งบการเงินส่วนใหญ่ ไม่บอกกำไรที่แท้จริง?

คราวที่แล้วพรี่หนอมเพิ่งโพสสอนเรื่องดูงบการเงินเพื่อเช็คความน่าเชื่อถือของธุรกิจไป คราวนี้มาต่อเรื่องการแสดงข้อมูลในงบการเงินกันบ้างครับผม

ใครยังไม่อ่านตอนที่แล้ว อ่านและแชร์ได้ที่นี่ครับ : https://www.facebook.com/TaxBugnoms/posts/2460923813933020

มาลองคิดกันดูครับว่า.. ไอ้ที่เราเคยเห็นเจ้าของธุรกิจบอกกับเราว่ายอดขายหลักเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน แต่พอดูงบการเงินแล้วพบว่ายอดขายไม่ตรงกับความเป็นจริงเลย แบบนี้แปลว่าอะไร?

• เรื่องนี้มีคำตอบ 2 แนว นั่นคือ เจ้าของพูดไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือ ส่งงบการเงินไม่ตรงเป็นความจริง

• ถ้าหากเจ้าของพูดไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่งบการเงินแสดงไว้ถูกต้องแล้ว มันย่อมแปลว่าเจ้าของไม่น่าเชื่อถือ อันนี้ก็จบประเด็นทุกข้อกล่าวหาไป ไม่ต้องตามต่อ แค่อย่าไปยุ่งก็พอ ฮ่าๆ

• แต่ถ้าหากงบการเงินไม่ตรงกับความเป็นจริง มันจะมาถึงคำถามที่ว่า แล้วการยื่นงบการเงินไม่ตรงกับความเป็นจริงนั้น มันเป็นเพราะอะไรกันแน่? ต้องการหลบเลี่ยงภาษี หรือ หนีภาษีจริงเหรอ?

• ถ้าเราตั้งธงแบบนั้นไว้ สิ่งหนึ่งที่เราควรคิดแย้งคือ เมื่อธุรกิจที่มีรายได้เยอะถึงจุดหนึ่งแล้ว โดยปกติมักจะไม่อยากหลบเลี่ยงภาษี (ด้วยวิธีหลบง่ายๆดื้อๆแบบนี้) เพราะยอดขายที่เยอะหลักสิบ ร้อย พันล้าน ย่อมจะมีหนเส้นทาง หรือหลักฐานให้ตามต่อได้ง่ายอยู่แล้ว (จากสื่อ คู่ค้า หรือข้อมูลธุรกรรมต่างๆ) และยังหลบเลี่ยงได้ยากกว่าธุรกิจขนาดเล็ก เพราะพอเป็นรายใหญ่ อะไรก็มักจะต้องถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญ ถ้ายอดขายเยอะขนาดนี้ การวางแผนภาษีให้ถูกวิธีน่าจะง่ายกว่าเยอะครับ

• อย่างไรก็ดี พรี่หนอมไม่ได้บอกว่าการหลบเลี่ยงหรือจงใจหลบเลี่ยงนั้นไม่มีนะครับ อาจจะมีก็ได้ เพียงแต่ว่าส่วนตัวคิดว่ามันง่ายไปที่จะทำแบบนั้น ยังไงก็ไม่น่ารอดอยู่ยั้งยืนยงแน่ๆ สำหรับคนที่ยอดขายเยอะแล้วเลือกหนทางนี้

• เพิ่มเติมอีกหน่อยว่า แนวทางในอนาคตที่จะถึงนี้ มีผลกระทบให้ธุรกิจที่ส่งข้อมูลไม่ตรงกับความจริงนั้นอยู่ยากแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็นระบบการตรวจสอบต่างๆจากกรมสรรพากรเอง หรือระบบการชำระเงินต่างๆ ไปจนถึงการกู้เงินจากธนาคาร (ที่ต้องใช้งบที่ยื่นสรรพากรในการขอกู้) มันกำลังบีบล้อมให้ธุรกิจทำถูกต้องเรื่องภาษีมากขึ้นนั่นเองครับ

• สรุปอีกที ไม่ว่าจะเป็นการพูดเกินจริงของเจ้าของธุรกิจ หรือ การยื่นงบการเงินที่ผิดจากความเป็นจริง ก็มีผลที่ไม่แตกต่างกัน นั่นคือ ธุรกิจจะขาดความเชื่อถือในที่สุด … แล้วไปหยุดที่สรรพากร นั่นแหละครับผม

ชอบเนื้อหาแบบนี้ อย่าลืมกดติดตามเพจ TaxBugnoms หรือแอดไลน์ไว้ https://line.me/ti/p/@taxbugnoms ด้วยนะครับผม

#TAXBugnoms

เงิน หรือ ชีวิต ทำไมต้องเลือก?

หลายวันก่อน พรี่หนอมได้อ่านหนังสือ Your Money or Your Life หรือแปลไทยว่า เงินหรือชีวิต โดยสำนักพิมพ์ #Openbooks มาครับ

หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างหนา และว่าด้วยแนวทาง 9 ขั้นตอนสู่การสร้างชีวิตใหม่ในแนวทางที่ให้เราได้เลือก “ใช้ชีวิต” ที่ไม่ต้องยึดติดกับ “ตัวเงิน”

ใครสนใจลองหาอ่านกันดูครับ มีหลายเรื่องที่น่าสนใจให้เราได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า แท้จริงชีวิตเราต้องการอะไรบ้าง

แน่นอนว่ามาถึงตรงนี้ ต้องมีคนคิดในใจว่า

“ทำไมเราถึงไม่เลือกทั้งสองอย่างล่ะ?”

ลองเก็บคำถามนี้ไว้ก่อนนะครับ

ประเด็นที่ผมชอบที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือ การตั้งคำถามกับ ค่าจ้างต่อชั่วโมงที่แท้จริง นั่นคือ ต้นทุนที่เราเอาพลังชีวิตไปแลกมากับการทำงาน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่ปนอยู่ในการทำงานนั้นๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว

ถ้าคิดแบบง่าย ๆ สมมติเราได้เงินเดือน 60,000 บาทต่อเดือน ทำงานเดือนละ 20 วัน ปกติมันก็ควรจะเป็น 3,000 บาทต่อวันใช่ไหมครับ

หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกแบบนั้น… แต่เขาให้เราตรวจสอบเส้นทางการเงินของเรา (แหม่.. คล้ายกับพี่สรรพากร ปปช ปปง เหลือเกิน) ว่าต้นทุนในการทำงานนั้นๆ มันมีอะไรแฝงบ้าง เช่น ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายแต่งตัว ค่าบันเทิงต่างๆเพื่อหลีกหนี ต้นทุนการเจ็บป่วย ความเครียดต่างๆ ฯลฯ โดยบวกเข้าไปทั้งเวลา และเงินที่เพิ่มขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราทำงานเดือนละ 20 วันเหมือนเดิมนี่แหละ แต่จริงๆแล้วเราต้องเดินทางเพิ่มเติมอีกวันละ 2 ชั่วโมง ค่าน้ำมันรถวันละ 100 บาท ค่าปาร์ตี้ต่อสัปดาห์ ค่าหาหมอพบแพทย์ความเครียด ค่าใช้จ่ายในการแต่งตัวต่างๆที่เราต้องจ่ายไปเพื่อให้ “สม” กับการทำงานนั้น

ดังนั้นถ้าคิดกลับมาแล้ว 3,000 บาทต่อวัน อาจจะเหลือเพียงแค่ 1,000 บาทต่อวันก็ได้ หลังจากหักต้นทุนทั้งหมดที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว

นั่นแปลว่าถ้าเราหางานที่มีรายได้ 20,000 บาท โดยไม่ต้องเสียต้นทุนที่ว่านี้ มันก็ทำให้เราพอมีพอกินได้เหมือนกันนะ

เพียงแต่เรากล้าพอที่จะรับความจริงหรือเปล่า?

กลับมาที่คำถามแรก คือ ทำไมเราไม่เลือกทั้งสองอย่าง โดยส่วนตัวผมมองว่าเป็นคำถามที่ง่ายมากในการบอกตัวเอง เพราะใครๆก็อยากมีทั้งสองอย่างอยู่แล้วครับ งานสบายรายได้ดี

แต่ประเด็นคือ เรารู้หรือยังว่าต้นทุนที่เรามีน่ะมันเท่าไร และเราต้องการอะไรจากงานที่ทำบ้างนอกจากเงิน

ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ การบอกง่ายๆว่าจะเอาทั้งสองอย่าง มันดูเหมือนจะไร้ความรับผิดชอบต่อชีวิตเราไปเสียหน่อยกระมังครับ

สุดท้ายแล้ว เราควรเลือก “เงิน” หรือ “ชีวิต” นี่คือคำถามที่ผมตั้งขึ้นมาหลังจากที่อ่านหนังสือจบลง แน่นอนว่าแนวคิดหนังสือเล่มนี้ คือ การเลือกชีวิต แม้ว่าจะยอมเลือกเงินในตอนแรก แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องพยายามที่จะเลือกงานและเงินที่ช่วยให้เรามีชีวิต

ซึ่งจริงๆความหมายของชีวิตที่ว่า คือ “เวลา” ที่เราจะได้อยู่และใช้เพื่อตัวเองและคนที่รัก เพื่อความสุขที่เรามี เพราะเราทุกคนต้องเดินไปสู่ที่จุดท้ายสุดของชีวิต คือความตายเหมือนๆกัน

แต่อีกทางหนึ่ง ผมดันคิดขึ้นมาได้ว่า คนที่เลือก “เงิน” นั้นก็คงไม่ใช่เรื่องผิดเท่าไร เพราะบางคนยังมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อคนอื่น รวมถึงเพื่อชีวิตตัวเองเหมือนกัน แม้ว่ามันจะดูย้อนแย้งกันเสียหน่อย แต่มันก็ไม่แปลกอะไร เพราะหลายอย่างๆยังจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อตอบสนองอยู่

เพียงแต่เราต้องเข้าใจว่าเราต้องการอะไรกันแน่ และอย่าทำตัวแย่โดยการไปดูถูกคนที่คิดไม่เหมือนเรา

