เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2562

คัดมาเน้นๆเก็งเลขเด็ดจากสำนักดังและเหตุการณ์เด่นที่เกิดขึ้นในรอบเดือน

1. เลขเด็ดจาก 5 สำนักดัง

ในช่วงที่ผ่านมาสำนักดังๆต่างๆเก็งเลขเด็ดประจำงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ไว้ว่ายังไงบ้าง เราคัดมาเน้นๆกับ 5 สำนักดัง หลวงพ่อปากแดง เจ้าแม่ตะเคียนทอง เณรน้อย คำชะโนด และอาจารย์หนู

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2562

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2562

2. ทำนายเลขเด็ดจากความฝัน

มาดูกันว่าจากเหตุการณ์เด่นๆในช่วงนี้ความฝันของเราจะนำมาสู่เลขอะไรกันบ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2562

3. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เด่นในช่วงที่ผ่านมา

ในงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้ มาดูกันว่าเรื่องเด็ดประเด็นร้อนในช่วงนี้จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดอะไรได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2562

4. เก็งเลขเด็ดจากเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ

ในงวดวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นี้ มาดูกันว่ามีเรื่องเหนือธรรมชาติอะไรที่จะนำมาตีเป็นเลขเด็ดได้บ้าง

เก็งเลขเด็ดกลเม็ดพิชิตหวย ประจำงวดที่ 1 ตุลาคม 2562

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง จะได้ลุ้นสนุกอย่างมีสติกันนะ

รู้จัก AWC ผู้นำธุรกิจพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์เพื่อไลฟ์สไตล์ที่ครบวงจร

พี่ว่าช่วงหลังคน Gen Y, Gen Z นิยมใช้ชีวิตที่มีไลฟ์สไตล์กันมากขึ้นนะ อย่างพี่เองก็เป็นแนวชอบของกิน ชอบรีวิวห้องอาหาร โดยเฉพาะพวกบุฟเฟต์นานาชาติ ส่วนเพื่อนบางคนก็ชอบไปพักผ่อนตามโรงแรมและสถานที่เที่ยวต่างๆ บางทีเราก็สงสัยไงว่าใครเป็นเจ้าของ บริษัทไหนเป็นผู้ดำเนินกิจการ

บางทีเราก็เซอร์ไพรส์ดีนะเมื่อรู้ว่าหลายๆ แบรนด์ที่เราไปใช้บริการบ่อยๆ ที่อยู่ในระดับ Midscale ขึ้นไป เช่น โรงแรม ฮิลตัน สุขุมวิท ดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯ และสถานที่เที่ยวชื่อดังอย่าง เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ดำเนินการภายใต้บริษัทเดียวกันคือ Asset World Corporation หรือ AWC ซึ่งบริษัทนี้อยู่ในเครือ TCC Group ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี โดยกลุ่มบริษัทนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการบริหารอสังหาริมทรัพย์และมีความน่าเชื่อถือสูงมาก

Asset World Corporation (AWC) มีโครงสร้างธุรกิจยังไง?

ถ้าเราเข้าไปดูในเว็บไซต์ของทางบริษัทฯ เขาจะแบ่งกลุ่มธุรกิจเป็น 3 ส่วนหลักคือ

1. Hospitality

ถือเป็นธุรกิจของ AWC ที่ร่วมมือกับแบรนด์โรงแรมระดับโลกเพื่อการบริหารในประเทศไทย เช่น Marriott , Hilton , Banyan Tree , Melia , Okura เป็นต้น ซึ่งถือเป็นแบรนด์โรงแรมในระดับ Midscale ขึ้นไป โดยมีการขยายโครงการไปทั้งในพื้นที่ของกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวในต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน AWC มีแบรนด์โรงแรมระดับโลกทั้งหมด 6 แบรนด์ รวมแล้วมีโรงแรม 14 แห่ง เป็นจำนวนห้องมากถึง 4,421 ห้อง และในอนาคต AWC กำลังจะกลายเป็นผู้ให้บริการโรงแรม ในระดับ Midscale ขึ้นไปรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

2. Retail and Wholesale

เป็นส่วนของธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ตามไลฟ์สไตล์ของเราเลย หลักๆ ที่เราน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีคือ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ที่ชาวต่างชาติชอบมาเที่ยว เดินซื้อของ นั่งชิงช้าสวรรค์ ตรงนี้ถือว่าเป็นหนึ่งใน Landmark สำคัญในการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ เลย อย่างนักท่องเที่ยวมากันเยอะมาก ที่นี่หลายคนชอบเพราะมีร้านค้าหลากหลายให้เราได้เลือกซื้อของ

ถ้าใครชอบไปเที่ยวแบบเลือกซื้อของตามร้านที่เรียงกันเยอะๆ AWC ก็มีตลาดนัดแบบ Community Mall อีกที่คือ ตะวันนา บางกะปิ ตรงใกล้ๆ เดอะมอลล์บางกะปินะครับ สามารถแวะซื้อเสื้อผ้า เครื่องสำอาง และของกินตามร้านต่างๆ ได้อย่างสนุกเลย

นอกจากนี้ก็ยังมีห้างด้วยนะ ของ AWC หลักๆ ก็มี Gateway ซึ่งตอนนี้มีสาขาบางซื่อและเอกมัย พี่เองก็ใช้บริการสาขาเอกมัยบ่อย สะดวกดีนะ ลง BTS แล้วก็เดินเข้าห้างเลย ส่วนใหญ่ก็นัดเพื่อนไปกินข้าว อาหารญี่ปุ่นกันช่วงหลังเลิกงาน

อีก 2 ที่ที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก ที่แรกคือ ลาซาล อเวนิว อยู่แถวบางนาที่จะเป็นแหล่งไลฟ์สไตล์ชิคๆ มีทั้งร้านค้า ร้านกาแฟชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น Starbucks, Uniqlo, Villa Market, KFC และร้านของคนท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นร้านทำผม ร้านขายยา และมีสนามเด็กเล่นให้ได้พักผ่อนด้วย และอีกที่คือ AEC Trade Center ซึ่งอยู่ในระหว่างการพัฒนาและเตรียมความพร้อม ซึ่งจะเป็นศูนย์การค้าส่งระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ (B2B) ในระดับภูมิภาคที่ดำเนินธุรกิจอย่างครบวงจรให้นักธุรกิจได้ต่อยอดกิจการไปยังประเทศต่างๆ ได้

ธุรกิจกลุ่มนี้ หรือที่รู้จักกันในนามธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าจะมีทั้งสิ้น 9 โครงการ มีพื้นที่เช่าสุทธิรวมกันมากกว่า 360,000 ตร.ม.

3. Office

อีกหนึ่งธุรกิจของ AWC คือการเป็นเจ้าของธุรกิจอาคารสำนักงานในพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานคร อย่าง ตึกเอ็มไพร์ ทาวเวอร์  ย่านสาทร-ช่องนนทรี อาคารแอทธินี ทาวเวอร์ และ 208 วายเลสโร้ด ย่านเพลินจิต ซึ่งมีจุดเด่นคือเป็นอาคาร Mixed – Use และอาคาร อินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์ ย่านบางนา ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการเข้าออกสู่พื้นที่ EEC ได้ในอนาคต

อาคารสำนักงานของ AWC นั้นมีจุดเด่นร่วมกันที่ชัดเจนคือ พื้นที่ทำเลย่านใจกลางเมือง เช่น สาทร ช่องนนทรี และเพลินจิต ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มเจ้าของกิจการที่มองหาสถานที่ประกอบการ อีกทั้งยังคัดเลือกคัดสรรพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อนำเสนอบริการหรือสินค้าที่เติมเต็มความต้องการและไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างดี นอกจากนี้ยังมีย่านบางนา พื้นที่ชานเมืองซึ่งเป็นจุดเชื่อมออกไปสู่โซนอุตสาหกรรมภาคตะวันออก จากภาพรวมทั้งหมด AWC มีพื้นที่เช่าสุทธิรวมทั้งหมดมากถึง 270,594 ตร.ม. และเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานที่มีพื้นที่เช่าสูงที่สุดในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ยังมีอาคาร อินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์ ที่อยู่ย่านบางนา เหมาะสำหรับผู้เช่าสำนักงานที่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งในอนาคตจะเชื่อมโยงกับ EEC ได้ด้วยครับ

เห็น 3 กลุ่มธุรกิจนี้แล้วคงเห็นความแข็งแกร่งของ AWC กันเลยใช่ไหมครับ นอกจากจะเป็นเจ้าของโรงแรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นเจ้าของแลนด์มาร์คกลุ่มกิจการการค้า มีอาคารสำนักงาน Flagship เกรด A+ อาคารแนวไลฟ์สไตล์แบบ Mixed-Use ที่อยู่ในทำเลทองที่เป็น CBD ของประเทศไทย และมีโครงการ ห้างค้าปลีกที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย รวมถึงเป็นปลายทางของนักท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นคอมมูนิตี้ ช้อปปิงมอลล์ และ คอมมูนิตี้ มาร์เก็ต

ผมว่าจริงๆ แล้วชื่อแบรนด์และโครงการต่างๆ นั้น เราคงคุ้นหูกันมากกว่า 80% ยิ่งใครที่ใช้ชีวิตและมีไลฟ์สไตล์คนเมืองยิ่งคุ้นเคยกันเลย ทั้งหมดนี้ก็อยู่ในเครือของ AWC ทั้งหมดเลยนะครับ

ส่องรายได้ของ AWC กันว่าเป็นอย่างไร?

