(Review) วางแผนการเงินต้นปีด้วยประกันชีวิตสะสมทรัพย์ 510

ช่วงปีใหม่ของทุกปี ถือเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่จะใช้เวลาในการวางแผนการเงินของตัวเองใหม่ในสไตล์ #NEWYEARNEWYOU เพื่อเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ แต่มักจะลืมไปเรื่องหนึ่งหลังจากการตั้งเป้าหมายไว้ คือ การสร้างวินัยให้กับตัวเองไปพร้อมๆกัน

ลองคิดดูสิว่า ได้เงินโบนัสมาก้อนใหญ่ ถ้าหากปล่อยให้เงินก้อนนี้ต้องเสียไปกับการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นกับชีวิต บางทีเป้าหมายการเงินที่คิดไว้คงจะหมดไปตั้งแต่เดือนมกรา แบบนี้ต่อให้มีเป้าหมายดีแค่ไหน ถ้านิสัยไม่เปลี่ยนก็ไร้ความหมาย จริงไหมครับ?

จากการทดสอบด้วยตัวเอง พรี่หนอมพบว่าคนเราจะเปลี่ยนแปลงนิสัยให้มีวินัยได้ ต้องบังคับให้ตัวเองมีเป้าหมายที่ชัดเจนในเรื่องนั้นๆ ซึ่งบางคนก็เลือกใช้การทำประกันชีวิตเป็นทางเลือกหนึ่ง

เดี๋ยวๆๆๆ… หลายคนคงคิดในใจว่านี่กำลังจะขายของใช่ไหม บอกเลยว่าใช่ แต่อยากให้อ่านกันก่อน เพราะว่าการทำประกันชีวิตมันก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราเอามาปรับใช้กับชีวิตได้เช่นกัน

เอางี้ ลองไปถามคนรอบตัวเราดูสิว่า ทุกวันนี้ทำประกันไหม และทำประกันแบบไหนบ้าง บอกได้ว่าส่วนใหญ่ต้องตอบว่าทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์แน่นอน

ทำไมคนถึงชอบซื้อประกันแบบสะสมทรัพย์

เหตุผลที่คนชอบทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เพราะอยากได้รับผลตอบแทน (เงินก้อน) จากการทำประกันประเภทนี้ และได้รับความคุ้มครองชีวิตส่วนเพิ่มมาช่วยให้ชีวิตคนข้างหลังดีขึ้นบ้าง หากมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ซึ่งถ้าเกิดเรายังอยู่ต่อไปได้ ก็เอาเงินก้อนมาใช้สบาย (แถมได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม) อีกต่างหาก ตามนิสัยของคนส่วนใหญ่ที่ชอบเผื่อเหลือเผื่อขาด

ถ้าหากเรามองว่า ปีใหม่นี้ เราอยากจะสร้างวินัยในตัวเองด้วยการเก็บเงิน แล้วเรามีความสามารถพอที่จะจ่ายไหวในทุกๆ ปี ที่มีการเรียกเก็บค่าเบี้ยประกัน พร้อมกับรอให้เงินจำนวนนั้นมันเติบโตไปตามเวลา เพื่อให้ได้เงินก้อนนั้นมาตามเป้าหมายที่เราวางไว้ แถมได้ความคุ้มครองชีวิตระหว่างทาง การทำประกันสะสมทรัพย์ก็เป็นตัวตอบโจทย์ได้ทางหนึ่ง

ถ้าตัดสินใจซื้อประกันสะสมทรัพย์แล้วต้องดูอะไรบ้าง?

หากตัดสินใจซื้อประกันแล้ว เราลองเปรียบเทียบสิ่งที่เราอยากได้เพิ่มเติมต่อ เช่น ผลตอบแทนคุ้มกับเบี้ยประกันรายปีที่จ่ายไปไหม มีเงินจ่ายคืนให้ตลอดทุกปีหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ก็ต้องเป็นไปตามความต้องการของเรา หรือปรึกษากับตัวแทนประกันชีวิตเพื่อให้เขานำเสนอสิ่งทีใกล้เคียงกับความต้องการของเรามากที่สุด

โดยปกติสำหรับใครที่เลือกทำประกันแบบสะสมทรัพย์ มักจะเจอการจ่ายเบี้ยประกันรายปีประมาณ 5-6 ปี ก่อนที่จะได้รับเงินก้อนหลังจากที่กรมธรรม์ครบกำหนดสัญญา (กรณีใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี ต้องมีกรมธรรม์ต้องมีระยะเวลาเอาประกันไม่น้อยกว่า 10 ปี)

และสำหรับคนที่ชอบซื้อประกันกลุ่ม 5/10 , 6/15 หรือ 15/25 พรี่หนอมแนะนำเพิ่มเติมว่า ถ้าหากเลือกแบบประกันดีๆ ที่มีการจ่ายเงินคืนในแต่ละปี กระแสเงินสดจากเงินในกลุ่มนี้จะมาช่วยแบ่งเบาภาระของการจ่ายค่าเบี้ยได้เช่นเดียวกัน หรือบางคนอาจจะเลือกทำประกันสะสมทรัพย์พวก 5/10 ทุกๆ 5 ปี เพื่อให้มีเงินสะสมระยะยาวไปเรื่อยๆ เป็นการสร้างวินัยในการเก็บเงินและลดหย่อนภาษีไปพร้อมๆกัน ก็เป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งครับ

แต่ตรงนี้ก็ต้องดูกระแสเงินสดและความต้องการประกอบกันด้วยนะครับ อย่าลืมจุดสำคัญที่เราต้องการ นั่นคือ NEW YEAR NEW YOU เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ด้วยการวางแผนการเงินของเราทั้งปี รวมถึงดูเรื่องอื่นประกอบกันด้วยเพื่อให้ได้การเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่ดีที่สุดครับ

มาถึงตรงนี้ นี่จะขายประกันหรือเปล่า?

เอาล่ะครับ ขายกันตรงๆแล้วครับ กับช่วงพรี่หนอมยอดนักขาย กับประกันชีวิตของทางกสิกรไทยที่มีชื่อว่า ประกันชีวิตเพื่อสะสมทรัพย์ 510 การันตี โดยมีจุดเด่น คือ ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท จ่ายเบี้ยระยะสั้นแค่ 5 ปี มีเงินจ่ายคืนให้ทุกปี การันตีไม่ต้องตรวจสุขภาพ และได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า  ตามรูปด้านล่างนี้เลยจ้า

นอกจากนั้นทางกสิกรยังฝากมาบอกว่า ประกันตัวนี้มีโปรโมชั่นมากมาย ทั้ง

  • อายุรับประกัน 30 วัน – 60 ปี
  • ทุนประกันขั้นต่ำ / สูงสุดต่อคน 20,000 บาทขึ้นไป (เมื่อรวมทุนประกันของกลุ่ม 615 การันตี,1525การันตี, 95/5 อีซี่, 3/1 ไม่เกิน 25 ล้านบาท)
  • ชำระเบี้ยประกัน รายปี /  6 เดือน / 3 เดือน 
  •  สามารถชำระด้วยบัตรเครดิตได้ 

โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครองและข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกัน

เอาล่ะครับ… หากใครสนใจประกันตัวนี้ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 

ธนาคารกสิกรไทยทั่วประเทศ คลิก Kasikornbank.com หรือโทร 02-8888888

หวังว่าเนื้อหาทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้อ่านทุกคนตอบคำถามได้นะครับว่า วางแผนการเงินต้นปี ด้วยประกันชีวิตดีไหม?

บทความนี้เป็น Advertorial

เงินเก็บ 3 ก้อนแรกในชีวิตที่ควรมี

ขึ้นชื่อว่าเงินเก็บ รู้แหละว่าต้องมี รู้ว่าเก็บแล้วดีกับชีวิต

แต่จะเก็บเพื่ออะไรก่อนดีน้า.. มาค่ะ มาดามฟินนี่มีแนวทางแนะนำมาบอก

เงินเก็บ 3 ก้อนนี้…มันคือพื้นฐาน ฐานรากของการวางแผนทางการเงินให้ตัวเอง ถ้าเราเตรียมเงิน 3   ก้อนนี้ไว้ก่อน รับรองค่ะ ว่าเราจะมีความมั่นคงในใจ กล้าใช้ชีวิตมากขึ้น

1. เงินเก็บเพื่อความอุ่นใจ

คืออะไร?

ภาษาทั่วไปบางคนเค้าเรียกสำรองเผื่อฉุกเฉิน emergency fund

มีไปทำไม?

ก็เพื่อไม่ให้ชีวิตเป็นคนอ่อนไหวง่าย Sensitive เกิดอะไรไม่คาดฝันทีก็จะเป็นจะตาย โดยเฉพาะเรื่องงาน เรื่องทำมาหากิน หลายคนต้องทนกล้ำกลืน ไม่กล้าเปลี่ยนงาน ไม่กล้าลาออก เพราะไม่มีเงินสำรองตรงนี้แหละ

ควรมีเท่าไหร่ดี?

3-6 เท่าของรายจ่ายจำเป็นต่อเดือน คือ ค่าที่อยู่อาศัย ค่าน้ำค่าไฟค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง (ถ้าต้องออกไปหางานใหม่)

เก็บแบบไหน?

เน้นสภาพคล่อง คือ เอาเงินออกได้ง่ายๆ ผลตอบแทนไม่ต้องหวังสูง เช่น  บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง เป็นต้น

2. เงินเก็บเพื่อคนที่เรารัก

คืออะไร?

เงินที่เอาไว้ดูแลคนที่ต้องพึ่งพาเงินจากเรา ไม่ว่าจะเป็นลูก คู่ชีวิต พ่อแม่ ญาติที่ต้องการเราดูแล

มีไปทำไม?

หลายคนก็คิดแค่ว่าหาเลี้ยงกันไปเดือนต่อเดือนก็ได้มั้ย แต่ความจริงของชีวิตคือ เราไม่มีทางรู้ว่าเราออกจากบ้านไปหาเงินทุกวันนี่ จะมีวันไหนที่เราจะไม่ได้กลับบ้าน หรือหลับไปแล้วเกิดไม่ตื่นขึ้นมารึเปล่า เราจึงควรเก็บเผื่อไปล่วงหน้าด้วย

ควรมีเท่าไหร่ดี?

เท่าที่เราจะอุ่นใจว่า หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คนที่เรารักจะพอตั้งหลักใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้ แปลว่า ถ้ามีแค่เราที่หาเลี้ยงครอบครัว ความเสี่ยงยิ่งสูงกว่าคนที่มีพี่น้องหรือคู่ชีวิตที่หาเงินได้ด้วยอยู่ในบ้าน 

คำนวณง่ายๆ คือรายจ่ายที่เราจ่ายต่อเดือนคูณเวลาในการตั้งหลักชีวิตหากสูญเสียเราไป หรือถ้าเป็นลูก ก็คือจนกว่าลูกคนเล็กจะเรียนจบ

เก็บแบบไหน?

เวลาดูว่าเราเตรียมเงินตรงนี้ไว้พอไหม ให้ดูเงินฝากหรือทรัพย์สินอื่นที่ขายเป็นเงินสดได้ + ทุนประกันชีวิตที่มี

ตัวเงิน ก็ลองมองดูพวกความเสี่ยงต่ำ เช่น ฝากประจำ สลากออมสิน กองทุนตลาดเงิน เน้นเก็บไปแบบยาวๆ เพื่อความอุ่นใจ และหากระยะเวลายาวพอ เช่น 10 ปี กับมีความรู้เรื่องการลงทุน กองทุนหุ้น หรือการออมหุ้นแบบ DCA ก็เป็นอีกทางเลือกค่ะ

และถ้าเงินเก็บจริงๆ ยังน้อย แนะนำให้มองหาทุนประกันชีวิต คือใช้เงินก้อนเล็กซื้อวงเงินก้อนใหญ่มาวางไว้ที่บ้านให้อุ่นใจ หรือเป็นประกันแบบสะสมทรัพย์ที่ได้ทั้งสะสมเงินและความคุ้มครองจากทุนประกันชีวิตไปด้วย

3. เงินเก็บเพื่อสุขภาพ

คืออะไร?

เงินที่เตรียมเอาไว้ดูแลร่างกายของเรา ร่างกายคนเราใช้ไปก็เสื่อมลงทุกที เราอายุเท่าไหร่ ก็ลองจินตนาการเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้งานมานานเท่านี้ปี มันคงจะต้องสึกหรอกันบ้างแหละค่ะ โดยเฉพาะเมื่อหลายคนอายุขึ้นเลข 4 มาดามก็เริ่มเห็นว่าต้องเข้าโรงพยาบาล ซ่อมบำรุงดูแลรักษาร่างกายกันแล้ว

มีไปทำไม?

เพื่อเป็นกองทุนไว้จ่ายสำหรับเรื่องนี้โดยเฉพาะ หากเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา จะได้ไม่กระทบเงินเก็บก้อนอื่น โดยเฉพาะเงินเก็บเพื่อเกษียณ ที่เราอยากมีไว้ใช้ตลอดชีวิต แทนที่จะเอามาซ่อมร่าง แล้วไม่มีเงินกินข้าว

ควรมีเท่าไหร่ดี?

เริ่มคิดจาก “ระดับของการรักษาพยาบาล” ที่เราอยากได้ ถ้าเราพอใจสวัสดิการรัฐหรือประกันสังคมที่มีให้ ตรงส่วนนี้ก็อาจไม่ต้องเตรียมเยอะ แต่หากเรายอมรับว่าเราอยากได้รับการดูแลอย่างดี ก็ลองหาข้อมูลเรื่องค่าห้อง ค่ารักษาในโรงพยาบาลที่เราใฝ่ฝันจะไปใช้บริการ แล้วประมาณการต่อการเจ็บป่วยหนึ่งครั้ง

เก็บแบบไหน?