เพราะไม่ว่าเขาจะเลือกอะไร

ชีวิตของเขา มันก็เป็นของเขาอยู่ดี

TaxBugnoms 

เมื่อต้องมาเป็น “Single Mom” วางแผนยังไงดี

อภินิหารเงินออมมองว่าการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวในปัจจุบันนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะเหตุผลของแต่ละครอบครัวแตกต่างกัน  เช่น การเสียชีวิต การนอกใจ  อยู่ด้วยกันแล้วเข้ากันไม่ได้ การเล่นพนัน การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ ฯลฯ ซึ่งในกรณีเสียชีวิตเราเลือกไม่ได้ ในขณะที่กรณีอื่นๆนั้นเราเลือกได้ ถ้าการอดทนอยู่ด้วยกันแล้วอีกฝ่ายปรับตัวให้ดีขึ้นได้ ครอบครัวก็แฮปปี้ แต่ถ้าเลวร้ายกว่านั้น ยิ่งอยู่ด้วยกันยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ การแยกทางกันอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ภาระที่ Single mom ต้องรับผิดชอบ

เรื่องของครอบครัวจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ งานในบ้าน (เช่น งานบ้าน เลี้ยงลูก ทำอาหาร) กับงานนอกบ้าน (เช่น การทำงานหารายได้) ซึ่งงานแต่ละแบบก็จะเหนื่อยไปคนละอย่าง ในขณะที่แต่ละครอบครัวก็จะแบ่งหน้าที่แตกต่างกัน เช่น

  • พ่อดูแลงานนอกบ้านทำงานคนเดียว ส่วนแม่จัดการงานในบ้าน 
  • แม่ทำงานหารายได้คนเดียว ส่วนพ่อดูแลงานทุกอย่างในบ้าน 
  • บางครอบครัวพ่อแม่ต้องช่วยทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน 

หากถึงจุดที่ต้องกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ความรับผิดชอบทั้งงานในบ้านและนอกบ้านก็ตกอยู่กับคุณแม่ฝ่ายเดียว ถ้าเดิมเคยทำงานอยู่แล้วก็จะมีรายได้มาเลี้ยงลูก ส่วนงานในบ้านอาจจะจ้างแม่บ้านมาดูแลได้เป็นครั้งคราว 

แต่ถ้าไม่เคยทำงานมาก่อน พึ่งพาเงินจากสามีเพียงอย่างเดียว ถ้าต้องกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวก็อาจจะใช้ชีวิตลำบากเพราะขาดรายได้ แต่เรื่องนี้เราฝึกฝนกันได้เพราะปัจจุบันมีช่องทางหารายได้ง่ายขึ้น เช่น การทำงานออนไลน์ที่ทำให้เราสร้างรายได้และดูแลบ้านไปพร้อมๆกัน  

แล้วถ้าต้องมาเป็น Single mom ควรทำยังไง

แม้ว่าการดูแลลูกด้วยตัวคนเดียวจะเป็นภาระกิจที่หนักมาก แต่ก็ทำให้เบาลงได้โดยการให้ลูกมาช่วยกันรับผิดชอบ เพื่อหัดให้ลูกดูแลตัวเอง เพิ่มทักษะที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ฝึกให้เกิดความกล้าตัดสินใจ การจัดระบบความคิด มีความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ โดยมีจุดเริ่มต้นง่ายๆจากการทำงานบ้าน

  • ฝึกให้ลูกทำงานในบ้าน เช่น ถูบ้าน ล้างจาน เพื่อเป็นฝึกการจัดระบบการคิดว่าควรทำอะไรก่อนหลัง ฝึกความละเอียดรอบคอบ อย่างเช่นการล้างจาน ลูกจะรู้ว่าควรกวาดเศษอาหารทิ้งก่อน จากนั้นทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างจาน สุดท้ายล้างน้ำเปล่าแล้ววางในที่พักจานหรือเช็ดเก็บเข้าที่ 
  • ฝึกให้ลูกทำงานนอกบ้าน เช่น การให้ลูกทำงานพาร์ทไทม์เพื่อให้รู้จักคุณค่าของเงินและใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ฝึกเรื่องการเข้าสังคม การสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น ฝึกการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นทักษะชีวิตที่ต้องเรียนรู้ ในขณะที่บางครั้งการทำงานเล่นๆของลูก อาจจะกลายเป็นรายหลักของครอบครัวไปเลยก็ได้ จากหลายตัวอย่างที่เห็นใน YouTube หรือการขายของออนไลน์ต่างๆ

ส่วนวิธีการสอนควรทำให้ดูเป็นตัวอย่างเพราะเด็กจะจดจำได้ดีกว่าการพร่ำบ่นหรือการบังคับ เพราะอาจจะทำให้เด็กรำคาญแล้วกลายเป็นการต่อต้าน จากแนวคิดนี้ทำให้อภินิหารเงินออมนึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีที่แล้วช่วงปิดเทอม ผู้หญิงคนหนึ่งต้องไปเสริฟอาหารโต๊ะจีน ก็พาลูกสาวมาด้วยเพราะไม่อยากปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียว 

วันนั้นลูกสาวก็ช่วยแม่ทำงานเล็กๆน้อยๆเท่าที่พอทำได้และเห็นบรรยากาศจริงๆว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละบาทนั้นต้องทำงานอย่างไร ภาพการทำงานเหนื่อยแทบขาดใจของแม่ ทำให้พฤติกรรมการใช้เงินของลูกสาวเปลี่ยนแปลงไป จากเมื่อก่อนทุกครั้งที่ไปเดินตลาดนัด ลูกสาวมักซื้อของกินกลับมาเยอะมาก แต่กินไม่เคยหมด ตอนนี้ทุกครั้งที่ตัดสินใจซื้อของกินก็จะเลือกเท่าที่ตัวเองกินหมด ไม่กินทิ้งกินขว้างเพื่อจะได้ประหยัดรายจ่าย   

3 เรื่องการวางแผนเพื่อกลายเป็นสุดยอด Single mom

เรื่องที่ 1 การแยกบัญชีตามเป้าหมายการเงินแม่และลูก

ถ้าเรานำเงินเก็บรวมกันไว้ในบัญชีเดียวเพื่อรอจ่ายให้ลูกเป็นเงินเตรียมจ่ายค่าเทอม ค่าขนม ค่าเรียนพิเศษ เงินฉุกเฉินในครอบครัว  เงินรอจ่ายค่าบัตรเดรดิต ฯลฯ แล้วถ้าบางเดือนเราหมุนเงินไม่ทันก็อาจจะดึงเงินส่วนที่เป็นเงินค่าเทอมของลูกออกมาใช้ก็ได้  สุดท้ายตัวเราเองนั่นแหละที่จะหัวหมุนช่วงเปิดเทอมที่จะต้องรีบหาเงินมาจ่าย แต่ชีวิตของเราจะง่ายขึ้นถ้าแยกบัญชีตามเป้าหมายการเงินแม่และลูก

ตัวอย่าง

การแยกบัญชีตามเป้าหมายอาจจะเป็นชื่อบัญชีของลูกหรือชื่อบัญชีของแม่ที่วงเล็บ(เพื่อลูก) แบบนี้ก็ได้ เราควรเขียนภาพรวมออกมาก่อนว่าจะใช้เงินเพื่อตัวเองและเตรียมอะไรให้ลูกบ้าง ในระยะสั้นก็ไม่เกิน 1 ปี ระยะกลาง 1 – 5 ปีและระยะยาวมากกว่า 5 – 10 ปีขึ้นไปว่าจะใช้เงินทำอะไรบ้าง จากนั้นค่อยลงลึกวิธีีที่จะทำให้แต่ละเป้าหมายการเงินนั้นสำเร็จ

เรื่องที่ 2 การทำตามเป้าหมาย

เป้าหมายการใช้เงินของแม่และลูกแตกต่างกัน เราควรวางแผนการใช้เงินที่รักษาเป้าหมายของตัวเองและสร้างอนาคตให้ลูกได้ไปพร้อมๆกัน ไม่ควรทุ่มเทให้ลูกทุกอย่างจนไม่มีเงินเกษียณของตัวเอง เพราะช่วงสุดท้ายของชีวิตก็อาจจะต้องกลับมาไปพึ่งพาลูก หากตอนนั้นลูกทำงานมีรายได้เพียงพอก็สามารถเลี้ยงดูแม่ได้ แต่ถ้าลูกยังเอาตัวเองไม่รอดแล้วจะมีเงินที่ไหนมาดูแลแม่ล่ะจ๊ะ

เราเลือกได้ตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะกลายเป็นผู้สูงอายุที่มีเงินแล้วแบ่งมรดกให้ลูกหลานหรือว่าเป็นผู้สูงอายุไร้เงินและดูแลตัวเองไม่ได้ ถ้าต้องการเป็นแบบแรกมีมรดกให้ลูกหลานและดูแลตัวเองได้ ควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ที่การตั้งเป้าหมายการเงินว่า “อะไร เท่าไหร่ เมื่อไหร่”  เพื่อจะได้รู้ว่าควรเก็บสะสมเงินอย่างไรเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

ตัวอย่าง การทำตามเป้าหมาย

เป้าหมายการเงินระยะสั้น

เมื่อเราจดบัญชีรายรับรายจ่ายก็จะประมาณตัวเลข ตั้งเป็นเป้าหมายระยะสั้นได้ เพื่อเก็บเป็นเงินฉุกเฉินใช้จ่ายในช่วงที่ต้องการเงินเร่งด่วน เช่น เกิดอุบัติเหตุ การตกงาน ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ลูกป่วย ฯลฯ เราจะได้ไม่ต้องไปกู้ยืมเงินให้เสียดอกเบี้ยแพงๆ 

ตัวอย่าง รายจ่ายของแม่และลูก

  • แม่ : ค่าผ่อนรถเดือนละ 5,000 บาท
  • แม่ : ค่าผ่อนบ้านเดือนละ 10,000 บาท
  • แม่ : ใช้จ่ายส่วนตัวเดือนละ 5,000 บาท
  • ลูก : ค่าขนมเดือนละ 2,000 บาท (วันละ 100 บาท)
  • ลูก : เรียนพิเศษเดือนละ 1,500 บาท

รวม รายจ่ายเดือนละ 23,500 บาท

จากตัวอย่างนี้เป้าหมายระยะสั้นเป็นเงินฉุกเฉิน ควรเก็บไว้ 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่าย คือ 70,5000 – 141,000 บาท โดยเก็บไว้ที่ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น เงินฝากออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง กองทุนรวมตลาดเงิน สมมติว่าเราตกงานกะทันหันหรือไม่มีรายได้เข้ามา เราจะได้มีเงินฉุกเฉินก้อนนี้มาหมุนใช้ได้ เพื่อมีเวลาไปหารายได้ก้อนใหม่