จากเอกสารข้อมูล Filing ของบริษัทฯ นะครับ เขาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มโรงแรมและกลุ่มพาณิชยกรรมที่รวมกันระหว่างร้านค้าปลีก ค้าส่ง และอาคารสำนักงาน ถ้าเราสังเกตรายได้ของทั้ง 2 กลุ่มตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2561 จะเห็นได้ว่ารายได้รวมนั้นโตขึ้น แต่รายได้ในกลุ่มของโรงแรมจะโตกว่าในกลุ่มของพาณิชกรรม

ในปี 2559 รายได้อยู่ที่ 8,989.55 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้กลุ่มโรงแรม 51.80% พาณิชยกรรม 48.20% 

ในปี 2560 รายได้อยู่ที่ 10,456.42 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้กลุ่มโรงแรม 57.78% พาณิชยกรรม 42.22% 

ในปี 2561 รายได้อยู่ที่ 10,998.64 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้กลุ่มโรงแรม 60.76% พาณิชยกรรม 39.24%

ศักยภาพในอนาคตของ AWC

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจ AWC เติบโตจะมาจาก 3 ส่วนนะครับ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว ภาคบริการ และภาคการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองนั้นก็มีจุดเด่นของอุตสาหกรรมทั้ง 3 ส่วนนี้อยู่แล้ว จำนวนนักท่องเที่ยวเราก็เพิ่มอยู่ตลอด

จากสถิติของกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา จำนวนนักท่องเที่ยว 4 ปีย้อนหลังมีดังนี้ครับ

ในปี 2561 เรามีจำนวนนักท่องเที่ยว 38.3 ล้านคน

ในปี 2560 เรามีจำนวนนักท่องเที่ยว 35.4 ล้านคน

ในปี 2559 เรามีจำนวนนักท่องเที่ยว 32.6 ล้านคน

ในปี 2558 เรามีจำนวนนักท่องเที่ยว 29.9 ล้านคน

และตามข้อมูลของ Jones Lang Lasalle (JLL) นั้น อัตราการเติบโต CAGR 10 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 10.1%

ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้จากการให้เช่าทั้งเพื่อการค้าส่ง ค้าปลีก รวมไปถึงการเช่าอาคารสำนักงานนั้นก็ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ในปัจจุบันประเทศไทยเองก็กำลังมีการพัฒนาในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ทั้งสนามบินและรถไฟ และเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ทำให้กรุงเทพ มีความสามารถในการแข่งขันและกลายเป็นจุดศูนย์กลางของธุรกิจทั้งในไทยและอาเซียน ซึ่งจะส่งผลต่อการเช่าพื้นที่การค้าและสำนักงาน โดยเฉพาะย่านที่สำคัญในอนาคต

จะเห็นได้ว่าการเติบโตนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เทรนด์ดังกล่าวจึงทำให้ AWC มีโอกาสที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ เพราะเป็นทั้งเจ้าของและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งเน้นการลงทุนในประเทศไทย ทรัพย์สินที่มีอยู่ก็เป็นที่รู้จักอยู่ใน Prime Location แหล่งธุรกิจ CBD ซึ่งมีประชากรหนาแน่น และหลายที่ก็เป็นแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศ แน่นอนว่าทรัพย์สินของบริษัทฯ นั้น กว่า 90% บริษัทฯ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (Freehold) เมื่อเวลาผ่านไปราคาทรัพย์สินของบริษัท แต่ละแห่งก็จะปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้

โครงการในอนาคตของ AWC ก็มีอีกเยอะนะครับ จากข้อมูล Filing ของบริษัทฯ คาดการณ์เอาไว้ว่าภายในสิ้นปี 2562 อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์จะมีพื้นที่เช่าสุทธิ 436,922 ตารางเมตร และโรงแรมมีห้องพักรวม 4,432 ห้อง และจากการคาดการณ์ของโครงการที่พัฒนาอยู่ทั้งหมด ในปี 2568 จะมีพื้นที่ให้เช่าเพื่อการพาณิชย์ถึง 686,075 ตารางเมตร และห้องพักประมาณ 8,506 ห้อง ซึ่งถ้าเทียบกับปัจจุบันแล้วก็ถือว่าเพิ่มกันเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว

ข้อได้เปรียบที่สำคัญอย่างหนึ่งของบริษัทเลยก็คือ การเป็นส่วนหนึ่งของ TCC Group ที่มีที่ดินทั่วประเทศ AWC จึงเข้าทำสัญญาให้สิทธิ์ (Right of First Offer and Right of First Refusal Agreement) กับทางผู้ถือหุ้นใหญ่ ในการได้ที่ดิน/อสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่สำคัญของประเทศก่อนใคร เพื่อนำอสังหาริมทรัพย์มาพัฒนาเพื่อการพาณิชย์ และมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธโครงการต่างๆ ก่อนจะถูกเสนอไปที่อื่นๆ ในภายหลังได้

นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและทรัพยากรบุคคลโดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทในเครือเพื่อสร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างสูงสุด เช่น การสร้าง Economy of Scale ของเครือ TCC Group ในการต่อรองกับคู่ค้าต่างๆ ได้ด้วย ความพิเศษนี้จึงกลายเป็นสิ่งที่ AWC ได้เปรียบกว่าบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นๆ และแน่นอนครับว่าบริษัทนี้มีทีมงานผู้บริหารซึ่งมีประสบการณ์ และความรู้ความชำนาญในธุรกิจโดยตรง ประสบการณ์ในวงการอสังหาริมทรัพย์กว่า 20 ปีก็เป็นอีกจุดแข็งหนึ่งของบริษัทครับ

IPO ครั้งแรกของ AWC

ทั้งนี้ AWC มีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต และเพื่อเพิ่มมูลค่าของเงินทุนในระยะยาว AWC เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ระหว่างวันที่ 25-27 กันยายนนี้ ภายใต้ชื่อย่อ “AWC” จำนวนไม่เกิน  8,000 ล้านหุ้น ที่ราคาเสนอขาย 6.00 บาทต่อหุ้น

แบ่งเป็น หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 22.47% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้ และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น

โดยนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไปใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขาย

โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และมีผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย คือ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท หลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดจองซื้อหุ้นสามัญให้แก่นักลงทุนประเภทบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ในวันที่ 25-27 ก.ย. 62 และผู้ลงทุนสถาบัน (รวมถึงผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ และผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วมในต่างประเทศ) ในวันที่ 1-3 ต.ค.62 ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่าหุ้นสามัญของบริษัทจะสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ในช่วงต้นเดือน ต.ค.62

ทั้งนี้ AWC มีการลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement กับนักลงทุนสถาบันรวมทั้งสิ้น 13 แห่ง ได้แก่ บลจ.บัวหลวง บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.กสิกรไทย บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.ทิสโก้ บลจ.กรุงไทย บลจ.วรรณ บลจ.ธนชาต  บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต GIC Private Limited, Maitri Asset Management และ Affin Hwang Asset Management Berhad โดยนักลงทุนที่ลงนามในสัญญาดังกล่าว จะซื้อหุ้นจำนวนรวม 3,454,000,000 หุ้น หรือประมาณร้อยละ 50 ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)

AWC มีจุดประสงค์ในการระดมทุนเพื่อ 

  • ใช้เป็นเงินทุนในการเข้าซื้อกิจการที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินกลุ่ม 3 ซึ่งจะเป็นโครงการใหม่ ๆ ที่เข้ามาเสริมในพอร์ตโฟลิโอของ AWC หลังไอพีโอ
  • ใช้ในการลงทุนพัฒนา และ/หรือปรับปรุงทรัพย์สินของบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้กับบริษัทและผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น 
  • นอกจากนี้บางส่วนจะใช้ในการชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร และ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัท และ/หรือบริษัทย่อย

โดยสรุปเราคงได้เห็นภาพของ Asset World Corporation กันมากขึ้นนะครับว่าเป็นส่วนหนึ่งของ TCC Group ที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทโรงแรม พื้นที่ให้เช่าเพื่อการค้า และสำนักงานที่อยู่ในพื้นที่ทำเลทอง มีศักยภาพในการเติบโตมากจากเทรนด์การเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การค้า และการลงทุน งบการเงินก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการขยายตัวและการเติบโตของธุรกิจ มีความได้เปรียบในการแข่งขันในหลายๆ ด้านจากความสัมพันธ์กับทางเครือ TCC Group มีทีมงานผู้บริหารที่มีประสบการณ์ พร้อมที่จะพัฒนาให้บริษัทไปสู่เป้าหมายการเติบโตในอนาคตด้วยครับ

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท AWC ได้ที่ https://investor.assetworldcorp-th.com/

