เก็งหวยรวยเปรี้ยง เฮง เฮง รับตรุษจีน ประจำงวด 1 กุมภาพันธ์ 2562

 ” เก็งหวยงวดตรุษจีน กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข “

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

เก็งหวยรวยเปรี้ยง เฮง เฮง รับตรุษจีน ประจำงวด 1 กุมภาพันธ์ 2562

เก็งหวยรวยเปรี้ยง เฮง เฮง รับตรุษจีน ประจำงวด 1 กุมภาพันธ์ 2562

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง เฮง เฮง รับตรุษจีน ประจำงวด 1 กุมภาพันธ์ 2562

เก็งหวยรวยเปรี้ยง เฮง เฮง รับตรุษจีน ประจำงวด 1 กุมภาพันธ์ 2562

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างในช่วงนี้ใกล้เทศกาลตรุษจีนแล้ว นอกจากจะรับอั่งเปาแล้วจะมีโอกาสรับทรัพย์ รับโชคจากทางอื่นบ้างมั้ยนะ

เก็งหวยรวยเปรี้ยง เฮง เฮง รับตรุษจีน ประจำงวด 1 กุมภาพันธ์ 2562

ซึ่งสามารถตีเป็นเลขจากความฝันที่ฝันถึงเกี่ยวกับเทศกาลตรุษจีน เช่น ฝันเห็นเทศกาลตรุษจีนจะได้เลขเด่น คือ 5 หรือ 9 หากฝันว่าได้อั่งเปาจะได้เลขเด่น คือ 4 หรือ 8 และถ้าหากฝันเห็นของไหว้ตรุษจีน จะได้เลขเด่น คือ 5 หรือ 7 ซึ่งเลขดังกล่าวสามารถนำไปจับกับเลขอื่นๆได้ตามความชอบ หรือเลขอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความฝันเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการถูกเลข

การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  ควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และคนรอบข้าง ช่วงตรุษจีนนี้ก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข คิดดีทำดีนะจ้ะ

CREDIT : https://lotto.mthai.com/dream/

   http://www.korhuay.com

“ชีวิตติดล็อก หมุนหนี้บัตรเครดิตกว่า 10 ใบ” บทเรียนราคาแพงอดีตสาวบัญชี มาดามฟินนี่ aomMONEY GURU

“อยากใช้อะไรก็ใช้ คือ ทุกอย่างที่สามารถจ่ายได้ด้วยบัตรเครดิต เราก็รูด รูดสะบัด จนวันหนึ่งลำพังรายได้ของเรา มันไม่พอผ่อนแม้กระทั่งจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต มันกลายมาเป็นความเครียดส่วนตัว ในขณะที่เพื่อนบางคนเค้ามีหลักมีฐานมีกิจการมีทรัพย์สิน แต่ทำไมเราถึงมีแต่ยอดติดลบ … เราก็เริ่มมาตั้งสติดู”

นี่คือบทสัมภาษณ์หนึ่งจากมาดามฟินนี่….

ในรายการ aomMONEY Inspired


คนส่วนใหญ่มักคิดว่าคนที่ทำอาชีพอยู่กับตัวเลขอย่าง “นักบัญชี” จะต้องเป็นผู้ที่รู้ในเรื่องของการเงินและวางแผนการเงินตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม แต่ความจริงแล้ว…ไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป แม้จะทำงานกับอยู่เงินและตัวเลขตลอดเวลา หากยังใช้เงินไม่เป็น ก็สามารถเป็น “หนี้” ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หนี้บัตรเครดิต”

เราลองมาอ่านเรื่องราวและแนวคิดของ “พี่หนึ่ง พนิดา ชูกุล” หรือ “มาดามฟินนี่” aomMONEY GURUอดีตสาวบัญชีหน้าที่การงานดี แต่พลาดเรื่องการใช้เงิน จนเป็นหนี้บัตรเครดิตเหยียบล้าน เธอมีมุมมองและจัดการกับปัญหาอย่างไร ทางทีมงานรายการ aomMONEY Inpired ได้นำเรื่องราวและแนวคิดดีๆ จากบทสัมภาษณ์ในรายการ มาทำเป็นบทความให้เพื่อนๆ ทุกคนอ่านกันครับ

อยากให้แนะนำตัวเองหน่อยครับ

มาดามฟินนี่ : แนะนำตัวนะคะ มาดามฟินนี่คะ ชื่อจริงก็คือ พนิดา ชูกุล จบปริญญาตรีบัญชีธรรมศาสตร์แล้วก็ปริญญาโทกฎหมายเศรษฐกิจที่จุฬา ปัจจุบันทำอาชีพเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี แล้วก็เป็นเจ้าของเพจมาดามฟินนี่ 

ทำไมถึงมาทำเพจมาดามฟินนี่

มาดามฟินนี่ : เพจมาดามฟินนี่เกิดขึ้นตอนที่มาสมัครเป็นนักเขียนรับเชิญกับทาง aomMONEY เป็นนามปากกาที่คิดขึ้นมาก็คือว่าคำว่า “มาดาม” เนี่ยมันดูมีความแบบดูมีอะไร น่าเชื่อถือ ส่วนฟินนี่ ก็คือมาจากไฟแนนซ์+มันนี่ ซึ่งก็รวมๆ เป็นเรื่องของการเงินที่เราสนใจ

ก่อนเป็นมาดามฟินนี่ทำอะไรมาบ้าง?

มาดามฟินนี่ :  : ทำอะไรมาบ้าง.. ก็พอเรียนจบ แน่นอนก็คือเข้าไปทำงานในบริษัทตรวจสอบบัญชี ซึ่งเค้าก็จะเรียกว่า “Audit Firm” บริษัทที่ใหญ่ที่สุดใน BIG 4 ก็หาประสบการณ์ตรงนั้น สอบได้ใบ CPA เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีก็ทำอยู่ประมาณสัก 4-5 ปี ก็เลยลาออกเพื่อไปหาประสบการณ์กับงานด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นทำบัญชี เป็นผู้จัดการการเงิน เป็นผู้จัดการโรงเรียนออกไปหาประสบการณ์ตรงนี้อีกสัก 7 ปี แล้วก็กลับมาสู่วงการตรวจสอบบัญชีอีกครั้งนึง เพราะว่าเราชอบไลฟ์สไตล์ที่เป็นอิสระ

รูดบัตรเครดิตยังไง จนเป็นหนี้เหยียบล้าน

มาดามฟินนี่ : ถ้าพูดรวบคำเดียวเลยก็คือว่า “ใช้ไม่คิด” ใช้ไม่เคยดูเลยว่าใช้ไปถึงไหน เราไม่ได้สนใจว่าใน ณ ตอนนั้นน่ะเราจะมีเงิน หรือเราใช้เงินไปเท่าไหร่ ด้วยความที่ตอนนั้นยังเด็ก ยังโสด ไม่ได้มีภาระอะไรอยากใช้อะไรก็ใช้ ไม่ว่าจะเครื่องสำอาง รูดบัตรไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ตั๋วเครื่องบินทุกสิ่งอย่าง ช้อปปิ้งเสื้อผ้า ไปเรียนภาษาอังกฤษคอร์สแพงๆ คือทุกอย่างที่สามารถจ่ายได้ด้วยบัตรเครดิต อันนี้ยอดนี้รวมถึงบัตรกดเงินสดด้วย

พอเราใช้ไม่คิด ไม่เคยรวมยอด ไม่เคยติดตามมัน พอมันมี Option ให้จ่ายขั้นต่ำจ่ายไม่เต็ม จ่ายขั้นต่ำมาตั้งแต่ตอนอายุ 20 ปลายๆ ดังนั้นมันเกิดต่อเนื่องมาแบบ 6-7 ปี คือเราเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยยืมเงินเพื่อนนะ เรายืมเงินธนาคาร และด้วยความที่เราประวัติดี โปรไฟล์ดี หน้าที่การงานดี เครดิตมันดีตามไปด้วยนั่นคือสาเหตุที่สามารถทำให้มีบัตรเครดิตได้หลายใบ เรียกได้ว่าเป็นสิบใบ มันถึงก่อหนี้ได้ยอดขนาดนั้น พอมันชักเยอะๆ จ่ายเต็มไม่ไหวละ เราก็จ่ายไม่เต็ม จากไม่เต็มก็เหลือขั้นต่ำ จนจากแม้แต่ขั้นต่ำก็ยังไม่พอ ก็ต้องไปกดบัตรเงินสดออกมาจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต เนี่ย คือจุดที่มันพาเราดิ่งลงไปเรื่อยๆ

เริ่มหันมาคิดได้ตอนไหน

มาดามฟินนี่ :  คือตอนนั้น มันติด เค้าเรียกว่า Dead Lock คือ “วงเงินเต็มทุกบัตร” มันก็จะมีการไปเอาบัตรกดเงินสด กดออกมาไปจ่ายบัตรเครดิต ลำพังรายได้ของเรา มันไม่พอผ่อนแล้ว พอมันเริ่มเห็นว่ามีปัญหาปุ๊บ เราถึงได้มาตั้งสติดูว่า เฮ้ย..เงินเก็บมีนะ แต่ถ้าเอามาหักลบกลบกับหนี้บัตรเครดิต เราคือคนหนึ่งที่ติดลบ แล้วจริงๆ อายุ 30 กว่า เพื่อนบางคนเค้ามีหลักมีฐานมีกิจการมีทรัพย์สินแล้ว แต่ทำไมเรามีแต่ยอดติดลบ

ที่น่ากลัวที่สุดคือ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยมันกลายเป็นความเครียดส่วนตัวถ้าจริงๆ นี่เป็นคนที่บอกเล่าหรือปรึกษาคนอื่น อาจจะมีคนที่ช่วยเตือนระหว่างทาง แต่ลักษณะหนึ่งของคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง ไม่ปรึกษาใครหรอกแล้วมันทำให้ทุกอย่างยิ่งไปกันใหญ่

เรารู้สึก…เรียกว่าทุเรศตัวเอง ทำไมเราต้องมาลงเอยที่จุดนี้ ดังนั้นวันที่มันมันลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง คือวันที่เรารู้สึกว่ามันมีคำนี้กับตัวเองนะ คือ “ไม่เอาแล้วชีวิตแบบนี้ ไม่เอาแล้วจริงๆ” ทำไมเงินเดือนออก แล้วต้องวิ่งไปแบงค์นั้นแบงค์นี้ แล้วปวดหัวกับมัน คำนี้มันผุดขึ้นมาคือ ไม่เอาแล้วชีวิตแบบนี้เราต้องทำอะไรสักอย่าง มันคือวันที่รู้สึกแบบนั้นแหละ ที่เราจะแบบแก้อะไรสักอย่างได้จริงๆ คะ

แล้วแก้ปัญหายังไง?

มาดามฟินนี่ :  ลำดับแรกเนี่ยเราต้องตั้งสติก่อน คนที่เป็นหนี้เยอะๆ ถึงจุดหนึ่งแม้แต่ซองบัตรเครดิตมา ใบแจ้งหนี้มา ไม่อยากเปิด ไม่อยากยอมรับความจริงอะไรทั้งสิ้น ดูก็คือดูแค่ว่าขั้นต่ำจ่ายเท่าไหร่ แต่คุณจะแก้ปัญหาได้ คุณต้องรู้ว่าปัญหาทั้งหมดมันเท่าไหร่ก่อนไง “ดังนั้นจุดแรกก็คือว่าต้องกล้าจ้องตากับปัญหา” พี่จะใช้คำนี้นะ เอาใบแจ้งหนี้ทุกบัตรมาเลยแล้วก็มาจัดสรรว่าจำนวนเงินทั้งหมดที่ผ่อนหนี้ต่อเดือน มันต้องอยู่ในระดับที่เราอยู่ได้ พี่จะแค่หายใจให้ได้ก่อน คือ รวบรวมหนี้มาทั้งหมด เอาไปแปลงเป็นก้อนใหญ่ เป็น Personal Loans แล้วยืดระยะเวลาออกไป ทำให้จำนวนเงินที่มันผ่อนต่อเดือนมันลดลง จนถึงระดับที่เราเอาเงินจำนวนๆ เนี้่ยไปผ่อนหนี้แล้วยังเหลือเอาไปทำอะไรอย่างอื่น

“คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าหาเงินมาเท่าไหร่ก็ต้องใช้หนี้ให้หมด” 

พี่ชอบคำหนึ่งของพี่หนุ่ม Money Coach นะ คือ “มีหนี้ไม่ได้ไปฆ่าใครตาย” ดังนั้น มันก็คือเป็นแค่ความผิดพลาดที่เราต้องแก้ไขแค่นั้นเอง เมื่อจัดการตรงนี้ได้เสร็จ ถ้าพี่จะทำให้หนี้หมดเร็วขึ้น พี่ต้องเพิ่มรายได้ สิ่งที่พี่พบก็คือว่าพี่ปล่อยโอกาสที่จะเปลี่ยนงานที่ได้รายได้สูงกว่านี้ไปเยอะเลย เพียงเพราะว่าเราคิดไม่ออก เราตื้อ ณ จุดนั้น คือ พี่หางานใหม่เลย ซึ่งคุณสมบัติเรา โปรไฟล์เรา ประสบการณ์ของเรา ความสามารถที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ พอเปลี่ยนงานปุ๊บ ก็คือรายได้เพิ่มขึ้นเลย 35%  เงินที่เพิ่มขึ้นตรงนี้แหละค่ะ ก็เอาบางส่วนไปใช้หนี้ได้หมดเร็วขึ้น นี่คือวิธีการที่มันทำให้ชีวิตโดยรวมเราดีขึ้น และหนี้ก็หมดเร็วขึ้น รายจ่ายประจำหรือไม่ประจำทั้งหลาย ก็กลับไปดูค่ะ ตัดตรงไหนอะไรได้บ้าง ด้วยวิธีนี้ทั้งหมดมันจะทำให้หนี้เราหมดเร็วขึ้นแบบที่เราสะดวก แบบที่เราเติบโต แบบที่เรามีความสุข

จริงๆ มันไม่ได้เกี่ยวกับการศึกษาที่เราจบมาเลยมันเป็นเรื่องของวินัยหลายๆ อย่างผสมกัน คนที่เรียนสูงนะ อย่างเรียนบัญชี เรียนการเงินแต่ว่าการเงินส่วนตัวของเราเนี่ย เอาตัวไม่รอดเนี่ยมีเยอะ เยอะแยะมาก ในขณะที่ไปทำบัญชีให้คนอื่นรู้เรื่องดีหมดแต่เงินของตัวเองเนี่ยไม่รู้ ทำพังเป็นไปได้ และมีเยอะด้วย

หนี้จำนวนนั้นสอนอะไรเราบ้าง?