แต่ถ้าเราไม่มีเงินฉุกเฉินเก็บไว้ พอถึงช่วงเงินช๊อตก็ไปกู้ยืมมาใช้จ่าย กว่าจะหาเงินมาจ่ายหนี้ได้ ดอกเบี้ยก็วิ่งแซงเงินต้นไปไกลมาก หารายได้ไม่ทันหนี้สินที่เพิ่มขึ้นก็ต้องไปกู้ยืมเจ้าหนี้คนอื่นมาอีก กลายเป็นการสร้างหนี้ใหม่ไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ตกอยู่ในวังวนของหนี้สินอย่างถาวร

ในขณะที่บางคนคิดว่าลำพังรายจ่ายแต่ละเดือนก็ยังไม่พอใช้แล้วจะเก็บเงินฉุกเฉินได้อย่างไร ถ้าเราต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องเปลี่ยนแปลง โดยการกลับมาดูที่บัญชีรายจ่ายที่จดไว้ว่าแต่ละเดือนใช้จ่ายอะไร ควรลดรายจ่ายจุดไหนบ้างเพื่อให้เพียงพอกับรายได้ แต่ถ้าลดรายจ่ายไม่ได้ก็ต้องหาวิธีเพิ่มรายได้

เป้าหมายระยะยาว

แผนเกษียณของคุณแม่และค่าเทอมของคุณลูกในอนาคต เป็นการวางแผนระยะยาวที่มากกว่า 5 – 10 ปีขึ้นไป ในกรณีเงินเกษียณของคุณแม่ควรคำนวณว่าต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่ รวมแล้วยังขาดอีกเท่าไหร่ จากนั้นก็เลือกว่าจะเก็บเงินไว้ที่ไหน เช่น ประกันชีวิตแบบบำนาญ RMF กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ

ส่วนเงินค่าเทอมของลูก เราก็ต้องเลือกว่าจะเก็บเงินเอง ใช้ประกันชีวิตเพื่อป้องกันความเสี่ยง หรือทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน จากภาพนี้เราจะเห็นว่าทั้งสองวิธีมีผลลัพธ์ออกมาแตกต่างกัน

ที่มา : บทความถ้าค่าเล่าเรียนแพงขนาดนี้ วันนี้ผู้ปกครองควรเก็บเงินอย่างไร คลิกที่นี่  

เรื่องที่ 3 พินัยกรรมทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น

ตอนมีชีวิตอยู่สร้างทรัพย์สินเก็บไว้ รู้ทุกอย่างอยู่คนเดียวว่ามีเท่าไหร่แล้วเก็บไว้ที่ไหนบ้าง เมื่อเสียชีวิตแล้วลูกของเราจะรู้มั๊ยว่าต้องจัดการมรดกอย่างไร สุดท้ายต้องเสียเวลารื้อค้นเอกสารตามสืบเอง ใช้เวลานานกว่าจะได้รับมรดก

แม้ว่าเราห้ามการตายไม่ได้ แต่เราสามารถวางแผนอนาคตหลังความตายได้ เพื่อให้เงินที่เก็บไว้นั้นตกถึงมือลูกของเราทุกบาททุกสตางค์ ควรเขียนพินัยกรรมสรุปทรัพย์สิน บอกให้ลูกรู้ว่าเรามีทรัพย์สินอะไรบ้าง ถ้ามีลูกหลายคนก็ระบุไปเลยว่าใครได้รับอะไร เท่าไหร่บ้าง ซึ่งคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวน่าจะเบาใจขึ้นหากเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน อย่างน้อยลูกของเราจะได้จัดการทุกอย่างเองได้ หรือญาติๆจะได้เข้ามาช่วยดูแล เช่น

  • ประกันชีวิต
    • แม่ควรสรุปข้อมูลว่าทำกับบริษัทอะไร กรมธรรม์แบบไหน สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง ชื่อและเบอร์โทรของตัวแทนหรือ Call center 
    • หากแม่เสียชีวิต ลูกก็จะติดต่อตัวแทนประกันเพื่อจะได้นำเงินจากประกันชีวิตที่คุณแม่ทำไว้มามอบให้ลูก เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆในอนาคต เช่น ค่าเทอม รายจ่ายในชีวิตประจำวัน
  • สินทรัพย์ทางการเงิน เช่น เงินฝาก กองทุนรวม หุ้น
    • ควรเขียนสรุปว่าเปิดบัญชีกับบริษัทอะไร ผู้แนะนำการลงทุนของแม่เป็นใคร เบอร์โทรติดต่อ สินทรัพย์ที่ลงทุน จำนวนเงินที่ลงทุน
    • หากแม่เสียชีวิต ลูกจะได้โทรหาผู้แนะนำการลงทุนเพื่อแจ้งว่าเจ้าของบัญชีเสียชีิวิต ลูกจะได้เข้ามาจัดการเงินในส่วนนี้ได้ หากจำเป็นต้องใช้เงินก็ขายกองทุนรวมหรือหุ้นนั้น แต่ถ้าต้องการลงทุนต่อโอนมาเป็นชื่อของตัวเองก็ทำได้
  • สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ เช่น รถยนต์ บ้าน คอนโด ที่ดิน อสังหาฯให้เช่า ฯลฯ
    • ควรรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเก็บใส่แฟ้มไว้ หรือสแกนเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เผื่อเอกสารเสียหายจะได้มีข้อมูลไปติดตามทรัพย์สินได้ (เคยคุยกับผู้ใหญ่บางท่านเขียนข้อมูลบอกลูกไว้ละเอียดมากว่าถ้าติดต่อกับที่ดินจะมีขั้นตอนอะไรบ้าง เพื่อให้ลูกรู้ว่าถ้าต้องไปติดต่อราชการเองจะต้องทำอย่างไร)  
    • หากแม่เสียชีวิต ลูกจะได้ติดต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัย์สินนั้นๆ เช่น เจ้าหน้าที่ธนาคารที่กำลังผ่อนรถหรือผ่อนบ้าน เพื่อผ่อนต่อหรือถ้าส่งต่อไม่ไหวก็ขาย การจัดการเรื่องเอกสารที่กรมที่ดิน

เรื่องนี้อภินิหารเงินออมได้เรียนรู้ช่วงที่คุณพ่อเสียชีวิต พ่อเป็นข้าราชการจึงมีเอกสารที่เกี่ยวข้องเยอะมาก ท่านเก็บเอกสารทุกอย่างตั้งแต่เริ่มทำงานจนถึงปัจจุบันเก็บใส่แฟ้ม หลังจากพ่อเสียชีวิต แม่ก็ต้องติดต่อกับหน่วยงานหลายฝ่ายเพื่อเบิกเงินต่างๆของพ่อ หากเจ้าหน้าที่เรียกเอกสารอะไร แม่ก็จะมาหยิบที่แฟ้มนี้ เมื่อหลักฐานครบก็ทำให้ได้รับเงินเร็วขึ้น

สำหรับคนที่ต้องการรู้เรื่องพินัยกรรม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ พินัยกรรม ทำเลย! ไม่ต้องรอ https://www.posttoday.com/life/life/501355

คลิปส่งท้าย  ^_^

นอกจากคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องดูแลเรื่องเงินเองแล้ว ยังต้องมีจิตวิทยาสอนลูกให้เชื่อฟังอีกด้วย หนึ่งในคนที่ได้รับเสียงชื่นชมว่าสอนลูกดีมากๆ นั่นคือ คุณหมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ ดาราสาวแม่เลี้ยงเดี่ยวสุดสตรอง เธอมีวิธีสอนลูกชายอย่างไรให้ออกมาเป็นหนุ่มขวัญใจสาวเล็ก สาวใหญ่ได้มากมายขนาดนี้ ฟังเคล็ดลับได้เลยจากคลิปสัมภาษณ์นี้นะคะ 

https://www.youtube.com/embed/mQVxkeRPQX8?wmode=opaque

ดูจบคลิปนี้แล้วฟินกันเลยนะคะ ได้ทั้งความรู้ ความรักและความอบอุ่นใจที่แม่คนหนึ่งทำทุกอย่างเพื่อลูก ในขณะที่ลูกก็รับรู้ได้จากความจริงใจที่แม่มอบให้ อภินิหารเงินออมหวังว่าเรื่องราวทั้งหมดในบทความนี้น่าจะเป็นแนวทางให้กับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ นะคะ ^^

“เจ้าภาพบอลโลก” ถ้าประเทศไทยเป็น จะต้องใช้เงินเท่าไหร่?

หลาย ๆ คนคงได้ยินข่าวมาว่า นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย มีประกาศที่จะให้ประเทศไทยเป็น “เจ้าภาพบอลโลก” ในปี 2034 ร่วมกับอีก 3 ประเทศอาเซียน ใช่แล้วครับทุกคน เราอ่านกันไม่ผิดหรอก ตอนนี้ท่านนายกลูกหนังของเราพร้อมแล้ว ประเทศไทยล่ะพร้อมหรือยัง? ไปดูกัน

FIFA เลือก “เจ้าภาพบอลโลก” จากอะไร?

การที่จะได้เป็น เจ้าภาพบอลโลก แต่ละประเทศจะต้องเสนอชื่อเพื่อให้ทางฟีฟ่าพิจารณา โดยทางฟีฟ่าจะพิจารณาตั้งแต่เรื่อง ความปลอดภัยของประเทศ การสนับสนุนจากรัฐบาล ไปจนถึงมาตราฐานของสนามแข่งขัน และทางฟีฟ่าได้กำหนดมาตราฐานของสนามแข่งขันไว้ 3 ข้อคือ

  1. สนามที่มีความจุ 80,000 คน 1 สนาม สำหรับพิธีเปิดและรอบชิงชนะเลิศ
  2. สนามที่มีความจุ 60,000 คน 2 สนาม สำหรับรอบรองชนะเลิศ
  3. สนามที่มีความจุ 40,000 คน 10 สนาม สำหรับการแข่งขันทั่วไป

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สนามแข่งขันจะต้องมีการรักษาความปลอดภัยที่ดี การคมนาคมที่สะดวก ที่ทำให้ฟีฟ่ามั่นใจว่าประเทศนี้แหละเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าภาพ

มาถึงตรงนี้ทุกคนคงจะสงสัยล่ะสิว่า… แล้วประเทศไทยล่ะ มีสนามการแข่งขันที่ว่ามานี้หรือเปล่า?

