เราเหมาะสมกับประกันชีวิตแบบไหน?

ช่วงที่ผ่านมาอภินิหารเงินออมได้ออกแบบวิธีเก็บเงินให้กับหลายๆคน หนึ่งเรื่องสำคัญที่ต้องทำ คือ การสรุปกรมธรรม์ว่าตอนนี้มีแบบประกันอะไร ความคุ้มครองรวมเท่าไหร่ ถ้ามีเพียงพอแล้วก็ไม่ต้องทำประกันเพิ่ม แต่ถ้ายังขาดอยู่ควรทำเพิ่มอีกเท่าไหร่เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพคล่องทั้งตอนนี้และในอนาคต 

 

ปัญหาหนึ่งที่พบ คือ ซื้อประกันที่ยังไม่ค่อยตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของตัวเอง เช่น 

  • ต้องการเน้นสะสมเงินแต่ไปเก็บเงินที่ประกันตลอดชีพที่ไม่มีเงินคืน ความจริงควรเก็บไว้ที่แบบสะสมทรัพย์ แบบบำนาญ แบบควบการลงทุน

  • อีก 20 ปีจะเกษียณ ต้องการเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณ แต่ไปซื้อประกันสะสมทรัพย์ที่มีระยะเวลาสั้นๆ 5 ปี ความจริงควรเก็บไว้ที่สะสมทรัพย์ระยะยาว แบบบำนาญ แบบควบการลงทุน

  • เรื่องเจ็บปวดที่สุด คือ ได้รับข้อมูลผิดพลาด เขาบอกว่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปจะคุ้มทุนในปีที่ 10 (เบี้ยประกันที่จ่ายไปมากกว่ามูลค่าเงินสด) สามารถปิดประกันได้เลยไม่ขาดทุน ทั้งที่ความจริงแล้วอยู่ปีที่ 20 เขารู้สึกเสียใจมากที่มารู้เรื่องนี้ทีหลัง

 

อภินิหารเงินออมอยากให้มองประกันชีวิตเหมือนการเลือกภาชนะ “จานข้าว จานเปล ชาม ถ้วยน้ำจิ้ม แก้วน้ำ” ล้วนเป็นภาชนะใส่ของกินเหมือนกัน แต่มีขนาดและการใช้งานแตกต่างกัน เรารู้ว่าน้ำจิ้มไก่จะต้องใส่ถ้วยน้ำจิ้ม ตักข้าวใส่จานข้าว ปลาราดพริกตัวใหญ่ควรใส่จานเปล ตักแกงใส่ชาม เพราะสิ่งของแต่ละชิ้นออกแบบมาแล้วว่ามีการใช้งานอย่างไร

เรื่องของประกันชีวิตก็เช่นกัน แม้ว่าจะให้ความคุ้มครองชีวิตได้เหมือนกัน แต่การใช้งานแตกต่างกัน ซึ่งแนวคิดของการวางแผนการเงินส่วนบุคคล “ประกันชีวิต” เป็นวิธีการเก็บเงินแบบเดียวที่ทำให้เราได้รับความคุ้มครองชีวิต มีชีวิตอยู่ก็มีเงินใช้ อายุสั้นมีเงินก้อนดูแลครอบครัว

 

เราเหมาะสมกับประกันชีวิตแบบไหน

อภินิหารเงินออมขอทำเป็นสรุปสั้นๆตามความเข้าใจส่วนตัวว่าประกันชีวิตแต่ละแบบเป็นอย่างไร เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินอะไรบ้าง หากใครอ่านแล้วรู้สึกขัดใจ ต้องการได้คำนิยามของแต่ละแบบอย่างเป๊ะๆและละเอียดยิบ รบกวนอ่านได้ที่ลิงค์ของ คปภ. อันนี้ได้เลยจ้า http://www.oic.or.th/th/consumer/insurance/about/life

เราเหมาะสมกับประกันชีวิตแบบไหน?

ถ้าเบี้ยประกันชีวิตเท่ากัน เราจะได้รับความคุ้มครองจากประกันชีวิตแต่ละแบบแตกต่างกันเท่าไหร่ (ความคุ้มครองตามศัพท์ทางการในกรมธรรม์จะใช้คำว่า “ทุนประกันชีวิต”) เพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้นและเลือกแบบประกันที่เหมาะสมกับตัวเองได้ บทความนี้จะอธิบายประกันชีวิตที่หลายคนคุ้นเคย 5 แบบ

เบี้ยประกันจะแตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและชาย สิ่งสำคัญ คือ ยิ่งอายุมากขึ้นก็ต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงขึ้น แปลว่ายิ่งทำเร็ว ยิ่งดีนะจ๊ะ ประกันทั้ง 5 แบบที่ยกตัวอย่างนี้เป็นของเพศหญิง อายุ 30 เตรียมเงินไว้ทำประกันชีวิตปีละ 60,000 บาท หรือเดือนละ 5,000 บาท (ตัวอย่างความคุ้มครองเป็นการคำนวณของบริษัทประกันแห่งหนึ่ง)

 

1. แบบชั่วระยะเวลา  

เหมาะกับ : คนที่ต้องการความคุ้มครองสูง จ่ายเบี้ยประกันถูก ไม่มีมูลค่าเงินสด

ได้รับเงิน : เฉพาะกรณีเสียชีวิตเท่านั้น ถ้าซื้อความคุ้มครองเกิน 10 ปี นำเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษีได้

ตัวอย่าง :  

  • เราซื้อความคุ้มครองระยะเวลา 10 ปี จ่ายเบี้ยประกัน 10 ปีรวม 600,000 บาท ซื้อทุนประกันชีวิตได้ประมาณ 28 ล้านบาท

    • หากอายุสั้นเสียชีวิตภายใน 10 ปี ครอบครัวได้รับเงินประมาณ 28 ล้านบาท 

    • หลังจาก 10 ปีไปแล้วความคุ้มครองหมดลง เงินที่จ่ายไปจะกลายเป็นศูนย์ นี่เองที่เรียกว่าไม่มีมูลค่าเงินสด

 

2. แบบตลอดชีพ

เหมาะกับ : 

  • คนที่ต้องการทำพ่วงกับประกันสุขภาพ เพราะเบี้ยประกันถูกและให้ความคุ้มครองยาวถึงอายุ 99 ปี ทำให้เรามั่นใจว่าประกันสุขภาพทำต่อเนื่องได้ตลอด 

  • มีมูลค่าเงินสด เก็บไว้เป็นเงินมรดก 

  • ในขณะที่นักศึกษาเพิ่งเริ่มทำงานอายุน้อย เบี้ยราคาถูก ทำไว้เพื่อเป็นค่าจัดการศพให้ตัวเองได้ (เช่น เพศหญิงอายุ 22 ความคุ้มครอง 200,000 บาท เบี้ยประกันปีละ 3,086 บาท)

ได้รับเงิน : ทั้งตอนมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิต เบี้ยประกันนำมาลดหย่อนภาษีได้

 ตัวอย่าง : 

  • จ่ายเบี้ยประกัน 20 ปี รวมจ่ายเบี้ย 1,200,000 บาท คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี ได้รับความคุ้มครองประมาณ 3,700,000 บาท

    • หากอายุสั้น มีเงินก้อนดูแลครอบครัว 3,700,000 บาท 

    • ถ้าเราอายุยืนในขณะที่ลูกหลานรู้ว่าเราจะได้รับเงินตอนอายุ 99 จำนวน 3,700,000 บาท เชื่อว่าลูกหลานช่วยกันดูแลเราดีอย่างแน่นอนและมีเงินดูแลตัวเองในขณะที่อายุยืนกว่าที่คิดอีกด้วย

    • ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินก่อนอายุ 99 ปี เช่น ตอน 80 ป่วยหนักต้องใช้เงิน ก็สามารถปิดกรมธรรม์นำเงินมาใช้ได้ ส่วนเงินที่จะได้รับก็เท่ากับมูลค่าเงินสดในขณะนั้น

 

3. แบบสะสมทรัพย์

เหมาะกับ : 

  • คนที่ต้องการเก็บเงินอย่างสม่ำเสมอและได้รับความคุ้มครองชีวิต รับเงินคืนรายปี 

  • มีให้เลือกทั้งระยะสั้นถึงยาว เช่น 3 ปี , 5 ปี หรือมากกว่า 10 ปีขึ้นไป มีเงินคืนมากน้อยแตกต่างกันไป โดยดูที่ผลตอบแทนต่อปีหรือที่เรียกว่า IRR เพื่อเปรียบเทียบกัน

ได้รับเงิน : มีเงินคืนรายปี ได้รับเงินทั้งตอนมีชีวิตและเสียชีวิต ถ้าความคุ้มครองเกิน 10 ปีขึ้นไป นำเบี้ยประกันนำมาลดหย่อนภาษีได้

ตัวอย่าง : จ่ายเบี้ยประกันและลดหย่อนภาษีได้ 21 ปี จ่ายเบี้ยประกันรวม 1,260,000 บาท ความคุ้มครองชีวิตประมาณ 540,000 บาทและเพิ่มขึ้นทุกปีถึง 1 ล้านกว่าบาท เราได้รับเงินคืนรายปีและเงินก้อนสุดท้าย รวมทั้งหมด 2,425,068 บาท