มาดามฟินนี่ : หนี้จำนวนนั้นสอนอะไรเราบ้างใช่ไหม

ข้อหนึ่ง คือ ความรู้ทางการเงินไม่ได้มาจากในโรงเรียน ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในตำราหรือสิ่งที่เราทำให้คนอื่น มันเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดมาจากครอบครัว

ข้อสอง คือ การที่เรามีปัญหาอะไรบางอย่างนะ การปรึกษาคนอื่นบ้างเป็นเรื่องจำเป็น หลายคนพยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง แต่จะด้วยความอายหรือเชื่อมั่นในตัวเองสูง พี่ว่ามันจะทำให้เราแก้ปัญหาหรือออกจากทางนั้นได้ช้าลง

ข้อสามคือทัศนคติต่อปัญหา ถ้าเรามีทัศนคติในการแก้ปัญหาที่ดี คือ เฮ้ยไม่ว่าอะไร ฉันรับผิดชอบ ฉันจัดการได้ ฉันก่อมันขึ้นมาเอง ดังนั้นมันเล็กกว่าฉัน ดังนั้นฉันเป็นเจ้านายมัน ฉันต้องจัดการได้ นี่คือทัศนคติในการแก้ปัญหาที่พี่คิดว่า ได้เรียนรู้จากสิ่งนี้

เอาจริงๆ ไม่ได้โลกสวยนะถ้าย้อนเวลาได้ พี่จะไม่เปลี่ยนเหตุการณ์อะไรทั้งหมด เพราะไม่งั้นไม่เกิดเรื่องนั้นนะ ชีวิตพี่จะไม่ถึงจุดนี้ที่พี่ได้รับโอกาสมากมาย พี่คิดว่าทุกเรื่องที่เราเจอมันให้อะไรกับเราเสมอมันขึ้นอยู่กับว่าเราดึงบทเรียนตรงนั้นมาสร้างตัวเองให้ดีขึ้นได้ยังไง

คิดว่าบัตรเครดิตมี “ข้อดี” หรือ “ข้อเสีย” กันแน่?

มาดามฟินนี่ : พี่มองว่าทุกสิ่งในโลกนี้ที่ถูกสร้างขึ้นมีทั้งสองแง่ บัตรและระบบมันไม่มีชีวิต มันขึ้นอยู่กับคนมากกว่าที่จะใช้เครื่องมือตรงนี้ยังไง ดังนั้นถามว่าข้อดีถ้าคุณเข้าใจว่ามันคืออะไร มันคือเครื่องมือและคุณควบคุมตัวเองได้ มันเป็นข้อดีแน่นอน แต่ในข้อเสียก็คือว่าด้วยความที่มันพูดไม่ได้ และระบบที่เป็นอยู่เอื้ออำนวยให้คนมีบัตรได้หลายๆ ใบ ทำให้คนที่คิดไม่ได้และไม่มีวินัย เอามันมาทำร้ายตัวเอง

ทุกวันนี้ยังใช้บัตรเครดิตอยู่ไหม?

มาดามฟินนี่ : ตอนนี้ใช้แค่สองใบด้วยสติ เพราะถ้ามีหลายใบเราจะจำไม่ได้ว่ารูดไปเท่าไหร่ ดังนั้นก็จะมีแค่สองใบ เพื่อวัตถุประสงค์ตามสิทธิ์พิเศษที่เราจะได้รับเช่นแต้มหรือส่วนลด ดังนั้นมีให้น้อยพี่ว่าเราจะมี Focus กับมัน

ฝากถึงคนที่กำลังเป็น “หนี้”

มาดามฟินนี่ : เราอยากแชร์เรื่องราวที่เราผ่านมาตรงนี้พี่อยากช่วยคนให้มีทัศนคติที่โอเคกับการเป็นหนี้ เพราะเชื่อว่าคนเป็นหนี้สมัยนี้มีเยอะ

ดังนั้น

1. ถ้าคุณมีทัศนคติที่ถูกในเรื่องของการเป็นหนี้ มีแนวทางที่จะปลดหนี้ อันนี้มันจะช่วยให้คนกลับมามีพลังมีสติปัญญาที่จะทำชีวิต ใช้ชีวิตให้มันดีขึ้น 

2. ก็คือด้วยความที่พี่มาเขียนและสุดท้ายพี่ใช้ตรงเนี้ย สร้างตัวตนขึ้นมาในโลก Social ในโลก Online Theme ของเพจมาดามฟินนี่ตอนนี้นะคะ ก็คือพี่มองว่าพี่อยากให้คนมีความเพลิดเพลินในการใช้ชีวิต ความเพลิดเพลินในชีวิตที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการที่คุณใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ “ความเพลิดเพลินในการใช้ชีวิตที่แท้จริงคือคุณไม่มีความกังวลในเรื่องของเงิน” นั้นหมายความว่าคุณไม่มีหนี้เลวๆ ให้คุณกลุ้มใจ เพราะมันคือสิ่งที่พี่ผ่านมาแล้ว แล้วอย่าลืมแบ่งปันเรื่องนี้ให้คนอื่น ความรู้ทางการเงินสำคัญ

และนี่คือเรื่องราวก่อนที่จะมาเป็นมาดามฟินนี่ของพี่หนึ่ง พนิดา ชูกุล อดีตบัญชีสาวที่เคยรูดบัตรเครดิตจนเป็นหนี้เกือบล้าน … สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะอาชีพไหน “การใช้เงินให้เป็น” เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าทำได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องหนี้ครับ ก่อนจากกันไป เพื่อนๆ ท่านใดอ่านบทความของทางทีม aomMONEY Inspired  แล้วชื่นชอบ อย่าลืมช่วยแชร์กันนะครับ ส่วนใครที่อยากดูรายการสัมภาษณ์แบบวีดีโอ สามารถคลิกเข้าไปชมได้ที่วีดีโอด้านล่าง สำหรับวันนี้ลากันไปก่อนครับ 

วัชรินทร์ ศิระวัฒนานนท์ (ผู้เขียน) 

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์  (บรรณาธิการ) 

ทีมงาน aomMONEY Inspired

https://youtube.com/watch?v=wGX0plwU0HE%3Fwmode%3Dopaque

คลิกชมวีดีโอ

ช่องทางติดตาม aomMONEY INSPIRED

Facebook : คลิก

Youtube : คลิก

Twitter : คลิก

Instagram : คลิก

“อายุ 48 ปี แต่มีหนี้พันล้าน” เรื่องจริงของอดีตนักลงทุนหุ้น – ศิริวัฒน์แซนด์วิช –

วันนี้ aomMONEY INSPIRED ขอนำเสนอเรื่องราวจากชีวิตจริงของ “คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ “ศิริวัฒน์แซนด์วิช” อดีตนักลงทุนผู้ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการลงทุนมาเกือบทั้งชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งวิกฤตปี 2540 หรือต้มยำกุ้งได้พัดผ่านเข้ามาสร้างมรสุมในชีวิต ทุกอย่างตรงหน้าก็พังครืน เหลือเพียงเศษซากของความฝัน กลายเป็นคนมีหนี้ติดตัวเกือบพันล้าน ถูกฟ้องล้มละลาย จนไม่เหลืออะไรติดตัว

สุดท้ายเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวและลูกน้องกว่า 40 ชีวิต คุณศิริวัฒน์ต้องยอมกัดฟันทิ้งศักดิ์ศรีมาทำแซนด์วิชขายริมถนน เพียงชิ้นละ 30 บาท ทั้งโดนเทศกิจชี้หน้าไล่ ทั้งโดนคนดูถูกเหยียดหยาม แต่เขาก็ไม่เคยคิดฆ่าตัวตายแม้แต่ครั้งเดียว

เราลองมาดูกันว่าประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาเกือบ 70 ปี ของ“คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” ได้ให้ข้อคิดและสอนอะไรกับพวกเราบ้าง ผ่านบทสัมภาษณ์นี้ครับ ..

“…อายุ 48 มีหนี้เกือบพันล้าน เคยกำไรในตลาดหุ้นวันละกว่าสิบล้าน 

ต้องมายืนขายแซนด์วิช ชิ้นละ 30 บาท ข้างถนน … 

ผมรู้อย่างเดียวว่าผมไม่มีทางไป หลังพิงฝาแล้ว 

รู้อย่างเดียวว่าต้องลุยไปข้างหน้า ไม่ต้องหันดูข้างหลัง เพราะมันไม่มีที่ไปแล้ว…”

คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ 

เจ้าของแบรนด์ศิริวัฒน์แซนด์วิช


อดีตนักเรียนทุนโปรไฟล์ดี จบนอก

  • ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ  : ผมเรียนมัธยมอัสสัมชัญศรีราชามาต่อโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ในกรุงเทพ และได้รับทุน American Field Service (นักเรียนแลกเปลี่ยนเมริกา) จบมหาวิทยาลัยเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ตอนนั้นผมจบมาอายุ 28 ปี ก็กลับมาทำงานในวงการเงินทุนและหลักทรัพย์ พอทำได้ 2 ปี ผมก็ได้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์เอเชีย เป็นโบรกเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหลักทรัพย์ในขณะนั้น

เผชิญวิกฤตปี 40 หรือต้มยำกุ้ง พลิกชีวิตจากนักลงทุนหุ้นพันล้านสู่หนี้เกือบพันล้าน

  • ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ  : ตั้งแต่ผมเริ่มทำงานตลาดหลักทรัพย์ ผมเคยกำไรวันละหมื่นวันละเป็นล้าน เงินเดือนตอนนั้นผมแค่หมื่นแปด โอ้โห! ผมดีใจมาก ทำไมมันง่ายอย่างนี้ ผมก็เลยคิดว่าออกไปเล่นหุ้นดีกว่ากินเงินเดือนทำไม ลาออกมาเล่นหุ้นให้ลูกค้า เล่นได้แบ่งเปอร์เซ็นต์ ก็ประสบความสำเร็จและผมก็เข้าใจคนเล่นหุ้นทุกคน ผมมีพอร์ตหุ้นก็เป็นร้อยล้าน เงินสดก็มีเป็นร้อยล้าน แต่ก็เอาไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันมาเล่นหุ้นต่อ “มันเป็นเพราะความโลภ ความไม่พอ ความประมาท ความนึกว่าตัวเรานี่แน่ทำอะไรก็สำเร็จหมด” ผมรวยในตลาดหุ้นแล้ว ก็อยากจะสร้างคอนโด แต่ในกรุงเทพฯ คนก็สร้างเยอะแล้ว เลยหนีไปสร้างที่เขาใหญ่เป็นรีสอร์ทขายแพงๆ ผมก็เอากลุ่มลูกค้าที่ผมเลือก Niche market (กลุ่มลูกค้าที่ร่ำรวยเท่านั้น) พอถึงปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้งมา ตลาดหุ้นก็ตกระเนระนาด ผมก็ขาดทุนเยอะ เพราะผมไปเล่นหุ้นแบบกู้เขาเล่น หุ้นก็เจ๊งคอนโดก็ขายไม่ได้ ก็เลยเป็นบุคคลล้มละลายปี 2540 ผมก็เลยต้องมายืนขายแซนด์วิช ทำให้เกิดแบรนด์ศิริวัฒน์แซนด์วิชถึงทุกวันนี้

