เหตุผลที่ต้องยื่นภาษี แม้ไม่ต้องจ่ายภาษีก็ตาม

ฤดูกาลยื่นภาษีมาแล้ว..การเสียภาษีถูกระบุไว้เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นภาษี ตามกฎหมายระบุให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือ คนไร้ความสามารถ หรือ เสมือนไร้ความสามารถ ต้องยื่นแบบเงินได้พึงประเมิน

สรุปแล้วใครที่ต้องยื่นภาษีบ้าง?

  1. ผู้มีเงินได้จากการจ้างแรงงานประเภทเงินเดือนค่าจ้างที่ได้รับในปีภาษีนั้น (ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม)
    – กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 60,000 บาท
    – กรณีที่มีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกัน เกิน 120,000 บาท
  2. ผู้มีเงินได้จากการทำธุรกิจการค้าทั่วไปที่มิใช่เกิดจากการจ้างแรงงานที่ได้รับในปีภาษีนั้น (ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม)
    – กรณีไม่มีคู่สมรสต้องมีเงินได้พึงประเมินเกิน 120,000 บาท
    – กรณีมีคู่สมรสไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายต้องมีเงินได้พึงประเมินรวมกันเกิน 220,000 บาท
  3. กองมรดกของผู้ตายที่ยังไม่แบ่งเกิน 60,000บาท
  4. ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลเกิน 60,000 บาท

ส่วนคำถามที่ว่า..ทำไมเงินเดือนไม่เกิน 10,000 ไม่ต้องยื่นภาษี?

ที่กฎหมายกำหนดแบบนี้เพราะมีที่มา คือ ถ้าเราได้รับเงินเดือนรวมตลอดทั้งปี 120,000

  • สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 50% ของเงินเดือนที่เราได้รับ นั่นคือ 60,000 
  • เมื่อเราเป็นผู้มีเงินได้กฎหมายจึงมอบค่าลดหย่อนส่วนตัวให้ 60,000 อยู่แล้ว

เท่ากับว่า มีเงินได้สุทธิ 0 บาท จึงไม่มีค่าภาษีต้องเสียเพิ่มอยู่แล้ว ฉะนั้น ใครที่มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีครับ

ถ้าเงินเดือนไม่น่าจะถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี แล้วจะมีเหตุผลจำเป็นอะไรที่ทำให้ต้องเสียเวลายื่นภาษี?

1. สบายใจ ไม่โดนตรวจสอบย้อนหลัง

เพื่อความสบายใจว่าทำถูกต้องตามกฎหมาย ไร้ความกังวลว่าจะโดนสรรพากรเรียกไปตรวจสอบหรือเปล่า? จะโดนภาษีย้อนหลังหรือไม่? และไม่เสี่ยงต่อการเลี่ยงภาษี และแม้ว่ารายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี แต่ดันไม่ได้ยื่น จนถูกเรียกตรวจสอบที่สำนักงานสรรพากร ก็ต้องเสียเวลาเพื่ออธิบายให้ทางสรรพากรอีกว่าไม่ได้หลบเลี่ยงหนีภาษี

2. มีหลักฐานเผื่อการทำธุรกรรมในอนาคต 

ในอนาคตไม่มีทางรู้ว่าต้องกู้เงินหรือทำธุรกรรมอะไรบ้าง การมีหลักฐานเพื่อยืนยันรายได้ที่ชัดเจนซึ่งคือแบบภาษี ภงด.90/91 เป็นเอกสารที่สำคัญและเชื่อถือได้เพื่อยืนยันว่ามีรายได้สูงพอ สำหรับยื่นต่อธนาคารเพื่อประกอบการกู้เงิน 

แล้วถ้าใครเป็นฟรีแลนซ์ รับงานอิสระยิ่งต้องยื่นภาษีเลย เพราะ ภงด. 90/91 จะเป็นเอกสารยืนยันรายได้แทนสลิปเงินเดือนได้ ทำให้มีเครดิตในการกู้เงินหรือทำธุรกรรมได้เช่นกัน

3. มีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ

เพราะเงินที่สรรพากรจัดเก็บนั้นก็จะถูกส่งเข้าเป็นงบประมาณการคลังสำหรับบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นทุกการจ่ายภาษีหมายถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ปัญหา และถึงแม้จะไม่อยากจ่ายภาษีเพราะอาจเห็นว่ารัฐใช้เงินไปกับเรื่องที่ไม่เห็นด้วยหรืออาจไม่ชอบใจ แต่เราจะหลบเลี่ยงทำผิดกฎหมายเสียเองก็ไม่น่ารักนะครับ ถ้าไม่อยากจ่ายภาษีก็หาค่าลดหย่อนมาช่วยลดภาระตรงนี้ไป เพราะก็เป็นสิทธิที่รัฐมีทางเลือกมาให้สามารถใช้ได้ทุกคนตามเงื่อนไข

และข้อมูลการยื่นภาษี ทั้งที่ต้องเสียภาษีและไม่เสียภาษีก็ตามนั้น ก็จะเป็นข้อมูลเชิงตัวเลขรายได้ของประชากรใน Big Data ที่รัฐสามารถเอาไปวิเคราะห์ได้หลายอย่างเพื่อการบริหารประเทศนั่นเอง

แล้วถ้าไม่ยื่นภาษีหล่ะ?

1. การไม่ยื่นภาษีคือการทำผิดกฎหมายและมีโทษ คือ

– ถ้ารายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่ยื่นภาษี หากมีการตรวจเจอ จะโดนค่าปรับ 2,000 บาท (ปรับจริงๆ แค่ 200 บาท)

– ถ้ารายได้ถึงเกณฑ์ แต่ยื่นภาษี หากมีการตรวจเจอ จะโดนค่าปรับ 2,000 บาท (ซึ่งจริง ๆ ก็เสีย 200 บาทเช่นกัน) บวกกับดอกเบี้ยร้อย 1.5 % ต่อเดือน หรือ 18% ต่อปี โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่หมดเขตยื่นภาษีถึงวันที่เพิ่งมายื่นภาษี

2. ไม่ได้เงินคืน ในกรณีที่บริษัทหวังดีหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินไป แต่กลับไม่ได้ยื่นแบบชำระภาษี ก็จะพลาดได้เงินที่ถูกหักคืนกลับมา

ยัง ยังไม่จบ ยังมีคำถามต่ออีกว่า…

ทำไมต้องยื่นภาษีเองอีก ในเมื่อกรมสรรพากรก็มีข้อมูลเราอยู่แล้วจากที่บริษัทส่งให้?

คำตอบคือ…ได้รู้และทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะพลเมือง มันอาจฟังดูโลกสวย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนเป็นพลเมืองที่อยู่ภายใต้กฎหมายที่กำหนดบทบาทหน้าที่ไว้ชัดเจน

และที่สำคัญคือสิทธิการรับเงินคืน ในกรณีที่โดนหักภาษี ณ ที่จ่ายเกินไป หรือมีรายการลดหย่อนแล้วขอคืนภาษีได้ ถ้าไม่ได้ยื่นภาษีก็จะพลาดได้เงินที่ถูกหักหรือลดหย่อนคืนกลับมา 

พูดง่าย ๆ คือสรรพากรไม่ตามทำจ่ายเงินให้คนที่ต้องได้เงินคืนหรอก แต่คนที่รายได้เกินต้องจ่ายภาษีเพิ่มก็จะโดนตามมาให้จ่ายเพิ่ม เพราะงั้น..ยื่นเถอะ

ทุกวันนี้การยื่นภาษีไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรอีกต่อไปแล้ว คือสามารถยื่นออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ E-Filing แถมวิธีการสะดวกเพราะมีคำแนะนำภายในเว็บไซต์ และยังมีข้อดีคือจะได้รู้ฐานการชำระภาษีของตัวเอง รู้จักวางแผนการเงินในปัจจุบันและอนาคต และยังมีสิทธิได้เงินคืนอีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเงินเดือนเท่าไหร่ก็ตาม ก็ยื่นภาษีกันเถอะ ส่วนใครยังงงว่าขั้นตอนการยื่นภาษีต้องทำยังไงบ้าง อ่านต่อที่ ขั้นตอนยื่นภาษีสำหรับมนุษย์เงินเดือน

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก #aomMONEY ทุกช่องทาง

Facebook

Website

Youtube

Line@ : @aommoney

แจกเงินล้าน จ้างออกจากโตเกียว..มาตราการลดความแออัดมหานคร

พื้นที่ vs ประชากร

การเป็นศูนย์กลางประเทศทำให้โตเกียวจะมีตัวเลขความหนาแน่นสูงติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่นั่นก็แลกมาด้วยการเข้าถึงโอกาสที่มากกว่าพื้นที่อื่น โดยเฉพาะ “งาน” และ “เงิน” ที่มากกว่า โตเกียวมีประชากรประมาณ 13 ล้านคน บนพื้นที่ราว 2,187 ตร.กม. ทำให้ค่าความหนาแน่นของประชากรมหานครโตเกียวสูงถึง 0.16 ตร.ม./1คน

ถ้าหากรวมประชากรที่อาศัยในพื้นที่ปริมณฑลของโตเกียวด้วยแล้ว มีสูงถึง 37 ล้านคน (คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ)

รัฐบาลญี่ปุ่นมีความพยายามลดความหนาแน่นของประชากรในโตเกียวมาตลอด 22 ปี ที่ผ่านมา เพื่อหวังให้เกิดการย้ายถิ่นฐาน การกระจายตัวประชากร รวมถึงไปช่วยสร้างความเจริญเศรษฐกิจให้กับเมืองรองหรือภูมิภาคอื่นมากขึ้น เช่น โครงการ “Revitalization of Regions

  • ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีโดยร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น
  • การให้เงินชดเชยบริษัทเอกชน หากย้ายสำนักงานออกจากพื้นที่โตเกียว 
  • การปรับปรุงบ้านเมืองโดยรวบรวมเงินจากคนในท้องถิ่น เพื่อจูงใจผู้สูงอายุในโตเกียวย้ายออกมาอาศัยในช่วงบั้นปลายชีวิต

ใช้เงินแก้ปัญหา?

