาต e-SAVINGS 

จะโอนเงินเข้า-ออกกี่ครั้ง ก็ฟรี…ไปบัญชีไหนก็ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งด้วยนะครับ”

3. ฝากเงินก็ง่ายผ่านเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติก็ทำได้ ไม่ต้องไปสาขาธนาคาร

สะดวกสบายกันสุดๆ ครับ กับธนชาตe-SAVINGSเพราะเพื่อนๆ สามารถ “ฝากเงินเข้าบัญชีได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปรอติดต่อธนาคาร , และผ่านเครื่องรับฝากเงินสดอัตโนมัติของธนชาตทุกที่เลยครับ

4. มั่นใจได้ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยสูงสุด พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อโอนเงิน

สะดวกและรวดเร็วในทุกธุรกรรมด้วยการโอนเงินออกได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านช่องทาง Thanachart Connect โมบายแอปหรือ Thanachart i-Net และเพิ่มความมั่นใจในด้านความปลอดภัยยิ่งขึ้นระบบจะกำหนดให้ผู้ทำรายการยืนยันการทำธุรกรรมด้วยPIN Code 6หลักหรือBiometicพร้อมทั้งมีบริการแจ้งเตือนผลการทำรายการผ่านe-mail และแจ้งยอดรายการเงินเข้า-ออก, ยอดเงินคงเหลือในบัญชีผ่านข้อความ Push Notification บนช่องทางThanachart Connect โมบายแอป

5. เปิดบัญชีขั้นต่ำด้วยเงินเพียง 0 บาทเท่านั้น!

เพื่อนๆ สามารถเปิดบัญชีธนชาต e-SAVINGS ได้ที่ธนาคารธนชาตทุกสาขาทั่วประเทศไทยนะครับ โดยไม่มีขั้นต่ำในการเปิดบัญชี “เรียกได้ว่า เงิน 0 บาท ก็เปิดบัญชีได้” และต้องมีเงินคงเหลือในบัญชีขั้นต่ำ 1,000 บาทเท่านั้น เพราะถ้าเพื่อนๆ มียอดคงเหลือต่ำกว่าที่กำหนด จะไม่สามารถทำรายการใดๆ ได้ จนกว่าจะมีเงินในบัญชีขั้นต่ำตามที่ธนาคารกำหนดครับ

และนี่คืออีกหนึ่งโปรดักซ์ทางการเงินดีๆ จากธนาคารธนชาตที่ทีมกองบรรณาธิการนำมาแนะนำให้เพื่อนๆ รู้จักกันครับ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับชาว aomMONEY ทุกท่าน และถ้าเพื่อนๆ คนไหนสนใจ “อยากเปิดบัญชีธนชาต e-SAVINGS” สามารถไปเปิดบัญชีด้วยตนเองที่ธนาคารธนชาตทุกสาขาเลยนะครับ!

ถ้าอยากรู้ว่าธนาคารธนชาตสาขาไหนที่ใกล้บ้านหรือที่ทำงานของเพื่อนๆ 

  • เช็คได้เลยครับที่ >> คลิก
  • หรือโทรสอบถามข้อมูล >> 1770
  • ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม >> http://bit.ly/2piysMO

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำเรื่องราวดีๆ อะไรมากฝากเพื่อนๆ ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

รับดอกเบี้ยต่อเนื่องจากโรงไฟฟ้า มั่นคงกว่ากับหุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุนของ BGRIM

BGRIM คือ ผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนชั้นนำของไทย

BGRIM หรือ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ถือว่าเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน รายใหญ่ของประเทศ บี.กริม เพาเวอร์ เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักภายใต้กลุ่ม บี.กริม ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 140 ปี โดย BGRIM มีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 45 โครงการ กำลังผลิตรวม 2,892 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าจากในประเทศราว 75% และจากต่างประเทศราว 25%

เป้าหมายของ BGRIM คือ 5,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2565

ปัจจุบัน บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์และโครงการที่อยู่ระหว่างสร้างและพัฒนารวม 56 โครงการ กำลังการผลิตรวม 3,245 เมกะวัตต์ ซึ่งจะทยอยเปิดให้ดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังมองหาโครงการใหม่ ๆ เพื่อเติบโตไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้อีกด้วย ปัจจุบัน BGRIM มีสินทรัพย์รวมมากกว่า 113,800 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงกว่า 125,000 ล้านบาท (ณ วันที่ 18 ตุลาคม 2562) ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน BGRIM กำลังจะออกหุ้นกู้ครั้งใหม่

BGRIM ได้ยื่นแบบไฟลิ่งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนแก่ผู้ลงทุนทั่วไป มูลค่าเสนอขายรวม 6 พันล้านบาท พร้อมส่วนสำรองเสนอขาย 2 พันล้านบาท โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับแผนการเติบโตของบริษัทในอนาคต

หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนคืออะไร?

หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน คือ หุ้นกู้ที่มีโครงสร้างที่ผสมผสานความเป็นทุนอยู่ด้วย โดยผู้ถือหุ้นกู้นี้จะด้อยสิทธิในเรื่องการรับชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้อื่นๆ แต่ก็ยังมีสิทธิเหนือผู้ถือหุ้นสามัญ และหุ้นกู้นี้ก็ไม่มีกำหนดไถ่ถอนหรือเรียกได้ว่าไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัทคล้ายกับหุ้นสามัญ อย่างไรก็ตาม ผู้ออกหุ้นกู้สามารถใช้สิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนดได้เมื่อครบกำหนด 5 ปี โดยระหว่างถือหุ้นกู้ ผู้ถือหุ้นกู้ก็จะได้รับดอกเบี้ยตามที่ผู้ออกหุ้นกู้กำหนด โดยหุ้นกู้ชุดนี้ของ BGRIM มีอัตราการจ่ายดอกเบี้ย ดังนี้

(1) สำหรับปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 5.00 (ห้าจุดศูนย์ศูนย์) ต่อปี

(2) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 6 – 25 เท่ากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 3.86% ต่อปี

(3) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 26 – 50 เท่ากับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 4.61% ต่อปี

(4) อัตราดอกเบี้ยปีที่ 51 เป็นต้นไป เท่ากับผลรวมของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี + 5.61% ต่อปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี จะถูกปรับทุกๆ 5 ปีเพื่อให้สะท้อนกับสภาวะดอกเบี้ยในขณะนั้น นอกจากนี้ ผู้ออกหุ้นกู้สามารถทำการเลื่อนชำระดอกเบี้ยได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เหมือนๆ กับที่บริษัทสามารถเลือกที่จะจ่ายเงินปันผลหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้ออกหุ้นกู้ยังมีดอกเบี้ยค้างชำระ ก็จะไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้

หุ้นกู้ของ BGRIM จัดอยู่ใน Investment Grade

หุ้นกู้ของ BGRIM ได้เรทติ้ง BBB+ แนวโน้มคงที่ จากทริสเรทติ้ง ซึ่งจัดอยู่ในระดับของตราสารหนี้สำหรับลงทุน (Investment Grade) ส่วนบริษัท BGRIM ได้เรทติ้งองค์กรอยู่ที่ระดับ A แนวโน้มคงที่ 

สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในหุ้นกู้ เรื่องของการจัดเครดิตเรทติ้งสำคัญมาก และนักลงทุนควรจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ระดับ Investment Grade ยกเว้นว่ามีความรู้ความเข้าใจด้านตราสารหนี้สูงมาก ถึงจะเลือกลงทุนในระดับ Speculative Grade ได้

หุ้นกู้ชุดนี้ไม่ได้รับผลกระทบของมาตรฐานบัญชีใหม่ ฉบับที่ 32 (TAS32) 

ตามมาตรฐานการบัญชีใหม่ TAS32 เรื่อง การแสดงรายการสำหรับเครื่องมือทางการเงิน ซึ่งจะปรับหลักเกณฑ์การจัดประเภทตราสาร และส่งผลกระทบต่อหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนเปลี่ยนจากทุนเป็นหนี้สินนั้น หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนของ BGRIM ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ จะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน เนื่องจาก BGRIM ได้คำนึงถึงผลกระทบจากการนำมาตรฐานการบัญชีใหม่มาใช้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงมีการจัดทำข้อกำหนดสิทธิที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะจัดประเภทเป็นทุนทางบัญชีภายใต้มาตรฐานการบัญชีใหม่ได้ทั้งจำนวน

ความโดดเด่นของหุ้นกู้อยู่ที่ตัวบริษัท BGRIM เอง

ธุรกิจโรงไฟฟ้าถือเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงแน่นอนค่อนข้างสูง เนื่องจากก่อนจะเริ่มก่อสร้างโครงการ บริษัทจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐหรือภาคเอกชนในระยะยาวเสมอ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าตรงนี้จะเป็นสิ่งการันตีรายได้ของบริษัทในระยะยาว ธุรกิจโรงไฟฟ้าจึงเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงในระยะยาวไปตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีอยู่ในมือ

อีกจุดหนึ่งคือการระดมทุนเป็นเรื่องปกติของโรงไฟฟ้า

ธุรกิจโรงไฟฟ้าถือว่าเป็นธุรกิจที่ต้องลงทุนในช่วงแรกค่อนข้างมากเพื่อเก็บเกี่ยวผลตอบแทนในระยะยาว ดังนั้น การระดมทุนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เพิ่มทุน ออกหุ้นกู้ หรือกู้เงินจากธนาคาร ถือเป็นเรื่องปกติมากในการสร้างการเติบโตของโรงไฟฟ้า นอกจากนี้ ธุรกิจโรงไฟฟ้ามักจะมีอัตราส่วนหนี้ต่อทุนสูงกว่าธุรกิจทั่วไปโดยธรรมชาติ เหตุผลคือสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นเครื่องการันตีรายได้ที่ค่อนข้างแน่นอนในอนาคต ทำให้ธนาคารพาณิชย์หรือผู้ให้เงินกู้จึงยินยอมปล่อยหนี้ค่อนข้างมากเพราะธุรกิจมีความมั่นคงสูง