ทำไมต้องชื่อศิริวัฒน์แซนด์วิช

  • ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ  : ทำไมต้องเป็นชื่อศิริวัฒน์แซนด์วิช เป็นคำถามที่ดีมากนะครับ จริงๆ แล้วตอนนั้นผมจะใช้แบรนด์ภรรยาชื่อบี…บีแซนด์วิช ลูกค้าบอกไม่เอา เอาชื่อศิริวัฒน์แซนด์วิช ผมก็คิดว่ามันเชยศิริวัฒน์แซนด์วิชชื่อมันยาว แต่สุดท้ายก็ต้องใช้ชื่อนี้ โลโก้ของศิริวัฒน์แซนด์วิชก็เป็นรูปเงินบาทลอยตัวกับลูกบอลลูน และข้างล่างก็มีคำว่า IMF ปี 2540 เพื่อเตือนสติผม เตือนความจำผม แต่ผมก็ไม่เคยว่าคิดว่าโลโก้นี้ วันนี้มันจะดังไปทั่วโลก

กลืนเลือดตัวเองยืนขายแซนด์วิชข้างทาง

  • ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ นอกจากไปยืนขายแซนด์วิชที่ข้างถนน ยังต้องหนีตำรวจ หนีเทศกิจ โดนเทศกิจชี้หน้าไล่ ชี้หน้าด่า อะไรพวกเนี้ย คือชีวิตมันลำบากมาก เรายืนข้างๆ คนที่เค้าเป็นรถเข็น เค้าขาย 8 บาท 10 บาท แซนด์วิชเหมือนกัน เราขาย 30 บาท ขายก็ไม่ได้ แบกก็ไม่ไหว 80 ชิ้นแบ่งใส่กล่องกระดาษเอาไว้ข้างๆ อีก 40 ชิ้น มีปัญหาอีกเทศกิจมาไล่อีก คุณวางขายข้างทางต้องไปยกมือไหว้ขอร้านคนอื่น ผมขอฝากไว้ ขายได้แล้วผมจะมาขอเติมเรื่อยๆ มีอยู่วันนึงไปเดินขายที่สำเพ็ง มีคนตะโกนออกมาจากร้าน “มาดูเศรษฐีเดินขายแซนด์วิชเร็ว!” แหม่….ผมมันเหมือนกลืนเลือดตัวเอง แต่ผมไม่หันกลับไปมองไม่อยากรู้ว่าเป็นใคร แต่เสียงนั้นรู้ไหมว่าทำให้คนในละแวกที่ได้ยิน มาช่วยผมซื้อแซนด์วิชผม และก็ขายหมดเกลี้ยง แต่คือตอนนั้นผมยอมรับสภาพ ถอดเนคไท ถอดสูท ยืนขายมันข้างถนนเลย เป็นข่าว สื่อมา ประชาชนมาช่วยผม ช่วงแรกผมขายเหลือ ก็เอาไปให้ลูกน้องกิน ประหยัดเงินไปได้อีกมื้อนึง…เคยกำไรในตลาดหุ้นกว่าสิบล้านแล้วต้องมายืนขายแซนด์วิชข้างถนนชิ้นละ 30 บาท ผมก็บอกกับตัวผมไม่มีทางได้เกิดหรอก ทำเพื่อลูกน้อง ศิริวัฒน์แซนด์วิชจะไม่เกิด ถ้าผมทิ้งลูกน้อง

เป็นจุดต่ำสุดในชีวิตที่ต้องเผชิญ

  • ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ  :  ผมพูดอยู่กับตัวเอง “ทำไมต้องเป็นกู ทำไมต้องเป็นกู” ใช่ก็เป็นกูเนี่ยแหละเพราะกูโลภ จากที่เคยมีแต่คนเอาใจ แล้ววันนึงต้องมาเจอแบบนี้มันท้อนะ แต่ด้วยภาระที่ว่ามีลูกน้องต้องดูแล และครอบครัวตอนนั้นลูกผมยังเล็ก สามคน มีคนเคยถามผมว่า เคยเป็นเศรษฐีแล้วมาเดินขายแซนด์วิชยังไงคุณก็ไม่มีทางฟื้น แล้วทำไมคุณยังอยู่ ทำไมไม่คิดฆ่าตัวตาย ผมบอกว่าผมไม่เคยคิด ลูกผมยังเล็กเพราะการฆ่าตัวตายเนี่ย เราทิ้งปัญหา ภรรยาผมเซ็นค้ำประกันเงินกู้กับผม 500 ล้าน ถ้าผมฆ่าตัวตายภรรยาผมก็ต้องขึ้นศาล ครอบครัวผมในช่วงที่เป็นบุคคลล้มละลาย ลูกผมก็ยังเล็ก ช่วงปิด Summer ผมก็มักจะส่งลูกไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศ ก็ต้องมาบอกลูกว่า “ป๊าไม่มีตังค์ส่งไปแล้วนะ” มันเป็นคำพูดที่ลำบากจะบอกลูก แต่ก็ต้องบอกความจริง ต้องย้ายจากคอนโดหรูในกรุงเทพ ไปอาศัยคอนโดเพื่อนอยู่ เวลาผ่านไปลูกๆ ก็เข้าใจ

ไม่มีใครรู้หรอกว่าจะฟื้นมาได้เพราะขายแซนด์วิช

  • ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ  : มีคนถามผมว่าคุณรู้ได้ไงว่าคุณจะฟื้น เพราะขายแซนด์วิช “วันนั้นผมไม่ได้คิด” เมื่อปี 2540 พอเจ๊งแล้วเนี่ย ผมก็เรียกพนักงานทุกคนในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างคอนโดขาย มีอยู่ประมาณ 40 คน ผมบอกว่าต้องปิดบริษัทนะ เพราะคอนโดขายไม่ได้ ผมกู้เงินเยอะเดือนหนึ่งจ่ายดอกเบี้ยเกือบแปดล้านบาท มีพนักงาน 20 คน ขอให้ผมช่วย ผมก็บอกผมไม่รู้จะทำอะไรเลี้ยงพวกคุณ ผมแย่ ผมก็กลับไปปรึกษาภรรยา ภรรยาบอกว่าเราต้องไม่ทิ้งลูกน้องเรานะ อย่างนี้เราทำแซนด์วิชขายเลี้ยงลูกน้องไหม ผมรู้อย่างเดียววันนั้น ผมไม่มีทางไป ผมหลังพิงฝ าและผมก็ต้องเดินข้างหน้า แต่ผมไม่หยุดคิดและก็ไม่หยุดทำ

บทเรียนของชีวิตจากมรสุมชีวิตที่ผ่านมา

  • ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ อย่าประมาท อย่าโลภ แต่คนเรามันมีความโลภ ผมยอมรับ ผมพูดที่ไหนผมก็บอกผมเจ๊ง เพราะผมโลภ ผมไม่รู้จักพอ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ท่านก็ได้บอกไว้ว่า ทุกอย่างอย่าไปยึดติด ปล่อยวาง ถ้ายึดติดแล้วมันเป็นทุกข์ กูแน่ กูรวย แต่วันนึงกูไม่แน่ กูจนไม่ได้ แกล้งทำรวยใหม่ อันนี้เนี่ยมันจะยิ่งเป็นความทุกข์ ในเมื่อจนแล้วจริงๆ ก็ไม่ต้องไปมีอะไรเลย แล้วก็อยู่กับสภาพนั้น แล้วถ้าเรากลับขึ้นมาอีกเราก็จะไม่ลืมตัว คิดไปคิดมาสิ่งที่เราโดน ยังน้อยกว่าที่คนอื่นเค้าโดน คำปรามาส คำด่า คำไล่ ทนได้ก็ทน นี่ขนาดระดับผมนะ ยังโดนขนาดนี้ แล้วพ่อค้าแม่ขายที่เข้ามาจากต่างจังหวัด ความรู้ก็ไม่มี ทุนก็ไม่มีแล้วก็ไม่เคยสูงสุด ไม่เคยลิ้มรสของความเป็นคนรวย ผมเคยเป็นคนรวยมาแล้ว จบนอกผมยังโดนเลย แล้วคนอื่นๆ ที่ไม่มีอะไรเลย เค้าจะโดนยิ่งกว่าผมขนาดไหน

น้อมรับคำสอนของพ่อร.9 ว่า “อยู่แบบพอเพียง”

  • ศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ ผมก็ต้องขอฝากว่านำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาใช้ พระองค์ท่านก็บอกปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือง่ายๆ ทำทุกอย่าง ทำพอประมาณ มีเหตุมีผล สร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี พึ่งตนเอง อย่าไปพึ่งคนอื่น วันนี้ทำได้แค่นี้ ก็ทำไปแ ต่เราก็ไม่ละความพยายามความทะเยอทะยานที่จะทำดีขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ว่าเรามีกำลังแค่นี้อยากจะไปทำใหญ่ๆ โตๆ อันนี้ไปพึ่งคนอื่นแล้ว ไม่พอประมาณเกินตัวแล้ว เราจะพลาด ผมก็ไม่เคยโทษคนอื่น ผมโทษที่ตัวผม ถ้าผมรู้จักพอในวันนั้น ผมก็คงไม่ต้องตกต่ำมายืนขายแซนด์วิชข้างถนน แต่วันนี้ 21 ปี ผ่านไปก็ดีใจเหมือนกันที่เกิดขึ้นตอนอายุ 48 ถ้ามาเกิดขึ้นตอนนี้ผมอายุ 69 มันก็ไม่มีทางแล้ว วันนั้นก็คิดว่าทำไมต้องเป็นกูวะ…วันนี้ก็ดีใจว่าดีแล้วที่มันเป็นวันนั้น ถ้าเป็นวันนี้มันไม่มีทางแน่นอน


และนี่คือเรื่องราวและบทสัมภาษณ์ของ “คุณศิริวัฒน์ วรเวทวุฒิคุณ” ที่ทีมงาน aomMONEY INSPIRED นำมาฝากเพื่อนๆ ทุกคนกันครับ ถ้าแล้วชื่นชอบ อย่าลืมช่วยแชร์กันนะครับ และถ้าอยากดูรายการสัมภาษณ์แบบวีดีโอ สามารถคลิกเข้าไปชมได้ที่วีดีโอด้านล่างเลยครับ

ภาคภูมิ ชอบสุจริตสกุล (ผู้เขียน)

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์  (บรรณาธิการ)  

ทีมงาน aomMONEY Inspired

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Faommoneyth%2Fvideos%2F16926061aommoney-inspired459181%2F&show_text=0&width=476

https://youtube.com/watch?v=ir1R83RqgxM%3Fwmode%3Dopaque

ศิริวัฒน์แซนด์วิช

ช่องทางติดตาม aomMONEY INSPIRED

Facebook : คลิก

Youtube : คลิก

Twitter : คลิก

Instagram : คลิก

เริ่มต้นทำ Podcast ยังไงดี How to วิธีหาเงินจาก Podcast

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีม aomMONEY ได้มีโอกาสไปร่วมงาน Creative Talk ครับ มีประเด็นน่าสนใจหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือเรื่อง Podcast ครับ หลังจากร่วมงานนี้ได้ราวๆ 1 สัปดาห์ อดีตนายกรัฐมนตรีก็ผุดไอเดียจัดรายการ Good Monday พอดี เรามาคุยกันดีกว่าครับว่า เราจะหาเงินกับมันได้ยังไง ทำไมมันถึงน่าสนใจแม้คนอายุคราวพ่อก็ลงมาเล่นในสนามนี้

ประเด็นนี้ในเวทีจัดเป็น forum แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน 4 คน คือ คุณภูมิชาย บุญสินสุข, พลสัน นกน่วม, รวิศ หาญอุตสาหะ และปรัชญา สิงห์โต ทั้ง 4 ท่านต่างโยนไอเดียและวิธีการทำเงินให้เห็นเป็นภาพชัดเจนขึ้น สรุปได้ความภายใต้ธีมหัวข้อ Podcast is the next big wave ? ไว้อย่างนี้ว่า

Creative Talk Live

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fcreativetalklive%2Fvideos%2F847550968921697%2F&show_text=0&width=560

เริ่มต้นทำ Podcast อย่ารีบคิดถึงตัวเงินรายได้เป็นจุดตั้งต้น

การทำ Podcast นั้น เริ่มแรกอย่าไปเริ่มด้วยความคิดว่าจะได้เงินกลับมา ให้ค่อยๆ ทำไป ทำไปเรื่อยๆ จะสามารถทำเป็นอาชีพ และหาเงินจากมันได้เอง ซึ่งดูแนวโน้มตลาดแล้ว ตลาดไม่น่าจะโตมาก แต่การที่คนเข้ามาฟัง Podcast นั้น มักนิยมใช้เวลาฟังกันเนิ่นนาน ฟังต่อเนื่อง และฟังไปทุกวัน กลุ่มคนที่ฟังเขาจะรู้ว่าเขาต้องการอะไร

ลักษณะการทำ Podcast ก็ควรจะทำไปเรื่อยๆ เมื่อมีคนรับรู้และสนใจ เขาจะเริ่มติดตามไปเองโดยธรรมชาติ คนที่เป็น Micro-Influencer ที่มีคนติดตามอยู่อย่างน้อย 1,000 คนขึ้นไป ถือว่าเป็นคนที่แบรนด์ชัดเจน จึงทำให้คนสนใจ ติดตามได้ คนที่อยู่ในกลุ่มประเภทนี้สามารถจัด Podcast ได้

เติบโตเฉพาะกลุ่ม แต่ตรงเป้าหมาย

ระดับการเติบโตของ Podcast นั้นจะเป็นตลาดที่เติบโตเฉพาะกลุ่ม แต่ตรงเป้าหมายแน่นอน เช่น หากมีคนฟังอย่างน้อย 30,000 ราย จะสามารถควักกระเป๋าจ่ายในสิ่งที่เขาฟังมากถึง 80%