ตอนนี้ถ้าให้พูดถึงสนามการแข่งขันที่จุคนได้มากที่สุดของประเทศไทย คงจะไม่พ้นสนามราชมังคลากีฬาสถาน ที่สามารถจุคนได้ประมาณ 45,000 คน นี่ยังไม่พูดถึงมาตราฐานความปลอดภัยเลยนะ แค่นึกก็จะเป็นลมแล้ว ไหนจะเรื่องของการคมนาคม และสนามการแข่งขันอื่น ๆ อีก… ไม่รู้จะต้องหลับอีกกี่ตื่นถึงจะได้เห็นกัน

เพราะอย่างนั้น เราจะต้องใช้เงินในการพัฒนาและปรับปรุงประเทศให้พร้อมสำหรับการเป็น เจ้าภาพบอลโลก
ว่าแต่.. เป็นเจ้าภาพทั้งทีจะต้องใช้เงินเท่าไหร่? เรามาดูค่าใช้จ่ายย้อนหลังในแต่ละปีกัน

ค่าใช้จ่ายย้อนหลังของเจ้าภาพบอลโลกที่ผ่านมา

  • ปี 2010 ประเทศแอฟริกาใต้ มีค่าใช้จ่ายประมาณ 3,600 ล้านดอลลาร์ (1.2 แสนล้านบาท)
  • ปี 2014 ประเทศบราซิล มีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,400 ล้านดอลลาร์  (1.7 แสนล้านบาท)
  • ปี 2018 ประเทศรัสเซีย มีค่าใช้จ่ายประมาณ 12,00 ล้านดอลลาร์  (4 แสนล้านบาท)

จากตัวเลขแล้วก็ดูเยอะพอสมควรเลย แต่ทุกคนอย่าลืมนะครับว่า ประเทศเจ้าภาพที่กล่าวมา ก็มีสนามการแข่งขันกันอยู่บ้างแล้ว โดยเฉพาะรัสเซียที่สร้างสนามแข่งขันเพิ่มเพียงเล็กน้อย และก็ปรับปรุงสนามที่เหลือให้ดูทันสมัยขึ้นและเอาเงินไปลงทุนกับเรื่องอื่น ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและรองรับนักท่องเที่ยวสำหรับเทศกาลการแข่งขันบอลโลก

พอมองกลับมาที่บ้านเรา ถ้าจะให้คำนวณจริง ๆ คงจะเป็นเรื่องยาก… งั้นทางเราจะประมาณค่าให้คร่าว ๆ ดังนี้

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับประเทศไทย

  • สนามความจุ 80,000 ค่าใช้จ่ายในการสร้าง 5 พันล้านบาท
  • สนามความจุ 60,000 ค่าใช้จ่ายในการสร้าง 4 พันล้านบาท
  • สนามความจุ 40,000 ค่าใช้จ่ายในการสร้าง 3 พันล้านบาท

นี่เอาแค่ 3 สนามนะครับ เพราะว่าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพร่วมน่าจะแบ่งกันใช้สนามแข่งขันกัน แต่มีค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ถึง 1 หมื่นล้านบาทแล้ว! อาจจะดูไม่เยอะเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แต่ก็อย่าลืมเราต้องพัฒนาและปรับปรุงเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย คาดว่าค่าใช้จ่ายน่าจะไม่แตกต่างจากประเทศอื่นมากนัก

ข้อดีและข้อเสียจากการเป็นเจ้าภาพบอลโลก

  • ข้อดี แน่นอนการที่เราเป็นเจ้าภาพเราก็จะได้เปรียบในเรื่องของเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ของประเทศ การโปรโมท ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด แต่นั่นก็ต้องขึ้นอยู่กับการวางแผนการตลาดที่ดีด้วยนะครับถึงจะได้กำไร
  • ข้อเสีย อย่างแรกคือใช้งบประมาณมหาศาลแน่นอนครับ ทุก ๆ เรื่องต้องใช้เงินเสมอ อย่างที่สองคือต้องมีความรับผิดชอบและมาตราฐานที่สูง ทุกคนอาจจะยังจำการเป็นเจ้าภาพฟุตซอลโลกครั้งล่าสุดของประเทศไทยได้อย่างดี มีปัญหาในเรื่องของการสร้างสนามล่าช้า เรื่องนี้เกี่ยวข้องถึงภาพลักษณ์ของประเทศเจ้าภาพอย่างแน่นอน

ตอนนี้เราก็ได้เห็นภาพรวมของการเป็นเจ้าภาพบอลโลกกันมาบ้างแล้วนะครับ ก็เป็นกำลังใจให้กับท่านนายกลูกหนังที่จะพาประเทศไทยก้าวไปสู่บอลโลกในอีก 16 ปีนะครับ 🙂

Reference :

https://www.fifa.com/mm/document/affederation/administration/01/39/20/45/web_fifa_fr2010_eng[1].pdf

https://www.fifa.com/mm/document/affederation/administration/02/56/80/39/fr2014weben_neutral.pdf

https://www.usatoday.com/story/sports/soccer/2017/10/24/russias-2018-world-cup-costs-grow-by-600m/106953076/

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

 Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

DCA อย่างไรให้ได้ “แต่งงาน”

เวลาที่เราพูดถึงเรื่องการแต่งงานนั้นมันก็เป็นอะไรที่เรื่องใหญ่ทางของชีวิตมาก ๆ ต้องจัดการเรื่องงาน ข้าวของ ฤกษ์ยาม อีกทั้งเรื่องที่สำคัญมากและไม่สามารถขาดได้ก็คือเรื่องของ การเงิน ที่ต้องวางแผนล่วงหน้าด้วย หลาย ๆ คู่ต้องการจัดงานให้ออกมาดูดีเพื่อเป็นเกียรติกับคู่รักของตัวเอง ทีนี้ก็มีหลาย ๆ คนถามว่าเราจะวางแผนลงทุนแบบ DCA สำหรับการแต่งงานได้บ้างไหม? มาดูขั้นตอนกันดีกว่า

1. เงินที่ต้องใช้นั้นคือเท่าไร

ก่อนอื่นนะครับสิ่งที่ผมมักจะแนะนำคู่รักป้ายแดงก็คือลองคำนวณเป้าหมายกันก่อนว่างานแต่งงานของเรานั้นจะต้องใช้เงินจัดเป็นจำนวนเท่าไหร่ สิ่งที่สำคัญคือควรจะเหมาะสมกับฐานะของทั้ง 2 ฝ่าย อย่าไปจัดอะไรที่มันเวอร์มาก เพราะมองว่าครั้งเดียวของชีวิต เป็นหนี้เป็นสินมันจะไม่คุ้มกัน

ซึ่งค่าใช้จ่ายในการแต่งงานมันก็จะหนีไม่พ้นในเรื่องของ สินสอด ชุดแต่งงาน Organizer สถานที่ สิ่งของ ค่าอาหารตามจำนวนแขก การจ้างคนมาทำหน้าที่ต่าง ๆ ในงาน ซึ่งเมื่อเรารวบรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้แล้ว อย่าลืมตรวจสอบดูว่าอะไรที่ลดค่าใช้จ่ายแล้วไม่ทำให้งานมันดูแย่ก็ลองตัดดูนะครับ สมมติว่าเบ็ดเสร็จแล้วเราจะต้องเก็บเงินรวมทุกอย่างรวมถึงสำรองเผื่อฉุกเฉินเป็นจำนวน 500,000 บาท

2. สำรวจการเก็บเงินและระยะเวลาเก็บเงินของตัวเอง

เชื่อว่าไม่มีใครเจอกันปุ๊ป รักเธอนะ แต่งงานกันพรุ่งนี้เถอะ ไม่มีท๊างงง ยังไงเราก็ต้องคบกันซักระยะก่อนว่าเป็นคนที่ใช่และเข้ากันได้และวางแผนแต่งงานกัน ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะคบไประยะหนึ่งและวางแผนแต่งงานล่วงหน้าอย่างน้อย 1-3 ปี ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวก็ทำให้เราเตรียมพร้อมในการเก็บเงินได้ดีอีกด้วย

หากเรามีเวลาเตรียมตัวเยอะ ก็ย่อมมีโอกาสที่เราจะเก็บเงินไว้แต่งงานได้นานขึ้น แถมยังสามารถนำเงินไปลงทุนภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสมได้อีกต้วย

ตัวอย่างเช่น หากเรามีระยะเวลาในการเก็บเงิน 3 ปีและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานไม่ได้ปรับขึ้น

  • เก็บเงินร่วมกันต่อเดือนได้ 20,000 บาท 3 ปีจะสามารถเก็บเงินได้ 720,000 บาท ซึ่งแค่เก็บเฉย ๆ ก็เพียงพอต่อการจัดงานแต่งงานได้แล้ว
  • เก็บเงินร่วมกันได้ต่อเดือน 13,000 บาท 3 ปีจะสามารถเก็บเงินได้ 468,000 บาท กรณีนี้ยังขาดอยู่อีก 32,000 บาท เราอาจจะมองหาโอกาสในการลงทุนในช่วง 3 ปีนี้เพื่อให้ได้เงินครบตามจำนวนที่ตั้ง Budget เอาไว้ หรืออีกทางก็คือต้องลดค่าใช้จ่าย

3. ลงทุนแบบ DCA เพื่อการแต่งงานอย่างไร

หลักการของการลงทุนแบบ DCA นั้นเราจะต้องนำเงินไปลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ในหุ้นหรือกองทุนรวมที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต ภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม

จากตัวอย่างที่คู่รักสามารถเก็บเงินรวมกันได้ 13,000 บาทต่อเดือน มีระยะเวลาในการลงทุน 3 ปี โดยมีเป้าหมายคือเงินแต่งงานจำนวน 500,000 บาท หากเราคำนวณความเป็นไปได้นั้นจะต้องลงทุนให้ได้ในอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 4%-5% ต่อปีใน 3 ปีนี้ ก็มีโอกาสที่เราจะเก็บเงินไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้

แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยงนะครับ หากเราลงทุนในระยะเวลาที่สั้นแล้วเราไม่ควรจะลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงสูงเพราะการลงทุนนันมีโอกาสในการขาดทุนได้มาก เช่นในระยะเวลา 1 ปีที่จะต้องแต่งงานอาจจะเน้นการเก็บเงินนั้นจะดีกว่าไปลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสขาดทุนได้สูง

4. วินัยในการลงทุนจะพาไปสู่เป้าหมายการแต่งงานได้

อย่าลืมวินัยในการลงทุนแบบ DCA นะครับ เพราะจะเป็นหนทางนำพาเราไปสู่เป้าหมายได้ หากไม่มีวินัยแล้วบางคนอาจจะลงทุนบ้าง ไม่ลงทุนบ้าง ทำให้เราเสียโอกาสในการลงทุนและได้รับผลตอบแทนได้ ลองกำหนดเป้าหมายทางการเงิน อย่างการแต่งงาน สำรวจตัวเราว่าสามารถเก็บเงินได้เดือนละเท่าไหร่ ดูว่าจะเอาเงินจำนวนนั้นไปลงทุนอย่างไรภายใต้ความเสี่ยงอย่างเหมาะสมตามระยะเวลาให้ไปสู่เป้าหมายนั้นอย่างมีวินัยครับ