ในขณะที่ตัวเลขของประชากรก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับมาตราการที่รัฐพยายามผลักดันเพื่อลดจำนวนประชากร จึงเป็นที่มาของ “นโยบายแจกเงิน 3 ล้านเยน” (ราว 9 แสนบาท) ให้กับคนมีถิ่นฐานในกรุงโตเกียวที่ต้องการย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่อื่น เพื่อกระจายประชากรไปอาศัยอยู่ที่อื่น ลดความหนาแน่น และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และหากนโยบายนี้ถ้าผ่านความเห็นชอบ จะถูกบังคับใช้ในช่วงเดือน เม.ย. 62 – มี.ค. 63

การใช้ “งบประมาณก้อนใหญ่” ตามมาตรการนี้ เป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนยอมย้ายงานออกไปจากโตเกียว บนพื้นฐานของการแบกรับรายจ่าย โดยทาร์เกตมุ่งไปที่

1. ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว

2. ผู้สูงอายุที่ยังเป็นแรงงานอยู่แต่รายได้น้อย

แต่สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่แห่เข้าไปอาศัยในโตเกียวทั้งเพื่อการศึกษา, การทำงาน หรือโอกาสก้าวหน้าในชีวิต ของทั้งวันรุ่นและวัยทำงาน ก้ยังเป็นกลุ่มที่การย้ายออกเป็นเรื่องยากกว่า รัฐต้องหามาตรการที่ตอบโจทย์มากกว่านี้มาจูงใจ

จัดหาพื้นที่รองรับ

มีเมืองรองที่ทางรัฐฯ เชียร์ให้ชาวโตเกียวไปอาศัย เช่น ฮาโกดาเตะ ทางตอนเหนือของประเทศ, นิชิโกะทางตอนเหนือของประเทศ, เซ็นได เมืองใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น และเมืองที่น่าสนใจอย่างฟุกุโอกะ ที่เป็นเมืองที่กำลังโตขึ้นพร้อมบริษัทสตาร์ตอัพรุ่นใหม่ เพราะเป็นเมืองขนาดกลาง และค่าครองชีพไม่สูงมาก มีสาธารณูโภคพื้นฐานครบครัน จึงเป็นตัวเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่อยากอยู่ในเมือง

ถือว่ามาตรการนี้เป็นการพยายามทำทุกวิธีเพื่อลดการกระจุกตัวของคน เป้าหมายก็เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและประเทศให้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำนั่นเอง ก็ต้องติดตามต่อไปว่าหากนโยบายออกมาใช้จริงจะมีการจัดการและเงื่อนไขในทิศทางใดบ้าง

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก

QUARTZ

Worldpopulationreview

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก #aomMONEY ทุกช่องทาง

Facebook

Website

Youtube

Line@ : @aommoney

(Review) ทำความรู้จักกับ SPRIME ตัวจริงสิงห์อสังหาฯ

สวัสดีครับนักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน วันนี้คลินิกกองทุนจะมาเล่าให้ฟังถึงการลงทุนที่น่าสนใจอีกครั้งครับ โดยต้องบอกตรงๆ ว่า เป็นอีกครั้งที่ผมค่อนข้างตื่นเต้นกับกองทรัสต์มากๆ ซึ่งไม่ได้มีความรู้สึกแบบนี้มานานแล้ว….อ้าวเฉลยไปโดยไม่รู้ตัว… ตอนนี้ทุกท่านคงจะทราบแล้วใช่ไหมครับว่าผมกำลังจะพูดถึงกองทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์นั่นเองครับ

หลายๆ ท่านคงจะคิดว่ากองทรัสต์ที่ผมกำลังจะพูดถึงอยู่นั้น ก็น่าจะเหมือนกับกองทรัสต์อื่นๆ ทั่วไป แต่ทำไมหมอนัทต้องตื่นเต้นด้วย ก่อนที่ผมจะเล่าให้ฟังว่าเพราะอะไร ผมขอเกริ่นให้ทุกท่านฟังเกี่ยวกับการลงทุนในกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์สักเล็กน้อยนะครับ

ใครที่ตามเพจคลินิกกองทุน หรือเคยได้เห็นผมไปบรรยายตามที่ต่าง ๆ อยู่ก็น่าจะพอทราบดีว่า กองทุนที่ผมค่อนข้างจะชอบ และลงทุนติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาหลายๆ ปี ก็คือ REIT (กองทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาฯ) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์รวมถึงกองทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วย

ทั้งนี้ก็เพราะว่าการลงทุนในกองทุนรวมหุ้น หรือกองทุนทั่วไปที่มีการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นการลงทุนที่ต้องอาศัยการเก็งกำไรด้วยกันเกือบทุกสินทรัพย์ พูดง่ายๆ คือต้องซื้อตอนที่ราคาถูกๆ เพื่อไปขายตอนราคาแพงขึ้นครับ

โดยปัจจุบันหากใครที่ลงทุนในกองทุนหุ้นผลตอบแทนจากการลงทุนย้อนหลังไป 5 ปี น่าจะอยู่ประมาณราว ๆ 30% (กองทุนแบบ Passive Fund : ข้อมูล ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2561) ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะต่ำกว่าการลงทุนในกองทุนหุ้นช่วงก่อนหน้านี้พอสมควรครับ แต่การลงทุนใน REIT และ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ต่างๆ นั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนของเรานั้น ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรในราคาของสินทรัพย์ แต่จะเกิดจากค่าเช่า, อัตราการเช่า ฯลฯ

ซึ่งเปรียบเสมือนว่าเราได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ เลยครับ ซึ่งก็จะมีทั้งกองทรัสต์ที่เป็นเป็นการลงทุนในกรรมสิทธิ์ (Freehold) หรือที่เป็นแบบลงทุนในสิทธิการเช่า (เช่าต่อ) (Leasehold) ครับ

โดยตราบใดที่คนเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นยังคงเช่าอยู่เพื่อทำกิจการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โกดังเช่า ออฟฟิศ สนามบิน รวมถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ รายได้จาก REIT และ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ นั้นก็ยังสามารถที่จะทำให้เรามีรายได้อย่างสม่ำเสมอนั่นเองครับ

ณ ปัจจุบัน หากไปดูกองทุนรวมประเภท Fund of Property Fund ก็จะพบกว่าผลตอบแทนย้อนหลังประมาณ 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ประมาณ 50% เลยทีเดียว ยิ่งเป็นกองทุนแบบ RMF บางกองทุนให้ผลตอบแทนประมาณ 70% เลยครับ (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2561)

แล้วทำไมผมต้องตื่นเต้นกับกอง REIT ที่ผมกำลังจะพูดถึงวันนี้ นั่นก็เพราะว่า มันอยู่ใกล้ ๆ บ้านของผมนั่นเองครับ….ไม่ใช่ครับ อันนี้ล้อเล่น ไม่ใช่เพราะว่าอยู่ใกล้ๆ บ้านของผม แต่เป็นเพราะว่าเป็นกองทรัสต์กองแรกของ “สิงห์ เอสเตท” นั่นเอง ที่สำคัญ คือมีทำเลที่ดีมาก และอัตราการเช่าที่สูงแบบนี้ ผมถือว่าน่าสนใจมากและเริ่มหาได้น้อยครับ

โดย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เป็นผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารค่อนข้างหลากหลายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พักอาศัย รวมถึงออฟฟิศต่าง ๆ ครับ

เอาเป็นว่าทาง สิงห์ เอสเตทมีประสบการณ์ในการบริหารอสังหาฯ มาแล้วมากมายครับ หลายๆ ท่านคงเริ่มจะสนใจมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลาคราวนี้เรามาดูรายละเอียดของกอง REIT กองนี้กันครับ

กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ เอส ไพรม์ โกรท

S Prime Growth Leasehold Real Estate Investment Trust หรือ ‘SPRIME’

รายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ที่เข้าลงทุนคือ

สิทธิการเช่าของที่ดินบางส่วนและพื้นที่สำนักงานของอาคารซันทาวเวอร์ส เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยอาคารซันทาวเวอร์สมีเนื้อที่ประมาณกว่า 5 ไร่ ประกอบด้วย

อาคาร A สูง 32 ชั้น 

อาคาร B สูง 40 ชั้น 

และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น

โดยมีพื้นที่ส่วนฐานรากของทั้ง 2 อาคารเชื่อมต่อกัน มีพื้นที่ใช้สอยที่กองทรัสต์จะเข้าลงทุนรวมทั้งสิ้นประมาณ 118,828 ตารางเมตร ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่าสุทธิรวมประมาณ 62,850 ตารางเมตร และส่วนพื้นที่ห้องประชุมอีก 944 ตารางเมตร ซึ่งตัวอาคารได้รับการปรับปรุงและบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีครับ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2561)

แล้วทำไมกองทรัสต์นี้ถึงน่าสนใจ นั่นก็เพราะว่า เวลาเราพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ นั้นเรามักจะพูดถึงเรื่องทำเลก่อนเป็นหลักครับ เนื่องจากทำเลที่ดีจะนำมาซึ่งผู้เช่าที่สูง และมีการเช่าที่สม่ำเสมอครับ ซึ่งพอพูดถึงทำเลแล้วละก็ กองทรัสต์ SPRIME นี้น่าสนใจมากๆ ก็เพราะว่าทรัพย์สินตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ดีมากๆ ครับ

เนื่องจากว่าตึกซันทาวเวอร์สนี้ตั้งอยู่บริเวณใกล้ห้าแยกลาดพร้าว บนถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อที่สำคัญของระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ย่านธุรกิจแหล่งค้าปลีก และโครงการคอนโดมิเนียมพักอาศัยชั้นนำมากมาย ตรงข้ามกับสวนจตุจักรที่หลายๆ คนคุ้นเคย