ทำไปเรื่อยๆ และค่อยๆ คิดในมุมสปอนเซอร์

ช่วงที่เราทำ Podcast ในระยะเวลา 30 นาทีนั้น ต้องดูว่ามีคนฟังเราจาก Podcast จำนวนเท่าใด สมมติว่ามีคนฟังเรา 10,000 ราย ก็ต้องดูต่อว่าสปอนเซอร์จะได้อะไรจากการฟังนั้นๆ และเมื่อใดก็ตามที่คุณทำคอนเทนต์ใน Podcast ที่ได้รับการสนับสนุนจากสปอนเซอร์ต้องเปิดเผยให้คนฟังรับรู้ทุกครั้ง

เป้าหมายจากการทำ Podcast ประโยชน์ต้องมี คุณค่าต้องมา

เวลาที่คิด ตัดสินใจจะทำ Podcast ต้องนึกถึงคนฟังเป็นหลัก คนฟังได้ประโยชน์อะไรจากสิ่งที่ฟัง เพราะ Podcast เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้เวลาในการสร้าง community ค่อนข้างนาน หากคนที่ใช้ Podcast นึกถึงแต่ตัวเองเป็นหลัก พูดแต่สิ่งที่ตัวเองชอบ ก็อาจหาคนฟังได้ค่อนข้างยาก หากประเด็นที่พูดนั้นไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับชีวิตผู้อื่น

สรุปคร่าวๆ ของงาน Creative Talk ที่พูดถึง Podcast คร่าวๆ ก็ประมาณนี้ คราวนี้เรามาศึกษาจากแหล่งข้อมูลอื่นกันบ้างว่า เขาทำ Podcast กันยังไง ทำเพื่ออะไร และสร้างประโยชน์ยังไงได้บ้าง 

บทความใน The Balance Small Business ได้ให้ข้อแนะนำที่น่าสนใจกับเรื่องนี้ว่า เราจะสามารถหาเงินจากการทำ Podcast ได้อย่างไร

โดยผู้เขียนคอนเทนต์นี้ คุณ Brain Edmondson เขาก็ให้เหตุผลว่า ความต้องการของคนที่อยากจะฟังคอนเทนต์หรือข้อมูลที่เป็นเสียงนั้นมันเพิ่มขึ้น และก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นด้วย เพราะว่าคนเราไม่สามารถดูวิดีโอขณะขับรถได้ หรือแม้แต่ตอนเข้ายิมหรือขณะเดินทาง ซึ่งกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เราเลือกทำนี้ เราไม่อาจจ้องหน้าจอได้ตลอดเวลา 

มันก็เลยทำให้ผู้คนหันเหไปสนใจคอนเทนต์ที่เป็นเสียงมากขึ้น เพราะขณะที่ทำกิจกรรม เช่นออกกำลังกาย วิ่ง หรือขับรถ เราก็สามารถฟังเสียงไปด้วยได้ คนจึงหันมาสนใจคอนเทนต์ที่เป็นเสียงมากกว่าคอนเทนต์ที่เป็นตัวหนังสือหรือวิดีโอ

1. สิ่งแรกที่คุณต้องนึกถึงสำหรับการทำ Podcast คือ ให้เลือกหัวข้อที่จะใช้ทำเนื้อหาที่มีลักษณะเฉพาะทาง ถ้าหากคุณเริ่มต้นในตลาดเฉพาะด้านได้ มันก็เหมือนคุณเป็นปลาตัวใหญ่ตัวเดียวในบ่อน้ำ

2. จงอุทิศตนเพื่อผลิต Podcast ออกมาให้ดีที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าคุณจะเริ่มต้นจากคนฟังที่มีจำนวนน้อย ก็จงใช้โอกาสนี้ผลิตคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ มีเนื้อหาที่สอดคล้องเกี่ยวพันกัน และมีการผลิตอย่างยอดเยี่ยม ซึ่งกลุ่มสปอนเซอร์หลักๆ แล้วก็จะต้องการเพียงสองสิ่งเท่านั้น คือ เนื้อหาที่คุณพูดนั้นมีความดึงดูดไหม มีคนฟังมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเริ่มต้นใช้ Podcast ในยุคนี้ก็ถือว่าค่อนข้างสะดวกมากกว่ายุคก่อนเพราะมีเครื่องมือให้ใช้เต็มตลาด แถมราคาก็ไม่สูงนัก

3. พัฒนาจุดขายที่เป็นจุดเด่นของตัวเองแบบไม่เหมือนใคร ซึ่งลูกค้าในโลกออนไลน์ก็ให้ความสนใจกับตลาดที่มีความเฉพาะทางมากขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเขาถึงแนะนำตลาดเล็กๆ เฉพาะทางก่อน

4. หาเงินจาก Podcast เมื่อคุณทำ Podcast ไปได้ระยะหนึ่ง คุณจะพบหนทางที่สร้างเงินได้เอง แต่หากคุณไม่มีผลิตภัณฑ์เป็นของตนเอง คุณก็สามารถที่จะแนะนำสินค้าของผู้อื่นบน Podcast ของคุณได้ และหาก Podcast คุณเติบโตต่อไปเรื่อยๆ มีคนตามฟังมากขึ้น คุณก็จะสามารถหารายได้จากมันได้ ซึ่งรายได้นั้นก็มาจากผลิตภัณฑ์ สินค้าที่คุณพูดถึง

5. ทำเงินด้วยการช่วยเหลือผู้อื่นจาก Podcast คุณจำเป็นต้องทุ่มเทเวลาและอุทิศตนสำหรับการทำ Podcast จนเชี่ยวชาญ เพราะผู้คนอีก 99% ที่ไม่มีทักษะเช่นคุณ เขาจะต้องการผู้เชี่ยวชาญ คุณสามารถพิสูจน์ให้เขาเห็นและหาทางทำเงินจากมัน เช่น การให้คำปรึกษา

6. คำแนะนำสุดท้ายคือ คุณจะทำเงินได้จาก Podcast แต่มันต้องใช้เวลา ไม่ได้ทำแล้วได้เงินทันที ต้องอาศัยประสบการณ์และไหวพริบด้านการตลาด อย่างน้อยหนึ่งปี

ที่มา:

Creative Talk Conference
Creative Talk Live
How to make money podcasting

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

3 วิธีเด็ดๆสำหรับเตรียมเงินใช้ในยามเกษียณ

“การวางแผนเกษียณ” ทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งยังอยู่ในวัยทำงานแล้ว ยิ่งต้องรู้จักและเตรียมตัวสำหรับการเกษียณไว้ให้มากกว่าใคร เพราะเป็นช่วงเวลาที่เรายังมีพลังสำหรับการหาเงินและลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อม”

แต่เงินก้อนที่จะใช้สำหรับแผนการเกษียณต้องไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นเงินสำหรับใช้ในระยะยาว ผมเชื่อว่าทุกคนต่างก็มีจำนวนเงินก้อนที่ต่างกันออกไปตามความจำเป็นและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน รวมถึงความต้องการในรูปแบบของเงินสำหรับใช้ในยามเกษียณด้วย โดยหลักๆแล้วการเตรียมเงินสำหรับใช้ในยามเกษียณจะแบ่งได้ 3 วิธี

(1) ใช้เงินจากการลงทุนที่จ่ายผลตอบแทนแบบ Income

คิดง่ายๆเลยก็คือ หากเราต้องการเงินสำหรับใช้จ่ายเดือนละ 20,000 บาท เราต้องลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนรายปีที่ 240,000 บาท ซึ่งถ้าคิดจากการลงทุนที่ได้ผลตอบแทน 1% ต่อปี แปลว่าเราต้องเตรียมเงินลงทุน 24 ล้านบาท

หรือถ้าสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ แล้วหวังผลตอบแทนที่ 5% ต่อปี เราก็เตรียมเงินก้อนอยู่ที่ 4,800,000 บาท เพื่อให้มันจ่ายผลตอบแทนเป็นกระแสเงินสดให้เราทุกปี ปีละ 240,000 บาท

[คิดจากสูตร : (ค่าใช้จ่ายรายเดือน x 12)/(ผลตอบแทนที่คาดหวัง/100)]

ซึ่งการลงทุนที่จ่ายผลตอบแทนแบบ Income ได้แก่ ดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร/ตราสารหนี้ ค่าเช่าจากอสังหาฯ เงินปันผลหุ้น หรือเงินปันผลจากกองทุนรวม เราจะไม่ดึงเงินต้นที่ลงทุนไว้เอามาใช้โดยเด็ดขาด

แต่ความเสี่ยงจากวิธีนี้ คือ การที่เราไม่สามารถรู้ได้แน่นอนว่าเงินลงทุนในสินทรัพย์บางชนิด เช่น กองทุนรวม หุ้น จะจ่ายผลตอบแทนให้เราตามที่คาดหวังมั้ย เพราะผลประกอบการของสินทรัพย์เหล่านี้จะมีความไม่แน่นอนสูงมาก

ถ้าผลประกอบการไม่ดีการงดจ่ายเงินปันผลก็มีโอกาสเกิดขึ้นสูง ดังนั้นหากต้องการเตรียมเงินด้วยวิธีนี้ขอให้เลือกหุ้นหรือกองทุนที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอและให้ %Yield เงินปันผลที่สูงด้วย

เมื่อเราคาดหวังอัตราการจ่ายผลตอบแทนสูงก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยนะครับ

(2) ใช้เงินจากการเงินลงทุน

การเตรียมเงินด้วยวิธีนี้พูดง่ายๆคือเอาเงินก้อนที่ลงทุนไว้มาใช้ตามแผนการ ซึ่งหลักการแล้ววิธีนี้เราจะลงทุนโดยเน้นการเพิ่มขึ้นของ NAV หรือมูลค่าเงินลงทุนของเรา โดยอย่างน้อยในวันที่เราเกษียณ เราต้องมีเงินลงทุนไว้แล้วอย่างน้อย 85%-100% ของจำนวนเงินลงทุนที่คาดหวังทั้งหมด

เช่นถ้าเราวางแผนจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี และใช้ชีวิตจนถึงอายุ 90 ปี (คำนวณอายุจากอายุขัยของบรรพบุรุษที่มากที่สุดในปัจจุบัน) เป็นเวลา 30 ปี หากใช้เงินปีละ 240,000 บาท เราต้องมีเงินก้อนสำหรับการเกษียณอย่างน้อย 6.12-7.2 ล้านบาท

[คิดจากสูตร: ค่าใช้จ่ายรายเดือน x 12 x จำนวนปีที่จะใช้ชีวิตหลังเกษียณ]

โดยเงินที่ลงทุนไว้เราสามารถปล่อยให้มันทำงานต่อไปและเพิ่มมูลค่าได้ เพราะวิธีนี้สามารถเอาชนะเงินเฟ้อในอนาคตได้ด้วย

ถ้าใครไม่ชอบความเสี่ยงและกังวลว่าเงินที่เตรียมไว้จะขาดทุน ก็อาจจะเตรียมการโดยสะสมเงินให้ได้ตามเป้าแล้วถอนออกมาเก็บไว้ใช้สำหรับการเกษียณเลยก็ได้ แต่ปั้นเงินไม่แนะนำ เพราะเงินลงทุนจะโดนเงินเฟ้อกัดกินเรื่อยๆ แถมบางช่วงเวลาอาจจะมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉินก้อนใหญ่เข้ามากระทบเงินก้อนนี้อีก

อย่าลืมนะว่าตามสูตรทั้งสองวิธีเป็นเพียงวิธีคิดง่ายๆ ผมยังไม่ได้นำเงินเฟ้อเข้าไปร่วมคำนวณเลย

(3) อยากได้ทั้งเงินก้อนและเงินเกษียณแบบ INCOME

วิธีนี้จะเป็นที่นิยมที่สุด และอยากจะแนะนำที่สุดสำหรับการเตรียมตัวเกษียณ เพราะมันช่วยอุดรอยรั่วที่จะโดนเงินเฟ้อกัดกินได้ โดยวิธีการคำนวณจะค่อนข้างซับซ้อน

หากไม่ชอบกดเครื่องคิดเลขการเงินก็สามารถใช้ไฟล์สำหรับวางแผนเกษียณฯที่ปั้งเงินเคยแจกไว้ให้ก็ได้นะ

เพราะเราสามารถทำแผนการเกษียณฯได้หลายรูปแบบ ปรับอายุ จำนวนเงิน และผลตอบแทนเองได้

ถ้าอยากวางแผนสำหรับการเกษียณจริงๆแอดไลน์นายปั้นเงินที่ @artisanmoney
แล้วพิมพ์ข้อความว่า retire ส่งมาในไลน์แอดของปั้นเงินได้เลย

สะดวกวิธีไหนก็จัดแผนกันได้ตามสะดวก แต่อย่าลืมความเสี่ยงต่างๆที่จะเข้ามากระทบแผนการเงินด้วย ขอย้ำว่าปั้นเงินแนะนำวิธีที่สามเพื่อความสบายใจในการวางแผนของเพื่อนๆนะ

ทางออก Brexit ที่ไม่ตรงใจชาวบริติช กับผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก

กระแส Brexit เริ่มกลับมาร้อนแรง หลังข้อเสนอล่าสุดของ นายกฯ เทเรซา เมย์ ถูกคัดค้าน จากการโหวตของสภาสามัญชนต่อข้อตกลงการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ด้วยมติ 432 : 202 โหวต = ล้มข้อตกลง Brexit เดิม แล้ว UK อาจต้องไปต่อโดยไม่ได้เป็นสมาชิก EU หรือ ขอกลับเข้าไปเป็นสมาชิกอีกครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจากับ EU ครั้งใหม่

ก่อนอื่นต้องขอไล่เรียง Brexit Timeline

– พ.ค. 2015 พรรค Conservative นำโดยนายก เดวิด คาเมรอน ชนะเลือกตั้งโดยสัญญาว่าจะจัด Referendum ว่าจะออกจาก EU หรือไม่?