การเจ็บป่วย ถือได้ว่าเป็นความเสี่ยงอย่างนึง คือมีโอกาสจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ค่ะ เราจะรับความเสี่ยงนั้นไว้เองด้วยการเก็บเงินไว้เป็นกองทุนส่วนตัว ถ้าเลือกแบบนี้ก็เก็บเองจ่ายเอง ไม่ป่วยไม่ต้องจ่าย แต่ถ้าป่วยก็จ่ายหนัก โดยตั้งเป้าหมายแล้วทยอยเก็บในรูปแบบตามความเสี่ยงที่รับได้ เช่น ความเสี่ยงต่ำอย่างกองทุนตลาดเงิน หรือรับความเสี่ยงได้สูงขึ้นหน่อยก็กองทุนหุ้น เป็นต้นค่ะ

หรือจะเลือกอีกทาง คือซื้อประกันสุขภาพแบบเป็นวงเงินไว้เผื่อพร้อมใช้ โดยผ่อนจ่ายรายปีไปเรื่อยๆ ถ้าป่วยก็ได้ใช้ จ่ายเองน้อยหน่อย ถ้าไม่ป่วยก็ถือว่าจ่ายเบี้ยเพื่อซื้อความสบายใจ ก็เป็นอีกทางเลือกนึง ซึ่งปัจจุบันก็มีประกันควบการลงทุน (ยูนิตลิ้งค์ที่หลายคนเลือกใช้มาทำเป็นกองทุนสุขภาพส่วนตัว)

ที่ว่ามานี่คือเงินเก็บ 3 ก้อนแรกที่เราควรมีเพื่อให้เรามั่นคง มั่นใจในการใช้ชีวิตค่ะ แต่รู้มั้ยว่า.. หลายคนไม่มีสามก้อนนี้ แล้วก้าวกระโดดไปลงทุนแบบเสี่ยงสูงเพื่อหวังผลตอบแทน

ความน่ากลัวคือ ชีวิตเค้าจะเปราะบางมากนะ หากเกิดอะไรขึ้น อาจจำเป็นต้องขายเงินลงทุนหรือทรัพย์สินที่มีแบบด่วนๆ โดยไม่สนว่ากำลังขาดทุนอยู่รึเปล่าและต้องรีบขายมากๆ ด้วย!!

เริ่มเตรียม 3 ก้อนนี้ก่อนเถอะนะ..เพื่อความแข็งแรงทางการเงินค่ะ

ยังมีเงินเก็บเพื่อเสต็ปต่อไปของชีวิตอย่างซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่งงาน การศึกษาลูก และเกษียณอีกนะคะ.. อย่าเพิ่งเหนื่อยใจค่ะ ติดตามอ่านบทความของมาดามฟินนี่ไปเรื่อยๆ มาดามจะคอยเป็นกำลังใจแล้วแนะแนวทางที่เข้าใจง่ายๆ และทำได้ให้

พยายามเข้านะคะ

มาดามฟินนี่

ถอดบทเรียน วิธีคิด และเส้นทางหล่อหลอมวิถีพ่อค้า เจ้าสัว ซี.พี. มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทย

ก่อนหน้านี้ เราเคยรายงานไปแล้วเรื่องความเหลื่อมล้ำของไทยติดอันดับ 1 ของโลก เนื่องจากชาวไทยทั้งหมดจำนวน 69.1 ล้านราย มีมหาเศรษฐีอยู่ในอัตราเพียง 1% เท่านั้น ที่ครอบครองทรัพย์สิน  66.9% ของทั้งประเทศ ขณะที่ผู้คนอีก 99% รวมกันมีทรัพย์สินครอบครองเพียง 33.1%

โดย Forbes ได้จัดอันดับมหาเศรษฐีชาวไทย 50 อันดับ พบว่า

  • ระดับพันล้านเหรียญสหรัฐขึ้นไปมี 32 อันดับ
  • ระดับร้อยล้านเหรียญสหรัฐมี 18 อันดับ

อันดับที่ 1 มีมูลค่าทรัพย์สินในครอบครองสูงสุด 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อันดับที่ 50 มีมูลค่าทรัพย์สินหลักร้อยล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าทรัพย์สินในครอบครอง 600 ล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับ 1 ตระกูลเจียรวนนท์ ธุรกิจอาหาร อาหารสัตว์ และด้านปศุสัตว์ ภายใต้อาณาจักรเจริญโภคภัณฑ์ มูลค่าทรัพย์สินสูงถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

Forbes Thailand ระบุว่า เจ้าสัวซีพี ธนินท์ เจียรวนนท์ เคยมีคำกล่าวที่สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ว่า

“ซี.พี. มองอะไรเป็นระดับโลก ตลาดในโลกนี้เป็นของ ซี.พี. คนเก่งในโลกนี้เป็นของ ซี.พี. วัตถุดิบในโลกนี้เป็นของ ซี.พี. เงินในโลกนี้เป็นของ ซี.พี. อยู่ที่ว่าเรามีความสามารถเอาเงินเขามาใช้รึเปล่า ผมมองในระดับโลก ไม่เฉพาะเมืองไทย หรือเมืองจีน ถ้ามีโอกาส ที่ใดมีโอกาส ที่นั่นเป็นของ ซี.พี.” 

ตระกูลเจียรวนนท์นี้เริ่มต้นธุรกิจในช่วงปี 1921 หรือช่วงปี 2464 นำโดยคุณพ่อเจี่ย เอ็กซอ เปิดร้านขายเมล็ดนำเข้าจากจีนมาขายในไทย คุณธนินท์เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว ทางเดลินิวส์ได้ทำสกู้ปเปิดปูมชีวิตยอดมนุษย์นักการค้า ธนินท์ เจียรวนนท์ ทำให้เราเห็นภาพความยิ่งใหญ่ของการหล่อหลอมและสร้างให้เขากลายเป็นเจ้าสัวซี.พี. ได้ชัดเจน

ในด้านการศึกษา

เริ่มเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนสารสิทธิ์พิทยาลัย อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จากนั้น จึงไปเรียนชั้นมัธยมต่อที่ซัวเถา ประเทศจีน เพื่อเรียนภาษาจีน และไปช่วยดูแลกิจการของตระกูลที่นั่น และจึงมาเรียนต่อด้านพาณิชยกรรมที่ฮ่องกง

ในด้านการงาน

หลังจากเรียนจบที่ฮ่องกง พ่อของเขาบอกว่า ถ้าไม่อยากเรียนต่อต้องทำธุรกิจ ออกมาเป็นพะจั๊บ พะจั๊บแปลว่า ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ตื่นเช้ามืดมาเปิดร้าน ทำความสะอาด กวาดพื้น เก็บเงิน  ทำทุกอย่าง ไม่เลือกงาน อะไรก็ทำได้หมด เริ่มต้นทำงานด้วยอาชีพแคชเชียร์ที่ร้านเจริญโภคภัณฑ์ และค่อยๆ เติบโตมาเรื่อยๆ

คุณธนินท์กล่าวว่า ตั้งแต่จำความได้ เขาไม่ได้วิ่งเล่นกับเพื่อนที่เป็นเด็กวัยเดียวกันเลย และใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเรียนรู้วิชาค้าขาย มุ่งเป้าไปที่ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผัก “ตราเรือบิน” ของตระกูล บทความดังกล่าวสรุปภาพวิถีพ่อค้าได้ชัดเจนรอบด้านมาก โดยเฉพาะการที่เขาต้องคอยหาทางแก้ไขปัญหาปราบเซียนของธุรกิจตัวเอง เช่น เขาต้องดูแลการขนส่งหมูไปฮ่องกงทางเรือ และพบว่าหมูตายเป็นจำนวนมาก จนพี่ชายเสนอให้เขาหาทางทำให้หมูตายน้อยลง 1 ตัว เขาจะได้รับเงินพิเศษ 100 บาท

เขารับข้อเสนอมาและพยายามสังเกตหาสาเหตุการตายของหมู เช่น ความโคลงเคลงของเรือสัมพันธ์กับการตายของจำนวนหมู ที่อาจเกิดจากทิศทางลมแต่ละฤดู เขาจึงกำหนดตำแหน่งที่จะนำหมูไปไว้ในส่วนของเรือแต่ละจุดของแต่ละฤดูให้แตกต่างกันไป โดยให้ค่าตอบแทนหัวหน้าที่ดูแลงานลำเลียงอีกด้วยว่า ถ้าหมูตายลดลง 1 ตัว จะได้รับเงิน 20 บาท จากนั้น จำนวนหมูที่เคยตายครั้งละเยอะๆ ก็ค่อยๆ ลดจำนวนลง

เขามองว่า การทำธุรกิจย่อมมีข้อผิดพลาด เขาถือว่าความผิดพลาดคือค่าเล่าเรียน เช่น ผิดพลาด 30% สำเร็จ 70 % ก็ให้ถือว่า 30% ที่ผิดพลาดนั้นเป็นค่าเล่าเรียน

ในด้านของการฝึกคน

คุณธนินท์บอกว่าโลกยุคใหม่ เราต้องเข้าใจตนเอง เข้าใจเสียก่อนว่าคนในครอบครัวไม่ได้มีคนที่เก่งทุกอย่าง ทุกเรื่อง ดังนั้นต้องอาศัยคนนอกครอบครัว ครอบครัวคนจีนและคุณธนินท์เองไม่ได้มุ่งเป้าไปที่ลูกคนโตอีกต่อไป (แน่นอน.. คุณธนินท์เองก็เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว) แต่เน้นใช้คนให้เหมาะกับงาน คนเก่งด้านไหนก็ผลักดันและสนับสนุนด้านนั้น ส่วนในด้านการเงินก็ให้เป็นคนในครอบครัวบริหารจัดการ

เขามองว่า วิธีสร้างผู้นำนั้น การให้ตำแหน่ง หน้าที่ รายได้ ไม่สำคัญเท่าการให้โอกาส ถ้าคนใดคนหนึ่งต้องตกที่นั่งเป็นพระรองอยู่เรื่อยๆ ไม่เคยเป็นพระเอกเลย เก่งยังไงก็แสดงออกมาให้เป็นพระเอกไม่ได้ (เพราะไม่เคยได้รับบทบาทนั้น) ดังนั้น เขาจะใช้วิธีให้โอกาสด้วยการสร้างเวทีให้เขาได้แสดงออก

ในเรื่องความผิดพลาดนั้น คนที่ไม่เคยผิดพลาดเลยก็เพราะเขาไม่เคยทำงานอะไรเลย ยิ่งเจอปัญหา ยิ่งเจออุปสรรค ยิ่งฝึกฝนให้คนเก่งกาจมากขึ้น ถ้าเป็นฝาแฝด คนที่เจอปัญหาจะเก่งก็ต้องสร้างโอกาสให้คนลงมือทำงาน

มาถึงตรงนี้แล้ว เราคงได้ข้อคิดอะไรไปบ้างกับชีวิตแบบเจ้าสัว ซี.พี. ที่ต้องผ่านประสบการณ์ความล้มเหลวมาพอสมควรถึงจะขึ้นสู่ตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไทยได้ ภาพความสำเร็จที่เราเห็นก็เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สำหรับคนที่ต้องการเรียนรู้วิธีคิดของเจ้าสัว ซี.พี. ตามอ่านได้จากข้อมูลด้านล่างที่เราแนบมาครับ มีทั้งคลิปวิดีโอ 2 ตอนจาก Timeline Suthichai ที่มีคุณสุทธิชัย หยุ่น เป็นผู้สัมภาษณ์ทั้งสองคลิปรวมถึงบทความอย่างละเอียดจากเดลินิวส์

ที่มา:

Forbes 
Forbes Thailand
เดลินิวส์ 
Timeline Suthichai (1) , (2)

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

แผนการเกษียณที่ดีที่สุด..ไม่มีอยู่จริง

หลังจากที่ปั้นเงินเขียนบทความเกี่ยวกับการเกษียณมาประมาณนึง ก็จะมีคนเข้ามาขอคำอธิบายเกี่ยวกับแผนการเกษียณที่ดีที่สุดที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที…อันที่จริงปั้นเงินก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ถูกต้องหรอกว่าวางแผนเกษียณแบบไหนถึงจะดีที่สุด

เพราะแผนที่ดีที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์ของคนคนหนึ่ง อาจจะดีไม่พอหรือดีเกินไปสำหรับอีกคนหนึ่ง ต่างคนต่างก็มีแผนการเกษียณที่เหมาะสมของตัวเอง แผนเกษียณที่ดีที่สุดจึงไม่มีอยู่จริง แต่ถ้าถามว่าแผนการเกษียณที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง อันนี้ปั้นเงินพอจะให้คำตอบกับเพื่อนๆได้

(1) แผนที่เตรียมการในช่วงเวลาที่ดี

เป็นความจริงที่ว่ามีบางคนวางแผนเกษียณช้าเกินไปจนต้องกดดันตัวเองให้ลงทุนหนักๆ และคาดหวังผลตอบแทนสูง ซึ่งช่วงเวลาที่ใกล้จะเกษียณ เป็นช่วงเวลาที่เงินสำหรับการเกษียณไม่ควรรับความเสี่ยงมากจนเกินไป ฉะนั้นถ้าอยากมีแผนเกษียณที่ดีต้องวางแผนให้เร็วที่สุดนะฮะ

(2) แผนที่ป้องกันความเสี่ยงไว้รอบด้าน

ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแล้วกระทบเงินในแผนการเกษียณ หลักๆมีอยู่สามเรื่อง

เรื่องแรกคือ “เงินเฟ้อ” แผนการเกษียณคือแผนระยะยาว ดังนั้นค่าใช้จ่ายและราคาข้าวของในอนาคตจะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าเงินในวันนี้ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องนำเงินเฟ้อเข้าไปร่วมคำนวณในแผนการเกษียณ และทำไมเราถึงต้องลงทุน

เรื่องที่สองคือ “โรคภัยไข้เจ็บ และอุบัติเหตุ” ความเสี่ยงนี้ผมเคยพูดถึงในบทความก่อนหน้าว่าโรคร้ายแรงแต่ละชนิดต้องมีค่ารักษาเท่าไหร่ ถ้าวันนึงเงินที่เราเตรียมมาสำหรับเป้าหมายการเกษียณ ถูกดึงไปใช้ในการรักษาตัว แผนเกษียณที่วางไว้อาจจะพังไม่เป็นท่าได้ ดังนั้นทำประกันสุขภาพให้คุ้มครองเงินส่วนนี้ และดูแลสุขภาพให้ดี

เรื่องที่สาม “เหตุฉุกเฉิน” ก่อนจะวางแผนเกษียณควรคิดให้รอบคอบถึงความเป็นไปได้ต่างๆในอนาคต ลูกหลานจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ บ้านจะต้องซ่อมบำรุงมั้ย คิดให้ออกว่าเหตุการณ์ไหนที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับเรา แล้วคำนวณเงินส่วนนั้นออกมากันไว้เป็นสภาพคล่องในยามฉุกเฉิน

(3) แผนที่คำนึงถึงระยะเวลาที่เหมาะสม

สิ่งนึงที่เราไม่สามารถกำหนดได้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ก็คือ “ความตาย” เราไม่รู้เลยว่าเราจะมีชีวิตอยู่จนถึงเมื่อไหร่ ความจริงแล้วความตายไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่เมื่อไหร่ที่เงินหมดแล้วยังไม่ตายนี่สิน่ากลัวกว่า