 

4. แบบบำนาญ

เหมาะกับ : คนที่ต้องการสร้างเงินบำนาญเป็นของตัวเอง 

ได้รับเงิน : มีเงินใช้สม่ำเสมอหลังเกษียณตั้งแต่อายุ 55 ยาวไปถึงอายุ 90 (แต่ละบริษัทก็จะมีให้เลือกไม่เหมือนกัน)

ตัวอย่าง : จ่ายเบี้ยประกันและลดหย่อนภาษี 30 ปี รวมประมาณ 1,800,000 บาทมีความคุ้มครองชีวิตประมาณ 8 แสนกว่าบาท รับเงินเกษียณรายปีตั้งแต่อายุ 60 – 90 รวม 3,900,000 กว่าบาท

 

5. แบบควบการลงทุน

เป็นแบบประกันชีวิตที่มีความซับซ้อน มีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย ควรสอบถามตัวแทนประกันให้เข้าใจก่อนตัดสินใจ 

เหมาะกับ : 

  • คนที่ต้องการได้รับความคุ้มครองสูง วางแผนจ่ายค่าเทอมให้ลูก วางแผนถอนใช้เงินหลังเกษียณ มีทั้งแบบจ่ายครั้งเดียวและจ่ายรายปี

  • เป็นส่วนผสมของประกันชีวิตและกองทุนรวม มีความยืดหยุ่นสูงเพราะบางช่วงสามารถหยุดจ่ายได้ เราควรมีความรู้และเข้าใจเรื่องกองทุนรวมด้วย

ได้รับเงิน : ถอนเงินออกมาใช้ตามแผนได้(ไม่ใช่การปิดกรมธรรม์) หากอายุสั้นก็มีเงินก้อนดูแลครอบครัวเท่ากับทุนประกันบวกกับเงินจากกองทุนรวม เบี้ยประกันนำมาลดหย่อนภาษีได้บางส่วน

ตัวอย่าง : เราเลือกความคุ้มครองได้ตั้งแต่ 3,600,000 – 15,000,000 บาท ควรจ่ายเบี้ยประกันมากกว่า 10 ปี เพื่อทำให้เงินเติบโตเลี้ยงกรมธรรม์ได้ เราจะเลือกความคุ้มครองเท่าไหร่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความจำเป็นของเรา เช่น

  • เก็บเงินเป็นเงินเกษียณ ต้องการให้เงินเติบโต ควรเลือกความคุ้มครอง 3,600,000 บาท เบี้ยประกันที่จ่ายไปก็จะนำไปซื้อความคุ้มครองชีวิตนิดหน่อย ส่วนที่เหลือจำนวนมากก็นำไปซื้อกองทุนรวม หากเราอายุสั้นจะมีเงินให้ครอบครัวเท่ากับ 3,600,000 บาทบวกกับเงินจากกองทุนรวม

  • รักษารายได้ให้ครอบครัว ต้องการความคุ้มครองสูง ควรเลือกความคุ้มครอง 15,000,000 บาท เบี้ยประกันที่จ่ายไปจะนำไปซื้อความคุ้มครองชีวิตจำนวนมาก เงินส่วนที่เหลืออีกนิดหน่อยจะนำไปซื้อกองทุนรวม หากเราอายุสั้นมีเงินดูแลครอบครัวเท่ากับ 15,000,000 บาทบวกกับเงินจากกองทุนรวม

 

ความรู้อื่นๆเกี่ยวกับประกันชีวิต

ถ้าประกันรถยนต์ครบปี เราต้องรีบซื้อทันที ชีวิตของเราก็เช่นกันที่ควรได้รับความคุ้มครองมากกว่ารถยนต์ อีกหลายเรื่องเกี่ยวกับประกันชีวิตที่หลายคนควรรู้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตของเรา ซึ่งความรู้นี่เองที่จะทำให้เราวางแผนการเงินส่วนบุคคลของตัวเองได้ รวมถึงรู้วิธีการถามข้อมูลจากตัวแทนประกัน เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้ อภินิหารเงินออมรวบรวมจากโพสต์ที่เคยเขียนและทำลิงค์ไว้เพื่อให้อ่านง่ายตามนี้เลยจ้า

  • เราควรมีความคุ้มครองชีวิตเท่าไหร่ http://bit.ly/2m1wEWz

  • วิธีค้นหาแบบประกันที่เหมาะสมกับเป้าหมายของเรา http://bit.ly/2kSlaVl

  • มูลค่าเงินสดคำนวณอย่างไร http://bit.ly/2IeOCPp

การที่เราจะเลือกประกันชีวิตแบบไหนนั้น ควรเข้าใจก่อนว่าประกันแต่ละแบบนั้นเหมาะสมกับเป้าหมายการเงินอะไร แล้วตัวเองต้องการความคุ้มครองแบบไหน สุดท้ายถึงจะเลือกว่าควรจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่ที่เหมาะสมกับสภาพคล่องของตัวเองนะจ๊ะ ^^

————

 

PR : E-book , หนังสือเล่ม วิธีจัดการเงินขั้นเทพฉบับลงมือทำและ Workshop ที่เชียงใหม่กับแบบออนไลน์ผ่านระบบ ZOOM อ่านรายละเอียดได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า https://bit.ly/3dCv58z

 

เพจอภินิหารเงินออม

เจาะสเป็ค 6 กล้องโทรศัพท์ จาก 6 ตัวท๊อปวงการ Smartphone

จากการเปิดตัว IPhone 11 ที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาอุปกรณ์บางอย่างขึ้นมากมาย แต่ที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้นกล้องรูปแบบใหม่ที่เพิ่มมาเป็น 2 ตัว และ 3 ตัวในรุ่น pro/promax วันนี้เราจะพาไปเทียบกันว่ากล้องมือถือที่สเป็คแรงที่สุดในช่วงเวลานี้เป็นยังไงกันบ้างกับ “เจาะสเป็ค 6 กล้องโทรศัพท์ จาก 6 ตัวท๊อปวงการ smartphone” จะเป็นยังไงไปดูกัน

เจาะสเป็ค 6 กล้องโทรศัพท์ จาก 6 ตัวท๊อปวงการ Smartphone

เรียกได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้ได้พัฒนาขึ้นอย่างมากมายทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ใครจะเปลี่ยนอุปกรณ์อะไรก็เอาแต่พอดีกับกำลังของตนเอง อย่าให้ค่ากับสิ่งของมากเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองนะ

บริจาคเงินเพื่อการศึกษาปี 2562 จะลดหย่อน 2 เท่าได้ต้องทำตามกฎนี้!!

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

อันนี้ไม่ใช่คำถามเข้ามาแต่เป็นเรื่องที่อยากแชร์กันไว้ นั่นคือ ปี 2562 นี้ ใครบริจาคเพื่อการศึกษา
ถ้าอยากได้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า ต้องบริจาคผ่านระบบ E-Donation เท่านั้น!! ไม่งั้นจะไม่ได้สิทธินะครับผม

เหตุผลที่เป็นแบบนี้ เป็นเพราะว่ากฎหมายใหม่ฉบับล่าสุดที่ออกมา (พระราชกฤษฎีกา 681) ระบุชัดเจนเลยว่า ถ้าใครจะบริจาคเพื่อการศึกษาต้องบริจาคผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Donation เท่านั้นถึงจะได้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า

แต่ถ้าหากไม่บริจาคเพื่อการศึกษาผ่านระบบ E-Donation ที่ว่านี้ ก็จะสามารถลดหย่อนภาษีได้เท่าเดียวเท่านั้น เนื่องจาก สถานศึกษาของทางราชการหรือขององค์การของรัฐบาล ถือเป็น สถานสาธารณกุศลซึ่งกฏหมายกำหนดให้เป็นองค์การสาธารณกุศล จึงจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีเพียงเท่าเดียวเหมือนกับการบริจาคตามปกตินั่นเองจ้า

ถ้าหากใครงงๆว่า E-Donation ที่ว่านี้คืออะไร พรี่หนอมสรุปให้ว่า มันคือระบบการบริจาคออนไลน์ที่ทางหน่วยงานรับบริจาคต้องบันทึกข้อมูลส่งให้กรมสรรพากร เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบ และคนที่บริจาคก็ไม่ต้องเก็บหลักฐานอีกต่อไป

ทีนี้เรามาปูพื้นความเข้าใจเรื่องของการบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีกันสักหน่อย โดยหลักการบริจาคที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้นั้น จะต้องคิดจากเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดก็คือ 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนหมดแล้ว แต่ยังไม่หักเงินบริจาค ซึ่งถ้าเขียนเป็นรูปแบบออกมาจะได้ตามนี้ครับ

 “เงินได้สุทธิ = (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค”

 

ดังนั้นถ้าหากอยากรู้ว่าบริจาคสูงสุดได้เท่าไร (กรณีนี้คือไม่เกิน 10%) ก็ให้คำนวณตัวนี้ออกมาก่อนครับ แต่โดยปกติก็คือ ส่วนใหญ่มักจะไม่เกินอยู่แล้วนะครับ เว้นแต่ถ้าหากเราเป็นคนบริจาคเยอะจริงๆในแต่ละเดือนก็อาจจะเกินได้ครับ 