สำหรับ BGRIM นั้น ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 ต้นทุนทางการเงินของบริษัทฯ ลดลงมาที่ระดับ 4.5% จากการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงินของบริษัทฯ โดยมีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของเจ้าของที่ 1.6 เท่า ตามงบการเงินรวมของบริษัทฯ โดยหนี้สินสุทธิส่วนมากของบริษัทฯ กว่า 70% เป็นหนี้สินสุทธิระดับโครงการหรือบริษัทย่อยของบริษัทฯ ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และมีอำนาจควบคุม จึงมีการรวมทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทย่อยในงบการเงินรวมของบริษัทฯ ซึ่งหนี้สินระดับโครงการเป็นการกู้เงินในรูปแบบของเงินกู้โครงการ (Project Finance) ที่ภาระผูกพันของผู้ถือหุ้นมีจำกัด (Limited Recourse) และหากพิจารณาในระดับของงบการเงินเฉพาะกิจการ บริษัทฯ มีสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของเจ้าของ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เพียง 0.9 เท่า 

หุ้นกู้ BGRIM จะเสนอขายในช่วงวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน นี้

BGRIM ได้แต่งตั้ง ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ บล. ภัทร และ บล. เอเซีย พลัส เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้โดยมีราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท สำหรับผู้ลงทุนทั่วไป มีอัตราดอกเบี้ย 5.00% ต่อปี ในช่วง 5 ปีแรก

ดอกเบี้ยดังกล่าวถือว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียว

BGRIM ถือเป็นบริษัทที่มีอันดับเครดิตความน่าเชื่อถือสูง นอกจากนี้ ตัวธุรกิจโรงไฟฟ้าของบริษัทก็ยังถือว่ามีความมั่นคงมากอีกด้วย จึงได้รับผลกระทบต่ำจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และทำให้กลายเป็นบริษัทในใจของผู้ลงทุนในช่วงนี้

หากนักลงทุนคนไหนสนใจก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=270869

อ้อ! ตราสารหนี้เหล่านี้มีตลาดรองไว้สำหรับซื้อขายเปลี่ยนมือได้ด้วย ดังนั้น หากใครต้องการจะขายตราสารหนี้ออกมาก่อนก็สามารถทำได้ โดยนักลงทุนสามารถปรึกษากับผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้นี้ได้เลย

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“รวยด้วยการปล่อยเช่าคอนโด” เลือกแบบไหนถึงกำไร 2 เด้ง

สวัสดีแฟนๆ aomMONEY ทุกท่าน ก็กลับมาพบกับบทความจากทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY กันอีกแล้ว ครั้งนี้พิเศษครับ เพราะวันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่อง “การลงทุนปล่อยเช่าคอนโด” เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ติดตาม aomMONEY มานาน น่าจะพอทราบกันอยู่แล้วว่าการลงทุนในอสังหาฯ อย่าง “คอนโด” ถือเป็นอีกวิธีการลงทุนหนึ่งที่สร้างผลตอบแทนได้อย่างดี นอกจากจะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา สามารถส่งต่อเป็นมรดกกับลูกหลาน เรายังได้ทำกำไรได้ 2 ต่ออีกด้วย

นั่นก็คือ….

“1. Rental Yield”

อัตราผลตอบแทนในการลงทุนปล่อยเช่าคอนโด หรือผลตอบแทนจากการที่เราปล่อยเช่าคอนโดนั่นเองครับ ซึ่งโดยปกติแล้ว ในการลงทุนกับคอนโด เราควรเลือกโครงการที่มีอัตราผลตอบแทนมากกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณ 2% พูดง่ายๆ ว่า Yield ควรสูงประมาณ 6-8%  เพื่อไม่ให้เรารับภาระที่หนักจนเกินไปครับ

2. Capital Gain”

อัตราส่วนต่างกำไรที่ได้จากการขายต่อ หรือ ผลตอบแทนจากการขายต่อคอนโดหรืออสังหาฯ นั้นๆ นั่นเองครับ ซึ่งราคาก็จะเพิ่มขึ้นไปตามกาลเวลา เพราะที่ดินเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดครับ  

ในเมื่อการลงทุนคอนโดน่าสนใจขนาดนี้ คราวนี้หลายคนก็มีคำถามแล้วล่ะครับว่า เอ…แล้วเราจะเลือกคอนโดแบบไหน ถึงจะเหมาะกับนำมาลงทุนปล่อยเช่า aomMONEY ก็ขอเล่าให้อ่านกันง่ายๆ ตามนี้เลยครับ

“คอนโดในตัวเมือง”

