จ่ายค่ารับรองอย่างไร ให้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้เต็ม MAXXX!!

ค่ารับรอง ไม่สามารถใช้ได้ 100% เต็มตามที่จ่ายไป แต่สามารถหักได้ตามที่กฎหมายกำหนด นั่นคือตามมาตรา 65 ตรี (4) และกฎกระทรวงฉบับที่ 143 ครับ

สำหรับรายละเอียดในแต่ละเรื่องนั้น สามารถดูได้ในแต่ละรายการหลังจากนี้ได้เลยครับ

ความหมายของค่ารับรองตามกฎหมายนั้นมีเพียง 5 ประเภทหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกัน คือ ค่าที่พัก พาหนะ อาหาร (รวมเครื่องดื่ม) มหรสพ กีฬา และสิ่งของ ซึ่งอาจจะมีรายการอื่นที่เกี่ยวข้องได้ แต่ควรอยู่ในขอบข่ายที่กฎหมายกำหนดครับ

จ่ายแล้วต้องมีการรับรองจริงๆ ตามประเพณีของธุรกิจ นั่นคือไม่ใช่การจ่ายนอกเหนือจากการรับรองปกติ เช่น จ่ายค่าเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ให้ลูกชายลูกค้ารายใหญ่ แบบนี้อาจจะมีปัญหากับทางสรรพากรได้ครับ

คำว่าประเพณีธุรกิจ อาจจะมองดูจากการดำเนินธุรกิจที่ต้องมีการรับรอง ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทธุรกิจครับ

จ่ายให้กับลูกค้าเท่านั้น ไม่ใช่การจ่ายให้พนักงาน หรือกรรมการของบริษัท แล้วจะถือเป็นค่ารับรองได้ ดังนั้นตรงนี้ต้องระวังว่า ถ้าหากมีการเลียงหรือจ่ายให้ตัวเอง หากถูกตรวจสอบพบ จะผิดกฎหมายได้ครับ แต่อย่างไรก็ดี ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับรองนั้นสามารถเข้าร่วมได้ครับ ไม่ผิดอะไร เช่น หัวหน้าแผนกเซลล์มีการพาลูกค้ารายใหญ่ไปทานอาหาร เป็นต้น

นอกจากนั้นยังต้องมีการอนุมัติหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรจากทางผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยครับ และต้องมีหลักฐานว่าได้รับรองไปจริงๆ ตามจำนวนที่ว่ามาครับผม

การซื้อสินค้าหรือสิ่งของให้นั้น จำกัดไว้ที่ไม่เกิน 2,000 บาทต่อครั้ง ดังนั้นถ้าหากซื้อเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจะสามารถใช้ได้เพียง 2,000 บาทเท่านั้นครับ

กฎหมายกำหนดให้ค่าใช้จ่ายสูงสุดของค่ารับรองในแต่ละรอบบัญชี คือ 0.3% ของรายได้ หรือยอดขายก่อนหักค่าใช้จ่าย หรือ ทุนชำระของรอบบัญชีนั้นๆ แล้วแต่ว่าตัวไหนจะสูงกว่า และมีมูลค่าสูงสุดได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท

สมมติว่าบริษัทมียอดขาย 10 ล้านบาท และมีทุนชำระ 1 ล้านบาทในรอบบัญชีนั้น ค่ารับรองที่สามารถเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ คือ 30,000 บาทเท่านั้นครับ

ภาษีซื้อจากค่ารับรอง ถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ไม่สามารถนำมาขอคืนภาษีได้ แต่สามารถเอามาเป็นค่าใช้จ่ายได้ โดยที่ต้องไม่เกินเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนดครับ

อ้างอิง มาตรา 82/5 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ไว้เพิ่มเติมครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ค่ารับรอง #รายจ่ายธุรกิจ
#ภาษีเงินได้นิติบุคคล #ค่าใช้จ่าย
#พรี่หนอมสอนภาษ๊ธุรกิจ

10 ข้อคิดวางแผนภาษีเงินได้สำหรับเจ้าของธุรกิจ

ข้อคิดข้อแรก : การไม่จ่ายภาษีคือการทำผิดกฎหมาย ถึงจะไม่อยากจ่ายยังไง ต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาษี ดังนั้นอย่าลืมที่จะสนใจและจัดการมันอย่างถูกต้องด้วยนะครับ 

ข้อคิดข้อสอง : ปฎิเสธไม่ได้ว่าภาษีคือรายจ่ายที่ควรวางแผนในการทำธุรกิจ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายหนึ่งที่ลดกำไร ดังนั้นแทนที่เราจะตั้งใจหนีภาษี ลองเปลี่ยนมาเป็นศึกษาและหาวิธีรับมือที่ถูกต้องดีกว่าครับ

ข้อคิดข้อสาม : หลายคนอยากวางแผนภาษี แต่ยังตอบไม่ได้ว่ากำไรหรือขาดทุนมีเท่าไร ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำเป็นลำดับแรก คือ รู้ก่อนว่ารายรับรายจ่ายมีเท่าไร การทำบัญชีรายรับรายจ่ายจึงสำคัญมากๆครับ

ข้อคิดข้อสี่ : รายจ่ายส่วนตัว กับรายจ่ายธุรกิจ มันคือคนละเรื่องกัน ดังนั้นมองแยกออกจากกันเหมือนคนละคน เพื่อป้องกันความสับสน และการทำบัญชีได้อย่างถูกต้อง เพื่อสะท้อนกำไรที่แท้จริงของธุรกิจเราให้ได้มากที่สุดครับ

ข้อคิดข้อห้า : เราต้องแยกออกก่อนว่า อันไหนคือรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อให้เกิดกำไร เพราะกฎหมายนั้นให้สิทธิเฉพาะรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเท่านั้นที่สา่มารถมาใช้เป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้ครับ 

ข้อคิดข้อหก : แม้ว่าจะอยากประหยัดภาษีมากแค่ไหนก็ตาม อย่าลืมเรื่องต้นทุนแฝงที่ทำให้รายจ่ายของเรามากขึ้นไปด้วย เพราะว่ากำไรเกิดจากการประหยัดรายจ่ายทั้งหมด ไม่ใช่แค่ประหยัดภาษี ซึ่งตรงนี้เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักจะทำพลาดครับ

ข้อคิดข้อเจ็ด : จ้างคนดูแลเก่งๆจะช่วยให้เราสบายใจเรื่องภาษี แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าคนไหนเก่งจริง ถ้าหากเราไม่มีความรู้ในการควบคุมเขา นั่นคืออีกประเด็นที่เราต้องใส่ใจในการจัดการเรื่องภาษี เพราะเจ้าของจำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้เพื่อให้ “จัดการ” ได้ดีที่สุดครับ