สมมุติว่าในวงเล็บ  (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) เราคำนวณออกมาได้ 300,000 บาท นั่นแปลว่าเงินบริจาคที่เอามาใช้ลดหย่อนภาษีของเราก็จะใช้สูงสุดเพียง 30,000 บาทเท่านั้น (ไม่เกิน 10% ตามสูตรที่ว่า) 

แต่ถ้าหากเป็นการบริจาค 2 เท่าจะจ่ายเงินจริงเพียงแค่ 15,000 บาท แต่สามารถนำมาหักออกจากเงินได้สุทธิได้สูงสุดคือ 30,000 บาท ซึ่งตรงกับเพดาน 10% ของเงินได้สุทธิที่ว่านี้พอดีครับ

ทีนี้คำว่า บริจาค 2 เท่า ที่หลายคนมักสับสนว่าแบบไหนลดหย่อนภาษีได้หรือไม่นั้น พรี่หนอมสรุปประเด็นหลักๆ ให้ว่า ต้องบริจาคให้ 3 หน่วยงานถึงจะมีสิทธินะ นั่นคือ สถานศึกษาที่อยู่ในระบบ สถานพยาบาลของรัฐ (ไม่ใช่มูลนิธิของสถานพยาบาล) และ หน่วยงานกีฬาของรัฐ

ดังนั้นก่อนบริจาค แนะนำให้เช็คว่าได้สิทธิไหมก่อนที่ลิงค์นี้
ศึกษา : http://www.rd.go.th/publish/28654.0.html
พยาบาล : www.rd.go.th/publish/27811.0.html
กีฬา : http://www.rd.go.th/publish/46748.0.html

จริงๆ มีการบริจาคสองเท่าให้กับหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมนะครับ เช่น บริจาคให้กองทุนต่างๆที่กฎหมายกำหนดเพิ่มเติมเข้ามา  อย่างกองทุนเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กองทุนเสมอภาคด้านการศึกษา กองทุนยุติธรรม ฯลฯ (ตรงนี้แนะนำให้หาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะครับ)

อีกประเด็นหนึ่งที่เน้นกันบ่อยๆ นั่นคือ บริจาคคือการช่วยเหลือ ไม่ใช่การลดหย่อนภาษีโดยตรง ดังนั้นอย่าสับสนว่าบริจาคแล้วจะลดภาษีได้เยอะกว่า(แม้ว่าจะได้สิทธิสองเท่า) เพราะสุดท้ายแล้วเราต้องจ่ายเงินไปมากกว่าเสมอครับ ส่วนที่ประหยัดมันมาจาก % ของฐานภาษีเท่านั้นนะ ซึ่งถ้าใครเข้าใจวิธีการคำนวณที่อธิบายไปแล้วก็จะไม่เป็นปัญหาครับ 

อ้อ ฝากไว้อีกนิดสำหรับคนที่สนใจว่าค่าลดหย่อนภาษีปี 2562 มีอะไรบ้าง? พรี่หนอมสรุปไว้ให้ในตารางด้านล่างนี้แล้วครับ หรือจะอ่านในบทความ ค่าลดหย่อนภาษีปี 2562 ที่เขียนไว้ก็ได้ครับผม

สุดท้ายท้ายสุดขอฝากแนวคิดไว้สำหรับคนที่อยากลดหย่อนภาษีด้วยการบริจาคเพื่อให้คิดกันอีกที นั่นคือ 

บริจาคให้คนอื่นนั้นเป็นเรื่องดี แต่อย่าลืมดูในกระเป๋าด้วยว่าเรามีพอกินพอใช้หรือเปล่า เพราะไม่งั้นเราอาจจะต้องกลายเป็นผู้รับบริจาคเสียเองนะจ๊ะ

“5 ขุมพลังกองทุน” เปิดประตูสู่โลกใหม่แห่งความมั่งคั่ง

เมื่อ FUND HUNTER รวบรวมขุมพลังกองทุนได้ครบ 5 ชิ้นเรียบร้อยแล้ว ศูนย์บัญชาการหลัก K-CENTER จึงเรียกตัวเขากลับเพื่อทำภารกิจสุดท้าย นั่นคือการใช้ขุมพลังทั้งหมดที่รวบรวมมาเพื่อเปิดประตูสู่โลกใหม่แห่งความมั่งคั่ง

เขานำขุมพลังกองทุนทั้งหมดมามอบให้กับศูนย์บัญชาการหลักเป็นอันครบจบสิ้นภารกิจ และถอยออกมายืนมองดูเจ้าหน้าที่ตรวจสอบอยู่ห่างๆ ทันใดนั้นภาพของขุมพลังกองทุน พร้อมเรื่องราวการผจญภัยทุกอย่างก็ทำให้เขาตกผลึกและเข้าใจในทุกอย่าง

แท้จริงแล้วโลกใหม่แห่งความมั่งคั่งที่ภารกิจนี้กล่าวถึง คือ การที่นักลงทุนทุกคนได้เปิดมุมมองใหม่ของการลงทุน ทำความรู้จักกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่หลากหลาย มีพลังที่แตกต่างกันซ่อนอยู่ ซึ่งนักลงทุนสามารถนำกองทุนทั้ง 5 ไปจัดพอร์ตหรือเลือกกองทุนที่ตรงกับเป้าหมายของคุณได้

ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ผันผวนขนาดไหน จะหุ้นปรับตัวลง หรือเกิดสงครามการค้า ทั้ง 5 กองทุนนี้ก็ช่วยให้พอร์ตของคุณแข็งแกร่งและเติบโตได้ ขอเพียงแค่อย่าหยุดลงทุน อย่ากลัวความผันผวน เพราะการไม่ลงทุนเลย เท่ากับการขัดโอกาสให้เงินของคุณเติบโต 

ขุมพลังทั้ง 5 กองทุน เหมาะกับนักลงทุนที่มีเป้าหมายแตกต่างกัน 

K-GINCOME จะให้รายได้สม่ำเสมอในรูปแบบของเงินปันผล 

K-PLAN2 , K-PLAN3 จะสร้างผลตอบแทนที่สมดุล เพราะมีการกระจายสินทรัพย์ที่หลากหลาย 

K-STAR ช่วยให้เงินลงทุนเติบโตขึ้นด้วยการคัดสรรหุ้นดาวเด่นพื้นฐานดี 

K-SFPLUS จะช่วยปกป้องเงินลงทุนและรักษาสภาพคล่องให้กับพอร์ตลงทุนได้

หากมีเงินลงทุนก้อนหนึ่ง สิ่งแรกที่นักลงทุนทุกคนต้องทำความเข้าใจ คือทำความรู้จักตนเองและความเสี่ยงที่รับได้เหมือนกับการผจญภัยครั้งที่ผ่านมาของ FUND HUNTER หลังจากนั้นจึงดูว่าต้องการผลตอบแทนและระยะเวลาของเป้าหมายในการลงทุนแบบไหน จึงจะสามารถเลือกจัดสรรขุมพลังกองทุนนี้ได้

สำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว
มีเวลาจัดสรรเงินลงทุน
และสามารถรับความเสี่ยงได้สูง
 

สามารถเน้นสัดส่วนเงินลงทุนมากกว่าครึ่งไปที่ K-STAR เพราะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากกองทุนมีกลยุทธ์ปรับเปลี่ยนสัดส่วนของหุ้นเด่นรายกลุ่มอุตสาหกรรมตามสถานการณ์ตลาดเพื่อโอกาสในการทำกำไร

ในขณะเดียวกันก็ควรมีรายได้เสริมจาก K-GINCOME ที่ให้ผลตอบแทนจากสินทรัพย์หลากหลายชนิดทั่วโลกอย่างสม่ำเสมอแม้ในยามที่ตลาดหุ้นอยู่ในช่วงปรับลง และอาจแบ่งส่วนหนึ่งไปไว้ที่ K-SFPLUS เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องของพอร์ต เพื่อโอกาสการลงทุนที่จะเข้ามา

สำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว
แต่ไม่มีเวลาจัดสรรเงินลงทุน
 

สามารถเลือกลงทุนใน K-PLAN เพียงกองทุนเดียวก็ย่อมได้ เพราะเป็นกองทุนรวมผสมที่มีผู้เชี่ยวชาญจัดสรรสัดส่วนลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์มาให้แล้ว ซึ่งจะให้ผลตอบแทนสมดุลเหมาะสมกับความเสี่ยงที่นักลงทุนสามารถรับได้ โดยมีให้เลือกถึงสองแบบด้วยกัน

K-PLAN2 เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลาง และอยากได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น จึงเน้นการลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่ไม่เกิน 30% ส่วน K-PLAN3 ลงทุนในหุ้นที่มีคุณภาพในสัดส่วนไม่เกิน 55% และกระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว

สำหรับคนที่มีเป้าหมายลงทุนระยะสั้น
และต้องการรักษาเงินลงทุนเป็นหลัก
 

เหมาะกับ K-SFPLUS ที่เน้นความปลอดภัยของเงินลงทุน เหมาะไว้พักเงิน และอยากได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ เน้นลงทุนตราสารหนี้ไทยคุณภาพดีระยะสั้น และเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนใน ตราสารหนี้และ/หรือเงินฝากในต่างประเทศ ถือเป็นกองทุนที่ “คล่องและคุ้ม” จริงๆ