อย่างที่เราทราบกันครับว่า “ในเมือง” ก็ย่อมเป็นจุดศูนย์กลางของเศรษฐกิจและการคมนาคม ด้วยอาคารสำนักงานต่างๆ และระบบคมนาคมที่พร้อม มักจะตั้งอยู่ในตัวเมืองเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลกันเข้ามาหาที่อาศัยอยู่ในเมือง เพราะไม่อยากเจอปัญหารถติดและลดระยะเวลาการเดินทาง  “การเช่าคอนโดอยู่” จึงเป็นทางเลือกของมนุษย์เงินเดือนหลายคน เพราะสะดวกสบายกว่าการอยู่หอพัก ภาระรับผิดชอบน้อยกว่าการซื้ออยู่เอง และโยกย้ายได้ง่าย

ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นข้อดีของคอนโดในเมืองที่นักลงทุนหลายคนปักหมุดลงทุนซื้อเพื่อปล่อยเช่า โดยเฉพาะคอนโดในเมืองที่ทำเลติดกับ BTS และ MRT แต่สิ่งที่นักลงทุนหลายคนมักหลงลืมไปก็คือ คอนโดในตัวเมืองจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงและมีผู้ลงทุนให้ความสนใจจำนวนมาก จากที่เคยได้ผลตอบแทนYield กันเฉลี่ยถึง 7-8% ก็ลดต่อลงมาเหลือเพียง 3-6% ซึ่งเป็นตัวเลขที่อาจจะน้อยเกินไป ดูไม่เป็นมิตรต่อการลงทุนซักเท่าไหร่

“คอนโดที่มี Target Group ที่ชัดเจน”

ถ้าใครยังไม่เห็นภาพว่าคอนโดที่มี Target Group ที่ชัดเจน เป็นยังไง aomMONEY ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เลยครับ “คอนโดที่อยู่ติดหรือใกล้มหาวิทยาลัย” แค่ทำเลก็นึกภาพออกแล้วใช่มั้ยครับว่า ผู้เช่าคอนโดหรือผู้ซื้ออยู่อาศัยน่าจะเป็นใคร เพราะพ่อแม่หลายคนก็ไม่อยากให้ลูกต้องเดินทางลำบากไปเรียนหนังสือในแต่ละวัน มีคุณภาพการใช้ชีวิตที่ดี ปลอดภัยเมื่อต้องอยู่ไกลสายตา การเช่าคอนโดให้ลูกอยู่อาศัยแทนการเช่าอพาร์ทเมนต์หรือหอพักจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง

ด้วยเหตุผลนี้ ในมุมมองของนักลงทุน การเลือกลงทุนกับคอนโดที่ใกล้สถานศึกษาชื่อดังและขนาดใหญ่ จึงเป็นทำเลที่น่าสนใจมาก เนื่องจากกำไรถึง 2 เด้ง ในแง่ของการได้รายได้จากการปล่อยเช่าอย่างสม่ำเสมอเพราะมีนักศึกษาตลอด และได้รายได้จาก Captital Gain หรือการปล่อยขายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่าง อีกทั้งถ้าตัวโครงการ สามารถสร้างอัตราผลตอบแทนYield ตัวเลขได้สูง 7-8 % ตามที่คาดหวัง ก็ยิ่งทำให้มีความน่าสนใจในด้านการลงทุนไม่น้อยเลยทีเดียว

ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยที่น่าสนใจ “ย่าน ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต”

เหตุผลที่ aomMONEY เลือกยกตัวอย่างทำเลที่น่าสนใจเป็น “ย่าน ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต” เหตุผลเพราะว่า พื้นที่ส่วนนี้เป็นวิทยาเขตที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาวิทยาเขตทั้งหมด มีพื้นที่ประมาณ 1,225,235  ตารางเมตร เพราะฉะนั้นวิทยาเขตนี้จะรองรับนักศึกษามากที่สุด จากจำนวนนักศึกษา 33,074 คน (ข้อมูลจาก https://tu.ac.th/ict-stat) เพราะมีนักศึกษาจำนวนถึง 22 คณะ ที่ต้องมาใช้ชีวิตที่นี่ รวมไปถึงในละแวกเดียวกันก็ยังมี ม.กรุงเทพ มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังขนาดใหญ่ มีโรงพยาบาลใกล้มหาวิทยาลัยอย่างรพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และใกล้แหล่งช๊อปปิ้งอย่าง TU DOME PLAZA , ตลาดไท , ห้างสรรพสินค้า Future Park รังสิต และห้างสรรพสินค้า Major รังสิต

รู้จักกับ “KAVETU เคฟ ทียู” คอนโดใหม่ใกล้ ม.ธรรมศาสตร์

“โครงการคอนโด KAVE TU ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต”  เป็นโครงการของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ อย่าง “AssetWise” ที่มีผลงานคอนโดมิเนียม บ้านและทาวน์โฮมที่หลากหลาย เช่น โครงการคอนโด Kave Town Condo ม.กรุงเทพ  เพื่อนๆ สามารถเข้าไปดูผลงานอื่นๆ ของ AssetWise ได้ที่นี่ครับ >> คลิก