ข้อคิดข้อแแปด : มองหาโอกาสในการประหยัดภาษี จากนโยบายที่รัฐมีให้ ดังนั้นติดตามข่าวสารเสมอ เพราะบางทีเราอาจจะพลาดสิ่งดีๆ เช่น การซื้ออุปกรณ์แล้วได้สิทธิเป็นรายจ่ายเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า หรือ นโยบายอื่นๆที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจโดยที่เราได้รับอานิสงส์ไปด้วยครับ

ข้อคิดข้อเก้า : คนส่วนใหญ่มักจะกลัวสรรพากร กูรุส่วนใหญ่มักจะสอนให้กลัวเพื่อขายคอร์ส แต่จริงๆแล้วคนที่มีอิทธิพลกับเรามากที่สุดคือสรรพากร เพราะคุณต้องรู้ว่าเขาคิดอย่างไร และถูกต้องแค่ไหน ดังนั้นจงทำความรู้จักเขาไว้เพื่อทราบแนวคิดและวิธีการวางแผนภาษี บางทีอาจจะมีอะไรดีๆก็ได้นะครับ

ข้อคิดข้อสิบ : คุณมองอนาคตของธุรกิจไว้อย่างไร สิ่งนั้นจะเป็นตัวกำหนดแนวคิดวางแผนภาษีของคุณ เพราะว่าวิีธีการจัดการภาษีสำหรับธุรกิจที่ต้องการจะเติบโต ควรจะเริ่มต้นจากการทำให้ถูกต้อง ทั้งนโยบายในอนาคต กฎหมายใหม่ จะบังคับให้คุณต้องทำถูกต้องมากขึ้น ดังนั้นอย่ากลัวที่จะเรียนรู้เรื่องภาษี พรีหนอมเป็นกำลังใจให้เสมอครับ 

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#วางแผนภาษี #ภาษีเงินได้ #ธุรกิจ
#ข้อคิดในการวางแผนภาษี
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

3 คำที่ต้องท่องจำไว้ : ถ้าอยากให้ค่าใช้จ่ายธุรกิจหักภาษีได้

คำแรก : ค่าใช้จ่ายที่ว่าเกี่ยวกับธุรกิจไหม

ถ้าหากค่าใช้จ่ายไม่เกี่ยวกับธุรกิจ เช่น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสร้างรายได้ แต่เป็นรายจ่่ายส่วนตัวของกรรมการหรือผู้ถือหุ้น ขอบอกเลยว่าไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้ครับ

คำที่สอง : หลักฐานมีไหม?

ต่อให้เป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ แต่ไม่มีหลักฐาน หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการจ่ายจริง แบบนี้บอกเลยว่าหมดสิ้นแล้วทุกอย่าง ไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้เช่นกัน 

อย่าลืมว่ากฎหมายอยู่ที่การพิสูจน์เป็นหลัก ดังนั้นทุกครั้งที่จ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับธุรกิจ กรุณาเก็บหลักฐานมาให้ครบถ้วนด้วยครับ

คำที่สาม : เงื่อนไขทางกฎหมาย

ถ้าหากพ้นผ่านสองข้อที่ว่ามข่้อสุดท้ายคือ ต้องรู้ว่าเงื่อนไขทางกฎหมายเป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้ศึกษาได้จากมาตรา 65 ทวิและตรีแห่งประมวลรัษฏากร ซึ่งมีค่าใช้จ่ายบางรายการไม่สามารถเป็นค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน ต้องมีวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ค่ารับรอง หนี้สูญ หรือผลขาดทุนบางอย่างที่มีสิทธิได้รับคืน

สิ่งที่คุณควรทำ คือ ปรึกษาบัญชีว่าธุรกิจของคุณมีอะไรควรจะต้องระวังกับเรื่องนี้ เพื่อบริหารจัดการให้ถูกต้องครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ค่าใช้จ่ายธุรกิจ #ค่าใช้จ่ายภาษี
#หลักฐานการจ่ายเงิน #ภาษีเงินได้ 
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

จ่ายเงินเดือนกรรมการยังไง ให้ได้ประโยชน์ภาษีสูงสุด

ก่อนจะพูดเรื่องการวางแผนจำนวนเงินเเดือนที่ต้องจ่าย สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกคือ กำไรของธุรกิจ

กำไรทีว่า คือ กำไรจริง ซึงถ้าหากธุรกิจไม่มีตัวเลขกำไรที่แท้จริงของกิจการ โดยปล่อยให้ข้อมูลในงบการเงิน หรือ แบบแสดงรายการภาษีที่ส่งสรรพากรนั้นไม่ตรงกับความเป็นจริง สิ่งที่เป็นปัญหาคือเราจะไม่รู้ว่าเงินเดือนที่เหมาะสมควรจะเป็นเท่าไรจริงๆเช่นเดียวกัน

เงินเดือน ถือเป็นเงินได้จากการทำงานประเภทหนึ่ง ที่ลูกจ้างต้องใช้งานมาแลกเงินให้กับนายจ้าง

จำนวนเงินเดือนที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากหน้าที่ของกรรมการที่มีต่อธุรกิจ เปรียบเทียบกับงานตำแหน่งหน้าที่ที่ใกล้เคียงกันในองค์กรนั้นๆ เพื่อพิจารณาจำนวนที่เหมาะส

นอกจากนั้นแล้ว การจ่ายเงินเดือนต้องคิดถึงเรื่องของการหักภาษี ณ ที่จ่ายอย่างถูกต้อง พร้อมกับมีหลักฐานการจ่ายเงินจริงประกอบกันด้วย เพื่อที่จะให้รายจ่ายนั้นถูกต้องตามหลักความเป็นจริงที่สุดครับ

หากทำได้ ลองมองดูธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือตำแหน่งหน้าที่งานนั้นเปรียบเทียบกับบริษัทหรือธุรกิจอื่นๆที่ใกล้เคียงกัน เพื่อพิจารณาว่าธุรกิจเรานั้นไม่ได้จ่ายเกินกว่าราคาที่ตลาดว่าจ้างกัน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันกับกรมสรรพากรในแง่ของการคิดค่าจ้างที่เหมาะสมด้วยครับ

สำหรับข้อกฎหมายที่ควรระวังนั้นคือ มาตรา 65 ตรีเป็นหลัก ได้แก่หลักการพิจารณาดังต่อไปนี้

– ห้ามจ่ายจากผลกำไรที่คำนวณได้สำหรับรอบบัญชี
– ห้ามจ่ายเกินสมควร (กรณีกรรมการเป็นผู้ถือหุ้น)
– ห้ามนำรายจ่ายส่วนตัวหรือไม่เกี่ยวข้องมาเป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจ

อ้างอิงเพิ่มเติม : มาตรา 65 ตรี (3) (8) (13) (19)

สุดท้ายคือ แม้ว่าเงินเดือนของกรรมการจะเป็นรายจ่ายของบริษัทได้ก็ตาม แต่สิทธิประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้ามนั้นอาจจะเป็นด้านอื่น เช่น เงินปันผล หรือส่วนแบ่งกำไรก็เป็นเรืองที่น่าสนใจในการพิจารณาเช่นเดียวกัน

อ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่บทความนี้ครับ
https://www.facebook.com/1404693772992894/photos/?tab=album&album_id=1425937114201893

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#จ่ายเงินเดือน #กรรมการ 
#หลักฐานการจ่ายเงิน #ภาษีเงินได้ 
#ภาษีหักณที่จ่าย
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

ออกสื่อยังไง ไม่ให้สรรพากรมาตรวจสอบธุรกิจ

สิ่งแรกคือ อย่าโม้และโอ้อวดเกินกว่าความจริง

ความจริงเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าคุณจะกำลังโฆษณาอยู่ก็ตาม แต่การอวดอ้างเกินกว่าความเป็นจริงนั้นอาจจะทำให้คุณเสียหายได้ในที่สุด เพราะคำพูดทุกอย่างในสื่อ ถือเป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้องและเป็นข้อสงสัยได้ทั้งนั้

หลักการแรกคือ ยึดตามความเป็นจริง สำคัญที่สุด และคุณภาพของสินค้าหรือบริการนั้น สำคัญกว่ายอดขายครับ

และที่สำคัญ ไม่ว่าคุณจะโม้หรือโอ้อวดยังไง ข้อมูลที่คุณทำธุรกิจนั้นสามารถหาได้ง่ายๆในอินเตอร์เน็ตอยู่แล้วครับ

สื่อที่ออกดี มีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะสืิ่อที่น่าเชื่อทำให้สิ่งที่เราพูดนั้นมีน้่ำหนัก รวมถึงสื่อที่มีจรรยาบรรณจะช่วยให้ความน่าเชื่อถือมีความสำคัญมากขึ้นครับ

สิ่งที่ต้องมีจริงๆ คือ หลักฐาน และหลักฐานที่ดีที่สุดคือการทำบัญชีรายรับรายจ่าย

หากใครติดตามทั้งทางเฟสบุ๊คกรุ๊ป ไลน์ หรือได้ฟังบรรยายกันมาบ้าง จะเห็นว่าความสำคัญที่สุดคือหลักฐานที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถตรวจสอบและยืนยันข้อมูลการเสียภาษีของเราได้

เจ้าของธุรกิจอาจจะขายของด้วยปากและผลงาน แต่หลังบ้านที่ดีอย่างบัญชีรายรับรายที่่ถูกต้องจะช่วยให้ธุรกิจนั้นเดินทางได้อย่างถูกต้องและไม่มีปัญหาภาษีครับ

อย่ามัวสร้างรายได้ ยอดขาย จนลืมยื่นภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

คำแนะนำสำหรับข้อนี้คือ การยื่นภาษีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและดูแลตลอดไป ดังนั้นถ้าหากธุรกิจคุณมีรายได้ดีแค่ไหนก็ตาม แต่การยื่นภาษีและจัดการครบถ้วนถูกต้องแล้วล่ะก็ คุณไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไปครับ

เราขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนความรู้ เพื่อให้ธุรกิจไทยยื่นภาษีอย่างถูกต้องครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ภาษีเงินได้ #ภาษีมูลค่าเพิ่ม
#หลักฐานการจ่ายเงิน #หลักฐานรายได้
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

วิธีทำให้ค่าโฆษณา Facebook | Google | Line เป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจ

1. พิจารณา “รูปแบบธุรกิจ” ก่อนเลือกใช้เป็นค่าใช้จ่าย

– กรณี “บุคคลธรรมดา” ต้องเช็คก่อนว่าธุรกิจของคุณเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหน ถ้าหากเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา แปลว่าธุรกิจของคุณไม่สามารถใช้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ครับ เพราะมันถูกคิดในอัตราเหมาไปหมดแล้ว ดังนั้นคุณต้องเลือกใช้วิธีการหักค่าใช้จ่ายตามจริงเท่านั้นถ้าหากต้องการจะใช้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัทต่างๆ คุณสามารถใช้เป็นรายจ่ายได้ หากมีหลักฐาน และทำตามขั้นตอนที่บอกในหน้าต่อไปครับ

2. คนที่จ่าย กำหนดเอกสารหลักฐานที่ต้องท

ถ้าหากคุณผ่านขั้นตอนแรกมาได้ สิ่งที่คุณต้องถามตัวเองต่อไป คือ รายจ่ายนั้นมาจากไหน และใครเป็นผู้จ่าย

ถ้าคุณเป็นบุคคลธรรมดาที่หักค่าใช้จ่ายตามจริง คุณทำหน้าที่เพียงแค่เก็บหลักฐานการจ่ายเงินในชื่อคุณเท่านั้น ก็จบแล้วครับผม

แต่ถ้าเป็นรูปแบบนิติบุคคลอย่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน สิ่งที่ต้องถามคือ การจ่ายเงินนั้นเป็นการจ่ายแบบไหน?

ถ้าหากเป็นการจ่ายบัตรเครดิตหรือผ่านบัญชีของบริษัท คุณไม่ต้องกังวลใดๆ เพราะสามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าหากเป็นการจ่ายผ่านบัตรเครดิตของลูกจ้าง หรือกรรมการ สิ่งที่คุณต้องจัดการมีดังนี้

— ดาวน์โหลดเอกสาร หลักฐานการจ่ายจากระบบที่เกี่ยวข้องของแต่ละ Platform เช่น Ads Manager ของ Facebook เพื่อสรุปยอดค่าใช้จ่ายออกมาจากระบบ

— ทำสรุปรายการเบิกจ่ายโดยอ้างอิงจากหลักฐานในการจ่ายเงินของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น Statement บัตรเครดิตของกรรมการ ร่วมด้วยการทำเอกสารเบิกจ่ายระบุให้ชัดเจนว่าจ่ายค่าอะไร เพืออะไร และได้รับการอนุมัติให้จ่ายตามนโยบายของธุรกิจ

— สรุปเอกสารในใบสำคัญจ่าย พร้อมหลักฐานการโอนเงินให้ผู้ที่จ่ายค่าโฆษณาล่วงหน้า (Advance) พร้อมกับลายเซ็นว่าได้รับเงินครบถ้วนตามที่จ่าย