เมื่อได้ทำความรู้จักขุมพลังกองทุนทุกรูปแบบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสไตล์ไหน หรือต้องการผลตอบแทนรูปแบบใด ก็สามารถนำกองทุนทั้งหมดมาจัดสรรได้ตรงกับความต้องการของตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายของการลงทุนได้

นับว่าขุมพลังกองทุนทั้งห้าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเสริมความมั่งคั่งให้นักลงทุน ซึ่งสามารถเลือกซื้อได้ที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย รวมถึงในแอพพลิเคชั่น K-My Funds หรือ K PLUS เพื่อให้นักลงทุนได้เลือกซื้อกองทุนทั้งห้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ภารกิจในการตามหาขุมพลังกองทุนของ FUND HUNTER ก็สิ้นสุดลง ขุมพลังกองทุนทั้งห้าพร้อมจะทำหน้าที่สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนทุกคนแล้ว ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของนักลงทุนแล้วว่าจะเลือกลงทุนเพื่อความมั่งคั่งของตนเองอย่างไร

เพิ่มเติมที่ https://bit.ly/2lMbWKg

คำเตือน

  •  ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต       
  • ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน”        

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

    ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 16 กันยายน 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน

    มาดูกันว่าจากเหตุการณ์เด่นๆในช่วงนี้ความฝันของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เด่นในช่วงที่ผ่านมา

    ในงวดวันที่ 16 กันยายน 2562 นี้ มาดูกันว่าเรื่องเด็ดประเด็นร้อนในช่วงนี้จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2562

4. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์ธรรมชาติ

    ในงวดวันที่ 16 กันยายน 2562 นี้ มาดูกันว่ามีเรื่องเหนือธรรมชาติอะไรที่จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 16 กันยายน 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง จะได้ลุ้นสนุกอย่างมีสติกันนะ


Flexi Health ประกันสุขภาพเหมาจ่ายวงเงินสูงจาก กรุงไทย แอกซ่า

ค่ารักษาพยาบาล เป็นค่าใช้จ่ายหนึ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญในการวางแผนการเงินให้ตัวเองนะครับ แม้เราจะไม่เคยเจ็บป่วย หรือแทบไม่เคยนอนโรงพยาบาลเลยก็ตาม แต่ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันกับเราขึ้นมา ไม่ว่าจะเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุ หรือโรคภัยต่างๆ ก็อาจจะทำให้เราต้องหมดเงินไปกับค่ารักษาเป็นจำนวนมาก จนอาจกระทบชีวิตความเป็นอยู่ หรือเป้าหมายชีวิตต่างๆ ที่เราตั้งใจไว้ได้

การทำประกันสุขภาพ จึงเป็นวิธีการบริหารความเสี่ยง จากค่ารักษาพยาบาลวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพ โดยที่เราจ่ายค่าเบี้ยประกันเป็นประจำทุกปี แลกกับวงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ที่บริษัทประกันจะมารับผิดชอบค่ารักษาแทนเรา ซึ่งเป็นการช่วยให้เราไม่ต้องรับภาระค่ารักษา หรือแบ่งเบาภาระให้น้อยลงได้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนในทุกวันนี้ มีราคาค่อนข้างสูง และเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นประจำเกือบทุกปี แผนประกันสุขภาพสำหรับคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในปัจจุบันที่ผมอยากจะแนะนำ จึงเป็นแผนแบบที่มี “วงเงินความคุ้มครองเหมาจ่ายค่ารักษา” ซึ่งเป็นแผนประกันที่บริษัทประกันจะมีวงเงินความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลต่อปีมาจำนวนหนึ่ง (โดยทั่วไปคือหลักล้านบาท)

หากมีค่ารักษาพยาบาลต่างๆ เกิดขึ้น ก็จะมาหักค่ารักษาจากวงเงินจำนวนนี้ สำหรับค่ารักษาในแต่ละครั้ง และตลอดทั้งปี รวมกันแล้วไม่เกินวงเงินที่กำหนด เราก็ไม่ต้องออกเงินค่ารักษาส่วนเกินแต่อย่างใด จึงเป็นลักษณะความคุ้มครองที่ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลชีวิตและสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมค่ารักษาทั้งในอัตราปัจจุบัน และในอนาคตได้ดีกว่าแบบเดิม

วันนี้ผมจึงอยากมาให้ความรู้เกี่ยวกับประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษาของบริษัท กรุงไทย แอกซ่า ที่ชื่อว่า “Flexi Health” ว่ามีจุดเด่น จุดด้อย อะไรบ้าง คุ้มค่าแค่ไหน และเหมาะสมกับใครบ้างกันครับ ถ้าพร้อมแล้วไปทำความรู้จักกับแบบประกันตัวนี้กันครับ

ลักษณะความคุ้มครอง

Flexi Health เป็นแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายค่ารักษา ที่มีวงเงินคุ้มครองสูงสุดต่อปีตั้งแต่ 3-100 ล้านบาท ซึ่งวงเงินนี้ จะครอบคลุมค่ารักษาต่างๆ ที่สามารถเบิกได้จากวงเงินนี้โดยตรง เมื่อต้องนอนโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นค่าตรวจรักษา ค่าผ่าตัด ค่ายา ค่าเครื่องมือแพทย์ ค่าฉายรังสี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

ยกเว้นค่ารักษาบางรายการ ที่จะมีวงเงินแยกออกมาต่างหาก และสามารถเบิกได้ไม่เกินวงเงินที่กำหนด เช่น ค่าห้องและค่าอาหาร มีวงเงินให้ตั้งแต่ 6,000-25,000 บาทต่อคืน, ค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกทั่วไป มีวงเงินให้ตั้งแต่ 12,000 บาทต่อปี จนถึงจ่ายตามจริง ไม่เกินวงเงินสูงสุดต่อปี เป็นต้น

โดยสำหรับเด็กอายุ 1 เดือน – 15 ปี จะมีให้เลือกอยู่ 2 แผน คือแผน “สมาร์ท คิดส์” วงเงินความคุ้มครองต่อปี 3 ล้านบาท และ “โกลด์ คิดส์” วงเงิน 10 ล้านบาท

ขณะที่ผู้ใหญ่ที่อายุตั้งแต่ 16 – 80 ปี จะมีให้เลือกอยู่ 5 แผน เริ่มตั้งแต่แผน “สมาร์ท” วงเงิน 3 ล้านบาทต่อปี ไปจนถึงแผน “แพลทินั่ม” วงเงิน 100 ล้านบาทต่อปี ยิ่งแผนสูงๆ ก็จะยิ่งมีรายการความคุ้มครองพิเศษอื่นๆ เพิ่มขึ้น เช่น แผนแพลทินั่ม จะมีวงเงินค่ารักษาสำหรับการตั้งครรภ์และคลอดบุตร ค่ารักษาด้านจิตเวช หรือค่าตรวจสุขภาพประจำปี เป็นต้น

รายการความคุ้มครองทั้งหมด

จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. ส่วนความคุ้มครองผู้ป่วยในพื้นฐาน 

ครอบคลุมค่ารักษากรณีผู้ป่วยในหรือผู้ป่วยที่รักษาระหว่างวันทั้งหมด *กรณีมีการผ่าตัดหรือการรักษาการบาดเจ็บหรือการรักษาเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรง ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ภาวะไตวาย การรักษาใน ICU รวมถึงการรักษาการบาดเจ็บ ที่เจ็บป่วยจากอุบัติเหตุฉุกเฉิน ที่ต้องรักษาภายใน 24 ชม.

ไม่คุ้มครองกรณีเจ็บป่วยจากโรคหรืออุบัติเหตุทั่วไป โดยส่วนนี้จะเป็นส่วนความคุ้มครอง เพิ่มเติมที่ถ้าจะซื้อ ต้องซื้อความคุ้มครองส่วนนี้เป็นพื้นฐานขั้นแรกก่อน

2. ส่วนความคุ้มครองผู้ป่วยในแบบเติมเต็ม

ครอบคลุมค่ารักษากรณีเป็นผู้ป่วยใน จากโรคและอุบัติเหตุทั่วไป และโรคอื่นๆ ที่ไม่คุ้มครองในส่วนที่ 1) ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถเลือกได้ว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ พ่วงเข้าไปเสริมความคุ้มครองในส่วนที่ 1)

3. ส่วนความคุ้มครองผู้ป่วยนอก

เป็นความคุ้มครองเพิ่มเติม กรณีเป็นผู้ป่วยนอก จากการรักษาโรคทั่วไป, การรักษาแพทย์ทางเลือก และค่าตรวจรักษา   ทันตกรรม ซึ่งสามารถเลือกซื้อหรือไม่ซื้อพ่วงเข้าไปเสริมในส่วนที่ 1) ได้เช่นกัน

ซึ่งความคุ้มครองในส่วนที่ 2) และ 3) นี้ สามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมพ่วงเข้าไปกับความคุ้มครองหลักในส่วนที่ 1) ได้ (แต่ไม่สามารถแยกซื้อเดี่ยวๆ ได้) สำหรับแผน “สมาร์ทคิดส์” และ “โกลด์คิดส์” สำหรับเด็ก และแผน “สมาร์ท” จนถึงแผน “โกลด์” สำหรับผู้ใหญ่แต่สำหรับแผน “ไดมอนด์” และแผน “แพลทินั่ม” จะเหมารวมความคุ้มครองทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน ไม่สามารถซื้อแยกได้

