“อยากเกษียณอายุ” แบบเศรษฐีต้องไม่ลืม 6 สิ่งนี้!

ผมเคยอ่านเจอบทความต่างประเทศเรื่องหนึ่งบอกไว้ว่าคนอเมริกันทุกๆ 6 คน จะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถ “เกษียณ” อายุออกมาใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายได้ โดยเฉลี่ยแล้วคนอเมริกันกลุ่มนี้จะมีความมั่งคั่งสำหรับการเกษียณ $750,000 หรือตีเป็นเงินไทยราวๆ 24 ล้านบาท แล้วคนที่เหลือเขาใช้ชีวิตแบบไหนกันล่ะ ?

ส่วนมากก็จะพึ่งพาประกันสังคม หรือไม่ก็ยังไม่สามารถปลดระวางตัวเองจากการทำงานได้…สาเหตุเป็นเพราะไม่มี “การวางแผนเกษียณ” ไว้ตั้งแต่ตอนที่ยังมีเวลา พอรู้ตัวอีกทีทางเลือกที่มีก็เหลือน้อยลง จนไม่สามารถเกษียณได้

จริงๆ แล้วการเกษียณอายุแบบเศรษฐีนั้นดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายที่ยาก และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ใครจะรู้ล่ะว่าในทางปฏิบัติแล้ว หากเรามีการวางแผนที่ดี และลงมือทำตามแผนได้อย่างเคร่งครัด มันก็มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะสามารถเกษียณอายุออกมาใช้ชีวิตบั้นปลายได้อย่างสบายใจ ลองมาดู 6 เรื่องสำคัญที่ห้ามลืมเป็นอันขาด ถ้าอยากเกษียณฯ แบบเศรษฐี

1. ประหยัดและเก็บออม

เรื่องเบสิคที่สุดที่ใครก็รู้ว่าควรทำ คนรุ่นใหม่หลายคนก็ยังทำตามได้ยาก โดยเฉพาะเวลาที่กิเลสต่างๆเข้ามาเย้ายวนจนเงินในกระเป๋าตังค์มันสั่นไปหมด เงินก็หลุดลอยไปโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีก่อนจะนำเงินไปใช้จ่ายให้ตัวเองในปัจจุบัน ก็กันส่วน 20% ขึ้นไปสำหรับใช้จ่ายให้ตัวเองในอนาคตบ้างก็ดีเหมือนกันนะ

2. ลงทุน ลงทุน และลงทุน

หนทางที่จะทำให้เงินงอกเงย และสามารถชนะเงินเฟ้อได้ก็คือการลงทุน จริงอยู่ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง แต่สิ่งที่มีความเสี่ยงมากกว่าก็คือ การไม่ลงทุน ถ้าอยากเกษียณด้วยการออมเงินอย่างเดียว คงต้องใช้เวลานานกว่ามาก ลองหาวิธีการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองดูครับ

3. อย่าแบกรับความเสี่ยงจนเกินตัว

จริงอยู่ว่าการเพิ่มผลตอบแทนให้ได้มากที่สุด จะช่วยติดสปีดให้กับความมั่งคั่งได้ แต่อย่าลืมว่าผลตอบแทนจะมาพร้อมความเสี่ยง ถ้าพยายามค้นหาผลตอบแทนที่มากที่สุด อาจทำให้เราเจ็บตัวและขยาดกับการลงทุนได้ พยายามปรับพอร์ตการลงทุนให้กับช่วงชีวิตในแต่ละวัยด้วย เพราะปัจจัยหลายอย่างอาจเปลี่ยนไป ทำให้เราสามารถรับความเสี่ยงได้น้อยลง

ไม่จำเป็นว่าต้องได้ผลตอบแทนดีที่สุด ขอแค่ลงทุนแล้วมีความสุขกับมัน เวลาเห็นตัวเลขในบัญชีค่อยๆเพิ่มขึ้นก็พอ

4. เงินสำรองและประกันสุขภาพ

เพราะเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทั้งงานที่ทำ สุขภาพร่างกายของเรา เรื่องที่จะทำให้เราเสียเงินก้อนใหญ่จะเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครรู้ ดังนั้นการป้องกันความเสี่ยงจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนที่อยากเกษียณฯอย่างมีความสุข คงไม่มีใครอยากถอนเงินลงทุนสำหรับการเกษียณฯมาใช้จ่ายยามฉุกเฉินหรอก

แต่อย่ากลัวจนกันเงินส่วนนี้มากเกินจำเป็นล่ะ ลองประเมินความเสี่ยงเกี่ยวกับชีวิตของตัวเองในทุกด้านดูก่อน แล้วค่อยจัดสรรเงินสำรอง และทำประกันให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรามีในชีวิตก็พอแล้ว

5. อย่ามองข้าม งบประมาณ

งบประมาณ คือเรื่องสำคัญที่จะช่วยกำหนดค่าใช้จ่ายต่างๆในชีวิตไม่ให้มันบานปลายจนเกินไป ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และทำให้เราได้คิดก่อนที่จะตัดสินใจใช้เงิน สมมติว่ากำหนดงบประมาณส่วนของการชอปปิ้งเสื้อผ้าไว้ที่ 4,000 บาทต่อเดือน เมื่อไหร่ที่เราอยากได้เสื้อผ้าร้านนู้นนี้ ก็จะทำให้เรายับยั้งชั่งใจและเลือกซื้อสิ่งที่จำเป็นและชื่นชอบที่สุดได้

6. ใช้การลดหย่อนภาษีให้มีประโยชน์สูงสุด

โชคดีที่ในประเทศไทยมีตัวช่วยในการออมเงินสำหรับการเกษียณฯในรูปแบบของการลดหย่อนภาษี จูงใจให้คนไทยตื่นตัวที่จะลงทุน มองหากองทุนรวมสำหรับเก็บเงินระยะยาวทั้ง LTF RMF (ซึ่งไม่เข้าใจว่าจะหากันตอนสิ้นปีทำไม ในเมื่อมันเปิดให้ซื้อได้ตลอดทั้งปี)

นอกจากนี้ยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD Fund) ที่เปิดโอกาสให้ลูกจ้างเลือกหักบัญชีรายเดือนเข้าไปออมโดยอัตโนมัติ ทางที่ดีเลือกหักในอัตราสูงสุดก็จะได้ประโยชน์มากมายเลยสำหรับ PVD Fund

นอกจากจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนแล้ว เงินที่นำไปลงทุนก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย แบบนี้ต้องฟาดๆๆๆๆๆ แต่อย่าฟาดจนเดือดร้อนตัวเองละกัน

ฝากไว้เท่านี้แหละ หวังว่าคนที่อ่านบทความเราจะได้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เกษียณอายุอย่างมีความสุขนะ

“บาบารุ เคอิเค – พิษฟองสบู่ญี่ปุ่น” บาดแผลทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ยังไม่หายดี

ทุกวันนี้เราคุ้นเคยกับภาพความยิ่งใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น แต่เบื้องหลังสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกยังคงมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่ถูกภาพความงามบดบังอยู่ ทั้งแผลเป็นจากสงครามและบาดแผลจากพิษเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังจากนั้นทั้งภาครัฐและเอกชนก็ช่วยกันฟื้นฟูให้ประเทศที่เคยเป็นเถ้าถ่านกลายมาเป็นเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียได้โดยใช้เวลาไม่นาน ด้วยนโยบายพัฒนาประเทศในตอนนั้นมุ่งเน้นที่ “ความมั่งคั่งทางทรัพยากร” ของประเทศ ไม่ใช่ “กำลังทหารที่เข้มแข็ง” อีกต่อไป

ความเสียหายจากสงครามโลกฟื้นฟูได้ด้วยความทุ่มเท วินัย และไอเดียของคนในชาติ บวกกับความช่วยเหลือจากอริเก่าทางสงครามอย่างสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ทำให้ญี่ปุ่นฟื้นฟูเศรษฐกิจได้สำเร็จราวปาฏิหาริย์ และกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มี GDP เป็นอันดับ  2 รองจากสหรัฐอเมริกา

ความเจ็บปวดจากสงครามหายไป กลายเป็นแผลเป็นที่หลงเหลืออยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติ

แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับญี่ปุ่นภายหลังการฟื้นฟู กลับกลายเป็นบาดแผลทางที่ยากเกินจะรักษา โดยเรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นในปี 1950 ห้าปีให้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง 

ญี่ปุ่นในยุคฟื้นฟูเศรษฐกิจ

ช่วงแรกที่ญี่ปุ่นกำลังฟื้นฟูประเทศ อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นจะอยู่ภายใต้การนำของกลุ่มเครือข่ายธุรกิจครอบครัวขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “Keiretsu” อันได้แก่ Sumitomo, Mitsui, Yasuda และ Mitsubishi เป็นต้น

ความยิ่งใหญ่ของกลุ่ม Keiretsu คือมีธุรกิจที่หลากหลายรวมถึงธุรกิจการเงินและธนาคารกระจายไปทั่วญี่ปุ่น ที่เรารู้จักกันดีก็อาจจะเป็น Mitsubishi ที่มีอาณาจักรธุรกิจยิ่งใหญ่ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ อุตสาหกรรมหนัก และธนาคาร

ซึ่งกลุ่ม Keiretsu ได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ จากรัฐบาลอย่างชัดเจน จริงอยู่ที่มันสามารถช่วยให้ประเทศเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีความไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์แฝงอยู่ในระบบนั้น ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ได้สนใจว่าใครจะมองอย่างไร

เพราะตราบใดที่ประเทศยังก้าวหน้าต่อไปได้ นั่นหมายความว่าประเทศกำลังเดินมาถูกทาง

จากผู้แพ้ทางสงครามสู่ความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ

มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ในช่วงปี 1950-1980 ทำให้ญี่ปุ่นมีมาตรฐานการครองชีพเพิ่มสูงขึ้นมากที่สุดในโลก GDP ต่อหัวของคนในประเทศ (GDP per Capita) เพิ่มขึ้น รวมทั้งญี่ปุ่นยังเป็นประเทศเจ้าหนี้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