KAVE TU” ออกแบบอย่างลงตัวด้วยสถาปัตยกรรมแนวคิดใหม่ผสมผสานระหว่างศาสตร์การอยู่อาศัย ความ Modern และธรรมชาติด้วยที่มาของลายหิน ทำให้เกิดเส้นสายที่มีชีวิตชีวา ลักษณะของโครงการจะเป็นคอนโดมิเนียม Low Rise สูง 8 ชั้น 4 อาคาร จำนวน 1,016 ยูนิตครับ ที่โดดเด่นเลยก็คือ พื้นที่เอ้าท์ดอร์กับ Courtyard ขนาดใหญ่ พร้อมสระว่ายน้ำ , Facilities แบบจัดเต็ม ที่เห็นแล้วหลายคนน่าจะต้องร้องว้าวกันเลยครับ  

“โครงการคอนโด KAVE TU” เปิดให้เพื่อนๆ ได้จับจองกันแล้ววันนี้นะครับ

ราคาเริ่มต้นเพียง 1.5 ล้านบาทเท่านั้น!

พิเศษ!! โปรโมชั่นแบบจุกๆ 

  • ผ่อนดาวน์ 3,900 บาท* 
  • ลงทะเบียนตอนนี้รับส่วนลดสูงถึง 50,000 บาท >> คลิก
  • จองคอนโดวันนี้ รับเลยครับ iPhone 11 Pro

และถ้าเพื่อนๆ ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ 

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำเรื่องราวดีๆ อะไรมากอัพเดตเพื่อนๆ ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

ฉลาดใช้เงินด้วยการผูกบัตรเครดิตกับ TrueMoney Wallet ช่วยออมเงินอีกทาง

สวัสดีเพื่อนๆ ชาว aomMONEY ทุกคนนะครับ ก็กลับมาพบกับบทความอัพเดตสมองเรื่องการเงินการลงทุนจากทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY อีกเช่นเคย ณ ตอนนี้ก็ต้องยอมรับเลยนะครับว่าหลายคนแทบจะไม่ใช้เงินสดในการใช้จ่ายกันแล้ว แถมตอนนี้สมาร์ทโฟนกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในชีวิต การจับจ่ายใช้สอยอะไรก็สะดวกสบาย เพราะทำผ่านทางแอปพลิเคชั่นกระเป๋าเงินออนไลน์บนสมาร์ทโฟน หรือ E-wallet ได้หมด เรียกได้ว่า ลืมการพกแบงค์เป็นปึกๆ กับบัตรเครดิตหลายๆ ใบในกระเป๋าตังค์จนกระเป๋าบานไปได้เลยครับ 

แต่ปัญหามันก็มีอยู่ว่า “E-wallet” ในปัจจุบันนั้นมีให้เลือกมากมายหลายแบรนด์ครับ หลายคนยังไม่รู้ว่าจะใช้ของแบรนด์ไหนดี สำหรับในมุมมองของ aomMONEY วิธีเลือกนั้นไม่ยากครับ

“ฉลาดใช้เงินอย่างเรา ก็ต้องเลือกที่ใช้ง่ายในชีวิตประจำวันแล้วได้เงินคืนกลับมาหลายต่อ เป็นการออมในตัว และได้รับสิทธิประโยชน์แบบคุ้มค่าที่สุดครับ”  

และวันนี้ aomMONEY ก็ขออาสาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้รู้จักกับเจ้ากระเป๋าเงินออนไลน์ที่ทุกคนคงจะคุ้นชื่อเป็นอย่างดีอย่าง “TrueMoney Wallet” ซึ่งล่าสุดทางเราได้ทราบมาว่า TrueMoney Wallet สามารถผูกกับบัตรเครดิต/เดบิตของธนาคารอะไรก็ได้  ได้แล้วนะครับ ผูกสูงสุดได้ 3 ใบ จากเมื่อก่อนที่จะเป็นแบบเติมเงินอย่างเดียว

โดยเฉพาะคนที่มีบัตรเครดิตในมือ อาจจะต้องร้องว้าวเลยครับ เพราะโปรโมชั่น Cashback นั้น จัดหนักจัดเต็มมาก! เพราะฉะนั้นใครไม่มี TrueMoney Wallet ต้องไปดาวน์โหลดมาติดสมาร์ทโฟน แล้วผูกบัตรเครดิตไว้เลยนะครับ

ดาวน์โหลดเลยยย!

สำหรับคนที่ดาวน์โหลดแอป TrueMoney Wallet และผูกบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว  เรามาดูกันดีกว่าว่าโปรโมชั่น Cashback ได้จัดหนักจัดเต็มเก็บคืนมาเป็นเงินออมยังไงบ้าง?

จัดหนักยกแรกครับ!

ผูกกับบัตรเครดิต Mastercard 

รับเงินคืน 50 บาท เมื่อใช้จ่ายผ่านแอป TrueMoney Wallet *

จัดหนักยกสอง!

ผูกกับบัตรเครดิตกสิกรไทย รับเครดิตเงินคืน 5% 

เมื่อช้อปครบ 200 บาทขึ้นไป/เซลส์สลิป ผ่านแอป TrueMoney Wallet *

จัดหนักยกสาม!