บทความนี้เป็น Advertorial 

เก็บเงินวันนี้ ใช้เงินวันไหน

การเก็บเงินแต่ละวิธีตอบโจทย์เป้าหมายการเงินที่แตกต่างกัน ครั้งหนึ่งอภินิหารเงินออมได้มีโอกาสคุยกับแฟนเพจท่านหนึ่ง เขาต้องการนำเงินมาลงทุนหุ้น เมื่อได้กำไรแล้วจะนำเงินมาจ่ายหนี้บัตรเครดิต ส่วนตัวมองว่าเป็นความคิดที่อันตรายมาก เพราะการลงทุนหุ้นเหมาะกับการเก็บเงินระยะยาวจะดีกว่าเก็งกำไรระยะสั้น ส่วนบัตรเครดิตเป็นหนี้ระยะสั้น ถ้าจ่ายล่าช้าก็เสียดอกเบี้ยแพงและอาจจะถูกค่าปรับด้วย ซึ่งเคสนี้ควรจ่ายหนี้บัตรให้ครบก่อนแล้วค่อยเริ่มลงทุนหุ้น

 

เรื่องการเงินที่เราควรรู้

 เก็บเงินวันนี้ ใช้เงินวันไหน

อภินิหารเงินออมสรุปสั้นๆไว้ที่ภาพนี้ เราสามารถหาข้อมูลและเรียนรู้ได้เองแบบออนไลน์ เราควรเลือกอ่านจากเว็บไซด์ของหน่วยงานหลักๆให้เข้าใจก่อน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ แล้วค่อยอ่านจากสังคมออนไลน์อื่นๆ จากภาพนี้เรื่องของการลงทุนเบื้องต้นเท่านั้น ในอนาคตจะมีมากกว่านี้ เช่น การเทรดสกุลเงินดิจิทัล

 

สรุปภาพการเงินของเราทั้งชีวิตไว้ในที่เดียว

เก็บเงินวันนี้ ใช้เงินวันไหน

 

หลายคนเห็นภาพนี้แล้วชอบเพราะทำให้รู้ว่า…

=> เงินทั้งชีวิตของเราอยู่ที่ไหนบ้าง

=> มีรายได้ก่อนและหลังเกษียณมาจากทางไหน

=> รายจ่ายก่อนเกษียณมีประมาณเท่าไหร่

=> หลังเกษียณเหลือรายจ่ายประมาณเท่าไหร่

=> เราสามารถเรียงลำดับการใช้เงินได้ว่าใช้เงินก้อนไหนก่อนหลัง

=> ช่วงเริ่มเกษียณควรใช้เงินก้อนไหน

=> หากอายุยืนจะดึงเงินจากตรงไหนมาใช้ได้

=> เงินแต่ละก้อนจะหมดตอนอายุเท่าไหร่

=> จ่ายเงินค่าเทอมให้ลูกเท่าไหร่ ตอนไหน นำเงินก้อนไหนมาจ่าย

=> ได้รับเงินคืนภาษีประมาณปีละเท่าไหร่

=> ประกันชีวิตแต่ละกรมธรรม์ได้รับเงินคืนปีไหนบ้าง ได้รับเงินก้อนตอนอายุเท่าไหร่

 

ทั้งหมดนี้เพื่อตอบคำถามว่า “ทำอย่างไรถึงจะมีเงินใช้ไปตลอดชีวิต” อภินิหารเงินออมทำภาพให้เล็กลง เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด ในขณะที่ของจริงรายละเอียดจะยาวต่อกันหลายหน้า ซึ่งการทำแผนการเงินนั้นไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบเพราะจะต้องคอยอัพเดทกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งว่าเราทำตามแผนที่วางไว้กันได้ 100% หรือไม่ ถ้าชีวิตเราเปลี่ยน แผนที่วางไว้ก็จะเปลี่ยนไปด้วย

 

มันเหมือนวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศ เราอาจจะตั้งใจไว้ว่าจะไปกินร้านไหน มุมถ่ายรูปยอดฮิต ทำตารางเที่ยวไว้อย่างดีแต่สุดท้ายช่วงวันที่ไปเที่ยวเจอพายุเข้า ออกไปเที่ยวที่ไหนไม่ได้ มันก็ต้องปรับแผนการเที่ยวใหม่

 

ภาพนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมวางแผนการเงิน https://www.wiz.in.th/ (มีค่าใช้จ่ายรายปี) ตัวเลขที่ต้องใช้คือ รายได้ รายจ่าย สินทรัพย์ หนี้สิน ใส่ครบทุกช่องแล้วสุดท้ายจะออกมาเป็นรายงานว่าเรามีความมั่งคั่งเท่าไหร่ สรุปประกันชีวิตให้เรา ว่ามีความคุ้มครองอะไร เท่าไหร่ พร้อมกับมี Excel กระแสเงินสดรายปีมาด้วย แต่มันค่อนข้างอ่านยากก็ต้องเอามาปรับให้เป็นสไตล์ของเราแบบในภาพนี้

 

เราเลือกได้ว่าจะทำเองหรือให้คนอื่นทำให้

ถ้าชอบทำเอง ไม่ต้องการให้ใครมารู้เรื่องเงินของเราก็ติดต่อซื้อโปรแกรมนี้ได้ (เราไม่ได้รับค่าโฆษณาแต่เห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เลยแนะนำจ้า) หรือทำเองใน Excel แต่ถ้าไม่สะดวกทำเอง ไม่มีเวลาก็ให้คนอื่นทำให้ ส่วนใหญ่คนที่รับวางแผนการเงินก็จะทำแผนเป็นเล่มๆให้คนที่มารับคำปรึกษาด้วย เพื่อให้รู้ว่าแต่ละช่วงควรเก็บเงินแบบไหน ควรเก็บเงินอย่างไรเพื่อไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ

 

อ่านบทความเพิ่มเติม 

วิธีเก็บเงินอย่างไร มีเงินใช้ไปตลอดชีวิตได้ที่ลิงค์นี้เลยจ้า http://bit.ly/2lVZbgv

 

? ขอให้ทุกคนโชคดีและประสบความสำเร็จกับการออกแบบวิธีเก็บเงินของตัวเองนะจ๊ะ

 

เราเห็นเงินเพิ่มขึ้นได้ทุกวันกับ Ultra Savings ดอกเบี้ยสูงสุด 1.6% ต่อปี

“ออมก่อนใช้จ่าย” 

เป็นแนวคิดเริ่มต้นเพื่อสร้างนิสัยการออมเงิน แต่จะทำอย่างไรเพื่อรักษาความรู้สึกอยากออมเงินนั้นให้อยู่กับเราตลอดไป เพราะบางคนออมๆ หยุดๆ สุดท้ายขี้เกียจออมถอนเงินมาใช้หมด อภินิหารเงินออมมองว่ามันก็ขึ้นอยู่กับการเลือกวิธีเก็บเงิน ถ้าสิ่งที่เราเลือกนั้นให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูง ทำให้เงินเพิ่มขึ้นทุกวันๆ เราจะมีแรงฮึด และมีกำลังใจต่อการอยากออมเพิ่มมากขึ้นนะจ๊ะ

ดังนั้น เริ่มออมเงิน เริ่มต้นที่ “เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง”

เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเป็นการรวมจุดเด่นเรื่อง “สภาพคล่องของการฝากออมทรัพย์ทั่วไป” กับ “ดอกเบี้ยสูงของการฝากประจำ” ไว้ด้วยกัน เน้นดอกเบี้ยสูง มีสภาพคล่องและเงินต้นอยู่ครบ นอกจากเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นออมเงินแล้ว ยังตอบโจทย์เป้าหมายการเงินอื่นๆ ในชีวิตของเราด้วย เช่น

  • เงินฉุกเฉินของครอบครัว
  • เก็บเป็นเงินทุนไว้รอทำธุรกิจ
  • เก็บเงินท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว
  • เก็บเงินดาวน์บ้านให้ตัวเองหรือซื้อให้พ่อแม่
  • สนามฝึกความพร้อมก่อนผ่อนรถยนต์ ควรฝึกออมเงินเท่ากับยอดผ่อนรถรายเดือน เพื่อฝึกการใช้ชีวิตให้ชินกับเงินที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือน
  • ที่พักเงินก้อน เช่น ได้รับเงินก้อนจากประกันชีวิต , เงินจากการขาย RMF , เงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ควรเก็บไว้ที่ออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเพื่อรอตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป

แล้วเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงอยู่ที่ไหน?

สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงนี้มีชื่อว่า บัญชีเงินฝาก Ultra Savings ของธนาคารธนชาต เราได้รับดอกเบี้ยสูงถึง 1.6%ต่อปี ถ้าฝากเงินตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่ถึง 50 ล้านบาท ถ้าฝากน้อยหรือมากกว่านี้ได้รับดอกเบี้ยเท่าไหร่ ดูได้ที่ภาพข้างล่างนี้เลยจ้า

ทำไมควรเลือก Ultra Savings ดอกเบี้ยสูง 1.6% ต่อปี

ถ้าเปรียบเทียบในบรรดาเงินฝากออมทรัพย์ด้วยกันแล้ว Ultra Savings 1.6% ต่อปี ทำให้เรา…

  • ได้รับดอกเบี้ยสูงถึง 1.6% ต่อปี เราเห็นเงินในบัญชีเพิ่มขึ้นทุกวัน ทำให้เรามีแรงฮึดและมีกำลังใจในการออมเงินมากขึ้น หากจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ ก็ถอนเงินพร้อมดอกเบี้ยออกมาใช้ได้ทุกวันที่ 10 ของเดือน สมมติเงินฝาก 1,000,000 บาท ผ่านไป 1 วัน เงินของเราได้รับดอกเบี้ยกี่บาท
    • ดอกเบี้ย 1.6% เราได้รับดอกเบี้ย 43.84 บาท ต่อวัน
    • ดอกเบี้ย 0 – 0.5% เราได้รับดอกเบี้ย 0 – 13.70 บาท ต่อวัน
  • ฝึกวินัยการออมเงินเพราะถอนแบบมีเงื่อนไข เพื่อป้องการไม่ให้เราเผลอใจไปถอนเงินที่ตั้งใจว่าจะเก็บไว้ออกมาใช้จ่ายง่ายๆ เงื่อนไขนี้ คือ ถอนเงินออกได้ 2 ครั้งต่อเดือน โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม การถอนเงินครั้งถัดไปในเดือนนั้นเสียค่าธรรมเนียมครั้งละ 50 บาท

น่าสนใจแบบนี้แล้ว “ดอกเบี้ยเงินฝาก” ทำให้เงินของเราเพิ่มขึ้นเท่าไหร่

วิธีที่จะทำให้รู้ว่าเงินของเราเพิ่มขึ้นวันละเท่าไหร่ คือ การคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากรายวัน อภินิหารเงินออมทำตัวอย่างให้ดู 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานและใช้แอพพลิเคชั่น (โหลดฟรี) ส่วนตัวมองว่าควรรู้แนวคิดพื้นฐานของการคำนวณก่อนว่าสูตรเป็นอย่างไรเพื่อให้เข้าใจแอพคำนวณง่ายขึ้นนะจ๊ะ

ตัวอย่าง เราฝากเงิน  1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 1.6% ต่อปี ผ่านไป 1 วัน เงินของเราเพิ่มขึ้นวันละกี่บาท

วันต่อมาเงินต้นของเราที่จะนำมาคำนวณดอกเบี้ยจะเปลี่ยนไป คือ

เงินต้น 1,000,000 + ดอกเบี้ย 43.84 = เงินต้นของวันต่อไป 1,000,043.84 บาท

นี่เองที่เรียกว่า “ดอกเบี้ยทบต้น” เพราะเรานำเงินต้นมาบวกดอกเบี้ย เพื่อมาคำนวณดอกเบี้ยของวันต่อไป คราวนี้เอาใหม่ ถ้าเราเก็บเงินนี้ไว้ที่เงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป 0.5% ต่อปี จากเงินฝาก 1,000,000 บาท เราจะได้รับดอกเบี้ย 13.70 บาท นั่นเท่ากับว่า 1 วัน เราทำเงินหล่นหายไป 30.14 บาท เลยทีเดียว!

เมื่อเห็นความแตกต่างแบบนี้แล้วชื่นชอบบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง Ultra Savings 1.6% ต่อปี ของธนาคารธนชาต ก็สามารถติดต่อได้ที่สาขาของธนาคารได้ทันทีเลยนะจ๊ะ รายละเอียดของเงินฝากนี้เป็นอย่างไร สามารถเข้าไปได้ที่ลิงค์ข้างล่างนี้ได้เลยจ้า ^^

https://www.thanachartbank.co.th/TbankCMSFrontend/PersonalTHDetail.aspx?PName=Personal&PTypeID=9&ProID=1

เราเห็นเงินเพิ่มขึ้นได้ทุกวันกับ Ultra Savings ดอกเบี้ยสูงสุด 1.6% ต่อปี

บทความนี้เป็น Advertorial

ซื้อบ้านหลังละเกือบ 4 ล้าน อยู่ กทม. รอดด้วยเงิน เดือนละ 8,000 บาท

ปกติการใช้จ่ายของเขาจะเป็นลักษณะ จ่ายสด งดเชื่อตลอดเลยครับ สาเหตุหลักคือเขากลัวการเป็นหนี้มาก ซึ่งหนี้ก้อนนี้ก็ถือเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ก้อนแรก ราคาบ้านเต็มๆ เนี่ย อยู่ที่ 3.8 ล้านบาท ดาวน์ไป 3.5 แสนบาท

การจัดสรรเงินที่ต้องจ่ายประจำทุกเดือน เป็นยังไง ?

  • ค่าใช้จ่ายของเขาต่อเดือนจะหมดไปกับการผ่อนบ้านอย่างน้อย 2-30,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว พ่อแม่ อยู่ที่ 10,000 บาท
  • หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ต้องจ่ายประจำ เขาจะเหลือเงินไว้ใช้อยู่ที่ 8,000 – 10,000 บาทต่อเดือน

บริหารเงินเดือนละ 8,000 บาทยังไงให้อยู่กรุงเทพฯ รอด ?

เริ่มคำนวณนับตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านก้าวแรก..

สิ่งสำคัญและจำเป็นที่คุณจะสามารถคุมเงินให้ใช้ชีวิตได้รอดในกรุงเทพฯ ด้วยเงินหลักพัน คุณต้องมีบ้านเป็นของตัวเองครับ ถ้าเช่าเขาเนี่ย หลัก 8,000 บาทต่อเดือน อยู่กรุงเทพฯ ลำบากแน่นอน

สิ่งสำคัญรองลงมา ก็คือ การเดินทาง มันเป็นเรื่องโชคดีมาก ที่บ้านเขาใกล้ออฟฟิศที่ทำงาน วิธีเดินทางของเขาจะใช้นั่งรถเมล์และมาต่อรถไฟฟ้า ก็ถึงออฟฟิศแล้ว

อีกเส้นทางหนึ่งคือนั่งเรือข้ามฟากซึ่งเป็นการข้ามฟากฟรีเพราะเป็นเรือข้ามฟากไอคอนสยาม จากนั้นก็นั่งรถบัสฟรีต่อ (ซึ่งก็เป็นบริการฟรีจากไอคอนสยามเหมือนเดิม) ดังนั้น ถ้าวันไหนไม่รีบ ก็ถือว่าเขาไม่ต้องเสียค่าเดินทางเลย นั่งฟรีอย่างเดียว

แต่เคล็ดลับสำหรับเดินทางที่น่าสนใจคือ เขาใช้วิธีซื้อบัตร BTS รถไฟฟ้า ซึ่งถ้าใช้เป็นบัตร เดินทาง 1 สถานีจะลดให้ 1 บาท (เมื่อเทียบกับซื้อแบบหยอดเหรียญ ถูกกว่า 1 บาท) คุณเดินทางครบ 15 เที่ยวจะเหมือนนั่งฟรีเที่ยวที่ 16 

การกิน อยู่ ลำบากมั้ย ?

จากนั้น เราก็คุยกันต่อเรื่องอาหารการกิน อดอยาก หรือลำบากขนาดไหน เขาก็แจกแจงให้เราฟังว่า เขาเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยขนมปังแถวฟาร์มเฮาส์ 1 แถว และแบ่งมากินเช้าละ 1 คู่ (ขนมปัง 1 แถวมี 10 แผ่น)

ต่อมา มื้อบ่าย เขาก็จะทานอาหารทั่วไป แถวออฟฟิศอยู่ในเรตราคา 50 – 60 บาทครับ ไม่เกินนี้ บวกกับมื้อเย็น ประมาณ 30-40 บาท ไม่เกิน นอกจากนี้ก็มีการซื้อนมเป็นแพ็คเก็บไว้ในช่วงลดราคา ก็ทุ่นค่าใช้จ่ายด้านอาหารการกินได้ค่อนข้างมาก

เขาเลือกทานขนมจากร้าน Bread Talk ที่จะมีการลดราคาหลัง 20.00น. แน่นอน ถ้าคุณอยากทาน S&P คุณก็สามารถไปหาทานได้ในวันพุธ เพราะเขาลดราคาพิเศษ

วิธีการใช้เงินสำหรับเอนเตอร์เทนตัวเอง

วิธีที่เขาใช้นี้ ค่อนข้างน่าสนใจ ดูๆแล้ว คล้ายๆ จะเป็นคนรักครอบครัวครับ คนรักครอบครัวจะไม่ค่อยสิ้นเปลืองมาก เพราะใช้จ่ายด้วยการหารกับครอบครัวนั่นเอง เช่น เป็นสมาชิก Netflix ด้วยเรตครอบครัว หารกับเพื่อนๆ แบ่งๆ กันดูครับ ใช้จ่ายแค่เดือนละ 105 บาท นอกจากนี้ก็มี Spotify ที่หารกับเพื่อนเช่นกัน นี่ก็จ่ายแค่เดือนละ 35 บาทเท่านั้น

นอกนั้น ก็เลือกดูหนังในโรงภาพยนตร์ด้วย แต่ดูเฉพาะวันพุธนะครับ ซึ่งก็เป็นเรตที่ถูกกว่าวันอื่นๆ 

นี่ก็รวมถึง ค่า fitness ด้วยนะครับ เขาใช้วิธีเหมาจ่ายรายปี ถ้ารายเดือนมันอยู่ที่ 1,600 บาทต่อเดือน การเหมาจ่ายไปเลยทั้งปี คุณจะจ่ายลดลงเดือนละ 300 บาท แล้วทำไมเราจะไม่เหมาละ ?