– มิ.ย. 2016 จัด Referendum โดยผลคือ เสียงข้างมากที่ 51.9% เห็นว่าให้ถอนตัวจากกลุ่ม EU นายกคาเมรอน ลาออก จากนั้น เทเรซา เมย์ เป็นนายกคนใหม่ ต้องแบกรับภาระการแยกตัวออกจากยุโรปให้เป็นไปอย่างราบรื่น

– 29 มี.ค. 2017 นายกเมย์ ดำเนินการตาม Article 50 คือ แจ้งต่อคณะมนตรียุโรปซึ่งความจำนงของรัฐสมาชิกในการออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการ โดยจะออกจาก EU ภายในเวลา 2 ปี (ตามหลัก UK ต้องออกจาก EU ในวันที่ 29 มี.ค. 2019)

– มิ.ย. 2017 นายกเมย์จัดเลือกตั้งใหม่ เพื่อจะให้ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงข้างมากเพิ่ม แต่ผลออกมากลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

– ก.ย. 2018 รัฐบาลตีพิมพ์ดีลของเมย์ที่ไปเจรจากับ EU ไว้ โดยยังคงความสัมพันธ์เศรษฐกิจและศุลกากรไว้ แต่ให้การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีสิ้นสุดลง (สาระสำคัญมีอยู่ 3 เรื่อง คือ อังกฤษยังต้องจ่ายเงินให้ EU ราวๆ 39 พันล้านปอนด์ สำหรับการถอนตัว, เรื่องสิทธิของคนอังกฤษที่อยู่ใน EU กับสิทธิพลเมืองของ EU ในอังกฤษ, วิธีการที่จะหลีกเลี่ยงการมีด่านตรวจพรมแดน ระหว่างไอร์แลนด์เหนือ ที่เป็นส่วนหนึ่งของ UK กับสาธารณรัฐไอร์แลนด์ที่เป็นสมาชิก EU) รมต.หลายคนไม่เห็นด้วยและลาออก

– ธ.ค. 2018 สภาสามัญชนของอังกฤษลงมติว่า จะรับข้อตกลงการถอนตัว ที่เรียกว่า Withdrawal Agreement หรือไม่ ผลคือล้มข้อตกลง Brexit เดิม ด้วยมติ 432 : 202 โหวต

– 15 ม.ค. 2019 นายกเมย์ ยังชนะการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงในสภา 325 : 306 ยังคงเป็นนายกฯ ต่อไป


จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ 15  ม.ค. 2019 ให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกเมย์ ผลคือนายกเมย์ชนะ ด้วยคะแนนเสียงฉิวเฉียด 325 : 306 ยังคงเป็นนายกฯ อังกฤษต่อไป แต่รัฐบาลต้องเผชิญสถานการณ์ Brexit ต่อไป โดยต้องไปทำ Plan B เพื่อนำมาเสนอสภาอีกครั้ง

แนวคิดทางออกเรื่อง Brexit ของ UK มี 3 แบบ คือ

1. Hard Brexit หรือ No Deal Brexit

คือ UK ออกจาก EU อย่างเต็มรูปแบบ เด็ดขาดและทันที ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดนโยบายการอพยพเข้าเมือง รวมทั้งเจรจาข้อตกลงการค้าได้เอง แนวคิดนี้จะมีผลเสียต่อเศรษฐกิจมาก ส่งผลต่อการนำเข้า-ส่งออกอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นแนวทางเป็นไปได้มากสุดที่จะเกิดขึ้น เพราะถ้ายังหาทางออกอื่นไม่ได้ก่อนวันที่ 29 มีนาคมนี้ จะเกิด No Deal Brexit ขึ้นตาม Article 50 ที่รัฐบาลได้ยื่นต่อ EU แน่นอน

2. Soft Brexit

คือ UK ออกจาก EU ในทางการเมือง แต่ยังคงอยู่ในเขตเศรษฐกิจยุโรป (Trade Union) มีผลกระทบทางเศรษฐกิจกับสหราชอาณาจักรค่อนข้างน้อย เพราะสหราชอาณาจักรจะยังคงอยู่ในเขตการค้าเหมือนเดิม ทั้งคนและสินค้าก็ยังคง Free movement อยู่

โดยนายกเมย์จะต้องไปขอเจรจาเงื่อนไขกับ EU อีกรอบ เพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลอังกฤษและ EU จะยืนกรานว่าข้อตกลง Brexit ฉบับนี้ดีที่สุดสำหรับสองฝ่ายแล้วก็ตาม

3. 2nd Referendum

ยังมีแนวคิดว่า UK ควรอยู่ EU ต่อเหมือนเดิม แต่การในรอบแรกที่ผลออกมาว่าให้ออก (ชนะด้วยคะแนนเสียง 52% ต่อ 48%) เพราะคนยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ ไม่รู้ว่าการออกจาก EU จะมีผลต่อเศรษฐกิจ

ทาง EU สนับสนุนให้ UKจัดการลงประชามติครั้งที่ 2 แต่ก็เป็นทางที่เป็นไปได้น้อยมาก เพราะนายกเมย์เองไม่เห็นด้วย ถ้ามีการโหวตรอบ 2 ถือว่าไม่เคารพผลการโหวตรอบแรก (หรือถ้ามีเกิดขึ้นจริง น่าจะเป็นประเด็นว่าแนวทาง Brexit จะเป็นไปในทางไหนมากกว่า)


ทิศทางสถานการณ์เศรษฐกิจต่อจากนี้?

ผลทางอ้อมที่เกิดตอนนี้คือความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนโดยค่าเงินทั่วโลกรวมทั้งเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น การค้าในระยะสั้นและการส่งออกของไทยอาจได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อของชาว UK และ EU ที่ลดลง เพราะเงินปอนด์มีแนวโน้มอ่อนค่ามากกว่าเงินยูโร 

ซึ่งมีผลดีคือค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่าอาจจะทำให้นักลงทุนสนใจเข้าไปลงทุนใน UK มากขึ้น เพราะได้เปรียบเมื่อแลกเปลี่ยนค่าเงินเวลาแลกกลับมาเป็นปอนด์จึงเหมือนได้เงินมากขึ้น

แต่ไม่ได้มีผลต่อการลงทุนนักลงทุนระยะยาว เพราะการเมืองไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการจัดพอร์ตการลงทุนมากนัก คือสามารถคาดคะเนสถานการณ์และนำมาปรับการจัดการการลงทุนแต่ก็ไม่ควรเก็งกำไรจากสถานการณ์นั้นมากเกินไป

และถ้าหากเกิด EU แบบ No Deal Brexit ไทยเองก็มีโอกาสทำ FTA กับ UK โดยตรง ส่วน UK เองต้องเตรียมรับมือการเจรจา Trade deal ใหม่ ภายใต้กฎของ WTO โดย เฉพาะเรื่องกำแพงภาษีที่จะเกิดขึ้น เพราะสิทธิด้านศุลกากรของ UK ฐานะสมาชิก EU จะสิ้นสุดลงด้วยเช่นกัน รวมถึงปัญหาชายแดนไอร์แลนด์จะกลับมา ต้องติดตามว่า Plan B ของนายกเมย์ จะมีข้อตกลงก่อนที่จะมีการแยกตัวอย่างไร? เพื่อที่จะลดความเสียหายทางการเมืองและเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด

อีก 66 วัน ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือถ้ารัฐสภาอังกฤษยังไม่อนุมัติรับรองข้อตกลงการถอนตัวฉบับใหม่ UK จะออกจาก EU แบบ No Deal Brexit ตามกำหนดในวันที่ 29 มีนาคม


ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก

https://www.bbc.com/news/politics/uk_leaves_the_eu

https://apnews.com/Brexit

ขอบคุณภาพจาก

https://www.axios.com/brexit-economic-growth-forecasts-united-kingdom-d87941f5-37b7-4a0c-8785-f6968ca66197.html

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก #aomMONEY ทุกช่องทาง

Facebook

Website

Youtube

Line@ : @aommoney

จับเข่า ซิกน่า ประกันภัย (Cigna) คุยเรื่องธุรกิจประกัน และการรู้เท่าทันความเสี่ยงแบบ 360 องศา

จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พบว่าเบี้ยประกันภัยรับรวมตั้งแต่ปี 2549 – 2560 ของทั้งอุตสาหกรรมมีการเติบโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเบี้ยประกันชีวิตรับรวม เติบโตจาก 173,708 ล้านบาทไปเป็น 601,725 ล้านบาท เทียบเท่ากับการเติบโตทบต้น 12.0% ต่อปี ในขณะที่เบี้ยประกันวินาศภัยรับรวม เติบโตจาก 95,287 ล้านบาทไปเป็น 219,581 ล้านบาท เทียบเท่ากับการเติบโตทบต้น 7.9% ต่อปี ส่วนภาพของเศรษฐกิจโดยรวม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไทย เติบโตจาก 207.1 พันล้านเหรียญสหรัฐไปเป็น 455.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่ากับการเติบโตทบต้น 7.42% ซึ่งจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมประกันภัยมีการเติบโตที่โดดเด่นกว่าภาพรวมของเศรษฐกิจ

ธุรกิจประกันภัยเติบโตไปกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในประเทศ

ถ้าเทียบจากการเติบโตของสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ จากยุคกสิกรรม สู่อุตสาหกรรม ไปจนถึงยุคพึ่งพิงการบริโภคภายในประเทศ ธุรกิจประกันภัยจะเติบโตไปพร้อมกับการเติบโตภายในประเทศเป็นหลัก เมื่อเรามีรายได้มากขึ้น เราก็มักจะเริ่มต้นวางแผนการเงิน วางแผนการใช้จ่าย และวางแผนการดูแลสุขภาพ ยิ่งกระแสในปัจจุบัน เทรนด์การรักสุขภาพมาแรงมากขึ้น ผู้คนหันกลับมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมาก ธุรกิจประกันภัยก็ย่อมเติบโตไปตามเทรนด์นี้ เราย่อมอยากดูแลรักษาตัวเองผ่านการบริการทางการแพทย์ที่ดีที่สุด อยากเกษียณด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ประกันภัยจึงเข้ามามีบทบาทในการวางแผนความเสี่ยง การดูแลชีวิต จนอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยในประเทศไทยเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง

หากพูดถึงประกัน เรานึกถึงอะไรบ้าง?

ความจริงหากจะแบ่งประเภทกันจริงๆ เราจะพบว่าประกันที่เราสมัครหรือถือกรมธรรม์อยู่นั้นมักจะประกอบไปด้วยกรมธรรม์ย่อยๆ จำนวนมาก กรมธรรม์แรกมักเป็น ประกันชีวิต ที่จะจ่ายค่าชดเชยให้เมื่อเราเสียชีวิต เล่มนี้ส่วนใหญ่มักทำกันแบบตลอดชีวิต คือจ่ายเบี้ยช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 20 ปี แต่กรมธรรม์จะคุ้มครองไปตลอดชีวิต เล่มนี้สำคัญ เพราะจะช่วยเป็นหลักประกันให้เรามั่นใจว่าหากเราเป็นอะไรไป คนข้างหลังจะมีเงินก้อนหนึ่งไว้ใช้จ่ายต่อไปได้

ประกันที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ ประกันสุขภาพ ที่เน้นครอบคลุมไปที่การแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลมีแนวโน้มเติบโตไปตามเงินเฟ้อ แถมโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรายังมีลักษณะที่ร้ายแรงมากขึ้น และต้องการความซับซ้อนในการดูแลรักษามากขึ้น การทำประกันสุขภาพไว้จะช่วยทำให้เราสบายใจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ประกันสุขภาพมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบเน้นที่การนอนโรงพยาบาล เน้นการรักษาแบบผู้ป่วยนอก ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็สามารถจัดสรรได้ตามความเสี่ยงและโอกาสในการเข้ารักษาพยาบาลของเราได้เลย ย้ำอีกทีว่าประกันสุขภาพมีความสำคัญมาก เพราะประกันสุขภาพจะช่วยให้เราได้เข้าถึงการรักษาที่ดีในยามที่เราเจ็บป่วย และยังช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลต่อปีให้ไม่บานปลายมากด้วย ประกันสุขภาพจึงถือเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญสำหรับคนไทยในยุคนี้เลย