ผูกกับบัตรเครดิตธนชาต รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 14%

เมื่อใช้จ่ายผ่านแอป TrueMoney Wallet *

จัดหนักยกสี่!

ผูกกับบัตรเครดิต SCB รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 420 บาท 

เมื่อใช้จ่ายผ่านแอป TrueMoney Wallet *

จัดหนักยกห้า!

ผูกกับบัตรเครดิต Citibank รับเงินคืนสูงสุด 200 บาท

เมื่อใช้จ่ายผ่านแอป TrueMoney Wallet *

จัดหนักยกหก!

ผูกกับบัตรเครดิตธนาคารกรุงศรีรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 790 บาท
เมื่อใช้จ่ายผ่านแอป TrueMoney Wallet *

*เงื่อนไขการคืนเงินของบัตรเครดิตแต่ละแบรนด์แตกต่างกัน 

เข้าไปอ่านเงื่อนไข >> คลิก

แล้วร้านค้าที่ใช้จ่ายด้วย TrueMoney Wallet มีอะไรบ้างล่ะ?

ต้องบอกว่ามีร้านค้าชั้นนำเยอะมากครับที่รับการชำระเงินด้วย TrueMoney Wallet โดยเฉพาะ “7-Eleven” ที่ aomMONEY เชื่อว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือนเข้ากันแทบทุกวันเลยล่ะครับ 555 แถมโปรโมชั่นตอนนี้ของเค้าก็มาเต็มมากจริงๆ ถ้าไม่อยากพลาด ต้องคลิกเข้าไปดูกันเลยครับ >> คลิก

ถ้ายังคิดไม่ออกว่าการใช้จ่ายผ่าน TrueMoney Wallet ที่ผูกบัตรเครดิตคุ้มค่าขนาดไหน เดี๋ยวเล่าให้ฟังเพิ่ม!

aomMONEY ขอยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ สมมติว่าน้องเจนนี่ทีมงานของเรา ชอบซื้อของกินที่ “7-Eleven” ในตอนเช้าก่อนเข้าออฟฟิศ ถ้าน้องเจนนี่ซื้อของ 100 บาท ใน 7-Eleven แล้วจ่ายด้วย ทรูมันนี่ วอลเล็ท ที่ผูกบัตรเครดิตของ Citibank ไว้กับแอป TrueMoney Wallet แถมบัตรนั้นเป็นบัตร Mastercard อีก น้องเจนนี่จะได้แต้มบัตรเครดิตปกติ (ตามสิทธิบัตรนั้นๆ) / ได้เครดิตเงินคืนของ Citibank 50 บาท (ตามโปรฯ ของแอป) / ได้เครดิตเงินคืนของ Mastercard 50 บาท  (ตามโปรฯ ของแอป) อีกด้วย ที่สำคัญ!! ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ครับ

เรียกได้ว่าน้องเจนนี่จะอิ่มจังตังค์อยู่ครบเลยล่ะครับ 

คุ้มค่า ฉลาดใช้เงิน สมกับเป็นชาว aomMONEY จริงๆ 

ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้นมั่นใจได้ไร้กังวลแน่นอน!

ใช่ครับ… เรื่องความปลอดภัย ชาว aomMONEY ไม่ต้องเป็นกังวลเลย เพราะว่า TrueMoney Wallet  เขามี…..

  • มีระบบแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือ email และมี OTP ยืนยันทำธุรกรรม 
  • มีระบบการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า BioMetric ใช้มาตรฐานสูงสุดระดับโลก
  • มีทีมงานคอยช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง โทร 1240 หรือ Live Chat
  • มีระบบยืนยันตัวตน เพื่อรักษาความปลอดภัย และตรวจสอบได้ในกรณีที่เกิดปัญหา

“ผูกบัตรเครดิตกับ TrueMoney Wallet” วันนี้! รับสิทธิประโยชน์อีกมากมาย เช่น…

  • เมื่อผูกบัตรเครดิต กับ TrueMoney Wallet แล้วจ่ายที่ 7-Eleven และร้านอื่นๆ อีกมากมาย สามารถใช้จ่ายได้ตั้งแต่ขั้นต่ำ 20 บาท ซึ่งปกติแล้ว 7-Eleven จะจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ต้องมีขั้นต่ำที่ 300 บาทนะครับ 

และนี่คือข้อมูลและสิทธิประโยชน์ดีๆ ที่ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY นำมาฝากเพื่อนๆ นะครับ ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับชาว aomMONEY ทุกท่าน และใครที่มีบัตรเครดิตในมือ แต่ยังไม่มีแอปพลิเคชั่น “TrueMoney Wallet”  รีบดาวน์โหลดและผูกกับบัตรเครดิตไว้นะครับ เพราะชาว aomMONEY อย่างเราฉลาดเรื่องหารายได้เพิ่ม ก็ต้องฉลาดใช้เงินให้คุ้มค่าที่สุดด้วยนะครับ