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีการแพทย์และความรู้ในการดูแลสุขภาพทำให้มนุษย์มีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น เราคาดคะเนอายุขัยของตนเองไม่ได้จริงๆ สิ่งที่ทำได้คือเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้รอบคอบ

ดังนั้นแผนการเกษียณที่ดีต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่เหมาะสมด้วย ถ้าวางแผนการเกษียณประมาทเกินไปก็อาจจะทำให้เงินหมดก่อนที่จะสิ้นอายุขัยได้

(4) แผนที่เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม

ต่างคนต่างก็มีความสามารถในการรับความเสี่ยงและเป้าหมายทางการเงินเป็นของตัวเอง การเลือกเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดมาใส่ในแผนการเกษียณ ทำให้แผนนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

บางคนไม่ชอบเสี่ยงแต่ก็สามารถออมเงินก้อนใหญ่ได้ บางคนชอบลงทุนยาวๆเพื่อปิดความเสี่ยงในระยะสั้น บางคนชอบลงทุนตามสถานการณ์โลก แต่ละคนจึงใช้เครื่องมือต่างกันออกไป รวมถึงวิธีในการลงทุนด้วย

แผนการลงทุนระยะยาวไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องใส่เงินในหุ้น 100% ต้องเอาเงินไปลงทุนในอสังหาฯ หรือต้องทำ Asset Allocation ใครถนัดแบบไหนและมีความพึงพอใจกับสิ่งนั้นก็ทำไป ต่างคนต่างมีเครื่องมือและวิธีทางการเงินที่เหมาะสมกับตนเอง

ไม่ต้องไปลอกเลียนแบบแผนการเกษียณที่ดีที่สุดจากใคร มันก็เหมือนแผนที่สำหรับการเดินทางของชีวิตเรานั่นแหละ ต่างคนต่างมีวิถีทางของตนเอง

ไม่มีนักเดินเรือคนไหนที่อยากเดินทางไปจีนแล้วใช้แผนที่ของอเมริกาหรอก จริงมั้ย?

สิ่งที่ควรรู้ เมื่อต้องดูกรมธรรม์ประกันชีวิต

สำหรับใครก็ตามที่ทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพไปแล้วนั้น เราจะได้รับ “กรมธรรม์” มาเป็นหลักฐานและข้อมูลไว้ศึกษารายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ ของแบบประกันที่เราได้ทำไป แต่สำหรับหลายๆคนที่ทำประกันไปแล้ว กรมธรรม์ประกันชีวิต อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ไปแตะต้องอีกเลย อาจจะด้วยเพราะรายละเอียดจำนวนมากในกรมธรรม์ ความซับซ้อน และภาษาที่ใช้ ทำให้ไม่รู้ว่าจะต้องอ่านเรื่องไหน หรืออ่านไปแล้วก็อาจจะไม่เข้าใจ เลยทำให้หลายคนสนใจกรมธรรม์ที่ทำไปน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

สาเหตุที่เราควรจะต้องอ่านกรมธรรม์เพื่อทำความเข้าใจเอาไว้บ้าง นอกเหนือจากเรื่อง เงื่อนไขการเคลม ข้อกำหนด และการใช้สิทธิ์ต่างๆแล้ว สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือ เรื่องของการ “บริหารจัดการกรมธรรม์” โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีกรมธรรม์อยู่หลายฉบับ เพราะหากเราไม่เคยศึกษารายละเอียดกรมธรรม์เลย เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจจะลืมไปแล้วว่า เราได้ทำอะไรไป? แล้วจะได้ผลประโยชน์อะไรเท่าไหร่บ้าง? ถ้าเราต้องทำประกันเพิ่มเราควรทำแบบไหนเท่าไหร่? หรือถ้าเราเริ่มรู้สึกว่าจ่ายเบี้ยประกันไม่ไหว เราควรจะหยุดจ่ายตัวไหน และใช้สิทธิ์บริหารจัดการอย่างไรดี? ก็เป็นได้

ดังนั้น อย่างน้อยเพื่อที่จะได้เข้าใจข้อมูลพื้นฐานของการทำประกันของเราเอาไว้บ้าง ผมขอแนะนำให้ศึกษา หรือเก็บรวบรวมข้อมูลที่ควรรู้ ในกรมธรรม์ประกันชีวิตของเรา ในส่วนที่สำคัญที่สุดอยู่ 3 ส่วนไว้ ดังนี้

1. ส่วนสรุปกรมธรรม์

คือส่วนที่จะอยู่ในหน้าแรกๆเมื่อเปิดกรมธรรม์ขึ้นมา ภายในหน้าสรุปกรมธรรม์ก็จะบอกข้อมูลของแบบประกันที่เราทำไว้ ซึ่งข้อมูลสำคัญที่เราควรจะรับรู้ไว้ เพื่อให้รู้รายละเอียดเบื้องต้นของแบบประกันที่ทำ ก็คือ

  • ชื่อแบบประกัน / ประเภทแบบประกันชีวิต / บริษัทประกันที่ทำ
  • อายุตอนเริ่มทำประกัน / วันที่เริ่มทำประกัน / วันที่สิ้นสุดสัญญา
  • งวดจ่ายเบี้ย (รายเดือน/รายปี) / ระยะเวลาจ่ายเบี้ย / ระยะเวลาสัญญาความคุ้มครอง
  • ทุนประกันชีวิต (จำนวนเงินเอาประกันชีวิต) / เบี้ยประกันชีวิตต่อปี
  • สัญญาเพิ่มเติมที่คุ้มครองสุขภาพ / เบี้ยประกันของสัญญาเพิ่มเติม / ระยะเวลาที่จ่ายเบี้ยของสัญญาแต่ละตัว 

2. ส่วนผลประโยชน์แบบประกัน

คือส่วนที่จะอยู่ถัดไปจากส่วนสรุปกรมธรรม์ จะเป็นส่วนที่บอกถึง ผลประโยชน์ที่จะเราจะได้รับจากประกันชีวิตทั้ง “กรณีที่มีชีวิตอยู่” เช่น จะมีเงินคืน เมื่อสิ้นปีกรมธรรม์ที่เท่าไหร่ เป็นร้อยละเท่าไหร่ จากทุนประกันบ้าง เมื่อครบสัญญาจะได้อีกร้อยละเท่าไหร่ และ “กรณีที่เสียชีวิต” ว่าถ้าหากเสียชีวิตปีไหน จะมีความคุ้มครองชีวิตคิดเป็นร้อยละเท่าไหร่ของทุนประกัน เป็นต้น หากเรามีหลายกรมธรรม์ ก็ควรจะทำสรุปเอาไว้บ้าง ว่าแบบประกันแต่ละฉบับจะได้ผลตอบแทนเราเท่าไหร่ ในปีไหน เมื่ออายุเท่าไหร่บ้าง นอกจากนั้น หากเราทำสัญญาเพิ่มเติมเพื่อคุ้มครองเรื่องสุขภาพ พ่วงเข้าไปกับประกันชีวิต เราก็ควรดูสรุปผลประโยชน์ของสัญญาเพิ่มเติมแต่ละตัวด้วยเช่นกันว่า มีวงเงินความคุ้มครองรายการใดบ้าง แต่ละรายการเป็นจำนวนเงินสูงสุดไม่เกินเท่าไหร่ เอาไว้ด้วย

3. ส่วนตารางมูลค่าเงินสด

คือส่วนที่จะอยู่หน้าท้ายๆของกรมธรรม์ จะเป็นตารางที่แสดงมูลค่าการใช้สิทธิ์บริหารกรมธรรม์ คือสิทธิ์เวนคืนมูลค่าเงินสด, สิทธิ์แปลงกรมธรรม์เป็นกรมธรรม์เงินสำเร็จ และสิทธิ์ขยายเวลาความคุ้มครอง เมื่อเราหยุดจ่ายเบี้ย ในสิ้นปีกรมธรรม์แต่ละปี โดยในตาราง จะเป็นตัวเลข สำหรับทุนประกันทุกๆ 1,000 บาท ดังนั้น สำหรับคนที่กำลังพิจารณาหยุดจ่ายเบี้ยประกันดีหรือไม่ และควรใช้สิทธิ์ไหนดี ก็ต้องไปดูว่า ปัจจุบันเราจ่ายเบี้ยไปกี่ปีแล้ว (อยู่ในสิ้นปีกรมธรรม์ที่เท่าไหร่) และทุนประกันที่ทำไว้คือเท่าไหร่ แล้วจึงคิดสัดส่วนของผลประโยชน์ เทียบกับทุนประกันที่ทำไว้ (เอาตัวเลขในตาราง/1,000 แล้วคูณกับทุนประกันที่ทำไว้) ก็จะได้มูลค่าของผลประโยชน์ที่จะได้ ไว้ใช้ประเมินทางเลือกแต่ละแบบ สำหรับคนที่ต้องการบริหารกรมธรรม์ที่มีอยู่ครับ

ทั้ง 3 ส่วน คือข้อมูลส่วนสำคัญที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน ซึ่งเป็นส่วนที่อ่านง่าย เนื้อหาไม่เยอะ ที่อย่างน้อยเราควรจะรับทราบเอาไว้บ้าง เพื่อให้เราได้ประโยชน์จากการทำประกันชีวิตอย่างเต็มที่ ส่วนในส่วนอื่นๆ อย่างเช่น เงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ หากมีโอกาส เราก็ควรศึกษาเอาไว้บ้าง โดยอาจจะปรึกษาหรือสอบถาม ร่วมกับตัวแทนประกันชีวิตส่วนตัวของเราไว้ด้วย ก็จะยิ่งได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้นครับ

วิธีรับผิดชอบ “หนี้ผ่อนรถ” จนลมหายใจสุดท้าย แต่ถ้ารอดจะได้รับเงินเกษียณ

เราซื้อรถเพื่อความสะดวกในการเดินทาง ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ถ้าเรายังมีลมหายใจ มีเรี่ยวแรงทำงานยังมีรายได้ผ่อนรถไปเรื่อยๆจนครบงวด ชีวิตแฮปปี้ครอบครัวมีความสุข

แต่มันจะเกิดอะไรขึ้น!! ถ้าวันหนึ่งเราเสียชีวิตกะทันหัน หนี้รถก้อนนี้ใครจะมารับผิดชอบ ถ้าครอบครัวมีเงินผ่อนต่อจากเราก็โชคดีไป แต่ถ้าผ่อนต่อไม่ไหวจนกระทั่งถูกยึดรถไปขายทอดตลาด หากราคาที่ขายมากกว่ายอดหนี้รถ ครอบครัวของเราก็จะได้รับส่วนต่างนี้ไป แต่ถ้าราคาที่ขายทอดตลาดต่ำกว่ายอดหนี้สินที่มี นี่แหละปัญหา!! เพราะคนในครอบครัวจะต้องหาเงินมาจ่ายส่วนต่างหนี้สินให้ครบ

เชื่อว่าไม่มีใครต้องการให้คนที่เรารักเดือดร้อนเพราะหนี้สินที่เราสร้างขึ้น เมื่อวางแผนซื้อรถแล้ว ควรคิดทางออกฉุกเฉินเวลามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นด้วย บทความนี้มีวิธีรับผิดชอบ “หนี้ผ่อนรถ” จนลมหายใจสุดท้าย แต่ถ้ารอดจะได้รับเงินเกษียณ ว่าทำอย่างไร อ่านแล้วควรนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ของตัวเองนะจ๊ะ

วิธีรับผิดชอบ “หนี้ผ่อนรถ” จนลมหายใจสุดท้าย 

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินชนิดเดียวที่ให้ความคุ้มครองได้ คือ ประกันชีวิต ที่มีการแตกแยกยิบย่อยออกไปหลายรูปแบบ ในบทความนี้จะเลือกมา 3 แบบตามภาพนี้เลยจ้า

ภาพนี้เป็นตัวอย่างผู้หญิงอายุ 35 ปี ที่กำลังผ่อนรถราคา 1,500,000 บาท ผ่อน 7 ปี หากมีชีวิตอยู่ก็สามารถปลดหนี้รถได้อย่างสบายๆ แต่ถ้าสวรรค์เรียกตัวกลับก่อนหนี้รถจะหมด คนในครอบครัวก็จะได้รับเงินก้อนนี้เพื่อชำระหนี้สินที่เหลืออยู่และใช้ดูแลคนที่เรารักได้ (เพศและอายุทำให้เบี้ยประกันแตกต่างกัน) 

แต่ถ้ารอดจะได้รับเงินเกษียณ

นอกจากคุ้มครองหนี้สินไม่เป็นภาระให้คนในครอบครัวแล้ว ยังทำให้เราไปถึงเป้าหมายอื่นๆได้อีกด้วย หากเราชำระหนี้รถได้ทั้งหมด แล้วมีชีวิตอยู่จนถึงเกษียณ ประกันชีวิตแบบตลอดชีพและประกันชีวิตควบการลงทุน นั้นตอบโจทย์แผนเกษียณด้วย เรียกง่ายๆว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว คือ คุ้มครองหนี้สินและเกษียณ รายละเอียดของประกันชีวิตแต่ละแบบก็แตกต่างกัน ควรเลือกให้ตรงกับเป้าหมายการใช้เงินของเรา เช่น

ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ

  • เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองสูง สามารถทำประกันสุขภาพพ่วงได้
  • จากตัวอย่างได้รับเงินก้อน 1,500,000 บาท ตอนอายุ 98 ปี บางคนคิดว่านานกว่าจะได้รับเงิน แต่ถ้ามองอีกมุมนึง ถ้าลูกหลานรู้ว่าเรามีเงินก้อนนี้ตอนอายุ 98 เนื้อหอมขนาดนี้ลูกหลานจะดูแลเราดีมากอย่างแน่นอน ถ้าใครดูแลดีเราก็ค่อยให้เงินก้อนนี้ไป อย่าลืมเขียนพินัยกรรมก่อนเสียชีวิตด้วยนะจ๊ะ ^^
  • แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินก่อนอายุ 98 ปี ทำได้ 2 วิธี
    • สามารถกู้กรมธรรม์ (มูลค่าเวนคืน) มาใช้หมุนสร้างสภาพคล่องระยะสั้นได้ ดอกเบี้ยต่ำกว่านอกระบบแน่นอนจ้า
    • ปิดกรมธรรม์รับเงินก้อน ตามมูลค่าเวนคืนในขณะนั้น