เสื้อผ้า หน้าผม ดูแลตัวเองแค่ไหน

โชคดีที่ผู้ให้สัมภาษณ์เป็นชายหนุ่มออกแนวเซอร์ๆ ครับ ไม่ใช่คนช่างแต่งตัว ส่วนใหญ่จะเน้นเสื้อแถม เสื้อแจกที่ออฟฟิศทำใส่เป็นปกติ จึงไม่ต้องไปใช้จ่ายกับเงินในส่วนนี้มาก

เที่ยวไหม เที่ยวแบบไหน เปย์สาวรึเปล่า ?

ผู้ให้สัมภาษณ์เราก็เที่ยวเหมือนกันนะครับ อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง ส่วนใหญ่ก็เป็นนัดกันไปเที่ยว พบปะเพื่อนฝูง เรตราคาที่จ่ายไม่เกิน 500 บาท

ค่าโทรศัพท์ ค่าพาหนะ

เขาจ่ายค่าโทรศัพท์+อินเทอร์เน็ตอย่างน้อย 1,100 บาทต่อเดือน ส่วนเรื่องพาหนะ เขาเลือกใช้มอเตอร์ไซค์เพราะความคล่องตัว เสียน้ำมันอย่างมากไม่เกิน 300 บาท

ภาษีสังคม มีไหม ต้องจ่ายรึเปล่า ?

ภาษีสังคมของเขา คิดแล้วตกประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน ถ้าคิดเป็นรายปีอาจเหยียบ 20,000 บาทได้ เพราะบางครั้ง 1 เดือนมีเพื่อนแต่งงาน มีบวช มีงานศพซ้อนๆ กัน อย่างน้อยต้องกันไว้จ่ายเพื่อดูแลเพื่อนบ้างครับ 

หลักคิดในการใช้เงิน บริหารเงินเดือนละ 8,000 – 10,000 บาท เอาอยู่ แม้อยู่ในกรุงเทพฯ

เขาเล่าให้เราฟังว่า การซื้อบ้านด้วยน้ำพักน้ำแรงของเขานี้ หลักประจำใจคือ ปีแรกคุณต้องเอาตัวเองให้รอด เพราะเป็นปีที่จ่ายหนักสุดแล้ว ดอกเบี้ยเยอะ ปีที่สอง คุณมีเงินเหลือเก็บ เพื่อที่จะโปะค่าบ้านเยอะขึ้น ปีที่สาม คุณจะเริ่มมีเงินเหลือเที่ยว

การเป็นหนี้นั้น ต้องบอกว่าหนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าเราจัดการได้ คุณต้องทำให้การเงินของคุณให้เป็นระบบ ดีกว่าเอาตัวรอดไปวันๆ วินัยทางการเงินก็สำคัญ การจ่ายค่าบ้าน ต้องจ่ายให้ตรงเวลา เพราะคิดดอกเบี้ยต่อวัน วันละ 350 บาท ถ้าจ่ายช้า คุณก็ต้องบวกค่าดอกเบี้ยไปอีก

เวลาคนคิดจะซื้อบ้าน มักจะมองแค่ค่าผ่อนบ้าน แต่เอาเข้าจริงแล้ว มันต้องมีค่าโอน ค่าประกันไฟไหม้ คือคุณต้องรู้ล่วงหน้าว่าคุณต้องใช้เงินให้หมดไปกับอะไรบ้าง เรื่องที่จะวางแผนและเกิดสถานการณ์ที่ผิดแผนนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นเวลาวางแผน คิดแผนเผื่อไปอีก เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินด้วย

จากนั้น คุณก็ต้องประเมินความฟุ่มเฟือยของตัวเองด้วย อย่าให้มันมากเกินไป และเวลาบริหารเงินนี้ คุณต้องเรียนรู้โปรโมชั่นต่างๆ ให้ดี การเชี่ยวชาญเรื่องโปรโมชั่นทำให้คุณประหยัดเงินในการใช้จ่ายได้เยอะ

ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีวินัยทางการเงิน การมีวินัยทางการเงินจะช่วยให้คุณหลุดพ้นวิกฤตทางการเงินได้ค่อนข้างดี

AWC เจ้าของโรงแรม ออฟฟิศ ค้าปลีกชั้นนำ กำลังจะเข้าตลาดหุ้น

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า มีอยู่หลายประเภท

ประเภทแรก คือ การปล่อยเช่าในระยะสั้น ได้แก่ โรงแรม ที่พักตากอากาศระยะสั้น ธุรกิจกลุ่มนี้ระยะการเช่าจะสั้น มีการเปลี่ยนแปลงผู้เช่าค่อนข้างสูง จุดเด่น คือ ค่าเช่าต่อคืนจะสูงมาก ถ้าเทียบกับการเช่าระยะยาว ธุรกิจกลุ่มนี้อิงกับภาคท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งในระยะยาว การท่องเที่ยวของไทยยังดูมีแนวโน้มที่ดี

อีกประเภท คือ การปล่อยเช่าในระยะยาว ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า พื้นที่ค้าปลีก อาคารสำนักงาน ธุรกิจกลุ่มนี้ระยะการเช่าจะยาวกว่า อาจทำสัญญากันหลายปี การเปลี่ยนแปลงผู้เช่าไม่มาก ความมั่นคงสูง ข้อดี คือ ไม่ค่อยผันผวนไปตามฤดูกาล อิงกับการเติบโตของภาคบริการ ภาคธุรกิจ และการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ

AWC คือ ส่วนผสมที่ลงตัวและสมดุลของธุรกิจทั้ง 2 ประเภท

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC คือ บริษัทผู้ประกอบธุรกิจเป็นเจ้าของและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในประเทศไทย โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) ธุรกิจโรงแรมและการบริการ และ (2) กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์

AWC คือ บริษัทในเครือของ TCC

นักลงทุนคงเคยได้ยินชื่อกลุ่มทีซีซีกันมาบ้างในฐานะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เรือธงในเครือธุรกิจกลุ่มสิริวัฒนภักดี โดย ณ วันที่ 11 กันยายน 2562 AWC มีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ TCC Group International Limited , เจริญ สิริวัฒนภักดี และคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี รวมกันทั้งสิ้น 100.0% ของบริษัท ภายใต้การบริหารนำโดยวัลลภา ไตรโสรัส บุตรสาว ในฐานะ CEO และ President ร่วมด้วยคณะผู้บริหารมากความสามารถหลายเชื้อชาติที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขา

ข้อได้เปรียบที่สำคัญอย่างหนึ่งของบริษัทเลยก็คือ การเป็นส่วนหนึ่งของ TCC Group ที่มีที่ดินทั่วประเทศ AWC จึงเข้าทำสัญญาให้สิทธิ์ (Grant Right of First Offer and Right of First Refusal Agreement) จากกับทางผู้ถือหุ้นใหญ่ TCC ในการได้ที่ดิน/อสังหาริมทรัพย์ในทำเลที่สำคัญของประเทศก่อนใคร เพื่อนำอสังหาริมทรัพย์มาพัฒนาเพื่อการพาณิชย์ และมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธโครงการต่างๆ ก่อนจะถูกเสนอไปที่อื่นๆ ในภายหลังได้ในขณะที่บริษัทอื่นในกลุ่มทีซีซีเน้นในเรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย เชิงอุตสาหกรรม หรือในต่างประเทศ  

AWC มีอสังหาริมทรัพย์ชั้นเยี่ยมอยู่ในมือมากมาย โดยเฉพาะการถือที่ดิน Freehold กว่า 90%

ในฝั่งของธุรกิจโรงแรมและการบริการ AWC มีห้องพักทั้งหมดทั้งที่เปิดดำเนินการแล้ว รวม 14 แห่ง ซึ่งรวมถึงโรงแรมที่บริษัทฯ จะเข้าลงทุนในอนาคตภายใต้สัญญาซื้อขายหุ้นปี 2562 (4,421 ห้อง) และที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและปรับปรุง 11 แห่งและโครงการอสังหาริมทรัพย์ Mixed-Use 2 แห่ง (4,085 ห้อง) ที่จะแล้วเสร็จภายใน 5 ปี 

ดังนั้น ภายในปี 2567 บริษัทฯ มีโครงการโรงแรมรวมทั้งสิ้น 27 รวมแล้วเป็นห้องพักทั้งสิ้น 8,506 ซึ่งเมื่อไล่รายชื่อดูจะพบว่าแต่ละโรงแรมก็เป็นโรงแรมชื่อดังทั้งนั้น ไม่แน่หลายคนอาจจะเคยไปพักเสียด้วย

**โครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว**

– โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park

– โรงแรมบันยันทรี สมุย

– โรงแรมดับเปิ้ลทรี ฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ

– โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท กรุงเทพฯ

– โรงแรมเลอ เมอริเดียน กรุงเทพ

– โรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงใหม่

– โรงแรม Sheraton Samui Resort

– โรงแรม The Athenee Hotel, A Luxury Collection Hotel, Bangkok

– โรงแรม Vana Belle, A Luxury Collection Resort, Koh Samui

– โรงแรมดิ โอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพฯ

– โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซเพรส กรุงเทพ สาทร 

– โรงแรม Bangkok Marriott Hotel The Surawongse 

– โรงแรม Phuket Marriott Resort & Spa, Nai Yang Beach 

– โรงแรม Huahin Marriott Resort & Spa 

**โครงการที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนา**

โรงแรมที่อยู่ในระหว่างการปรับปรุงโครงการ

– โรงแรมเดอะ เมโทรโพล ภูเก็ต 

– โรงแรมอิมพีเรียล โบ๊ทเฮ้าส์ บีช รีสอร์ท 

– โครงการหัวหิน บีชฟร้อนท์ 

– โรงแรม อิมพีเรียล แม่ปิง 

– โรงแรม พรพิงค์ ทาวเวอร์ 

– โรงแรม แกรนด์ โซเล 

– โรงแรม อีสต์ เอเชีย

โรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาใหม่

– โรงแรมอินน์ไซด์ แบงค็อก สุขุมวิท 

– โรงแรมบันยันทรี กระบี่ 

– โรงแรม เจริญกรุง 93

– โรงแรม Bangkok Marriott The Asiatique

– โครงการ พัทยา มิกซ์ยูส รีเทล แอนด์ โฮเทล ดีเวลล็อปเมนต์ 

– โรงแรม บันยันทรี จอมเทียน พัทยา

สังเกตว่าธุรกิจส่วนโรงแรมเติบโตค่อนข้างดี

เทียบจากปี 2560 – 2561 ที่มีจำนวนห้องเท่ากันพบว่า อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) ปรับตัวสูงขึ้นจาก 65% ไปเป็น 74% ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักทั้งหมด (RevPAR) ที่เป็นดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานตัวสำคัญของธุรกิจโรงแรมก็มีการเติบโตขึ้นอีกด้วย

ส่วนฝั่งอสังหาริมทรัพย์อีกประเภทก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ฝั่งสินทรัพย์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์เป็นสินทรัพย์ชื่อดังจนพูดไปใครหลายคนคงต้องร้องอ๋อ

1. เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์

2. เกทเวย์ แอท บางซื่อ

3. พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ

4. พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า งามวงศ์วาน

5. พันธุ์ทิพย์ พลาซ่า เชียงใหม่

6. โอ.พี.เพลส แบงค็อก

7. ตะวันนา บางกะปิ

8. ลาซาล อเวนิว

9. เกทเวย์ เอกมัย (ภายใต้สัญญารับจ้างบริหาร)

10. เอ็มไพร์ ทาวเวอร์

11. แอทธินี ทาวเวอร์

12. 208 วายเลสโร้ด

13. อินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์

14. คอมมูนิตี้มาร์เก็ต บางกะปิ (อยู่ระหว่างพัฒนา)

15. เออีซี เทรด เซ็นเตอร์ และ เออีซี เทรด เซ็นเตอร์ ออนไลน์ (อยู่ระหว่างพัฒนา)

ฝั่งธุรกิจพาณิชย์ก็มีความโดดเด่น

อัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy Rate) มีการเติบโตจากต่อเนื่องจากปี 2559 – 2561 จากจำนวนพื้นที่เช่าที่มีการเติบโต ทั้งจากผู้เช่าเดิมและผู้เช่าใหม่

สังเกตว่าอสังหาริมทรัพย์ในมือของ AWC มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ (Asiatique The Riverfront) ที่กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพมหานครไปแล้ว จุดเด่นของ AWC จึงกลายเป็นทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูงอยู่ในมือ โดยผลประกอบการที่มั่นคงเป็นตัวยืนพื้น

โครงสร้างรายได้ก็ถือว่ากระจายสัดส่วนกันได้ดีทีเดีย

จากปี 2559 ที่แบ่งสัดส่วน EBITDA โรงแรม : พาณิชย์ ประมาณครึ่งๆ ก็กระเถิบขึ้นมาเป็นประมาณ (เนื่องจาก Ebitda รร 49.86 Eฺbitda พาณิชย์ 50.14) 50 : 50 ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2562 การที่สัดส่วนรายได้แบ่งกันระหว่างโรงแรมกับพาณิชย์ใกล้เคียงกันแบบนี้ มีข้อดีในแง่ของการลดความผันผวนจากปัจจัยด้านฤดูกาลของนักท่องเที่ยวได้ดี ในหน้า low season บริษัทก็ได้รายได้จากพาณิชย์มายืนพื้นหลัก พอถึงหน้า high season บริษัทก็จะได้เก็บเกี่ยวรายได้จากธุรกิจภาคท่องเที่ยวอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

จุดเด่นอีกข้อของ AWC คือการถือกรรมสิทธิ์แบบ Freehold

การถือกรรมสิทธิ์แบบ Freehold กว่า 90% หมายถึง บริษัทเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นจริงๆ ไม่ได้ถือแค่สิทธิ์การเช่าที่กำหนดอายุระยะเวลาของสิทธิ์ไว้ ตรงนี้กลายเป็นข้อดีสำคัญของธุรกิจอสังหา เพราะอสังหาริมทรัพย์เป็นทรัพย์สินที่มักจะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทำเลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ อย่างใจกลางกรุงเทพ หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ 

นั่นหมายถึง บริษัทจะได้รับผลกำไรในแง่ของการเติบโตของราคาทรัพย์สินด้วย

ถึงแม้ว่ากำไรส่วนนี้จะไม่ได้มีการบันทึกเข้ามาแบบรายปีให้เห็นเป็นตัวเลข แต่เมื่อมีการขายทรัพย์สิน หรือมีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินใหม่ บริษัทจะเห็นผลกำไรตรงนี้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นโอกาสการสร้างกำไรส่วนเพิ่มเหนือมาจากค่าเช่าที่เป็นเรื่องหลักของธุรกิจนี้

โอกาสการเติบโตของ AWC

1. มีกลยุทธ์และเป้าหมายการตลาดที่ชัดเจน ทั้งกลุ่มโรงแรมที่เชื่อมโยงกับภาคการการท่องเที่ยว และกลุ่มพาณิชย์ที่เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและภาคบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้เกิดการเติบโตที่ต่อเนื่องและสมดุล

2. มีการขยายพอร์ตทรัพย์สินใหม่ และปรับปรุงทรัพย์สินเดิมอย่างสมดุล ส่งเสริมต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

3. มีโอกาสที่จะลงทุนและพัฒนาอสังหาฯ ในทำเลที่มีศักยภาพทั่วประเทศ สามารถรองรับกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพ และโอกาสความเจริญของบริบทโดยรอบ เช่น อาคาร สำนักงาน ห้างสรรพสินค้า จากการได้รับสัญญาสิทธิ์ (ROFR) 

4. แนวโน้มธุรกิจโรงแรมที่เติบโตขึ้น ในอัตราเฉลี่ยการเข้าพักจากเดิม 65 % เป็น 74% ในปี 2561 และการวางตำแหน่งทางการตลาดที่กำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในกลุ่มธุรกิจโรงเเรมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

IPO ครั้งแรก

ทั้งนี้ AWC มีแผนพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต และเพื่อเพิ่มมูลค่าของเงินทุนในระยะยาว AWC เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ระหว่างวันที่ 25-27 กันยายนนี้ ภายใต้ชื่อย่อ “AWC” จำนวนไม่เกิน  8,000 ล้านหุ้น ที่ราคาเสนอขาย 6.00 บาทต่อหุ้น  

แบ่งเป็น หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 22.47% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้ว และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น โดยนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไปใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขาย

โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และมีผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย คือ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท หลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท หลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 

เปิดจองซื้อหุ้นสามัญให้แก่นักลงทุนประเภทบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ในวันที่ 25-27 ก.ย. 62 และผู้ลงทุนสถาบัน (รวมถึงผู้ซื้อหุ้นเบื้องต้นในต่างประเทศ และผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วมในต่างประเทศ ในวันที่ 1-3 ต.ค.62 ที่ราคา 6.00 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่าหุ้นสามัญของบริษัทจะสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ในช่วงต้นเดือน ต.ค.62

ทั้งนี้ AWC มีการลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement กับนักลงทุนสถาบันรวมทั้งสิ้น 13 แห่ง ได้แก่ บลจ.บัวหลวง บลจ.กรุงไทย บลจ.กสิกรไทย บลจ.ทิสโก้ บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ.ธนชาต บลจ.เอ็มเอฟซี บลจ.วรรณ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บมจ.เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต Affin Hwang Asset Management Berhad, Maitri Asset Management และ GIC Private Limited โดยนักลงทุนที่ลงนามในสัญญาดังกล่าวจะซื้อหุ้นจำนวนรวม 3,454,000,000 หุ้น หรือประมาณร้อยละ 50 ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน)

AWC มีจุดประสงค์ในการระดมทุนเพื่อ 

  • ใช้เป็นเงินทุนในการเข้าซื้อกิจการที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินกลุ่ม 3 ซึ่งจะเป็นโครงการใหม่ ๆ ที่เข้ามาเสริมในพอร์ตโฟลิโอของ AWC หลังไอพีโอ
  • ใช้ในการลงทุนพัฒนา และ/หรือปรับปรุงทรัพย์สินของบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้กับบริษัทและผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น 
  • นอกจากนี้บางส่วนจะใช้ในการชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับธนาคาร และ/หรือตั๋วสัญญาใช้เงินที่ออกโดยบริษัทฯ และ/หรือ บริษัทย่อย 

สุดท้ายนี้ บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาในการชี้นำการซื้อ ถือ หรือขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด เพียงแต่นำเรื่องราวที่อาจจะเข้าใจยากมาสรุปให้ง่ายขึ้นเท่านั้น หากนักลงทุนสนใจหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://investor.assetworldcorp-th.com/th