อันนี้ต้องบอกว่า ผมเองก็อาศัยอยู่ใกล้ๆ กับโครงการ ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าทำเลบริเวณนี้ การคมนาคมเองค่อนข้างสะดวกมากครับ เนื่องจากอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า MRT จตุจักรและสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิตประมาณ 800 เมตร และอยู่ใกล้กับจุดขึ้น-ลงทางพิเศษมากมาย มีทั้งเส้นทางด่วนดินแดน, พระราม 6 ได้ทั้งประชาชื่นหรือว่าไปอีกหน่อยก็จะขึ้นทางด่วนทางอนุสาวรีย์ได้ และมีทางด่วนไปถึงฝั่งธนบุรีอีกด้วยครับ (ทางขึ้นใกล้ ๆ หมอชิต 2) รวมถึง และทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์

นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้สถานที่สำคัญต่างๆ อาทิ สถานีขนส่งหมอชิต สวนสาธารณะจตุจักร ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว

ประเด็นคือที่นี่อยู่ใกล้ๆ กับ โครงการสถานีกลางบางซื่อที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งในอนาคตจะเป็นชุมทางรถไฟขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพเป็นศูนย์รวมการคมนาคมระบบรางของอาเซียนเลยครับ จึงทำให้อาคารซันทาวเวอร์ส นี้ และ อาคารซัน พลาซ่า ของบริษัท แม็กซ์ ฟิวเจอร์ ซึ่งเป็นศูนย์ค้าปลีกและศูนย์อาหารขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมจากคนทำงานและประชาชนในละแวกใกล้เคียงครับ

ระยะห่างของจุดคมนาคมต่าง ๆ เป็นดังนี้ครับ

•สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต (800 เมตร)

•สถานีรถไฟใต้ดินจตุจัตร (850 เมตร)

•ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (5.2 กิโลเมตร)

•สถานีขนส่งหมอชิต (4.1 กิโลเมตร)

•ทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก (ทางด่วนขั้นที่ 2) บริเวณทางขึ้น-ลงกำแพงเพชร (7.8 กิโลเมตร)

•ทางยกระดับโทลล์เวย์ ดอนเมือง (รังสิตมุ่งหน้าดินแดง) (14 กิโลเมตร)

•ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง (14.3 กิโลเมตร)

•บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งในอนาคตของศูนย์กลางคมนาคมพหลโยธิน ซึ่งประกอบไปด้วย

•สถานีกลางบางซื่อ (คาดว่าเปิดใช้บริการปี 2563) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระบบรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายและรถไฟความเร็วสูงที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

•ระบบขนส่งมวลชนขนาดรองรูปแบบรถโดยสารด่วนพิเศษ

•พื้นที่เชิงธุรกิจและพาณิชย์ต่างๆ

•ทรัพย์สินตั้งอยู่ห่างจากใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร (CBD) เพียง 11.0 กิโลเมตร

เป็นอย่างไรบ้างครับ น่าจะพอเห็นภาพของทำเลที่น่าสนใจมากๆ เลยใช่ไหม แต่นี่เป็นเพียงเริ่มต้นเท่านั้นครับ จุดสำคัญของการลงทุนในกองทรัสต์นั้น คือแนวโน้มการเก็บค่าเช่า และอัตราการเช่าด้วยครับ

ซึ่งกองทรัสต์นี้ ลงทุนในสิทธิการเช่าระยะเวลา 30 ปี ซึ่งผมคิดว่าก็นานพอที่จะเก็บกินค่าเช่า และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนได้อย่างสบายๆ ครับ แถมผู้เช่าก็ยังมีความหลากหลายกพอสมควรประมาณ 61 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ในไทยและต่างประเทศที่มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย อาทิ ธุรกิจการเงินการลงทุนและประกันภัย อุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้ลดความเสี่ยงของการกระจุกตัวของกลุ่มธุรกิจของผู้เช่าได้ พูดง่ายๆ การที่ผู้เช่าหลากหลายจะเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้นนั่นเองครับ

โดยปัจจุบันอาคารซันทาวเวอร์สมีอัตราการเช่าพื้นที่ประมาณ 93.8% และอัตราค่าเช่าและค่าบริการสำนักงานเฉลี่ยอยู่ที่ 572 บาทต่อ ตร.ม.ต่อเดือน (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2561)

ก็แสดงว่าทางผู้บริหารสินทรัพย์เองก็สามารถที่จะขึ้นค่าเช่าได้ตามที่กำหนด นั่นก็หมายถึงรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เอาเป็นว่าลงทุนไปโอกาสแพ้เงินเฟ้อก็มีน้อยมากครับ

ทั้งนี้นอกจากอัตราการเช่าเองอยู่ในระดับที่ดีมาก ก็ยังมีความสม่ำเสมออีกด้วยครับ โดยจะมีบริษัท แม็กซ์ ฟิวเจอร์ จำกัดในเครือ บมจ.สิงห์ เอสเตท ที่มีประสบการณ์บริหารอาคารสำนักงานให้เช่าของกลุ่มสิงห์ เอสเตท มาเป็นผู้บริหารทรัพย์สินในกองทรัสต์นี้ให้ครับ

ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในการบริหารอาคารและผลการดำเนินงานของทรัพย์สินในอนาคตที่จะสามารถรักษาอัตราผู้เช่าและค่าเช่าให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเพื่อผลประโยชน์ต่อผู้ถือหน่วยทรัสต์

ข้อสรุปของกองทรัสต์นี้

โดยส่วนตัวมองว่ามีข้อดีมาก ๆ เลยก็คือ อัตราการเช่าสูง และค่อนข้างสม่ำเสมอ รวมถึงเพิ่มค่าเช่าได้ด้วยครับ ซึ่งส่วนที่จะช่วยทำให้อัตราการเช่าไปได้ดีแบบต่อไป ก็คือ ทำเลของตึกที่ผมมองว่าในอนาคตก็น่าจะยังดีต่อไป เพราะว่าใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานในการเดินทางต่างๆ มากมายอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นครับ

การเข้าลงทุนครั้งแรกของทรัสต์ SPRIME นี้จะมีวงเงินลงทุนทั้งสิ้นไม่เกิน 5,717.5 ล้านบาท โดยจะมาจากเงินกู้ยืมไม่เกิน 1,350 ล้านบาท และเสนอขายหน่วยทรัสต์อีกไม่เกิน 4,467.5 ล้านบาท ที่ราคาหน่วยละ 10 บาท หรือคิดเป็นไม่เกิน 446.75 ล้านหน่วย 

แน่นอนกว่าการกู้นั้นจะส่งผลให้เราได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นครับ (ต้นทุนที่ลงทุนน้อยลง) ถึงจะมีดอกเบี้ยเงินกู้ก็ตาม แต่ทางโครงการได้ประเมินแล้วแน่ๆ ว่าคุ้มกว่าการลงทุนด้วยเงินนักลงทุน เพียงอย่างเดียวครับ

โดย บมจ.สิงห์ เอสเตท และ/หรือกลุ่มบุคคลเดียวกัน มีความต้องการจะเข้าลงทุนในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหน่วยทรัสต์ที่ออกและเสนอขายทั้งหมดด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจกับนักลงทุนอีกทางครับ

ซึ่งประมาณการผลตอบแทนของกองทรัสต์นี้อยู่ที่ประมาณ 7% ในปีแรก ที่ราคา 10 บาทต่อหน่วย

สรุปจุดเด่นการลงทุน

นอกจากนี้ บมจ. สิงห์ เอสเตท ยังเป็นผู้พัฒนาโครงการต่างๆ ซึ่งก็ต้องบอกว่ามีโอกาสที่จะได้เห็นกองทรัสต์นี้มีสินทรัพย์อื่นๆ หรือ ตึกออฟฟิศอื่น มาระดมทุนเพิ่มเติมได้อีกครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับกองทรัสต์กองนี้ ผมว่าน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวนะครับ แต่เวลาลงทุนกับกองทรัสต์เองก็ต้องกระจายความเสี่ยงไปยังกองอสังหา ฯ อื่นๆ ด้วย เช่น โรงแรม โกดังเช่า ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ แต่ถ้าพูดถึงกองที่ลงทุนกับออฟฟิศแล้วละก็ ตอนนี้ในใจผมเองก็อยากจะแนะนำให้นักลงทุนได้ลองดูกอง SPRIME อีกกองด้วยครับ

สุดท้ายก่อนจะจากกันไป ผมอยากแนะนำให้นักลงทุนอ่านข้อมูลก่อนที่จะลงทุน และศึกษาทำเลของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดีๆ ก่อนการลงทุนทุกครั้งนะครับ เพื่อที่จะลงทุนไปแล้วเกิดความสบายใจมากขึ้น รวมถึงได้โอกาสทีจะได้ผลตอบแทนที่ดีอีกด้วยครับ

วันนี้ขอบคุณมากที่ติดตามกัน หากสงสัยรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ทางเพจ และ www.sprimegrowth.com ได้เลยนะครับ วันนี้ลาไปก่อนสวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial

ติดปีกให้การลงทุน ด้วยการจับมือระหว่าง Krungsri กับ MUFG

ด้วยเทคโนโลยี ความก้าวหน้าในปัจจุบัน ทำให้โลกทั้งใบเชื่อมโยงกันง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคมเดินทาง การรับรู้ข่าวสาร หรือแม้กระทั่งการลงทุน ตัวอย่างเช่นตอนปี 2015 เกิดวิกฤตราคาน้ำมันดิบตกต่ำ หุ้นที่ไม่น่าเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันอย่างหุ้นของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) ก็โดนหางเลขไปด้วย

เพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มาจากประเทศตะวันออกกลาง ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันไปเต็มๆ จะเห็นได้ว่าโลกการลงทุนเชื่อมโยงกับปัจจัยและเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเชื่อมโยงนี้ทำให้นักลงทุนต้องสนใจ ติดตามข่าวสาร เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เพื่อดูแนวโน้ม และปัจจัยที่อาจส่งผลต่อโลกการลงทุน 

ในส่วนของสถาบันการเงินนั้น ก็มีการปรับตัวเช่นกัน หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของประเทศไทย ได้จับมือกับ MUFG หรือ Mitsubishi UFJ Financial Group กลุ่มสถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่ติด 1 ใน 5 ของโลก ที่มีสินทรัพย์ในเครือทั้งหมดรวมมากกว่า 2.7 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ มีเครือข่ายสำนักงานกว่า 2,300 แห่งในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก

ด้วยความเชี่ยวชาญทางการเงินและเครือข่ายที่แข็งแกร่งระดับโลก นำมาสู่คำถามที่ว่าการจับมือกันระหว่าง Krungsri และ MUFG ครั้งนี้ จะช่วยติดปีกการลงทุนให้เราอย่างไรได้บ้าง ในฐานะที่เป็นลูกค้ากรุงศรีด้วยตนเอง วันนี้ลงทุนศาสตร์จึงมาขอเล่าถึงข้อดีของการเป็นลูกค้ากรุงศรีกับโอกาสการลงทุนในกองทุนให้ฟังครับ

อย่างที่เกริ่นไปว่าการที่กรุงศรีผนึกกำลังกับ MUFG นั่นคือโอกาสในการลงทุนครับ โดยเฉพาะกองทุนที่น่าสนใจและสามารถซื้อผ่านกรุงศรีได้โดยตรง นั่นคือ กองทุน KF-JPSCAPD หรือ กรุงศรีเจแปนสมอลแคปอิควิตี้ปันผล นั่นเองครับ

กองทุน KF-JPSCAPD เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุนผ่านกองทุนหลัก คือ MUFG Japan Equity Small Cap Fund ซึ่งมีสัดส่วนลงทุนเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV มีความเสี่ยงระดับ 6 และมีนโยบายจ่ายเงินปันผล โดยกองทุนหลักจะเน้นลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น TOSHO , MJC , TSUKUI เป็นต้น เพราะหุ้นกลุ่มนี้สามารถสร้างผลตอบแทนได้เหนือกว่าตลาดโดยรวม มีความผันผวนตํ่ากว่า และยังถูกมองข้ามด้วยข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล

อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ กองทุนประวัติผลการดำเนินงานที่โดดเด่นจากกลยุทธ์การลงทุนที่แตกต่าง โดยทีมผู้จัดการกองทุนจะเฟ้นหาบริษัทที่เป็นผู้นำทำงธุรกิจโดยการทำความเข้าใจถึงโครงสร้างอุตสาหกรรม และลักษณะธุรกิจของแต่ละบริษัทให้ครอบคลุมทั้งวัฎจักร อีกทั้งทีมผู้จัดการกองทุนอยู่ในโตเกียว ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

หากเพื่อนๆ สนใจก็ลองไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเว็ปไซต์ : https://bit.ly/2M0MTMQ หรือ ติดต่อธนาคารกรุงศรี สาขาใกล้บ้านได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น หากเราลงทุนที่ธนาคารกรุงศรีมากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป เราก็จะได้รับเอกสิทธิ์สิทธิประโยชน์ที่หลากหลายทั้งทางด้านการเงินและไลฟ์สไตล์จาก KRUNGSRI EXCLUSIVE นอกจากเรื่องกองทุนที่คัดสรรมาเฉพาะที่ Krungsri แล้ว ยังมีเรื่องงานสัมมนาระดับโลกที่ Krungsri จัดประจำเป็นทุกปี KRUNGSRI EXCLUSIVE Economic and Investment เป็นงานสัมมนาที่เชื่อมโยงมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนระดับโลกเข้ากับมุมมองเจาะลึกตลาดภายในประเทศ เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจทิศทางการลงทุนในภาพกว้าง อย่างเช่นครั้งที่ผ่านมา ด้วยเครือข่ายของ Krungsri-MUFG มีผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก Morgan Stanley Investment Management มาร่วมบรรยายถ่ายทอดมุมมองด้วย เพื่อเสริมความรู้ ติดอาวุธให้กับนักลงทุนโดยเฉพาะ

นอกจากเรื่องของการลงทุนแล้ว สำหรับคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ การเป็นพันธมิตรระหว่างกรุงศรี และ MUFG ยังสามารถเชื่อมโยงธุรกิจของเราให้สามารถต่อยอดขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้ง่ายขึ้นผ่านกิจกรรม Business Matching ซึ่งเป็นงานที่รวบรวมความหลากหลายทางธุรกิจจากไทย ญี่ปุ่น และประเทศต่างๆ ในเอเชีย เข้าไว้ในงานเดียว เพื่อให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตในตลาดต่างประเทศ และด้วยความร่วมมือนี้ Krungsri จะเป็นตัวช่วยให้คุณออกไปสู่โลกกว้างได้ง่ายขึ้น

จะเห็นได้ว่าโลกทั้งใบเชื่อมโยงกันมากขึ้น โลกการลงทุน โลกการค้าก็เป็นเรื่องใกล้ตัว ด้วยความเชี่ยวชาญทางการเงินและเครือข่ายระดับโลกของ Krungsri กับ MUFG เปลี่ยนเรื่องการเงินที่ซับซ้อนเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจ ทำให้คุณเข้าถึงโอกาสทางการเงินระดับโลกได้ง่ายขึ้น

เสมือนย่อโลกทั้งใบไว้ในมือคุณ

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน

*ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

*กองทุน KF-JPSCAPD ลงทุนกระจุกตัวในประเทศญี่ปุ่น ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย

*กองทุน KF-JPSCAPD อาจทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินในหลักทรัพย์สกุลเงินตราต่างประเทศที่กองทุนถืออยู่ โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทจัดการ ซึ่งอาจมีต้นทุนสำหรับการทำธุรกรรมฯ โดยทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และในกรณีที่ไม่ได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงิน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ทั้งนี้ โดยปกติกองทุนจะป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทุนในกองทุนรวม คุณจำเป็นต้องรู้อะไรบ้าง ??

เขาบอกว่าคนยุคนี้สนใจเรื่องการเงินมากขึ้น เพื่อนๆของเราหลายต่อหลายคนสนใจอยากลงทุน แต่ไม่รู้จะลงทุนกับอะไรดี ความรู้ก็พอมีบ้าง แต่ก็ขี้เกียจหาเพิ่ม งานก็เย๊อะ เยอะ ไม่มีเวลาจะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ วันนี้ aomMONEY ขอแชร์ไอเดียลงทุนในกองทุนรวม ต้องทำยังไงบ้างนะ มาดูกันครับ

ข้อดีการลงทุนในกองทุนรวม

มีมืออาชีพมาคอยดูแล บริหารให้

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นมืออาชีพด้านนี้ เพราะกองทุนรวมเขามีมืออาชีพด้านนี้คอยจัดการให้อยู่แล้ว เรียกว่า “ผู้จัดการกองทุน” ดังนั้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีความรู้และขาดประสบการณ์ด้านนี้ เรามีผู้จัดการที่พึ่งได้อยู่ครับ 

การลงทุนมีนโยบายหลากหลาย กระจายความเสี่ยง

เนื่องจากเป็นการลงทุนในกองทุนรวม จะมีการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ทำให้ลดความเสี่ยงในการลงทุนได้

มีเงินไม่เยอะก็ลงทุนได้

คุณไม่ต้องเทเงินก้อนหมดหน้าตักในชีวิตคุณมาลงทุนในกองทุนรวม มีทุนน้อย ลงทุนน้อย สามารถกำหนดการซื้อได้ในขั้นต่ำ ด้วยเงินเพียง 1,000 บาทขั้นต้น 

เลือกลงทุนกองทุนรวมยังไงดี

อ่านหนังสือชี้ชวนให้ละเอียด

เมื่อต้องตัดสินใจเลือกลงทุน เริ่มต้นด้วยการอ่านหนังสือชี้ชวนให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ ยิ่งอ่านและค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกองทุนที่คุณจะสนใจอย่างละเอียด ยิ่งเป็นผลประโยชน์ต่อผู้ลงทุน

อย่าใส่ใจผลงานที่ผ่านมา ถ้าต้องเปรียบเทียบให้เลือกผลตอบแทนที่ดีกว่า

การยึดติดผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนรวมอาจทำให้คุณไม่กล้าตัดสินใจลงทุนได้ เพราะการลงทุนในอดีตไม่ใช่สิ่งรับประกันผลงานในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น 

แต่หากคุณจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกกองทุนรวมหลากหลายกอง ก็ควรเปรียบเทียบด้วยผลงานในอดีต

ว่ากองทุนไหนมีอัตราผลตอบแทนที่ดีกว่า จงเลือกลงทุนกองทุนนั้น

เลือกกองทุนรวมที่เหมาะกับสไตล์ตัวเอง

ข้อควรพิจารณาว่าตนเองเป็นนักลงทุนสไตล์ไหนคือ คุณต้องรู้ตัวเองว่า คุณสนใจผลตอบแทนมากแค่ไหน รับความเสี่ยงได้ระดับใด ชอบให้มีนโยบายปันผลหรือไม่ มีเวลาติดตามข่าวสารมากน้อยเพียงใด 

เรื่องน่ารู้เหล่านี้ ยิ่งคุณตอบตัวเองได้ชัดเจนมากเท่าไร คุณก็จะยิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นนักลงทุนสไตล์ไหน

เลือกกองทุนที่ผู้ลงทุนมีความชำนาญ

ยิ่งผู้ลงทุนมีความรู้ ความชำนาญมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้การลงทุนมีการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้นได้

จงหาจังหวะที่เหมาะสมในการซื้อขายและอย่าลืมพิจารณาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย

จงคาดการณ์เสมอว่า ช่วงไหนควรจะซื้หน่วยลงทุนเก็บไว้ หรือช่วงไหนตลาดทุนขึ้นสู่จุดสูงสุดก็ควรเปลี่ยนทิศทาง ขายออกไปก่อน

หากคุณคิดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น

แต่หากคิดว่าอัตราดอกเบี้ยจะคงที่หรือมีแนวโน้มลดลง ควรลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว

เริ่มลงทุนในกองทุนรวม มีขั้นตอนยังไงบ้าง

หาข้อมูล บลจ. และกองทุนรวม

จงพิจารณาว่ากองทุนรวมที่ผู้ลงทุนต้องการจะลงทุนมีคุณสมบัติตอบโจทย์หรือไม่ ตรงความต้องการไหม มีการให้คำปรึกษาหรือเปล่า การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในการลงทุนสะดวกหรือยุ่งยากเพียงใด ความรู้ความสามารถผู้ให้คำแนะนำในการลงทุน และผลการดำเนินงานที่ผ่านมา 

เตรียมเอกสารเปิดบัญชีกองทุนรวม

เตรียมบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาสมุดบัญชีที่ต้องการตัดบัญชี

เปิดบัญชีลงทุนในกองทุนรวม

คุณสามารถเปิดบัญชีลงทุนได้ที่ธนาคาร เดี๋ยวนี้ธนาคารต่างๆ พัฒนาแอพพลิเคชันออกมาให้คุณสามารถลงทุนง่ายๆ ผ่านแอพได้แล้ว ไม่ต้องไปถึงธนาคารก็ลงทุนได้เลย ที่บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ที่บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ที่บริษัทนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.)