อุตสาหกรรมการผลิตของญี่ปุ่นเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการเน้น “นวัตกรรม” ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการใส่ไอเดียใหม่ๆ เข้าไปในสินค้าและกระบวนการผลิต ทำให้ขายสินค้าที่มีคุณภาพได้ในราคาสูง ซึ่งเป็นยุคทองของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ เช่น Sony, Hitachi, Nissan, Sega และ Nintendo

นอกจากนี้จากการบริโภคภายในและการส่งออกที่แข็งแกร่งทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น รัฐบาลจึงต้องออกนโยบายการคลังที่เข้มงวดเพื่อกระตุ้นการออมและการลงทุนภาคครัวเรือน เงินสดในระบบธนาคารเพิ่มขึ้นมากจนเกินดุลเงินสด ซึ่งธนาคารต้องระบายเงินสดออกด้วยการให้สินเชื่ออย่างผ่อนปรน ใครอยากกู้เงินก็ขอกู้ได้ไม่ยาก

ข้อตกลงพลาซ่า สัญญาที่จำกัดสิทธิ์ความได้เปรียบ

จุดสูงสุดของระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นเกิดขึ้นในปี 1985 โดยญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่ได้กำไรทางการค้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีหลายประเทศรู้สึกว่าญี่ปุ่นนั้นเอาเปรียบคู่ค้าจนเกินไป จนเกิดข้อตกลงทางการค้าที่เรียกว่า Plaza Accord ทำให้เงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น

แม้ญี่ปุ่นจะไม่พอใจ แต่เพื่อรักษาความแข็งแกร่งภายในประเทศไว้ ญี่ปุ่นต้องทำตามข้อตกลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลังจากนั้นญี่ปุ่นจึงหันไปมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ทั้งข้อตกลงพลาซ่าและเศรษฐกิจภายในประเทศที่ดีขึ้น ทำให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้นไปกว่าเดิม แหล่งเงินกู้ภายนอกประเทศจึงมีต้นทุนต่ำลงสำหรับบริษัทเอกชนสัญชาติญี่ปุ่น

หลงระเริงกับความยิ่งใหญ่ จนลืมการใช้มาตรการรัดกุม

ความรู้สึกของคนญี่ปุ่นทุกระดับ ณ ขณะนั้น ประเทศของพวกเขาคือมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ไม่มีวันล้มได้ง่ายๆ เพราะเงินสดที่ล้นระบบและเศรษฐกิจการส่งออกที่แข็งแกร่ง ทำให้คนญี่ปุ่นเกิดความมั่นใจเกินตัว ธนาคารพาณิชย์เริ่มเพิ่มระดับความเสี่ยงที่เกินตัวให้กับตัวเองด้วยการยืมเงินจำนวนมหาศาลจากแหล่งเงินทุนนอกประเทศ ประมาณ 186 ล้านล้านเยน

ความโลภและการเดินหมากที่ผิดพลาดทำให้ฟองสบู่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ โดยมีสาเหตุมาจาก…

  • สาเหตุของฟองสบู่ที่ 1 : ความเชื่อมั่นในตัวเองของรัฐบาลทำให้เกิดนโยบายการคลังแบบขยายตัว พูดง่ายๆ คือรัฐบาลใช้จ่ายอย่างเกินตัว รายจ่ายมากกว่ารายรับ ขยายงบประมาณลงทุนอย่างต่อเนื่อง เปรียบได้กับการฉีดสารกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้เงินทุนล้นตลาด คนญี่ปุ่นต่างนำเงินไปเก็งกำไรในตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์
  • สาเหตุของฟองสบู่ที่ 2 : ดูได้จากดัชนีตลาดนิกเกอิที่สูงขึ้นมาสามเท่าตัวในช่วง 1985-1989 มาอยู่ที่ 39,000 จุดและมีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก ณ ขณะนั้น การถือหุ้นไขว้กันของบริษัทในกลุ่ม Keiretsu ที่มีอำนาจการเงินอยู่ล้นเหลือ ทำให้การปั่นราคาหุ้นของบริษัทในเครือที่มีน้ำหนักต่อการเปลี่ยนแปลงของดัชนีนิกเกอินั้นเป็นไปอย่างง่ายดาย
  • สาเหตุของฟองสบู่ที่ 3 : ราคาของอสังหาริมทรัพย์ในย่านธุรกิจอย่างโตเกียวเพิ่มสูงขึ้นกว่า 350 เท่า จนมีราคาแพงกว่าที่ดินย่านธุรกิจสำคัญที่แมนฮัตตันในนิวยอร์ค แม้แต่ราคาประเมินที่ดินของพระราชวังในโตเกียว ณ ขณะนั้น ยังมีข่าวลือกันว่ามีคนจะขายให้ในราคาคุ้มค่ากว่าที่ดินของรัฐแคลิฟอร์เนียทั้งรัฐเสียอีก
  • สาเหตุของฟองสบู่ที่ 4 : นอกจากนี้ยังมีวิศวกรรมทางการเงินที่เรียกว่า “Zaitech” ที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถนำกำไรจากการเก็งกำไรในสินทรัพย์เข้าไปรวมอยู่ในงบกำไรขาดทุนของบริษัทได้ ทำให้ความโลภเข้าครอบงำบริษัทต่างๆ ทันที เพราะถ้าบริษัทแสดงตัวเลขกำไรที่สูงขึ้นได้จากการทำธุรกรรม Zaitech บริษัทก็จะสามารถปั่นราคาหุ้นให้สูงขึ้นได้ ผู้ถือหุ้นได้เงินปันผลและ Capital Gain มากขึ้น

บริษัทเอกชนจึงมองหาแหล่งเงินกู้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่ำ แล้วใช้เงินที่กู้มาเก็งกำไรในสินทรัพย์ ยิ่งทำให้ราคาของสินทรัพย์ในประเทศสูงขึ้นอย่างรุนแรง วิธีการที่เรียกว่า Zaitech นี้ทำให้หุ้นหลายตัวในตลาดกลายเป็นหุ้นที่แพงกว่ามูลค่ามาก 

สถานการณ์ทั้งหมดกลายเป็นต้นเหตุของฟองสบู่เศรษฐกิจที่รอวันแตกในไม่ช้า

จุดจบของเสือใหญ่แห่งเอเชียก็มาถึง..

ในปี 1989 รัฐบาลญี่ปุ่นก็เริ่มตระหนักได้ว่าหากปล่อยให้ฟองสบู่ลอยตัวสูงไปกว่านี้ ผลเสียหายที่รุนแรงชนิดประเมินค่าไม่ได้จะตามมา จึงตัดสินใจใช้นโยบายการคลังแบบรัดตัว ไม่นานหลังจากนั้นดัชนีนิกเกอิก็ดิ่งลงถึง 50% เหลือ 20,000 จุดภายในระยะเวลา 1 ปี และเหลือ 15,000 จุดในปี 1992

ฟองสบู่ในตลาดหุ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังฟองสบู่ภาคอสังหาฯ โดยในปี 2004 มูลค่าของที่อยู่อาศัยในโตเกียวลดลงไปเหลือมูลค่าเพียง 10% ของราคาในปลายทศวรรษที่ 80 ที่ดินย่านธุรกิจอย่างกินซ่าก็เหลือเพียง 1% ของราคาในปี 1989

บรรยากาศภายในประเทศญี่ปุ่นก็ไม่ดีเหมือนเก่า คนญี่ปุ่นหดหู่เพราะก่อนหน้านี้มัวแต่วุ่นวายกับการเก็งกำไรกันเกือบทั้งประเทศ คนญี่ปุ่นเข็ดกับการลงทุนจึงวางเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ แม้จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยแค่ไหนคนญี่ปุ่นก็ไม่เอาออกมาลงทุนหรือใช้จ่าย

เมื่ออุปสงค์ลดลง อุปทานย่อมลดลงตาม การค้าและการผลิตของญี่ปุ่นชะลอตัวลงอย่างมาก เงินลงทุนจากต่างประเทศต่างก็ไหลออกทั้งภาคธุรกิจและภาคการลงทุน ทำให้การส่งออกของประเทศก็ชะลอตัวลงปล่อยให้คู่แข่งทางเศรษฐกิจอย่างจีนและเกาหลีใต้ไล่ตามทันได้

อาการบาดเจ็บจากพิษฟองสบู่แตกของญี่ปุ่นยังไม่หายขาดและดำเนินมาอย่างยาวนาน เศรษฐกิจยังถดถอยอย่างต่อเนื่อง ปัญหาวังวนของภาวะเงินฝืดยังแก้ให้หายขาดไม่ได้ จนมีผู้เชี่ยวชาญออกมาคาดการณ์ว่าการจะรักษาให้หายนั้นอาจกินเวลาถึงปี 2025 เลยทีเดียว

คนญี่ปุ่นขนานนามช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดว่าเป็น “สองทศวรรษที่หายไป”

บาดแผลทางเศรษฐกิจอันโหดร้ายเหล่านั้นยังถูกซ่อนไว้ในใจของนักลงทุนญี่ปุ่นเคียงข้างแผลเป็นจากสงครามโลก แต่อาการเจ็บปวดจากพิษเศรษฐกิจนั้นยังกัดกร่อนสังคมไปเรื่อยๆ และไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ความเจ็บปวดนั้นจะหายไปเสียที…

“Digital experience” ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย

    ลูกค้าจะจดจำเพียงแค่ 2 อย่างคือ “ประสบการณ์ที่ดีเหนือความคาดหมาย” หรือ “ประสบการณ์ที่แย่มากๆ” เท่านั้น ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือตัวอย่างของบริษัท Apple ที่มีนโยบายเน้นไปที่ประสบการณ์ที่ดีที่สุดของลูกค้าในทุกมิติ

    มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ Tony Fadell ผู้ที่เคยทำงานร่วมกับ Steve Jobs ในการออกแบบ iPOD ได้เปิดเผยบนเวที TED Talks ว่า Steve Jobs มักให้ดีไซเนอร์และวิศวกรเริ่มคิดแบบคนที่ไม่ได้มีความเข้าใจในเทคโนโลยีเลยและมุ่งเน้น ไปที่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ทำให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น ไม่สะดุด สำหรับ “ลูกค้ามือใหม่” เพื่อจะให้ผลิตภัณท์มีการเรียนรู้ที่สั้นที่สุดและง่ายที่สุดในการใช้งาน