กรมธรรม์ต่อมาที่มักทำกันคือ ประกันอุบัติเหตุ เล่มนี้จะเป็นประกันภัยที่จ่ายเป็นแบบรายปีเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงในปีนั้นๆ มุ่งเน้นครอบคลุมไปที่การประสบอุบัติเหตุและการนอนโรงพยาบาล เล่มนี้ก็ถือว่าเป็นอีกเล่มที่สำคัญมากเช่นกัน เพราะเวลาเจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล กรมธรรม์ฉบับนี้จะมาช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก รูปแบบการทำก็มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งเป็นวงเงินต่อการรักษา 1 ครั้ง ค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่าชดเชยระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นต้น

นอกจากนี้ กรมธรรม์แบบคุ้มครองความเสี่ยงอื่นๆ ที่ปรับรูปแบบตามวิถีชีวิตผู้บริโภคในปัจจุบันก็ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้กับสุขภาพได้ครบ 360 องศา เช่น ประกันโรคร้ายแรงที่จ่ายเงินก้อนทันทีที่ตรวจพบโรคร้ายแรงตามเงื่อนไข โรคหลายอย่างที่เรามีโอกาสจะเป็น เช่น โรคออฟฟิศซินโดรม โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคเหล่านี้มักเป็นโรคเรื้อรังและใช้ค่ารักษาสูง แต่ในปัจจุบันเราสามารถป้องกันความเสี่ยงได้หมด เงินก้อนและค่ารักษาที่ได้จากกรมธรรม์จะช่วยแบ่งเบาภาระและดูแลชีวิตได้มาก โรคบางอย่างอาจต้องใช้เงินระดับ 7 หลักในการดูแลรักษา การทำประกันล่วงหน้าไว้จะช่วยให้เราอุ่นใจ และมั่นใจได้ว่าในคราวคับขัน เราจะสามารถผ่านเหตุการณ์เลวร้ายไปได้อย่างมีความคุ้มครอง

Cigna ประกันภัย หรือ บริษัท ซิกน่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน) ถือเป็นผู้เล่นสำคัญในวงการอุตสาหกรรมประกันภัย หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อบริษัท หรืออาจจะคุ้นเคยกับการซื้อกรมธรรม์กับบริษัทกันมาบ้าง แต่เมื่อมาดูในเชิงธุรกิจบ้าง ก็พบว่าความจริงแล้ว Cigna ประกันภัย ถือว่าเป็นอีกบริษัทที่มีการเติบโตของรายได้ที่น่าสนใจทีเดียว

รายได้ของบริษัทเติบโตจาก 2,381.22 ล้านบาทในปี 2558 ไปเป็น 2,574.47 ล้านบาทในปี 2559 และ 2,992.36 ล้านบาทในปี 2560 คิดเป็นการเติบโตปีต่อปีอยู่ที่ 8.12% และ 16.23% ตามลำดับ โดย Cigna ประกันภัย เองก็กำลังเร่งการเติบโตจากการเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลความเสี่ยงให้ลูกค้าอย่าง 360 องศาตามแนวคิด “สุขภาพของคุณ ขอให้เป็นเรื่องของเรา” 

เทรนด์การรักสุขภาพ ถือเป็นเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่มองข้ามไม่ได้

ไลฟ์สไตล์ของคนไทยเปลี่ยนไปเสมอ จากเทรนด์ที่เน้นกินดื่มเที่ยวที่ชัดเจนมากในอดีตก็ค่อยๆ พัฒนากลายไปเป็นเทรนด์การรักสุขภาพในปัจจุบัน คนไทยยุคใหม่หันมารักสุขภาพกันมากขึ้น เห็นได้ชัดจากเทรนด์ Sport Tourism ที่เติบโตได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิ่งมาราธอนที่กลายมาเป็นกระแสสมัยใหม่เสียแล้ว เทรนด์ที่เราจะลุกขึ้นมากินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายจึงดูจะกลายเป็นยุคสมัยใหม่ และในอีกแง่หนึ่ง การทำประกันสุขภาพก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์การรักสุขภาพด้วยเช่นกัน

จากการทำประกันที่ดูเป็นเรื่องเข้าใจยากและไกลตัวในอดีต กลายเป็นเทรนด์ของการรักตัวเองมากขึ้นในปัจจุบัน คนไทยยุคใหม่ทำประกันสุขภาพกันมากขึ้น เพราะหมายถึงการ “ใกล้หมอ” “สนใจตนเอง” และ “ห่วงใยสุขภาพ” ทั้งนี้การทำประกันยังสะท้อนภาพความรอบคอบและการรู้จักวางแผนชีวิต เทรนด์การทำประกันจึงดูมีแนวโน้มที่ชัดเจน อย่างประกันภัยการเดินทางที่แต่ก่อนไม่ค่อยนิยมทำกันเท่าไหร่นัก (ยกเว้นทำไปเพื่อขอ VISA) ปัจจุบันนี้ก็มีการทำกันอย่างแพร่หลาย สะท้อนภาพว่าการรักตัวเองและดูแลตัวเองทั้งทางกายภาพ และทางความเสี่ยงด้านการเงินเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน

ประกันซิกน่า ดีไหม? ประกันซิกน่า ดูแลอะไรบ้าง?

ด้วยการชูจุดเด่นถึงความเข้าใจทุกมิติของชีวิต โดยประกันสุขภาพมิติใหม่ของซิกน่าจะเข้าใจทุกด้านของชีวิต ทั้งสุขภาพ การงาน การเงิน สังคม และครอบครัว ซิกน่าจะช่วยดูแลให้ทั้งหมด ตั้งแต่การทำประกันครอบคลุมความเสี่ยงด้านสุขภาพ การทำประกันเพื่อวางแผนการเงิน การทำประกันเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งและเป็นหลักประกันให้กับครอบครัว

นอกจากประกันชีวิตที่เป็นหัวใจของการดูแลความเสี่ยงแล้ว ซิกน่าจะมีกรมธรรม์มากมายให้เราเลือกปรับ เลือกใช้ให้เหมาะสมไปกับชีวิตที่แตกต่างออกไปแต่ละบุคคล เช่น ประกันชดเชยรายได้ ประกันอุบัติเหตุ ประกันโรคร้ายแรง ประกันภัยทุกเล่มทุกกรมธรรม์ เราสามารถเลือกออกแบบเองร่วมกับผู้เชี่ยวชาญให้ตอบโจทย์กับชีวิตของเราสูงสุด อย่างลงทุนศาสตร์ก็วางแผนประกันกลุ่มโรคออฟฟิศซินโดรมกับซิกน่าอยู่ เพราะถือว่ารูปแบบกรมธรรม์ตอบโจทย์ชีวิตหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างมาก

สุดท้ายประกันการเดินทางก็จะช่วยสร้างความอุ่นใจสำหรับใครที่ต้องเดินทางบ่อย ซิกน่าเองก็เป็นผู้ให้บริการด้านประกันการเดินทางที่มีชื่อเสียงในวงการอยู่แล้ว ลงทุนศาสตร์เองก็ใช้บริการบ่อย เพราะเบี้ยประกันไม่แพง และครอบคลุมทุกความเสี่ยงจากการเดินทางได้ดี

นี่คือยุคของการคุ้มครองความเสี่ยงแบบ 360 องศา!

อุตสาหกรรมประกันภัยของไทยก้าวผ่านยุคที่ใครๆ ในบ้านก็ซื้อประกันแบบเดียวกัน เหมือนกัน เบิกได้เท่ากัน แต่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเข้าใจบริบทของการทำประกันขึ้นมาก บริษัทประกันที่มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกอย่างหลากหลายและทันยุคสมัยจึงเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างมากที่เราจะหยิบกรมธรรม์แต่ละเล่มขึ้นมาประกอบและจัดสรรให้เหมาะกับความเสี่ยงของตัวเราเอง ทั้งประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เปรียบเทียบ เพิ่มลดมากน้อยได้ตามใจของเราเอง

ลองจัดกรมธรรม์แบบ 360 องศาของตัวเราเองได้ที่ https://www.cigna.co.th/our-plans/modern-health-insurance

ไปลอง!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ยิ่งจ่าย ยิ่งได้กับ Visa Scan to pay หรือ สแกนเพื่อจ่ายกับวีซ่า

ยิ่งจ่าย ยิ่งได้กับ Visa Scan to pay หรือ สแกนเพื่อจ่ายกับวีซ่า

ตั้งแต่เทคโนโลยีเข้ามาในชีวิตของเรา ก็ทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป จากสิ่งที่เคยยุ่งยาก ราคาแพงกลับกลายเป็นเรื่องง่าย ราคาย่อมเยา เช่น ความรู้ที่เราหาได้จากทั่วทุกมุมโลกผ่านมือถือ การโทรข้ามประเทศผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ส่วนเรื่องที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด เกิดขึ้นในแวดวงการเงิน จากข่าวการลดจำนวนสาขาของธนาคารที่สวนทางกับการเติบโตของระบบการชำระเงินแบบออนไลน์ 

อภินิหารเงินออมเชื่อว่าตอนนี้เราเริ่มคุ้นเคยกับการจ่ายเงินผ่าน QR Code กันแล้ว เพราะง่ายและสะดวกมากๆ แค่ยกมือถือขึ้นมา สแกนไปที่ QR Code เพื่อจ่ายค่าสินค้าหรือบริการ ผ่านบัญชีธนาคารออมทรัพย์ที่ผูกติดไว้ในระบบธนาคารออนไลน์ 

ล่าสุด!! เราสามารถสแกน QR Code แล้วจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตกับ Visa Scan to pay หรือ สแกนเพื่อจ่ายกับวีซ่าได้แล้วจ้า เราได้รับประโยชน์และมีวิธีการใช้งานอย่างไร อ่านได้ในบทความนี้เลยจ้า ^^

2 กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากสแกนเพื่อจ่ายกับ Visa Scan to pay

กลุ่มที่ 1 คนทั่วไป

เราทุกคนล้วนมีค่าใช้จ่าย ทั้งหนี้สินและรายจ่ายส่วนตัว ตอนนี้หลายคนรู้แล้วว่าควรแยกบัญชีเงินออมและบัญชีรายจ่ายออกจากกัน เพราะจะได้ไม่ใช้เงินปะปนกัน ซึ่งในแต่ละเดือนเรา “ตั้งงบประมาณ” ว่าจะใช้จ่ายเท่าไหร่ เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชีแล้วก็จะแยกเงินส่วนนี้ออกมา แต่จะใช้จ่ายแบบไหนก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง เพราะแต่ละช่องทางการใช้จ่ายมีความแตกต่างกัน

ตัวอย่าง เราตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ที่เดือนละ 20,000 บาท ช่องทางการใช้จ่ายแต่ละวิธี ทำให้เราได้รับประโยชน์และข้อควรระวังแตกต่างกันอย่างไร

  • การจ่ายด้วยเงินสด

บางคนได้รับเงินเดือนมาแล้วกดเงินสดออกมา 20,000 บาท แล้วใส่ซองเพื่อใช้จ่าย 30 วัน ในขณะที่บางคนชอบพกเงินสดจำนวนมากติดตัวไปด้วยเพราะรู้สึกอุ่นใจ แต่บางครั้งมันอาจจะไม่ปลอดภัยเพราะถูกกลุ่มมิจฉาชีพกรีดกระเป๋าขโมยเงินไปได้

  • QR Code ผ่านบัญชีออมทรัพย์

สำหรับใครที่ใช้บัญชีธนาคารออนไลน์ วิธีการชำระเงินมีทั้งการโอนผ่านเลขที่บัญชีธนาคาร เบอร์โทรศัพท์ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน รวมทั้งวิธีที่รวดเร็วอย่างการชำระเงินด้วยการสแกน QR Code แล้วตัดเงินที่บัญชีธนาคารของเราได้ทันที แต่เราจะต้องตรวจสอบสินค้าและบริการก่อนชำระเงินให้ถูกต้อง เพราะถ้ามีอะไรผิดพลาดเราจะดึงเงินกลับมาค่อนข้างลำบาก

  • QR Code ผ่านบัตรเครดิต

บางคนแยกบัญชีรายจ่ายไว้ที่บัตรเครดิต เพราะสะดวกที่ไม่ต้องพกเงินสดและได้รับสิทธิประโยชน์จากการใช้จ่าย เช่น มีเงินคืน สะสมแต้ม ได้รับส่วนลดจากร้านค้า วิธีการใช้จ่ายนอกจากใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าหรือบริการแล้ว เรายังสแกนจ่ายผ่าน QR Code ได้อีกด้วยกับ Visa Scan to pay หรือ สแกนเพื่อจ่ายกับวีซ่า ถ้าบัตรเครดิตของเรามีโลโก้ของ VISA  ก็สามารถใช้บริการนี้ได้ทันที 

หากสิ่งของหรือบริการที่ซื้อมาเกิดข้อผิดพลาด เราสามารถโทรแจ้งผู้ให้บริการบัตรเครดิตระงับการจ่ายเงินได้ ทำให้เราไม่ต้องเสียเงินทันทีเหมือนการใช้จ่ายเงินวิธีอื่นๆ ซึ่งการใช้บัตรเครดิตที่เกิดประโยชน์กับตนเองนั้น เมื่อเราใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตแล้ว ควรจ่ายเต็มจำนวนและจ่ายตรงเวลาทุกรอบบิล เพื่อสร้างวินัยการเงินให้ตัวเองด้วยนะจ๊ะ ^^