เอกสารเหล่านี้คือสิ่งพิสูจน์การจ่ายของบริษัท และถ้าจะให้ดี คุณควรวางแผนโดยการแยกแคมเปญและเรื่องราวของโฆษณาให้ชัดเจนไปพร้อมๆกัน เพื่อที่จะได้สามารถเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้ 100% ครับ

3. เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มควรระวัง

การจ่ายค่าโฆษณาสำหรับกรณีออนไลน์ทั้งหมดนั้น ไม่อยู่ในขอบข่ายที่ต้องหักภาษี ณ ทีจ่ายและนำส่งไว้ เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายยังไม่มีการกำหนดไว้

แต่สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นถือว่าเป็นการใช้บริการในประเทศไทย อยู่ในขอบข่ายที่ต้องนำส่งตามกฎหมาย โดยทาง ผู้จ่ายเงินค่าโฆษณาในประเทศไทย มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน

ดังนั้น เจ้าของธุรกิจต้องทำการยื่นแบบ ภ.พ. 36 ทุกเดือนที่มีการจ่ายเงินค่าโฆษณา และนำส่งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% จากยอดค่าโฆษณาที่จ่ายให้แก่กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 เดือนถัดไป และภาษีที่จ่ายไปนั้นสามารถใช้เป็นภาษีซื้อของธุรกิจได้อีกด้วยครับ (กรณีที่ธุรกิจจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม)

อย่างไรก็ดี กำลังจะมีกฎหมาย E-Business มาปรับใช้ตรงนี้ให้สะดวกขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปครับ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ค่าโฆษณา #Facebook #Google #Line
#หลักฐานการจ่ายเงิน #ค่าใช้จ่ายธุรกิจ
#ภาษีมูลค่าเพิ่ม #ภาษีเงินได้
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

5 ข้อคิดจัดการเงินกับคู่ชีวิตยังไงให้รุ่ง

ชีวิตคนโสดพอเปลี่ยนเป็นชีวิตคู่มักจะเจอปัญหาเรื่องเงินแทบทุกราย ไล่เรียงไปตั้งแต่ค่ากินเที่ยวช้อปปิ้ง ค่าผ่อนรถผ่อนบ้าน ค่าสินสอดทองหมั้น ค่าจัดงานแต่งงาน ค่าใช้จ่ายในบ้าน ค่าเทอมลูก และอื่นๆอีกสารพัด ภาระที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ ใครจะเป็นคนจ่ายต้องตกลงกันให้ดีด้วยเหตุผลและความเข้าใจก่อนใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันรุนแรง หรือถึงขั้นเลิกรากันไป อย่างกรณีคู่ดาราที่คบหาดูใจกัน 10 ปีกำลังวางแผนแต่งงานกัน แต่กลับเจอมรสุมประเด็นสินสอด 80 ล้านจนต้องจบชีวิตคู่แบบไม่สวย

นอกจากภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแล้วยังมีมุมของการเก็บเงินสร้างครอบครัวว่า ใครจะเป็นคนหาใครจะเป็นคนเก็บ รวมกระเป๋าหรือแยกกระเป๋าดี โดยเฉพาะผู้หญิงบางคนจะรู้สึกว่า เงินเราคือเงินของเรา เงินเขาก็คือเงินของเรา ซึ่งเหตุผลลึกๆ แล้วไม่อยากให้ผู้ชายถือเงินเยอะเกินกลัวจะมีคนอื่น แต่ผมคิดว่าการใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุขต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เลือกทางที่ทั้งสองฝ่ายสบายใจด้วยเหตุผล ซึ่งแต่ละคู่มีคำตอบไม่เหมือนกัน ดังนั้นผมขอแบ่งปันแนวทางที่ผมใช้ขจัดปัญหาเรื่องเงินไว้เป็นทางเลือกหนึ่งกับชีวิตคู่แล้วกันนะครับ

1. พูดคุยเรื่องเงินก่อนใช้ชีวิตคู่

ผมคิดว่าเรื่องเงินจำเป็นต้องคุยกันให้เคลียร์ก่อนใช้ชีวิตคู่ด้วยเหตุผลและความเข้าใจ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาคาใจ จนเกิดเป็นปมปัญหาที่แก้ไขยาก ขอยกตัวอย่างเรื่องค่าสินสอดควรพูดคุยหาตัวเลขที่เหมาะสมกับทั้งสองฝ่าย และเงินก้อนนี้หลังงานแต่งใครจะได้รับไป โดยว่าที่คู่บ่าวสาวคุยกันก่อน แล้วค่อยไปคุยกับผู้ใหญ่แต่ละฝ่าย หลังจากนั้นมาดูระยะเวลาในการเตรียมสินสอดว่าเมื่อไรถึงจะเก็บเงินครบพร้อมแต่ง

2. แบ่งปันทุกข์สุขร่วมกัน

ผมคิดว่าฐานะการเงินเป็นเรื่องที่ควรเปิดเผยกับคู่ชีวิต เวลามีปัญหาลงทุนเจ๊ง รายได้หดจนหมดตัว จะได้มีคนรับฟังทำให้ไม่เครียดจนเกินไป และช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหา บางคู่ไม่ยอมบอกเครียด จนถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย ในทางกลับกันเวลามีความสุขก็ต้องแบ่งปันเพื่อให้คู่ชีวิตเรามีความสุขด้วย ซึ่งอาจมีไอเดียใหม่ๆต่อ ยอดความสำเร็จได้

3. ช่วยกันทำงานหาเงิน

ผมเชื่อว่ามีแค่ 15% ของครอบครัวไทยที่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยคนเดียวได้ ส่วนที่เหลือฐานะยังไม่รวยพอจนรู้สึกว่ามั่งคั่งอย่างมั่นคง ดังนั้น ต้องช่วยกันทำงานทั้งคู่ สร้างฐานะขึ้นมาก่อน เพื่อใช้เงินเลี้ยงดูจ่ายค่าเล่าเรียนลูก ใช้เงินหลังเกษียณยามที่ทำงานไม่ไหว และเผื่อเงินค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยหนัก

4.แบ่งกันรับผิดชอบค่าใช้จ่าย

ผมคิดว่าค่าใช้จ่ายส่วนตัวแต่ละฝ่ายควรรับผิดชอบกันเอง ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนกลางแบ่งตามมูลค่ามากหรือน้อย กรณีค่าใช้จ่ายเล็กน้อย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าช้อปปิ้ง ฯลฯ ฝ่ายชายในฐานะผู้นำครอบครัวควรออก ส่วนกรณีค่าใช้จ่ายมากหน่อย เช่น ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าเที่ยวต่างประเทศ ฯลฯ ควรช่วยกันออกตามรายได้ คนที่มีรายได้สูงกว่าก็ออกมากกว่า