ประกันชีวิตควบการลงทุน

  • เหมาะกับคนที่ต้องการความคุ้มครองสูง เข้าใจเรื่องกองทุนรวม สามารถซื้อประกันสุขภาพพ่วงได้
  • เลือกได้ว่าจะชำระเบี้ยกี่ปี (ทางที่ดีควรมากกว่า 10 ปี) เลือกความคุ้มครองเองได้ (ในตัวอย่างเบี้ยประกันปีละ 18,000 บาท เลือกความคุ้มครอง 1,500,000 บาท) 
  • วัยเกษียณเราเลือกได้ว่าจะทำอย่างไรกับเงินก้อนนี้ เช่น
    • ปิดกรมธรรม์รับเป็นเงินก้อน ความคุ้มครองชีวิตก็หมดลงด้วย แต่เราก็จะต้องหาที่เก็บเงินก้อนนี้ให้ดี เงินจะได้ไม่หมดเร็ว
    • ทยอยถอนเงินออกใช้รายปี เงินที่เหลืออยู่จะลงทุนในกองทุนรวมและได้รับความคุ้มครองชีวิต

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละแบบก็ประยุกต์ใช้ได้กับหลายเป้าหมาย ขึ้นอยู่กับว่าเรามีเป้าหมายการเงินอะไร หวังว่าบทความ วิธีรับผิดชอบ “หนี้ผ่อนรถ” จนลมหายใจสุดท้าย แต่ถ้ารอดจะได้รับเงินเกษียณ น่าจะเป็นแนวทางให้ผู้อ่านนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องการเงินของตัวเองได้นะคะ

อภินิหารเงินออมมองว่าการมีเงินออมเป็นสิ่งที่ดี แต่การวางเงินออมให้ถูกที่ ถูกเวลาและตรงตามเป้าหมายการเงินของเรานั้นเป็นการต่อยอดเงินออมที่ได้ประโยชน์สูงสุด

ขอให้นักออมเงินทุกคนโชคดี ปลอดหนี้สินจนลมหายใจสุดท้ายนะจ๊ะ ^^

ไหว้เจ้า..ไม่เอาฝุ่น ตรุษจีนนี้ชวน งดธูป ลดฝุ่นพิษ

ไหว้เจ้า..ไม่เอาฝุ่น 
ตรุษจีนนี้ชวน งดธูป ลดฝุ่นพิษ

ลองคิดดูว่า ปีนี้มีชาวไทยเชื้อสายจีน 23 ล้านกว่าคน ชาวจีนที่มาท่องเที่ยวอีก 4 ล้านคน

หากจุดธูปพร้อมกัน จะทำให้ค่าฝุ่น pm 2.5 มากขึ้นเป็นกี่เท่า แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว ยิ่งตอนนี้สภาพอากาศก็ดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรเอาซะเลย ด้วยสถานการณ์ที่มีฝุ่นพิษเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เรียกได้ว่าเบียดเบียนชีวิตกันสุดๆ 

เมื่อพูดถึงตรุษจีน ทุกคนก็คงรู้อยู่แล้ว เพราะเป็นวันแห่งความสุข ที่ใครหลายคนรอคอย

เป็นวันรวมญาติ อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา เตรียมกราบไหว้บรรพบุรุษ ไหว้เทพเจ้า ที่ต้องทำทุกปี เพื่อความสิริมงคล มีทั้งจุดธูป จุดประทัด เผากระดาษเงินกระดาษทอง เป็นทำเนียมมานาน

วิธีที่จะช่วยลดการเพิ่มฝุนในช่วงตรุษจีนนี้ ก็ต้องลดจุดธูป ลดเผากระดาษเงินกระดาษทองกันหน่อย แต่ยังมีอีกหลายคนที่คิดว่า ถ้าไม่จุดธูป ไม่เผากระดาษเงินกระดาษทอง แล้วจะถึงเจ้ามั้ย

ทำแบบนี้ไม่ดีแน่ๆ เดี๋ยวไม่เจริญ บรรพบุรุษก็ทำกันทุกปี จะงดได้ยังไง ? 

ปัญหานี้อาจจะแก้ได้ด้วยการใช้ธูปขนาดเล็ก และสั้น ถือว่าเป็นอีกทางเลือกที่ดีเลย

ถ้าต้องไปในที่แออัด หรือที่ที่มีฝุ่นควันมากๆ ก็อย่าลืมดูแลใส่ใจตัวเองนิดนึง 

อย่าลืมใส่หน้ากากอนามัยรักษาสุขภาพด้วยนะ

“บ้านจน-มาจากสลัมซอย-ทำงานหนัก” อีกด้านของชีวิต “พชร์ อานนท์” ที่คุณอาจไม่เคยรู้

“พี่มาจากครอบครัวที่ยากจน บ้านอยู่สลัมซอยนานา ใช้ชีวิตแบบเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เสิร์ฟอาหาร , ขายไม้ขีด , รับจ้าง กระเป๋ารถเมล์ก็เคยเป็น ทำทุกอย่าง”

บทสัมภาษณ์หนึ่ง จาก คุณพชร์ อานนท์ ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย

ในรายการ aomMONEY Inpired


ถ้าพูดถึงชื่อ “พชร์ อานนท์” เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักเจ้าของชื่อนี้กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ไทยที่ผลงานอย่างต่อเนื่องมายาวนานเกือบ 30 ปี และสร้างผลงานไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น หอแต๋วแตก , หลวงพี่แจ๊ส 4G , สตรีเหล็ก และอื่นๆ อีกมากมาย คุณพชร์ ก็อาจจะเป็นผู้กำกับหนังไทยคนแรกและคนเดียวที่มีกระแสคนด่าหรือแอนตี้มากที่สุดเมื่อขยับตัวในโลกโซเชียล แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจจะยังมีอีกมุมหนึ่ง ที่หลายคนอาจจะมองข้ามชีวิตของผู้กำกับหนังไทยคนนี้

พชร์ อานนท์ มีชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไป

เคยบ้านจน อยู่ในสลัม ทำงานหนัก ก่อนที่จะก้าวมาถึงจุดนี้

และนี่คือบทสัมภาษณ์เรื่องราวเส้นทางชีวิตทั้งเรื่องเงิน งาน และแนวคิดของ พชร์ อานนท์ ที่ทีม aomMONEY Inspired นำมาฝากเพื่อนๆ ครับ

ชีวิตก่อนจะมาเป็นผู้กำกับหนังร้อยล้านทำอะไรมาบ้าง?

พชร์ อานนท์ :พี่มาจากครอบครัวที่ยากจน บ้านอยู่สลัมซอยนานา ใช้ชีวิตแบบเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย เสิร์ฟอาหาร , ขายไม้ขีด , รับจ้าง กระเป๋ารถเมล์ก็เคยเป็น ทำทุกอย่าง ได้เงิน เดือนละ 600 ถึง 800 บาท พอจบ ม.6 เราจะเรียนมหาลัย เราไม่มีตังค์ ก็เลยเลือกเรียนที่รามคำแหง จากนั้นก็มีคนชวนเราไปถ่ายแบบ ชีวิตเราก็เลยเริ่มเปลี่ยนไป พอทำไปสักพัก รู้สึกว่าเราไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้ เลยขอเขาทำงานอื่นได้ทำเป็น Fashion Stylist ถ่ายโฆษณาลงหนังสือ ทำอยู่ 2 ปี ตอนนั้นบก.บริหารลาออกพอดี ทางเจ้านายก็เลยให้เราขึ้นเป็นบก.แทน ตอนนั่นก็อายุ 19 ก็ได้เป็นบรรณาธิการบริหารของนิตยสารเธอกับฉัน เงินเดือน 14,000 บาท ทำหนังสือพจน์ อานนท์ คือทำทั้งหมด 7 หัวหนังสือ ไปๆ มาๆ ก็เลยกลายเป็นที่มาของชื่อที่ทุกคนเรียกกัน “พจน์ อานนท์”

เลื่อนขั้นสู่การเป็นผู้กำกับหนังได้อย่างไร?

พชร์ อานนท์ :  ประมาณ พ.ศ.2535-2536 พี่ก็เริ่มมีเด็กในสังกัด ที่ดังๆ ในตอนนั้นก็มี “มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์” กับ “เต๋า สมชาย เข็มกลัด” เขามาขอเด็กเราไปเล่นหนัง เราก็ให้ไปเล่น พี่ก็ไปเยี่ยมที่กองถ่าย ไปดูว่าเขาถ่ายยังไง จัดแสง วางกล้องกันยังไง  พี่เป็นคนชอบดูหนังอยู่แล้วตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่มัธยมดูมาทุกเรื่อง เพราะบ้านอยู่แถวพระโขนงเธียเตอร์ , พระโขนงรามา พี่รู้สึกว่าพี่ไม่ได้ไปดูเพื่อความสนุก พี่ไปดูเพื่อเรียนรู้ว่าเขาทำกันยังไง พอมีโอกาสได้ไปข้างหลังกองถ่าย ระหว่างที่เขาถ่ายกัน พี่ก็ไปดูว่าเขาถ่ายกันยังไง เรียนรู้อยู่ 2 ปี พ.ศ.2537 ทางค่าย Five Star คุณเชนกับคุณอ้วนก็เรียนเข้าไปคุยว่า สนใจอยากเป็นผู้กำกับไหม? เราก็ถามทำไมกล้าให้เราทำ เขาตอบว่าเราเป็นผู้กำกับได้ ตอนนั้นผู้กำกับเก่าๆ ต่อต้านมาก แต่เจ้าของบริษัทเขาให้ทำ ลองไปหาเรื่องดูอยากทำเรื่องไหนบอกเขาช่วยเต็มที่ ก็เลยเป็นผู้กำกับ เรื่องแรกที่เริ่มถ่ายคือเรื่อง “สติแตกสุดขั้วโลก”

หนังเรื่องแรกที่ทำรายได้เท่าไหร่?

พชร์ อานนท์ :  สติแตกสุดขั้วโลก ตอนนั้นมันก็จะเป็นหนังที่แปลกแหวกแนว พอฉายน่าจะปี พ.ศ. 2538 ตอนนั้นกลายเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดของปีนั้น น่าจะเกือบ 50 ล้านบาท 50 ล้านในปี 2538 นี่เกือบ 100 ล้านสมัยนี้เลยนะ

ทำหนังเรื่องแรกก็ประสบความสำเร็จเลย รู้สึกอย่างไร?

พชร์ อานนท์ :  เราก็รู้สึกดีใจที่หนังเรื่องแรกเราประสบความสำเร็จ การเป็นผู้กำกับของเรา เราใช้วิธีศึกษาเลย ไปเรียนหนังสือเราก็จะอยู่แต่ในห้อง จะรู้แต่ทฤษฎี แต่ปฎิบัติเราไม่รู้ ถ้าเราไปอยู่กับกองถ่ายเนี่ยเราจะรู้ว่าปฎิบัติทำยังไง ช่วงแรกๆ เสียงวิจารณ์ด่ากันเยอะ แต่เราก็ไม่ได้สนใจ หนังไทยถ้าจะเป็นหนังดีนะ ต้องเป็นหนังทำเงิน คือหนังดีแต่ไม่สร้างเงิน เขาไม่ค่อยพูดถึงกัน หนังที่ทำเงินสูงสุดยอดเยี่ยมเขามีรางวัลให้ หนังดีเนี่ยก็ให้รางวัล แต่มันไม่มีคนดู

แล้วอาชีพผู้กำกับหนัง “พชร์ อานนท์” มองว่ารวยไหม?

พชร์ อานนท์ :  ถ้าเราทำแล้วรู้จักใช้เงิน เซฟเงิน มันก็รวยนะ เราทำงานมาเกือบ 32 – 33 ปี เราก็มองว่ามันก็รวยได้ถ้ารู้จักประหยัด แต่ผู้กำกับจริงๆ ส่วนใหญ่จะไส้แห้ง อย่างของพี่เนี่ย พี่ไม่ได้เป็นผู้กำกับอย่างเดียวไง พี่เป็นบรรณาธิการนิตยสารเธอกับฉันด้วย ก็เลยมีเงินเก็บ ตอนหลังมาเป็นพิธีกรอีก เลยมีเงินเก็บมาเรื่อยๆ รวมๆ แล้วถ้าถามว่าอาชีพผู้กำกับทำเป็นอาชีพได้ไหม ก็ทำได้ แต่ถามว่ารวยไหม มันก็แล้วแต่คน

อยากรู้ตัวเลขรายได้ผู้กำกับหนังไทย

พชร์ อานนท์ :  หนังเรื่องแรกพี่ได้ประมาณ 3-4 แสน ถ้าดังหน่อยจะ 5-6 แสน มันจะไม่มากไปกว่านั้นแล้ว แต่เขาจะมีเปอร์เซ็นให้เรา พี่ก็ได้เยอะอยู่เหมือนกัน เพราะหนังพี่ทำเงินเกือบทุกเรื่อง

หนังตลก คือ หนังทำเงิน?

พชร์ อานนท์ : ทุกคนชอบหนังตลก แต่จริงๆ พี่เป็นผู้กำกับหนังดราม่า แต่ด้วยรายได้ที่ได้มา นายทุนเลยให้พี่ทำแต่หนังตลกเรื่อยๆ แล้วคนที่ทำให้พี่เป็นผู้กำกับหนังกะเทยก็คือคนดู เพราะทำหนังดราม่ามาก็ไม่ดูกัน แต่ทำหนังตลกดู พี่ก็เคยทำหนังดราม่าหนักๆ ได้รางวัลก็มีแล้ว แต่พอมานั่งคิดดู รางวัลก็เอาไปทำอะไรไม่ได้ งั้นเอาเงินดีกว่า เราก็มาจับจุด “หอแต๋วแตก” ก็เลยเกิดขึ้น ประสบความสำเร็จ 60 ล้านในสมัยนั้นมันก็เยอะ นายทุนเขาเอาเงินมาให้เรา 20 ล้าน เขาก็อยากได้กำไรไง ใครเขาจะอยากขาดทุน เสนอหนังดราม่าไปไม่ผ่าน พอเสนอหนังตลกไป อ้าวผ่าน.. ทำไงได้เรามีลูกน้องต้องเลี้ยงไง

หนังที่สร้างรายได้มากสุด

พชร์ อานนท์ : ก็หลวงพี่แจ๊ส 4G ทำได้เยอะที่สุด รวมทั้งประเทศก็ 500 กว่าล้าน ตระกูลหอแต๋วแตกก็รองลงมา

ทำอย่างไรถึงอยู่ในวงการหนังไทยได้เกือบ 30 ปี

พชร์ อานนท์ : ทำไมพี่ถึงอยู่ทำหนังได้นานขนาดนี้  เพราะพี่เอานายทุนเป็นหลัก แล้วตอบโจทย์นายทุน นายทุนอยากได้หนัง เราก็ทำให้ พอหนังมันได้เงิน เราก็ได้ทำหนังต่อ ผู้กำกับหนังไทยคนไหนทำหนังเจ๊งก็จะไม่ได้ทำหนังต่อ ผู้กำกับมันถึงได้หายไปเรื่อยๆ ไง เพราะเขาเอาแต่ความคิดของเขาเป็นหลัก เราทำหนังเนี่ย เราต้องเอาคนดูเป็นหลักว่าเขาอยากได้อะไร แล้วเอามาใส่ในหนัง

เวลาเสนอหนังให้นายทุน พชร์ อานนท์ ทำอย่างไร?