ทั้งหมดนี้ก็คือข้อมูลขั้นต้นเท่านั้นสำหรับมือใหม่ให้เริ่มพิจารณาลงทุนกัน การลงทุนมีความเสี่ยงควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน

ที่มา:

กลยุทธ์ลงทุนในกองทุนรวม
เคล็ดลับมือใหม่กองทุนรวม

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

(Review) คุ้มครองความเสี่ยงค่ารักษาด้วยประกันโรคมะเร็ง “เจน แคนเซอร์ ซูเปอร์ โพรเทคชั่น” (GenCancerSuperProtection)

“โรคมะเร็ง” สำหรับใครบางคน อาจจะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ไกลตัว คนที่สุขภาพดี ร้อยวันพันปีไม่เคยต้องหาหมอหรือเข้าโรงพยาบาลเลยอย่างเรา ไม่น่าจะมีโอกาสเป็นโรคร้ายแรงแบบนี้ได้

“แต่รู้หรือไม่ว่าจากสถิติแล้ว สาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของคนไทย อันดับ 1 ก็คือการเสียชีวิตจาก โรคมะเร็ง นี่แหละครับ”

จากข้อมูลของ กองยุทธศาสตร์และแผนงานกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2560 แจ้งว่า จาก สถิติปี 2559 คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง โดยเฉลี่ย 118 คน ต่อประชากร 100,000 คน

(http://bps.moph.go.th/new_bps/sites/default/files/health_strategy2559.pdf)

ฟังดูแล้วเหมือนจะน้อย แต่ลองคิดดูว่า ทุกๆ 1,000 คน รอบตัวเราจะมีคนเสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 1 คน มันก็น่ากลัวไม่น้อยนะครับ (และนี่คือนับเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตนะครับ ไม่ได้นับผู้ที่ “ตรวจพบ” เป็นโรคมะเร็งอีก ซึ่งถ้านับรวมด้วย สัดส่วนจะต้องสูงกว่านี้อย่างแน่นอน) แถมถ้าเทียบกับปี 2549 แล้วก็จะพบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งนั้นสูงขึ้นเกือบ 45% เลยทีเดียว โดยที่โรคมะเร็งที่คนไทยเป็นกันมากที่สุด ก็คือ “มะเร็งตับ” ตามมาด้วย “มะเร็งปอด” นั่นเอง

ซึ่งจริงๆ แล้วสาเหตุต่างๆ ที่ร่วมกันทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้น ล้วนแล้วแต่แทรกอยู่ในวิถีชีวิตในแต่ละวันของเราทั้งสิ้น ตั้งแต่เรื่องอาหารการกิน อารมณ์ความรู้สึก การพักผ่อนและการออกกำลังกาย การใช้เครื่องมือสื่อสาร รวมไปถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ทำให้หากเราปล่อยปละละเลย ไม่ใส่ใจการดำเนินชีวิตให้ดี โรคมะเร็งอาจจะยิ่งใกล้ตัวกว่าที่เราคิดก็เป็นได้ เพราะไม่มีใครสามารถการันตีได้ 100% ว่าจะไม่มีทางเป็นโรคมะเร็งได้

ดังนั้น แทนที่เราจะมองข้าม ผมคิดว่าคงดีกว่าถ้าเราวางแผนลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็ง รวมถึงเตรียมรับมือผลกระทบของมันไว้ล่วงหน้า

นอกเหนือจากการดูแลรักษาสุขภาพ หมั่นออกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ รักษาอารมณ์ให้ดี รวมถึงไปตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปีแล้ว สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เราควรวางแผนรับมือกับค่ารักษาเอาไว้ให้ดีด้วย แม้เราจะรักษาสุขภาพของเราเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม

เนื่องจาก ถ้าเกิดเราโชคร้ายเป็นมะเร็งขึ้นมาจริงๆ การรักษาโรคมะเร็งนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง ไปจนถึงสูงมากๆ (ตามระดับการให้บริการของแต่ละโรงพยาบาล) ทำให้อาจส่งผลกระทบต่อการเงินของเราและครอบครัว โดยเฉพาะค่าผ่าตัดและค่าฉายรังสีหรือการทำคีโม

ซึ่งการวางแผนรับมือกับค่ารักษาดังกล่าว นอกเหนือจากการเก็บเงินสำรองที่เราเก็บเป็นค่ารักษาแล้ว เราสามารถเลือกทำ “ประกันโรคมะเร็ง” เพื่อสร้างเงินทุนไว้เป็นค่ารักษา หากตรวจพบโรคมะเร็งขึ้นมาได้

โดยลักษณะการทำ ประกันโรคมะเร็ง จะเป็นการเลือกทำวงเงินทุนประกันก้อนใหญ่ แล้วจ่ายเบี้ยประกันเป็นประจำทุกปี (ซึ่งเบี้ยประกันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยตามอายุที่มากขึ้น) หากตรวจพบโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะในระยะลุกลาม หรือไม่ลุกลาม ทางบริษัทประกันก็จะจ่ายวงเงินให้เราเป็นสัดส่วนตามทุนประกันที่ทำไว้ รวมไปถึงอาจมีเงินชดเชยรายวัน ในแต่ละวันที่เราพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากโรคมะเร็งอีกด้วย (แล้วแต่บริษัท)

ตัวอย่างของประกันโรคมะเร็งที่น่าสนใจ

สำหรับผู้ที่สนใจวางแผนทำประกันโรคมะเร็งเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงของค่ารักษา ที่ผมจะขอยกมาแนะนำในวันนี้ คือประกัน “เจน แคนเซอร์ ซูเปอร์ โพรเทคชั่น” (Gen Cancer Super Protection) แพ็กเกจประกันชีวิต+โรคมะเร็งจาก บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (Generali) ที่มีคอนเซ็ปต์ว่า “ตรวจเจอ อุ่นใจ จ่ายทุกระยะ คุ้มครองรวมสูงสุด 5 เท่า หรือ 15 ล้านบาท”

ซึ่งแพ็กเกจ ประกันชีวิตและโรคมะเร็ง “เจน แคนเซอร์ ซูเปอร์ โพรเทคชั่น” (Gen Cancer Super Protection) นั้น จะจ่ายเมื่อเป็นโรคมะเร็งทุกระยะ รวมถึงกรณีเสียชีวิต รวมความคุ้มครองสูงสุด 5 เท่าของจำนวนเงินเอาประกันภัย หรือสูงถึง 15 ล้านบาท

  • คุ้มครองตลอดชีวิต 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย จนถึงอายุ 85 ปี
  • หากตรวจเจอมะเร็งระยะไม่ลุกลาม รับเงิน  1 เท่าของจำนวนเงินเอาประกันภัย
  • หากตรวจเจอมะเร็งระยะลุกลาม รับเงินอีก 3 เท่าของจำนวนเงินเอาประกันภัย แล้วก็ไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันหลักต่อ
  • และถ้าไม่เป็นมะเร็ง ก็ได้รับเงินคืน 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยเมื่อมีชีวิตอยู่ครบสัญญา
  • นอกจากนี้ ยังสามารถนำเบี้ยประกันไปลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์ของสรรพากร

และจะมีแผนประกันให้เราเลือกอยู่ 4 แผน ดังนี้

ตัวอย่างเช่น หากเราเลือกแผน 2 ที่จำนวนเอาประกันภัย 1,000,000 บาท หากเราตรวจพบโรคมะเร็งในระยะไม่ลุกลาม บริษัทประกันจะจ่ายให้เรา 100% ของจำนวนเอาประกันภัย คือ 1,000,000 บาท แต่หากรักษาไม่หาย จนถึงระยะลุกลาม หรือตรวจพบเมื่อเป็นโรคมะเร็งในระยะลุกลามไปแล้ว บริษัทประกันจะจ่ายอีก 300% ของจำนวนเอาประกันภัย คือ 3,000,000 บาท จากนั้น หากเราเสียชีวิต ไม่ว่าจะกรณีใดๆ (ทั้งจากโรคมะเร็งและไม่ใช่โรคมะเร็ง) บริษัทประกันก็จะจ่ายเราอีก 100% ของจำนวนเอาประกันภัย คือ 1,000,000 บาทเช่นกัน และหากเรามีอายุจนถึง 85 ปี บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินครบสัญญาให้เราอีก 100% ของจำนวนเอาประกันภัย คือ 1,000,000 บาท

นอกจากนั้น หากเราตรวจพบเป็นมะเร็งระยะลุกลาม บริษัทประกันก็ยังยกเว้นค่าเบี้ยในส่วนของเบี้ยที่เป็นประกันชีวิตให้เราอีกด้วย จึงเป็นแผนประกันที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการวางแผนทำประกันเพื่อคุ้มครองโรคมะเร็งโดยเฉพาะและต้องการความคุ้มครองชีวิตในทุกๆกรณีไปพร้อมๆกัน

สรุปจุดเด่นและข้อจำกัด ประกันชีวิตและโรคมะเร็ง “เจน แคนเซอร์ ซูเปอร์ โพรเทคชั่น” (GenCancerSuperProtection) จาก บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต

จุดเด่น

  • เป็นแพ็กเกจความคุ้มครองที่รวมทั้งความคุ้มครองชีวิตทุกกรณี และความคุ้มครองโรคมะเร็งเข้าไว้ด้วยกัน
  • จ่ายผลประโยชน์จากโรคมะเร็ง สูงสุดถึง 400% ของทุนประกัน
  • คุ้มครองทั้งกรณีเป็นมะเร็งระยะลุกลาม และไม่ลุกลาม
  • หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ไม่ต้องจ่ายค่าเบี้ยส่วนประกันชีวิตต่อ

ข้อจำกัด

  • คุ้มครองความเจ็บป่วยจากกรณีโรคมะเร็งเท่านั้น
  • ไม่มีเงินชดเชยรายวัน

โรคมะเร็งนั้น เป็นโรคร้ายแรงที่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด เพราะสาเหตุของการเกิดโรคล้วนแล้วแต่แทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตของเราในแต่ละวัน ซึ่งโอกาสเกิดโรคหรือเสียชีวิตนับวันก็จะยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้เราควรจะต้องรู้จักดูแลรักษาสุขภาพ รวมไปถึงการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ดี และไม่ควรที่จะลืมวางแผนจัดการความเสี่ยงของค่ารักษาโรคมะเร็งเอาไว้ด้วย ด้วยการวางแผนทำประกันโรคมะเร็งอย่างเหมาะสม เลือกแผนความคุ้มครองที่คุ้มค่ากับตัวเราไว้ให้ดีด้วยนะครับ

รับประกันโดย บมจ. เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

บทความนี้เป็น Advertorial

Generation Alpha กับพฤติกรรมการเงิน

Generation Alpha หมายถึง กลุ่มคนที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2553 – 2568 (2010 – 2025) ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผลผลิตของคน Y นั่นเอง

มีการประเมินว่ามี Gen Alpha กำลังเกิดใหม่ทั่วโลกประมาณ 2.5 ล้านคน / สัปดาห์

เกิด เผชิญ เจริญเติบโต ท่ามกลางเทคโนโลยี

ความพิเศษของเด็ก Gen Alpha คือ การเติบโตอยู่ในโลกข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก หล่อหลอมและส่งผลต่อทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตและความคิดของหลายมิติ เช่น พวกเขาต้องการที่จะประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย, พวกเขาจะคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตเปลี่ยน, สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน, การศึกษาเปลี่ยน ทำให้เด็กรุ่นนี้มีมุมมองในมิติโลกการเรียนรู้และอาชีพการงานเปลี่ยนไป เกิดเป็น passion ที่อาจสร้างอาชีพในฝันในอนาคตด้วย

การเติบโตขึ้นพร้อมกับความรวดเร็วของอินเตอร์เนต ทำให้เด็ก gen นี้มีกิจกรรมบนออนไลน์ กิจกรรมที่เด็กกลุ่มนี้ใช้อินเทอร์เนตมากที่สุด คือ

1. ความบันเทิง เช่น เล่นเกม, ฟังเพลง, Youtube

2. โซเชียลเน็ตเวิร์ค

3. ค้นหาข้อมูล

จากการสำรวจเด็ก gen นี้มีการใช้อินเตอร์เนตทุกวันเฉลี่ย 47.4% และมีแนวโน้มการใช้เพิ่มขึ้นอีกแบบทวีคูณ เรียกได้ว่าเป็น Organic digital native! อย่างแท้จริง

แล้ว Gen Alpha สำคัญยังไง?

แน่นอนว่าคน Gen Alpha จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อตลาด เพราะเป็นเจ้าของอำนาจและกำลังซื้อ โดย

1. เด็กอายุ 4-9 ปี เหมือนเป็นศูนย์กลางของครอบครัว มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้จ่ายของพ่อแม่ที่เป็นคนgen Y และ Millennial สูงถึง 65%

2. พ่อแม่ ผู้ปกครอง จะใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัว เช่น กิจกรรมเสริมความสามารถพิเศษ, workshop, ทักษะกีฬา ฯลฯ เพื่อให้ลูกหลานออกห่างจากโลกออนไลน์

ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางพฤติกรรมด้านต่าง ๆ

1. รูปแบบการใช้จ่าย

อย่างที่ย้ำไปว่า เด็กรุ่นนี้เกิดมาพร้อม ๆ กับเทคโนโลยี จึงที่เอื้ออำนวยให้ก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดมากขึ้น เพราะแค่มีบัตรหรือมือถือที่รองรับการจ่ายเงินแบบไม่ใช้เงินสดก็สามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าซื้อของ, โอนเงิน, สะสมคะแนน, ซื้อสินค้าออนไลน์, ซื้อตั๋วคอนเสิร์ต, จองที่พัก ฯลฯ อย่างเป็นเรื่องปกติ จนแทบจะไม่มีการใช้สอยแลกเปลี่ยนกันในโลกออฟไลน์ จึงเป็นการปลูกฝังให้เด็กสร้างมุมมองต่อคุณค่าเงินเป็นเพียงเงินในโลกดิจิตัล และเด็กจะมีความเข้าใจเรื่องการใช้จ่ายเป็นเรื่องสะดวกสบาย รวดเร็ว คล่องตัว

2. อาชีพในฝัน

อาชีพบนแพลตฟอร์มออนไลน์จะเป็นอาชีพในฝัน เช่น การเป็น YouTuber / Blogger/ Vlogger เกมเมอร์, e-sport และนักแคสต์เกม เป็นต้น ซึ่งพ่อแม่อาจเคยมองสิ่งเหล่านี้ในแง่ลบ เป็นกิจกรรมที่เสียเวลา และไม่ได้พัฒนาทักษะเหมือนการเรียน หรือสร้างสรรค์ความสามารถพิเศษอื่น ๆ แต่สำหรับเด็กgenอัฟฟ่าแล้วนี่คือพื้นที่ที่พวกเขาสามารถแสดงความเป็นตัวของตัวเองในด้านที่ไม่เหมือนใคร สร้างรายได้ และชื่อเสียง

โดยเฉพาะ Youtube จะเป็นช่องทางปล่อยของและแสดงมุมมองความคิดเห็นส่วนตัวที่มีต่อโลก แถมยังสามารถสร้างรายได้จากความชอบของตัวพวกเขาเองได้อีกด้วย

กรณีที่เห็นได้ชัดเลย คือ Ryan ToysReview ชาแนลรีวิวของเล่นโดยไรอัน เด็กชายวัย 8 ขวบ ด้วยแรงสนับสนุนจากครอบครัว, ความความจริงจังและความสม่ำเสมอในการผลิตคอนเทนต์ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพ จึงทำให้ Ryan ToysReview กลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านของเล่นและเป็นยูทูเบอร์ที่มีรายรับมากที่สุดประจำปี 2018 จากการจัดอันดับของ Forbes (เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 61) โดยสามารถทำรายได้  22 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 720 ล้านบาท) ซึ่งก็สะท้อนอีกว่าทั้งผู้ผลิตสินค้าและผู้บริโภคได้เปลี่ยนช่องทางการรับสาร-ส่งสาร ไปที่แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้นเช่นกัน

3. การใช้เทคโนโลยีตอบสนองทุกประสาทสัมผัส

การเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยี AI และ AR มีส่วนช่วยให้การเรียนรู้สำหรับ gen Alpha ดีขึ้น ทั้งการเข้าสู่ตลาดของเทคโนโลยีการรู้จำเสียงพูด (Voice Recognition) ที่เห็นในตอนนี้ เช่น  GoogleHome หรือ Amazon Echo ที่ช่วยให้เด็กได้ฝึกการมีปฏิสัมพันธ์ด้วยประสาทสัมผัสด้านอื่น ๆ นอกจากการสัมผัสจอ และทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น เช่นเดียวกับเหล่าของเสริมพัฒนาการแบบ AR

เช่น ที่ Dexii ที่ใช้เทคโนโลยี Virtual Reality หรือ VR เสริมการเรียนรู้ ยิ่งสนุกมากขึ้นเมื่อคุณสวมใส่แว่นตา VR เพื่อสวมบทบาทนักทดลอง และได้เห็นบทเรียนจากตัวหนังสือเป็นภาพที่เพิ่มศักยภาพในการเรียนรูและเข้ากับความสนใจของเด็ก gen นี้

4. การศึกษาทางเลือก

นิเวศของการเรียนรู้จะเปลี่ยนไป เพื่อตอบโจทย์สังคมที่เปลี่ยนไป มีการแข่งขันพัฒนาโมเดลเทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์โปรแกรมการศึกษาของนักเรียนแต่ละคน (personalize) ตามความถนัดและความสนใจ ซึ่งตรงกับความคิดของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ที่ต้องการสร้างประสบการณ์นอกห้องเรียนให้ลูกหลานโดยคาดหวังให้บทเรียนจากระบบทางเลือกนี้สร้างภูมิคุ้มกันต่อปัญหาในอนาคตได้

5. แนวคิดสร้างสรรค์สังคม

ในขณะที่เด็ก gen นี้ต้องการพื้นที่ในการแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็ยังต้องการพื้นที่สำหรับการเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างสรรค์สังคมให้ดีขึ้นและได้รับการยอมรับจากสังคมเช่นกัน และด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์นอกห้องเรียน เน้นการปฏิบัติ การปลูกฝังความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกโมเดลหนึ่งที่มีการปฏิบัติอย่างจริงจังเพื่อสร้างความยั่งยืนในอนาคต เด็ก gen นี้จึงสนใจการทำงานแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และงานอาสาสมัครที่ได้ช่วยเหลือคนเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เช่น องค์กรสิ่งแวดล้อม, ช่วยเหลือผู้อาศัยถิ่นทุรกันดาร, นักกิจกรรมบำบัด, นักพัฒนาชนบท, นักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคม เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลประกอบจาก

grantthornton

digiday

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก #aomMONEY ทุกช่องทาง

Facebook

Website

Youtube

Line@ : @aommoney

ให้การลงทุนง่ายกว่าเดิม เมื่อมาที่ธนาคารกรุงศรี

เบื่อใช่ไหมกับการวิ่งวุ่นซื้อกองทุนรวมหลายธนาคารหลาย บลจ.