ระบบ IOS >> คลิก

ระบบ Android >> คลิก

วิธีผูกบัตรเครดิตเข้ากับ TrueMoney Wallet >> คลิก

สำหรับครั้งหน้าทีมกองบรรณาธิการจะนำเรื่องราวดีๆ อะไรมากฝากเพื่อนๆ ก็ต้องติดตามกันในบทความต่อไปครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

บทความนี้เป็น Advertorial

จะลงทุนกองทุนในยุคนี้ ต้องลงทุนที่เดียวจบ ครบได้อีก

ยุคนี้เป็นยุคที่ใครๆ ก็ต้องลงทุนให้เป็น เพราะความเสี่ยงกว่าการลงทุน คือการที่ไม่ยอมลงทุนเลยนั้นดูจะเป็นเรื่องจริงครับ แต่ก็มีเสียงหลายเสียงจากคนใกล้ตัวที่มักบอกว่า สนใจการลงทุนกองทุนนะ แต่มันยากตรงที่ต้องมานั่งศึกษาหาข้อมูลเอง แถมกองทุนก็มีเป็นร้อยๆ กอง กว่าจะต้องมานั่งเปรียบเทียบ และหาเจอกองที่ถูกใจ ต้องไปหาแต่ละ บลจ. และไปทำเรื่องเปิดบัญชี ก็หมดเวลาในชีวิตกันพอดี แค่คิดก็เหนื่อยใจแล้ว

แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ พรี่หนอมอยากให้ทุกคนที่มีความตั้งใจที่ดีนั้นรักษาความตั้งใจนี้เอาไว้ก่อน เพราะพรี่หนอมอยากจะบอกว่า เดี๋ยวนี้มีทางเลือกในการลงทุนกองทุนที่สะดวกมากกว่าแต่ก่อนเยอะเลย ถามว่าความสะดวกนั้นอยู่ที่ไหน พรี่หนอมขอพาไปทำความรู้จักกับบริการกองทุนที่ ธนาคารกรุงศรี ครับ

เพราะตอนนี้ ธนาคารกรุงศรี มีบริการตอบโจทย์ทุกปัญหาแบบที่เกริ่นมาในช่วงแรกหมดเลยครับ เรียกได้ว่า สะดวกง่าย ที่เดียวจบ ครบได้อีกเพราะทางธนาคารกรุงศรีไม่เพียงแค่คัดสรรกองทุนคุณภาพมาจากหลากหลาย บลจ.เท่านั้น แต่ยัง ทำให้การเปิดบัญชี รวมถึงการซื้อ-ขาย-สับเปลี่ยน ทำได้ง่าย สะดวกสบาย ทั้งช่องทางสาขา และ KMA-Krungsri Mobile App

นอกจากนั้น ทางกรุงศรียังมีบริการให้คำแนะนำด้านการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถ้าใครสนใจสามารถเข้าไปรับคำปรึกษาได้ที่สาขา หรือกดรับขอคำแนะนำด้วยตนเองผ่าน Smart Advisor ใน KMA-Krungsri Mobile App ก็ได้เหมือนกันนะ หรือจะโทรไปปรึกษา Plan Your Money ที่ 1572 กด 5 ก็ได้นะครับผม

เรียกได้ว่า ลงทุนกองทุนรวมที่ธนาคารกรุงศรี ที่เดียวจบ ครบ จริงๆ ตั้งแต่เริ่มต้น เลือกกองทุน ซื้อขายได้สะดวกสบาย ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านทาง KMA-Krungsri Mobile App แถมยังมีบริการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ แบบนี้ต้องลอง!!

หากใครสนใจเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 

http://bit.ly/2m80poT

ป.ล. ใครใช้แล้วเป็นยังไง อย่าลืมมารีวิวให้ฟังด้วยนะจ๊ะ

บทความนี้เป็น Advertorial

3 เหตุผลที่เราควรเลือกซื้อกองทุนกับธนาคารกรุงศรีฯ

กองทุนรวมคือทางเลือกการลงทุนที่ดี

สำหรับใครก็ตามที่ไม่มีเวลาศึกษาเรื่องการลงทุน การลงทุนผ่านกองทุนรวมถือเป็นทางเลือกที่เหมาะมาก เพราะกองทุนมีผู้เชี่ยวชาญคอยบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้ แถมยังใช้เงินเริ่มต้นลงทุนไม่มาก เรียกได้ว่าในเชิงการเงิน กองทุนรวมถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการลงทุนที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้

คำถามที่ต่อไปที่ต้องเจอ คือ แล้วจะซื้อกองทุนรวมที่ไหนดีล่ะ?

ธนาคารกรุงศรีฯ คือ คำตอบ

ถ้าพูดถึงธนาคารกรุงศรีฯ แล้ว คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะถือเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่เป็นระดับต้นๆ ของประเทศ มีความมั่นคง น่าเชื่อถือ มีสาขามากมาย และระบบ ธนาคารออนไลน์ก็ใช้งานได้สะดวก

แล้วในมุมมองของการซื้อกองทุนรวมหล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง?