พชร์ อานนท์ : เราก็ไปเสนอนายทุนเลยว่าอยากทำเรื่องนี้ แบบนี้ๆ เอาไหม เราพูดปากเปล่านี่แหละ คือเราเป็นคนที่พูดแล้วทำตามที่เราพูดได้ไง ที่คนมันมีปัญหากัน คือ พูดฟุ้งแล้วทำตามที่พูดกันไม่ได้ แต่พี่ทำได้พี่เป็นคนพูดตรงๆ ถ้าเขาไม่เอาเราก็คิดเรื่องใหม่แค่นั้น

สร้างการตลาดด้วยการใช้คนเป็นกระแสมาแสดงหนัง จริงไหม?

พชร์ อานนท์ :  ไม่ใช่น้อง พี่สงสารเขา ถึงเอามาเล่นให้เขาได้มีเงิน แล้วมันอยู่ที่เจตนาพี่ด้วยไง ยกตัวอย่างเรื่องหลวงพี่แจ๊สเนี่ย ทุกคนก็ยังด่าพี่อยู่ทำไมถึงเอาน้องปืนมาเล่น ที่พี่คิดก็คือเอาเขามารับเชิญให้คนชมได้รับรู้ว่า เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นจริงในสังคมไทย แล้วเราก็เอาพระเข้ามาสอน เจตนาของเราจริงๆ คือต้องการอย่างนี้ และถ้าเราเอาคนอื่นมาเล่นมันก็ไม่น่าสนใจเท่ากับเอาตัวเขามา

คนไม่ชอบเยอะ?

พชร์ อานนท์ :  เราก็ทำงานของเราไป เขาจะด่า มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา อยู่ดีๆ คุณมาด่าผม รู้ไหมกว่าจะได้หนังมาเรื่องหนึ่งมันไม่ใช่ง่ายๆ

ช่วงชีวิตที่ยากที่สุด

พชร์ อานนท์ :มันหนักมาตลอดทั้งชีวิตแหละ ตั้งแต่ทำงานมายังไม่เคยหยุดเลย ตั้งแต่อายุ 19 จนถึงปัจจุบันเนี่ย เราก็รู้สึกว่าเราก็ต้องสู้ต่อไป แล้วเราก็จะไม่ยอมลำบากอีกแล้ว

อยากให้คนจำ “พชร์ อานนท์” แบบไหน?

พชร์ อานนท์ : ถ้านึกถึงพชร์ อานนท์ มันก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบพี่ การที่หนังเราได้เงิน 50 ล้าน 100 ล้านเนี่ย มันไม่ใช่ใช้คนแค่สิบยี่สิบคน แล้วแต่เลยว่าเขาจะนึกถึงยังไง แต่พี่ก็คือผู้กำกับที่ทำมาหากิน เลี้ยงดูลูกน้อง 30-40 ชีวิตคนหนึ่ง ไม่ใช่ผู้วิเศษวิโสไปกว่าคนอื่น ถ้าถามว่าทำไมถึงมีงานกำกับหนังเยอะ ก็เพราะว่าเราสื่อสัตย์ต่อหนังของเรา มันก็เลยมีคนจ้างเราทำหนังบ่อยๆ มันก็คือ “พชร์ อานนท์” นี่แหละ


และนี่คือเรื่องราวชีวิตเรื่องเงินและงานของ “พชร์ อานนท์”ผู้กำกับหนังที่อยู่คู่กับวงการภาพยนตร์ของไทยเรามาเกือบ 30 ปี เห็นมั้ยครับ แม้แต่คนที่อยู่ในวงการก็เคยมีชีวิตที่ลำบากมาก่อน คนที่จะประสบความสำเร็จได้ คือ คนที่ต่อสู้และไม่ยอมแพ้กับชะตาชีวิต

ถ้าเพื่อนๆ อ่านบทความนี้แล้วชื่นชอบ อย่าลืมช่วยแชร์กันนะครับ ส่วนใครที่อยากดูรายการสัมภาษณ์แบบวีดีโอ สามารถคลิกเข้าไปชมได้ที่ด้านล่าง 

รฐาพัชร์ ตุลยพิทักษ์ (บรรณาธิการ)

ทีม aomMONEY Inspired

https://youtube.com/watch?v=Hu79HZhduQM%3Fwmode%3Dopaque

คลิกชมวีดีโอ

ช่องทางติดตาม aomMONEY INSPIRED

Facebook : คลิก

Youtube : คลิก

Twitter : คลิก

Instagram : คลิก

สรุปครบ! รายการลดหย่อนภาษีปี 2562 พร้อมวิธีคำนวณและเทคนิคการวางแผนภาษีจากประสบการณ์จริง

สวัสดีครับ พบกันแบบนี้เป็นประจำทุกปี กับ พรี่หนอม (TAXBugnoms) กับบทความที่คนไทยทุกคนที่เสียภาษีต้องอ่าน นั่นคือ  สรุปรายการลดหย่อนภาษีปี 2562 ทั้งหมด เพื่อที่เราจะได้เลือกสรรและวางแผนภาษีกันได้อย่างถูกต้องและถูกใจครับผม

สำหรับใครที่ต้องการอัพเดท ค่าลดหย่อนภาษี 2563 สามารถตามไปอ่านได้ที่ บล็อกภาษีข้างถนน ในหัวข้อ สรุปครบ! รายการค่าลดหย่อนภาษี 2563 พร้อมวิธีคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เหมือนอย่างเช่นเคยครับ บทความนี้จะมีการอัพเดทตลอดทั้งปีครับ ตั้งแต่เดือนแรกของปี 2562 กันเลยทีเดียว รับรองว่า ถ้าเมื่อไรมีค่าลดหย่อนใหม่ๆ หรือตัวไหนประกาศอัพเดทขึ้นมา บทความนี้จะถูกแก้ไขและแชร์ลงในเพจ TAXBugnoms ทันทีครับผม

ถ้าใครอยากได้บทความอัพเดทแบบทันใจ รวมถึงบทความพิเศษใหม่ๆ ผมแนะนำให้เปิด Line ขึ้นมาแล้วกดเพิ่มเพื่อน @TAXBugnoms หรือคลิก https://line.me/ti/p/@taxbugnoms ไว้เลยครับ รับรองว่าปีนี้มีเรื่องภาษีใหม่ๆ อัพเดทให้อ่านกันจนจุใจเลยครับผม


ขอเริ่มต้นจากตารางสรุป รายการลดหย่อนภาษีปี 2562 ให้ดูกันก่อนเลยครับ  โดยในปีนี้พรี่หนอมแบ่งรายการค่าลดหย่อนภาษีออกเป็น 6 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ภาระติดตัวคุณ กระตุ้นเศรษฐกิจ ประกันชีวิตและลงทุน คุณรักพรรคการเมือง เรื่องติดค้างจากปีก่อน และบริจาคตอบแทนสังคม โดยสรุปออกมาเป็นรูปด้านล่างนี้ครับผม

ถ้าใครดูรูปนี้แล้วยังไม่เข้าใจ หรือสับสนเรื่องการคำนวณและวางแผนภาษีสำหรับรายการค่าลดหย่อนปี 2562 นั้น มีเงื่อนไขและรายละเอียดยังไงบ้าง พรี่หนอมขอแนะนำให้อ่านเนื้อหาด้านล่างนี้ต่อไปครับผม

ค่าลดหย่อน คืออะไร?

ความหมายของ “ค่าลดหย่อน” หรือ “ค่าลดหย่อนภาษี” คือ “รายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้นำไปหักออกจากเงินได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว” ซึ่งมาจากวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เรียกว่า “วิธีคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ” ดังนี้ครับ

(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

สำหรับ ค่าใช้จ่าย กฎหมายจะกำหนดมาให้หักตามประเภทของรายได้ (เงินได้) ครับ นั่นคือเราต้องรู้ว่าเรามีรายได้ประเภทไหน และรายได้ประเภทนั้นหักค่าใช้จ่ายได้เท่าไรครับ ซึ่งการหักค่าใช้จ่ายนั้นจะมีทั้งหักได้แบบเหมาตามที่กฎหมายกำหนดและตามที่จ่ายจริงครับ

สำหรับคนที่ยังไม่เคยคำนวณภาษี หรือยังไม่เข้าใจเรื่องภาษี สามารถอ่านสรุปวิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ที่นี่ครับ สั้นๆง่ายๆจบในโพสเดียวครับผม

ตัวอย่างการคำนวณภาษี

ทีนี้เรามาลองดูตัวอย่างกันบ้างครับ สมมติว่า พรี่หนอมเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งที่มีรายได้จากเงินเดือน พรี่หนอมก็ต้องรู้ว่า อ้อ เงินเดือนนี่ถือเป็นรายได้ประเภทที่ 1 ตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมาเท่านั้นในอัตรา 50% ของรายได้ แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

สมมติต่อไปว่า ในปี 2562 นี้พรี่หนอมได้เงินเดือน (รวมโบนัส) ทั้งปีคือ 660,000 บาท นั่นแปลว่าจะหักค่าใช้จ่ายตามกฎหมายได้ 100,000 บาท เหลือ 560,000 บาท และถ้ายังไม่มีการวางแผนภาษี พรี่หนอมก็จะมีค่าลดหย่อนส่วนตัวจำนวน 60,000 บาทเท่านั้น เมื่อเข้าตามสูตร (เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) ก็จะทำให้เราเหลือเงินได้สุทธิที่ต้องมาคูณกับอัตราภาษี คือ 500,000 บาท (660,000 – 100,000 – 60,000) นั่นเองครับ

จากตารางอัตราภาษีที่ว่านี้ เงินได้สุทธิ 500,000 บาท เมื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาออกมา จะเสียภาษีจำนวน 27,500 บาทครับ ทีนี้ก็มาดูต่อด้วยว่า ตัวเราถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้เท่าไรในปีนั้นๆ เช่น ปี 2562 พรี่หนอมโดนหักภาษีไปทุกเดือน เดือนละ 2,000 บาท คิดเป็นเงินทั้งหมด 24,000 บาท

เมื่อเอาภาษีที่คิดได้จำนวน 27,500 บาทมาหักด้วยภาษีที่ถูกหักไว้ 24,000 บาท ก็จะเหลือภาษีที่พรี่หนอมต้องเสียเพิ่มเติมจำนวน 3,500 บาทนั่นเองครับ (แต่ถ้าเกิดถูกหักไว้เกินกว่า 27,500 บาท ก็สามารถขอคืนภาษีได้เช่นกันครับ)

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดในเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายว่าเป็นภาษีที่หักแล้วจบเลย แต่จริงๆเราต้องเอามายื่นภาษีด้วยนะครับ พรี่หนอมเลยทำคลิปอธิบายเรื่องนี้ไว้ในรายการ ภาษีง่ายๆ… ง่ายพร่องงงส์ ด้วยครับผม ลองคลิกดูได้เลยครับ

หรือถ้าใครมีรายได้ประเภทอื่นๆ เช่น ขายของออนไลน์ แล้วสงสัยว่าต้องเสียภาษียังไง ยื่นภาษีแบบไหน ลดหย่อนภาษียังไงได้บ้าง? พรี่หนอมก็มีทำคลิปวีดีโอสอนไว้สำหรับการคำนวณและยื่นภาษีสำหรับคนขายของออนไลน์โดยเฉพาะครับผม (คลิกดูได้เลยจ้า)

https://youtube.com/watch?v=WS2B1TpO3DY

เมื่อมาถึงตรงนี้ หลายคนคงเข้าใจแล้วว่า ถ้าหากเราอยากเสียภาษีน้อยกว่านี้ สิ่งที่เราต้องทำคือการหาค่าลดหย่อนที่จะมาช่วยลดเงินได้สุทธิลงไปให้มากที่สุดนั่นเองครับ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดคือ การเพิ่มค่าลดหย่อน นั่นเองครับ

ถ้าอยากจะลดภาษี ต้องรู้จักค่าลดหย่อนและเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี

ดังนั้น การมีค่าลดหย่อนภาษีที่มากขึ้นจะทำให้เสียภาษีน้อยลง เพราะมันทำให้เงินได้สุทธิน้อยลงนั่นเองครับ แต่มันไม่ได้แปลว่าการลดหย่อนภาษีของเราจะประหยัดภาษีได้เต็มจำนวนที่จ่ายไปนะครับ

อย่างกรณีตัวอย่างนี้ ถ้าหากนายบักหนอมวางแผนซื้อประกันชีวิต เพิ่มอีก 100,000 บาท จะทำให้เสียภาษีลดลงไปจำนวน 10,000 บาท เพราะฐานภาษีตอนนี้อยู่ที่ 10% เท่านั้น หรือไม่ว่าจ่ายค่าลดหย่อนอะไรออกไป ณ ตอนนี้ มันจะทำให้เราประหยัดภาษีสูงสุดได้แค่ 10% เท่านั้นครับ

เอาล่ะครับ ทีนี้เรามาดูรายละเอียดของรายการค่าลดหย่อนภาษีปี 2562 แต่ละกลุ่มเลยดีกว่าครับ ว่าแต่ละตัวมีเงื่อนไขอะไรยังไงบ้าง

ค่าลดหย่อนกลุ่มภาระติดตัวคุณ

1. ค่าลดหย่อนส่วนตัวจำนวน 60,000 บาท

เป็นค่าลดหย่อนสำหรับคนมีเงินได้ทุกคนที่ยื่นแบบแสดงรายการ แค่เพียงเรายื่นแบบแสดงรายการก็สามารถใช้สิทธิค่าลดหย่อนนี้ได้เลยครับ