นอกจากนี้ ตั้งแต่แผนโกลด์ขึ้นไป ยังสามารถเลือกขอบเขตความคุ้มครองได้ ว่าจะให้ครอบคลุมแค่การรักษาในไทย, ในประเทศแถบเอเชีย, ทั่วโลกยกเว้นอเมริกา หรือทั่วโลกเลยก็ได้ ซึ่งหากเลือกแผนที่ขอบเขตความคุ้มครองกว้างขึ้น ค่าเบี้ยก็จะยิ่งสูงขึ้นตามลำดับ

สามารถศึกษารายละเอียดความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/flexi-health

จุดเด่นและความน่าสนใจ

จุดเด่นของ Flexi Health คือ เป็นประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายที่ให้วงเงินความคุ้มครองสูง ตั้งแต่แผนต่ำสุด คือ 3 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือว่าสูงเพียงพอ สำหรับครอบคลุมการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป แม้ในกรณีเจ็บป่วยร้ายแรง ก็มีโอกาสรองรับค่ารักษาได้ทั้งหมด โดยที่เราไม่ต้องออกส่วนต่างเอง (ยกเว้นกรณีการรักษาแพทย์ทางเลือก และการรักษาทันตกรรม ที่เราต้องมีส่วนร่วม 20% ของค่ารักษา)

แต่ความน่าสนใจที่สุดของ Flexi Health คงหนีไม่พ้น “ความยืดหยุ่น” ที่ให้เราสามารถเลือกออกแบบความคุ้มครอง ลดหรือเพิ่มผลประโยชน์ได้ในปีต่ออายุตามความต้องการ และเบี้ยที่จ่ายได้เองว่าต้องการให้ครอบคลุมการรักษามากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่างเช่น สำหรับคนที่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลบางส่วนจากที่ทำงานอยู่แล้ว แต่วงเงินค่ารักษาอาจจะไม่สูงมากนัก แค่เพียงพอสำหรับการเจ็บป่วยทั่วไป ก็อาจจะเลือกซื้อเฉพาะส่วนความคุ้มครองขั้นพื้นฐาน สำหรับรองรับกรณีเจ็บป่วยร้ายแรงเอาไว้เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยสูงมาก ก็ได้วงเงินความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายสูงๆได้ หรือสำหรับคนที่เป็นคนทำงานอิสระ หรือเป็นเจ้าของกิจการ ที่ไม่มีสวัสดิการค่ารักษาใดๆ ก็อาจจะเลือกซื้อความคุ้มครองขั้นพื้นฐาน + ความคุ้มครองผู้ป่วยในแบบเติมเต็ม ก็เพียงพอที่จะครอบคลุมค่ารักษาทุกกรณีเมื่อต้องนอนโรงพยาบาลได้เช่นกัน

จุดด้อยและข้อจำกัด

ข้อจำกัดสำคัญของ Flexi Health ก็คือ สำหรับคนที่ต้องการความคุ้มครองการรักษากรณีผู้ป่วยในแบบครอบคลุมทุกโรค จำเป็นต้องซื้อทั้งความคุ้มครองพื้นฐาน และความคุ้มครองผู้ป่วยในแบบเติมเต็ม ซึ่งค่าเบี้ยรวมจะค่อนข้างสูง (ตัวอย่าง ค่าเบี้ยประกันสำหรับความคุ้มครองพื้นฐาน และความคุ้มครองผู้ป่วยในแบบเติมเต็ม ของแผน สมาร์ท สำหรับเพศ หญิง อายุ 35 ปี คือ 34,858 บาท)

หากต้องการจ่ายค่าเบี้ยที่น้อยกว่านี้ ก็ต้องซื้อเฉพาะความคุ้มครองพื้นฐาน ซึ่งก็จะคุ้มครองเฉพาะเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรง ไม่คุ้มครองกรณีเจ็บป่วยทั่วไป หรือคนที่อาจจะสามารถจ่ายค่าเบี้ยได้น้อยกว่านี้ แล้วอยากได้ความคุ้มครองไม่ต้องสูงเท่านี้ (เช่น วงเงินต่อปี 2 ล้านบาท) แต่ครอบคลุมโรคทั้งหมด ก็ไม่มีแผนที่สามารถเลือกได้ เนื่องจากแผนเริ่มต้นมีวงเงินค่อนข้างสูงตั้งแต่แผนแรกนั่นเอง

บทสรุป

จากการที่ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แม้จะมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลจากที่ทำงาน ก็อาจจะไม่ครอบคลุมเพียงพอ ถ้าเกิดเหตุเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นมา การเลือกทำประกันสุขภาพที่คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลแบบมีวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษา จึงเป็นทางออกที่น่าสนใจ ที่จะช่วยรักษาไม่ให้เงินเก็บของเราต้องรั่วไหลไปกับค่ารักษาที่อาจจะคาดไม่ถึง

ซึ่ง “Flexi Health” แผนประกันสุขภาพคุ้มครองค่ารักษาแบบวงเงินเหมาจ่าย ตัวใหม่ของกรุงไทย แอกซ่า ก็ถือเป็นแผนประกันสุขภาพเหมาจ่ายที่น่าสนใจ จากจุดเด่นที่มีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาสูง สามารถเลือกความคุ้มครองให้สอดคล้องกับชีวิตของแต่ละคนได้ จึงช่วยให้สามารถวางแผนคุ้มครองสุขภาพได้ดีกว่า

แต่อาจจะเหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองวงเงินสูง เพื่อให้ครอบคลุมค่ารักษาทุกกรณี ตั้งแต่เจ็บป่วยเล็กน้อยไปจนถึงขั้นร้ายแรง โดยที่มีกำลังจ่ายค่าเบี้ยได้ในระดับหนึ่ง หรือสำหรับคนที่มีความคุ้มครองบางส่วนอยู่แล้ว และต้องการเพิ่มความคุ้มครองให้สูงขึ้น เฉพาะกรณีร้ายแรงเป็นพิเศษ Flexi Health ก็สามารถตอบโจทย์ได้อย่างน่าสนใจ เพื่อความยืดหยุ่นของแต่ละชีวิตที่แตกต่างกันครับ

ถ้าใครอ่านแล้วสนใจและอยากเข้าไปศึกษาหรือสอบถามเพิ่มเติม สามารถเข้าไปได้ที่ www.krungthai-axa.co.th/th/flexi-health

บทความนี้เป็น Advertorial

K-SFPLUS ขุมพลังแห่งสภาพคล่อง ปกป้องเงินลงทุนด้วยความเสี่ยงต่ำ

ในที่สุด FUND HUNTER ก็เดินทางมาถึงปลายทางอันเป็นที่ซ่อนของขุมพลังกองทุนแห่งสุดท้าย การเดินทางอันแสนสนุกกำลังจะเข้าสู่บทสรุปของภารกิจในอีกไม่ช้าบนทุ่งดอกไม้ขาวที่กว้างใหญ่ ณ เกาะราชาวดี

FUND HUNTER สาวเท้าเดินตามเข็มทิศกองทุนเข้ามาในทุ่งกว้าง

ลมเย็นๆและกลิ่นหอมของดอกราชาวดีปะทะบนใบหน้าของเขาทำให้รู้สึกถึงความสบายใจและสงบร่มเย็น หลังจากสัมผัสได้ถึงความเงียบสงบของเกาะได้ไม่นาน เขาก็พบกับต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งดอกไม้

ใช่แล้ว! นี่จะต้องเป็น “ต้นไม้วิเศษ” แน่เลย เขาสังเกตเห็นคำว่า K-SFPLUS สลักอยู่บนกิ่งไม้ก็รู้ทันทีว่านี่น่าจะเป็นขุมพลังกองทุนชิ้นสุดท้ายอย่างแน่นอน เขาเปิดรายงานจากศูนย์บัญชาการหลักอ่านเพื่อทำความเข้าใจขุมทรัพย์ทันที

“K-SFPLUS คือ ขุมพลังกองทุนที่สามารถปกป้องเงินลงทุนของผู้ครอบครองได้ จุดเด่นคือ ‘ความเสี่ยงต่ำ’ และ ‘ระยะเวลาลงทุนที่สั้น’ โดยเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ไทยทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีคุณภาพดี มีความผันผวนต่ำและมีสภาพคล่องสูง ให้ความรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ครอบครอง”

เหมาะกับผู้ครอบครองที่ต้องการพักเงินสดระยะเวลาตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป โดยเน้นที่ความปลอดภัยของเงินลงทุนเป็นหลัก เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสการลงทุนที่กำลังจะเข้ามาหา หรือเป็นเงินสำรองสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน”

“นอกจากนี้ขุมพลังกองทุน K-SFPLUS ยังมีสภาพคล่องสูงอีกด้วย
เพราะผู้ครอบครองสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวันทำการ
จึงปรับเปลี่ยนพอร์ตเมื่อเห็นโอกาสการลงทุนได้อย่างรวดเร็ว”