    ทีมงานทุกคนเคยมีประสบการณ์ที่แย่กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คือหลังจากใช้เวลาทั้งวันในการเลือก พอจ่ายเงินแล้วกลับบ้านเริ่มแกะกล่อง ก็จะเจอสติกเกอร์อันเล็ก ๆ ปิดไว้ว่า “ชาร์จไฟก่อนใช้”

"Digital experience" ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย

    Steve Jobs สังเกตเรื่องนี้จึงกำชับกับทางทีมว่า “สินค้าของ Appleจะต้องไม่เป็นแบบนี้เด็ดขาด” ทีมจึงได้ศึกษาเพิ่มเติมและพบว่า  โดยทั่วไปสินค้าที่มีฮาร์ดดิสอยู่ข้างใน โรงงานมักจะใช้เวลาในการทดสอบเครื่องเพียง 30 นาที เพื่อให้แน่ใจว่าฮาร์ดดิสทำงานได้อีกหลายปีหลังจากลูกค้าหยิบมัน ออกมาจากกล่อง ซึ่งระยะการทดสอบที่สั้น ทำให้ไม่มีไฟสะสมไว้ในเครื่องสำหรับใช้งานเลย หรือถ้ามีก็เป็นปริมาณที่น้อยมากๆและไม่เพียงพอต่อการใช้งาน

    iPOD จึงคิดใหม่ทำใหม่ โดยเพิ่มระยะเวลาการทดสอบสินค้าจาก 30 นาที เป็น 2 ชั่วโมง เพื่อจุดประสงค์ 2 อย่าง อย่างแรกสุด เพื่อทดสอบและสร้างความมั่นใจว่าสินค้านี้ยอดเยี่ยมพอสำหรับส่งมอบให้ลูกค้า แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือเรื่องแบตเตอรี่ ซึ่งจะถูกชาร์จไฟเต็มแล้วก่อนแกะกล่อง ซึ่งทำให้ลูกค้าพอใจมาก ที่ใช้สินค้าได้เลยหลังจากแกะกล่อง

    เป็นเรื่องที่ง่ายมากที่จะแก้ไขปัญหา ที่แทบจะทุกคนเห็นกันอยู่แล้ว แต่มันยากที่จะแก้ไขปัญหา ที่เกือบทุกคนมองไม่เห็น ฉะนั้นงานของท่านในฐานะผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่การรับรู้ปัญหา 

แต่คือการก้าวไปอีกขั้นและพยายามแก้ปัญหา ด้วยการสังเกตสิ่งต่าง ๆและประยุกต์เข้ากับธุรกิจของท่าน

"Digital experience" ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย

    มร.อีริค โควลแมน (Erik Qualman) ผู้นำด้านดิจิตัลเทรนด์ระดับโลกได้ให้ความเห็นว่า คนทุกคนในทุกประเทศที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ค นับเป็นประชากรของ “ประเทศโซเชียลโนมิกส์” (Socialnomics Nation) ซึ่งมีรูปแบบและอุปนิสัยต่างจากลูกค้าที่เราเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง และจะเปลี่ยนแปลงโลกด้วยพลังของมวลชนและความเร็วของการเดินทางของข้อมูล

    ซึ่งสอดคล้องกับที่ Forrester บริษัทด้านการวิจัยและวิเคราะห์เทคโนโลยี IT ชื่อดังของสหรัฐฯ ได้ระบุว่า ลูกค้าในยุคนี้เป็นยุคที่มีอำนาจสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะความเร็วของการไหลของข้อมูล ทำให้ลูกค้าสามารถจะตั้งคำถามในสิ่งที่องค์กรพูด ทำให้ลูกค้าเริ่มเชื่อกันเอง เตือนกันเอง และลงโทษองค์กรที่โกหกได้ทันที โดยได้นิยามยุคนี้ว่า The Age of Customer

    ในยุคแห่งดิจิตอลที่ประชากรเกือบ 100 % ใช้ชีวิตประจำวันบนโลกออนไลน์ ทำให้หลายภาคส่วนในธุรกิจต้องเร่งพัฒนากลยุทธ์องค์กรที่ผสมผสานกับองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ มาออกแบบกระบวนการที่สรรค์สร้างข้อเสนอใหม่ๆ ที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า 

    จึงเป็นที่มาของแนวความคิด Digital experience ซึ่งคือการส่งมอบ “ประสบการณ์เหนือความคาดหมายแบบไร้รอยต่อ ด้วยเครื่องมือดิจิทัล”

"Digital experience" ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย

    เอสเอพี (SAP) ผู้ให้บริการในด้านซอฟแวร์ระบบการจัดการองค์กร ทำการสำรวจพฤติกรรมการใช้งานดิจิตัลของผู้บริโภคในไทยรวมถึงประเทศต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้โครงการ SAP Digital Experience Report 

    ซึ่งได้รวบรวมประสบการณ์การใช้งานผ่านระบบดิจิตอล (Digital experience) เช่น การค้นหาลูกค้าใหม่ๆ การทำธุรกรรม การส่งมอบ และการให้ความสนับสนุนทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ หรือการให้บริการผ่านระบบดิจิตอลระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ท้องถิ่นต่างๆ กว่า 4,000 ครั้ง 

    โดยผลการสำรวจในประเทศไทย พบว่าผู้บริโภค 53 เปอร์เซ็นต์ มีความพึงพอใจกับการได้รับประสบการณ์การให้บริการผ่านระบบดิจิตอลจากแบรนด์สินค้าต่างๆในประเทศไทย 

    รวมถึงยังมีผลการสำรวจที่น่าสนใจเช่น ผู้บริโภคที่มีความพึงพอใจกับประสบการณ์การใช้งานผ่านระบบดิจิตอล มักจะมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ที่ตนเองชอบมากกว่าผู้ที่ไม่พึงพอใจถึง 8 เท่า และ ลูกค้าที่จงรักภักดียังมีความเต็มใจที่จะซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการจากแบรนด์นั้นๆมากขึ้นในระยะยาว และไม่ลังเลที่จะโน้มน้าวให้คนอื่นๆหันมาทำแบบเดียวกัน

    ผู้บริโภคที่มีความพึงพอใจมีแนวโน้มที่จะเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้กับแบรนด์นั้นๆมากกว่าผู้บริโภคที่ไม่พึงพอใจถึงเกือบ 5 เท่า แบรนด์ที่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจได้นั้น มีโอกาสสูงกว่าในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ส่งผลให้แบรนด์เหล่านั้นสามารถปรับปรุงและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และการให้บริการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคนได้มากยิ่งขึ้น

"Digital experience" ประสบการณ์เหนือความคาดหมาย

    เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสังคมที่ใช้อุปกรณ์การสื่อสารมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยตัวเลขผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในประเทศไทยที่สูงถึง 38 ล้านคน และสัดส่วนผู้เข้าอินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์  

    ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสสำหรับองค์กรต่างๆในการมีส่วนร่วมกับลูกค้า และความจริงที่ว่าองค์กรใดที่ล้มเหลวในการรับรู้และเข้าใจความจริงในข้อนี้ จะส่งผลให้สูญเสียลูกค้าไปในที่สุด

    อย่างไรก็ตามหลักการออกแบบ Digital experience ที่ทรงประสิทธิภาพเริ่มตันที่ “การวางผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง” แล้วจึงออกแบบสิ่งที่จะปิด “รูรั่ว” ของการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดและได้ใจลูกค้าจริง

ลูกค้าไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาต้องการอะไร เขาจะรู้ว่าเขาต้องการอะไรก็ต่อเมื่อคุณหยิบยื่นสิ่งนั้นให้เขา

“People don’t know what they want until you show it to them”, Steve Jobs

จะตายทั้งที ต้องมีเงินเผื่อเท่าไหร่?

“ฮือออ เบื่อชีวิต อยากตาย แงงง”

เจ้านายเป็นอะไรมาก็ไม่รู้ ช่วงนี้เห็นเฟลบ่อยๆ
จนแมวอย่างถุงเงินก็เริ่มแยกไม่ออกละว่า เป็นเพราะเรื่องอะไร

แต่เห็นบ่นอยากตายๆ แต่เจ้าน๊ายยยย
เจ้านายจะตายไม่ได้ เจ้านายยังไม่มีตังค์

ใช่แล้ว !!! พวกมะนุดเนี้ย จะตายทั้งที ก็ต้องใช้เงินนะ
แถมยังใช้เยอะด้วย ถ้าแบบทั่วๆไป ก็ต้องมี

พวกค่าเอกสาร จัดการนิดๆ หน่อยๆ
ค่าโลง ค่าแต่งหน้า ก็เกือบๆ 20,000 บาท

ค่าจัดงาน ค่าสถานที่อีก รวมๆ ก็ 30,000 บาทได้
ค่าอาหาร เลี้ยงเพลพระ และเลี้ยงแขก ก็แล้วแต่วัน
ถ้าทั่วไปก็ 7 วัน แขกไม่เยอะไม่น้อย ก็มีมี หลายหมื่น
ค่าฌาปณกิจวันเผา ก็อีกประมาณหมื่นนึง
จัดการมรดกที่เหลือน้อยนิด อีกหน่อยประมาณ 1,000 บาท

รวมๆ แล้วก็เป็นแสน !!

ใช่แล้ว จะตายทั้งทีต้องเตรียมเงินเป็นแสนเลยนะ
ยิ่งกับคนที่มีฐานะ มีหน้ามีตาในสังคม
ถุงเงินเคยเห็นงานศพ จัดกันทีเป็นล้านก็มี

เพราะฉะนั้นแล้ว
เจ้านายจะยังตายไม่ได้เด็ดขาดดด !!