5. ร่วมกันบริหารเงินออมให้งอกเงย

ผมคิดว่าการแยกกระเป๋ากันทำให้สองฝ่ายสบายใจ และเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินให้แก่กัน แต่สิ่งที่ต้องทำคือช่วยดูแลให้พอร์ตเงินออมของทั้งคู่เติบโตและเอาชนะเงินเฟ้อได้จากการลงทุนที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป สำหรับบางคู่มีปัญหาอีกฝ่ายเก็บเงินไม่อยู่ใช้เงินเก่ง ผมแนะนำให้เปิดบัญชีใหม่ขึ้นมาเป็นเงินกองกลางร่วมกันบริหารแยกจากบัญชีส่วนตัวเพื่อความโปร่งใส

หลายคู่อยู่ด้วยกันด้วยความรัก แต่จากกันด้วยความไม่เข้าใจ ผมหวังว่าแนวทางที่เล่าไปจะช่วยให้ชีวิตคู่ไม่เพียงหมดปัญหาเรื่องเงินแต่ยังทำให้ฐานะการเงินรุ่งเรืองครับ

แชร์ประสบการณ์ : เปลี่ยนเงินออมไปลงทุนหุ้นครั้งแรก เริ่มต้นอย่างไรไม่ให้เจ็บ by อภินิหารเงินออม

“ต่อยอดเงินออมด้วยการลงทุน แล้วจะทำให้เรามีเงินใช้ไปถึงวัยอิสระหลังอายุ 60 ปี”

เป็นคำพูดหนึ่งของโฆษณาในทีวีที่เราได้ยินบ่อยๆ มีตั้งแต่แนะนำหุ้น กองทุนรวม ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ พอฟังไปเรื่อยๆก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “ถ้าทำให้เงินเติบโตขึ้นจริงๆ แล้วทำไมช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ถึงเละตุ้มเป๊ะซะขนาดนั้นล่ะ แสดงว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่เรายังไม่รู้…”

เมื่อต่อมอยากรู้อยากเห็นเริ่มทำงาน ก็ต้องหาข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้น ใช้เวลาค้นคว้าหาคำตอบอยู่นานกว่าจะเข้าใจ จนกระทั่งหลงเสน่ห์การลงทุนเข้าอย่างจัง จึงเริ่มแคะกระปุกออมสินมาเริ่มลงทุน ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 9 ปี ที่ก้าวเท้าเข้ามาสู่โลกของการลงทุน เรื่องราวจุดเริ่มต้น ข้อคิดต่างๆที่ได้จากกรลงทุนเป็นอย่างไร อภินิหารเงินออมสรุปไว้ที่บทความนี้แล้วนะจ๊ะ 

***ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัว อ่านจบแล้วควรนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเองนะจ๊ะ

เริ่มต้นศึกษาจากความผิดพลาด

ถ้าเราเดินอยู่ริมถนน เห็นคนที่เดินอยู่ข้างหน้าสะดุดฝาท่อระบายน้ำล้มลงจูบกับพื้นถนน พอถึงคิวที่เราจะต้องเดินผ่านท่อนั้น มันก็ทำให้เราต้องเดินแบบระมัดระวังมากขึ้น นี่แหละแนวคิดที่เราใช้ศึกษาเรื่องการลงทุน คือ เริ่มศึกษาจากความผิดพลาดของนักลงทุนรุ่นลายคราม เพื่อเป็นบทเรียนที่เราจะได้รู้ว่าอะไรควรทำและไม่ควรทำ สรุปออกมาสั้นๆ ดังนี้

  • เงินที่นำมาลงทุนควรเป็นเงินเย็น คือ เงินที่เราคิดว่าจะไม่ได้ใช้งานหลายปี

  • ไม่ควรกู้ยืมเงินมาลงทุน เพราะมันเป็นเหรียญ 2 ด้าน คือ

    • ด้านแรกได้เงิน : บางคนมองว่ากู้เงินมาเสียดอกเบี้ย 5% แล้วหวังว่าจะนำมาลงทุนได้ผลตอบแทน 9% เท่ากับว่าได้กำไร 4% ฟรีๆโดยไม่ต้องควักทุนตัวเอง 

    • ด้านที่สองเสียเงิน : ถ้าหุ้นราคาลดลงแล้วถึงเวลาที่ต้องคืนเงินกู้ นอกจากเราจะต้องขายหุ้นขาดทุนเพื่อนำเงินไปชำระหนี้แล้ว ยังต้องไปหาเงินเพิ่มเพื่อเติมส่วนที่หายไปอีกด้วย

  • ควรจัดสรรเงินส่วนตัวให้ดีก่อนแล้วค่อยเริ่มต้นลงทุน โดยแบ่งเงินเก็บไว้ใช้ในระยะสั้น กลางและยาว แบ่งเงินจ่ายหนี้ แบ่งเงินใช้จ่ายส่วนตัว

  • ควรลงทุนเฉพาะสิ่งที่เรารู้จักเท่านั้น ประเภทที่เขาบอกมาว่าดี ซี้อแล้วเด้งได้กำไรเร็วๆ ก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง 

  • ต้องถอยหรือหยุดให้เป็น ถ้าตลาดไม่เป็นใจราคาหุ้นเหวี่ยงเป็นมนุษย์เมนแล้วล่ะก็ควรอยู่เฉยๆ หยุดการซื้อขายเพื่อมาตั้งสติก่อน

ส่วนตัวมองว่า การลงทุนช่วงขาขึ้นหุ้นเขียวเต็มกระดาน จิ้มซื้อตัวไหนก็ได้กำไร กูรูแนะนำหุ้นเต็ม Pantip ไปหมด ซึ่งนั่นเป็นภาพเพียงด้านเดียวของการลงทุน เพราะของจริงที่วัดฝีมือการลงทุนได้ดีที่สุด คือ ช่วงหุ้นขาลง ที่ต้องมาดูกันว่าใครมีกลยุทธ์เอาตัวรอดจากตลาดได้ดีกว่ากัน 

การหาความรู้การลงทุน

ส่วนตัวชอบอ่านหนังสือศึกษาด้วยตัวเองมากกว่า ส่วนคอร์สสัมมนาก็ดูของฟรีทางอินเทอร์เน็ต เราเป็นคนประเภทที่ว่ายอมเสียเงินซื้อหนังสือมากกว่าจ่ายเงินให้คอร์สสัมมนาการลงทุน (ยกเว้นเป็นคอร์สที่เราอยากเรียนมากจริงๆ เท่านั้นถึงยอมเสียเงิน) แต่สำหรับคนที่ศึกษาด้วยตัวเองแล้วรู้สึกไม่ทันใจ ต้องการให้มีคนมาเรียบเรียงให้ เราก็ยังแนะนำให้ไปลงเรียนคอร์สสัมมนาเพราะสรุปสิ่งที่เราควรรู้ไว้หมดแล้ว ถ้าสงสัยอะไรจะได้สอบถามกับวิทยากรได้ทันที