เห็นไหมว่าการเก็บเงินแต่งงานนั้นไม่ยากเลย แค่เราวางแผนชีวิตทางการเงินของตัวเองอย่างเป็นระบบก็สามารถออมเงินเพื่อลงทุนและแต่งงานได้อย่างมีความสุข และการ DCA สามารถใช้ในเป้าหมายอื่น ๆ ในอนาคตหลังแต่งงานได้ด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในทรัพย์สินต่าง ๆ การวางแผนเกษียณของคู่รัก การสร้างทุนการศึกษาให้กับลูกอีกด้วยนะครับ

ท้ายสุดก็… หาแฟนกันให้ได้ด้วยนะ ฮาๆ

ฟองสบู่ดอทคอม วิกฤตของแพลตฟอร์มธุรกิจบนโลกออนไลน์

“ผมชอบวาดฝันถึงอนาคตมากกว่าการนึกย้อนถึงอดีต” 

– โธมัส เจฟเฟอร์สัน อดีตประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐฯ –

มนุษย์ทุกคนมีความสุขเวลาได้วาดภาพอนาคตที่สวยงามไว้ เพราะมันมีผลทางจิตวิทยาที่ช่วยให้การกระทำในปัจจุบันของเรามีความหมายมากขึ้น อนาคตคือสิ่งที่ยังไม่เกิด เราสามารถจินตนาการให้มันออกมาในหลายรูปแบบได้

แน่นอนว่า..คงไม่มีใครอยากเจออนาคตที่น่าผิดหวังกันสักเท่าไหร่

นักธุรกิจและนักลงทุนที่อยู่ในเหตุการณ์ “วิกฤตฟองสบู่ดอทคอม” ก็เช่นกัน

เรื่องราวของฟองสบู่ดอทคอมเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 20 (1995-2000)

อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์กลายมาเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์มากขึ้น เนื่องจากคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ต่างๆมีราคาสมเหตุสมผล และใช้งานได้ง่ายกว่ายุคแรกๆ

ในเวลานั้นทั่วทั้งโลกต่างพูดถึงอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะช่วยพามนุษยชาติก้าวไปได้ไกลมากขึ้น ทุกคนให้ความสนใจและเรียนรู้มัน มีเว็บไซต์และซอฟต์แวร์จำนวนมากผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด จากการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์นี้นั่นเอง

ทุกคนบนโลกเชื่อว่าอินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในโลกอนาคต

เมื่อประสิทธิภาพของอินเตอร์เน็ตเริ่มเติบโตขึ้น โอกาสในการเข้าถึงข้อมูลจึงมีมากขึ้น เช่นเดียวกับโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างให้บรรดานักธุรกิจรุ่นใหม่หันมาใช้อินเตอร์เน็ตเป็นแพลตฟอร์มในการประกอบธุรกิจ ทำให้มีธุรกิจรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมากมาย

บริษัทในยุคนั้นจะใช้เว็บไซต์ดอทคอม (.com) เป็นฐานหลักของพวกเขา

สาเหตุที่หลายบริษัทเน้นกิจกรรมผ่านเว็บไซต์และซอฟต์แวร์ก็เพราะเป็นธุรกิจที่ได้อัตรากำไรสูงและเริ่มต้นได้ง่าย ต่างจากการขายฮาร์ดแวร์ที่ถือว่าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเหมือนกัน แต่กลับมีการแข่งขันด้านราคาสูงกว่า และมาร์จิ้นก็น้อยกว่า

ยิ่งไปกว่านั้นรายได้จากธุรกิจเว็บไซต์หรือซอฟต์แวร์ส่วนมากจะเพิ่มตามจำนวนผู้ใช้งาน และเป็นรายได้ที่เกิดซ้ำไปมา (Recurring Income) อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้จึงมีธุรกิจจำนวนมากเติบโตขึ้นจากไอเดียที่เริ่มต้นได้โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มากนัก และทุกธุรกิจที่กำลังเติบโตต่างมีเป้าหมายเหมือนกัน คือ การจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ

NASDAQ เป็นหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา บริษัทเทคโนโลยีและไอทีนิยมเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์กับแนสแดค เพราะหลักเกณฑ์ในการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนไม่มากเรื่องเหมือนตลาดใหญ่ของอเมริกาอย่าง NYSE ทำให้แนสแดคกลายเป็นตลาดหุ้นขนาดใหญ่ที่รวมบริษัทที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีในสมัยนั้น

ในช่วง 1995 นักลงทุนหลายคนต่างจับตามองหุ้นยักษ์ใหญ่ในสายเทคโนโลยีที่มีผลประกอบการแข็งแกร่งและเติบโต เพราะโอกาสทางธุรกิจยังเปิดกว้าง เมื่อมีหุ้นเทคโนโลยีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก ประกอบกับเทรนด์อินเตอร์เน็ตที่มาแรง นักลงทุนในสมัยนั้นจึงสนใจรลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่เข้าซื้อขายในตลาดมากเป็นพิเศษ 

ทำให้ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีถูกซื้อขายกันที่ราคาสูง (P/E สูงกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ)

ส่งผลต่อดัชนี NASDAQ เพิ่มขึ้นจาก 800 จุดในปี 1995 ไปอยู่ที่ 5,000 จุดในปี 2000 จนถือได้ว่าเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่ได้รับการคาดหวังอย่างสูงจากนักลงทุน โดย P/E ของตลาดถูกเทรดกันแพงกว่า 100 เท่า มีทั้งการลงทุนระยะยาวและการเก็งกำไรบนสิ่งที่เรียกว่า “อนาคต” อยู่ในตลาดหุ้นแห่งนี้

กลุ่มผู้ถือหุ้นและพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีกลายเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตา หลังจากหุ้นที่ตนเองถืออยู่ถูกเทรดในราคาแพงขึ้นทุกวัน เมื่อ P/E ของหุ้นกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้น ความมั่งคั่งของพวกเขาก็มากขึ้น ทุกคนในตลาดทั้งนักธุรกิจและนักลงทุนเหมือนวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งดอกลาเวนเดอร์ เพราะมีภาพความสวยงามแห่งอนาคตเต็มไปหมด

ฟองสบู่ดอทคอมจึงเกิดขึ้นจากความคาดหวังและการเก็งกำไรในหุ้นเทคโนโลยี

ทั้งๆที่หุ้นบางตัวก็ไม่ได้มีความสามารถในการทำกำไรที่สม่ำเสมอเลยด้วยซ้ำ เพราะมีบางบริษัทที่ยอมขาดทุนเพื่อแลกกับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

ซึ่งในความเป็นจริง…แม้หลายบริษัทจะมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตมากกว่าล้านคน แต่นั่นไม่ได้การันตีตัวเลขกำไรของทุกบริษัท และแม้ว่าจะทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าทำตามความคาดหวังของนักลงทุนไม่ได้ ราคาหุ้นก็พร้อมจะถูกปรับลงมาทุกเมื่อ

จนกระทั่งความคาดหวังของนักลงทุนเริ่มจางหายไปจากตลาดในปี 2000-2002 เมื่อนักลงทุนค่อยๆเทขายหุ้นของบริษัทดอทคอมต่างๆ บางคนขายเพื่อทำกำไร บางคนมองไม่เห็นผลประกอบการที่เติบโตได้ตามคาด ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเทคโนโลยีในสมัยนั้นยังพัฒนาตามจินตนาการของนักลงทุนไม่ทัน และยังมีเรื่องอื้อฉาวในการปลอมแปลงตัวเลขของบริษัทเกิดใหม่อีกมาก

การเทขายหุ้นทำให้ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลงสู่จุดต่ำสุดในปี 2002 ที่ 1,100 จุดกว่าๆ นับเป็นผลขาดทุน 78% จากจุดสูงสุดเมื่อต้นปี 2000 ที่ 5,132 จุด

ตัวอย่าง บริษัทที่เกิดขึ้นในยุคนั้นและเป็นที่คาดหมายว่าจะกลายมาเป็นแพลตฟอร์มธุรกิจแห่งอนาคต ได้แก่..

YAHOO! – หลายคนรู้จักบริษัทนี้กันดีอยู่แล้ว เพราะในอดีต YAHOO.com ถือได้ว่าเป็นบริษัทแรกๆที่เข้ามาบุกเบิกโลกอินเตอร์เน็ต มีฟังก์ชั่น Web Portal การใช้งานเว็บไซต์ที่หลากหลาย รวมถึงเคยเป็น Search Engine อันดับหนึ่งมาก่อน

YAHOO เข้าสู่ NASDAQ ในเดือนเมษายน 1996 ด้วยราคาหุ้นที่ทะยานขึ้นจากเดิม 3 เท่า เคยทำราคาสูงสุดที่ 118.75 USD ก่อนที่จะลดลงเหลือ 8.11 เหรียญ ภายในปีเดียว

TheGlobe.com – โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ครุ่นแรกที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาพร้อมๆกับ YAHOO! ในปี 1995 และจดทะเบียนเข้าสู่ตลาดหุ้นในปลายปี 1998 ราคาหุ้นเคยขึ้นไป 97 USD ให้ผลตอบแทนสูงสุดกว่า 600% จากราคา IPO ก่อนที่จะเหลือเพียง 10 เซนต์ในช่วงฟองสบู่ดอทคอมแตก

Ask Jeeves หรือ Ask.com – Search Engine ที่ตอบโจทย์การค้นหาของผู้ใช้งานได้ด้วยการพิมพ์สิ่งที่ต้องการค้นหาเป็นภาษาพูดแบบง่าย เหมือนกับถามคำถามเพื่อน เป็นเสิร์ชเอนจิ้นที่ได้รับความนิยมมากกว่าใครในยุคนั้น Ask Jeeves ก่อตั้งในปี 1996 ก่อน IPO เข้าตลาดหุ้นในปี 1999 และทำราคาสูงสุดในปีเดียวกันที่ 190 USD ต่อหุ้น ก่อนจะโดนพิษฟองสบู่ดอทคอมเล่นงานทำให้ราคาหุ้นเหลือเพียง 86 เซนต์ ในปี 2002

แม้กระทั่งร้านค้าออนไลน์อย่าง Amazon.com ก่อตั้งในปี 1994 และ EBAY.com ในปี 1995 ต่างก็เคยผ่านบาดแผลจากฟองสบู่ดอทคอม แต่พวกเขาใช้ประสบการณ์ที่ได้รับจากการเป็นผู้อยู่รอด กลับมาเติบโตได้อย่างยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน


สาเหตุที่เรียกว่า ฟองสบู่ดอทคอม ก็เพราะหุ้นหลายตัวที่นักลงทุนเข้าไปเก็งกำไรในยุคนั้นโดยส่วนมากจะมีเว็บไซต์ที่ลงท้ายด้วย “ดอทคอม” นั่นเอง

คงไม่ต้องพูดอะไรกันมากกับฟองสบู่ดอทคอมนี้ เพราะประโยคของประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สันที่ยกมาในต้นบทความ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของคนส่วนมากไว้หมดแล้ว

คนเรามักจะมองโลกในอนาคตไว้ดีเกินไป ทำให้เกิดความคาดหวังที่ยากเกินจะเอื้อมถึง จนความโลภก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ

ด้วยเหตุนี้ฟองสบู่ดอทคอมจึงเกิดกับหุ้นดอทคอมและบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลายในเวลานั้น หวังว่าบทเรียนของดอทคอมนี้จะช่วยเตือนใจบรรดานักธุรกิจและนักลงทุน Start Up ที่ในตอนนี้กำลังวาดฝันไว้สูงได้ ไม่มากก็น้อย…

Netflix ได้กำไรจากเราเท่าไหร่?