#aomMONEY #MoneyIdeas #ตายแล้วไปไหน #ตายแล้วใครจ่ายหนี้

Finansia HERO กับการลงทุนยุค 4.0

ข้อมูลคือหัวใจของการลงทุน 

การได้มาซึ่งข้อมูลถือเป็นเรื่องสำคัญของการลงทุนมาก ซึ่งในสมัยอดีตการหาข้อมูลหุ้นถือเป็นเรื่องยากมาก “ช่วงประมาณปี 1950 ที่วอร์เรน บัฟเฟตเริ่มต้นลงทุนใหม่ๆ เขาก็ต้องไปยืนนับขบวนรถไฟที่วิ่งที่แต่ละวัน หรือประเทศไทยเองในอดีตก็ไม่ได้มีข้อมูลให้เข้าถึงง่าย” หากอยากอ่านข้อมูลหุ้นย้อนหลังก็ต้องนั่งรถไปขอคัดลอกที่ศูนย์ข้อมูลมติชน ส่วนราคาหุ้นก็ต้องคอยนั่งดูตัววิ่งที่อยู่ในโทรทัศน์

แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างตรงกันข้าม…การเข้าถึงข้อมูลด้านการลงทุนเป็นไปอย่างง่ายดายมาก

นักลงทุนมีตัวช่วยและสิ่งสนับสนุนด้านการลงทุนเยอะแยะมากมาย ยกตัวอย่าง“Finansia HERO” ที่จะขออนุญาตมารีวิวให้ฟังกันในวันนี้ก็ถือว่าเป็นตัวช่วยที่พัฒนาโลกการลงทุนมาไกลมาก ทั้งการส่งคำสั่งซื้อขาย ปัจจัยเทคนิคคอล และด้านปัจจัยพื้นฐาน จบในแอปเดียว

“Finansia HERO” คือ แอปพลิเคชันที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างไทย และเกาหลี

Finansia HERO แบ่งส่วนการทำงานได้ 3 ส่วนหลัก คือ “การส่งคำสั่งซื้อขาย” “ปัจจัยเทคนิคคอล” และ “ด้านปัจจัยพื้นฐาน”

การส่งคำสั่งซื้อขายสามารถทำผ่านแอปพลิเคชันโดยตรง นอกจากจะซื้อขายตามปกติได้แล้ว Finansia HERO ยังมีฟังก์ชันต่างๆ มากมายที่เป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุน เช่น การตั้งคำสั่งซื้อไว้ข้ามคืน การตั้งจุด Stop loss ที่จะดูว่าราคาลงมาที่กี่บาทแล้วจะขายเพื่อหยุดขาดทุน หรือการตั้งจุด Trailing stop ที่จะตั้งจุดขายตามระยะห่างจากจุดสูงสุดของหุ้นที่ตั้งไว้เพื่อป้องกันการขายหมู และที่ชอบที่สุดคือมีหน้ากระดานย่อย (Odd Lot) แยกออกมาให้ส่งคำสั่งในแอปพลิเคชันได้แล้ว ตรงนี้เหมาะกับคนที่สะสมหุ้นแบบถัวเฉลี่ยหรือ DCA มาก เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อหุ้นเป็นจำนวนเศษหุ้นได้ดี

ปัจจัยเทคนิคคอลก็มีให้เลือกใช้อย่างครบครัน สำหรับใครที่ชอบการดูกราฟเร็วๆ เพื่อการตัดสินใจ เปิดดูในแอปพลิเคชันก็สามารถทำได้ แถมยังเลือกใส่อินดิเคเตอร์ได้ตามชอบด้วย ส่วนถ้าใครอยากดูแบบจอใหญ่ก็สามารถเปิด Finansia HERO ผ่านเว็บไซต์ได้เช่นกัน ตรงนี้ก็เป็นข้อดีสำหรับนักลงทุน เพราะโปรแกรมเทรดกับดูกราฟจบอยู่ในที่เดียว ไม่จำเป็นต้องเปิดไปเปิดมาให้วุ่นวาย สามารถใช้อย่างเต็มที่ได้เลย

ปัจจัยพื้นฐานคือส่วนที่น่าสนใจที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสแกนเนอร์ที่นักลงทุนสามารถหยิบรายชื่อหุ้นที่ผ่านการคัดเลือกตามเงื่อนไขต่างๆ ไปทำการศึกษาหาข้อมูลเองได้ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่หมดมุขหาหุ้นอ่านไม่ได้ ตรงนี้ก็สามารถมาลองดูรายชื่อหุ้นในสแกนแต่ละตัวไปพัฒนาต่อยอดแล้ววิเคราะห์กันอีกที โดยหัวข้อสแกนก็มีทั้งด้านปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยเทคนิคคอล

“จากการได้มาลองเล่น Finansia HERO แล้ว ก็พบว่ามีข้อดีในแง่ของความครบครัน!”

หากวันนี้เราเป็นนักลงทุนที่ต้องเปิดหลายแอปเปิดหลายหน้าจอเพื่อสลับหน้ากันทำงานไปมาอยู่แล้ว การใช้ Finansia HERO ก็ถือเป็นข้อดีมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการพื้นฐานด้านการลงทุนก็มีครบหมดแล้ว ตั้งแต่การสแกนเพื่อหาหุ้น การดูกราฟเทคนิคคอล การอ่านข่าวและงบระดับพื้นฐานถึงละเอียด ไปจนถึงการส่งคำสั่งซื้อขาย เรียกได้ว่า “เปิดแอปนี้แอปเดียวก็จบเลย”

ใครสนใจก็ลองไปโหลดมาเล่นกันดูได้

สำหรับลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) อยู่แล้วก็ใส่เลขพอร์ตกับพาสเวิร์ดก็เข้าไปใช้บริการได้เลย ส่วนใครยังไม่เป็นลูกค้าก็ไปลองเล่นระบบ Free Trial ดูก่อนได้ หากติดอกติดใจก็ค่อยมาเป็นลูกค้ากันในภายหลัง ซึ่งการเปิดพอร์ตก็ไม่ได้เสียเงินมากมายอะไร แค่ค่าอากรแสตมป์เพียง 30 บาทเอง

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.finansiahero.com

ขอรหัสทดลองใช้ได้ที่ http://www.finansiahero.com/request-trial-account/

Download App & Free Trial ได้ที่ https://www.finansiahero.com/download/

ดู Demo การใช้งานได้ที่ https://www.fnsyrus.com/channel

สอบถามการใช้งานได้ที่ Call center 02-782-2400 สนใจเปิดพอร์ตลงทุนกับ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) โทร 02-782-2400 กด 2 หรือสมัคร Online ได้ที่ http://onlinefss.fnsyrus.com/requestonline/OPENACCOUNT/register?sectionurl=HOME&boothcode=BZ012

#FINANSIAHERO #FINANSIA #HERO #เทรดหุ้น #TRADE #APP #APPหุ้น #ล้ำหน้ากว่าที่เคยมี

ไปลอง !

ลงทุนศาสตร์ – Investerest

บทความนี้เป็น Advertorial

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2561

   เก็งหวยงวดฟุตบอลโลก กับสถิติย้อนหลัง10งวดล่าสุด สรุปเลขตัวเก็งจากทุกสำนัก และเหตุการณ์เด็ดพร้อมเอาไปตีเป็นตัวเลข

  

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2561

1. สถิติย้อนหลังสิบงวด

จากหลักการเก็งตัวเลขไม่ซ้ำกันติดต่อ10งวดล่าสุด ขณะนี้กองสลากได้ออกเลขอะไรไปบ้าง พร้อมสถิติตัวเลขที่ออกซ้ำกันมากที่สุดในแต่ละหลักให้คุณได้เวิเคราะห์ความน่าจะเป็นในงวดนี้

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2561เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2561

2.
เก็งเลขเด็ดจากสถาบันเสี่ยงดวงชั้นนำ

ในงวดนี้สถาบันเลขเด็ดชื่อดังได้บอกใบ้ คำนวณตัวเลขใดออกมาบ้าง ใช่เลขที่คุณตีความได้จากความฝัน หรือวงในแหล่งเลขเด็ดหรือไม่ หากศรัทธาสถาบันใดก็นำตัวเลขไปวิเคราะห์ต่อ หรือซื้อตามได้เลย

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2561

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2561

3. เหตุการณ์เด็ดวิเคราะห์ให้เป็นเลข

 นอกจากนี้เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในแต่ละวันก็สามารถนำมาวิเคราะห์ให้เป็นตัวเลขได้ อย่างเช่นเหตุการณ์ที่กำลังมาแรงไปทั่วโลกอย่างการแข่งขันฟุตบอลโลก

เก็งหวยรวยเปรี้ยง ประจำงวดที่ 1 กรกฎาคม 2561

     สามารถตีเป็นตัวเลขได้ตามใจชอบอย่างเลขนาทีที่ทำคะแนนในแต่ละนัดแบบตรงๆ เช่น 35 04 24 44 58 หรือจากแต้มที่ได้ในการแข่งขัน เช่น 01 33 21 11 หากตีเป็นเลขสามตัวก็ลองเอาตัวเลขนาทีมารวมกัน อย่างเช่น 58+62+81=201 หรือเอาตัวเลขมาต่อกันอย่าง 135 จากการที่เม็กซิโกสามารถทำประตูได้ในนาทีที่ 35 และนอกจากนี้ยังสามารถตีตัวเลขจากนัดอื่นๆที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย ศรัทธาทีมไหนก็เลือกได้เลย

    การเก็งตัวเลขเป็นเพียงการคาดเดา ทั้งนี้ต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ความฝัน โชคชะตารวมถึงบุญกุศลประกอบกัน  และควรซื้ออย่างไม่เดือดร้อนต่อตนเอง และผู้อื่น

CREDIT : Workpoint NEWS

   http://www.korhuay.com

StartUp กับ Corporate : ทางรอดหรือทางตัน?

โลกสตาร์ทอัพแบบไทยๆ เราโตขึ้นมาได้ส่วนหนึ่ง อันที่จริงเป็นก้อนใหญ่ๆ เลยแหล่ะ ที่ Corporate หรือบริษัทเอกชนใหญ่ๆ เข้ามาอุ้ม เข้ามาร่วมสร้างตั้งแต่เราเริ่มตั้งไข่กัน จริงๆแล้วมันประหลาดนะ เพราะก็รู้กันอยู่ว่า StartUp น่ะพยายามจะ Disrupt อะไรบางอย่าง แล้วส่วนใหญ่มันก็ไปแย่งตลาดจากพวก Corporate นั่นแหล่ะ 

แล้วทำไม Corporate ถึงมาสร้างสิ่งที่(อาจจะ)จะทำลายตัวเองสักวัน งงไหมล่ะ? 