ตัวอย่างหนังสือที่อ่านช่วงเริ่มต้นการลงทุน

แชร์ประสบการณ์ : เปลี่ยนเงินออมไปลงทุนหุ้นครั้งแรก เริ่มต้นอย่างไรไม่ให้เจ็บ by อภินิหารเงินออม

ความจริงมีอีกหลายเล่ม แต่คัดมาให้เฉพาะที่เหมาะกับคนเริ่มต้นเพราะจะได้ไม่ท้อใจไปซะก่อน คำแนะนำขณะอ่านจะต้องใจเย็นๆ ถ้าอ่านรอบแรกไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องตกใจ อ่านซ้ำ 2 – 3 รอบ ก็จะเริ่มเข้าใจมากขึ้น เพราะอภินิหารเงินออมเองก็อ่านหลายรอบอยู่เหมือนกันกว่าจะเข้าใจ

เริ่มต้นการลงทุน

20 กว่าปีที่รู้จักแต่ฝากออมทรัพย์ จนกระทั่งเรียนรู้และเข้าใจการลงทุน ทำให้กล้าลงทุนมากขึ้น เริ่มป้ายแรกที่ “กองทุนรวมตลาดเงิน” แต่พอดู NAV ทีไรเห็นเงินขึ้นแบบกระดืบๆ มันเห็นแล้วห่อเหี่ยวใจ อยากจะซื้อหุ้นก็ยังไม่กล้า เพราะไม่รู้ระบบว่าจะต้องทำอย่างไร 

พอมาเจอ click2win ของตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นโปรแกรมเทรดหุ้นเสมือนจริง เราถึงได้รู้ว่าตลาดหุ้นจริงๆเป็นอย่างไร ถ้าอยากซื้อขายก็มีเงินปลอมมาให้ทดลองส่งคำสั่ง เราก็ถึงบางอ้อว่าเขาซื้อขายกันแบบนี้นี่เอง  ง่ายมากๆ ถ้าใครอยากรู้ระบบการซื้อขาย ลงทะเบียนเล่นได้ฟรีนะคะ ลองดูๆ

ที่มา : http://click2win.settrade.com/SETClick2WIN/index.jsp

พอเริ่มรู้ระบบแล้วก็ติดต่อธนาคารเพื่อเปิดบัญชีหุ้น เจ้าหน้าที่การตลาดก็แนะนำวิธีซื้อขายว่าทำยังไงบ้าง ซึ่งบัญชีการซื้อขายหุ้นมี 3 ประเภท คือ

  1. ซื้อขายเงินสด 100% ต้องการลงทุนแค่ไหน ก็โอนเงินไปวางไว้ในบัญชีหุ้นแค่นั้น เช่น ต้องการลงทุน 50,000 บาท เราก็โอนเงิน 50,000 บาทไปเก็บไว้ในบัญชีหุ้น ถ้ายังไม่ซื้อหุ้นก็จะได้รับดอกเบี้ยประมาณ 1%++ (ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%)

  2. วางเงินค้ำประกัน 20% นำเงินหรือหุ้นมาค้ำประกัน พอซื้อหุ้นแล้วระบบก็จะไปตัดเงินในบัญชีธนาคาร เช่น วางเงิน 20,000 บาท สามารถซื้อขายได้สูงสุด 100,000 บาท

  3. Margin มีวงเงินปล่อยกู้ คือ นำเงินหรือหุ้นมาค้ำเพื่อกู้ยืมเงินมาลงทุน

เราตั้งใจว่าจะลงทุนด้วยการวางเงิน 100% เพื่อป้องกันตัวเองมือซนเล่นเก็งกำไรเกินกว่าเงินที่มี และใช้วิธีซื้อขายแบบออนไลน์ เพราะมีค่าธรรมเนียมถูกที่สุด คือ 0.15% ของจำนวนเงินที่ซื้อหรือขาย

เลือกหุ้นตัวแรก

วิธีการเลือกหุ้นของแต่ละคนก็แตกต่างกัน เราเลือกหุ้นจากสิ่งที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ดูพื้นฐานของหุ้นเป็นหลักว่ามีรายได้จากอะไร การเติบโตในอนาคตเป็นอย่างไร ตั้งเงื่อนไขกับตัวเองไว้ว่า ถ้าได้กำไร 10% แล้วขายเก็บกำไรทันที(ตอนนี้ก็ปล่อยไว้เรื่อยๆไม่ได้ซื้อขายบ่อยๆ) มีจดบันทึกการลงทุนไว้ด้วยว่าซื้อและขายหุ้นตัวนี้เพราะอะไร เช่น ขายเพราะราคาขึ้นถึงเป้าหมายที่คิดไว้แล้ว การจดมันดีนะเพราะเราจะได้รู้ว่าตอนนั้นเราตัดสินใจอย่างไร แต่ตอนนี้ไม่ได้จดแล้วเพราะขี้เกียจ ^^!

หลังจากนั้นก็อยากรู้วิธีจับจังหวะการซื้อขายว่าหุ้นที่เรากำลังสนใจอยู่นี้ถึงเวลาซื้อหรือขายแล้วรึยัง มันก็ต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับการอ่านกราฟ เห็นในอินเทอร์เน็ตแนะนำว่าให้อ่าน “มหัศจรรย์แห่งเทคนิค” เราก็ดั้นด้นไปหาซื้อมาอ่านจนได้ ตอนแรกก็มึนตึบว่ามันคืออะไร พออ่านวนซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบก็เข้าใจวิธีการอ่านกราฟมากขึ้น จึงเริ่มกลายร่างจากนักลงทุนหุ้นพื้นฐาน กลายเป็นสายเก็งกำไร โดยตั้งกฎเพื่อสร้างวินัยการลงทุนให้ตัวเองว่าถ้าขาดทุนถึง 10 – 15% หรือต่ำกว่าราคาในกราฟที่ตั้งไว้ จะขายขาดทุนทันที เพื่อรักษาเงินต้นไว้

เคล็ดลับหาหุ้นเพิ่มเติม

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มลงทุนหุ้น แต่ไม่รู้จะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนแนะนำ 2 วิธี คือ