จากตัวอย่างนี้ทำให้เรารู้ว่าช่องทางการใช้จ่ายแต่ละแบบนั้นแตกต่างกัน

การใช้เงินสดและบัญชีออมทรัพย์นั้น ไม่มีผลประโยชน์หลังการใช้จ่าย ในขณะที่การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตนั้นทำให้เราได้รับเงินคืน สะสมแต้ม รับส่วนลดจากร้านค้า แต่ไม่ว่าเราจะเลือกช่องการใช้จ่ายแบบไหน สุดท้ายไม่ควรเกินงบประมาณรายจ่ายที่ตัวเองตั้งไว้นะคะ

กลุ่มที่ 2 ร้านค้า 

หลายปัญหาเกิดขึ้นระหว่างการจ่ายเงินของลูกค้า เช่น

  • ลูกค้าจะซื้อของ แต่เงินสดไม่พอจ่าย ก็ต้องเดินออกจากร้านไปหาตู้ ATM เพื่อกดเงิน 

  • ลูกค้าจ่ายด้วยแบงค์ใหญ่ แต่ร้านค้าไม่มีเงินทอน ต้องไปขอแลกแบงค์ย่อยกับร้านข้างๆ

  • ลูกค้าจะจ่ายด้วยบัตรเครดิต แต่ที่ร้านไม่มีเครื่องรูดบัตร ทำให้เสียโอกาสในการขาย

  • เครื่องรูดบัตรเสีย จ่ายเงินโดยใช้บัตรเดบิตและบัตรเครดิตไม่ได้ ทำให้ลูกค้าไม่พอใจ    

การชำระเงินผ่าน QR Code เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่แก้ไขปัญหาให้ร้านค้าได้ โดยการรวมสารพัดวิธีการชำระเงินไว้ที่ QR Code เช่น เงินสด บัญชีออมทรัพย์ บัตรเครดิต ฯลฯ เมื่อลูกค้าจ่ายเงินด้วยวิธีการสแกน QR Code แล้วเลือกว่าจะจ่ายเงินจากบัญชีออมทรัพย์หรือบัตรเครดิต หลังจากลูกค้าจ่ายเงินแล้ว ยอดขายก็จะวิ่งเข้าเข้าสู่บัญชีธนาคารของร้านค้าได้แบบอัตโนมัติ รวมถึงยังได้รับประโยชน์อื่นๆ อีก เช่น

  • การใช้บริการชำระเงินผ่าน QR Code เป็นการเพิ่มช่องทางการชำระเงินที่ทำให้ลูกค้าจ่ายเงินสะดวกมากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการขายมากขึ้นด้วย

  • ไม่ต้องกังวลกับการเตรียมเงินทอน รวมถึงไม่เสียเวลาเดินไปขอแลกเงินจากร้านข้างๆ จึงให้บริการลูกค้าคนต่อไปได้ทันที

  • เงินจากลูกค้าถูกส่งเข้าไปเก็บไว้ที่บัญชีธนาคาร ลดความเสี่ยงเรื่องเงินหาย การทอนเงินผิดหรือถูกลูกจ้างขโมยเงิน เพราะตรวจสอบยอดขายได้ตลอดเวลา

ร้านค้าสามารถสร้าง QR Code เพื่อรับชำระเงินได้ง่ายมาก เพียงเข้าไปที่บัญชีธนาคารออนไลน์ของร้านค้า (บัญชีออมทรัพย์ที่เปิดใช้บริการธนาคารออนไลน์) จะมีเมนูสร้าง QR Code รับเงิน ให้ปริ๊น QR Code นั้นไปแปะไว้บริเวณที่จ่ายเงินของร้านค้าเพื่อให้ลูกค้าเห็นชัดเจน

ขณะนี้บริษัทบัตรเครดิตหลายแห่งให้บริการ Visa Scan to pay หรือ สแกนเพื่อจ่ายกับวีซ่า อยู่ในแอปพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว สะดวกทั้งลูกค้าที่สามารถสแกน QR Code แล้วเลือกจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ ส่วนร้านค้าก็ไม่ต้องกังวลกับเครื่องรูดบัตรอีกต่อไป เพราะสามารถรับเงินด้วยบัตรเครดิตได้แล้ว 

ยิ่งจ่าย ยิ่งได้กับ Visa Scan to pay หรือ สแกนเพื่อจ่ายกับวีซ่า

การเปลี่ยนแปลงในโลกการเงินที่เข้าใกล้ระบบไร้เงินสดเข้าไปทุกที วันนี้เราสแกน QR Code จ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตได้  อนาคตเราอาจจะกะพริบตาแล้วจ่ายเงินได้ เพราะการพัฒนามันไม่มีที่สิ้นสุด แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม “การใช้จ่าย” ควรมาพร้อมกับวินัยการเงินของตัวเองนะจ๊ะที่รัก

บทความนี้เป็น Advertorial

สุขภาพของคนที่ต้องแลกกับฝุ่นมีราคาเท่าไร ?

เราต้องใช้สุขภาพเราไปแลกกับฝุ่นยังไงบ้าง โรคอะไรบ้างที่เราต้องเผชิญแบบเงียบๆ และมันจะส่งผลระยะยาวกับเรายังไงหากเราไม่คิดหาทางป้องกัน

เริ่มอธิบายอย่างนี้ก่อนครับ ฝุ่นละอองถือเป็นมลพิษทางอากาศที่เป็นปัญหาหลักของกรุงเทพและเมืองหลวงขนาดใหญ่ๆ ฝุ่นละอองเกิดขึ้นได้ 2 ประเภท

  • เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น ดิน ทราย หิน ละอองไอน้ำ เขม่าควันไฟ ฯลฯ 
  • เกิดจากกิจกรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น การจราจร การก่อสร้าง อุตสาหกรรม การทำอาหาร การทาสี ฯลฯ 

(ท่านสามารถตรวจสอบได้ที่นี่: รายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย)

กรมควบคุมมลพิษระบุว่า การรายงานเรื่องดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index: AQI) เป็นรายงานที่ทำให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายๆ ว่าคุณภาพอากาศนั้นดีหรือแย่ โดยแบ่งสารมลพิษทางอากาศหลัก 6 ชนิด ประกอบด้วย

(1) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)

  • มีลักษณะ เป็นก๊าซไม่มีสี สีเหลืองอ่อนๆ มีรส กลิ่น ระดับเข้มข้นสูง
  • เกิดจาก ธรรมชาติที่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีกำมะถัน
  • ส่งผลให้ ระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ ระยะยาวอาจเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้ 

(2) ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)

  • มีลักษณะเป็นก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น
  • เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมบางชนิด
  • ส่งผลให้มีผลต่อระบบการมองเห็น ผู้มีอาการหอบหืด หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ

(3) ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO)

  • มีลักษณะเป็นก๊าซไม่มีสี กลิ่น และรส 
  • เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ
  • ส่งผลให้ไปสะสมในร่างกายด้วยการไปรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจน 200-250 เท่า ทำให้การลำเลียงอออกซิเจนไปสู่เซลส์ต่างๆในร่างกายน้อยลง ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย หัวใจทำงานหนักขึ้น

(4) ก๊าซโอโซน (03)

  • มีลักษณะเป็นก๊าซที่ไม่มีสีหรือมีสีฟ้าอ่อน มีกลิ่นฉุน ละลายน้ำได้เล็กน้อย
  • เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนและสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย มีแสงแดดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
  • ส่งผลให้ระคายเคืองตาและระคายเคืองตา ระบบทางเดินหายใจและเยื่อบุต่างๆ ความสามารถในการทำงานของปอดลดลง เหนื่อยเร็ว อาจะเป็นโรคปอดเรื้อรัง

(5) ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10)

  • มีลักษณะเป็นฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 10 ไมครอน 
  • เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การเผาในที่โล่ง กระบวนการอุตสาหกรรม การบด การโม่ การก่อสร้าง
  • ส่งผลให้เมื่อหายใจเข้าไปทำให้สะสมในระบบทางเดินหายใจ 

(6) ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5)

  • มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน มีขนาดเล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ถุงลมในปอดและกระแสเลือดโดยตรง
  • เกิดจากการเผาไหม้ทั้งจากยานพาหนะ การเผาวัสดุการเกษตร ไฟป่า และกระบวนการอุตสาหกรรม
  • ส่งผลให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอดต่างๆ สะสมนานๆ ทำให้ปอดเสื่อมประสิทธิภาพ หลอดลมอักเสบ มีอาการหอบหืด

ทำไมเรื่องฝุ่นกลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่ทำให้คนตื่นตระหนกมากขึ้น ?

สาเหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ซึ่งสามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ พุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพขึ้นมานั้น ทางบีบีซีรายงานหลังได้พูดคุยกับนายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพอากาศและเสียง ระบุว่าสาเหตุที่ระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่กำลังเกิดขึ้นนั้นมาจาก

  • สภาพอากาศที่มีหมอกในตอนเช้า มีสภาพอากาศปิด ไม่ปลอดโปร่ง อากาศนิ่ง และมีสภาพอากาศปิด ทำให้มีการสะสมของฝุ่นละอองในอากาศเพิ่มขึ้น และไม่มีการหมุนเวียนของอากาศ
  • กรุงเทพมหานครมีแหล่งกำเนิดมลพิษตามปกติอยู่แล้ว ทั้งจากการก่อสร้าง จากยานพาหนะ การเผาไหม้จากเครื่องยนต์ดีเซล และกิจกรรมต่างๆ

ผลจากฝุ่นละอองส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพเราบ้าง ??

สมองเสื่อม

นายแพทย์หง เซิน จากสำนักงานสาธารณสุขรัฐออนเทรีโอ หนึ่งในคณะวิจัยที่ศึกษาบันทึกสุขภาพผู้คนราว 2 ล้านคนในรัฐออนเทรีโอ แคนาดา กว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 2001 – 2012 พบว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้กับถนนสายหลัก มีการจราจรคับคั่ง มีโอกาสป่วยด้วยอาการนี้สูงกว่าบริเวณอื่น 

ทั้งปัญหาที่มาจากเสียงรบกวนและมลพิษทางอากาศที่เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก เช่น อนุภาคจากยางรถยนต์ที่หลุดออกเมื่อเสียดสีกับพื้นถนนและไนโตรเจนออกไซด์ เป็นเหตุให้เกิดสมองเสื่อมได้

มลพิษทางอากาศเข้าถึงเส้นเลือด ส่งผลร้ายต่อหัวใจ

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระแห่งสหราชอาณาจักรแลเนเธอร์แลนด์ทำการทดลองหาความเกี่ยวข้องของมลพิษทางอากาศกับโรคหัวใจ พบว่า ฝุ่นละอองมลพิษขนาดเล็กหรือ Nanoparticles สามารถทะลุผ่านระบบกรองของจมูกและปอดเข้าสู่กระแสเลือดได้ อาจจะไปกระตุ้นการเกิดโรคหัวใจหรือทำให้ผู้ป่วยโรคนี้มีอาการแย่ลง 

อากาศเป็นพิษทำให้เสี่ยงต่อการแท้งได้เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่

มลพิษทางอากาศเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดและทำให้เด็กมีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ ระดับไนโตรเจนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น เพิ่มความเสี่ยงการแท้งลูกมากถึง 16% ไนโตรเจนไดออกไซด์เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 

ดร. แมทธิว ฟูลเลอร์ หนึ่งในทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ ระบุว่า ความเสี่ยงจากผลกระทบของสิ่งแวดล้อมต่อทารกนั้น เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่

มลพิษทางอากาศทำร้ายเซลส์ผิว อักเสบ ริ้วรอย และจุดด่างดำ

ผศ.นพ. ชูชัย ตั้งเลิศสัมพันธ์ กรรมการสมาคมแพทย์ความงาม ให้สัมภาษณ์กับ BBC Thai ว่า มลพิษทางอากาศนั้นสามารถแบ่งออกได้สองระดับ คือก่อให้เกิดอาการแพ้และระคายเคือง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือโรคผิวหนังอักเสบบริเวณที่มีต่อมไขมันจำนวนมาก

ระยะยาว อนุภาคของฝุ่นจะทำลายเซลส์ผิว หากระคายเคืองและแกะเกาจนเกิดแผล ก็อาจจะติดเชื้อ

ค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศที่เทียบเท่ากับค่าดัชนีคุณภาพอากาศ

ดัชนีคุณภาพอากาศของไทยแบ่งเป็น 5 ระดับ

  • 0 – 25= อากาศดีมาก เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและท่องเที่ยว  
  • 26 – 50 = อากาศดี สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยวได้ตามปกติ
  • 51 – 100 = อากาศปานกลาง คนทั่วไปสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ แต่สำหรับคนที่มีอาการไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ต้องลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • 101 – 200 = เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ คนทั่วไปเฝ้าระวังสุขภาพ ถ้ามีอาการ ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง คนที่ต้องดูแลสุขภาพ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ถ้ามีอาการแน่นหน้าออก ปวดศรีษะ หัวใจเต้นไม่ปกติ คลื่นใส้ ควรปรึกษาแพทย์  
  • 201 ขึ้นไป = มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ มีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์