แถมยังวิ่งกันแข่งกันเข้ามารายแล้วรายเล่า จนแทบจะทั้งหมดในทุกๆอุตสาหกรรมเลยในถึงปัจจุบัน

StartUp กับ Corporate : ทางรอดหรือทางตัน?

Corporate จะได้อะไร? จาก Startup

เคยสงสัยกันไหมว่า Incubator, Accelerator ส่วนใหญ่ในไทย back โดย Corporate ยักษ์ใหญ่ทั้งนั้น แล้วยังมี Corporate Venture Capital ที่เกิดขึ้นเพียบเลยในปีหลังๆมานี่

StartUp เองก็อยากเข้ามุ้งของยักษ์ใหญ่เหล่านั้นกันอยู่แล้ว มีประโยชน์มากมายทั้งเรื่องเงินทุน ความรู้ การเป็นพี่เลี้ยง ความน่าเชื่อถือ ความดัง(อันนี้เอาจริงๆ หลายๆ StartUp ทำกันเพราะเห็นว่าดังดี) และความร่วมมือระหว่างกัน

ไอ้เรื่องเงิน กับความดัง ซึ่งตามมาด้วยความน่าเชื่อถือเนี่ย มันมาตั้งแต่วันแรกที่ Announce ว่าได้เข้า Batch แล้ว (ยกเว้นบางโปรแกรมที่ไม่มีเงินลงทุนให้ ซึ่งจริงๆก็หลายโปรแกรมอยู่) 

เรื่องความรู้ พอเข้า Batch ไปเราก็ต้องไปเข้า Class ตามโปรแกรมที่แต่ละที่จัดไว้ ก็อัดความรู้กันเต็มๆตลอด 3-6 เดือนแล้วแต่โปรแกรม และหวังว่าทีมที่เข้าร่วมจะบึ้กจะล่ำขึ้นประหนึ่งบริโภคเวย์โปรตีนสูตรเข้มข้มหลังจากจบ Batch กันในทันที และยังเป็นพี่เลี้ยงให้กันต่อแบบต้องบอกว่าเป็นกันตลอดชีพไปเลยก็ว่าได้

ที่ว่ามาทั้งหมดผลประโยชน์มันลงที่ StartUp เต็มๆ แล้ว Corporate มันจะได้อะไร ทำเอามันส์ ทำเอาบุญ หรือ ทำเอาเท่ห์ !!

จริงๆแล้วมันอยู่ที่ท่อนสุดท้ายเนี่ยแหล่ะ เรื่องความร่วมมือระหว่างกัน นี่แหล่ะที่สำคัญ ในความเห็นผมนะ ต้องบอกงี้ เพราะบาง Accelerator ที่ back โดย Corporate ชั้นนำบางที่ ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก ก็มีเหมือนกัน

แต่ส่วนใหญ่ผมว่าใช่ เพราะอะไรน่ะเหรอ…เพราะ Corporate ตัน! 

StartUp กับ Corporate : ทางรอดหรือทางตัน?

ทางรอดหรือทางตัน? 

Innovation ที่จะเป็น S-Curve จริงๆ มันจะเกิดตอนต้นๆ ที่เพิ่งเริ่มไอเดียธุรกิจ โปรดักส์ที่เปลี่ยนโลก มันมักจะเกิดตอน Founder ยังลงมาลุยด้วยตัวเอง ปรับไปปรับมา ลองผิดลองถูกจนเจอสูตร พอบริษัทเริ่มใหญ่คนเริ่มเยอะ โครงสร้าง ขั้นตอน กรรมวิธี รวมถึงการเล่นการเมืองทั้งหลาย ทำให้ความบ้าบิ่นมันจางลงไป ความกล้าเสี่ยง กล้าลองหมดไป 

พอจ้างมืออาชีพในส่วนต่างๆ เข้ามาเรื่อยๆ การทำตาม KPI การทำรายได้และกำไร กลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง แทนที่การสร้างของใหม่ๆที่มีความเสี่ยงมากทันที ส่วนเด็กๆที่กล้าคิดกล้าทำ ก็ไม่ได้รับโอกาส ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร เลยลาออกไปทำ StartUp ตัวเองมันเลยดีกว่า

แนวคิดเรื่อง StartUp ที่เน้นการสร้าง Innovation กล้าคิด กล้าเสี่ยง กล้าเปลี่ยนโลก ที่เอาจริงๆมัน copy มาจากการเกิดบริษัทยักษ์แท้ๆ ระดับโลกที่รับผิดชอบการหมุนไปของโลกอยู่ในปัจจุบันอย่าง Facebook, Google หรือแม้กระทั่ง Apple ที่โตมาได้ขนาดนี้ได้ไง แนวคิดการสร้าง StartUp มันก็เลียนแบบวิธีการนั้นมาโต้งๆเลยนี่แหล่ะ แต่อาจจะต่างที่ดีเทลและความเป็นมหภาคบ้างในบางบริบท

ทีนี้พอโลกของ StartUps เกิด บริษัทใหญ่ๆ เริ่มถูก Disrupt บริษัทที่ปรับตัวไม่ได้ ก็ล้มหายตายจากไปอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย

ทำให้ Corporate เริ่มหันกลับมามอง กลับมาระแวง ว่าธุรกิจของตัวเอง หรือตลาดที่เคยยึดครองได้อย่างเบ็ดเสร็จหรือเกือบๆนั้น เริ่มสั่นคลอน และอาจจะถูกแย่งไปวันใดวันหนึ่ง หรือมีเทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามาทดแทนและทำให้ตลาดนั้นหายไปเลยด้วยซ้ำอย่างที่เราได้เห็นตัวอย่างกันมามากมาย

ทีนี้  Corporate ที่ฉลาดมากพอเลยสร้างตัวเอง ทำตัวเองเป็นกลุ่มของ StartUps หลายๆ StartUps ในองค์กรซะ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในเรื่อง Innovation ไว้ กลุ่มที่เพิ่งรู้ตัวเริ่มคิดว่าจะทำยังไง จะปรับตัวเองได้ไง ก็พยายามอย่างมากที่จะปรับองค์กรของตัวเอง จนเป็นที่มาของคำสวยๆที่ใช้กันไปทั่ว อย่าง ‘Digital Transformation’ 

ทีนี้ก็มีส่วนหนึ่งที่อาจจะฉลาดกว่ากลุ่มที่สองหน่อย นั่นก็คือ งั้นทำงานกับ StartUps ซะเลยดีกว่า ก็เลย Collect เอา StartUps ดีๆมาไว้ในมุ้งซะและหาทางที่จะ Synergy กันให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย Corporate ได้ Innovation โดยจำกัดความเสี่ยง StartUps มีทุน มีรายได้ มีตลาดให้ลอง

ฟังดูมันน่าจะไปได้สวยไม่น้อยเลยนะ!

StartUp กับ Corporate : ทางรอดหรือทางตัน?

5 เหตุผลที่อาจทำให้เรื่องนี้จบไม่สวย

ในทางปฎิบัติ มีหลายปัจจัย ที่อาจจะทำให้ผลออกมาอาจจะไม่สวยอย่างที่คิด อุปสรรคหลักๆที่เห็นได้ชัด ได้แก่

1. ความเข้าใจของคนใน Corporate เองในเรื่อง StartUps

ยังคงต้องให้ความรู้กันต่อไปว่า StartUp มีผลกับสังคม เศรษฐกิจ ของประเทศระดับไหน ไม่ใช่แค่ทีมเด็กๆที่เขียนโปรแกรมเป็น หัดทำธุรกิจ ออกสื่อกันไปหล่อๆเท่านั้น
 

2. Focus ของ BU หรือหน่วยงานย่อยภายในองค์กร ที่จะต้องมาทำงานร่วมกันกับ StartUp

‘เอ ก็มันไม่ใช่ KPI ฉันนี่’ แน่นอนว่าเกมส์ของ StartUp เองจะวัดกันไกลๆ ไม่ได้แบบจะสร้างรายได้แบบหวือหวาหรือกำไรแบบมากมาย หากเทียบกับตัว Corporate แต่ต้องดูกันระยะยาว ทำให้ BU เองไม่ได้ให้ความสนใจ หรือความสำคัญมากนัก เพราะตัวเองก็มีภารกิจมากมายต้องทำอยู่แล้ว เพื่อให้ได้ตามเป้ารายได้ที่ถูกตั้งไว้ในทุกปี ไม่งั้นโบนัสหาย

3. Timing ที่ไม่สอดคล้องกัน 

Technology ของ StartUps เองอาจจะไม่ตรงกับตลาดของ Corporate ในขณะนั้น หรือคุณภาพและความสามารถของ StartUps เองอาจจะไม่ถึงตามที่ Corporate คาดหวังไว้ในเวลานั้น ทำให้มันไม่มีทางทำงานร่วมกันได้ เพราะ StartUps เองไม่มีวันพร้อมถึงขั้นที่ Corporate ตั้งไว้หรอก วันที่เค้าพร้อมจริงๆเค้าก็อาจจะไม่ต้องการให้ Corporate นั้นช่วยอีกต่อไปแล้วล่ะ

4. Vision ของผู้บริหารไม่สอดคล้องกับการสนับสนุน StartUp

‘ยิ่งถ้ายังมองว่าแค่เป็น CSR ก็คงจบ’ แนวคิดของผู้บริหาร Corporate สำคัญที่สุดเพราะจะขับเคลื่อนให้เกิดความร่วมมือกันจริงจังระดับไหน ต้องอาศัยแรกผลักดันของฝั่งบริหารอย่างมาก ซึ่งสามารถสะท้อนออกทางนโยบาย หรือ KPI บางอย่างเพื่อสนันสนุนกิจกรรมต่างๆที่จำเป็นต้องทำร่วมกัน ยอมให้เกิดการผิดพลาด ลองผิดลองถูกบ้าง ซึ่งเอาเข้าจริงความเสี่ยงต่ำกว่าการใช้ทีมภายในทำเองไม่รู้กี่เท่า อาจจะต้องไม่มองเฉพาะภาพของรายได้ระยะสั้น แต่มอง Impact ระยะยาวในเชิงกลยุทธ์ด้วย