2. ค่าลดหย่อนคู่สมรสจำนวน 60,000 บาท

เป็นค่าลดหย่อนของคู่สมรส (ตามกฎหมาย) กรณีที่คู่สมรส (สามีหรือภรรยา) ที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้และเลือกยื่นแบบแสดงรายการรวมกันในการคำนวณภาษี เราจะได้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนเพิ่มเติมจากส่วนนี้ทันทีครับ

3. ค่าลดหย่อนบุตรจำนวน 30,000 บาท

โดยคำว่า “บุตร” หมายถึง บุตรโดยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ คนละ 30,000 บาท ซึ่งในกรณีที่เป็นบุตรโดยกฎหมายสามารถหักได้ไม่จำกัดจำนวนคน แต่ในกรณีที่เป็นบุตรบุญธรรม หรือ มีทั้งบุตรบุญธรรมและบุตรชอบด้วยกฎหมายจะหักได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน (นับเฉพาะที่มีชีวิตอยู่) โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  1. บุตรต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี
  2. ถ้าอายุอยู่ในระหว่าง 21-25 ปี ต้องศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ขึ้นไป
  3. บุตรต้องมีเงินได้ในปีไม่เกิน 30,000 บาท (ยกเว้นกรณีเงินปันผล)

โดยตั้งแต่ปี 2561 สำหรับคนที่มีลูกคนที่ 2 เป็นต้นไป จะได้รับสิทธิเพิ่มอีก 30,000 บาทต่อคนรวมเป็น 60,000 บาทอีกด้วยครับ

4. ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตรตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท

โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  1. ต้องจ่ายเป็น “ค่าฝากครรภ์” และ “ค่าคลอดบุตร” 
  2. จำนวนเงินสูงสุดต่อครรภ์ คือ 60,000 บาท

ถ้าจ่ายสำหรับการคลอดบุตรคนเดิม แต่จ่ายมากกว่า 1 ปี (ท้องปีนี้ คลอดปีหน้า) ให้ลดหย่อนตามปีที่ใช้ แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท

5. ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่เราและพ่อแม่คู่สมรส คนละ 30,000 บาท

ถ้าหากเราหรือคู่สมรสมีคุณพ่อคุณแม่ที่อายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท เราก็จะมีสิทธิหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูได้คนละ 30,000 บาท นั่นหมายความว่าถ้าเราเลี้ยงดูถึง 4 คนก็จะได้รับสิทธิสูงสุดถึง 120,000 บาทครับ

แต่มีเงื่อนไขนิดนึงในกรณีของพ่อแม่ของคู่สมรสที่จะนำมาลดหย่อนนั้น เราจะสามารถนำมาลดหย่อนได้ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้เท่านั้นนะครับ

สำหรับเรื่องเอกสารหลักฐานนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องลงลายมือชื่อในหนังสือรับรอง (แบบ ลย.03) ว่าลูกคนไหนเป็นคนเลี้ยงดู และสิทธิในการเลี้ยงดูนั้นจะสามารถใช้สิทธิได้เพียงครั้งเดียวครับ เช่น พี่น้องสองคน คนโตใช้สิทธิลดหย่อนเลี้ยงดูพ่อ คนเล็กก็ไม่สามารถใช้สิทธิเลี้ยงดูพ่อแล้วครับ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนได้เฉพาะแม่ หรือถ้าคนโตใช้สิทธิทั้งคุณพ่อคุณแม่ ลูกคนเล็กก็ไม่มีสิทธิแล้วครับ

6. ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือคนทุพพลภาพ จำนวน 60,000 บาท

ถ้าหากเราเป็นผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือคนทุพพลภาพที่มีใบรับรองแพทย์ เราสามารถนำมาหักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าคนพิการหรือคนทุพพลภาพที่นำมาลดหย่อนนั้นต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีด้วยนะครับ

และในกรณีที่คนพิการหรือคนทุพพลภาพเป็น พ่อแม่ – บุตร – คู่สมรส ของเรา เราสามารถใช้สิทธิได้ทั้งสองส่วนครับ เช่น คู่สมรสไม่มีรายได้และพิการ ก็จะสามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด 120,000 บาทครับ (มาจาก 60,000 + 60,000 บาท)

ค่าลดหย่อนกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับรายการลดหย่อนภาษีปี 2562 กลุ่มต่อมา คือ กระตุ้นเศรษฐกิจ ในกลุ่มนี้จะเป็นค่าลดหย่อนที่ให้เพิ่มสำหรับกรณีที่มีการจ่ายเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจบางอย่างหรือเป็นมาตรการของรัฐที่อยากกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายมากขึ้นครับ ซึ่งในกลุ่มนี้มีรายการค่าลดหย่อนภาษีใหม่ๆมากมายที่เพิ่งประกาศในปีนี้ โดยสรุปได้ตามนี้ครับ

1. ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 100,000 บาท

ที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่ออยู่อาศัย โดยสามารถหักได้ตามที่จ่ายไปจริง และในกรณีที่เป็นการกู้ร่วมกันหลายคน ให้แบ่งดอกเบี้ยคนละเท่าๆกัน แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ยกตัวอย่างเช่น หากมีการกู้ร่วมกัน 2 คนขึ้นไป จะถือว่าดอกเบี้ยที่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ต่อบ้านคือ 100,000 บาทและแต่ละคนจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้สูงสุดตามสัดส่วนของตัวเองครับ เช่น ถ้ากู้สองคนร่วมกัน ดอกเบี้ยที่ได้สูงสุดต่อหลังคือ 50,000 บาท

อย่าลืมนะครับว่า!! การใช้สิทธิสำหรับกรณีนี้จะบ้านกี่หลังก็ได้ครับ แต่สูงสุดรวมกันแล้วจำนวนเงินต้องไม่เกิน 100,000 บาทครับ ผมใช้สรุปง่ายๆว่า มองภาพรวมต่อบ้าน แล้วค่อยหารต่อคนครับ นั่นคือ บ้าน 1 หลังใช้สิทธิ์ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตัวนี้ได้ไม่เกิน 100,000 บาท และคน 1 คนก็ใช้สิทธิ์ได้ไม่เกิน 100,000 บาทเช่นเดียวกันครับ

2. ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิต เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้เพิ่มสำหรับกรณีคนทำธุรกิจที่มีการจ่ายค่าธรรมเนียมในการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตครับ

ตั้งแต่ช่วง 1 พ.ย. 2559 – 31 ธ.ค. 2564 ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ประเภทที่ 5-8 นะครับ (ค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา และ ธุรกิจอื่นๆ) จำนวนไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ไปครับ

3. ค่าลดหย่อนกรณีซ่อมแซมบ้านและรถที่เสียหายจากน้ำท่วม บ้าน 100,000 บาท รถ 30,000 บาท

สำหรับตัวนี้เป็นค่าลดหย่อนที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับความเสียหายจากพายุปาบึกที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 3-7 มกราคม 2562 ครับ (ณ วันที่ 31 มกราคม 2562 ยังไม่ได้ประกาศเป็นกฎหมาย ) โดยหลักการลดหย่อนมีดังนี้ครับ

  1. กรณีซ่อมบ้าน ต้องเป็นบ้านที่ได้รับความเสียหายจากพายุ โดยลดหย่อนได้ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริงสูงสุด 100,000 บาท
  2. กรณีซ่อมรถ ต้องเป็นรถที่ได้รับความเสียหายจากพายุเหมือนกันครับ โดยลดหย่อนได้ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริงสูงสุด 30,000 บาท 

โดยการจ่ายค่าซ่อมทั้งบ้านและรถนั้น ต้องจ่ายภายในวันที่ 31 มีนาคม 2562 นี้เท่านั้นครับ และต้องเก็บหลักฐานการจ่ายค่าซ่อมไว้ด้วยครับผม

4. เงินลงทุนในธุรกิจ Startup 100,000 บาท

สำหรับตัวนี้เป็นการสนับสนุนเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพที่กำลังฮอตฮิตครับ ซึ่งคำว่า ธุรกิจ Startup ที่ว่านี้ หมายถึง 

  1. บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้ง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 ซึ่งมีทุนจดทะเบียนที่ชําระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ตลอดช่วงเวลาที่เราลงทุนในธุรกิจนั้น 
  2. ประกอบธุรกิจอยู่ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของ สวทช. และผ่านการรับรองจากทาง สวทช. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีรายได้จากการประกอบกิจการในส่วนนี้รวมกันไม่น้อยกว่า 80% ของรายได้ทั้งหมด

สำหรับสิทธิลดหย่อนภาษีนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 – 31 ธันวาคม 2562 ซึ่งถ้าใครลงทุนเพิ่มในปี 2562 ก็ยังได้รับสิทธิประโยชน์แบบนี้อยู่ครับ

ซึ่งเงื่อนไขของกฎหมายกำหนดไว้ว่า นักลงทุน ต้องจ่ายเงินลงทุนภายในวันที่ 1 มกราคม 2561 – 31 ธันวาคม 2562 เพื่อเป็นการเพิ่มทุนหรือจดทะเบียนจัดตั้ง และต้อง ถือครองหุ้นที่ได้รับไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปีหลังจากที่ได้รับจ่ายเงินลงทุนนั้นไป ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีครบถ้วนครับ

หมายเหตุ : สำหรับกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ จริงๆ ยังมีสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องของ ค่าลดหย่อนช็อปช่วยชาติที่ข้ามมาจากปี 2561 จนถึงวันที่ 16 มกราคม 2562 อยู่นะครับ (รายละเอียดปรากฎอยู่ในค่าลดหย่อนรวมจากรูปด้านบน) เพียงแต่พรี่หนอมมองว่ามันเป็นสิทธิประโยชน์ที่หมดไปตั้งแต่ต้นปี จึงขอไม่ใส่รายละเอียดไว้ในรูปประกอบครับ แต่ถ้าหากใครได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไปในช่วงที่ผ่านมา ลองเช็คได้ตามเงื่อนไขในรูปประกอบด้านล่างอีกทีครับ

ประกาศแล้วค่าลดหย่อนใหม่ปี 2562 ตามมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

สำหรับคนที่ติดตามข่าวคราวเรื่องการลดหย่อนภาษีหรือนโยบายต่างๆ คงจะได้เห็นมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เพิ่งออกมาตามมติของ ครม. เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 อีกหลายตัวเลยล่ะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในกลุ่มลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับปี 2562 ดังนี้ครับ

อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัวร์ในหลักการ ขอย้ำอีกทีว่าให้รอกฎหมายลูกเพิ่มเติมด้วยนะครับ เพื่อที่จะได้ชัดเจนในเงื่อนไขและแนวทางปฎิบัติ แต่ยังไงก็เตรียมเงินไว้ให้ดี หรือเก็บหลักฐานที่มีไว้ให้ครบครับผม

1. กลุ่มลดหย่อนเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไทย

แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ค่าลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองหลัก 15,000 บาท และค่าลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองรองจำนวน 20,000 บาท และทั้งสองตัวนี้มีเงื่อนไขร่วมกัน คือ ค่าลดหย่อนรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 20,000 บาทครับ

โดยค่าลดหย่อนกลุ่มนี้ให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2562 –  30 มิถุนายน 2562 เฉพาะค่าทัวร์ ค่าที่พักโรงแรม (ที่ได้รับอนุมัติตามกฎหมายพรบ.การโรงแรม) และโฮมสเตย์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการท่องเที่ยว รวมถึงสถานที่พักต่างที่ไม่ใช่โรงแรม

สำหรับหลักฐานที่ใช้ประกอบการลดหย่อนภาษี คือ ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่มีชื่อของเราอยู่นี่แหละครับ 

อ้อ.. มีหลายคนถามมาว่า ค่าเดินทางทั้งหลายที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไหม อันนี้บอกอีกทีให้ชัดๆเลยครับว่า ไม่ได้แน่นอนจ้า

และสำหรับคนที่สงสัยว่า 55 จังหวัดเมืองรองคืออะไรบ้าง พรี่หนอมรวบรวมมาให้อีกที นั่นคือ นครศรีธรรมราช อุดรธานี เชียงราย ลพบุรี พิษณุโลก สุพรรณบุรี อุบลราชธานี นครนายก หนองคาย สระแก้ว เลย ตาก ตราด เพชรบูรณ์ จันทบุรี มุกดาหาร นครสวรรค์ ราชบุรี สมุทรสงคราม บุรีรัมย์ ชัยภูมิ พัทลุง ตรัง ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี สตูล ชุมพร สุโขทัย สุรินทร์ สกลนคร ลำพูน นครพนม อุตรดิตถ์ ระนอง ลำปาง ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน พิจิตร แพร่ ชัยน่าน น่าน อ่างทอง มหาสารคาม กำแพงเพชร อุทัยธานี นราธิวาส ยะลา พะเยา บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ยโสธร สิงห์บุรี หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และปัตตานี

ส่วนเมืองหลักก็คือเมืองที่เหลือที่ไม่ใช่เมืองรองนั่นเองครับผม…

สำหรับคนที่สงสัยว่าจะตรวจสอบว่า ที่พักโรงแรม โฮมเสตย์แบบไหนได้สิทธิลดหย่อนภาษีบ้าง พรี่หนอมก็มีทำสรุปไว้ให้ดูเป็นคลิปวีดีโอตามนี้ครับ

https://youtube.com/watch?v=NqlgpD34e-4%3Fwmode%3Dopaque

2. กลุ่มค่าลดหย่อนเพื่อการใช้จ่าย

ตรงนี้ขอแยกออกเป็น 3 กลุ่มที่คล้ายกันครับ นั่นคือ ค่าลดหย่อนซื้อสินค้า OTOP ค่าลดหย่อนซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬา ค่าลดหย่อนซื้อหนังสือหรืออีบุ๊ค โดยทั้งสองกลุ่มนี้ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเท่ากัน คือ กลุ่มละ 15,000 บาท แต่มีเงื่อนไขแตกต่างกันดังนี้ครับ

1) ค่าลดหย่อนซื้อสินค้า OTOP

หลักการสำคัญคือ สินค้า OTOP ต้องลงทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชนอย่างถูกต้อง โดยหลักฐานที่ใช้คือใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่มีชื่อผู้ซื้อ ส่วนทางผู้ขายจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่จดนั้นไม่มีปัญหาครับ และสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 30 มิถุนายน 2562