วันนี้ ลงทุนศาสตร์จึงขอหยิบยก 3 เหตุผลที่เราควรซื้อกองทุนรวมผ่านธนาคารกรุงศรีฯ มาเล่าให้ฟังกัน ขอกระซิบว่าเป็นมุมมองจากลูกค้าตัวจริงเสียงจริง เพราะทุกวันนี้ ลงทุนศาสตร์ก็ยังคงมีเงินลงทุนอยู่ในกองทุนรวมผ่านช่องทางของธนาคารกรุงศรีฯ อยู่เลย

1. หลากหลายกองทุนคุณภาพ

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าซื้อกองทุนที่ธนาคารกรุงศรี ก็จะสามารถซื้อได้แต่กองทุนของ บลจ.กรุงศรี เท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริง ธนาคารกรุงศรีได้คัดกองทุนรวมคุณภาพมาให้เลือกซื้อมากมายจากหลาย บลจ. โดยในปัจจุบัน เราสามารถซื้อกองทุนรวมจาก 6 บลจ. ผ่านธนาคารกรุงศรีฯ ได้แก่

(1) บลจ.กรุงศรี

(2) บลจ.พรินซิเพิล

(3) บลจ.ภัทร

(4) บลจ.แมนูไลฟ์

(5) บลจ.ยูโอบี

(6) บลจ.วรรณ

แน่นอนว่าการลงทุนได้หลาย บลจ.จะทำให้เรามีกองทุนรวมให้เลือกมากขึ้น สามารถจัดพอร์ตที่หลากหลายและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ทางการเงินและความเสี่ยงเรายอมรับได้มากขึ้น นอกจากนี้ แต่ละ บลจ. ที่ธนาคารกรุงศรีคัดสรรมาก็ถือว่าเป็นกองทุนตัวท็อป ตัวเต็ง เลือกง่าย เลือกสบายกว่าไปนั่งเลือกนั่งหาข้อมูลเองทั้งหมด 

2. สะดวกสบายด้วยหลายช่องทางการลงทุน

พอพูดถึงการลงทุนในกองทุนรวม หลายคนอาจจะ เห็นภาพตนเองต้องไปเซ็นเอกสารซื้อขาย ที่สาขา ยิ่งถ้าอยากซื้อกองทุนหลาย บลจ. ยิ่งต้องไปหลายที่ แต่ถ้าเลือกลงทุนกองทุนผ่านธนาคารกรุงศรี ชีวิตจะดีงามมาก ยิ่งถ้ามีบัญชีเงินฝากกับ ธ.กรุงศรีอยู่แล้วก็เปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ผ่าน KMA-Krungsri Mobile App ได้เลย เปิดแล้วก็สามารถซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนได้สะดวกรวดเร็ว แล้วก็ง่ายมากๆ เราแทบจะจัดการทุกอย่างได้ด้วยปลายนิ้ว

หรือถ้าใครเปิดบัญชีกองทุนรวมไว้อยู่แล้ว ก็สามารถเพิ่มบัญชีกองทุนในแอป KMA เพื่อทำรายการซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนได้เลย นอกจากนี้ยังสามารถดูพอร์ตการลงทุนอัปเดตได้ตลอดเวลา เรียกได้ว่ารู้ตลอดว่าเรามีมูลค่าพอร์ตอยู่เท่าไหร่ ไม่ต้องคอยไปปรับหน้าสมุดบัญชีกองทุนรวมเหมือนสมัยก่อนแล้ว

3. รับคำแนะนำการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ

พูดถึงตรงนี้หลายคนอาจจะเริ่มอยากลงทุนกองทุนรวมกับธนาคารกรุงศรีฯ ขึ้นมาแล้วบ้าง แต่ปัญหามาติดอยู่ที่ว่า คิดไม่ออกว่าจะลงทุนกองไหนดี ควรจะจัดสัดส่วนอย่างไร ควรจะซื้อกองไหนเท่าไหร่ ซึ่งถ้าใครติดปัญหานี้อยู่ บอกได้เลยว่าไม่ต้องกังวล เนื่องจากธนาคารกรุงศรีฯ มีทีมผู้เชี่ยวชาญคอย ให้คำแนะนำการลงทุนทั้งที่สาขา และจาก Smart Advisor บนแอป KMA

เพียงแค่มาที่ธนาคารกรุงศรีฯ การลงทุนของเราก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย

เรียกได้ว่าธนาคารกรุงศรีฯ ครบและจบทุกความต้องการด้านกองทุนรวม ทั้งหลากหลายกองทุนคุณภาพ สะดวกสบายด้วยหลายช่องทางการลงทุน และรับคำแนะนำการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ

ใครที่ยังรีรออยู่นานไม่กล้าลงทุน พอได้ลองเริ่มต้นแล้วอาจจะพบว่ามันง่ายกว่าที่คิดมาก ง่ายจนหันมาถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงไม่เริ่มต้นให้เร็วกว่านี้

ไปลอง! http://bit.ly/2m8Uekt

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save