5. มอง StartUp เป็นได้อย่างมากแค่ BU หน่ึ่งในองค์กร 

ไม่สนับสนุนการเติบโต หรือจำกัดตลาดของ StartUp เช่น การขอ Exclusive ห้ามไม่ให้ไปขายที่อื่น การปิดกั้นกันระหว่างค่าย การครอบแบรนด์ของตัวเองแทนที่แบรนด์ของ StartUp เป็นต้น ซึ่งจริงๆแล้วแนวคิดของ StartUp คือการเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนสามารถกลายเป็น Corporate ใหญ่ได้ในวันหนึ่ง ซึ่งอาจจะใหญ่มากๆจนสามารถซื้อ Corporate รุ่นเก่าได้ในวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งหากถูกจำกัดด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง มันเท่ากับเป็นการทำลาย StartUp นั้นทางอ้อมกันเลยทีเดียว และ StartUp เองมักจะไม่มีสิทธิต่อรองมากนักด้วยสิ ถ้ายังไม่แข็งแรงพอ

ยังมีอีกหลากหลายเหตุผลที่ทำให้ความร่วมมือระหว่าง StartUp และ Corporate ในไทยไม่เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆสักที ทั้งๆที่เอาจริงๆนะมันคือประโยชน์ที่จับต้องได้ของการลงมาสนับสนุน StartUp ของ Corperate เลยนะ

แต่ถ้า Corporate คิดว่าการมาสนับสนุนในหลายๆด้านนั้นเป็นแค่การลงทุน เพื่อหวังผลกำไรที่เกิดจากการ Exit เพียงอย่างเดียว ผมว่าไม่ต้องตั้ง CVC หรอก แค่ไปลงทุนกับกองทุน VC ดีๆสักกองน่าจะเหนื่อยน้อยกว่าเยอะเลยครับ แค่มันอาจจะไม่ค่อยจะเท่ห์แค่นั้นเอง…

3 ข้อดี ของการทำประกันสุขภาพให้ลูกน้อย

“คนที่มีลูกทุกคน สิ่งนึงที่มักจะกังวลก็คือเวลาที่ลูกของเราไม่สบาย
เอาแค่ลูกร้องไห้ไม่หยุด คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่ก็คงเครียดทุกคนแน่นอน”

ผมกับภรรยาเองก็เคยต้องผ่านเหตุการณ์แบบนี้มา 2-3 ครั้ง บางทีเราสังเกตเห็นว่าลูกเราทำไมถึงไอบ่อยๆ ก็กังวลแล้วว่าจะมีไข้มั้ย เพราะ เค้ายังพูดไม่ได้ บางทีไปฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาลมา กลับมาก็มีไข้อ่อนๆ ตัวรุมๆ ก็กังวัลอีกว่าเป็นผลข้างเคียงจากวัคซีน หรือไปติดเชื้อโรคคนป่วยที่โรงพยาบาลมาหรือเปล่า

ส่วนประสบการณ์เรื่องลูกนอนโรงพยาบาล ก็เคยมีครั้งนึงจากการเป็นไข้หวัด ซึ่งก่อนจะต้องเข้าโรงพยาบาลก็สังเกตลูกเราว่า ทำไมตัวอุ่นๆ ซึ่งยังดีที่เค้ายังกินข้าวได้ แต่เพื่อความไม่ประมาทผมกับภรรยาเลยตกลงว่า พาไปหาหมอดีมั้ย ซึ่งตัวผมเองก็ได้ซื้อประกันสุขภาพให้กับลูกเรียบร้อยแล้ว วงเงินก็น่าจะเพียงพอระดับนึง 

ดังนั้นจึงไม่ลังเลที่จะพาไป เพราะถ้าต้องนอนโรงพยาบาล ก็ไม่เดือดร้อนเรื่องการเงิน เพราะ เรามีประกันสุขภาพเรียบร้อย และแล้วหมอก็วินิจฉัยแล้วว่า “เป็นไข้หวัด” เห็นควรต้องนอน เพราะ จะได้ให้ยาได้สะดวก ซึ่งผมกับภรรยาก็เดินไปแผนกเลือกห้อง แล้วก็บอกว่าจะขอห้องเดี่ยว

แต่เรื่องที่ทำให้ตกใจเล็กน้อยก็คือ ห้องเดี่ยวเต็ม มีแต่ต้องวีไอพี ซึ่งค่าห้องก็จะราคาสูงขึ้นไปอีก…

ซึ่งผมก็เทียบกับวงเงินประกันที่มีแล้ว ก็เห็นว่าก็จ่ายเพิ่มอีกวันละประมาณ 2,000 บาท ก็เลยจองไป แล้วก็บอกว่าถ้ามีห้องเดี่ยวว่าง ก็ขอย้ายไปห้องเดี่ยว เพื่อจะได้เพียงพอกับค่าห้องที่เรามี

แล้วก็มีเรื่องที่ต้องตกใจอีก ก็คือ ห้องเดี่ยวของวอร์ดเด็กนั้น เต็มโดยผมเป็นคิวที่ 4 ที่จะได้ห้องนั้น โดยคนที่จองก่อนก็ยังต้องพักอยู่ห้องคู่อยู่ รอย้ายเช่นกันถ้ามีคิว

ซึ่งลูกผมก็นอนไปเพียง 1 คืน พยาบาลก็บอกว่าได้ห้องเดี่ยวของเด็กแล้ว ผมก็งงๆ ว่าเราคิวที่ 4 ทำไมได้ก่อน?

พยาบาลก็เลยบอกว่า “คิวก่อนหน้านั้นเค้าไม่ย้ายแล้ว โดยขออยู่ห้องคู่เหมือนเดิม” ซึ่งผมก็เลยคิดเอาเองว่า น่าจะมาจากเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยแน่ๆ เพราะคนเป็นพ่อแม่ ถ้าเลือกได้ก็คงอยากให้ลูกเราได้นอนพักห้องดีๆ จริงมั้ยครับ? ซึ่งเราเองไม่มีปัญหาตรงนี้ เพราะมีประกันสุขภาพคอยรับรองเราอยู่นั่นเอง…

โชคดีที่ลูกผมต้องนอนพักเพียง 2 คืนก็ออกจากโรงพยาบาลแล้ว โดยหมอบอกว่า “ดีนะที่พามาเร็ว เพราะบางคนพามาช้า ก็ต้องนอนโรงพยาบาลนานหน่อย”

ดังนั้นผมเลยอยากสรุปถึง “ข้อดีของการทำประกันสุขภาพให้ลูกน้อย” ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่มีลูกน้อย

1. ได้ความสบายใจ

ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นหลักๆที่หลายๆคนมักคิดซื้อประกันสุขภาพให้ลูกเพราะเรื่องนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลว่า ถ้าเกิดลูกป่วยแล้วเราต้องจ่ายค่ารักษาแพงๆ จะเตรียมเงินจากไหน บางเคสอาจจะถึงขั้นหลายแสนบาทได้ ซึ่งถ้าเรารู้ว่าเราต้องจ่ายค่าเบี้ยปีละเท่านี้ ก็น่าจะเตรียมง่ายกว่า การที่จะต้องมาจ่ายเงินก้อนใหญ่ๆตอนต้องเข้าโรงพยาบาลจริงมั้ยครับ

2. มีโอกาสหายเร็วขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่าพอเรามีประกันสุขภาพให้ลูกแล้ว ก็ไม่ต้องคิดมากเลยว่า ถ้าป่วยจะไปโรงพยาบาลดี หรือ รอให้ดีขึ้นดี ซึ่งบางคนรอให้ดีขึ้นบ้าง หรือไปซื้อยาเองบ้าง ก็กลายเป็นว่ารักษาไม่ถูกจุด แล้วกว่าจะพามาโรงพยาบาลก็อาการหนักแล้ว แบบนี้ก็ทำให้รักษายากขึ้น แถมค่ารักษาก็สูงขึ้นอย่างแน่นอนอีกด้วย แบบนี้อาจจะเรียกง่ายๆว่า “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” ก็ได้ครับ

3. ได้คุ้มครองทุกโรค

ข้อนี้เป็นข้อที่สำคัญมากๆ เพราะ การทำประกันสุขภาพตั้งแต่อายุน้อยๆ ข้อดีก็คือ เราจะไม่มีประวัติการเจ็บป่วยอะไรมาก่อน ดังนั้นเมื่อกรมธรรม์อนุมัติจึงคุ้มครองทุกโรค แต่ใครที่มักมาทำประกันสุขภาพเมื่ออายุมากๆ ส่วนใหญ่จะเจอปัญหา เพราะมีประวัติสุขภาพมาก่อนทำประกัน เช่นความดันสูงบ้าง เบาหวานบ้าง หรือเคยเป็นเนื้องอก เป็นต้น ดังนั้นบริษัทประกันก็จะรับประกันยากขึ้น หรืออาจจะต้องถูกเพิ่มเบี้ยหรือถูกยกเว้นการคุ้มครองโรคที่เคยเป็นมาก่อน ก็ได้

ดังนั้นใครที่มีลูกน้อยๆ จึงไม่ควรละเลยการทำประกันสุขภาพให้ลูกน้อยๆ โดยทุกวันนี้ก็สามารถเลือกแบบประกันสุขภาพได้หลากหลายมากขึ้น

ปัจจุบันมีให้เลือกทั้ง “แบบเหมาจ่าย” หรือ “แบบแพคเกจ” รวมไปถึงมี คุ้มครองแบบผู้ป่วยนอกอีกด้วย ซึ่งก่อนจะซื้อจึงควรเลือกและตรวจสอบผลประโยชน์ที่จะได้รับจากแผนนั้นๆ ก่อนการตัดสินใจ และควรต้องอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสมของงบประมาณของตนเองเทียบกับรายได้อีกด้วยเพราะ ถ้าเลือกแบบเบี้ยที่สูงเกินไป ก็อาจจะทำให้ขาดอายุในภายหลังได้