ผมว่าหลาย ๆ คนก็คงเหมือนผมแน่ ๆ เลยครับ วันไหนที่อยู่บ้าน เปิดทีวีมาไม่รู้จะดูอะไรก็เข้าไปดูใน Netflix ว่ามีหนังอะไรสนุก ๆ บ้าง และที่ชอบที่สุดคือเราไม่จำเป็นต้องดูผ่าน Smart TV อย่างเดียวก็ได้ บางทีเปิดดูบน App ของโทรศัพท์มือถือนี่ล่ะ 

ผมว่าธุรกิจนี้มันน่าสนใจมากเลยนะเพราะผมจะต้องจ่ายค่าสมาชิกทุกเดือน ๆ ผ่านบัตรเครดิต ที่ยอมเป็นลูกค้าเพราะว่าราคามันไม่แพง ดูหนังตามโรงนิด ๆ หน่อย ๆ ก็มีค่าใช้จ่ายพอ ๆ กับค่าสมาชิกทั้งเดือนของ Netflix แล้ว แถมยังได้ดูหลาย ๆ เรื่องที่ออกจากโรงไปแล้ว กี่รอบก็ได้ ไม่ต้องไปนั่งหาแผ่น DVD มาเปิด มีหนังที่ตัวเองผลิตอีก ผมว่ามันเป็น Idea ที่ดีมาก ๆ เลย

ในฐานะที่ผมเป็นนักลงทุนด้วยผมเองก็อยากรู้นะว่าบริษัทนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร พอไปอ่านจาก Wikipedia ก็พึ่งรู้ว่าเขาก็พัฒนาตัวเองมาจากการเป็นร้านเช่าภาพยนต์ DVD ซึ่งเราสามารถเช่าผ่าน Online แล้วเขาจะส่งมาให้ที่บ้าน พอกระแส Online มามากขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็พัฒนา Model ธุรกิจจนมาถึงจุดที่เราเห็นกันในปัจจุบันนี้

แน่นอนว่าพอเป็นระบบ Online มันเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการได้สูงกว่า จำนวนหนังถ้ามีเป็น 1,000-2,000 เรื่อง เราไม่สามารถเปิดร้านเช่าวีดีโอแล้วมีให้บริการเยอะขนาดนี้ได้แน่ ๆ เปลืองค่าดูแล เปลืองจำนวนพนักงาน จะขยายใหญ่กว่านี้วีดีโอเก่า ๆ ที่ไม่มีคนยืมจะเก็บอย่างไร แถมยังต้องให้บริการอย่างจำกัด ถ้ามีวีดีโอให้บริการอยู่ 2 เทปแล้วคนยืมไปหมด คนที่เหลือก็ต้องรอคิว ระบบสมัยก่อนถ้ามาใช้ในปัจจุบันหลาย ๆ อย่างมันจำกัดมากแถมต้นทุนสูงอีกต่างหาก

แต่ในส่วนของระบบ Online นั้นสามารถมันแก้ปัญหาของธุรกิจโลกเก่าได้เลย ผู้ใช้บริการก็จะรู้สึกว่ามันง่ายกว่าเดิม ไม่ต้องออกไปยืม จ่ายค่าสมาชิกเหมาไปเลย ถูกด้วย ไม่มีค่าปรับเพราะไม่ต้องคืน แค่ปิดหนังไป แถมอยู่ตรงไหนในโลกก็ดูหนังได้

ถ้าถามว่าลูกค้าตอบรับมากแค่ไหน มาดูตัวเลขสถิติของผู้ใช้บริการ Netflix กันครับ ผมเอาเฉพาะ Q1 ย้อนหลังนะครับ

Q1/2018 Netflix มีสมาชิก 125 ล้านคน
Q1/2017 Netflix มีสมาชิก 98.75 ล้านคน
Q1/2016 Netflix มีสมาชิก 81.5 ล้านคน
Q1/2015 Netflix มีสมาชิก 62.27 ล้านคน
Q1/2014 Netflix มีสมาชิก 48.36 ล้านคน

จะเห็นได้ว่าสมาชิกมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แสดงว่าผู้บริโภคตอบรับอย่างดี และการที่ Netflix มีฐานคนดูมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้นก็ทำให้เขาสามารถสร้างข้อต่อรองในการทำธุรกิจได้มากขึ้น ใครอยากจะร่วมงานด้วย เห็นตัวเลขของลูกค้า 125 ล้านคนก็กราบบบบขออนุญาตร่วมงานด้วยนะคะ อีกอย่างยิ่งจำนวนสมาชิกมากก็ยิ่งทำให้เขารู้ข้อมูลได้ว่า เทรนของการดูหนังของคนเป็นอย่างไร นั่นสามารถทำให้บริษัทลดความเสี่ยงได้พร้อม ๆ กับการสรรหาธุรกิจที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น

ถ้าใครจำได้ผมเคยออกบทความไปก่อนหน้านี้แล้วและเล่าให้ฟังว่าผลการดำเนินงานของ Netflix นั้นมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

รายได้ปี 2015 : $6,779,511,000 กำไร $122,641,000
รายได้ปี 2016 : $8,830,669,000 กำไร $186,678,000
รายได้ปี 2017 : $11,692,713,000 กำไร $558,929,000

กำไรเยอะเนอะ….

ข้อมูลจาก : https://finance.yahoo.com/quote/NFLX/financials?p=NFLX

ทีนี้หากใครอยากลงทุนกับ “Netflix” ก็สามารถซื้อหุ้นได้โดยตรงหรือผ่านทางกองทุนรวมนะครับ กองทุนในประเทศไทยที่ไปลงทุนใน Master Fund ต่างประเทศ ซึ่งที่เราหากันมาได้ก็มีกองตัวอย่างดังนี้ครับ

SCBS&P500

กองแม่ : SPDR S&P 500 ETF Trust

https://www.bloomberg.com/quote/SPY:US

ASP-S&P500

กองแม่ : SPDR S&P 500 ETF Trust

https://www.bloomberg.com/quote/SPY:US

ONE-UGG บลจ.วรรณ

กองแม่ : Baillie Gifford long term global growth fund class b net accumulation

https://www.bloomberg.com/quote/BGGGBNA:LN

ขอให้มีความสุขในการลงทุนครับ

ข้อมูลจาก :

https://en.wikipedia.org/wiki/Netflix

https://www.statista.com/statistics/250934/quarterly-number-of-netflix-streaming-subscribers-worldwide/

“ฟุตบอลโลก” เชียร์เพลิน ระวังงบเกินไม่รู้ตัว

เทศกาล “ฟุตบอลโลก” สี่ปีครั้งที่แฟนบอลทั่วโลกจับตามอง แฟนบอลชาวไทยก็จับตาดูอย่างใกล้ชิดไม่แพ้กัน  คอบอลหลายคนคงไม่อยากพลาดบรรยากาศของมหกรรมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และการโชว์ฝีเท้าของทีมที่ตัวเองเชียร์เป็นแน่

“ฟุตบอลโลก” รอบสุดท้าย จุดสุดยอดแห่งโลกฟุตบอลที่ทุกชาติอยากมีส่วนร่วม ซึ่งทุกชาติต้องผ่านการคัดเลือกให้ได้ 32 ทีมที่ดีที่สุด โดยเจ้าภาพ ปี 2018 นี้เป็นคราวของหมีขาวรัสเซียนั่นเอง นักเตะทีมชาติทั้ง 32 ทีมต้องทุ่มเทในการเล่นอย่างสุดกำลัง เพราะถือเป็นตัวแทนของชาติที่มาเพื่อแสดงความสามารถให้โลกได้เห็น โดยมีกองเชียร์คอยหนุนหลังเป็นสีสันในทุกๆ 4 ปี การแข่งขันที่ต้องลุ้นกันทุกนาทีอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ ทั้งหมดนี้เป็นเสน่ห์ของฟุตบอลโลกที่เหล่าแฟนบอลผู้รอคอยอยากสัมผัส

ต้องยอมรับว่าการดูบอลกับเพื่อนฝูงที่เป็นคอบอลด้วยกันยิ่งทำให้รสชาติของการเชียร์กีฬาลูกหนังสนุกมากขึ้น แถมถ้าได้ดูบอลนอกบ้านในร้านโปรดด้วยแล้วก็ยิ่งช่วยเพิ่มอรรถรส ทั้งดื่มด่ำกับฟุตบอล อาหาร เครื่องดื่ม และมิตรภาพ ที่เป็นองค์ประกอบแห่งความอัศจรรย์ในค่ำคืนแห่งฟุตบอล

แต่เสน่ห์ฟุตบอลที่หลายท่านสัมผัสได้ อาจแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายถ้าคุณไม่ทันสังเกตุ และถ้าคุณไปหลายครั้งมากเข้าค่าใช้จ่ายก็ยิ่งมากขึ้น

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับแฟนบอล 3-5 คน ต่อการดูบอลที่ร้านโปรด 1 คืน

– อาหาร 500 บาท

– เครื่องดื่ม 1000 บาท

– ครั้งละ 1500 บาท * 10 คืน = 15,000 บาท

* นี่ยังไม่รวมค่าเดินทาง และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น Service Chargeเเละค่าน้ำแข็ง เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น ค่าใช้จ่ายตามจริงอาจจะน้อยหรือมากกว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน

อย่าเชียร์บอลโลกเพลินจนลืมเรื่องค่าใช้จ่ายกันนะครับ!