“นโยบายหลักของกองทุนจะเน้นลงทุนในเงินฝาก หรือตราสารที่เทียบเท่าเงินฝาก รวมทั้งตราสารหนี้ภาครัฐ และตราสารหนี้ของเอกชนคุณภาพดีที่ถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ A ขึ้นไป ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น พันธบัตรรัฐบาล (AAA) ตราสารหนี้/เงินฝากของ Bank Of China (A1) เป็นต้น” (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.62)

“นอกจากจะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดี K-SFPLUS ยังมีการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น โดยจะคงอายุเฉลี่ยของตราสารในพอร์ตการลงทุนไว้ไม่เกิน 1 ปี ทำให้กองทุนมีสภาพคล่องสูง ส่งผลให้ความเสี่ยงจากความผันผวนของราคามีน้อยลง”

“หากลองดูปัจจัยสำคัญในปัจจุบัน แม้ว่าราคาของหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกจะปรับตัวลงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศต่างๆ นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง กองทุนนี้จึงเหมาะที่จะมีไว้เพื่อปกป้องพอร์ตการลงทุน ในยามที่ตลาดผันผวนอย่างในปัจจุบัน” 

“โดยผลตอบแทนเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 1.14% ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี และ 3 ปี อยู่ที่ 1.68% และ 1.56% ตามลำดับ แสดงให้เห็นถึงความผันผวนต่ำและผลตอบแทนที่มากกว่าเงินฝาก” (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค.62)

“Morningstar หน่วยงานระดับโลกได้ทำการประเมินขุมพลังกองทุนชิ้นนี้ และจัดอยู่ในระดับ 3 ดาวในกลุ่ม Short Term Bond หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะเหตุนี้ K-SFPLUS จึงเป็นกุญแจสำคัญชิ้นสุดท้ายสำหรับการเปิดประตูสู่โลกใหม่แห่งความมั่งคั่ง (Overall Rating โดย Morningstar? ข้อมูลวันที่ 31 ก.ค.62)”

FUND HUNTER เก็บรายงานเข้ากระเป๋าแล้วปีนขึ้นต้นไม้ใหญ่อันเป็นที่ซ่อนขุมพลังกองทุน K-SFPLUS เขารู้สึกได้ถึงความแข็งแรงของรากฐานที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเติบโต เช่นเดียวกับพอร์ตการลงทุนก็ควรมีกองทุนสำหรับการพักเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องสูง เอาไว้เป็นรากฐานอันแข็งแรงสำหรับเตรียมความพร้อมในยามฉุกเฉิน

หากไม่มีขุมพลังนี้อยู่ในพอร์ตลงทุนก็อาจจะทำให้เราพลาดเป้าหมายสำคัญได้ นับเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้พอร์ตการลงทุนขยับใกล้ความมั่งคั่งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสไตล์ไหนก็ตาม

เขาเอื้อมมือคว้าขุมพลังกิ่งไม้วิเศษที่อยู่ตรงหน้าเข้ามาเก็บในกระเป๋า แล้วมุ่งหน้าไปที่ธนาคารกสิกรไทยเพื่อนำขุมพลังไปเก็บเข้าพอร์ต ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 500 บาท หรือถ้ามี App K-My Funds หรือ K PLUS ก็สามารถลงทุนสะสมขุมพลังกองทุนได้สะดวกและง่ายขึ้น

  • เมื่อนำขุมพลังชิ้นใหม่เข้าไปเสริมพลังในพอร์ตการลงทุนทุกชิ้นเป็นที่เรียบร้อย FUND HUNTER ก็กลับไปที่ศูนย์บัญชาการหลัก K-CENTER เพื่อเตรียมตัวเปิดประตูสู่โลกใหม่แห่งความมั่งคั่ง
    บทสรุปของขุมพลังแห่งกองทุนทั้งหมดอยู่ที่ประตูบานนั้น
    คำตอบของภารกิจอันแสนสนุกกำลังจะถูกเฉลยในอีกไม่ช้า..

คำเตือน

  • ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต        
  • ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

เรามีเงินเพิ่มขึ้นทันทีกับวิธีลดรายจ่ายแบบ Step by step

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าถ้าอยากมีเงินออมเพิ่มขึ้นเร็วๆ คือ การลดรายจ่าย แต่มันทำยังไงให้ได้ผลจริงๆล่ะ บทความนี้อภินิหารเงินออมมีเรื่องราวของหมอป๊อบสัตวแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางเรื่องโรคตาของสัตว์เลี้ยง ใน จ.เชียงใหม่  หมอต้องการให้อภินิหารเงินออมช่วยดูว่าถ้าวางแผนการเงินควรเริ่มจัดการเงินอย่างไร 

หลังจากให้การบ้านไปแล้ว ใช้เวลาไม่นานหมอก็ส่งเมล์กลับมา เห็นสิ่งที่หมอทำแล้วน่ารักมากๆ ก็เลยขออนุญาตเอามาโพสต์หน้าเพจและทำเป็นบทความนี้ เพื่อเป็นแนวคิดการลดรายจ่ายให้คนอื่นๆเอาไปปรับใช้ได้ เอาล่ะ มาดูกันว่าสิ่งที่อภินิหารเงินออมแนะนำกับสิ่งที่คุณหมอนำไปปรับใช้เป็นอย่างไร ดูได้ที่ภาพนี้เลยจ้า

เรามีเงินเพิ่มขึ้นทันทีกับวิธีลดรายจ่ายแบบ Step by step

จากตารางนี้ให้ดูทีละช่องตามนี้นะจ๊ะ

1. เขียนรายจ่ายทั้งหมดว่ามีอะไรเท่าไหร่บ้าง หลักๆแล้วจะมีรายจ่าย 2 แบบ คือ 

  • รายจ่ายคงที่ : รายจ่ายหนี้สิน เช่น ผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน

  • รายจ่ายขึ้นๆลงๆ : รายจ่ายส่วนตัว: เช่น ค่ากิน เดินทาง ค่าของใช้ต่างๆ ในภาพนี้เป็นเฉพาะรายจ่ายส่วนตัว

นอกจากเราจะรู้ว่าแต่ละเดือนเงินหายไปไหนบ้างแล้ว ยังรู้ว่าควรเก็บเงินฉุกเฉินขั้นต่ำประมาณเท่าไหร่ด้วย จากตัวอย่างนี้มีรายจ่ายส่วนตัวเดือนละ  19,900 บาท ควรมีเงินฉุกเฉิน 6 เดือน แปลว่าควรมีเงินนิ่งๆไว้ประมาณ 19,900 x 6 = 119,400 บาท โดยเก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงหรือกองทุนรวมตลาดเงิน

2. แต่ละรายการลดรายจ่ายได้เท่าไหร่

ในภาพนี้จะอยู่ในช่อง “คำแนะนำ” อภินิหารเงินออมจะดูให้ว่าอะไรน่าจะลดลงได้บ้าง แนวคิด คือ ตัดรายจ่ายที่ซ้ำๆกันออก และไลฟ์สไตล์ขั้นต่ำว่าควรจ่ายเงินเท่าไหร่ ถ้าใครมีรายจ่ายส่วนตัวอื่นๆ เช่น ซื้อหวย ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ก็ต้องเลิกทั้งหมดด้วย นอกจากทำให้มีเงินออมเพิ่มขึ้นแล้ว สุขภาพร่างกายยังดีขึ้นด้วยจ้า

ตัวอย่างการลดรายจ่าย

  • ค่าโทรศัพท์ ควรดูที่การใช้งานว่าโทรหรือแชทมากกว่ากันจะได้เลือกแพ็กเกจให้เหมาะสมกับการใช้งาน ส่วนตัวเคยจ่ายค่าเดือนละ 1,000 กว่าบาท พอเราบอกว่าจะปิดเบอร์ ทางค่ายมือถือก็ให้โปรพิเศษมาทันที ตอนนี้เหลือจ่ายเดือนละ 300 บาท ก็เลยแนะนำวิธีนี้กับคุณหมอไป

  • ค่าอินเตอร์เน็ต รายการที่ 6,7 มันเหมือนจะซ้ำกัน น่าจะยกเลิกไป 1 รายการ

  • ค่าเรียนพิเศษ อาจจะเรียนน้อยลงหรือเลือกมาเรียนแบบออนไลน์ได้ 

3. ทำจริงได้ประมาณเท่าไหร่ 

จากคำแนะนำที่ให้ไปควรไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง เอาแบบสบายๆและไม่เครียดจนเกินไป ถ้าใส่เหตุผลการลดรายจ่ายลงไปได้จะดีมากๆ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เราอาจจะลืม การเขียนไว้จะทำให้เรารู้ว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้น

แนวคิดการลดรายจ่ายที่อภินิหารเงินออมให้ไปนั้น มันเป็นมุมมองของคนนอก ส่วนการใช้งานจริงจะต้องปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ทั้งหมดนี้ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามจังหวะชีวิตของแต่ละคน หวังว่าบทความนี้น่าจะทำให้หลายคนได้ไอเดียไปลดรายจ่ายของตัวเองได้นะจ๊ะ