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

บริษัทหลักทรัพย์ “FINANSIA” เปิดตัวบริการ Wealth Management

สวัสดีครับ กลับมาพบกับ aomMONEY NEWS อีกแล้วนะครับ สำหรับวันนี้เรามาจะมาอัพเดตข่าวกับแฟน aomMONEY ทุกคนถึงบริการ Wealth Management ที่เพิ่งเปิดตัวของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นช่องทางการลงทุนให้แก่ลูกค้ากลุ่ม “High Net Worth”

ลูกค้ากลุ่ม High Net Worth คือ

  • กรณีบุคคลธรรมดา (รวมคู่สมรส) ต้องมีสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป 
  • มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป 
  • มีเงินลงทุนในหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือหากนับรวมเงินฝากแล้วมีเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าต้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป (คิดรวมคู่สมรสได้)

ทั้งนี้นายพิษณุ วัฒนวนาพงษ์ กรรมการบริหาร ฝ่ายบริหารสินทรัพย์ลงทุนลูกค้า บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

“แนวโน้มในการลงทุนปัจจุบันปรับตัวลงอย่างมากนับจากต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งในตอนนี้เราอยู่ในช่วงปลายวัฎจักรทางเศรษฐกิจขาขึ้นนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจซับไฟร์ม บวกกับปัจจัยเสี่ยงหลายๆด้าน เช่น สงครามการค้า ปัญหาการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit)  การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลง ปัญหาหนี้สินครัวเรือน ปัญหาการเมือง รวมไปถึงปัจจัยภายนอกอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดความผันผวนอย่างมากในตลาดปัจจุบัน เราเลยมองว่าจะดีกว่าไหมหากเราได้เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้การลงทุนให้ง่ายขึ้น ได้กำไรมากขึ้น มีความเสี่ยงน้อยลงในสภาพตลาดที่ผันผวนเช่นนี้”

“เรามีครบทุกผลิตภัณฑ์ในด้านการลงทุนตามความต้องการของลูกค้าในทุกระดับความเสี่ยง มีช่องทางลงทุนมากมายไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวม, Fixed Income, Wealth Advice หรือ Private Fund ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการขออนุมัติใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ อีกทั้งเรายังมีผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้ข้อมูลด้านการลงทุนมากมาย ช่วยอัพเดทข่าวสารที่น่าสนใจให้กับนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งภายในสิ้นปี 2019 นี้ เราได้ตั้งเป้าว่าฟินันเซียจะต้องมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การจัดการของบริษัท(AUM) 7,000 ล้านบาท โดยมีกลยุทธ์หลักคือการสร้าง Relationship ที่ดีกับลูกค้าและกลยุทธ์เสริมต่างๆที่จะมาช่วยให้เราบรรลุเป้าหมาย เช่น การสร้างทีมที่ปรึกษาทางการเงินที่มีประสบการณ์และมีศักยภาพมากที่สุดทีมนึงในประเทศ  มีผลิตภัณฑ์ครอบคุมและตอบโจทย์ทุกความต้องการในการลงทุน มีการเพิ่มช่องทางการติดต่อสื่อสารให้กับลูกค้าและลูกค้าสามารถเข้าถึงพอร์ตการลงทุนผ่านระบบ Funds Online ได้ตลอดเวลา” 

ทีมกองบรรณาธิการ

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

สร้าง Passive income ระยะยาว ด้วย Lifestyle Investment เป็นยังไง?

สวัสดีครับชาว aomMONEY กลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ สำหรับในช่วงนี้แม้ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2019 ธุรกิจอสังหาฯ จะชะลอตัวลงจากเศรษฐกิจที่ผันผวน เพราะสงครามการค้า รวมทั้งมีมาตรการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร แต่แนวโน้มของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง “Lifestyle Investment” ( ไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์) จึงกลายเป็นอีกหนึ่งในโมเดลธุรกิจอสังหาฯ  ที่นักลงทุนหลายๆ คนให้ความสนใจ

เพราะนอกจากเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า ยังตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ในเรื่องท่องเที่ยว พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เราลงทุนกับอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด นอกจากเราจะสามารถใช้ที่นั่นเป็นที่พักตากอากาศได้ ยังสามารถสร้าง Passive income ระยะยาวด้วยการปล่อยให้คนเช่าได้ด้วย โดยที่ทางโครงการมีบริษัทจัดการบริหารในรูปแบบของโรงแรม เราไม่ต้องลำบากเรื่องหาผู้เช่า หรือการดูแลรักษา ก็นับว่าเป็นข้อได้เปรียบกว่าการซื้อคอนโด แล้วปล่อยเช่าเองครับ แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น ใน 1 ปี เราจะสามารถเข้าไปพักได้ตามจำนวนวันที่ทางโครงการกำหนด

อย่างล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กันยายน ทาง “บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป” ก็เพิ่งประกาศวิสัยทัศน์ก้าวสู่ THE CREATOR OF LIFESTYLE INVESTMENT สร้างมาตรฐานใหม่ ตลาดอสังหาฯ เพื่อการลงทุน โดยปัจจุบัน ฮาบิแทท กรุ๊ป  ได้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนกว่า 12 โครงการ (Lifestyle Investment) โดยเฉพาะในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ที่เป็นเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของประเทศ

ตัวอย่าง  โครงการ รามาด้า บาย วินด์ดัม มิรา นอร์ท พัทยา ที่กวาดยอดขายไปแล้วกว่า 50% จากการเปิดการขายอย่างเป็นทางการเพียง 2 เดือน ซึ่งเมืองพัทยามีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเข้าพัก 70-80% และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างมากจากการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟความเร็วสูง การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและท่าเรือ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกปีละ 5 – 7 ล้านคน

ทั้งนี้ “ฮาบิแทท กรุ๊ป” มีจุดเด่นที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น 4 ด้าน นั่นก็คือ

1. UNBREAKABLE CHALLENGER 

ฮาบิแทท กรุ๊ป มีทีมงานที่มีความมุ่งมั่นและไม่หยุดแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้า 

2. REALISTIC OPTIMIST

ฮาบิแทท กรุ๊ป เตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ด้วยการยึดถือความเป็นจริงเป็นหลัก และสร้างโอกาสความเป็นไปได้อยู่เสมอ 

3. SERVICE INNOVATOR 

ฮาบิแทท กรุ๊ป มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมบริการ สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เพื่อยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ล้ำหน้าอยู่เสมอ

4. ZENITH OF VISIONARIES 

ฮาบิแทท กรุ๊ป มุ่งศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ถึงพฤิตกรรมของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด สอดรับกับการขยายตัวของตลาดโลก

และที่สำคัญจุดเด่นที่ทางฮาบิแทท กรุ๊ป มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งในด้านการจัดการ คือ “ฮาบิแทท ฮอสพิทัลลิตี้” (Habitat Hospitality) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ โดยทำหน้าที่เป็นผู้บริหารโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเพื่อมอบผลลัพธ์ด้านผลตอบแทนสูงสุดให้กับลูกค้า

ทาง aomMONEY ก็หวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับผู้ติดตาม aomMONEY ไม่มากก็น้อยครับ และก่อนจากกัน ทีมงานก็ขอฝากคำกล่าวของคุณชนินทร์ วานิชวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป จำกัด ไว้ ณ ที่นี้ครับ

“การพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์ของฮาบิแทท กรุ๊ป ที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีจากการลงทุนที่คุ้มค่า ให้ผลตอบแทนในระยะยาว (Passive Income) อีกทั้งยังสามารถส่งต่อเป็นทรัพย์สินให้ลูกหลานในอนาคต รวมถึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว พร้อมสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนด้วยบริการที่ได้มาตรฐานระดับสากล” 

เป้าหมายของฮาบิแทท กรุ๊ป คือ การสร้างมูลค่าให้กับการใช้ชีวิต และการลงทุน พร้อมมอบผลลัพธ์การลงทุนที่คุ้มค่าในเวลาเดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด เราเชื่อว่าสินค้าในรูปแบบไลฟ์สไตล์ อินเวสเม้นท์ ของฮาบิแทท กรุ๊ป จะเป็นสิ่งที่ลูกค้ามองหาเป็นอันดับแรก เพราะฮาบิแทท กรุ๊ปไม่ได้มอบประโยชน์ให้กับลูกค้าแค่สินค้า และบริการเท่านั้น แต่ยังมอบคุณค่าการใช้ชีวิตอีกด้วย”

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

เปิดตัว “MADHUB” จากกสิกรไทย สิทธิประโยชน์เพื่อพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์โดยเฉพาะ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2019 ทาง aomMONEY ได้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว MADHUB ของธนาคารกสิกรไทย ธนาคารอันดับหนึ่งของประเทศมาครับ หลายคนได้อ่านชื่อแล้ว อาจจะสงสัยใช่มั้ยครับ ว่า MADHUB คืออะไร ซัพพอร์ตพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อย่างไรบ้าง เดี๋ยว aomMONEY อาสาเล่าให้ฟังเองครับ

MADHUB เป็นศูนย์รวมโซลูชั่นครบวงจรของคนกล้าฝันค้าออนไลน์  ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องค้าขายออนไลน์ของพ่อค้าแม่ทุกคน โดยแบ่งออก เป็น 6 ส่วนบริการครับ