#aomMONEY #EditorTeam #ฟุตบอลโลก #FifaWorldCup2018

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY

สรุปภาพรวมการลงทุน ช่วงวันที่ 2 – 6 กรกฎาคม 2561 [WEEKLY OUTLOOK กับอัศวินกองทุน]

สวัสดีครับผม!!! อัศวินกองทุน ยุค Digital กลับมาแล้วครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ ผลบอลโลกก็ยังผันผวนเหมือนเดิม แชมป์เก่าตกรอบไป แต่ตลาดหุ้นดูเหมือนจะหนักกว่าหลายเท่า เพราะหลายคนเกิดคำถามต่อว่าเอาไงดี?

สรุปประเด็นทุกตลาดสำคัญทั้งหมด ครบถ้วนจัดเต็มแน่นอน

Focus ประเทศน่าลงทุนประจำสัปดาห์ที่ 2-6 กรกฎาคม 2561

แม้ว่าภาพรวมจะผันผวนแบบนี้ แต่ผมแนะนำให้มองเป็นการกระจายความเสี่ยงโดยสะสมทุกตลาดที่มีโอกาสครับ โดยแบ่งตามพอร์ตการลงทุนที่เราสนใจและตลาดที่เรามีความเข้าใจในการลงทุนครับ

อย่างไรก็ตามคำแนะนำเพิ่มเติมคือ ระวังความผันผวนที่มากในตอนนี้ และตอบคำถามให้ได้ว่าเราลงทุนในรูปแบบไหน ถ้าเป็นระยะยาวก็มองภาพให้ไกลครับว่าปัจจัยที่กระทบนี้เป็นระยะสั้น และมีผลต่อการลงทุนของเราหรือเปล่า

  • เหตุผล : Valuation และการรับรู้ข่าวร้ายทั่วโลก ทำให้น่าสนใจในการสะสมหลายตลาด
  • Focus : ตลาดหุ้นทั่วโลก ยกเว้น A-SHARE กับ เกาหลี
  • ความน่าสนใจ : โอกาสในการทยอยสะสมหุ้นที่มีมูลค่าต่ำ Valuation ดี

Scan การปรับตัวตลาดหุ้นทั่วโลก

  • หุ้นไทยตกลงจนหลายคนถามว่า ทำไมมันตกขนาดนี้ นี่ประเทศเราจะล่มสลายแล้วหรือไม่ แต่มุมมองผมยังมองว่าสภาวะที่มากระทบนี้เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้น แต่ในระยะยาวแล้วมันคือโอกาสที่จะรับเพื่อให้ไปต่อได้ครับ 
  • นอกจากนั้น ผลกระทบที่มีผลมากๆ ต่อตลาดหุ้นนั้น ยังมาจากตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งกระทบประเทศที่มีการส่งออกหนักๆ อย่างเกาหลีจึงแนะนำให้ชะลอการลงทุนในเกาหลีอยู่ครับ
  • สิ่งทีต้องระวังตอนนี้คือการสะสมอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน ร่วมกับทบทวนวัตถุประสงค์ในการลงทุนของเราครับ เพราะว่าถึงแม้ภาพรวมผมจะมองว่าไปต่อได้ แต่ถ้าเป้าหมายคือกำไรในระยะสั้น ก็ต้องพิจารณาเปรียบเทียบกันให้ดีแล้วล่ะครับ

Insight ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

แม้ว่าจะมีความผันผวนบ้าง ตลาดหุ้นนั้นเรียกว่ายังแข็งแรงอยู่ครับ

ทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการบริโภคในประเทศและการลงทุนเอกชน นอกจากนี้ คาดว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลบวกต่อการขยายตัวเศรษฐกิจต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อไป ดังนั้นสบายใจได้ครับ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

Insight ตลาดหุ้นยุโรป

สัปดาห์นี้ข่าวดีอีกเรื่องคือธนาคารยุโรปยังคงแผนนโยบายการเงินตามเดิม ประกอบกับพรรคการเมืองอิตาลีมีท่าทีประนีประนอมต่อกันมากขึ้นตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อน ทำให้โอกาสที่จะสามารถตั้งรัฐบาลใหม่มีมากขึ้น และลดความไม่แน่นอนทางการเมืองลงไปครับ

ดังนั้นสถานการณ์โดยรวมเหมือนจะเป็นโอกาสให้เราสะสมต่อได้ครับผม ประกอบกับการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้พอมั่นใจว่าตลาดทุนยังสามารถไปต่อได้อยู่ครับ

สรุปสั้นๆ : กลับมาทยอยสะสมได้ครับ 

Insight ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตลาดญี่ปุ่นยังคงการแกว่งตัวในกรอบแคบๆ และลดลงมาหน่อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นต่อไปครับ

เนื่องจากมุมมองโดยรวมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ ธนาคารกลางญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มที่จะคงมาตรการ QE ต่อไปเนื่องจากเศรษฐกิจไตรมาสแรกของญี่ปุ่นกลับมาหดตัวลง -0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นครับ

สรุปสั้นๆ : ตอนนี้ยังทยอยสะสมต่อไปได้ครับ

Insight ตลาดหุ้นอินเดีย

สถานการณ์โดยรวมยังเหมือนเดิม มีการผันผวนเป็นปกติ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรมากระทบครับผม หลังจากช่วงที่ผ่านมาราคาได้มีการปรับฐานจากความกังวลต่อนโยบายการจัดเก็บภาษีจากกำไรการขายหุ้นแล้ว

ตอนนี้นักวิเคราะห์ได้มีการปรับประมาณการรายได้ของบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นตามทิศทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยให้สะสมต่อไปได้เรื่อยๆ เหมือนเดิมครับผม

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อครับ

Insight ตลาดหุ้นเกาหลี

อันนี้สิน่ากลัวครับ เป็นตลาดเดียวเลยที่ต้องระวังครับ ย้ำนะครับ ห้ามสะสมเด็ดขาด

หลังจากที่มีการตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯและจีน อาจส่งผลให้การค้าโลกชะลอตัวลง เนื่องจากเศรษฐกิจของเกาหลีพึ่งพาการส่งออกสินค้า ทำให้เกาหลีมีความเสี่ยงที่จะโดนผลกระทบจากสงครามทางการค้าอยู่ครับ

จะเห็นว่าตลาดนี้มีการผันผวนค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา ยังไงระวังกันด้วยนะครับ สำหรับคนที่ชอบเกาหลี ผมแนะนำว่าอยู่ห่างโอปป้ากันก่อนดีกว่าครับ

สรุปสั้นๆ : รอก่อนจ้า หยุดไปสักพัก

Insight ตลาดหุ้นไทย

แม้ว่าหุ้นไทยจะทำให้ใครหลายคนใจสั่นมากจนถึงขั้นอยากจะบ่นว่า เจ้าอัศวินมันแนะนำให้สะสมได้ยังไงฮะ!

แต่บอกตรงๆ ว่ามุมมองของผมที่มีต่อเศรษฐกิจในประเทศที่มีสัญญาณดีขึ้นจากทั้งการบริโภคครัวเรือน และการลงทุนเอกชน จะช่วยให้รายได้บริษัทจดทะเบียนในภาพรวมยังคงขยายตัวได้ดีขึ้นครับ

(อย่าลืมนะครับว่า “ไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ยกเว้นแต่บอลโลกที่ไม่ได้ไป” อะไรนะ ไม่ตลกเหรอ)

ข่าวดีให้ขาย ข่าวร้ายให้ซื้อ ยังเป็นคำคมทีใช้กันเสมอ แต่ประเด็นคือ เราเชื่อมั่นในมุมมองของตัวเองหรือเปล่าครับว่าตอนนี้ตลาดซึมซับข่าวร้ายไว้แล้ว และเราไม่สามารถซื้อในจุดที่ต่ำสุดได้จริงๆ ดังนันการทยอยสะสมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ต้องนำมาปรับใช้ครับ

สรุปสั้นๆ : สะสมต่อไป แต่ระวังไว้หน่อยนะครับ

Insight ตลาดหุ้นจีน

แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นจีนเฉพาะ H-SHARE เท่านั้นครับ  แต่ให้ชะลอลงทุนหุ้นจีน A-Share  หลังจากสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน เริ่มรุนแรงขึ้น ทำให้ในอนาคตเศรษฐกิจจีนมีโอกาสโดนกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ

สรุปสั้นๆ : ทยอยสะสมต่อไป แต่เน้นแค่ H-SHARE เท่านั้นนะครับ

แนะนำการลงทุนประจำสัปดาห์ จากอัศวินกองทุน

  • ตลาดตราสารทุน : สะสมได้ทุกตลาด แต่ให้เน้นหุ้นสหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น H-SHARE, A-SHARE, อินเดีย ยกเว้นตลาดเกาหลี
  • ตลาดตราสารหนี้ : แนะนำลงทุนตราสารหนี้ High Yield สหรัฐฯ ส่วนตราสารหนี้ไทยแนะนำให้ซื้อตราสารหนี้ไทยช่วงอายุ 1-3 ปี
  • สินทรัพย์ทางเลือก : ทยอยสะสมทั้งทองคำ และน้ำมัน

เรามาดูสัดส่วนการลงทุนที่แนะนำประจำสัปดาห์กันบ้างครับ

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงต่ำ

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 44%
  • ตราสารหนี้ไทย 44%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นไทย 12%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 40%
  • ตราสารหนี้ไทย 48%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงกลาง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 24%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%
  • ตราสารหนี้ไทย 20%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 6%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 22%
  • หุ้นไทย 30%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 16%
  • ตราสารหนี้ไทย 26%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 3%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 3%

สัดส่วนการลงทุนประจำสัปดาห์ : ระดับความเสี่ยงสูง

พอร์ตการลงทุนระยะยาว

  • หุ้นต่างประเทศ 40%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 5%
  • ตราสารหนี้ไทย 5%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ 8%

พอร์ตการลงทุนระยะสั้น

  • หุ้นต่างประเทศ 38%
  • หุ้นไทย 42%
  • ตราสารหนี้ต่างประเทศ 4%
  • ตราสารหนี้ไทย 8%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : ทองคำ 4%
  • สินค้าโภคภัณฑ์ : น้ำมัน 4%

หมายเหตุ : “ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน” ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 28 มิถุนายน 2561

ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำโดย นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มจัดสรรสินทรัพย์และกองทุนต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป โดยข้อคิดเห็นและบทความในเอกสารฉบับนี้ เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ผู้ใช้ข้อมูลนี้จึงต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง

(Review) สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช บ้านเปลี่ยนเป็นเงิน

ถ้าให้เลือกระหว่างการ “ซื้อ” และ “เช่า” ที่อยู่อาศัย คนส่วนใหญ่มักจะเลือก “ซื้อ” ที่อยู่อาศัยมากกว่าการเช่า เพราะถ้าผ่อนจนครบกำหนดแล้ว ที่อยู่อาศัยนั้นก็จะกลายเป็นทรัพย์สินของเรา รวมทั้งในอนาคตราคายังขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ (ขึ้นอยู่กับทำเล เพราะแต่ละพื้นที่ราคาเพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน) นอกจากที่อยู่อาศัยช่วยบังแดด บังฝนให้ความอบอุ่นกับครอบครัวของเราแล้ว ยังช่วยเหลือเราให้รอดพ้นจากวิกฤตได้อีกด้วย 

“ที่อยู่อาศัย” ทำให้เรารอดพ้นจากวิกฤตได้อย่างไร?