2) ค่าลดหย่อนซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬา

หลักฐานสำคัญของกลุ่มนี้คือ ใบกำกับภาษีที่มีชื่อผู้ซื้อ เพราะต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ซึ่งสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม – 30 มิถุนายน 2562 แต่สำหรับเงื่อนไขของประเภทสินค้านั้น ผมขอแยกอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อความเข้าใจครับ

  • สินค้าเพื่อการศึกษา เงื่อนไขของกลุ่มนี้จะมีข้อจำกัดในการตีความที่ต้องระวังครับ โดยจากข้อมูลที่ผมทราบมา สินค้าเพื่อการศึกษาจะไม่รวมสินค้าที่เป็นอิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ แต่หลักการส่วนนี้ ผมว่าเน้นที่ใช้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเป็นหลักครับ 
  • สินค้าเพื่อการกีฬา เงื่อนไขของสินค้าเพื่อการกีฬาน่าจะอยู่ที่การสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายโดยตรง ดังนั้นต้องเป็นอุปกรณ์ในการเล่นกีฬาเป็นหลัก ซึ่งตรงนี้อาจจะพอเดาได้ว่า พวกอุปกรณ์ Smartwatch ต่างๆน่าจะไม่เข้าเงื่อนไข แต่พวกรองเท้า ถุงมือ หรืออุปกรณ์อื่นๆที่ใช้น่าจะได้ตามปกติครับ (เน้นอีกทีนะครับว่า อย่าลืมเช็คกับกฎหมายอีกที ยังไงพรี่หนอมจะสรุปให้ฟังอีกทีในเพจ TAXBugnoms ครับผม)

3) ค่าลดหย่อนซื้อหนังสือและอีบุ๊ค

สำหรับกลุ่มนี้เหมือนจะมีการปลดล็อกในส่วนของนิตยสาร หนังสือพิมพ์หรืออะไรต่างๆได้ทั้งหมดครับ โดยหลักฐานที่ใช้คือใบเสร็จรับเงิน หรือ ใบกำกับภาษี (กรณีร้านหนังสือบางร้านมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT เพื่อประกอบกิจการอื่นด้วย) โดยเอกสารที่ว่านี้ต้องมีข้อมูลผู้ซื้อผู้ขายและรายละเอียดครบถ้วน 

ส่วนข้อควรระวังคือ ค่าลดหย่อนภาษีตัวนี้รวมกับรายการค่าลดหย่อนช็อปช่วยชาติ (ส่วนที่เป็นค่าซื้อหนังสือ) เมื่อตอนต้นปีแล้วจะต้องไม่เกิน 15,000 บาทครับ โดยสิทธิลดหย่อนของกลุ่มนี้นานกว่ากลุ่มอื่นหน่อยตรงที่สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2562 ครับ 

3. กลุ่มสุดท้าย เป็นค่าลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์

นั่นคือ ค่าลดหย่อนซื้อบ้านหรือคอนโดหลังแรก (มาอีกแล้ว) โดยได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับบ้าน (พร้อมที่ดิน) หรือคอนโดหลังแรกของเราครับ (แต่จะเป็นบ้านหรือคอนโดมือสองสามสี่ห้าหกก็ได้ ฮ่าๆ) โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท และเราต้องซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง 30 เมษายน – 31 ธันวาคม 2562 ครับ 

สำหรับสิทธิประโยชน์บ้านหลังแรก (อีกแล้ว) ตัวนี้ เราจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นค่าลดหย่อนในปี 2562 ปีเดียว 200,000 บาทเต็มจำนวนเลยครับ เรียกได้ว่าครั้งเดียวจบครับผม ซึ่งไม่เหมือนกับค่าลดหย่อนบ้านหลังแรกตัวก่อนหน้านี้ ที่ต้องทยอยแบ่งใช้ถึง 5 ปีครับ

สำหรับกลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหลาย พรี่หนอมให้แนวคิดไว้ในเรื่องการวางแผนลดหย่อนภาษีตามนี้ครับ ลองดูเพิ่มเติมกันได้เลยครับ เผื่อว่าจะทำให้วางแผนภาษีกันได้ดียิ่งขึ้นสำหรับปี 2562 นี้ครับผม

ค่าลดหย่อนกลุ่มประกันชีวิตและการลงทุน

รายการค่าลดหย่อนภาษีปี 2562 ที่ฮอตฮิตที่สุด คงหนีไม่พ้นกลุ่มนี้ครับ นั่นคือ ประกันชีวิตและการลงทุน ครับ โดยกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ลดหย่อนภาษีแล้วได้ประโยชน์ 2 ส่วนครับ คือ ส่วนของการออมเงิน หรือ ลงทุน เพื่อสร้างวินัยและผลตอบแทนในการลงทุนให้กับเราส่วนหนึ่ง และใช้สิทธิประโยชน์ในการวางแผนภาษีอีกส่วนหนึ่งครับ ซึ่งการเลือกออมหรือลงทุนในตัวไหนก็ตาม พรี่หนอมขอแนะนำให้ดูวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราเป็นอันดับแรกก่อน แล้วค่อยคำนึงถึงเรื่องสิทธิประโยชน์การวางแผนภาษีนะครับ และในกลุ่มนี้จะมีรายการค่าลดหย่อนที่เกี่ยวข้องตามนี้ครับ

1. เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป หรือ เงินฝากแบบมีประกันชีวิตตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 100,000 บาท

ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ การหักค่าเบี้ยประกันจะหักได้สูงสุด 10,000 บาท แต่ถ้าหากคู่สมรสมีรายได้จะหักสูงสุดได้ถึง 100,000 บาทครับ

เรื่องของเงื่อนไขนั้น จะมีเรื่องของระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย ได้รับเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี ฯลฯ ตรงนี้ผมไม่อยากให้จำตามกฎหมายมากนักครับ แต่อยากจะให้เน้นความสำคัญตรงที่ใบเสร็จรับเงินค่าเบี้ยประกันที่ระบุไว้ว่าเป็นค่าประกันชีวิตเท่าไรครับ

สำหรับใครที่สงสัยว่าประกันชีวิตของตัวเองเป็นแบบไหนกันแน่ ผมแนะนำให้สอบถามจากตัวแทนประกันชีวิต (ที่ไว้ใจได้) ได้เลยครับ หรือจะดูจากใบเสร็จรับเงินค่าประกันที่เราจ่ายไปก็ได้ครับว่าเรามี “เบี้ยประกันชีวิต” ที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จำนวนเท่าไหร่ครับ

2. เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปหรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

โดยเบี้ยประกันสุขภาพนั้นหมายถึงกลุ่มต่อไปนี้ครับ

  1. ประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เนื่องจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ ชดเชยทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนืองจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ
  2. ประกันอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก
  3. การประกันภัยโรคที่ร้ายแรง (Critical Illnesses)
  4. การประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)

3. เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 15,000 บาท

ตรงนี้เน้นว่า ต้องเป็นเบี้ยประกันสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่เท่านั้นครับ โดยความหมายของประกันสุขภาพนั้นใช้หลักการเดียวกันกับประกันสุขภาพของเรานะครับ

โดยเบี้ยประกันสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่นั้น เราสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี หากเรามีการซื้อประกันสุขภาพให้ท่าน สามารถนำค่าเบี้ยประกันสุขภาพมาลดหย่อนได้สูงสุดถึง 15,000 บาท และค่าเบี้ยประกันสุขภาพนี้สามารถหารแบ่งกันสำหรับลูกหลายๆคนได้ด้วยครับ

4. เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 200,000 บาท

สำหรับเงื่อนไขประกันชีวิตแบบบำนาญนั้นจะมีเรื่องของ ระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป  ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และมีการ จ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ และกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เมื่อเรามีอายุตั้งแต่ 55-85 ปี หรือมากกว่านั้น รวมถึงต้องจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนได้รับผลประโยชน์อีกด้วยครับ

แต่ถ้าเอาง่ายๆก็สอบถามตัวแทนประกันชีวิต (ที่ไว้ใจได้) นั่นแหละครับ ง่ายที่สุดและข้อมูลชัดเจนที่สุด จะได้ไม่ต้องมีปัญหาในการจัดการภาษีครับผม

5. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

เป็นกองทุนรวมอีกประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว โดยเน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงและสูงสุดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท โดยกองทุนรวม LTF นั้นมีเงื่อนไขเพิ่มเติม คือ ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปีปฎิทินด้วยครับ สำหรับการซื้อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไปครับ อย่าลืมนะครับ ปี 2562 นี้ซื้อ LTF ได้เป็นปีสุดท้ายแล้วนะครับผม 

6. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ลงทุนไว้ในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ซึ่งมีวัตถุประสงค์ไว้ใช้ในการวางแผนเกษียณของเราครับ นำมาลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงและสูงสุดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท โดยกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF มีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามนี้ครับ

  1. ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี (แต่ถ้าผิดเงื่อนไขสามารถผิดได้ 1 ปี)
  2. ต้องซื้อเป็นจำนวนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี หรือ 5,000 บาท
  3. ต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และอายุครบ 55 ปี จึงจะสามารถขายได้

7. กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ / กบข. /กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน

สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งเราสามารถสะสมเพิ่มได้โดยขอเปลี่ยน % ที่กำหนดกับนายจ้างไว้ครับผม

8. เงินประกันสังคม

สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาทครับ 

9. กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)

ตามที่จ่ายจริงแต่สูงสุดไม่เกินจำนวน 13,200 บาท อันนี้เป็นกองทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐกำหนดให้เพื่อเป็นช่องทางการออมขั้นพื้นฐานให้กับคนที่ยังไม่ได้มีการวางแผนจัดการเรื่องนี้ ให้ได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบของบำนาญ ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ผู้มีเงินได้สามารถหักลดหย่อนเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ในการคำนวณภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 13,200 บาทครับ


อย่าลืม!! อ่านตรงนี้ด้วยนะครับ เพราะสำคัญมาก สำหรับกลุ่มค่าลดหย่อน ประกันชีวิตและการลงทุน จะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับค่าลดหย่อนภาษีที่เป็นการวางแผนเกษียณครับ คือ ยอดรวมของ RMF + กบข./กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กองทุนการออมแห่งชาติ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทด้วยนะครับ


ค่าลดหย่อนกลุ่มคุณรักพรรคการเมือง

สำหรับค่าลดหย่อนตัวนี้ พรี่หนอมขอแยกเขียนขึ้นมาเป็นรายการพิเศษละกันครับ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะเอาไว้ในส่วนไหนดี ฮ่าๆ นั่นคือ เงินบริจาคให้แก่พรรคการเมืองครับผม

โดยเงินบริจาคตัวนี้มีที่มาจากมาตรา 70 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ซึ่งกำหนดไว้ว่า ผู้บริจาคเงินแก่พรรคการเมืองมีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากรได้ตามจำนวนที่บริจาคแต่ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทสำหรับบุคคลธรรมดา

นั่นแปลว่าต่อจากนี้ บุคคลธรรมดาที่มีการสนับสนุนพรรคการเมือง จะได้สิทธิเอามาใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษี หรือ มาใช้เป็นรายจ่ายของธุรกิจได้ตามกฎหมาย นั่นเองครับ โดยนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท

ดังนั้นใครที่มีพรรคการเมืองที่โดนใจ อยากสนับสนุนให้เขาไปต่อได้ ก็สามารถช่วยเหลือได้ผ่านช่องทางนี้ และได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมเช่นเดียวกันครับ

ค่าลดหย่อนกลุ่มเรื่องติดค้างจากปีก่อน

สำหรับกลุ่มนี้เป็นกลุ่มค่าลดหย่อนที่ติดค้างมาจากปีก่อนๆ หรือสำหรับคนที่เคยใช้ค่าลดหย่อนนี้ในปี 2558 -2559 นั่นคือ ค่าลดหย่อนจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์สูงสุด 120,000 บาท (เน้นว่า…ค่าลดหย่อนตัวนี้เป็นสิทธิต่อเนื่องจากการซื้อบ้านหลังแรกภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เท่านั้นนะครับ) ให้สิทธิสำหรับผู้ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในราคาไม่เกิน 3,000,000 บาท ให้สิทธิพิเศษสามารถนำเงินค่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวไปลดภาษีได้โดยมีเงื่อนไขดังนี้ครับ

  1. ต้องเป็นบ้านหลังแรกที่ มูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท และต้องซื้อภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2559
  2. ใช้สิทธิตั้งแต่ปีภาษี 2558 – 2559 เป็นต้นไป ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี
  3. ห้ามโอนหรือขายต่อภายในเวลา 5 ปี และต้องมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิในบ้านหลังนั้นด้วย

ค่าลดหย่อนกลุ่มบริจาคตอบแทนสังคม

ตอนนี้มาอยู่กับค่าลดหย่อนกลุ่มสุดท้ายกันแล้วครับ นั่นคือ บริจาคตอบแทนสังคม โดยได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นเรื่องของการให้ครับ พรี่หนอมมองว่าเรื่องนี้เป็นอีกมุมหนึ่งที่ดีสำหรับผู้ที่มีจิตเป็นกุศล อยากจะส่งผ่านสิ่งที่เรามีไปให้คนอื่น และการที่เราเป็นคนดีแบบนี้ ภาครัฐเลยให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมครับ

โดยรายการลดหย่อนภาษีปี 2562 สำหรับกลุ่มนี้นั้น จะมีวิธีคำนวณการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแตกต่างกันออกไปครับ เพราะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่นำมาหักหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตัวอื่นๆแล้วครับ โดยจะได้สิทธิหักได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตัวอื่นๆทั้งหมดแล้วนั่นเองครับ #หรือพูดง่ายกว่านั้นคือเก็บไว้หักตัวสุดท้ายนั่นเองจ้า

ดังนั้นจากที่เราเคยคำนวณภาษีแบบนี้

(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

จะกลายเป็น

[(รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) – เงินบริจาค] x อัตราภาษี

โดยในปี 2562 นี้ค่าลดหย่อนที่เกี่ยวกับการบริจาคจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ส่วนที่ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า กับ 1 เท่า ครับ โดยมีรายละเอียดตามนี้ครับ

กลุ่มลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

1. เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา การกีฬา สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และช่วยเหลือสังคม

สามารถหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินที่ได้จ่ายไปจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ อย่างที่ว่าไว้นั่นแหละครับ

สำหรับกลุ่มนี้มีอะไรบ้าง สามารถตรวจสอบได้ที่เวปไซด์กรมสรรพากร ตามลิงค์นี้เลยครับ http://www.rd.go.th/publish/28654.0.html (สำหรับการศึกษา) และ http://download.rd.go.th/fileadmin/download/sportsociety_241256.pdf (สำหรับการกีฬา)

อย่าลืมนะครับว่า ในปี 2562 นี้ กรณีการบริจาคให้แก่สถานศึกษา จะต้องเป็นการบริจาคผ่านระบบ e – Donation เท่านั้น ถึงจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ครับ

2. ค่าลดหย่อนบริจาคสถานพยาบาลรัฐ

ของเงินบริจาคตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนนั้น เป็นมาตรการที่กระตุ้นให้คนบริจาคให้กับสถานพยาบาลต่างๆของราชการครับ ทั้งที่เป็นสถาบันศึกษา องค์กรมหาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานต่างๆของรัฐ รวมถึงสถานพยาบาลของสภากาชาดไทย(เน้นว่าสถานพยาบาลนะครับ) แต่มีเงื่อนไขว่า เมื่อรวมกับการบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนอื่นๆ ครับ

กลุ่มลดหย่อนภาษีตามปกติ

1. เงินบริจาคทั่วไปและ [เงินบริจาคน้ำท่วม (ปาบึก)]

สามารถหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนและเงินบ

ประกันสุขภาพแบบ UDR คืออะไร? คุ้มค่ากว่าประกันสุขภาพทั่วไปจริงหรือไม่?