เพื่อเป็นการขอบคุณหมอป๊อปที่อนุญาตให้นำเรื่องนี้มาแชร์ได้ ขอโปรโมทผลงานของคุณหมอสักนิดนึง แฟนเพจที่มีสัตว์เลี้ยงแล้วสงสัยว่าสัตว์เลี้ยงของเรากำลังจะมีปัญหาเรื่องการมองเห็น เช่น ต้อกระจก ปรึกษาคุณหมอที่ลิงค์เพจนี้ได้เลยจ้า ช้างน้อยสัตวแพทย์ เฉพาะทางโรคตา

เรามีเงินเพิ่มขึ้นทันทีกับวิธีลดรายจ่ายแบบ Step by step

https://web.facebook.com/changnoioph/

ประกันกลุ่มสวัสดิการสำคัญเพื่อธุรกิจ SME ที่เจ้าของต้องรู้

จากประสบการณ์ในการวางแผนการเงินให้ลูกค้าหลายรายในอดีตที่ผ่านมา ผมพบว่า ลูกค้ากลุ่มที่เป็นเจ้าของกิจการ โดยเฉพาะกิจการขนาดเล็ก-กลาง หรือ SME เป็นกลุ่มที่มักจะประสบปัญหาการบริหารจัดการเงินอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่อง การจัดการเงินส่วนตัว และเงินในการดำเนินธุรกิจ ที่ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้หลายครั้ง รายจ่ายของธุรกิจ ก็มากระทบกับการดำเนินชีวิตส่วนตัวของเจ้าของ

เมื่อหากเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ทำให้ธุรกิจต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ โดยที่เงินสำรองหมุนเวียนที่ธุรกิจมีอยู่ไม่เพียงพอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อเงินเก็บส่วนตัวของเจ้าของได้

นอกจากควรจะต้องแยกเงินของกิจการกับเจ้าของให้ชัดเจนแล้ว การวางแผนรองรับความเสี่ยงของทั้งตัวกิจการและตัวเจ้าของเอง จึงถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกๆ ที่คนทำธุรกิจทุกคนควรจะต้องตระหนัก เพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งธุรกิจและชีวิตของตัวเจ้าของเอง ต้องล้มไปพร้อมกันทั้งคู่ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

ซึ่งเหตุไม่คาดฝันอย่างหนึ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับธุรกิจ แล้วอาจส่งผลให้บริษัทต้องสูญเสียรายได้ คือเหตุที่เกิดกับ “ลูกจ้าง” หรือ “พนักงาน” ของตัวบริษัทเอง ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่พนักงานเกิดการเจ็บป่วย ทำให้ต้องลาหยุดงาน หรือต้องมาเบิกค่ารักษากับบริษัท การที่พนักงานเกิดประสบอุบัติเหตุ ทำให้สูญเสียความสามารถในการปฏิบัติงาน หรือแม้กระทั่งการที่พนักงานเสียชีวิตจากไปกระทันหัน ซึ่งหากเป็นคนสำคัญของบริษัท ก็อาจส่งผลต่อการปรับตัวเพื่อหารายได้ของบริษัทได้

การทำ “ประกันกลุ่ม” จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ที่จะช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงดังกล่าวได้ เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก หรือมากระทบกับเงินในกระเป๋าของตัวเจ้าของกิจการเอง โดยมีบริษัทเป็นผู้ถือกรมธรรม์หลักเพียงเล่มเดียว :

การทำประกันกลุ่ม

ประโยชน์สำหรับบริษัท หรือเจ้าของกิจการ (ผู้ถือกรมธรรม์)

1. บริษัทประกันภัยจะจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น

หากพนักงานเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ บริษัทหรือเจ้าของกิจการไม่ต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง

2. ควบคุมรายจ่ายให้กิจการ

โดยเปลี่ยนรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลของพนักงานที่ไม่แน่นอน และอาจมีจำนวนมาก ให้เป็นรายจ่ายที่แน่นอน คือตามค่าเบี้ยประกันภัยในแต่ละปี ทำให้บริษัทสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้รัดกุมแม่นยำมากขึ้น และค่าเบี้ยประกันภัยกลุ่ม ไม่ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม จึงสามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายหนึ่งของกิจการได้

3. สร้างแรงจูงใจในการทำงานให้พนักงาน

ดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถมาทำงานให้บริษัท เนื่องจากประกันกลุ่มถือเป็นสวัสดิการที่บริษัทให้กับพนักงาน ซึ่งเรื่องของสวัสดิการ ก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการเลือกที่ทำงานของพนักงาน หากบริษัทจัดเตรียมสวัสดิการที่ดีให้ ก็จะช่วยดึงดูด หรือรักษาพนักงานที่ดีให้คงอยู่กับบริษัทต่อไป

4. ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยถูกกว่า

เมื่อเทียบกับการที่พนักงานต้องไปทำประกันด้วยตัวเองในแผนที่ความคุ้มครองใกล้เคียงกัน เนื่องจากประกันกลุ่มพิจารณารับประกันจากการเฉลี่ยความเสี่ยงกันในกลุ่มของพนักงาน โดยใช้อัตราเบี้ยประกันภัยเดียวกันกับทุกคนในกลุ่ม ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยต่อคน จะถูกกว่าไปทำประกันแยกแต่ละคนด้วยตัวเอง

ประโยชน์สำหรับพนักงาน หรือลูกจ้าง (สมาชิกผู้เอาประกันภัย)

1. มีหลักประกันที่มั่นคง

ทำให้ลูกจ้างหรือพนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข

2. กรณีพนักงานทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ หรือเสียชีวิต

จะมั่นใจได้ว่าคนข้างหลังจะได้รับเงินชดเชยจากบริษัทประกันภัย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ซึ่งประกันกลุ่ม อาจมีความคุ้มครองให้พนักงานได้หลายแบบ สามารถแบ่งความคุ้มครองได้ 3 ประเภทหลักๆด้วยกันคือ

  1. ประกันชีวิตกลุ่ม – จะจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้รับผลประโยชน์ กรณีลูกจ้างเสียชีวิตทุกกรณี (ไม่ว่าจากโรคหรืออุบัติเหตุ) ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์
  2. ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม – จะจ่ายเงินชดเชยกรณีลูกจ้างเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง สูญเสียอวัยวะ หรือมีค่ารักษาพยาบาล ที่เกิดจากกรณีอุบัติเหตุเท่านั้น
  3. ประกันสุขภาพกลุ่ม – จะจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ทั้งกรณีผู้ป่วยใน หรือผู้ป่วยนอก ตามวงเงินความคุ้มครองค่ารักษาแต่ละรายการ ไม่ว่าลูกจ้างจะเจ็บป่วยจากกรณีเป็นโรค หรืออุบัติเหตุ

ตัวอย่างความคุ้มครองของประกันกลุ่ม ผมจะขอยกตัวอย่างของประกันกลุ่ม กรุงไทย-แอกซ่า มาให้ดูเป็นตัวอย่าง 2 ผลิตภัณฑ์ด้วยกัน คือ “ประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่ม แบบสำเร็จรูป (Group Health Package)” และ “ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม แบบสำเร็จรูป (Group PA Package)” ซึ่งแต่ละผลิตภัณฑ์ มีรายละเอียดความคุ้มครองดังนี้

ประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่ม แบบสำเร็จรูป (Group Health Package)

ประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่ม แบบสำเร็จรูป ของ กรุงไทย-แอกซ่า จะมีอยู่ด้วยกัน 6 แผน ตามระดับความคุ้มครอง ตั้งแต่ แผน 1 ที่มีความคุ้มครองชีวิตและทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 100,000 บาท (หากเสียชีวิตจากกรณีอุบัติเหตุจะจ่ายเงินชดเชยให้อีกเท่าตัว) ค่าห้องและค่าอาหารต่อวัน 1,000 บาท  ไปจนถึงแผน 6 ที่มี

ความคุ้มครองชีวิตและทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 600,000 บาท ค่าห้องและค่าอาหารต่อวัน 3,500 บาท (รายการความคุ้มครองอื่นๆ และวงเงินแต่ละรายการ ตามตาราง) ซึ่งเป็นความคุ้มครองพื้นฐาน โดยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองค่ารักษาผู้ป่วยนอกกรณีทั่วไป (OPD) ได้ ตั้งแต่ครั้งละ 400 บาท ไปจนถึง 1,500 บาท เป็นความคุ้มครองเสริมพ่วงเข้าไปเพิ่มได้ (ท่านสามารถเลือกผลประโยชน์ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในฐานะผู้ป่วยนอก ต่ำกว่าแผนหลักได้ไม่จำกัดแผน แต่สูงกว่าแผนหลักได้ไม่เกิน 1 แผน) ซึ่งค่าเบี้ยประกันภัยแผน 1 จะอยู่ที่ประมาณ 2,4xx-2,5xx บาท ไปจนถึงแผน 6 ที่ประมาณ 8,5xx-9,1xx บาท ต่อคน สำหรับธุรกิจทั่วไป (ขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงาน)

ประกันอุบัติเหตุกลุ่ม แบบสำเร็จรูป (Group PA Package)