หลังจากที่เราผ่อนครบจบเรื่องหนี้กับธนาคารเรียบร้อยแล้ว ที่อยู่อาศัยนั้นก็จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวเราอย่างสมบูรณ์ แต่ว่า!! ชีวิตของเราไม่แน่นอน อาจจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เราจำเป็นต้องใช้เงินก้อนโตแบบเร่งด่วน

ช่วงเวลานี้เองที่อยู่อาศัยจะเข้ามาช่วยเหลือเราได้ โดยการนำ “ที่อยู่อาศัยที่หมดภาระหนี้แล้วมาเปลี่ยนเป็นเงิน” เพื่อนำมาแก้ไขปัญหาการเงิน ฝ่าวิกฤตร้ายแรงออกมาได้ โดยที่เราและครอบครัวยังพักอาศัยได้เหมือนเดิม

(Review) สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช บ้านเปลี่ยนเป็นเงิน

ตัวอย่าง : ความจำเป็นที่ต้องใช้เงินก้อนโต

  • ปิดหนี้ 

    • สาเหตุ : ใช้เงินเพลินจนกระทั่งกลายเป็นหนี้บัตรเครดิต (ดอกเบี้ย 18% ต่อปี) หรือบัตรกดเงินสด (ดอกเบี้ย 28% ต่อปี) เงินต้นรวมดอกเบี้ยม้วนรวมกันหลายแสนบาท จ่ายแต่ขั้นต่ำทุกเดือน เพื่อรักษาเครดิตของตัวเอง จะได้ไม่ติดเครดิตบูโร เพราะมีผลต่อการกู้เงินในอนาคต แต่ตอนนี้เริ่มผ่อนไม่ไหวและต้องการหาแหล่งเงินกู้ใหม่ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าเดิม เพื่อปิดหนี้เก่าทั้งหมดและตั้งใจว่าจะไม่กลับไปสร้างหนี้แบบเดิมๆอีกต่อไป

    • ที่อยู่อาศัยเปลี่ยนเป็นเงิน : เป็นการขยายเวลาชำระหนี้ โดยการเปลี่ยนหนี้ระยะสั้นจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด เป็นหนี้ระยะยาวโดยการนำที่อยู่อาศัยไปค้ำประกันเงินกู้ แม้ว่าจะเป็นหนี้นานขึ้น แต่ก็ทำให้เรารู้สึกหายใจโล่งขึ้น เพราะมีสภาพคล่องมากขึ้น รวมถึงจ่ายดอกเบี้ยลดลงอีกด้วย เดิม 18 – 28% ต่อปี ลดเหลือ 5.45 – 8.60% ต่อปี

  • ซ่อม

    • สาเหตุ : เกิดภัยธรรมชาติพายุถล่มหลังคาปลิวไปกับสายลม น้ำท่วมหนักหรือเกิดไฟไหม้บ้าน จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่อย่างเร่งด่วนเพื่อนำมาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย 

    • ที่อยู่อาศัยเปลี่ยนเป็นเงิน : ได้รับเงินก้อนไปซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กลับมามีสภาพใช้งานได้เหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกับของเก่าให้ได้มากที่สุด

  • ขยาย

    • สาเหตุ : ธุรกิจที่ทำอยู่มีรายได้เข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้ดีในอนาคต แต่ขาดเงินทุนก้อนใหญ่เพื่อมาติดปีกธุรกิจของตัวเองให้บินไปได้ไกลกว่านี้

    • ที่อยู่อาศัยเปลี่ยนเป็นเงิน : ได้รับเงินก้อนเพื่อนำไปขยายและต่อยอดธุรกิจของตัวเองให้เติบโต เพื่อสร้างยอดขายและกำไรได้มากขึ้น

  • เงินหมุน 

    • สาเหตุ : ธุรกิจเกิดวิกฤตจากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ขาดสภาพคล่องชั่วคราว จึงต้องการเงินทุนก้อนหนึ่งเข้ามาช่วยประคับประคองให้ผ่านพ้นช่วงเลวร้าย 

    • ที่อยู่อาศัยเปลี่ยนเป็นเงิน : รับเงินลงทุนก้อนโตเพื่อนำไปหมุนในธุรกิจ

วิธีเปลี่ยนที่อยู่อาศัยเป็นเงิน

จากความจำเป็นที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ ถ้าหันไปยีมคนอื่นก็ลำบากใจ ทางออกสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนทรัพย์สินของตัวเองเป็นเงิน หากเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่อง เราก็สามารถขายแล้วได้รับเงินเร็ว เช่น ทองคำ หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ

แต่ถ้าเป็นสินทรัพย์ขนาดใหญ่อย่างเช่น “ที่อยู่อาศัย” ซึ่งมีสภาพคล่องต่ำ กว่าจะขายและได้รับเงินก็ใช้เวลานาน แต่ถ้าขายไปก็ทำให้เราเดือดร้อนเพราะไม่มีที่อยู่ อีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เราได้รับเงินก้อน โดยที่เรายังพักอาศัยได้เหมือนเดิม คือ การนำที่อยู่อาศัยไปค้ำประกันเงินกู้ ซึ่ง  “สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช บ้านเปลี่ยนเป็นเงิน” ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

โปรโมชั่นตอนนี้ !!

พิเศษ !! ตั้งแต่  7 พ.ค. – 31 ก.ค. 61

  • ดอกเบี้ยต่ำสุด 5.45% ต่อปี นาน 3 ปี

  • ฟรี! ค่าประเมินหลักประกัน

  • ที่อยู่อาศัยแบบไหนที่นำมาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

    • ที่อยู่อาศัยที่ไม่มีภาระหนี้ (จ่ายหนี้บ้านครบแล้ว)

    • บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม ห้องชุดพักอาศัย(คอนโด) และอาคารพาณิชย์

  • ใครบ้างที่กู้ได้ 

    • บุคคลธรรมดา สัญชาติไทย อายุ 20 – 65 ปี      

    • พนักงานประจำ  อายุงานรวมที่ทำงานเดิมและปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 2 ปี (งานปัจจุบันต้องผ่านการทดลองงานแล้ว)

    • ผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ประกอบธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี

    • ผู้กู้ร่วมต้องมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับผู้กู้ (ยกเว้นกรณีคู่สมรสไม่จดทะเบียน)

  • วงเงินการให้สินเชื่อ

    • มูลค่าการให้สินเชื่อสูงสุด 85% ของราคาประเมิน

    • วงเงินอนุมัติตั้งแต่ 500,000 – 10,000,000 บาทและอนุมัติเร็ว

  • ระยะเวลาการผ่อนชำระ

    • ผ่อนชำระแบบรายเดือน 

    • ผ่อนนานสูงสุด 30 ปี (ระยะเวลาผ่อนชำระรวมกับอายุผู้กู้แล้วต้องไม่เกิน 65 ปี)

    • มีเงินเยอะก็โปะได้ แต่ถ้าปิดหนี้ทั้งหมดก่อน 3 ปี ต้องเสียค่าปรับ 3% ของวงเงินอนุมัติ (แต่ละธนาคารก็มีเงื่อนไขของเวลาแตกต่างกัน บางแห่งห้ามปิดหนี้ก่อน 5 ปี)

ตัวอย่างตารางการผ่อนชำระค่างวดโดยประมาณ

(Review) สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช บ้านเปลี่ยนเป็นเงิน

ตารางอัตราดอกเบี้ยของหลักประกันแต่ละประเภท

(Review) สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช บ้านเปลี่ยนเป็นเงิน

  • ตามประกาศธนาคาร ณ วันที่ 22 พ.ค. 60 อัตราดอกเบี้ย MRR คือ 7.20% ต่อปี 

  • อัตราดอกเบี้ยนี้สำหรับผู้ที่ขอสินเชื่อตั้งแต่ 7 พ.ค. – 31 ก.ค. 61 โดยจดจำนองและรับเงินกู้ภายใน 31 ส.ค. 61 

  • สำหรับผู้ที่ซื้อประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA/MLTA) ตามเงื่อนไขที่กำหนด รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี เฉพาะในปีที่ 1 (ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อทำเพื่อปิดความเสี่ยง หากผู้กู้เสียชีวิต หนี้สินจากการกู้ครั้งนี้จะไม่กลายเป็นภาระให้คนในครอบครัว เพราะธนาคารเป็นผู้ชำระหนี้ส่วนนี้ให้ แต่ธนาคารไม่ได้บังคับ เราจะทำหรือไม่ก็ได้)

ส่วนตัวมองว่า ถ้าชีวิตของเราเกิดวิกฤตต้องการใช้เงินขึ้นมาแล้วจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ “ที่อยู่อาศัย” เป็นอีกหนึ่งทรัพย์สินที่สามารถช่วยเหลือเราได้ โดยการนำไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ แต่ “สิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ อ่านเงื่อนไขการกู้ให้เข้าใจ การมีวินัยในการจ่ายหนี้ จ่ายให้ครบและจ่ายตรงเวลา เพื่อรักษาทรัพย์สินให้อยู่กับเราตลอดไปนะคะ”

หากสนใจรายละเอียด “สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช บ้านเปลี่ยนเป็นเงิน” สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/2xpSgRV หรือ โทร 1572 กด 9 หรือ ติดต่อเจ้าหน้าที่ที่ธนาคารกรุงศรีทุกสาขานะคะ

(Review) สินเชื่อกรุงศรีโฮมฟอร์แคช บ้านเปลี่ยนเป็นเงิน

บทความนี้เป็น Advertorial

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save