1. MAD CARD

บัตรเดบิตช่วยลดต้นทุนค่าโฆษณาและค่าขนส่ง เมื่อซื้อโฆษณาบน Facebook instragram , Google และ MADCARD FOR KEERY EXPRESS ที่ผู้ถือบัตรจะได้รับสิทธิพิเศษทั้งจากกสิกรไทยและทาง KERRY Express 

2. MADVISOR

บริการรวมเครื่องมือตัวช่วยในการบริหารจัดการ เช่น ระบบจัดการสต๊อก ระบบจัดการหน้าร้าน และระบบบัญชี เป็นต้น สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่มีปัญหาเรื่องจัดการสต๊อกที่ไม่เป็นระบบ ทำให้เสียโอกาสในการขาย 

3. MADCOURSE

คอร์สออนไลน์ด้านการตลาดยอดฮิต เรียนฟรี 24 ชั่วโมง ทุกที่ทุกเวลา สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่มีปัญหาการหาลูกค้าใหม่ หรือไม่มีความรู้การตลาดออนไลน์ 

4. MADSPACE

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่อยากเรียนกับผู้เชี่ยวชาญตัวเป็นๆ และรับคำปรึกษาด้านธุรกิจออนไลน์แบบฟรีๆ  

5.MAD FUND

เงินกู้เงินทุนหมุนเวียนดอกเบี้ยต่ำ สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ มีหลักประกันหรือไม่มีก็กู้ได้ 

6. MADDEAL

ดีลพิเศษส่วนลดค่าขนส่ง เช่น ไปรษณีย์ไทย , Best Express เป็นต้น  

และถ้าเพื่อนๆ aomMONEY คนไหนสนใจบริการจากทาง MADHUB ของธนาคารกสิกรไทยล่ะก็ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ https://www.kasikornbank.com/MADHUB

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ขายบ้านเก่าแล้วซื้อบ้านใหม่ ขอคืนภาษีได้ทันที ถ้าคุณทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ…

เรื่องนี้ต้องขยายความให้ชัดเจนกันอีกครั้ง สำหรับคนที่ขายบ้านเก่าแล้วซื้อบ้านใหม่ภายใน 1 ปี สามารถขอคืนภาษีได้ด้วยนะเออ!! เอาล่ะ เรามาดูกันถึงหลักการสั้นๆกันดีกว่าว่าต้องทำยังไงบ้าง

1. เราจะขายบ้านเก่าก่อนหรือซื้อบ้านใหม่ก่อนก็ได้เหมือนกัน แต่เรื่องราวทั้งหมดนั้นต้องสิ้นสุดภายใน 1 ปีนะจ๊ะ 

ย้ำอีกที!! อ่านดีๆนะครับ เราจะขายบ้านเก่าแล้วซื้อบ้านใหม่ภายใน 1 ปี หรือ ซื้อบ้านใหม่แล้วขายบ้านเก่าภายใน 1 ปี แบบไหนก็ได้ที่สะดวกใจครับผม

การได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ต้องปรากฏว่าภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนหรือ นับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ผู้มีเงินได้ได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ซึ่งมีลักษณะตาม (ก) (ข) หรือ (ค) เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตน และให้ได้รับยกเว้นเท่ากับจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว แต่ไม่เกินจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ ทั้งนี้ ให้ถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน“

2. ประเด็นสำคัญจริงๆ คือ เราต้องมีชื่อในทะเบียนบ้านไม่น้อยกว่า  1 ปี จะมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังเก่าไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี  (กรณีขายบ้านเก่าก่อนแล้วค่อยซื้อบ้านใหม่) หรือ มีชื่อในทะเบียนบ้านหลังเก่ารวมกับชื่อในทะเบียนบ้านหลังใหม่แล้วไม่น่อยกว่า 1 ปี (กรณีซื้อบ้านใหม่ก่อนแล้วค่อยขายบ้านหลังเก่า โดยนับถึงวันที่ขายบ้านหลังเก่า)

ยกตัวอย่างเช่น พรี่หนอมขายบ้านเก่าที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี แล้วซื้อบ้านใหม่ แบบนี้สามารถขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เสียไปตอนที่ขายบ้านหลังเก่าได้เลย

หรือว่า พรี่หนอมมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหลังเก่า 8 เดือน แล้วซื้อบ้านใหม่ ย้ายชื่อมาอยู่ในทะเบียนบ้านใหม่ 5 เดือน แล้วค่อยขายบ้านหลังเก่าไป แบบนี้ก็ขอคืนภาษีเงินได้ได้เหมือนกัน เพราะอยู่ร่วมกันจนถึงวันที่ขายเกิน 1 ปีนั่นเองครับ

3. นอกจากทำตามเงื่อนไขที่ว่ามาแล้ว สิ่งที่จำเป็นต้องมีประกอบเพื่อใช้ขอคืนภาษี คือ เอกสารหลักฐานต่อไปนี้ครับ 

  • ต้นฉบับใบเสร็จรับเงินค่าภาษีเงินได้ฉบับที่กรมที่ดินออกให้ (เมื่อเราขายบ้านเก่า)
  • สำเนาคู่ฉบับสัญญาซื้อขายบ้านเก่า และ สำเนาคู่ฉบับสัญญาซื้อขายบ้านใหม่ ที่ใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์
  • สำเนาทะเบียนบ้านที่เกี่ยวข้อง (ทั้งสองหลัง)
  • เอกสารอื่นๆ แล้วแต่สรรพากรแต่ละพื้นที่จะร้องขอ (แนะนำให้ติดต่อสอบถามสรรพากรพื้นที่ที่ภูมิลำเนาเราตั้งอยู่เพิ่มเติมครับ)

สามารถศึกษาจากข้อกฎหมายเพิ่มเติมเรื่องการขายบ้านหลังเก่าและซื้อบ้านหลังใหม่พร้อมเอกสารที่ต้องใช้ได้ที่นี่ครับ

ทีนี้มาดูกันต่อในประเด็นที่ถามกันมาบ่อยๆ เรื่องขายบ้านเก่าซื้อบ้านใหม่ มีปัญหาอะไรบ้าง? 

Q :  ต้องซื้อบ้านใหม่ด้วยใช่ไหม ถึงจะขอคืนภาษีได้
A :  ใช่จ้า ต้องซื้อด้วยจ้า

Q :  ยื่นขอคืนตอนไหนดี ยื่นเมื่อไรก็ได้ใช่ไหม
A :  ถ้าเอกสารครบก็ยื่นให้ไวที่สุดครับ ยื่นเมื่อไรก็ได้ ไม่ต้องยื่นรวมกับการยื่นภาษีประจำปี มันคนละเรื่องกัน แล้วก็ไปยื่นที่สรรพากรพื้นที่ที่ภูมิลำเนาเราอยู่ แต่ก็ระวังด้วย เพราะว่าถ้าผ่านไปเกิน 3 ปีอาจจะขอคืนภาษีไม่ได้ครับ (อ้างอิง มาตรา 27 ตรี ที่ให้สิทธิขอคืนไว้ภายใน 3 ปี)

Q :  ถ้าถือครองร่วมอสังหาริมทรัพย์ร่วมกัน (มีชื่อร่วม) สามารถใช้สิทธิได้ไหม?
A :  ตรงนี้ต้องระวังมากๆครับ เพราะว่า กรณีที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน กฎหมายจะมองว่าเราเป็น ห้างหุ้นส่วนสามัญ ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิขอคืนภาษีได้ เนื่องจากข้อกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนเลยว่า ต้องเป็นเงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลและกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง

ยกเว้น กรณีสามีภรรยาที่ถือกรรมสิทธิร่วมกันและจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย สามารถใช้สิทธิตรงนี้ได้ครับ เพราะถือว่าคู่สมรสไม่ใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ โดยกรณีการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสที่ว่านี้ ต้องมีชื่อคนในคนหนึ่งในทะเบียนบ้านเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 

ข้อหารือของกรมสรรพากรที่เคยพูดเรื่องนี้ไว้ คือ  กค 0706/7751 ในกรณีสามีภรรยาไม่จดทะเบียนสมรสกัน จะไม่ได้รับสิทธินี้เพราะถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนั่นเองครับ (เทียบเคียงกับกรณีถือร่วมกับผู้อื่นๆที่ไม่ใช่คู่สมรสได้จากข้อหารือนี้ครับ)

Q :  ถ้าใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำธุรกิจด้วย ใช้สิทธิได้ไหมครับ?
A :  ได้ครับ เนื่องจากข้อกฎหมายเขียนไว้ว่า ผู้มีเงินได้จะใช้อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยประกอบกิจการของตนเองด้วยก็ได้

เอาเป็นว่าน่าจะเคลียร์กันแบบสุดๆแล้วนะครับผม กับการขายบ้านเก่าแล้วขอคืนภาษีกรณีซื้อบ้านใหม่ สุดท้ายท้ายสุด ขอฝากแนวคิดไว้สำหรับคนที่มีบ้านทุกคนครับว่า 

ถ้ายังไม่มีเงินซื้อบ้านใหม่ ก็อยู่บ้านเก่าไปก่อน เพราะนี่คือบทเรียนที่สอนให้เราตั้งใจทำมาหากินกันต่อไปครับ ผ่างงง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save