สำหรับประกันอุบัติเหตุกลุ่ม แบบสำเร็จรูป ของกรุงไทย-แอกซ่า จะมีให้เลือกอยู่ 2 ประเภท คือประเภท “Classic” และประเภท “Platinum” ซึ่งมีรายการและวงเงินความคุ้มครองเหมือนกัน แต่ประเภท Platinum จะสามารถเลือกซื้อความคุ้มครอง ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุต่อครั้ง พ่วงเข้าไปด้วยได้ โดยจะมีความคุ้มครองให้เลือกอยู่ 6 แผนเช่นกัน ตั้งแต่แผน 1 ที่มีความคุ้มครองชีวิตและทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง 100,000 บาท และความคุ้มครองกรณีสูญเสียคู่อวัยวะ 100,000 บาท ไปจนถึงแผนที่มีความคุ้มครองดังกล่าว 1,000,000 บาท (รายการความคุ้มครองอื่นๆ และวงเงิน ตามตาราง)

ส่วนค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุต่อครั้ง สามารถเลือกซื้อได้ตั้งแต่วงเงิน 10,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท (ท่านสามารถเลือกผลประโยชน์ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลต่ออุบัติเหตุ ต่ำกว่าแผนหลักได้ไม่จำกัดแผน แต่สูงกว่าแผนหลักได้ไม่เกิน 1 แผน) ซึ่งค่าเบี้ยประกันภัยแผน 1 จะอยู่ที่ประมาณ 98-150 บาท ไปจนถึงแผน 6 ที่ประมาณ 980-1,500 บาท ต่อคน สำหรับธุรกิจทั่วไป (ขึ้นอยู่กับจำนวนพนักงาน)

จุดเด่นอื่น นอกเหนือจากระดับความคุ้มครองหลักและความคุ้มครองเสริมที่มีให้เลือกได้อย่างยืดหยุ่น คือการที่บริษัทมีโรงพยาบาลและคลีนิคในเครือข่าย มากกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกโรงพยาบาลหลักๆ และสามารถตรวจสอบข้อมูลกรมธรรม์ และสถานะการเคลม กรณียอดเคลมไม่เกิน 3,000 บาท  ผ่านแอปพลิเคชั่น “ My AXA Health ” ได้ทุกที่ทุกเวลา

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพกลุ่ม แบบสำเร็จรูป หรือประกันอุบัติเหตุกลุ่ม แบบสำเร็จรูป จะมีการพิจารณาค่าเบี้ยประกันภัย ตามการเฉลี่ยความเสี่ยง และจำนวนพนักงานใหม่  ทุกๆ รอบปีกรมธรรม์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ 24 ชั่วโมง 1159 หรือที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/group-insurance

สุดท้ายนี้ ผมก็อยากฝากเอาไว้ว่า สำหรับใครที่วางแผนจะเป็น หรือกำลังเป็นเจ้าของกิจการอยู่ นอกเหนือจากตัวเราเองที่ควรวางแผนการเงินส่วนตัวให้รอบคอบและรัดกุมแล้ว การเงินของกิจการของเรา ก็ควรจะต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบเช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ความไม่แน่นอนใดๆขึ้นกับส่วนไหน ทั้งเจ้าของกิจการ และกิจการจะยังสามารถดำเนินธุรกิจและดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคงนั่นเองครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

เศรษฐกิจขาลง ตลาดหุ้นผันผวน ควรทำยังไงดี

ก่อนอื่น ปิ่นจะมาเล่าให้ฟังว่า มี 3 อย่าง ที่จะอยู่กับเราไปในอีก 1-3 ปีนับจากนี้ค่ะ

อย่างที่ 1 คือ เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในช่วงขาลง 

ตัวเลขที่จับชีพจรเศรษฐกิจโลกได้เริ่มแผ่วลง ทั้งการค้า การลงทุน และ การผลิตโดยรวมของโลก ที่น่าสนใจ คือ ดัชนี PMI (Purchasing Managers’ Index) ซึ่งวัดจากการสอบถามผู้จัดการผู้ประกอบการทั่วโลก ว่า จะผลิตเพิ่มขึ้นมั้ย มีออร์เดอร์สั่งซื้อใหม่ๆเข้ามารึเปล่า ก็ปรากฏว่าทั้งยอดผลิตยอดสั่งซื้อใหม่ร่วงระนาวกันถ้วนหน้า 

และยังเพิ่มเติมด้วยปัญหาสงครามการค้าสหรัฐฯกับจีน ที่เดาได้ยากว่าจะจบแบบไหน และสถานการณ์การเมืองในหลายๆประเทศทั่วโลก

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกแบบนี้ เศรษฐกิจไทยก็พลอยโดนหางเลขไปด้วย 

อย่างตัวเลขจีดีพี (GDP) หรือรายได้ของทั้งประเทศในไตรมาส 2 นี้ โตแค่ 2.3% ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี หลักๆคือเพราะส่งออกติดลบมาตลอด ซึ่งประเทศอื่นๆหลายๆประเทศก็ประสบปัญหานี้เหมือนกัน

อย่างที่ 2 คือ อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกก็กำลังเข้าสู่ขาลงเช่นกัน

ในช่วงเศรษฐกิจโลกขาลงแบบนี้ แบงค์ชาติของประเทศต่างๆ ทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ธนาคารกลางต่างๆในเอเชีย รวมถึงไทย ก็ได้พาเหรดกันลดดอกเบี้ย และธนาคารกลางยุโรปก็ได้ส่งสัญญาณว่าพร้อมจะลดดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นให้คนนำเงินที่ฝากไว้มาใช้จ่ายมากขึ้น และกู้ได้โดยเสียดอกเบี้ยถูกลง จะได้ไปซื้อของหรือลงทุนมากขึ้น เงินจะได้หมุนในเศรษฐกิจมากขึ้น

อย่างที่ 3 คือ ตลาดหุ้น ตลาดเงินทั่วโลก จะผันผวนมากไปอีกพักใหญ่

แต่ตลาดหุ้น ตลาดเงินมันก็ผันผวนตามข่าวอยู่แล้วนี่

จุดที่น่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ค่ะ

ในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เกิดปรากฏการณ์ Inverted Yield Curve หรือเส้นผลตอบแทนกลับหัว หมายถึง 

พันธบัตรอายุ 10 ปี มีผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยแทบจะน้อยกว่าพันธบัตรอายุ 2 ปี

ซึ่งในเวลาปกติมันไม่ควรเป็นอย่างนั้น 

อย่าลืมว่า พันธบัตรคือการที่รัฐบาลขอกู้กับประชาชน ซึ่งถ้ากู้ระยะสั้น ความเสี่ยงน่าจะต่ำกว่าระยะยาว จึงน่าจะชาร์ตดอกเบี้ยถูกกว่า แต่ระยะยาว อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้ ความเสี่ยงมากกว่า ดอกเบี้ยที่ชาร์ตก็น่าจะแพงกว่าเช่นกัน

เพราะฉะนั้น การที่พันธบัตรอายุ 10 ปี มีผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยแทบจะน้อยกว่าพันธบัตรอายุ 2 ปี แปลว่า นักลงทุนมองว่าความเสี่ยงระยะสั้นช่วงนี้ มีมากกว่าความเสี่ยงระยะยาว สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุน

และที่น่าสนใจที่สุดคือ ปรากฏการณ์นี้มันเคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 6-18 เดือน มันเคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤตดอทคอม มันเคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อ 10 กว่าปีก่อน

คำถามคือ วิกฤตเศรษฐกิจโลกครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อย่างไร ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ฟังดูน่าปวดหัวนะคะ แล้วเราจะทำยังไงดี?

อย่าลืมว่า ทุกวิกฤต มีโอกาส ทุกๆรอบที่เศรษฐกิจเข้าสู่ขาลง มีคนทำกำไรได้เสมอ และทำกำไรได้ใน 2 แบบค่ะ

แบบที่ 1 คือ เข้าซื้อสินทรัพย์ที่เป็น “หลุมหลบภัย (Safe Haven)” ในช่วงเศรษฐกิจโลกขาลงและมีความเสี่ยงสูง นักลงทุนมักจะเอาเงินไปพักไว้ที่สินทรัพย์ เช่น ทอง เพราะอย่างน้อย ทั่วโลกก็ยอมรับว่ามันมีค่าในตัวเอง และแม้ราคาทองจะขึ้นลงในระยะสั้น แต่ในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเกิน 10 ปีขึ้นไป ราคาทองก็สูงขึ้นเรื่อยๆ

แบบที่ 2 คือเก็บเงินสดไว้มากพอ ที่จะช้อนซื้อสินทรัพย์คุณภาพดีในราคาถูก เพราะในช่วงเศรษฐกิจขาลง ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์อื่นๆมักจะถูกลง ซึ่งบางส่วนก็เป็นสินทรัพย์คุณภาพดี เช่น หุ้นพื้นฐานดี อสังหาริมทรัพย์ทำเลดี นี่จึงเป็นโอกาสดีที่จะเก็บเงิน รอจังหวะซื้อสินทรัพย์พวกนี้ เพื่อให้มันผลิดอกออกผลในวันข้างหน้า (หลายคนเจอหุ้นหรือสินทรัพย์เปลี่ยนชีวิตก็ในช่วงเวลาแบบนี้ค่ะ)

สุดท้ายนี้ ปิ่นก็ขอเป็นกำลังใจ ให้ทุกๆท่านฝ่าช่วงเศรษฐกิจขาลงได้ และคว้าโอกาสไว้ในทุกสถานการณ์ค่ะ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save