ท่านผู้อ่านบางท่าน อาจจะเคยมีคนมาเสนอประกันสุขภาพแบบใหม่ หรืออาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า มีประกันสุขภาพแบบใหม่ที่คุ้มค่ากว่าประกันสุขภาพแบบเดิม เพราะเบี้ยประกันสุขภาพเป็นเบี้ยที่ไม่ได้จ่ายทิ้งทั้งหมด แต่มีบางส่วนเป็นเงินออมด้วย แถมเบี้ยคงที่ตลอดสัญญา ไม่ปรับเพิ่มขึ้นตามอายุ ซึ่งเรียกประกันสุขภาพแบบนี้ว่า UDR แต่มันจะเป็นจริงอย่างที่เขาพูดกันหรือไม่ วันนี้ผมจะมาขออธิบายข้อมูลของประกันสุขภาพแบบ UDR ให้พวกเราได้เข้าใจกัน

ประกันสุขภาพแบบ UDR ที่ย่อมาจากคำว่า “Unit Deducting Rider” หรือหมายถึง ประกันสุขภาพที่เป็นสัญญาเพิ่มเติมพ่วงกับประกันชีวิตที่มีการจ่ายเบี้ยสุขภาพแบบทยอยหักค่าเบี้ยส่วนประกันสุขภาพออกจากค่าเบี้ยประกันทั้งหมด คือ ประกันสุขภาพที่ต้องทำพ่วงกับประกันชีวิตประเภทควบการลงทุน หรือยูนิตลิงค์ แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยประกันสุขภาพประเภทนี้ จะมีลักษณะความคุ้มครอง ไม่ต่างจากประกันสุขภาพประเภทเดียวกัน ที่เป็นแบบประกันสุขภาพแบบทั่วไปเลย จะต่างกันก็เพียงแต่ว่า ค่าเบี้ยประกันสุขภาพ UDR จะเป็นค่าเบี้ยแบบคงที่ตลอดสัญญา ไม่ปรับเพิ่มขึ้นตามอายุ เหมือนกับประกันสุขภาพแบบทั่วไป และเวลาทำประกัน ต้องทำพ่วงเข้ากับประกันชีวิตประเภทยูนิตลิงค์เท่านั้นเอง

ค่าเบี้ยประกันแบบ UDR นี้ แม้จะเป็นค่าเบี้ยคงที่ ไม่ปรับเพิ่มขึ้นตามอายุก็จริง แต่จะมีลักษณะเป็น “ค่าเบี้ยถัวเฉลี่ย” ตลอดอายุรับประกัน นั่นหมายความว่าตอนผู้ทำประกันอายุน้อยๆ ค่าเบี้ยประกันแบบ UDR จะแพงกว่าค่าเบี้ยประกันแบบทั่วไป เพราะเป็นการถัวเอาค่าเบี้ยตอนอายุมากๆ มาเฉลี่ยลงตอนอายุน้อยๆด้วย แต่เมื่อผู้ทำประกันอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ค่าเบี้ยก็จะมีความแตกต่างกันลดลง และตอนอายุมากๆ ค่าเบี้ย UDR ก็จะถูกกว่าค่าเบี้ยแบบทั่วไป (เพราะค่าเบี้ยทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นตามอายุ ขณะที่ค่าเบี้ย UDR จะคงที่มาตั้งแต่ตอนอายุน้อย) เมื่อรวมค่าเบี้ยตลอดสัญญาก็จะพบว่า ค่าเบี้ยแบบ UDR ก็จะถูกกว่าค่าเบี้ยแบบทั่วไปครับ

แม้ค่าเบี้ยรวมตลอดอายุสัญญาของ UDR จะถูกกว่าแบบทั่วไป แต่เราก็ไม่สามารถบอกได้ว่า “มูลค่าที่แท้จริง” ของค่าเบี้ยทั้งหมดแบบ UDR จะถูกกว่าแบบทั่วไป เนื่องจากหากจะคิดมูลค่าที่แท้จริง จะมีเรื่องของ “มูลค่าเงินตามเวลา” เข้ามาคิดด้วย เนื่องจากด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน มูลค่าของเงินในอนาคตของเงินจำนวนนั้น จะมีค่าน้อยกว่าในปัจจุบัน (อันเนื่องมาจากอัตราเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าของเงินลดลง เป็นต้น) นั่นทำให้เมื่อคิดเรื่องมูลค่าตามเวลาเข้ามาด้วย มูลค่าที่แท้จริงของค่าเบี้ยประกันแบบ UDR จะแพงกว่าแบบทั่วไป สาเหตุก็เพราะค่าเบี้ยแบบ UDR ตอนผู้ทำประกันอายุน้อยๆ มันแพงกว่าแบบทั่วไปมากๆ แต่ตอนอายุมากๆ ค่าเบี้ยของแบบทั่วไป แม้จะแพงกว่าแบบ UDR แต่เมื่อคิดเป็นมูลค่า ณ ปัจจุบัน ก็จะแตกต่างกันไม่มาก เมื่อรวมกันแล้วทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเบี้ยแบบ UDR จะแพงกว่านั่นเองครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่พูดกันว่า ค่าเบี้ยประกันสุขภาพแบบ UDR นั้นดีกว่าแบบทั่วไป เพราะไม่ใช่เบี้ยจ่ายทิ้งทั้งหมด แต่จะมีบางส่วนเอาไปลงทุนทำให้เงินงอกเงยด้วยนั้น อันที่จริงแล้ว ก็มาจากการที่เวลาเราจะทำประกันสุขภาพแบบ UDR นั้น เราจะไม่ได้จ่ายค่าเบี้ยแยกส่วน คือ ส่วนหนึ่งเป็นเบี้ยประกันชีวิต และอีกส่วนหนึ่งเป็นเบี้ยประกันสุขภาพ เหมือนเวลาเราทำประกันสุขภาพทั่วไป แต่เราจะจ่ายเบี้ยเป็นเบี้ยก้อนเดียวเลย (ซึ่งจะจ่ายเท่าไหร่ ก็แล้วแต่เราจะวางแผนเลือกเองได้) แล้วบริษัทประกันจะนำค่าเบี้ยก้อนนั้นไปทยอยตัดเป็นค่าเบี้ยส่วน UDR เองในแต่ละเดือน อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นค่าใช้จ่ายในการทำความคุ้มครองชีวิต และส่วนที่เหลือก็จะนำไปลงทุนในกองทุนรวม ตามรูปแบบของประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ มันจึงเสมือนว่า ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปทั้งก้อน ไม่ใช่ค่าเบี้ยจ่ายทิ้งทั้งหมด แต่มีส่วนที่เหลือนำไปลงทุนด้วยนั่นเอง

แต่หากเรามองดูกันจริงๆก็จะพบว่า “เฉพาะ” ค่าเบี้ยส่วนที่นำไปทำประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพแบบ UDR หรือประกันสุขภาพแบบทั่วไป ก็จะเป็น “เบี้ยจ่ายทิ้ง” อยู่ดีเพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับใช้ซื้อความคุ้มครองสุขภาพในแต่ละปีอยู่แล้ว ดังนั้น ที่บอกว่า เบี้ยประกันแบบ UDR ดีกว่าแบบทั่วไป เพราะไม่ใช่เบี้ยจ่ายทิ้งทั้งหมด ก็คงจะไม่ยุติธรรมเท่าไหร่ เพราะเบี้ยประกัน UDR ที่ว่า มันมีส่วนของเบี้ยประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ที่มีส่วนของเงินลงทุนด้วย แต่เบี้ยประกันแบบทั่วไปนั้น ไม่ได้รวมจำนวนเงินดังกล่าวเอาไว้ด้วย

มาถึงบทสรุปว่า แล้วสรุปแล้วประกันสุขภาพแบบ UDR นั้นดีกว่าประกันสุขภาพแบบทั่วไปหรือไม่? และควรเลือกทำแบบไหนดี? ซึ่งการจะตอบคำถามนี้ได้ เราไม่สามารถตัดสินได้จากมุมมองใดเพียงมุมมองเดียว แต่ต้องพิจารณาในหลายแง่มุมรวมกัน ซึ่งผมขอสรุปความแตกต่างและความเหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกันของคนแต่ละกลุ่ม เอาไว้ดังนี้นะครับ

1. แง่การวางแผนและการบริหารจัดการ

เนื่องจากประกันสุขภาพแบบ UDR ค่าเบี้ยจะคงที่ตลอดสัญญา และเมื่อทำพ่วงกับประกันชีวิตแบบยูนิตลิงค์ ก็จะทำให้วางแผนและบริหารจัดการได้ง่ายและสะดวกว่า เพราะค่าเบี้ยคงที่ไปตลอดทำให้สามารถประเมินได้ง่าย และหากเราวางแผนให้ในอนาคตจะนำผลตอบแทนที่สะสมอยู่ในกรมธรรม์ของยูนิตลิงค์มาทยอยหักจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกัน UDR ก็สามารถทำได้ง่ายและไม่ต้องทำเอง เพราะมีระบบคอยหักอัตโนมัติให้เองจบในที่เดียวอยู่แล้ว จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการความง่ายและความสะดวกในการบริหารจัดการ

แต่สำหรับผู้ที่ต้องการบริหารจัดการให้เกิดผลประโยชน์สูงสุด การวางแผนให้ในอนาคตจะใช้ผลตอบแทนสะสมมาจ่ายเป็นค่าเบี้ยประกันสุขภาพโดยใช้ยูนิตลิงค์เป็นเครื่องมือ ก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าการวางแผนการลงทุนด้วยตัวเอง แล้วนำผลตอบแทนสะสมมาทยอยถอนจ่ายค่าเบี้ยประกันสุขภาพเอง เนื่องจากสามารถเลือกลงทุนได้หลากหลายกว่า (กองทุนที่ทางบริษัทประกันเลือกมาให้) และเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่า (เพราะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการผ่านยูนิตลิงค์อีกต่อหนึ่ง) ดังนั้น สำหรับใครที่ต้องการบริหารจัดการสิ่งต่างๆด้วยตัวเอง ก็ไปวางแผนลงทุนด้วยตัวเอง พร้อมกับการทำประกันสุขภาพทั่วไป ก็อาจจะตอบโจทย์มากกว่า

2. แง่ของความถูกแพงของเบี้ย

อย่างที่ได้อธิบายไปว่า แม้เบี้ยรวมตลอดสัญญาของประกันสุขภาพแบบ UDR จะถูกกว่าแบบทั่วไป แต่มูลค่าที่แท้จริงของเบี้ยรวมของแบบ UDR จะแพงกว่าแบบทั่วไป ดังนั้น ถ้าใครให้ความสำคัญกับมูลค่าของค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายว่าอยากจะเลือกที่ต่ำกว่า ประกันสุขภาพแบบ UDR ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าแบบทั่วไป เพราะเบี้ยประกันแบบ UDR เสมือนว่าถูกบังคับจ่ายเบี้ยในอนาคตเอามาเฉลี่ยจ่ายในปัจจุบันด้วยนั่นเอง

3. แง่ของความคุ้มครอง

ปัจจุบันประกันสุขภาพแบบ UDR ที่คุ้มครองสุขภาพบางประเภท เช่น แบบที่คุ้มครองค่ารักษาในโรงพยาบาล ยังมีวงเงินความคุ้มครองไม่สูงมากนัก เนื่องจากยังเป็นแบบ “แยกค่าใช้จ่าย” อยู่ โดยจะมีวงเงินกำหนดไว้ในแต่ละรายการที่เบิกจ่ายได้ ซึ่งก็เป็นวงเงินจำนวนไม่มาก และยังไม่มีแบบ “เหมาจ่ายค่ารักษา” ซึ่งมีวงเงินความคุ้มครองสูงกว่า ให้เลือก เหมือนอย่างการทำประกันสุขภาพแบบทั่วไป ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆในการทำประกันสุขภาพที่ต้องมีวงเงินคุ้มครองค่ารักษาที่เพียงพอ ดังนั้น หากทำประกันสุขภาพแบบ UDR ก็อาจจะมีโอกาสสูงที่ความคุ้มครองจะไม่เพียงพอกับค่ารักษาที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ต่างจากแบบทั่วไปที่เราสามารถเลือกทำแผนความคุ้มครองที่วงเงินสูงได้ ดังนั้นประกันสุขภาพแบบ UDR ก็อาจจะไม่เหมาะกับคนที่ต้องการทำประกันสุขภาพที่ต้องการวงเงินคุ้มครองสูงๆครับ

โดยสรุปแล้ว ประกันสุขภาพแบบ UDR อาจจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการความง่าย และความสะดวกในการบริหารจัดการ ไม่ได้คาดหวังความคุ้มค่า หรือความคุ้มครองการรักษาที่สูงมากนัก แต่ถ้าต้องการทำประกันสุขภาพที่เราสามารถวางแผนเองได้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ ผลประโยชน์และความคุ้มครองสูงสุด การวางแผนทำประกันสุขภาพแบบทั่วไปด้วยตัวเอง จึงน่าจะยังตอบโจทย์ได้ดีกว่า ดังนั้นแล้ว แบบไหนจะดีกว่า ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านแล้วล่ะครับว่า จะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรมากกว่ากัน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save