1. ใช้โปรแกรมสแกนหุ้น 

วิธีนี้จะต้องเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับโบรกเกอร์ก่อน เพราะจะมีเครื่องมือในการเลือกหุ้นและบทวิเคราะห์ต่างๆให้อ่าน จากหุ้นหลายร้อยตัวจะกรองให้เหลือไม่กี่ตัว ก็ต้องใช้โปรแกรมสแกนหุ้น โดยเราตั้งเงื่อนไขของหุ้นที่เราอยากได้ขึ้นมา แล้วใส่ลงไปในโปรแกรม จากนั้นระบบจะคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจออกมา เราเลือกเฉพาะหุ้นที่เราเข้าใจในธุรกิจแล้วค่อยอ่านงบการเงินเพื่อคัดเลือกหุ้นที่ดีที่สุดต่อไป

2. ลอกการบ้านจากกองทุนรวม 

เราคัดเลือกกองทุนรวมหุ้นที่ผลตอบแทนดีที่สุด 1 – 10 อันดับแรก (ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์จะมีประกาศทุกปี) จากนั้นก็เข้าไปดูในหนังสือชี้ชวนว่าแต่ละกองทุนรวมเลือกหุ้นอะไรกันบ้าง ให้สัดส่วนในการลงทุนเท่าไหร่ พร้อมทั้งกลยุทธ์ในการลงทุน เพื่อเป็นตัวเลือกในการหาแนวทางการลงทุนของตัวเองต่อไป แล้วเลือกหุ้นที่เราสนใจ แต่ยังไม่ซื้อทันที เพราะเราจะต้องอ่านพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นเองอีกครั้ง พร้อมกับดูกราฟเพื่อเลือกจังหวะการซื้อขายก่อนตัดสินใจ

กำไรและขาดทุนเป็นของคู่กัน  

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาช่วงที่ลงทุนหุ้นได้กำไรมากที่สุด จะเป็นช่วงที่ทำงานไปด้วยและลงทุนไปด้วย เพราะเราเปิดพอร์ตหุ้นดูช่วงตอนเย็นเท่านั้น ซึ่งตอนที่เข้ามาลงทุนหุ้นครั้งแรกเป็นจังหวะที่ตลาดหุ้นขาขึ้นด้วย มันซื้ออะไรก็ได้กำไร เพียงแต่ว่าได้มากหรือน้อยเท่านั้น ยิ่งได้กำไรก็ยิ่งมั่นใจ ซึ่งในความมั่นใจนี้ก็มีความหายนะผุดขึ้นมาด้วย 

ในขณะที่ขาดทุนยับเยินที่สุด คือ ช่วงที่เปิดหน้าจอเทรดหุ้นทั้งวัน เพราะใจของเราหวั่นไหวที่เห็นราคาหุ้นขึ้นๆลงๆ หุ้นที่เรามีนิ่งมาก แต่หุ้นคนอื่นวิ่งขึ้นกันหูดับตับไหม้ เราก็เลยเปลี่ยนใจไปหาหุ้นที่กำลังวิ่งบ้าง พอขายตัวที่เรามีเท่านั้นแหละ หุ้นเด้งราคาขึ้นทันที แต่ตัวที่เราไปเกาะอยู่นั้นก็หยุดวิ่งซะแล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ติดลบหนักถึง 50% อยู่เกือบปี แล้วทนไม่ไหวและรู้สึกผิดกับตัวเองจากกฎที่ตั้งว่าจะขาย Cut Loss (ขายตัดขาดทุน) ที่ 10 – 15% พอขายเท่านั้นแหละ อีกไม่กี่เดือนต่อมามันขึ้นมาเกือบเท่าทุนเดิมเลยจ้า แหม!! ชีวิตต่ำตมได้อีก #เลิกเก็งกำไรเลยจ้า

ทำให้เราค่อนข้างกังวลกับนักลงทุนที่ทำงานแล้วอยากจะลาออกมาเทรดหุ้นเพียงอย่างเดียว เพราะคิดว่าเทรดหุ้นเต็มเวลาแล้วจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ช้าก่อนที่รัก ดูงานวิจัยนี้ก่อนนะคะ จากบทความหนึ่งในกรุงเทพธุรกิจได้เขียนถึงเรื่องการลงทุนไว้อย่างน่าสนใจว่า “ถือหุ้นยาว & เทรดหุ้นสั้น ผลตอบแทนใกล้เคียงกัน แต่ความเสี่ยงแตกต่างกัน” 

สรุปออกมาได้ดังนี้…

  • ผลตอบแทน : การลงทุนตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี วิธีการซื้อหุ้นแล้วเก็บระยะยาวกับการซื้อขายบ่อยๆ (เทรดดิ้ง)ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยใกล้เคียงกัน คือ อยู่ที่ 14.7% 

  • ความเสี่ยง : การลงทุนระยะสั้นและยาวได้ผลตอบแทนแตกต่างกัน

    • การลงทุนระยะสั้น 1 ปีโอกาสได้ผลตอบแทนตั้งแต่ 74.9% ถึง -39.15% ต่อปี

    • การลงทุนระยะยาว 10 ปี ช่วงของผลตอบแทนนั้นจะอยู่ที่ 18.9% ถึง 8.12% ต่อปี 

จากเรื่องนี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าการลงทุนระยะยาวนั้นผลตอบแทนแกว่งขึ้นลงน้อยกว่าการลงทุนระยะสั้นที่ซื้อๆขายๆ ส่วนตัวมองว่าควรให้การลงทุนหุ้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตที่ปล่อยให้เงินทำงาน แต่ไม่ควรให้มันเป็นทั้งหมดของชีวิตจนเราไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่นเลยนะจ๊ะ ^^

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประสบการณ์เรื่องการลงทุนหุ้น สำหรับคนที่อยากทำให้เงินออมเติบโต อภินิหารเงินออมคิดว่าบทความนี้น่าจะเป็นแนวทางให้เริ่มศึกษาเรื่องการลงทุนหุ้นได้เอง ส่วนตัวคิดว่าการซื้อขายหุ้นไม่ยาก แค่จิ้มหน้าจอสองสามทีก็เสร็จล่ะ แต่สิ่งที่มันยาก คือ เราจะซื้อหุ้นตัวไหนและอดทนเก็บไว้ได้นานรึเปล่าเท่านั้นเองจ้า

ขอให้ทุกคนโชคดีกับการเริ่มต้นลงทุนนะจ๊ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม

แนะนำ! เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานการรับเงินสำหรับธุรกิจ

ใบเสร็จรับเงิน (ผู้ได้รับเงินเป็นผู้ออก) เป็นเอกสารที่ถือว่าถูกต้องที่สุดและปัญหาน้อยที่สุดในการรับเงิน เพราะมีรายละเอียดการได้รับเงินครบถ้วน