ยิ่งใกล้สิ้นปีธนาคารยิ่งแน่น คนจำนวนมากไปต่อคิวซื้อกองทุนรวม โดยเฉพาะกองทุนรวม LTF และ RMF เพื่อลดหย่อนภาษี ยิ่งใครสนใจซื้อกองทุนรวมหลาย บลจ. ยิ่งแล้วใหญ่ ต่อคิวธนาคารโน้น วิ่งเข้าธนาคารนี้ ซื้อกองทุนรวมบลจ. โน้นต้องไปที่นั่น ซื้อกองทุนรวมบลจ. นั้นต้องไปที่นี่ เอกสารเปิดบัญชีก็ต้องกรอกหลายรอบ กลายเป็นความปวดหัวของนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมรู้กันดีคือ การซื้อกองทุนรวมหลายบลจ. มันช่างเหนื่อยและน่าเวียนหัวจริงๆ

แต่จะซื้อกองทุนรวมแค่บลจ. เดียวได้ไหม จะได้ไม่ต้องวุ่นวายให้ปวดหัว?

หากจะทำก็ทำได้ แต่หลายครั้งกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนที่เราสนใจไม่ได้อยู่ใน บลจ. เดียวกันหมดนี่สิ นักลงทุนที่ลงทุนกองทุนรวมคงคิดเป็นเหมือนกันว่าเป็นไปได้ยากมากที่เราจะเคาะกองทุนรวมที่ชอบที่สนใจที่อยากลงทุนแล้วได้รายชื่อมาอยู่ในบลจ. เดียวกันหมด มหกรรมการวิ่งซื้อกองทุนรวมจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงแทบไม่ได้เลย แต่เชื่อมั่นว่านักลงทุนส่วนใหญ่ก็ยอมทำกันหมด เพราะการซื้อกองทุนรวมที่ดีย่อมคุ้มค่ากับการเสียเวลาไปต่อคิวอยู่แล้ว

นอกจากปัญหาตอน “ซื้อ” ปัญหาตอน “บริหารจัดการ” ก็กลายเป็นเรื่องยากอีกเหมือนกัน

การบริหารจัดการกองทุนรวมจากหลายบลจ. ก็มีความวุ่นวายหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของข้อมูลที่กระจัดกระจายกัน แยกบัญชีแยกการสรุปข้อมูล ทำให้เวลาจะดูผลตอบแทนรวม จัดพอร์ตฟอลิโอ หรืออัปเดตสภาพพอร์ตก็ทำได้ยาก เราต้องมานั่งทำในกระดาษหรือในคอมพิวเตอร์เอง ซึ่งบางทีก็จะกลายเป็นความขี้เกียจและห่างหายจากการลงทุนไป

กรุงศรีเข้าใจทุกความปวดหัวของนักลงทุนดี

ด้วยแนวคิดที่มองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง Customer Centric จึงทำให้กรุงศรีเริ่มต้นสร้างบริการที่ทำให้นักลงทุนสามารถซื้อกองทุนรวมได้ผ่านบัญชีเดียว ไม่ต้องวิ่งวุ่นหลายที่ ไม่ต้องจัดการข้อมูลหลายอย่าง ชอบกองไหนเลือก แล้วเดินมากรุงศรีแบบที่เป็น One Stop Service ได้เลย

ธนาคารกรุงศรีถือเป็นธนาคารขนาดใหญ่เจ้าแรกๆ ที่เปิดตลาดการขายกองทุนรวมหลาย บลจ.

ก่อนหน้านี้ เราอาจจะเห็นบริการการซื้อขายกองทุนรวมหลาย บลจ. จากค่ายอื่นบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นค่ายขนาดเล็ก และเรามักไม่ได้มีบัญชีธนาคารหลักของเราอยู่ เวลาจะซื้อจะขายก็อาจจะต้องย้ายเงินเข้าเงินออกอีก แต่การที่ธนาคารใหญ่ลงมาเปิดให้บริการดีๆ แบบนี้เองจะกลายเป็นความสะดวกของนักลงทุนไปเลย เพราะเราสามารถใช้เงินในบัญชีหลักของเราจัดการซื้อขายกองทุนรวมได้ง่าย สะดวก และเงินก็รวมอยู่ที่เดียวกัน ตรวจสอบง่าย ปรับพอร์ตฟอลิโอทรัพย์สินรวมได้อย่างสะดวก

บริการซื้อขายกองทุนรวมหลายบลจ.ของกรุงศรีดีอย่างไรบ้าง?

1. ซื้อขายสะดวก ไม่ต้องกรอกเอกสารมากมายอย่างที่คิด

หากยังไม่มีบัญชีมาก่อน ก็เลือกเปิดบัญชีแบบซื้อขายหลายบลจ. ได้ที่สาขาเลย แต่ถ้าเคยซื้อกองทุนผ่านธนาคารกรุงศรีอยู่แล้วยิ่งง่ายใหญ่ เพราะแค่ขอเปลี่ยนแปลงประเภทบัญชีเป็นแบบซื้อขายหลาย บลจ. ก็สามารถซื้อขายได้เลย การซื้อขายก็ง่ายมากเพราะสามารถเลือกซื้อผ่านโมบายแอป KMA ได้ทุกที่ทุกเวลาจากปลายนิ้วกด แต่ถ้าไม่ชอบใช้แอป จะแวะไปที่สาขาก็สามารถทำได้ทุกวันทำการเช่นกัน

2. ซื้อขายกองทุนรวมได้หลายบลจ. ได้เลยที่กรุงศรี

เราสามารถซื้อกองทุนรวมจากหลากหลาย บลจ. ที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับทางธนาคารได้เลยเพียงไปที่ธนาคารกรุงศรีที่เดียว ไม่ต้องไปหลายที่ติดต่อหลายที่ แถมข้อมูลกองทุนต่างๆ ก็รวมอยู่ที่เดียวกัน อัปเดตพอร์ตฟอลิโอได้ง่าย

3. กองทุนรวมที่คัดมาเลือกแล้วว่าน่าสนใจ

นอกจากจะเป็นช่องทางในการซื้อขายกองทุนรวมแล้ว ธนาคารกรุงศรียังคัดสรรกองทุนรวมที่น่าสนใจมาให้ลูกค้าเลือกซื้อด้วย หรือถ้าใครไม่อยากเลือกเองยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เพราะสามารถให้ผู้แนะนำการลงทุนแนะนำกองทุนรวมได้เลย เรียกได้ว่ากรุงศรีคัดมาแต่ตัวเต็ง เลือกง่าย เลือกสบายกว่าไปนั่งเลือกเองทั้งหมด

4. ไม่ใช่แค่ซื้อขาย แต่ให้คำแนะนำด้านการลงทุนด้วย

อย่างที่เล่าว่ากรุงศรีจะคัดเลือกกองทุนที่น่าสนใจมา และมีผู้แนะนำการลงทุนคอยแนะนำการลงทุนที่เหมาะกับเราด้วย ธนาคารกรุงศรีจึงไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มหรือช่องทางในการซื้อขายกองทุนรวมเฉยๆ แต่ยังช่วยขจัดความปวดหัวในการเลือกกองทุนรวมของนักลงทุนได้อีกด้วย เลือกไม่ถูก ปรึกษาธนาคารกรุงศรีได้ หรือแม้กระทั่งอยากได้รายชื่อกองทุนรวมไปเลือกต่อ ก็ปรึกษาธนาคารกรุงศรีได้เช่นกัน ทั้ง LTF หรือ RMF ก็สบายได้หมด ปรึกษาได้เลย ลดหย่อนภาษีอะไรยังไงเท่าไหร่บ้าง ธนาคารกรุงศรีมีบริการแนะนำการลงทุนพร้อม

แค่เปลี่ยนวิธีการเพียงเล็กน้อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า

จากการต้องวิ่งวุ่นซื้อกองทุนรวมหลาย บลจ. ก็หันมาดูแลบัญชีกองทุนธนาคารกรุงศรีเพียงที่เดียว นอกจากจะลดปัญหาเรื่องความวุ่นวายไปได้แล้ว กองทุนรวมที่ธนาคารกรุงศรีคัดมาก็จัดว่าเป็นตัวเต็ง ฟอร์มดี มีความน่าสนใจ และหากติดขัดไม่เข้าใจตรงไหน ก็สามารถปรึกษาหรือขอรับการแนะนำด้านการลงทุนได้ที่ผู้แนะนำการลงทุนได้เลย

หมดยุคสมัยของการวิ่งวุ่นซื้อกองทุนหลาย บลจ. หลายธนาคารตอนสิ้นปีกันแล้ว เดี๋ยวนี้เขาหันมาจิ้มผ่านแอป KMA ที่หน้าจอมือถือกันแล้ว

ไปลอง!

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

“สร้างภูมิคุ้มกัน” ในตลาดหุ้นก่อนลงทุนจริง!!