สรุปก็คือ “ควรซื้อให้เหมาะกับคุณภาพชีวิตที่เราต้องการ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเหมาะสมที่เราจ่ายเบี้ยประกันแบบต่อเนื่องได้ด้วยครับ”

คิดเอาว่า…มีน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีคุ้มครองจริงมั้ยครับ ดังนั้นอย่าประมาทดีที่สุดครับ 🙂

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 25-29 มิถุนายน 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ นอกจากผลของบอลโลกที่ผันผวนสุดๆ แล้ว ยังมีตลาดหุ้นไทยที่ผันผวนชวนใจสั่นให้เราติดตามยิ่งกว่าว่าจะเป็นอย่างไร (ฮา)

และแน่นอนว่าเราจะอัพเดทสงครามกำแพงภาษีที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีนว่าจะเกิดอะไรบ้าง? ติดตามได้ที่นี่เลยครับ สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด ครบถ้วนจัดเต็มแน่นอน

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 25-29 มิถุนายน 2561

สัปดาห์นี้ ผมยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทยต่อไปครับ แต่ต้องระวังมากขึ้นเพราะยังมีความผันผวนค่อนข้างมากครับผม

  • Focus : ไทย
  • ความน่าสนใจ : Valuation กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง ในขณะที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดี หลังจากตลาดซึมซับข่าวร้ายไว้ส่วนหนึ่งแล้ว แต่ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศที่มีสัญญาณดีขึ้นจากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • สัปดาห์นี้ ถ้าเป็นฟุตบอลก็ต้องเรียกว่าพลิกเกมส์กันเลยทีเดียวครับ สำหรับตลาดหุ้นไทยที่เหมือนจะถูกบังคับให้ทำเกมส์รับกันรัวๆ เนื่องจากมีการขายของต่างประเทศค่อนข้างมาก ทางแก๊งเม่าไทยก็ต้องพยายามสวนกลับ ซื้อรับกันแหลกเลยล่ะครับผม
  • เกมส์รับในประเทศไทยยังไม่เท่าไร แต่เจอการบุกหนักของสองยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐฯ และจีน ที่ใส่กันแบบไม่ยั้งจนกรรมการยกธงล้ำหน้ากันไม่ทันเลยทีเดียว
  • ใช่ครับ ผมหมายถึงการตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีน! แม้ไม่ได้เตะบอลโลกทั้งคู่ แต่สถานการณ์แบบนี้น่าจับตามองกว่าอีกครับ เพราะส่งผลให้การค้าโลกชะลอตัวลง!! ดังนั้นประเทศที่มีการส่งออกหนักๆ อย่างเกาหลีจึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนอีกทีนะครับ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

สำหรับฝั่งสหรัฐฯ แม้ว่าจะไม่ได้ไปบอลโลกในรอบนี้ แต่ทางด้านตลาดหุ้นนั้นเรียกว่ายังแข็งแรงอยู่ครับ

ทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน นอกจากนี้ คาดว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไป ดังนั้นสบายใจได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ทะยอยสะสมต่อครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

ยังสะสมต่อได้ครับ เนื่องจากพรรคการเมืองอิตาลีมีท่าทีประนีประนอมต่อกันมากขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ทำให้โอกาสที่จะสามารถตั้งรัฐบาลใหม่มีมากขึ้น และลดความไม่แน่นอนทางการเมืองลง

ดังนั้นสถานการณ์โดยรวมเหมือนจะเป็นโอกาสให้เราสะสมต่อได้ครับผม ประกอบกับการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้พอมั่นใจว่าตลาดทุนยังสามารถไปต่อได้อยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : ยังทยอยสะสมได้ครับ

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเองก็ฟอร์มเหมือนทีมชาติ ณ ตอนนี้เลยมีการแกว่งตัวในกรอบแคบๆ เหมือนกับดูทรงเกมส์รุกและรับจากสถานการณ์อยู่ แต่ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อไปครับ

เนื่องจากมุมมองโดยรวมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ ธนาคารกลางญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มที่จะคงมาตรการ QE ต่อไปเนื่องจากเศรษฐกิจไตรมาสแรกของญี่ปุ่นกลับมาหดตัวลง -0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับ

สรุปตอนนี้ ยังทยอยสะสมต่อไปได้ครับ ลุยต่อไปครับผม

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

ยังไปต่อได้ครับ ตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรมากกระทบครับผม หลังจากช่วงที่ผ่านมาราคาได้มีการปรับฐานจากความกังวลต่อนโยบายการจัดเก็บภาษีจากกำไรการขายหุ้นแล้ว

ตอนนี้นักวิเคราะห์ได้มีการปรับประมาณการรายได้ของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้สะสมต่อไปได้เรื่อยๆ เหมือนเดิมครับผม

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อได้เลยครับ

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

อันนี้สิน่ากลัวครับ เป็นตลาดเดียวเลยที่ต้องระวังครับ หลังจากที่ไปแพ้สวีเดนมา เอ้ย ไม่ใช่ครับ! หลังจากที่มีการตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯและจีน อาจส่งผลให้การค้าโลกชะลอตัวลง เนื่องจากเศรษฐกิจของเกาหลีพึ่งพาการส่งออกสินค้า ทำให้เกาหลีมีความเสี่ยงที่จะโดนผลกระทบจากสงครามทางการค้าอยู่ครับ

จะเห็นว่าตลาดนี้มีการผันผวนค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ยังไงระวังกันด้วยนะครับ สำหรับคนที่ชอบเกาหลี ผมแนะนำว่าอยู่ห่างอปป้ากันก่อนดีกว่าครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาชะลออีกแล้วจ้า

Insight ตลาดหุ้นไทย

แม้ว่าหุ้นไทยจะทำให้ใครหลายคนใจสั่นตั้งแต่สัปดาห์ก่อน และยิ่งกว่าในสัปดาห์นี้  แต่มุมมองของผมที่มีต่อเศรษฐกิจในประเทศที่มีสัญญาณดีขึ้นจากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน จะช่วยให้รายได้บริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นครับ

ยังย้ำเหตุผลเดิมนะครับ เชื่อใจกันไว้ครับว่า “ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ยกเว้นแต่บอลโลกที่ไม่ได้ไป”

ผมเชื่อนะครับ ตลาดซึมซับข่าวร้ายไว้ส่วนหนึ่งแล้วครับ ดังนั้นเหมือนเป็นโอกาสที่จะแนะนำให้ซื้อ เพราะปัจจัยอื่นๆ ยังเป็นบวกหมดต่อตลาดหุ้นไทยครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ระวังไว้หน่อยนะครับ

Insight ตลาดหุ้นจีน

แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีน ที่เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เกี่ยวกับการบริโภคจีน ซึ่งผลประกอบการมีแนวโน้มขยายตัวสูง ตามรายได้เฉลี่ยของผู้บริโภคจีนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกลุ่มที่เป็น New Economy ทีกำลังมาแรงในขณะนี้ครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อไป แต่เน้นกลุ่มที่ว่านี้หน่อยครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : สะสมได้ทุกตลาด ทั้งหุ้นสหรัฐฯ, ยุโรป, ไทย, H-Share, A-Share, อินเดีย ยกเว้นตลาดเกาหลี
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมทั้งทองคำ และน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 10%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 50%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 28%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 16%
  • ตราสารหนี้ไทย 26%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 40%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 3%
  • ตราสารหนี้ไทย 9%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

5 ความเข้าใจผิดของสตาร์ทอัพ เมื่อคิดจะโตต่างแดน

ที่ผ่านมาในช่วง 3-5 ปีนี้ ธุรกิจสตาร์ทอัพกำลังบูม แล้วก็ได้รับการผลักดันจากหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ผมสังเกตุเห็นว่ามีหลายๆ ธุรกิจสตาร์ทอัพที่เติบโตและไปได้สวย เริ่มปักหลักปักฐานในประเทศได้ และหลายรายก็มองทิศทางไว้ว่า “อยากจะขยับขยาย รุกตลาดต่างแดนดูบ้าง” 

แต่ก็เชื่อว่าบรรดาสตาร์ทอัพก็ยังคงกังวลอยู่หลายเรื่อง เพราะการจะขยายธุรกิจไปสู่ต่างบ้านต่างเมืองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย มีทั้งเรื่องของโอกาส ข้อจำกัดที่มีผลกับการวงกลยุทธธุรกิจของประเทศนั้นๆ มากทีเดียว ดังนั้นในฐานะที่ผมเคยพา Priceza ทดลองขยายไปสู่ตลาด SEA ผมก็เลยอยากจะเอาเรื่องราว ประสบการณ์ตรงจุดนั้นมาแชร์กัน เผื่อใครที่ยังกล้าๆกลัวๆอยู่ อยากจะเรียนรู้การเตรียมตัวที่จะไปเติบโตในต่างแดน ได้ศึกษาไว้ก่อนเริ่มก้าว…

สิ่งที่สตาร์ทอัพกำลังเข้าใจผิด 
เกี่ยวกับการขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ

5 ความเข้าใจผิดของสตาร์ทอัพ เมื่อคิดจะโตต่างแดน

การขยายสู่ตลาดประเทศผมมองว่าไม่ง่ายเลย ตอนคิดจะเริ่มก็ว่ายากแล้ว ตอนเริ่มและพาธุรกิจไปเติบโตในประเทศนั้นๆ มันยากหลายเท่าตัว และประสบการณ์ของผม มันมีบางสิ่งที่สตาร์ทอัพกำลังเข้าใจผิดกับการขยายตลาดอยู่ และนี่คือคำแนะนำเกี่ยวกับทางออกที่ดีสำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจในต่างแดน

1. ต้องโตในประเทศตัวเองก่อน

เจ้าของสตาร์ทอัพหลายๆ คนอาจจะมองว่า ธุรกิจของเราต้องประสบความสำเร็จ  สินค้า/บริการต้องเป็นที่หนึ่งในประเทศเราก่อนถึงจะคิดขยายไปประเทศอื่นๆ ได้ ผมมองว่าแม้นี่จะเป็นภาพความสมบูรณ์แบบของการดำเนินธุรกิจ แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป เราไม่จำเป็นต้องเติบโตจากในประเทศก็ได้ ผมอยากให้มองว่า โมเดลธุรกิจของเรามีโอกาสที่จะโตในประเทศไหนบ้างไหม การขยายธุรกิจจริงๆ มันจะเกิดขึ้นได้หลังจากการที่เราค้นหา Product-Market Fit ในตลาดแรกเจอ แล้วหลังจากนั้นก็นำผลิตภัณฑ์เดียวกันนั้นไปให้บริการยังต่างประเทศ