1. ชื่อเอกสาร
2. เล่มที่เลขที่
3. ชื่อที่อยู่ และ เหตุที่ได้รับเงิน
4. วันที่ออกเอกสาร
5. รายละเอียด สินค้า บริการ
6. จำนวนเงิน

ใบรับเงิน (ผู้ที่ได้รับเงินเป็นผู้ออก) คือ เอกสารที่เป็นสิ่งยืนยันว่าผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ ได้รับเงินจากเรา โดยมีข้อความต่อไปนี้

1. ชื่อเอกสาร
2. เล่มที่เลขที่
3. ชื่อที่อยู่ และ เหตุที่ได้รับเงิน
4. วันที่ออกเอกสาร
5. รายละเอียด สินค้า บริการ
6. จำนวนเงิน 

ใบสำคัญการรับเงิน (ผู้ซื้อเป็นผู้ออก) กรณีทีผู้ขายไม่มีใบเสร็จรับเงินหรือไม่ตองการออกเอกสาร แต่ยินดีจะลงชื่อว่าได้รับเงินจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ

1. ชื่อเอกสาร
2. เล่มที่เลขที่
3. ชื่อที่อยู่ และ เหตุที่ได้รับเงิน
4. วันที่ออกเอกสาร
5. รายละเอียด สินค้า บริการ
6. จำนวนเงิน
7. ลายมือชื่อผุ้ได้รับเงิน (ควรแนบเอกสารประกอบการรับเงิน เช่น สำเนาบัตรประชาชน หลักฐานการจ่าย)

ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงิน (ผู้ซื้อเป็นผู้ออก) ใช้ในกรณีซื้อสินค้าเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่สามารถเรียกเอกสารจากผู้ขายหรือให้บริการได้

1. ชื่อเอกสาร
2. ชื่อกิจการ
3. รายละเอียด สินค้า บริการ
4. ข้อความรับรองความถูกต้องของการเบิกจ่าย
5. ลายมือชื่อผุ้เบิก และผุ้มีอำนาจอนุมัติ

ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#หลักฐานการรับเงิน #ใบเสร็จรับเงิน
#หลักฐานการจ่ายเงิน #ใบกำกับภาษี
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ

5 ไอเทม ที่จะเสกให้คุณ กลายเป็นคนรวย

อยากรวยกันมั้ยเจ้ามะนุด วันนี้ถุงเงินมีของมาขาย เป็นของวิเศษที่มาไกลจากเมืองเวทมนตร์

ขอบอกเลยนะว่า ถ้าใครสะสมครบ 5 ชิ้นนี้ แล้วท่องคาถาตามถุงเงิน จะสามารถเสกให้กลายเป็นคนรวยได้ในพริบตา ว่าแล้วหละก็ 1 2 3 ..

“อาโวคาโด้ เคดัฟด้า !!!”

สร้างรายได้

รู้ๆ กันเน้าะ อยากรวยก็ต้องทำงาน
ขยันเข้าไว้ เดี๋ยวก็รวย

แต่ถ้าจะขยันทำงานก็ต้องขยันอย่างมีสตินะ ถ้าเริ่มรู้แล้วว่า งานที่เราทำ ดูไม่ค่อยมีแนวโน้มที่จะเติบโต
หรือไม่ค่อยได้ทักษะเพิ่มแล้ว อาจจะต้องวางแผนเปลี่ยนสายงานใหม่ หรือเปลี่ยนบริษัทที่ทำงานด

เพราะถ้ามัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน โดยที่ไม่ได้รู้ว่าจะมีการเติบโตมั้ย อาจจะเสียเวลาไปโดยเปล่าๆ ได้
เหมือนที่ใครๆ เขาว่ากันว่า

“ขยันผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย”

วินัยการออมเงิน

พอเริ่มมีรายได้แล้ว ก็ต้องรู้จักออมเงิน สิ่งที่สำคัญที่สุดในการออมเงิน ไม่ใช่จำนวนเงินหรอก แต่คือ “วินัย” นั่นเอง

ถ้าเจ้ามะนุดมีวินัยในการออมอย่างสม่ำเสมอ ถุงเงินรับรองไม่ช้าไม่เร็วยังไงก็ต้องรวยแน่ๆ

 รู้จักลงทุน 

มาติดสปีดความรวยกันต่อ ด้วยการลงทุน !!

อย่างที่ถุงเงินเคยบอก ออมเงินอย่างเดียว ก็รวยได้ แต่การลงทุนจะช่วยให้เรารวยขึ้นหลายเท่าตัว

แต่ก็ระวังเรื่องความเสี่ยงกันด้วยนะ เลือกความเสี่ยงที่เหมาะสมกับเรา ลงทุนให้ถูกที่ถูกทาง เหมาะสมกับความต้องการของเร

เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยนะจ๊ะ

มีเป้าหมาย

เป้าหมายเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะเป้าหมายของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน เส้นทางที่จะไปถึงเป้าหมายก็ย่อมแตกต่างกันไป

การกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนนั้น นอกจากจากเราจะได้รู้ว่ามาถึงจุดไหนแล้ว ห่างไกลแค่ไหน ต้องทำอะไรเพิ่มมั้ย

การกำหนดเป้าหมาย เพื่อให้เกิดแรงจูงใจก็เป็นสิ่งที่สำคัญ สู้เต็มที่ เพื่อความรวยที่วาดฝันไว้ จะเหนื่อยแค่ไหน ก็ไม่ท้อง่ายๆ หรอกใช่มั้ยล้า

ไม่ฟุ่มเฟือย

“ใครทำตัวรวยจะยิ่งจน ถ้าทำตัวจนเดี๋ยวก็รวยเอง”

ก็หาเงินได้น้อยแบบคนจน แต่ใช้เงินเยอะแบบคนรวย เงินเก็บมันจะมาจากไหน

ถ้ายังใช้เงินเยอะอยู่แบบนี้ แล้วอยากมีเงินเก็บ คงต้องกู้มาออมแล้วหละมั้ง

แต่ถุงเงินก็ไม่แนะนำให้เป็นคนขี้เหนียวนะ ทำตัวจน แค่ไม่ต้องฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายอย่างจำเป็น ให้เหมาะสม

ไม่ยากเลยใช่มั้ยหล่ะ กับของวิเศษและคถาเวทย์มนต์ที่เจ้ามะนุดทุกคนสามารถเสกขึ้นได้เอง อยากเป็นคนรวย ก็ต้องทุ่มเทกันหน่อย ถ้าเจ้ามะนุดคนไหนเอาของพวกนี้ไปใช้แล้วรวย ซื้อขนมกลับมาให้ถุงเงินกินด้วยยย

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save