“หุ้น” คือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง ดีกว่าสินทรัพย์ลงทุนอื่น

“หุ้น” เป็นสินทรัพย์ ที่เศรษฐีส่วนใหญ่มีในพอร์ตลงทุน

“หุ้น” ใช้เงินลงทุนน้อย และมีสภาพคล่องสูง

“หุ้น” จึงเป็นที่นิยมของคนที่คิดจะลงทุน

แต่ในความจริง คนที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น มีเพียง 20% ที่อยู่รอด ส่วนอีก 80% ขาดทุน และออกจากตลาดไป ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้คนส่วนใหญ่ขาดทุน ก็เพราะขาดความรู้ ความเข้าใจ และลงทุนด้วยความโลภ

มักจะเริ่มลงทุนง่ายๆ ด้วยการลอกหุ้นตามห้องไลน์ ตามเพจดัง หรือลงทุนตามเพื่อน เชื่อตามมาร์ซึ่งจริงๆแล้ว สิ่งแรกที่คุณต้องเริ่มลงทุน ก่อนจะลงทุนในหุ้น ก็คือการ “ลงทุนในตัวเอง”

ปัจจุบัน ความรู้ในการลงทุนหุ้นมีมากมาย ทั้งในอินเตอร์เน็ต ในโซเชียลมีเดีย  แต่การหาความรู้ผ่านช่องทางเหล่านี้ ความยากของมือใหม่ คือ การที่ต้องเสพให้เยอะ วิเคราะห์แยกแยะข้อมูล และความน่าเชื่อถือได้ แล้วนำมาปะติดปะต่อ เรียบเรียง เพื่อนำไปปรับใช้จริง

วันนี้เราจึงมีช่องทางหาความรู้ ที่น่าเชื่อถือ มาแนะนำมือใหม่ นั่นคือ

1. หนังสือ

ซึ่งเป็นช่องทางที่หาง่าย ราคาไม่สูง  โดยเรามีหนังสือหุ้นที่น่าอ่านสำหรับมือใหม่ 3 เล่มมาแนะนำ

1.1 ตีแตก โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์มานานมาก  แต่มีความคลาสสิค และเหมาะสำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยหนังสือ พูดถึงเรื่องการที่เราจะเข้าไปในตลาดหุ้นต้องศึกษาอะไร แล้วเวลาที่เกิดวิกฤติ จะเป็นโอกาสในการลงทุนอย่างไร ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าศึกษาอย่างมาก

1.2  เหนือกว่าวอลสตรีท โดย Peter Lynch & John Rothchild

หนังสือเล่มนี้ ถือเป็นคัมภีร์ของนักลงทุนหุ้น มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยด้วย โดยมีเนื้อหาให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดเกี่ยวกับการลงทุน วิธีการเลือกหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนได้ดี และการดูปัจจัยพื้นฐาน แม้ว่าจะอ่านยากสักหน่อย แต่เชื่อว่าได้อะไรมาไม่น้อยเลยล่ะ

1.3 100 คำตอบต้องรู้ดูหุ้นพื้นฐาน (Fundamental) โดยคุณนิ้วโป้ง นักลงทุนแนว VI

เล่มนี้มีเนื้อหาไม่ซับซ้อน อ่านง่าย  เป็นการรวบรวมคำถาม ที่นักลงทุนหุ้นส่วนใหญ่เจอ มาร้อยเรียงผ่านการตอบคำถามจากประสบการณ์และมุมมองของผู้เขียน

แต่สำหรับใครที่ไม่ชอบอ่าน หรือมีข้อจำกัดทางด้านเวลา ไม่มีเวลามากนักในการค่อยๆศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเอง  อีกหนึ่งช่องทางในการเรียนรู้ ก็คือ

2. หลักสูตรอบรม

ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดเวลา ย่นระยะเวลาในการเรียนรู้ได้มาก ที่สำคัญคือ เป็นความรู้ที่ถูกคัดกรอง ออกแบบ และจัดเรียงอย่างเป็นระบบมาให้แล้ว ซึ่งทำให้เราทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น

แล้วเรายังสามารถซักถามพูดคุยกับผู้สอนได้ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ กับคนที่มาอบรมด้วยกัน ทำให้เรามีเพื่อน มีสังคมคนที่ลงทุนเหมือนกัน ซึ่งกลุ่มก้อนแบบนี้ จะช่วยทำให้เราอยู่ในตลาดได้นานขึ้น ไม่ล้มเลิกไปกลางคัน

โดยถ้าสนใจศึกษาด้วยวิธีการนี้ เราก็มีที่อบรมมาแนะนำมือใหม่ 2 ที่ แบ่งเป็นของภาครัฐ และ ภาคเอกชน คือ

2.1 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) 

เป็นหน่วยงานหลักของภาครัฐ ที่มีหน้าที่ดูแลตลาดหุ้น และให้ความรู้แก่นักลงทุน ดังนั้นจึงมีความน่าเชื่อถืออย่างมาก โดยมีความรู้ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงระดับสูง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.set.or.th/set/education/home.do?language=th&country=TH หรือ https://elearning.set.or.th/ 

2.2 สต็อคทูมอร์โรว์ (stock2morrow)

มาที่ฝั่งภาคเอกชน หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อของ stock2morrow เป็นสถาบันสอนการลงทุนชื่อแรกๆที่คนนึกถึง เปิดมากว่า 14 ปี ถือว่าเป็นหนึ่งในสถาบันอบรมที่ยืนระยะมาเป็นเวลานาน โดดเด่น และมีชื่อเสียง ด้วยการให้ความรู้การลงทุน จาก “นักลงทุนจริง” จึงถ่ายทอดได้ทั้งความรู้และประสบการณ์ ที่ผ่านสนามมาจริง พร้อมมีระบบการสอนและดูแลผู้เรียนอย่างใกล้ชิด

ใครสนใจหลักสูตรต่าง ๆ ของทาง Stock2morrow สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.stock2morrow.com/course/

ดังนั้น สำหรับคนที่กำลังสับสน ไม่รู้จะเริ่มยังไง หรือลงทุนมั่วๆ ลงทุนตามคนอื่นมาตลอด อยากจะให้ค่อยๆเริ่มต้นลงทุนในความรู้ก่อน แล้วความรู้ที่ถูก mind set ที่ใช่ จะทำให้คุณเป็น 20% ที่อยู่รอด ทำกำไรได้ในตลาดหุ้นอย่างแน่นอน

บทความนี้เป็น Advertorial

นักลงทุนหน้าใหม่ระวัง!! ติดกับดักค่า NAV

มือใหม่หัดลงทุนกองทุนต้องเคยเจอและได้ยินผ่านหูกันมาบ้างกับคำว่า “NAV กองทุน” หลายคนยังงงว่า NAV คืออะไร? #aomMONEY เอาข้อมูลมาฝากกันตามนี้เลยครับ

NAV ย่อมาจาก Net Asset Value แปลตรงตัวคือ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ

NAV ก็คือ มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนรวม รวมถึงผลประโยชน์ที่กองทุนรวมจะได้รับ หลังหักจากหนี้สินและค่าใช้จ่ายของกองทุนนั้น ๆ มีอยู่แล้ว 

NAV สามารถคำนวนได้จาก

รายได้ค้างรับ + เงินสด – หนี้สิน = มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV)

NAV บอกอะไร?

1. สะท้อนผลการดำเนินงานของกองทุนที่ผ่านมา

(ผลตอบแทนกองทุน มาจากการนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ เช่น เงินปันผล หุ้นเพิ่มทุน ดอกเบี้ยรับ และกำไรส่วนเกินทุน)

2. สะท้อนศักยภาพของทรัพย์สินและผู้จัดการกองทุน

เพราะผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจากการลงทุนก็คือ เงินปันผล (กรณีกองทุนมีจ่ายเงินปันผล) และการขายหน่วยลงทุนออกตอนที่มูลค่าหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น

ค่า NAV ที่ดี ต้องเท่าไร?

นักลงทุนหน้าใหม่หลายคน นำ NAV แต่ละกองมาเทียบกัน #aomMONEY ขอบอกถ้าเทียบแบบนี้คือคุณติดกับดักแล้วครับ เพราะซึ่งสิ่งสำคัญของการลงทุนคือมูลค่าของกองทุนต่างหาก นักลงทุนจึงต้องมาดูว่าอัตราการเติบโตของกองทุนโตขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์

เพราะฉะนั้น NAV แต่ละกองทุนจะมีค่าเท่าไรก็ได้

NAV จะมากน้อยเท่าไร หรือ จำนวนหน่วยลงทุนจะมากน้อยเท่าไรก็ตาม ถ้าทรัพย์สินในกองทุนเติบโตขึ้น ผลตอบแทนจากการลงทุน (เงินปันผล) ก็เติบโตขึ้นเช่นกัน

การดูค่า NAV นักลงทุนต้องพิจารณาเทียบกองทุนนั้น ๆ ตามช่วงเวลาที่ผ่านมาว่ามีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น – ลดลงอย่างไร? ค่า NAV ไม่สามารถใช้เทียบระหว่างกองทุนรวมได้ สาเหตุเพราะอย่างที่ไปข้างต้นแล้วว่า NAV เป็นเหมือนราคาของทรัพย์สินหนึ่งที่กองทุนรวมถืออยู่ ซึ่ง

1. แต่ละกองทุนนั้นถือทรัพย์สินแตกต่างกัน

2. แต่ละกองทุนมีจำนวนหน่วยลงทุนแตกต่างกัน

นักลงทุนสามารถดูค่า NAV ที่ บลจ.แสดงทุกสิ้นวันทำการ จะหมายถึง NAV / 1หน่วยลงทุน (คือเป็นค่าที่หารเฉลี่ยเป็นหน่วยลงทุน) ในทางกลับกันถ้านำ NAV มาคูณกับจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดก็จะรู้ว่ากำไรจากการบริหารสินทรัพย์ของกองทุนมีมูลค่าเท่าไรนั่นเอง

ตัวอย่าง

– กองทุน A มี NAV น้อยกว่า กองทุน B ไม่ได้แปลว่ากองทุน A ถูกกว่ากองทุน B

– กองทุน A มี NAV 24.02 บาท/หน่วย ในขณะที่กองทุน B มี NAV 15.02 บาท/หน่วย ไม่ได้แปลว่ากองทุน A แพงกว่ากองทุน B

สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ หากต้องการเปรียบเทียบระหว่างกองทุนและตัดสินใจว่าจะลงทุนกองทุนอะไร ให้พิจารณาปัจจัย พื้นฐานกองทุน และเงื่อนไขของกองทุน, นโยบายการลงทุนที่น่าสนใจ, ผลตอบแทนในอดีต, ระดับความเสี่ยง และผู้จัดการกองทุนที่บริหารอยู่ในขณะนั้นประกอบกัน

ใครสนใจเรื่องกองทุนรวมและกำลังศึกษาเรื่องราวการลงทุน LTF/RMF

อยากปรึกษาเพื่อนเรื่องกองทุน ต้องเข้ากรุ๊ปนี้ต้องเข้ากรุ๊ปนี้ ? กองทุนไหนดี

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save