5 ความเข้าใจผิดของสตาร์ทอัพ เมื่อคิดจะโตต่างแดน

ไม่จำเป็นเลยที่เราต้องโตในประเทศ ถ้าเรามองเห็นว่าธุรกิจเติบโตในระดับสากลได้แน่ๆ ยิ่งเราเป็นธุรกิจออนไลน์ ลูกค้าในทุกมุมโลกสามารถเข้าถึงเราผ่านอินเทอร์เน็ตได้ เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะขยายไปสู่ต่างประเทศได้ 

ฉะนั้น ถ้าอยากโตก็ต้องเต็มใจที่จะปรับตัว และต้องมีความคิดที่จะทำธุรกิจในประเทศอื่นๆ ตั้งแต่เริ่มแรก


2. คิดว่าการขยายตลาด เหมือนเปิดสาขาร้านกาแฟ

หลายคนมองว่า การขยายตลาดก็เหมือนขยายสาขาแบบร้านกาแฟ จริงอยู่การขยายสาขานั้นคือการเปิดตลาดใหม่ ที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโต แต่โมเดลธุรกิจของสตาร์ทอัพไม่ได้เป็นแบบนั้น ศักยภาพของสตาร์ทอัพนั้นแตกต่างไปจากธุรกิจขนาดเล็ก หรือธุรกิจขนาดกลางในแบบเดิมๆ อยู่มาก

ในมุมมองของผมคือ มันไม่ใช่ว่าเราอยากจะขยายไปประเทศไหนเราก็ทำได้ ตลาดแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ถ้าอยากให้ธุรกิจของคุณเติบโตในประเทศอื่นๆ เราก็ควรจะต้องวิเคราะห์ตลาด ทำการวิจัยว่า ประเทศใดที่สามารถขยายธุรกิจไปได้ดี, ประเทศไหนที่เหมาะกับสินค้า/บริการของเรา เพราะแต่ละประเทศย่อมมีความต้องการที่เป็นเอกลักษณ์ ขนาดว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา พฤติกรรมของผู้บริโภคยังต่างกันโดยสิ้นเชิง

ยกตัวอย่างชัดๆ ก็ประเทศเพื่อนบ้านของเรา.. อย่างคนสิงคโปร์ก็จะมีพฤติกรรมติดตามกระแสนิยมและแฟชั่นในตลาดโลก ถ้าเป็นคนมาเลเซียก็จะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ส่วนคนอินโดนีเซียก็จะไม่ชอบซื้อสินค้าราคาแพง…

ฉะนั้นถ้าเราจะมองตลาดแบบเหมารวมทั้งภูมิภาคเหมือนเปิดสาขาร้านกาแฟก็คงยากที่จะทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพของเราประสบความสำเร็จ ดังนั้นการวิเคราะห์ตลาดเชิงลึกและการลงพื้นที่จริงจึงสำคัญ

อย่างผมเองตอนแรกเริ่มที่จะขยายไป SEA ผมวิจัยเยอะมาก และก็พบว่าอินโดนีเซียนี่โดดเด่นสุด แล้วผมก็ตัดสินใจบืนไปดูตลาดที่อินโดนีเซีย สังเกตุพฤติกรรมผู้บริโภค ดูเนเจอร์ของคนในท้องถิ่น แล้วพอมองเห็นว่าแพลตฟอร์มของเราตอบโจทย์คนอินโดนีเซียได้แน่ มีศักยภาพที่จะทำให้เราเติบโตได้  ก็จึงกลับมาบอกกับเพื่อนๆ แล้วก็ตกลงกันที่เร่งขยายไปตลาดอินโดนีเซียให้เร็วที่สุด


3. โฟกัสที่การระดมทุน เพื่อขยายตลาดได้

5 ความเข้าใจผิดของสตาร์ทอัพ เมื่อคิดจะโตต่างแดน

ด้วยโมเดลของสตาร์ทอัพนั้น หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การลงทุนของ VC (Venture Capital) คือจุดสำคัญที่จะช่วยให้ขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆได้สำเร็จ ซึ่งก็มีหลายรายที่พยายามตั้งเป้าหมายไว้แค่การปิดดีลจากนักลงทุน มองแค่การระดมทุนเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปและเติบโต

แต่อยากให้เข้าใจตรงนี้ว่า ‘สตาร์ทอัพก็คือธุรกิจแบบนึง’ สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตยั่งยืนได้ก็คือการมียอดขาย เพราะฉะนั้นหากคุณมองเรื่องการขยายตลาด สิ่งที่สำคัญที่ต้องโฟกัสคือ “วิธีการทำเงิน” 

บทบาทของนักลงทุนนั้น จริงๆ แล้วคือส่วนของการเข้ามาช่วยให้คำแนะนำด้าน operation ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณมีกำไร และได้รับผลตอบแทนที่ดีกว่า เข้ามาช่วยในการหาเงินลงทุนในรอบถัดๆ ไป แต่เรื่องของการขยายตลาดให้ประสบความสำเร็จนั้น มันเป็นหน้าที่ของเราเองที่ต้องทุ่มเททำงานกันอย่างจริงจังครับ


4. ต้องมีพาร์ทเนอร์ที่ดีก่อน

หลายคนเชื่อว่าหากเราได้พาร์ทเนอร์ที่เหมาะสมมาช่วยดำเนินธุรกิจ นั้นคือกุญแจสู่ความสำเร็จระดับสากล แต่สำหรับผมมองว่า อาจไม่จำเป็นเสมอไป เพราะแม้ว่าการทำธุรกิจในต่างแดนจะค่อนข้างยุ่งยากในการดำเนินการหลายๆ อย่าง ไหนจะเรื่องกฎหมาย ไหนจะเรื่องการตลาดสำหรับประเทศนั้นๆ แต่ถ้าเราสามารถสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง ทีมงานในประเทศนั้นๆ ได้ จะเป็นเรื่องที่ดีกว่า

มีคำพูดนึงของ Guy Kawasaki นักการตลาดชื่อดังในแวดวงสตาร์ทอัพ เคยบอกไว้ว่า 

“การมีพาร์ทเนอร์นั้นจะช่วยกลบจุดอ่อนที่ธุรกิจคุณมีได้ แต่ก็เชื่อว่า สำหรับการขายแล้วพาร์ทเนอร์ไม่สามารถแก้ไขให้เราได้ทุกอย่างเสมอไป”

ผมแนะนำว่าก่อนที่เราจะหาพาร์ทเนอร์ ให้มองว่าเราสามารถปรับการดำเนินการของธุรกิจด้วยตัวเราเองได้ไหม หรือเราจำเป็นต้องมีพาร์ทเนอร์ในประเทศนั้นมาช่วยจริงๆ

แต่ถ้าใครมองว่าเราสามารถสร้างทีมในต่างแดนได้ ผมก็แนะนำว่า การคัดเลือกคนที่จะมาเป็นทีมงานของเราต้องพิถีพิถัน ความท้าทายที่สุดของการมีทีมงานข้ามแดนคือ เราต้องพยายามรักษา DNA ของบริษัทไว้ แล้วถ่ายทอดวัฒนธรรมองค์กรไปสู่ทีมในต่างแดนให้ได้


5. SEA เป็นตลาดที่ใหญ่เกินไป

ข้อนี้สำหรับคนที่อยากขยายธุรกิจไปใน SEA หรือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมเชื่อว่ามีหลายคนที่มองว่าทั่วทั้งภูมิภาค SEA เป็นตลาดที่ใหญ่มากตลาดหนึ่ง ซึ่งความจริงก็ถูกแล้ว! ภูมิภาค SEA นั้นมีประชากรมากถึง 600 ล้านคน จำนวนประชากรที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยประมาณ 350.61 ล้านคน

แล้วแต่ละประเทศมีภาษา มีประเพณี และมีพฤติกรรมการใช้ชีวิต พฤติกรรมการใช้งานบนโลกอินเทอร์เน็ตในแบบฉบับของตนเอง ถือว่าเป็นตลาดที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างประเทศ

5 ความเข้าใจผิดของสตาร์ทอัพ เมื่อคิดจะโตต่างแดน

แต่ทว่าตลาดนี้ก็ไม่ได้ใหญ่เกินไปกว่าที่สตาร์ทอัพจะขยายไปทำธุรกิจได้ ผมแนะนำว่าให้เราโฟกัสเป้าหมายของเราให้มากๆ เรียนรู้ความแตกต่างในประเทศนั้นให้เข้าใจ 

บทสรุปการขยายสู่ตลาดต่างแดน

5 ความเข้าใจผิดของสตาร์ทอัพ เมื่อคิดจะโตต่างแดน

สำหรับสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ๆ หากคิดจะลุยตลาดต่างแดน อย่าเพิ่งมองว่าเราพร้อม 100% ที่จะไปหรือไม่ ให้มองว่า เราเห็นโอกาสที่จะเติบโตในประเทศใด เรามีสินค้าหรือบริการที่ดี สามารถแก้ปัญหาได้จริงสำหรับคนประเทศนั้นหรือไม่ และรู้จักตลาดที่จะไปดีพอแล้ว ก็ลุยได้เลยครับ  

ผมอยากจะฝากให้ระวังในเรื่องของเงินทุนไว้สักหน่อยว่า…

สตาร์ทอัพควรกำหนดวงเงินที่จะใช้ในการขยายตลาด โดยดูจากงบประมาณที่มี และทดลองตลาดในจุดสำคัญๆ ก่อนที่จะทำแบบ Full Scale แล้วหลังจากที่ทดลองไปสักระยะหนึ่งแล้ว ธุรกิจก็น่าจะพอมองเห็นภาพออกว่าคุ้มหรือเปล่าที่จะไปต่อ ถึงเวลานั้น ก็เดินหน้าเต็มที่ได้

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save