แก้ไข ป้องกันยังไงดี

ในส่วนของภาครัฐ มีนักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นและเสนอแนะคำแนะนำว่ารัฐควรจะแก้ปัญหาในระยะยาว เช่น รองศาสตราจารย์ ดร. นันทวรรณ วิจิตรวาทการ คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสนอแนะว่า ปัญหาเกิดจากสภาพอากาศแห้งในประเทศ กอปรกับยานพาหนะที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทำให้มลพิษเพิ่ม รวมถึงการเผาไหม้เกษตรด้วย

รัฐควรแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน เช่น การใช้นำมันดีเซลให้เป็นยูโร 5 และ ยูโร 6 ที่รัฐต้องเร่งดำเนินการให้ปรับคุณภาพให้ดีขึ้น ในส่วนของรถโดยสารประจำทาง รถบรรทุกก็ต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวด รวมถึงเรื่องการเผาเกษตรด้วย

ขณะที่นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมก็เห็นพ้องที่รัฐควรวางแผนแก้ไขป้องกันเช่นกัน โดยคุณสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ  ชี้ว่า สิ่งแรกที่ต้องลดจากตัวรถยนต์คือ รถแต่ละคันต้องสะอาด มลพิษน้อย มาตรฐานต้องดีและสูงขึ้น เห็นด้วยที่ต้องใช้  ถ้ารถมีจำนวนเพิ่มขึ้น มาตรฐานรถยนต์ต้องดีอยู่ในระดับยูโร 5-6 น้ำมันต้องมีกำมะถันลดลงไม่เหลือไม่เกิน 10 พีทีเอ็ม และควรลดจำนวนการใช้รถให้น้อยลง การจราจรจะได้เบาบางขึ้น 

ขณะที่คุณมาโนช โลหเตปานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันขนส่งและผู้ช่วยคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่า มาตรการเร่งด่วนคือ ภาคขนส่งต้องลดปริมาณการเดินทางบนท้องถนนในช่วงโอกาสวิกฤติโดยทันที โรงเรียนต้องพิจารณาหยุดสอนชั่วคราว เพราะเสี่ยงต่อสุขภาพนักเรียน เด็กเล็ก ส่วนรถเมล์คันดำควรหยุดวิ่งหรือลดจำนวนวิ่ง และลดการขนส่งกระจายสินค้าที่ไม่จำเป็น

ด้านคุณสนธิ คชวัฒน์ เลขาธิการสมาคมอนามัยสิ่งแวดล้อมไทย มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าขณะที่องค์การอนามัยโลกตั้งมาตรฐานค่าฝุ่น PM 2.5 ไว้ที่ 25 ไมโครกรัม แต่ไทยตั้งค่าฝุ่น PM 2.5 ที่ 50 ไมโครกรัม (ซึ่งจะเห็นว่ามาตรฐานไทยสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานโลก) ทางแก้เร่งด่วน รัฐควรมีมาตรการสนับสนุนการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า ลดราคารถเมล์ หรือให้บริการฟรีในบางวัน แจกหน้ากากอนามัยฟรี และอำนวยความสะดวกอื่นหากต้องลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล 

สำหรับการป้องกันแก้ไขในระดับประชาชน 

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นละอองโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ
  • ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด ป้องกันฝุ่น และหมั่นทำความสะอาดบ้านทุกวัน
  • ใช้หน้ากากมีประสิทธิภาพที่กรองอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 0.3 ไมครอน 
  • เลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำงานในที่โล่งแจ้งนานกว่า 12 ชั่วโมง
  • ลดการใช้รถยนต์และการเผาขยะ ถ้ามีอาการผิดปกติควรรีบไปตรวจรักษาที่สถานพยาบาลโดยเร็ว

ที่มา:

กรมควบคุมมลพิษ 
ข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศ
รายงานสถานการณ์และคุณภาพอากาศประเทศไทย
โครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางจัดการฝุ่นละออง 
การจัดลำดับเมืองที่มีปัญหามลพิษ
เหตุใดฝุ่นละอองขนาดเล็กจึงพุ่งขึ้นสูง
ฝุ่นเป็นเหตุให้สมองเสื่อมได้
มลพิษเข้าถึงเส้นเลือด ส่งผลร้ายต่อหัวใจ
อากาศเป็นพิษเสี่ยงแท้งเทียบเท่าการสูบบุหรี่ 
มลพิษทางอากาศทำลายเซลส์ผิว 
นักวิชาการ มธ. แนะรัฐแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชี้รัฐวางแผนแก้ไข ป้องกัน

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH 

5 เอกสารสำคัญที่ต้องมี สำหรับขอคืนภาษี 2561

พรี่หนอมเชื่อว่า ช่วงนี้หลายคนกำลังวางแผนยื่นภาษีกันอยู่ หรืออาจจะยื่นกันไปแล้ว เลยตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อให้เตรียมตัวรู้ว่า 5 เอกสารสำคัญต้องมีสำหรับการยื่นขอคืนภาษีปี 2561 นี้ มีอะไรบ้าง

อย่าลืมนะครับว่า เอกสารหลักฐานนั้นไม่ต้องส่งให้สรรพากรตอนที่เรายื่นภาษี แต่ให้ส่งเมื่อทางสรรพากรต้องการขอดูเท่านั้น เช่น ขอตรวจสอบเพิ่มเติมในกรณีที่เรายื่นขอคืนภาษี หรือ กรณีที่มีข้อมูลว่าเรายื่นภาษีไว้ไม่ถูกต้อง

แต่ไม่ว่าจะขอดูหรือไม่ เรามีหน้าที่เตรียมเอกสารหลักฐานเหล่านี้ไว้ เพื่อให้สามารถจัดการภาษีได้อย่างสะดวกและปลอดภัย แบบที่ไม่ต้องกลัวสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังครับ

1. เอกสารหลักฐานแสดงการมีรายได้

โดยหลักๆแล้ว คือ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) นั่นเองครับ โดยกรณีของมนุษย์เงินเดือน ที่ทำงานมักจะออกใบนี้ให้ไม่เกินวันที่ 15 กุมภาพันธ์ของปีถัดไป ถ้ารายได้ของปี 2561 ก็จะออกภายใน 15 กุมภาพันธ์ 2562 นั่นเองครับ แต่ถ้าหากเป็นกรณีอื่น เช่น ฟรีแลนซ์รับจ้างงาน ปกติจะออกให้ทันทีเมื่อผู้ว่าจ้างจ่ายเงินให้ครับ ดังนั้นใบนี้สำคัญมากและอย่าลืมขอมาเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกครั้งที่มีรายได้นะครับผม

แต่บางกรณี รายได้ของเราอาจจะไม่ได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ เช่น คนขายของออนไลน์ แบบนี้สิ่งที่เราต้องมีคือ สรุปรายรับรายจ่ายที่ชัดเจนเพื่อพิสูจน์ที่มีของเงินได้ที่ใช้ยื่นภาษี หรือมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้กับหลักฐานอื่นๆ เช่น สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร เพื่อให้ทางสรรพากรเห็นว่า เราได้ยื่นไว้ครบถ้วนและถูกต้องจริงๆ ครับ

อ้อ ลืมบอกไปว่า สำหรับมนุษย์เงินเดือน หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) นอกจากจะมียอดรายได้และภาษีที่หักไว้แล้ว สิ่งที่เอกสารใบนี้มีให้ด้วย นั่นคือ ข้อมูลประกันสังคม (ส่วนที่เราจ่ายในปีนั้นๆ) และ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้ามี) ที่ถูกหักไว้ระหว่างปีด้วยครับ

2. ข้อมูลค่าลดหย่อนส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ยื่นขอคืนภาษี

ถ้าหากเป็นปีแรกที่เรายื่นลดหย่อนภาษีในกลุ่มที่เป็น ค่าลดหย่อนส่วนตัวต่างๆ เช่น คู่สมรส บุตร พ่อแม่ หรือคนพิการและทุพพลภาพ บางกรณีต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบการลดหย่อนภาษีเตรียมไว้ครับ เช่น หลักฐานการจดทะเบียนสมรส แบบ ล.ย. 03 สำหรับการลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา หรือ แบบ ล.ย. 04 สำหรับการหักลดหยอนค่าอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ซึ่งควรเตรียมไว้ให้เรียบร้อยครับ

หนังสือ ล.ย. 03 รับรองการหักลดหย่อนบิดามารดา

หนังสือ ล.ย. 04 รับรองการหักลดหย่อนผู้พิการ หรือ ทุพพลภาพ

3. หลักฐานค่าลดหย่อนใหม่ของเราที่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้

หลายคนมีรายการค่าลดหย่อนใหม่ๆที่เพิ่งซื้อหรือจัดการในปี 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งรายการเหล่านี้แหละมักจะถูกพี่ๆสรรพากรขอตรวจสอบเพิ่มเติม ในกรณีที่มีการขอคืนภาษี เพื่อต้องการหลักฐานที่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นรายการใหม่ที่เราไม่เคยใช้สิทธิมาก่อนครับ เช่น ปีนี้เพิ่งกู้ซื้อบ้านและมีการใช้สิทธิสำหรับดอกเบี้ยกู้ยืมที่จ่ายไป แบบนี้ก็มีสิทธิจะถูกตรวจสอบได้เช่นเดียวกันครับผม

นอกจากนั้นพวกหลักฐานการขาย LTF หรือ RMF ที่เราได้ขายไปเมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา หลักฐานกลุ่มนี้มักจะถูกพี่ๆสรรพากรขอตรวจสอบอยู่เสมอครับ ถ้ายังไงก็อย่าลืมเตรียมไว้ล่วงหน้าเลยครับผม

4. หลักฐานค่าลดหย่อนใหม่ตามนโยบายที่เกิดขึ้นในปี 2561

กลุ่มนี้มักจะต้องยื่นปีต่อปีครับ ดังนั้นถ้าหากปีนี้เรามีการใช้จ่ายอะไรไปที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสนับสนุนการใช้จ่ายต่างๆ ของภาครัฐที่มีในปี 2561 ก็ต้องมีหลักฐานประกอบด้วย เช่น ค่าลดหย่อนช็อปช่วยชาติปี 2561 สำหรับการซื้อ ยาง หนังสือ หรือ OTOP (ต้องมีหลักฐาน คือ ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงิน) หรือ การลงทุนในธุรกิจ STARTUP (หลักฐานการลงทุน เช่น ใบหุ้น หรือ รายละเอียดอื่นๆ) หรือแม้แต่รายละเอียดของค่าลดหย่อนตั้งครรภ์คลอดบุตร ซึ่งตรงนี้ต้องเตรียมและเช็คดีๆไว้ล่วงหน้านะครับผม 

5. หลักฐานการบริจาคแบบพิเศษ (UPDATE ปี 2561)

สำหรับตัวนี้จะมีเรื่องของ E-Donation ที่เพิ่มเข้ามาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 ทำให้ใครหลายคนสับสนว่าจะนำมาลดหย่อนภาษีได้หรือไม่ ซึ่งความเป็นจริงแล้วกรมสรรพากรแจ้งว่าสำหรับปีนี้ยังสามารถใช้กระดาษเป็นหลักฐานได้ตามปกตินะครับ หรือจะใช้เป็น e-Donation ก็ไม่ผิดอะไร (เพราะกรมมีข้อมูลอยู่แล้ว และเราสามารถตรวจสอบข้อมูลตัวเองได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากร) แต่หลังจากนี้เป็นต้นไป คือ ปี 2562 ในกรณีที่เป็นการบริจาคให้สถานศึกษา จะต้องเป็นการบริจาคผ่านระบบ e – Donation เท่านั้น หากต้องการจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าครับ

ส่วนเรื่องที่หลายคนสับสนว่าตัวอื่นยังใช้กระดาษได้ไหม อันนี้ก็บอกเลยครับว่าทุกอย่างยังใช้กระดาษได้เหมือนเดิม ติดตรงที่เพิ่มเติมเรื่อง เบี้ยประกันสุขภาพ ที่ต้องให้บริษัทประกันแจ้งผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิคส์ให้กรมสรรพากรเท่านั้น ซึ่งเชื่อว่าทุกคนน่าจะจัดการเรียบร้อยไปแล้วในช่วงปลายปีที่ผ่านมาครับผม

ฝากไว้สักนิด.. สำหรับคนที่ยื่นภาษียังไม่เป็น หรือสงสัยว่ามีอะไรใหม่ๆ สำหรับปี 2561 นี้บ้าง พรี่หนอมแนะนำให้ดูคลิปวีดีโอนี้เพิ่มเติมได้ครับผม

https://youtube.com/watch?v=ELAI6jD4wVU

และทั้งหมดนี้คือ 5 หลักฐานสำคัญที่ทุกคนต้องเตรียมไว้ให้ครบถ้วนสำหรับการขอคืนภาษี และการตรวจสอบของพี่ๆสรรพากร ท้ายที่สุด… พรี่หนอมหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเตรียมพร้อมในการยื่นภาษีสำหรับปี 2561 ได้ดียิ่งขึ้นนะคร้าบบบ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save